ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็คุ้นหูคุ้นตากันดีในสื่อสากล แต่ถ้าว่ากันเรื่องธรรมชาติวิทยา ก็ออกจะชวนตื่นเต้นตาโตอยู่ไม่น้อย ด้วยความเป็นทวีปโดดเดี่ยวเหงา ๆ ในซีกโลกใต้ที่แผ่นดินเคลื่อนตัวแยกห่างไกลมานานหลายล้านปี ทำให้สิงสาราสัตว์ พืชพรรณบนทวีปมีวิวัฒนาการเป็นของตัวเอง

แถมมีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์จนต้องคว้ากล้องออกมาถ่ายกันแทบไม่ทัน

Bennetts wallaby  : Triabunna, Tasmania 
Bennetts wallaby (Notamacropus rufogriseus)
พบเจอกันโดยบังเอิญในเช้าวันหนึ่งที่ Triabunna, Tasmania 

น่าตื่นเต้นทบทวีเมื่อผู้เขียนมีโอกาสเยี่ยมเยือนเกาะแทสเมเนีย (Tasmania) ที่แม้แต่คนออสเตรเลียยังบอกว่าช่างห่างไกลเหลือเกิน โดยเกาะดังกล่าวมีสถานะเป็นรัฐ (State) ภายใต้เครือรัฐออสเตรเลีย เมืองหลวงคือ โฮบาร์ต (Hobart) เป็นเกาะที่รุ่มรวยด้วยธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งไปกว่าแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลียเสียอีก แต่เนื่องจากเป็นทริปทำงาน เส้นทางที่เจ้าบ้านผู้จัดงานพาไปชมจึงเป็นอุทยานแห่งชาติ เดินง่าย จบในวันเดียว (เพื่อไม่ให้ผู้ร่วมงานเหนื่อยจนสลบเหมือดไปก่อนงานจะเริ่ม) เส้นทางที่ผู้เขียนไปเยือน คือ Maria Island (ออกเสียงว่า มา-ราย ตามคนท้องถิ่น) ที่นี่เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ห่างจากโฮบาร์ตไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางก็ง่ายดาย มีเรือข้ามฟากให้บริการหลายรอบต่อวัน โดยขึ้นเรือจากท่าเรือเมือง Triabunna ห่างไปเพียง 16 กิโลเมตร ใช้เวลา 45 นาทีโดยประมาณ

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
แผนที่แสดงตำแหน่งของ Tasmania และ Maria Island
ภาพ : http://exploringtheearth.com/2014/11/30/mariaisland 

การตั้งชุมชนบนเกาะมีมานานกว่า 35,000 ปี ชาวอะบอริจินในเกาะนี้มีชื่อว่า Puthikwilayti และ เกาะนี้มีชื่อภาษาพื้นเมืองว่า wukaluwikiwayna ส่วนชาวยุโรปเป็นผู้มาทีหลัง โดยใช้พื้นที่เกาะแห่งนี้เป็นสถานที่เนรเทศนักโทษในปี 1825 (เทียบได้กับเกาะตะรุเตาหรือเกาะเต่าในสมัยก่อน)

Maria Island อยู่ห่างจากเกาะแทสเมเนียไม่มาก จึงมีนักโทษว่ายน้ำหนีไปขึ้นฝั่งบนเกาะแทสเมเนียสำเร็จอยู่เป็นประจำ ปลายยุค 1800 จึงถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำเกษตรและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ แต่สุดท้ายก็สู้ราคาสินค้าที่ผลิตบนเกาะแทสเมเนียไม่ได้ (เพราะต้องบวกค่าขนส่งขึ้นฝั่งเข้าไปอีก) กิจกรรมต่าง ๆ ค่อย ๆ เลิกราในทศวรรษ 1960 เกาะแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งประสบความสำเร็จในปี 1971 ทำให้เกาะมารายเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาตินับแต่นั้นมา

กิจกรรมศึกษาธรรมชาติบนเกาะมีมากมาย ทั้งปีนเขา แคมป์ปิ้ง พายคายัค ดำน้ำดูปะการัง เดินชมธรรมชาติแบบสั้น ๆ ในกรณีที่มีเวลาเพียงวันเดียว แถมเป็นฤดูหนาว จึงเหลือเพียงการเดินเส้นทางระยะสั้นเท่านั้นที่ทำได้ ผู้เขียนพร้อมเพื่อนร่วมทางตกลงกันว่าจะเดินเท่าที่ไหว ไม่ฝืนสังขาร และแวะเพียงไม่กี่จุด ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราสนุกสนานและมีความทรงจำดี ๆ กับเกาะมารายได้แบบไม่รู้ลืม

ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ
ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ

เริ่มกันที่ Darlington จุดนี้เป็นท่าเรือหลักของเกาะ กลุ่มอาคารทั้งเก่าและใหม่ล้วนกระจุกตัวอยู่ที่นี่ มีทั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องน้ำ บ้านพัก รวมถึงซากอาคารเก่ายุคร้อยกว่าปีก่อน คณะทัวร์เฉพาะกิจของเราเดินเลี้ยวไปทางขวา จากท่าเรือ Darlington เลาะเลียบชายฝั่ง ระหว่างทางเจอเจ้าถิ่นที่ไม่กลัวผู้มาเยือนเลยแม้แต่นิด ให้ความรู้สึกถึงการเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติอย่างแท้จริง พอเราขึ้นจากเรือปุ๊บ ก็พบนก Australian pied cormorant (Phalacrocorax varius) นกชายฝั่งท้องถิ่นแถบออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มองไกล ๆ ตกใจนึกว่าเพนกวิน จนกระทั่งฝูงสยายปีกจึงแก้ไขความเข้าใจผิดไปได้

