“พี่สาว วันนี้เอาเกลือไหม”

เด็กชายเอติก เพื่อนบ้านตัวน้อยส่งเสียงใสแจ๋วข้ามรั้วมาแต่เช้าตรู่ ไม่ถึงอึดใจก็ได้ยินเสียงปีนบันไดตึงตังขึ้นมาที่ชานหน้าบ้านเรา ใบหน้ากลมที่โผล่มาตรงริมประตูมอมแมมคล้ายลูกแมวตกบ่อโคลน

“เกลือผมไม่เน่าไม่เสีย พี่สาวมีคุกกี้เยอะแยะจะกินทันเหรอ”

เจ้าตัวแสบประจำหมู่บ้านยื่นถุงเกลือสีชมพูขนาดประมาณฝ่ามือมาให้พร้อมรอยยิ้มปะเหลาะ พอได้ทั้งเงินค่าเกลือและคุกกี้ช็อกโกแลตหลายชิ้นจนต้องยกชายเสื้อขึ้นมาห่อ เจ้าตัวก็ยิ้มกว้างตาใสให้ก่อนจะผลุบหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงตึงตังไม่ต่างกับตอนมา

เกลือสีชมพูเข้มขนาดเท่าก้อนกรวดเม็ดเล็กที่เอติกเอามา (บังคับ) ขายให้เราวันละถุงเล็กถุงน้อย เป็นเกลือที่ได้มาจากเหมืองเกลือเก่าแก่อายุพันกว่าปีของชาวเปรูซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อของ ‘เหมืองเกลือมาราส’ (Salinas de Maras, Maras Salt Mines)  และการ ‘ได้มา’ ที่ว่าก็ไม่ใช่การไปรับซื้อและมาขายต่ออีกที แต่ครอบครัวของเอติกเป็นหนึ่งในสามร้อยกว่าครอบครัวชาวอินคาที่ได้รับบ่อเกลือเป็นมรดกตกทอดกันมาหลายรุ่น วันว่างของเอติกจึงเป็นการไปช่วยเก็บเกลือที่เหมืองและเก็บบางส่วนมาขายนักท่องเที่ยวเพื่อหาเงินค่าขนม หรือจริงๆ เก็บมาเพื่อขายเราคนเดียวก็ไม่รู้ได้

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

เหมืองเกลือมาราสตั้งอยู่ในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินคา ถ้าหยิบแผนที่มากางดูก็จะพบว่าตำแหน่งของมาราสอยู่กึ่งกลางระหว่างมาชูปิกชูอันโด่งดังและเมืองกุสโก (Cusco) พอดี เหมืองเกลือแห่งนี้ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 3,300 เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยบ่อน้ำสี่เหลี่ยมขนาดเล็กประมาณ 4,000 – 6,000 บ่อที่ตั้งเรียงรายลดหลั่นเป็นขั้นบันไดตามไหล่เขา แต่ละบ่อมีน้ำขังอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน พื้นที่รอบบ่อน้ำปกคลุมด้วยผลึกเกลือสีขาวหม่น แต่ก็ยังตัดกับพื้นดินสีน้ำตาลเข้มและสีเขียวของต้นไม้โดยรอบได้เป็นอย่างดี

บ่อเกลือทั้งหมดเชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางเดินของน้ำที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบังคับน้ำจากตาน้ำธรรมชาติ ให้ไหลผ่านบ่อทั้งหมดจากชั้นสูงสุดไปจนถึงชั้นล่างสุด แต่ละบ่อมีขนาดตั้งแต่ 4 – 10 ตารางเมตร และลึกตั้งแต่ 10 – 30 เซนติเมตร ความแตกต่างของขนาดและความลึกจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของบ่อว่ามีความชันมากน้อยแค่ไหน

