“If I have seen further it is by standing on the shoulders of giants” (Newton, 1675)

เมื่อพูดถึงนักชีววิทยาทางทะเล (Marine Biologist) หลายคนอาจจะนึกถึงการดำน้ำ ปลาดาว และหาดทราย แต่ทราบกันไหมครับว่าการจะมาเป็นนักชีววิทยาทางทะเล เราต้องเรียนอะไร ผมจะเล่าประสบการณ์การเรียนชีววิทยาทางทะเลที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้ฟังว่า กว่าโลกเราจะผลิตนักชีววิทยาทางทะเลได้ 1 คน ต้องผ่านประสบการณ์อะไรกันมาบ้าง

ผมมีโอกาสได้มาศึกษาระดับปริญญาโทสาขาชีววิทยาทางทะเล (Marine Biology) ที่ Scripps Institution of Oceanography (SIO) เมืองลา ฮอยยา (La Jolla) แซนดิเอโก (San Diego) รัฐแคลิฟอเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก 

คนไทยอาจจะไม่ค่อยรู้จักสถาบันนี้สักเท่าไร SIO ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1903 และมีบทบาทสำคัญกับโลกของเราในหลากหลายมิติ ตั้งแต่เป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้สำคัญทางการศึกษาทะเลของโลก เป็นหนึ่งในสถาบันที่พัฒนาเทคโนโลยีใต้ทะเล อยู่เบื้องหลังการชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ของอเมริกา ไปจนถึงเป็นสถาบันวิจัยแห่งแรกของโลกที่ค้นพบและเตือนภัยเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศและสภาวะโลกร้อน 

การมาศึกษาระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกที่ SIO นักเรียนทุกคนที่สมัครมาเรียนจะต้องมีงานวิจัยในฝันที่ติดตัวมาอย่างน้อย 3 โครงการ และตามหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่ซ่อนตัวอยู่ในสถาบันแห่งนี้ 

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
Hubb’s Hall ตึกในสถานีวิจัยสำหรับนักชีววิทยาทางทะเล ที่ SIO

ปีที่หนึ่ง รากฐานสำคัญของนักชีววิทยาทางทะเล 

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
Vaughan Hall ห้องเรียนริมทะเลที่มีเสียงเครื่องบินรบบินผ่านเป็นระยะๆ และมีกระดานเซิร์ฟบอร์ดวางอยู่หลังห้อง พร้อมให้นักเรียนออกไปเซิร์ฟหลังเรียนเสร็จ

ในปีที่หนึ่ง นักเรียนในสาขาชีววิทยาทางทะเลต้องเรียนวิชาบังคับ 3 ตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเข้าใจกลไกการทำงานของทะเลและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยข้อดีของสถาบันนี้คือ นักเรียนทุกคนจะได้เรียนกับนักชีววิทยาทางทะเลและนักสมุทรศาสตร์ชั้นนำของโลก ซึ่งส่วนมากเป็นคนที่เขียนตำรา ทำวิจัย ให้คนทั่วโลกอ้างอิง หรือเป็นคนคิดค้นทฤษฎีต่างๆ 

วิชาทั้งสามประกอบไปด้วย

1. สมุทรศาสตร์ฟิสิกส์ (Physical Oceanography) เป็นวิชาที่ว่าด้วยการเข้าใจการเกิดคลื่นและการไหลเวียนของมวลน้ำในท้องทะเล ซึ่งต้องเข้าใจตั้งแต่การหมุนของโลกและดวงจันทร์ ความแตกต่างของอุณหภูมิและแรงกดอากาศในชั้นบรรยากาศที่ก่อให้เกิดลมทะเล ซึ่งจะส่งผลต่อการไหลของน้ำ เป็นต้น 

ในวิชานี้ นักเรียนที่เรียนถือว่าโชคดีมาก เพราะจะได้เรียนกับ ศาสตราจารย์ ดร.ลินน์ ทาลลีย์ (Lynne Talley) นักสมุทรศาสตร์ชื่อดังของโลกและผู้เขียนหนังสือ Descriptive Physical Oceanography ไม่ต้องบอกเลยครับว่ายากขนาดไหน เพื่อนที่เรียนด้วยกันถึงขั้นปาดน้ำตาเมื่อเดินออกจากห้องสอบ เพราะทำแคลคูลัสขั้นสูงที่เอาไปใช้อธิบายการไหลของน้ำไม่ได้ (แต่สุดท้ายก็กอดคอผ่านมาด้วยกัน) 

ในระหว่างเรียน เราต้องทำปฏิบัติการเพื่อจำลองสิ่งที่เรากำลังเรียน เราจำลองทุกอย่างลงไปอยู่ในอ่าง Tank Experiment โดยถังน้ำนี้จำลองการหมุนของโลก เมื่อเราหยดสีลงไปในน้ำ เราจะเห็นการไหลของสีดังกล่าว ซึ่งเป็นการจำลองการไหลของของไหลในโลก (น้ำและอากาศ) เช่น การเกิดลมหรือการเกิดคลื่น

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ถังจำลองการหมุนตัวของโลกเพื่อศึกษาการเกิดคลื่นและลมในทะเล