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินออกจากท่าเรือ Darlington ได้ไม่นานก็เจอกับ Tasmanian Pademelon (Thylogale billardierii) สัตว์ตระกูลเดียวกับจิงโจ้และวัลลาบี (Wallaby) พบเฉพาะในแทสเมเนียเท่านั้น เป็นสัตว์ขี้อาย ชอบหลบหลืบตามสุมทุมพุ่นไม้ และกระโดดหนีอย่างไวเมื่อพอเจอคณะของพวกเรา

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินไปอีกเล็กน้อยก็จ๊ะเอ๋กับ Common Wombat (Vombastus ursinus) สัตว์ท้องถิ่นขวัญใจชาวออสซี ด้วยรูปลักษณ์ต้วมเตี้ยมตะมุตะมิ ไม่วิ่งหนีคน วอมแบตเป็นสัตว์มีถุงหน้าท้อง (Marsupial) นับเป็นญาติใกล้ชิดกับโคอาลา และเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่มีพฤติกรรมการขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัย

แม้เจ้าวอมแบตจะดูเฉื่อยชิลล์ในภาวะปกติ แต่เมื่อมีภัย มันก็วิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง อีกเรื่องที่น่าสนใจ คืออุจจาระของวอมแบตมีรูปทรงลูกบาศก์ แม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทำไมวอมแบตผลิตอุจจาระออกมาเป็นรูปทรงนั้น แต่ค่อนข้างแน่ชัดว่ามันมีประโยชน์แง่ใช้สอย เนื่องจากวอมแบตใช้อุจจาระในการบอกอาณาเขตและดึงดูดเพศตรงข้าม รูปทรงดังกล่าวทำให้อุจจาระไม่กลิ้งหายหรืออยู่ผิดที่ผิดทางจากที่ควรจะเป็น ด้วยความสำคัญเช่นนั้น ทำให้วอมแบตผลิตอุจจาระออกมาจำนวนมากจนกองเกลื่อนไปทั่วทุ่งหญ้า เรียกได้ว่าเดินไปทางไหนก็เหยียบโดนแน่นอน โชคดีที่อาหารหลักของพวกมันคือหญ้า ทำให้อุจจาระเกาะเป็นก้อน ไม่เหลวหรือเหนียวจนติดรองเท้ากลับมาด้วย

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

  เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของ Maria Island สัญจรได้ทั้งคนเดินและจักรยาน โดยจักรยานนำมาเองจากบ้านหรือเช่าจากท่าเรือ แล้วนำลงเรือเฟอร์รี่มาเองจากฝั่งแทสเมเนียก็ได้ การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกที่ดี หากต้องแข่งกับเวลาและมีความแข็งแรงมากพอ เพราะภูมิประเทศบนเกาะมารายเต็มไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ วิธีนี้เป็นทางเลือกที่ค่อนข้างท้าทาย คณะของผู้เขียนจึงเลือกเดินไปเท่าที่ทำได้ดีกว่า

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินจาก Darlington อย่างช้า ๆ ไม่เร่งรีบ ราว ๆ 1 ชั่วโมง ในที่สุดเราก็มาพักเที่ยงกันที่ The Painted Cliffs ประติมากรรมธรรมชาติจากหินทรายและออกไซด์ธาตุเหล็ก ผลงานสร้างสรรคจ์ากการกัดเซาะโดยน้ำทะเล น้ำฝน คลื่นลม และกาลเวลา ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะและเป็นหนึ่งในจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวหลัก ระยะทางเดินราว 2 กิโลเมตรเศษจาก Darlington

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
มุมมองจากบนหน้าผา เห็นเกาะแทสเมเนียอยู่ไม่ไกล พร้อมทะเลใสสีครามเข้มเห็นไปถึงโขดหินด้านล่าง
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
Maria Island ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณดึกดําบรรพ์จําพวกเฟิร์นที่เติบโตอัดแน่นกินบริเวณเป็นทุ่งกว้าง
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
เป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่มีความสําคัญในด้านการอนุรักษพันธุ์สัตว์ และไม่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

จาก Darlington ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงแบบเดินเร็ว ๆ ผู้เขียนพบกับ The Fossil Cliffs หน้าผาหินปูนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เป็นบริเวณที่มีการพบซากฟอสซิลดึกดําบรรพ์อายุประมาณ 100 ล้านปีของสัตว์ทะเลจําพวกหอย เพรียง และปะการัง ในอดีตหินปูนในบริเวณนี้เคยถูกสกัดและลำเลียงไปผลิตเป็นปูนซีเมนต์ในช่วงปี 1920 จึงมีร่องรอยรางของรถรางขนส่งในบริเวณใกล้เคียงอยู่ด้วย