เหมืองเกลือมาราส, อินคา เหมืองเกลือมาราส, อินคา

นักประวัติศาสตร์และนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าบ่อเกลือชุดแรกน่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วง ค.ศ. 200 – 900 ซึ่งอยู่ระหว่างยุคของชนเผ่าชานาปาตา (Chanapata) และชนเผ่าวาริ (Wari) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ก่อนชนเผ่าอินคา (Inca) จะเข้ามาครอบครองในช่วง ค.ศ. 1438 – 1533 โดยในยุคแรกน่าจะเป็นเพียงการเอาหินและดินมาสร้างบ่อไม่กี่บ่อเพื่อกักเก็บน้ำเค็มและรอให้น้ำระเหยไปเหลือไว้แต่ผลึกเกลือ แต่เมื่อถึงยุคของชาวอินคาก็มีการขยายเส้นทางน้ำไหลและเพิ่มจำนวนบ่อเกลือจนกลายเป็นเหมืองเกลือขั้นบันไดขนาดใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

ถ้าพิจารณาจากพื้นฐานความเชื่อของชาวอินคาที่นับถือดวงอาทิตย์ในฐานะของผู้ให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ ทั้งยังนับถือดวงจันทร์ ดวงดาว โลก และเชื่อว่ามีเทพเจ้าประจำภูเขา แม่น้ำ และต้นไม้ ฯลฯ เกลือที่ได้จากน้ำที่ไหลออกมาจากภูเขาแล้วกลายเป็นผลึกด้วยแสงอาทิตย์จึงเป็นของล้ำค่าทั้งในแง่ของความเชื่อและในแง่ของคุณประโยชน์ โดยเฉพาะในยุคโบราณที่มนุษย์เรียนรู้ที่จะเอาเกลือมาถนอมอาหารและรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และเมื่อเกลือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากใครมีเกลือในครอบครองเป็นจำนวนมากก็เหมือนมีอำนาจและความมั่งคั่งอยู่ในมือ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ชาวอินคาจะมุ่งพัฒนาระบบเหมืองเกลือมาราสให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนสามารถผลิตเกลือจำนวนมากพอที่จะหล่อเลี้ยงจักรวรรดิอินคาอันยิ่งใหญ่ได้

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

 

กาลครั้งหนึ่ง…

ชาวเปรูมีเรื่องเล่าและตำนานเกี่ยวกับน้ำที่ไหลออกมาจากตาน้ำบนภูเขาแห่งนี้ไว้หลายเวอร์ชัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่าเป็นใครและมีพื้นเพจากไหน เช่นในหนังสือบันทึกเหตุการณ์ของ กัวมัน โปมา (Guaman Poma) ชาวพื้นเมืองที่เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ของชาวอินคาและคาดว่ามีชีวิตอยู่ในช่วงที่สเปนเข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ ได้เล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบันทึกว่า ตอนนั้นเมืองมาราสน่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของราชาอินคาที่ 3 โลเก ยูปีกัง (Loque Yupanqui, ค.ศ. 1260 – 1290) แต่ชาวพื้นเมืองมาราสต่อต้านชาวอินคาและไม่ยอมรับราชาคนนี้ ด้วยความโกรธแค้นชาวอินคาจึงอ้อนวอนให้สุริยเทพอินติ (Inti) หรือเทพแห่งดวงอาทิตย์ลงโทษชาวพื้นเมืองมาราส เทพอินติจึงบันดาลให้ฝนตกลงมาเป็นน้ำเค็มเพื่อทำลายพื้นดินจนไม่สามารถเพาะปลูกได้อีก และยังบันดาลให้น้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านมีรสเค็มจัดจนเอาไปดื่มไม่ได้ จึงเป็นที่มาของต้นน้ำเค็มที่ไหลออกมาจากภูเขา

หรือจะเป็นเรื่องเล่าของเอติกที่บอกเราว่าน้ำรสเค็มนี้เป็น “น้ำตาของลูกชายเทพเจ้าชื่อเอยาร์ กาชิ” พอเราทำหน้าคิ้วขมวด พ่อนักเล่าก็แบมือขอคุกกี้เป็นกำลังใจก่อน เคี้ยวหมดไป 3 ชิ้นแล้วถึงจะเริ่มเปิดปากเล่าอย่างเสียไม่ได้ว่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วตั้งแต่ยังไม่มีอาณาจักรอินคา…