2. สมุทรศาสตร์เคมี (Chemical Oceanography) วิชาสารเคมีในทะเล ช่วงแรกๆ เราต้องเรียนเกี่ยวกับความเค็มอยู่หลายวันเลยครับ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเข้าใจน้ำทะเลซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของโลก ได้ดึงความรู้ในวิชาเคมีที่เรียนมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายมาใช้ เช่น ต้องเข้าใจเรื่องกรด-เบส เพื่อเข้าใจการแตกตัวของไอออนในทะเล ต้องเข้าใจความรู้เรื่องธาตุกันมันตรังสี (Isotope) เพื่อใช้ติดตามการไหลของมวลน้ำในโลก และยังต้องเข้าใจถึงวัฏจักรชีวธรณีเคมี (Biogeochemical Cycle) เป็นต้น วิชานี้เราจะไปเรียนปฏิบัติการบนเรือพร้อมกับวิชาถัดไป นั่นคือ

3. สมุทรศาสตร์ชีววิทยา (Biological Oceanography) วิชานี้นักเรียนทุกคนต่างเฝ้ารอ เพราะเป็นวิชาที่จะได้เรียนเกี่ยวกับนิเวศวิทยาทางทะเลและบทบาทกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในทะเล ตั้งแต่แบคทีเรีย แพลงก์ตอน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไปจนถึงสัตว์มีกระดูกสันหลังในท้องทะเล ความเด็ดของวิชานี้คือ มีการออกภาคสนามเยอะมากครับ เราจะได้ไปเดินศึกษาสิ่งมีชีวิตตั้งแต่หาดหิน (Rocky Shore) พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) รวมถึงการออกเรือเพื่อไปศึกษาสิ่งชีวิตในมหาสมุทรแปซิฟิกครับ

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ออกภาคสนามครั้งที่ 1 เดินสำรวจและศึกษาสิ่งมีชีวิตในบริเวณหาดหินตอนน้ำลง ณ เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำที่ เมือง La Jolla 
นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ออกภาคสนามครั้งที่ 2 เพื่อสำรวจสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ที่ Mission Bay เมือง San diego

ประสบการณ์ภาคสนาม การออกเรือไปมหาสมุทรแปซิฟิกครั้งแรก

ตี 4 ตรง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ผมรีบตื่นขึ้นมาอาบน้ำ หยิบเสื้อกันลมสีน้ำเงินพร้อมกระเป๋ากันน้ำมารอเพื่อนข้างใต้หอพัก เพื่อจะเดินทางไปท่าเรือทางตอนใต้ของเมืองแซนดิเอโก ซึ่งเป็นฐานทัพของ US Navy เราไปถึงท่าเรือกันเวลาตี 4 ครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่นัดเช็กชื่อก่อนเรือจะออกในเวลาตี 5 ตรง เรือที่ออกภาคสนามชื่อว่า Research Vessel (R/V) Robert Gordon Sproul เป็นเรือลำเล็กสุดของสถาบัน แต่ใหญ่พอที่จะบรรจุคนได้ถึง 50 คนเลยครับ เมื่อเรือของเราแล่นออกน่านน้ำของรัฐแคลิฟอร์เนีย ผ่านหมอกหนาๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในหนังเรื่อง ไททานิก 

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
สภาพหมอกช่วงออกเดินทางจากฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกา เพื่อไปสำรวจสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรแปซิฟิก

ทุกคนออกมารวมกับบริเวณท้ายเรือ เพื่ออบรมเรื่องการป้องกันภัยบนเรือ เช่น หากเรือไฟไหม้หรือหากมีคนตกน้ำเราต้องทำอย่างไร จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปกินกาแฟ อาหารว่าง และพูดคุยกันพร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้น ในบางครั้งเราจะพบว่ามีโลมาว่ายน้ำมาทักทายเรา แมวน้ำนอนบิดขี้เกียจอยู่ที่ทุ่นกลางทะเล หรือฝูงนกนางนวลที่บินมาเกาะบนเรือของเราครับ

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ฝูงโลมาที่ว่ายมาทักทายระหว่างเรือกำลังจะวิ่งออกจากปากอ่าว

เมื่อถึงจุดที่ 1 เราวัดคุณภาพน้ำทะเลด้วยสิ่งที่เรียกว่า CTD ซึ่งวัดความเค็มของน้ำทะเล ความเป็นกรด-ด่าง อุณหภูมิ พร้อมเก็บตัวอย่างนำทะเลในแต่ละความลึกขึ้นมา เพื่อให้นักเรียนได้เห็นว่าในทะเลนั้นมีน้ำอยู่หลายระดับเนื่องจากความเค็มไม่เท่ากัน ส่งผลให้ความหนาแน่นของน้ำทะเลในแต่ละชั้นแตกต่างกัน และทำให้อุณหภูมิในแต่ละระดับความลึกแตกต่างกันด้วย ปัจจัยที่กล่าวมามีผลต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเลทั้งหมด ข้อมูลที่ได้ออกจากจากเครื่องวัดจะเป็นกราฟที่เหมือนในตำราเป๊ะๆ เลยครับ

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
เครื่อง CTD ตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลที่เราจะหย่อนมันลงไปในทะเลในความลึกต่างๆ
นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
จากนั้นเราสามารถมาอ่านผลบนหน้าจอระหว่างเครื่องกำลังถูกส่งลงไปเก็บข้อมูลใต้ท้องทะเล

เมื่อเรือแล่นออกห่างจากชายฝั่งไปอีก เราไปจับสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลลึกกัน โดยเริ่มจับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนพื้นท้องทะเลก่อนครับ ใช้สิ่งที่เรียกว่าอวนลากแผ่นตะเฆ่ (Otter Board Trawl) และนี่คือสิ่งที่ได้มาครับ 