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทุ่งหญ้ากว้างเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ ในจำนวนนี้ดูเหมือนว่าจิงโจ้ Forester Kangaroo (Macropus giganteus) ดูโดดเด่นกว่าผู้อาศัยสายพันธุ์อื่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ เป็นเวลาอาหารพอดี เราโชคดีได้เฝ้าสังเกตการณ์จากระยะไกล เห็นจิงโจ้ฝูงใหญ่นอนเอกเขนกสลับกับเล็มหญ้าบนพื้น แม้ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่รู้กันโดยทั่วว่า อันที่จริงแล้วจิงโจ้เป็นสัตว์ค่อนข้างอันตราย หากอยู่ใกล้ ๆ เกิดโชคร้ายโดนจิงโจ้หมายหัว คุณอาจโดนฟาดแข้ง ฟาดหางใส่ก็เป็นได้ การชมจากระยะไกลจึงปลอดยภัยกว่าสำหรับคนและจิงโจ้

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ในบริเวณทุ่งหญ้าเดียวกันนั้นเอง ผู้เขียนพบบ้านของวอมแบตเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งจะขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัยไว้ใต้พุ่มไม้ และพรางตัวจากศัตรูตามธรรมชาติ โพรงแรกเห็นเจ้าบ้านนั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้าราวกับกำลังระวังภัย ส่วนโพรงที่สอง เจ้าบ้านดูวุ่นวายอยู่กับภารกิจในโพรงที่ไม่แน่ใจว่าคืออะไร

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทริปนี้จบลงในช่วงเวลาโพล้เพล้ ผู้เขียนเดินทางกลับฝั่งแทสเมเนียพร้อมเพื่อน ๆ ทุกคนตื่นเต้น สนุกสนานกับประสบการณ์ที่พบเจอ หวังว่าทริปถัดไปในออสเตรเลียจะมีเรื่องสนุกอีกมากรอเราอยู่

ข้อควรรู้ 

  • การเดินทางจาก Hobart มายัง Triabunna เพื่อลงเรือเฟอร์รี่มา Maria Island มีเพียงวิธีเดียว คือ ขับรถส่วนตัว โดยมากนักท่องเที่ยวมักเช่ารถขับมาจากสนามบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • นอกจากนั่งเรือเฟอร์รี่แล้ว วิธีเดินทางที่ทำได้ คือเครื่องบินเล็กส่วนบุคคล โดยต้องทำเรื่องแจ้งทางอุทยานฯ ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
  • Maria Island เป็นเขตอนุรักษ์ จึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า และถังขยะ ควรพกเสบียง น้ำจืด และอุปกรณ์กันหนาว/ฝน/แดด ไปพร้อมกัน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง และ เก็บขยะทุกชิ้นด้วยตนเองเมื่อออกจากเกาะ

ข้อมูลอ้างอิง : parks.tas.gov.au/explore-our-parks/maria-island-national-park

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศุจีภรณ์ ตันติพงษ์

นักศึกษาไทยใน Sydney, Australia นักเดินทางมือสมัครเล่น ในมือถือกล้องกลางวันมองพื้น กลางคืนมองดาว มีความอยากรู้ อยากเห็น เป็นแพสชันหลักของชีวิต

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 กันยายน 2565
2 K

เมื่อนานมาแล้วในสมัยที่เส้นทางสายไหมโบราณยังรุ่งเรือง มีเส้นทางแห่งหนึ่งเชื่อมโยงดินแดนที่มีนามว่า ‘คันธาระ’ ศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในชมพูทวีปเข้ากับจักรวรรดิจีนโบราณ เหล่านักเดินทางที่เดินเท้าผ่านเส้นทางนี้ ล้วนจดจําความยากลําบากของสภาพภูมิประเทศ ความงดงามของธรรมชาติ ตื่นตากับการเดินทางไปสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติโดยสิ้นเชิง

การติดต่อกันระหว่างสองดินแดนถูกทําให้ห่างไกลกันโดยธรรมชาติ จําเป็นต้องอาศัยเส้นทางตัดผ่านกลุ่มเทือกเขาที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายช่วงอายุคนผ่านไป กาลเวลาล้วนเปลี่ยนแปลงสถานะของดินแดนต่าง ๆ ลักษณะผู้คน รวมถึงบริบทการเมืองโลกที่เข้าสู่ยุคของการเกิดรัฐชาติและพัฒนาในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เส้นทางแห่งนี้ยังคงธํารงสถานะพื้นฐานเดิมของตนในการเป็นประตูเชื่อมสองดินแดน มีการพัฒนาไปสู่การเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันระหว่างปากีสถานและจีน ภายใต้ ‘คาราโครัม ไฮเวย์ (Karakoram Highway)’

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

สัมผัสแรกของปากีสถาน ประวัติศาสตร์และอารยธรรม จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

การเดินทางของผมเริ่มต้นในเวลาเช้าตรู่ ท่ามกลางความวุ่นวายของกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) เมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันปากีสถานเป็นประเทศขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียใต้ เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 200 ล้านคน เป็นดินแดนที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภายใต้ความเจริญของอิสลามาบัดซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น มีประวัติศาสตร์ที่เลือนหายไปตามกาลเวลาซ่อนอยู่ 

กว่า 1,000 ปีก่อนหน้า พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถานรวมถึงกรุงอิสลามาบัด เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นโบราณที่ได้รับการขนานนามว่า ‘คันธาระ (Gandhara)’ ดินแดนที่เปรียบเหมือนจุดตัดของอารยธรรมอินเดีย เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา

แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป ศาสนาอิสลามได้กําเนิดขึ้นและแผ่ขยายเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันนําไปสู่วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประเทศปากีสถานที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบัน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
มัสยิดไฟซอล (Faisal Mosque) หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงอิสลามาบัด
สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ร่องรอยพุทธศาสนาที่หลงเหลือในปากีสถาน พบระหว่างเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

แม้กาลเวลาผ่านไป แต่มรดกที่คงเหลือจากตําแหน่งที่ตั้งของคันธาระยังคงประจักษ์ในรูปแบบของเส้นทางที่มีความสําคัญต่อการค้าขาย ปัจจุบันเส้นทางต่าง ๆ สร้างขึ้นในรูปแบบทางหลวง เช่นเดียวกับเส้นทางที่ผมจะเดินทางในครั้งนี้ การเดินทางตามเส้นทางคาราโครัมวันแรกของผม มีเป้าหมายสิ้นสุดที่เมือง ชีลาส (Chilas) ประตูสู่แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน (Gilgit-Baltistan) เป็นเขตการปกครองทางตอนเหนือ และเป็นทางผ่านหลักของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศปากีสถาน

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
หุบเขาเขียวขจีของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa และแม่นํ้าสินธุ

หลายชั่วโมงหลังจากออกเดินทางจากอิสลามาบัด รถขับเข้าสู่เขตหุบเขาของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่หุบเขาสีเขียว เริ่มพบเห็นภูเขาหิมะมาทักทายเป็นครั้งแรก รถขับโค้งไปตามภูเขาหิมาลัย ทางหลวงที่ขนานนามว่าไฮเวย์นั้นเริ่มแคบลง เหลือเพียงแค่ความกว้างของรถสองคันและคดเคี้ยวตามลักษณะภูมิประเทศ เบื้องล่างหุบเขาสูงปรากฏแม่นํ้าสายหนึ่งซึ่งคดเคี้ยวควบคู่ไปกับเส้นทางคาราโครัมไฮเวย์ นามว่า ‘สินธุ’ สายนํ้าแห่งนี้เปรียบเหมือนสายนํ้าที่หล่อเลี้ยงชาวปากีสถาน เป็นบ่อเกิดของอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียใต้ และแม่นํ้าสายนี้เองก็มีต้นกําเนิดจากเหล่าเทือกเขาสูงที่ผมจะเดินทางผ่านในอีกหลายวันหลังจากนี้ 

รถจอดแวะพักในเมืองเบชาม (Besham) อยู่ในเขตจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภายในเมืองมีชุมชนและตลาด มีผู้คนออกมาค้าขายและซื้อของอย่างคึกคักถึงแม้จะเป็นช่วงถือศีลอด ด้วยวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาของคนในพื้นที่แห่งนี้ ผู้หญิงจะไม่ออกมาภายนอกบ้าน จึงเป็นสาเหตุให้ผมไม่พบเห็นผู้หญิงมาจับจ่ายซื้อของในตลาด และผมทราบจากไกด์ท้องถิ่นว่า ในบางพื้นที่ของปากีสถาน หน้าที่ทุกอย่างในการออกมาข้างนอกเป็นของเพศชาย 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความคึกคักของตลาดที่ใจกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเบชาม

ณ เมืองแห่งนี้ ผมพบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางแวะมาเที่ยวชมตลาดในเมือง พวกเขาถูกประกบด้วยเจ้าหน้าที่ตํารวจตลอดการเดินเที่ยวชมเมืองเพื่อความปลอดภัย 

ทั่วโลกรู้จักและจดจําประเทศปากีสถานเรื่องความรุนแรงผ่านข่าว ซึ่งนําเสนอเหตุการณ์ความไม่สงบและการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นในปากีสถานสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลพวงของภาวะสงครามในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างอัฟกานิสถาน ก่อให้เกิดการขยายวงกว้างของความรุนแรง รวมถึงการมีอยู่ของกลุ่มผู้แบ่งแยกดินแดนและกลุ่มที่มีความคิดสุดโต่งทางศาสนาภายในประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่นี่ ล้วนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการจัดการและควบคุม ส่งผลให้สถิติการก่อการร้ายในประเทศลดลงอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยในบางบริเวณ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ด้วย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
รอยยิ้มที่เป็นมิตรของชาวปากีสถาน ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa

เมื่อออกจากเบชาม เราต้องเดินทางไกลอีกราว 8 ชั่วโมงเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ลักษณะภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง จากหุบเขาเขียวขจีเริ่มกลายเป็นภูเขาหินสีนํ้าตาล แม่นํ้าสินธุยังคงตีคู่ขนานไปด้วยกัน เส้นทางคุณภาพแย่ลง ในส่วนของคาราโครัมไฮเวย์ ผมพบกับถนนที่เสียหายจากดินถล่มหลายจุด ถ้าโชคร้ายเจอดินถล่ม (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง) จะทําให้การเดินทางล่าช้าไปหลายชั่วโมง แถมถนนยังขรุขระ คดเคี้ยว คับแคบมากขึ้น ทําให้การเดินทางนั้นยาวนานจนเหมือนไร้การสิ้นสุด

ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ร่างกายที่อดนอนของผมเหนื่อยล้าเต็มทีจากการเดินทางไกล รถกระเด็นไปมาตามสภาพถนน การหักโค้งซํ้าแล้วซํ้าเล่า ประกอบเสียงเพลงท้องถิ่นที่บรรเลงเป็นจังหวะเดียวกัน ทําให้ผมรู้สึกราวกับถูกมนตราของเส้นทางแห่งนี้สะกดใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาเยือน แต่แล้วในที่สุดผมก็เดินทางเข้าสู่ชีลาส ในแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน หลังจากเดินทางอย่างยาวนานกว่า 15 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนและเดินทางต่อในวันถัดไป