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ลูกเรือช่วยกันเอาอวนลงไปในทะเล เพื่อจะจับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลลึก 750 เมตร
พอลากอวนขึ้นมา เราก็จะได้ฝูงสัตว์จำนวนมหาศาลมาให้ศึกษากันครับ
นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ปูทูน่าสีแดงที่พบบ่อยในเวลาลากอวนทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิกฟิกเหนือ ถ้าเราลากอวนที่น้ำลึกหน่อย เราก็จะได้เจ้าพวกนี้ครับ
นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ฟองน้ำทะเลน้ำลึกหายากที่ยังไม่ทราบชนิดและอาจเป็นชนิดใหม่ของโลก
นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ปลาคิเมียราที่อาศัยในน้ำลึกได้ถึง 2,600 เมตร

เมื่อได้สัตว์จากท้องทะเลมา เราก็จะมาศึกษากันครับว่ามีสัตว์กี่ชนิด สัตว์แต่ละชนิดปรับตัวอย่างไร หลายครั้งก็จะมีนักวิจัยไปเก็บข้อมูลเพื่อเอาไปทำวิจัยต่อครับ

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
เมื่อจับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดขึ้นมา เราก็จะเอามาศึกษาต่อครับว่าแต่ละตัวมีความพิเศษอย่างไร

เมื่อพระอาทิตย์เลื่อนมาตั้งฉากกับท้องทะเล เราก็รับประทานอาหารกลางวันที่เจ้าหน้าที่บนเรือเตรียมไว้ให้ ช่วงบ่ายเราพักกันอยู่บนเรือ ผมและเพื่อนๆ ยืนคุยกันถึงแผนการในอนาคตหลังจากเรียนจบ บางทีเราก็จะเอากล้องส่องทางไกลมาส่องดูวาฬสีเทา (Gray Whale) ที่มักจะโผล่ขึ้นมาทักทายกันบ่อยๆ

ในช่วงเย็นหลังพระอาทิตย์ตก เราเริ่มจับปลาน้ำลึกมาศึกษาครับ เนื่องจากปลาน้ำลึกว่ายขึ้นมาหากินอาหารจากแหล่งน้ำลึกหลังพระอาทิตย์ตก เราจะต้องเตรียมสิ่งที่เรียกว่า IKMT (Isaacs-Kidd Midwater Trawl Net) ซึ่งเป็นอวนที่จะใช้จับปลาที่กำลังว่ายอยู่ในมวลน้ำครับ 

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
อวดชนิดพิเศษ IKMT ที่ใช้สำหรับจับปลาทะเลน้ำลึกที่ออกหากินเวลากลางคืนครับ
นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
สัตว์น้ำลึกปรับตัวได้หลายรูปแบบ นี่คือปลาน้ำลึกชนิดหนึ่งที่จับได้ตอนกลางคืน ข้อมูลของปลาเหล่านี้มีน้อยมากเนื่องจากศึกษาได้ยาก

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ เราก็เดินทางกลับชายฝั่งเวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน เป็นอันจบการศึกษาภาคสนามครับ

นี่คือหนึ่งในประสบการณ์ที่ได้หลังจากการออกภาคสนาม หลังจากเรียน 3 วิชานี้จบ นักเรียนทุกคนก็ไปเลือกเรียนวิชาที่ตัวเองจำเป็นต้องใช้สำหรับการทำงานวิจัยในปีที่ 2 ได้เลย เช่น ชีววิทยาของปลา (Biology of Fishes) สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทะเล (Marine Invertebrates) ชีววิทยาน้ำลึก (Deepsea Biology) ชีววิทยาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในทะเล (Marine Mammal Biology) และอื่นๆ อีกมากมายครับ

ปีที่ 2 เมื่อความรู้เบ่งบานและถึงเวลาออกผล 

เมื่อถึงปีที่ 2 นักเรียนทุกคนเริ่มทำวิจัยตามหัวข้อที่เราสนใจ ผมทำวิจัยเรื่องการส่งเสียงคุยกันของปลาใต้ทะเลครับ หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า จริงๆ แล้วใต้ท้องทะเลนั้นเสียงดังมากๆ โดยเฉพาะบริเวณแนวปะการัง เพราะสัตว์ต่างๆใต้น้ำคุยกันผ่านทางคลื่นเสียงเยอะมากครับ แต่โชคไม่ดีเท่าไร เจ้าปลาของผมไม่ยอมคุยกันในบ่อทดลอง ทำให้ผมต้องเปลี่ยนหัวข้อวิจัยหลังจากนั้น 3 เดือน สุดท้ายผมจึงมาปักหลักศึกษาวิวัฒนาการของพฤติกรรมของปลาตัวนี้ครับ

ปลา Sarcastic Fringehead ขณะกำลังต่อสู้กัน

นี่คือปลา ไม่ใช่ปีศาจใต้ท้องทะเลครับ มันคือปลาที่ชื่อว่า Sarcastic Fringehead พบได้แค่ที่แคลิฟอเนียร์กับเม็กซิโกเท่านั้น ตอนที่ผมเริ่มศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับปลาตัวนี้แทบจะเป็นศูนย์ครับ คำถามสำหรับงานวิจัยของผมนั้นมีแค่ว่า ทำไมปลาชนิดนี้ถึงแสดงพฤติกรรมแบบนี้ และประวัติวิวัฒนาการของพฤติกรรม (Evolutionary History) เป็นอย่างไร 

ผมศึกษาชีววิทยาเปรียบเทียบระหว่างพฤติกรรมของเจ้าปลาตัวนี้กับญาติๆ ของมัน ซึ่งพอยิ่งศึกษาก็ยิ่งมีคำถามประหลาดๆ มากมายโผล่ขึ้นมา เช่น ผมมาค้นพบว่าญาติของปลากลุ่มนี้ดันไปโผล่ในอีกซีกหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก (ที่ประเทศญี่ปุ่น) เอ๊ะ แล้วบรรพบุรุษของมันจะว่ายข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างขวางไปได้อย่างไร และผมได้บังเอิญค้นพบว่า ปากของเจ้าปลาตัวนี้มันสะท้อนแสงยูวีและเรืองแสงฟลูออเรสเซนต์ได้ด้วยครับ ซึ่งใครจะไปรู้ วันหนึ่งเราอาจจะเอาคุณสมบัตินี้มาใช้ประดิษฐ์เสื้อกันแสงยูวีก็ได้

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ปากของปลา Sarcastic Fringehead สะท้อนแสงยูวีและเรืองแสงฟลูออเรสเซนต์ได้

เล่ามาทั้งหมด ดูเป็นคำถามที่ไม่ค่อยจะมีประโยชน์สักเท่าไรใช่ไหมครับ แต่ใครจะไปคิดว่า วันหนึ่งงานวิจัยของผมเรื่องกลายเป็นที่สนใจของคนในโลกออนไลน์ และสุดท้ายผมได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสารคดีชื่อดังทางช่อง NHK ของประเทศญี่ปุ่น และมีสารคดีชั้นนำติดต่อมาเพื่อถ่ายทำเพิ่มเติมครับ 

ท้ายที่สุด หลังจากผมทำวิจัยจบภายในปีที่ 2 ผมก็สอบผ่านไปได้ด้วยดี พร้อมได้ปริญญาโทมาครอบครองครับ แต่ใบปริญญาก็ไม่ได้ทำให้ผมภูมิใจเท่ากับเหตุการณ์ที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ครับ

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
สารคดีที่ผมและทีมงานถ่ายทำสารคดีของประเทศญี่ปุ่นช่วยกันถ่ายทำและฉายทางช่อง NHK ทั่วประเทศญี่ปุ่น

ปิดท้ายความภูมิใจของการเป็นนักชีววิทยาทางทะเล 

หน้าร้อนปี 2015 ผมทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยดูแลห้องเก็บตัวอย่างสัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเล (Marine Vertebrate Collection) ในห้องเก็บตัวอย่างที่ SIO นี้ เรามีปลาอยู่ในขวดโหลมากกว่า 2 ล้านตัว 

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ห้องเก็บตัวอย่างปลาและสัตว์มีประดูกสันหลังในทะเลที่ SIO

เนื่องจากเป็นช่วงหน้าร้อน อาจารย์และคนดูแลห้องเก็บตัวอย่างก็ไปพักร้อนกันหมด มีแต่ผมที่นั่งทำงานอยู่ จนกระทั่ง 17.00 น. เสียงโทรศัพท์ในห้องทำงานก็ดังขึ้น

ผม : สวัสดีครับ ห้องเก็บตัวอย่างสัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเล ณ สคริปป์ ครับ
เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายหาด : สวัสดีครับ ตอนนี้ชายหาดที่บริเวณใกล้กับสถานีวิจัยมีสัตว์ประหลาดนอนเกยตื้นอยู่ ผมคิดว่าเป็นปลาแต่ไม่ทราบว่าคือตัวอะไรครับ สนใจมาเก็บตัวอย่างไหมครับ

ผม (หัวใจเต้น 180 รอบต่อนาที) : ได้ครับ! ให้ไปเจอที่ไหนครับ

เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายหาด : มาเจอกันที่ชายหาดตรง Scripps Pier (สะพานของ SIO) ครับ

ผมเตรียมถุงมือ ถาดสังกะสี และที่หนีบตัวอย่าง พร้อมวิ่งออกจากห้องไปยังชาดหาด เพื่อไปเจอคุณตำรวจ เมื่อเจอกัน คุณตำรวจพาผมนั่งรถกอล์ฟวิ่งขนานชายฝั่งไปยังที่เกิดเหตุ 

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
รถของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายฝั่งที่มาจากรอรับที่ Scripps Pier

เนื่องจากเป็นช่วงหน้าร้อน คนมานอนตากแดดกันเยอะมาก เมื่อคุณตำรวจพามาถึงที่ ผมเห็นคนกลุ่มหนึ่งน่าจะประมาณ 40 – 50 คน กำลังยืนรุมอะไรบางอย่างอยู่ 

คุณตำรวจเดินนำหน้า โดยผมเดินตามข้างหลัง คนแถวนั้นเริ่มเปิดทางให้ผมและคุณตำรวจเดินเข้าไป เมื่อเดินเข้าไปถึง ผมก็พบกับเจ้าปลารูปร่างอ้วนตัวนี้นอนตายอยู่กลางชายหาด ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่กำลังรายล้อม มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย มีคนถามผมว่านี้คือปลาอะไร มีพิษไหม ตายหรือยัง ฯลฯ ผมได้แต่ทยอยตอบทีละคำถาม ระหว่างตอบก็ค่อยๆ หยิบถุงมือยางมาใส่ที่ละข้าง พร้อมอุ้มเจ้าปลายักษ์ตัวนี้ใส่ถาดเหล็ก และคำพูดสุดท้ายที่ผมได้ยินเป็นเสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า

Mom, who is this guy? 