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

มุ่งสู่ดินแดนในฝัน มองขุนเขาเคล้าการเมืองผ่านเส้นทาง 

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้ผมเดินทางต่อตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เข้าไปในใจกลางเทือกเขาคาราโครัม มีจุดหมายที่หุบเขาฮุนซา (Hunza Valley) รถเคลื่อนลัดเลาะตามแนวภูเขาทรายควบคู่กับแม่นํ้าสินธุ 

“นั่นคือเส้นทางสายไหม” คนขับรถชี้ให้ผมดูเส้นทางเดินเท้า ณ ฝั่งตรงข้ามของแม่นํ้า ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ยุคโบราณก่อนจะมีไฮเวย์สําหรับรถยนต์ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ขบวนรถบรรทุกสีฉูดฉาด สัญจรไปมาบนคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันคาราโครัมไฮเวย์ เป็นทางหลวงที่เชื่อมระหว่างเมืองแอบบอตาบาด (Abbotabad) ประเทศปากีสถาน กับเมืองคัชการ์ (Kashgar) ประเทศจีน ทั้งสองชาติร่วมมือกันสร้างทางหลวงแห่งนี้ขึ้น 

นอกเหนือจากการเป็นเส้นทางค้าขายซึ่งเจริญรอยตามเหล่าเส้นทางเดินเท้ามีมาก่อนหน้านับพันปี คาราโครัม ไฮเวย์ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปากีสถานกับจีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นอย่างมาก ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เพราะหากมองในแผนที่โลก จะพบว่าทั้งสองชาติมีพรมแดนติดต่อกันเพียงเล็กน้อย เป็นพรมแดนบริเวณเทือกเขาสูงที่แทบไม่มีมนุษย์อาศัย มีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

แต่เมื่อมองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์รวมถึงประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันของภูมิภาคเอเชียใต้ ทําให้เกิดการอธิบายหนึ่งในปัจจัยสําคัญของความสัมพันธ์นี้ โดยทั้งประเทศปากีสถานและจีนต่างมีพรมแดนติดต่อกับประเทศอินเดีย ทั้งสองชาติล้วนมีกรณีพิพาทกับประเทศอินเดียในเรื่องดินแดนมายาวนาน 

การพยายามก่อสร้างทางหลวงแห่งนี้เพื่อเชื่อมโยงปากีสถานและจีนขึ้นท่ามกลางความยากลําบากที่ธรรมชาติขวางไว้ จึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการให้ความสําคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เช่นเดียวกับการมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้น ทั้งปากีสถานและจีนต่างมองเห็นประโยชน์ของการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกันในฐานะพันธมิตร

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ป้ายสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างประเทศปากีสถานและจีน พบได้ตลอดเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันจีนมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงโลกผ่านเส้นทางสายไหมใหม่ หรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt-Road Initiative) ซึ่งในปากีสถานนั้นเกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือ China–Pakistan Economic Corridor (CPEC) ส่งผลให้ในอนาคต นอกเหนือจากเส้นทางแห่งนี้ ปากีสถานจะได้รับโครงการหลายโครงการที่สร้างขึ้นโดยทุนจีน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือนํ้าลึก เขื่อน โรงไฟฟ้า จนถึงทางรถไฟ ซึ่งที่สุดแล้วอภิมหาโครงการเหล่านี้จะประสบความสําเร็จและนําพาความเจริญรุ่งเรืองสู่ประเทศ อีกทั้งประชาชนชาวปากีสถานจะได้รับประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความยิ่งใหญ่ของยอดเขา Nanga Parbat (8,126 เมตร) ปรากฏขึ้น

ภายใต้ฉากการเมืองระหว่างประเทศ ทางหลวงแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวมากมาย

ทันใดนั้น ยอดเขา Nanga Parbat ยอดเขาที่สูงอันดับ 9 ของโลกก็เผยโฉมความยิ่งใหญ่ออกมา นับเป็นภูเขาสูงลูกแรกที่ต้อนรับผู้เดินทางมาเยือนเส้นทางแห่งนี้ หลังจากทักทายยอดขุนเขาลูกแรก รถหยุดตรงจุดชมวิวแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่แนวเทือกเขาที่สูงที่สุดของโลกสามแห่งมาบรรจบกัน ‘ฮินดูกุช’ ‘คาราโครัม’ และ ‘หิมาลัย’ ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นที่รู้จักของเหล่าผู้หลงใหลภูเขา และปากีสถานก็เป็นเหมือนบ้านของยอดขุนเขาเหล่านี้ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
จุดเชื่อมต่อของสามเทือกเขา ฮินดูกุช คาราโครัม และหิมาลัย (จากซ้ายไปขวา) 