แม่ของเด็กคนนั้นตอบว่า He is a Marine biologist. 

เด็กผู้หญิงอุทาน Wow, He is super cool !

ผมเดินหันหลังกลับไปยังรถพร้อมผู้คนที่กำลังตื้นเต้นกับเจ้าปลาตัวนี้ยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ปลาปริศนาที่เกยตื้นที่ชายหาด แท้จริงแล้วคือปลากลุ่มเดียวกับปลากบ (Frogfish)

ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังตก ผมนั่งรถกลับห้องเก็บตัวอย่างพร้อมมองชายหาด ทะเล และพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า 

นักชีววิทยาทางทะเล เรียนอะไรที่ SIO หนึ่งในสถาบันวิจัยทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

วันนั้นผมภูมิใจมาก ไม่ใช่เพราะว่าผมได้ใบปริญญามาเป็นเครื่องยืนยันว่าเราเป็นนักชีววิทยาทางทะเล แต่เพราะผมได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาตอบคำถามให้กับคนสังคม แม้จะเป็นประสบการณ์เล็กๆ แต่ก็เป็นหนึ่งในกำลังใจที่ดีที่สุดในการช่วยผลักดันการทำงานวิทยาศาตร์ต่อไป

บางครั้งนักเรียนที่เรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐานในประเทศไทยจะประสบปัญหา เนื่องจากคนส่วนมากไม่เข้าใจ และอาจจะไม่เห็นคุณค่าในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน สิ่งหนึ่งที่นักชีววิทยาและนักวิทยาศาสตร์ควรภูมิใจ คือเราเป็นคนแรกของโลกที่ทำวิจัยและได้พบสิ่งใหม่ๆ ได้ร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆ ผ่านบทความและวารสารวิชาการ ได้ส่งต่อความรู้ดังกล่าวให้กับคนในรุ่นถัดไป เช่นเดียวกับงาของช้างที่เมื่อช้างล้ม ก็ยังมีมูลค่าให้กับผู้คนยุคหลังได้ชื่นชม

และนี่คือประสบการณ์ล้ำค่า ประสบการณ์ที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงินที่ผมได้รับจากการมาเรียนปริญญาโท ที่ Scripps Institution of Oceanography ครับ

Writer & Photographer

Avatar

วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์

นักชีววิทยาชาวไทย ผู้สงสัยในธรรมชาติและชอบเรียนรู้เกี่ยวกับชีววิทยาของสิ่งมีชีวิต ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านนิเวศวิทยา วิวัฒนาการ และพฤติกรรมของสัตว์ ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เดือนตุลาคมของทุกปีที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี จะมีงานมหกรรมหนังสือ ‘แฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์’ (Frankfurter Buchmesse หรือ Frankfurt Book Fair) ว่ากันว่าเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและจัดมากว่า 70 ปีแล้ว ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด มีสำนักพิมพ์กว่า 4,000 ราย จากเกือบร้อยประเทศเดินทางมาร่วมงาน มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ถือเป็นงานที่นักอ่านจากทุกประเทศพลาดไม่ได้

ต่อจากนี้คือประสบการณ์ 5 วัน ในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ 2022 ของ ‘หย่งศรี’ ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งล่าม แจกนามบัตร เฝ้าบูท ชงชา ชวนชาวต่างชาติสนทนา และฟังความเป็นไปของโลกหนังสือสากลว่าก้าวหน้ากันไปถึงขั้นไหนแล้ว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins
เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

งานหนังสือที่ไม่เหมือนสัปดาห์หนังสือไทย

ท่ามกลางอากาศหนาวกลางเดือนตุลาคม ฉันนั่งรถไฟ S-Bahn ขบวนสีแดงแปร๊ดมาลงที่สถานี Messe ที่คุ้นชิน บันไดเลื่อนพาฉันและผู้โดยสารร่วมทางอีกหลายสิบชีวิตขึ้นมาสู่ทางเข้า เมื่อสแกนบัตรผ่าน ฉันพบกับป้ายประกาศใหญ่โตเขียนไว้ชัดว่า ‘Welcome to Frankfurt Book Fair 2022’ 

รู้สึกเหมือนมีลมเย็นปะทะใบหน้า ดีใจที่ได้กลับมาทำงานแสนรักอีกคำรบหนึ่งแล้ว

หากพูดถึง ‘งานหนังสือ’ เราน่าจะนึกถึงภาพของงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติอย่างบ้านเรา ที่เป็นงานขายปลีก สำนักพิมพ์ออกบูทเองขายเอง เพื่อเปิดตัวผลงานใหม่ พานักเขียนมาพบปะแฟนคลับ ให้เหล่านักอ่านเลือกซื้อหนังสือราคาพิเศษพร้อมสารพัดโปรโมชัน

นั่นคล้ายกับงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ ‘การซื้อขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศ’ โดย 3 วันแรกเป็นวันเจรจาธุรกิจ สำนักพิมพ์ทั้งหลายจากทั่วโลกพากันมาออกบูทเพื่อนำเสนอผลงานของตัวเอง

แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ของโลกมักมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พวกเขามาพร้อมบูทใหญ่โต มีเอเยนต์ดูแลงานแต่ละหมวดหลายสิบชีวิต ตั้งโต๊ะคุยกับตัวแทนจากทั่วโลกอย่างขะมักเขม้น

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

Literacy Agents คือเอเยนต์ตัวแทนนักเขียนชื่อดังทั้งหลายที่ไม่ได้สังกัดสำนักพิมพ์ (แต่สังกัดเอเยนต์) มาตั้งโต๊ะเจรจาด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนัดมาล่วงหน้า การขอคุยหน้างานแทบจะเป็นไปไม่ได้

สำหรับสำนักพิมพ์เล็ก ๆ หากเดินผ่านบูทเขาแล้วเห็นหนังสือที่ถูกใจ สนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลก็สอบถามและนัดหมายเพื่อคุยระหว่างงานได้

ส่วนงาน 2 วันสุดท้ายจะจัดให้ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์เสมอ เพื่อเปิดให้สาธารณชนผู้สนใจเข้าชม ซึ่งโดยมากเป็นคนเยอรมัน ทีนี้ก็จะคล้ายกับงานบ้านเราที่มีการเปิดตัวหนังสือปกใหม่ มีนักเขียนชื่อดังมาแจกลายเซ็น บอกเลยว่าคนล้นหลามมาก แต่ที่เยอรมนี หนังสือออกใหม่ไม่มีการลดราคา (จนกว่าจะตีพิมพ์ไปแล้วอย่างน้อย 18 เดือน) เป็นกฎหมายบังคับไว้

นอกจากนั้น ใน 2 วันสุดท้าย เราจะได้เห็นกลุ่มนักแต่งตัวคอสเพลย์มารวมตัวกันด้วย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกปี (จากที่สังเกต) จนในปัจจุบัน จัดเป็นงาน Frankfurt Cosplay อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประเทศไทยอยู่ที่ไหนในงานนี้

โดยปกติประเทศไทยมีบูทไปออกกับเขาเหมือนกัน แถมยังจัดอย่างใหญ่โต เป็นความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กว่า 2 ทศวรรษ

หลังจากไม่ได้เข้าร่วม 2 ปีด้วยเหตุโควิด-19 อาละวาด ปี 2022 เราก็กลับมาอีกครั้ง! แถมยังได้ทำเลทองที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก อยู่กลางฮอลล์ 6 ซึ่งเต็มไปด้วยสำนักพิมพ์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีเพื่อนบ้านเป็นไต้หวันและนิวซีแลนด์ และมีบ้านต้นซอยเป็น HarperCollins!

ปีนี้เรามีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 10 ราย แต่ละรายนำผลงานที่คาดว่าจะขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้มาจัดแสดง มีตั้งแต่หมวดเด็ก การ์ตูน และศิลปวัฒนธรรม

แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากหาซื้อลิขสิทธิ์หนังสือดีมีคุณภาพและน่าจะทำยอดขายได้สูง เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาไทยด้วย เรียกว่ามางานนี้มาทั้งซื้อและขาย

และเมื่อมีบูทประเทศไทย ก็ต้องมีล่ามประจำบูท

นั่นก็คืองานของหย่งศรีเอง!

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ชีวิตประสาล่ามประจำบูท

ฉันมีหน้าที่ตั้งแต่เปิด-ปิดบูท ดูแลความเรียบร้อย ความสะอาด คอยระแวดระวังมิให้หนังสือหาย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและสำนักพิมพ์ที่มาร่วมงาน ทั้งในแง่ข้อมูลและภาคปฏิบัติ เสิร์ฟน้ำและกาแฟให้กับผู้ที่มาเจรจาติดต่อ

นอกจากนั้น ต้องคอยเก็บคอนแทกของผู้ที่เข้ามาติดต่อ และตอบคำถามสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่นักเขียนที่มองหาสำนักพิมพ์ที่อาจสนใจงานของตน ซึ่งพวกเขามาจากทุกมุมโลกตั้งแต่ชมพูทวีป เรื่อยไปจนถึงยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา 

ที่เห็นชัดมากในปีนี้ คือนักเขียนชาวอิสราเอลทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็น Self-help Spiritual นิทานเด็ก หรือนิยาย ขยันเดินมาเสนอผลงานและเตรียมตัวมาดีมาก มี Press Kit (เอกสาร) น้อย ๆ แนะนำตัวเองและบทคัดย่อของผลงานเสร็จสรรพ แค่นั้นยังไม่พอ ยังขยันตามงาน ขอพบกับตัวแทนสำนักพิมพ์ไทยให้จงได้ ตรงนี้ไม่รู้ว่ากระแสความโด่งดังของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (นักเขียนชาวอิสราเอล) ผู้เขียน Sapiens จะมีส่วนด้วยหรือเปล่า

ต่อมา ชายใส่สูทชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมายื่นนามบัตรให้พร้อมพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย เขากำลังมองหาลู่ทางในการมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือของไทยอยู่ บอกเลยว่าวงการหนังสือไทยก็เป็นปลายทางที่ทั่วโลกสนใจเหมือนกัน

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

นอกจากนั้น ยังมีสำนักพิมพ์ต่างชาติที่สนใจใช้บริการโรงพิมพ์ไทย หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศที่อยากเชิญชวนสำนักพิมพ์ของเราไปออกงานที่ประเทศของตน ร้านหนังสือออนไลน์ใหญ่ยักษ์มองหาผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในประเทศไทย ฯลฯ