เดินทางต่อไปตามคาราโครัม ไฮเวย์ ระดับความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่เขตเทือกเขาสูง ทิวทัศน์สองข้างทางนั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าคําบรรยาย เป็นเทือกเขาสูงเหล่านี้เองเป็นที่มาของชื่อทางหลวงแห่งนี้ คําว่าคาราโครัม ตั้งมาจาก ‘เทือกเขาคาราโครัม’ แนวเทือกเขาที่เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงที่สุดอันดับสองของโลกอย่าง K2 ในการเดินทางตามเส้นทางวันนี้ ยอดเขามีความสูงไม่ตํ่ากว่า 7,000 เมตร เผยความงดงามให้ผมเห็นตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Rakaposhi Peak, Diran Peak, Ultar Sar และยอดเขาสูงอื่น ๆ ลูกแล้วลูกเล่า บ้างก็มีชื่อเสียง บ้างก็เป็นภูเขาไร้นาม 

“มันช่างเป็นความทรงจําที่มีค่าเหลือเกิน” ผมบอกกับตัวเองในขณะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป หลังจากตื่นตากับความตระการตาของเทือกเขาคาราโครัมตลอดทางราวกับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมก็เดินทางมาถึงฮุนซา (Hunza Valley) หุบเขาใจกลางเทือกเขาสูงที่งดงามราวกับเทพนิยาย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ยอดเขา Rakaposhi (7,788 เมตร) ที่สูงตระหง่านขึ้นเหนือคาราโครัม ไฮเวย์

ฮุนซา – เทือกเขา รอยยิ้ม และสัญญาณเตือน

ยามเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ แสงตะวันทอดลงมาบนยอดเขาหิมะขาวจนเปลี่ยนเป็นสีทอง หุบเขาอันน่าเกรงขามที่เคยมืดมิดค่อย ๆ เผยโฉมให้เห็นถึงความงดงาม ‘ฮุนซา’ หุบเขาแห่งนี้หลายคนเปรียบราวกับเป็นสวรรค์บนพื้นโลก ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนภายใต้แสงอาทิตย์แรกของวัน 

กว่าพันปีมาแล้วที่มนุษย์มาตั้งรกรากอาศัยยังหุบเขาที่ตั้งอยู่บนตีนยอดเขาสูงอันดับต้น ๆ ของโลก และเกิดเป็นแคว้นเล็ก ๆ ตั้งอยู่ระหว่างจีน ชมพูทวีป และเอเชียกลาง ด้วยตําแหน่งที่ตั้งนี้เอง ทําให้ฮุนซามีการติดต่อและเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมกับดินแดนต่าง ๆ รอบข้างจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
แสงอาทิตย์แรกของวันที่ฮุนซา

ป้อมปราการ Altit Fort และ Baltit Fort ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์บอกเล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผสมผสาน ที่ Baltit fort ป้อมปราการและพระราชวังของผู้ปกครองเมืองในอดีตมีอายุราว 700 ปี ภายนอกเห็นสถาปัตกรรมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่เล่าความเป็นฮุนซาได้อย่างดี ป้อมปราการสีขาวสร้างขึ้นจากดิน ไม่มีหลังคา ทําให้ผู้มาเยือนนึกถึงสถาปัตกรรมของทิเบตอย่างพระราชวังโปตาลา ภายในมีห้องต่าง ๆ แสดงถึงความเรียบง่ายแบบชาวฮุนซา ธนบัตรและชุดผ้าไหมจากจีน กระจกหลากสีสันซึ่งเป็นมรดกจากจักรวรรดิอังกฤษ สิ่งเหล่านี้เล่าถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฮุนซา

ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราคอรัม
ด้านหลัง
ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราโครัม
ด้านหลัง

ฮุนซาเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรและยิ้มแย้ม เมื่อกล่าวถึงชาวฮุนซา ต้องกล่าวถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่โดดเด่นของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของชาวฮุนซาแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน หลายคนมีจมูกโด่ง บางคนมีดวงตากลมโต บางคนมีนัยน์ตาสีฟ้าสด บางคนมีผมสีทอง บางคนผมสีดํา หลายคนมีใบหน้าคล้ายชาวยุโรป มีสมมติฐานกล่าวไว้ว่า พวกเขามีพันธุกรรมของกองทัพชาวกรีกโบราณที่เคยยึดครองดินแดนนี้เมื่อหลายพันปีก่อน

ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก วัฒนธรรมของชาวฮุนซาก็มีความแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถานเช่นกัน วัฒนธรรมของพวกเขาเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับธรรมชาติที่อยู่อาศัย โดยแสดงออกผ่านหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรํา ลักษณะเครื่องดนตรี รวมถึงความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณของขุนเขา นอกจากการมีความเชื่อท้องถิ่นที่แตกต่าง ปัจจุบันชาวฮุนซานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อิสมาอีลียะฮ์ แตกต่างจากส่วนอื่นของประเทศ พวกเขานับถือ อากา ข่าน (Aga Khan) เป็นผู้นําทางศาสนา ซึ่งอากา ข่าน เป็นผู้ที่ให้ความสําคัญกับการศึกษา จึงอุปถัมภ์ก่อสร้างสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ฮุนซา ส่งผลให้ชาวฮุนซามีอัตราการศึกษาที่สูงกว่าส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน

ชาวฮุนซามีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ อาศัยการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก (สําหรับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม) มีผลไม้หลายชนิด เช่น แอพริคอต แอปเปิล และอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นเหมือนชีวิตของพวกเขา ผลแอพริคอตหนึ่งลูกนํามาใช้ประโยชน์ได้มากมายสําหรับชาวฮุนซา ในฤดูร้อนก็นำผลไม้สดมาบริโภคและส่งขายทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งนํามาตากแห้งไว้สําหรับรับประทานในช่วงฤดูอื่น ส่วนที่เหลือจะนํามาแปรรูปเป็นแยม