แต่สิ่งที่ฉันได้คุยมากขึ้นในปีนี้ คือการสนับสนุนด้านเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ จากสารพัดหน่วยงานของต่างประเทศ 

การทำงานวันที่ 3 คนที่เดินเข้ามาบูทยังไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่จากผู้จัดงาน Bologna Children Book Fair ซึ่งเป็นงานหนังสือเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกแจ้งว่ามีทุนให้กับสำนักพิมพ์หนังสือเด็กไทยที่ไม่เคยไปออกงานที่นั่นนำผลงานไปออกได้

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จากประเทศซาอุดีอาระเบียที่บอกฉันว่า มีเงินทุนให้กับสำนักพิมพ์ที่สนใจจะแปลงานจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทย ไหนจะศิลปินนักวาดชาวสเปนที่บอกว่า หน่วยงานของรัฐบาลสเปนมีเงินทุนสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเด็กหากจ้างนักวาดจากประเทศสเปน

สำหรับประเทศเยอรมนีที่ฉันอาศัยมานับสิบปีก็มีห้องสมุดจากรัฐบาเยิร์น แจ้งว่าทำแคตตาล็อกนิทานและวรรณกรรมเยาวชนนานาชาติทุกปี แต่ยังไม่มีหนังสือไทยอยู่ในนั้นเลย รวมทั้งมีทุนวิจัยด้านหนังสือเด็กให้นักวิชาการที่สนใจด้วย

เมื่อหน้าปากซอยเป็น HarperCollins

เท่าที่ฉันเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นล่ามในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์หลายปีก่อนหน้า บูทไทยมักถูกจัดให้อยู่ในฮอลล์เดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน พลวัตของผู้คนไม่หนาแน่นมาก เพราะส่วนมากมุ่งหน้าไปยังฮอลล์ที่มีบูทสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ

ครั้งนี้ ฉันคาดว่าจะเป็นเช่นนั้นอีก ยิ่งมาจัดในปีที่เพิ่งเริ่มฟื้นจากโควิด-19 ด้วย ซึ่งจีนยังปิดประเทศอยู่ ทำให้แทบไม่มีสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์จากจีนมาร่วม รวมถึงอีกหลายแห่งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ คะเนด้วยสายตา จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานหายไปในราว 30 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขจากผู้จัดแจ้งว่า ปี 2022 มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้นเกือบ 200,000 ราย แบ่งเป็นนักธุรกิจ 93,000 คน และประชาชน 87,000 คน)

แต่มันไม่เป็นดังคาด

ด้วยความที่ฮอลล์จัดงานบางส่วนปิดปรับปรุง และจำนวนสำนักพิมพ์มาร่วมงานน้อยลง (เข้าใจว่าหลายบริษัทเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย) ทำให้การจัดผังของงานเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด บูทไทยได้มาอยู่ในฮอลล์ 6 อันเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ยักษ์ที่มีพลวัตสูงมาก แถมอยู่ในซอยเดียวกันกับ HarperCollins หนึ่งใน Big Five สำนักพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษของโลก อีก 4 แห่งที่เหลือได้แก่ Penguin Random House, Simon & Schuster, Hachette และ Macmillan

ผู้คนที่ผ่านมาทางนั้น จึงเดินผ่านบูทของเราด้วย

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประกอบกับบูทไทยปีนี้จัดในธีม Drawing Story นำผลงานของนักวาดการ์ตูน Illustrator และนักวาดนิยายกราฟิกไทย 20 ท่านที่มีผลงานโดดเด่นมานำเสนอ โดยเชื่อว่าภาพวาดเหล่านั้นไม่ต้องแปลก็เข้าใจได้

รวมทั้งมีส่วนของ Thai Book Archive นำงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัล ได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ หรือนำไปทำในรูปแบบละครโทรทัศน์ ซีรีส์ การ์ตูน ฯลฯ มาจัดแสดง ซึ่งนิยายวายจำนวนไม่น้อยก็ได้รับเลือกให้มาออกในงานนี้ด้วย

เมื่อตั้งอยู่ในฮอลล์ที่คนมามหาศาล พร้อมกับเนื้อหาที่ใช่ เข้าถึงง่าย ฉันที่ยืนเฝ้าบูทอยู่จึงได้เห็นคนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันมาชื่นชมผลงานของนักวาดไทย เรื่อยไปถึงผลงานอื่น บ้างพลิกเปิดดูด้านใน บ้างก็ยืนอมยิ้ม หัวเราะไปกับภาพที่ได้เห็น แม้ว่าจะอ่านไม่ออก แต่ความเป็นสากลของภาพก็ทะลุกำแพงภาษาไปเลย

ดีใจแทนนักวาด หากเจ้าของผลงานได้มาเห็นว่ามีคนต่างชาติสนใจผลงานของตัวเองมากขนาดไหน ต้องปลื้มใจมากแน่

จากที่คิดเอาเองก่อนเริ่มงานว่าน่าจะเงียบ กลายเป็นว่าบูทของเรามีสำนักพิมพ์และนักเขียนจากสารพัดประเทศ ‘เข้าคิว’ กันขอข้อมูล ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่ล่ามที่อยู่ประจำบูท ตอบคำถามจนแทบไม่มีเวลาได้พักทานข้าวกลางวันเลยทีเดียว

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

นอกจากการเจรจาซื้อขาย ปีนี้ยังมีการจัดพื้นที่ให้สำนักพิมพ์จากประเทศยูเครนมาออกแสดงโดยเฉพาะ และในงานยังเวทีเสวนาอีกนับสิบเวทีนำเสนอแนวโน้มและประเด็นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแปลและนักแปล ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการเผยแพร่งานออกสู่วงนานาชาติ รวมไปถึงความร่วมมือกับสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ซึ่งมาออกบูทโปรโมตแฮชแท็ก #Booktok แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เป็นการพากลุ่มคนออนไลน์และหนังสือมาเจอกัน

อ้อ! อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ Guest of Honor กล่าวคือ ทุกปีจะมีหนึ่งประเทศได้เป็น ‘แขกรับเชิญพิเศษ’ ประเทศนั้นจะได้จัดแสดงหนังสือของตนอย่างใหญ่โตในอาคาร Forum รอบงานมีการจัดอภิปราย อ่านหนังสือ แสดงวัฒนธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าอยากทำอะไรเพื่อให้เข้าถึงสาธารณชน ผู้จัดบอกว่า ที่จัดโปรแกรมแขกรับเชิญพิเศษนี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะช่วยให้ประเทศแขกรับเชิญพิเศษขายงานลิขสิทธิ์ผลงานของประเทศตนได้มากขึ้น

Guest of Honor ปีนี้คือสเปน มาในธีม Spilling Creativity โดย King Felipe VI และ Queen Letizia เดินทางมาร่วมงานพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง รวมทั้งนักเขียนอีกกว่าร้อยชีวิตที่มาร่วมพูดคุยในงานตลอด 5 วัน

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก
เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

ปัจจุบัน ชาวโลกมองหาอะไร

ความที่ปีนี้เรานำผลงานของนักวาดมาจัดแสดง จึงได้เห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจร่วมงานกับนักวาด หลายประเทศขอรายชื่อนักวาดไทยทั้งหมดที่มี เพื่อไปคัดสรรและติดต่อขอร่วมงาน

ในส่วนของหนังสือที่ฮอตฮิต มีคนมาสอบถามอยู่ตลอด คือ การ์ตูน (มังงะ) ที่มีเนื้อเรื่องเป็นออริจินัลของคนไทย นิทานเด็ก (หนังสือภาพ) และนวนิยาย ซึ่งมักได้รับอิทธิพลมาจากละคร

อย่างหลังนี้ ผู้มาสอบถามมักเป็นสำนักพิมพ์จากประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือละครไทยเรื่องใดดังในประเทศของเขาก็จะมีคนตามมาหาซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายต้นฉบับไปแปล และที่เห็นได้ชัดคือ มีผู้สนใจนิยายวายมากขึ้น แต่ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังไม่อาจตีพิมพ์เรื่องเหล่านี้ได้

พูดถึงความสนใจของสำนักพิมพ์ไปเยอะแล้ว แต่ใน 2 วันสุดท้ายจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเดินชมงาน มีผู้คนมากมายแวะเวียนมาที่บูทของเราเช่นเดิม

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

สิ่งที่คนเข้ามาถามไม่ขาดสายเลยคือ คู่มือเรียนภาษาไทยในระดับต่างกัน บ้างก็หาตำราเรียน บ้างก็หาหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างง่าย รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นไทย

หลายคนรักและชอบเมืองไทย อยากไปเที่ยว จึงอยากหัดภาษาไว้

บางคนมีแฟนเป็นลูกครึ่งชาวไทย และอยากหัดภาษาเพื่อพูดกับว่าที่คุณแม่สามี (กรี๊ด)

บางคนอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เพราะหลงรักซีรีส์วายของไทย จึงกวาดนิยายที่ตัวเองเคยดูซีรีส์แล้วกลับบ้าน ประมาณว่าขอให้ได้มีไว้ในครอบครองก็ดีใจแล้ว และใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาต่อไป

บางท่านเป็นเจ้าของร้านหนังสือเด็กสารพัดภาษาในเยอรมนี แม้อ่านไม่ออก แต่รู้ว่าจะเลือกซื้อเล่มไหน เพื่อให้ขายหมดไม่เหลือสต็อก

ไม่นับคนไทยในแวดวงนักอ่านในเยอรมนี อย่าง คุณหนึ่ง-อธิวดี วิศวกรกระดาษ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือป๊อปอัปมากมาย คุณติ๊ก บรรณาธิการสำนักพิมพ์ภาษาเยอรมันที่สืบทอดมากว่า 5 อายุคน เจสซี่ อินฟลูเอนเซอร์ นักรีวิวหนังสือ ที่มีผู้ติดตามใน Instagram และ TikTok หลักหมื่น

รวมไปถึงน้องคนไทยอีกนับสิบชีวิตจากทุกอาชีพการงาน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงาน พยาบาล ฯลฯ รวมไปถึงลูกครึ่ง ลูกติด ที่มามองหาหนังสือเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน

ถ้าไม่ได้มาเป็นล่ามประจำบูทประเทศไทยก็คงไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลครองโลก มีแต่เสียงบอกว่า ‘ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว’

แต่เมื่อโชคชะตาชักพาให้มาร่วมงานอีกครั้ง เรากลับได้คำตอบที่ชัดเจน

นักอ่านยังมีเยอะมาก และคนทุกชาติทุกภาษายังคงมองหาหนังสือเนื้อหาดี น่าสนใจ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

Can you see? Books never die!

ภาพ : Frankfurt Book Fair

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load