ชาวฮุนซามีชื่อเสียงที่เป็นที่เล่าขานเรื่องอายุยืน หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกเขาที่บริโภคผักผลไม้ อาศัยในที่ที่มีสภาพอากาศดี หรืออาจเป็นเพราะได้รับพรให้อยู่ในที่ที่มีทิวทัศน์งดงามราวกับสรวงสวรรค์ก็เป็นได้ เคล็ดลับที่ทําให้พวกเขาอายุยืนยังคงเป็นความลับของชาวฮุนซาที่มนุษย์ทั่วโลกยังคงค้นหา

สวนแอพริคอตภายในบ้านของชาวฮุนซา

วันต่อมา ผมเดินทางต่อไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เพื่อเข้าสู่เขต Gojal เป็นเขตที่อยู่ตอนเหนือสุดของฮุนซา เป็นพรมแดนติดกับประเทศจีน เมื่อออกมาจากฮุนซา ยอดเขาแหลม รูปทรงคล้ายนิ้วมือ ปรากฏตัวให้เห็นอย่างชัดเจน Lady Finger Peak มีความสูงกว่า 6,000 เมตร เป็นยอดเขาที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจําที่สุดของฮุนซา มีตํานานโบราณกล่าวถึงเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายอันเป็นที่รักบนยอดเขา แต่วันแล้ววันเล่าเขาก็ยังไม่กลับมา เมื่อเวลาผ่านไป ยอดเขา Lady Finger Peak ที่งดงามแห่งนี้เองคือเจ้าหญิงที่ยังคงเฝ้ารอการกลับมาของเจ้าชาย

ยอดเขา Lady Finger Peak (6,000 เมตร)

เมื่อรถเดินทางเข้าสู่เขต Gojal ผมพบอีกหนึ่งสถานที่แห่งความงาม ทะเลสาบอัตตาบาด (Attabad Lake) ทะเลสาบสีฟ้าสดตัดกับยอดเขาสีเทาที่ดูดุดันปรากฏอยู่เบื้องหน้าผม ตรงข้ามกับความงดงาม ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติที่ร้ายแรง เมื่อ ค.ศ. 2010 เกิดแผ่นดินไหวขึ้น ทําให้หินถล่มลงมาทับเส้นทางของแม่นํ้าฮุนซา ส่งผลให้นํ้าท่วมหมู่บ้านที่มีชื่อว่า Attabad ทั้งหมู่บ้านต้องจมอยู่ใต้นํ้า ชาวบ้านจํานวนไม่น้อยต่างได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ หลายคนอพยพหาที่อยู่ใหม่ หลายคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน หินที่ถล่มลงมาทําให้ทางหลวงแห่งนี้ขาดออกจากกัน เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ผู้สัญจรบนคาราโครัม ไฮเวย์ ต้องขึ้นเรือเพื่อเชื่อมกับเส้นทางอีกส่วนอย่างยากลําบาก 

ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด
ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด

ณ คาราโครัม ไฮเวย์ ได้แสดงอย่างประจักษ์ว่า “หลายครั้งที่ธรรมชาติยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเอาชนะได้ และหลายครั้งที่มนุษย์เองก็ท้าทายธรรมชาติด้วยการทําลาย”

แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน เป็นบ้านของเครือข่ายธารนําแข็งที่ใหญ่ที่สุดของโลก เขต Gojal เองก็เป็นที่ตั้งของธารนํ้าแข็งขนาดมหึมาหลายแห่ง ปัจจุบันในฤดูใบไม้ผลิ ต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 ความรุนแรงของคลื่นความร้อน (Heat Wave) จากภาวะโลกร้อนแสดงผลชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดอกแอพริคอตสีชมพูสดใสที่เคยบานสะพรั่งตลอดฤดูกาลกลับร่วงโรยอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้นราวกับช่วงฤดูร้อน ธารนํ้าแข็งที่เสี่ยงต่อการละลายกําลังอยู่ในขั้นวิกฤตและอาจนําไปสู่ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่อาจจินตนาการได้ ธรรมชาติกําลังส่งสัญญาณเตือนแก่มนุษย์อย่างชัดเจนที่สุดแบบไม่เคยมีมาก่อนที่ปากีสถาน 

สํานักข่าว Aljazeera นําเสนอเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวว่า ในช่วงต้น ค.ศ. 2022 ปากีสถานได้เผชิญเหตุการณ์นํ้าท่วมเฉียบพลัน มีสาเหตุมาจากการละลายของธารนํ้าแข็งมาแล้วกว่า 16 ครั้ง และในปีนี้ปากีสถานจะได้รับกับผลกระทบของคลื่นความร้อนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ฤดูร้อนมาถึงเร็วขึ้น และอาจมีอุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียสในหลายส่วนของประเทศ สัญญาณเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณวิกฤตที่ไม่เพียงอันตรายต่อชีวิตของชาวปากีสถาน แต่เป็นอันตรายต่อทุกชีวิตบนโลก

Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง

มุ่งหน้าสู่จุดหมายสุดท้าย ผมแวะที่หมู่บ้าน พาสสุ (Passu) หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องความงามจากความอลังการของยอดเขาฟันเลื่อย Passu Cones และธารน้ำแข็ง Passu Glacier ที่ยิ่งใหญ่ ธารนํ้าแข็งแห่งนี้มีความยาวกว่า 21 กิโลเมตร ความยิ่งใหญ่ของกลุ่มก้อนนํ้าแข็งสีขาวอมเทาขนาดมหึมาที่ซ้อนตัวกันเป็นชั้นภายใต้หุบเขาที่ผมยืนอยู่นั้นทําให้ไม่อาจจินตนาการได้ว่า ถ้าหากธารนํ้าแข็งเพียงแค่บางส่วนในบริเวณนี้เกิดการละลายขึ้นจะส่งผลให้เกิดนํ้าท่วมมหาศาลเพียงใด และคงเป็นสถานที่ที่งดงามเหล่านี้ รวมถึงชาวฮุนซาที่จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างแรก

บทสุดท้ายของการเดินทางตามคาราโครัม ไฮเวย์ ทิ้งข้อตระหนักข้อนี้ไว้กับผม จากนี้ไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ราว 65 กิโลเมตร จะถึงพรมแดนประเทศจีนหรือช่องเขาคุนจีราบ (Khunjerab Pass) ซึ่งบรรจบกับการเดินทางของผมที่เคยเดินทางใน คาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศจีนเมื่อ 2 ปีก่อน น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ทําให้รถฝ่ากองหิมะไปยัง Khunjerab Pass ไม่ได้

การเดินทางของผมจึงสิ้นสุดที่หมู่บ้าน Passu แห่งนี้

รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“ถนนทุกสายถูกสร้างขึ้นเพื่อนําผู้คนไปยังสถานที่ต่าง ๆ และมักพาผู้เดินทางไปพบกับหลายสิ่งระหว่างทาง”

เช่นเดียวกับ ‘คาราคอรัม ไฮเวย์’ เส้นทางที่มีคุณค่ามากกว่าการเป็นถนนที่ถูกรายล้อมด้วยความงดงามอลังการของธรรมชาติ เส้นทางที่เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของการเมืองระหว่างประเทศ เส้นทางมหัศจรรย์เส้นนี้มอบประสบการณ์และนําผมไปพบเจอกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย

ระหว่างรอเวลาเช็กอินเที่ยวบินกลับบ้านที่ด้านหน้าสนามบิน ผมนั่งคิดถึงความทรงจําของตัวเองบนคาราโครัม ไฮเวย์ ตลอดการเดินทางตามเส้นทางแห่งนี้ ที่นี่นําผมไปพบกับ ‘อดีต’ ของดินแดนแห่งความเจริญรุ่งเรืองและประวัติศาสตร์ของเส้นทางการค้าที่เชื่อมวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันเส้นทางแห่งนี้ก็พาผมไปรู้จัก ‘ปัจจุบัน’ ของประเทศปากีสถานผ่านสถานที่และผู้คนที่ได้สัมผัส และภาพผลกระทบอย่างรุนแรงของภาวะโลกร้อนใน ‘อนาคต’ ที่อาจเกิดขึ้น สะท้อนออกมาผ่านคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้ทิ้งข้อตระหนักไว้กับผมเช่นเดียวกัน 

เสียงอาซานซึ่งเป็นสัญญาณของการละหมาดเย็นของชาวมุสลิมดังก้องกังวานทั่วโถงสนามบินทําให้ผมตื่นขึ้น ผมลากกระเป๋าเข้าอาคารสนามบิน ที่ปากีสถานทุกคนที่เข้าไปในอาคารสนามบินจะกลับออกมาข้างนอกไม่ได้ คงเป็นเวลาที่จะบอกลาประเทศนี้และสิ้นสุดการเดินทางครั้งนี้จริง ๆ

การเดินทางบทที่สามของการตามรอยเส้นทางสายไหมให้อะไรกับผมไม่มากก็น้อย ผมยิ้มพร้อมบอกกับตัวเองว่าคงมีหลายสิ่งที่คาราโครัม ไฮเวย์ ทําให้ผมเติบโตขึ้นกว่าการเดินทางครั้งก่อนโดยไม่รู้ตัว 

หวังว่าเมื่อมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง ฮุนซาในฤดูใบไม้ผลิจะยังคงแต่งแต้มด้วยสีชมพูสดใสของดอกแอพริคอตเช่นเดิม

หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน
หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี
กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน

ขอบคุณ คุณฟาติมะ อะตีค ไกด์นําเที่ยวที่คอยดูแลให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

ข้อมูลอ้างอิง

www.worldhistory.org/Gandhara_Civilization

www.cambridge.org/core/books/abs/cambridge-history-of-terrorism/history-of-terrorism-in-pakistan/C91EC2FD3A183B8D0BA7B561DC34F8E2

www.cfr.org/backgrounder/china-pakistan-relations

www.isas.nus.edu.sg/papers/pakistan-china-relations-in-a-changing-geopolitical-environment

www.bbc.com/news/world-asia-32400091

thediplomat.com/2018/10/gwadar-emerging-port-city-or-chinese-colony

historypak.com/hunza/

tribune.com.pk/story/58900/shamanism-spirits-in-the-valley

www.aljazeera.com/gallery/2022/7/14/photos-concerns-as-pakistan-glaciers-melt

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปฏิภาณ จินดาประเสริฐ

นักศึกษาทันตแพทย์ ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเดินทาง ได้พยายามแบ่งเวลาจากการเรียนเพื่อเดินทางตามความฝัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load