เทพเจ้าวิราโคชา (Viracocha) ซึ่งเป็นเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ ได้ส่งคู่หญิงชาย 4 คู่มาบนโลก เพื่อให้ตามหาดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะที่จะสร้างอาณาจักรอินคา หนึ่งในนั้นคือเอยาร์ กาชิ (Ayar Cachi) ซึ่งเป็นคนที่แข็งแรงและมีกำลังมากที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด เขาสามารถใช้หนังสติ๊กยิงหินก้อนเล็กๆ ไปชนภูเขาจนแตกได้ หรือถ้ายิงขึ้นฟ้าก็จะพุ่งไปสูงจนสุดขอบฟ้า ทำให้เกิดฟ้าผ่าและฝนตกลงมาบนพื้นโลกได้

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

ความเด่นเกินหน้าของกาชิทำให้พี่ชายทั้งสามคนจึงรู้สึกอิจฉา และคิดว่าถ้าปล่อยเอาไว้กาชิจะต้องเป็นคนแรกที่ทำภารกิจสำเร็จแน่นอน สามพี่น้องจึงร่วมมือกันวางแผนหลอกให้กาชิไปหาอาหารในถ้ำบนภูเขาแห่งหนึ่ง แล้วช่วยกันผลักก้อนหินขนาดใหญ่ปิดปากถ้ำเพื่อขังกาชิไว้ในนั้นและพากันออกเดินทางไปทำภารกิจต่อ ท้ายที่สุดแล้วคนที่ทำสำเร็จคือ เอยาร์ มันโค (Ayar Manco) เขากลายเป็นเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรอินคาที่เมืองกุสโก เมื่อกาชิรู้ว่าพี่ชายได้ขึ้นเป็นราชาก็โกรธแค้นมาก และส่งเสียงดังจนทั้งแผ่นดินและผืนฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่น น้ำตาของเขาหลั่งรินออกมาเป็นสายน้ำที่มีรสเค็มจนกลายเป็นต้นกำเนิดของเหมืองเกลือมาราส และเป็นเหตุผลที่คำว่า ‘เกลือ’ ในภาษาท้องถิ่นของเทือกเขาแอนดีสนี้ใช้คำว่า ‘กาชิ’ (Cachi)

“อ้าว แล้วตอนโดนขังทำไมไม่ยิงหนังสติ๊กพังถ้ำออกมา” เราหลุดปากถามไปแบบไม่ทันคิด เอติกมองเราแล้วทำหน้าอ่อนอกอ่อนใจเท่าที่เด็กอายุสิบกว่าจะทำได้

“นี่มันเรื่องจริงไม่ใช่หนังนะพี่ ใครจะยิงหนังสติ๊กพังถ้ำได้”

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

ความเป็นมาที่ปวดหัวน้อยกว่านั้นน่าจะเป็นข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าเหมืองเกลือมาราสตั้งอยู่เหนือหมวดหินมาราสในเทือกเขาแอนดีส นักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าเมื่อประมาณ 110 ล้านปีที่แล้ว พื้นที่บริเวณภาคกลางของประเทศเปรูน่าจะอยู่จมอยู่ใต้มหาสมุทร จนกระทั่งเกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและทำให้เกิดความเค้นขึ้นตามรอยแนวต่อระหว่างเปลือกโลกทั้งสองแผ่น ส่งผลให้มวลหินบริเวณนั้นแปรสภาพและยกตัวขึ้นสูงเป็นแนวยาวกลายเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน น้ำจากมหาสมุทรส่วนหนึ่งจึงถูกขังอยู่ในแผ่นดินที่เกิดขึ้นใหม่ เมื่อน้ำระเหยออกหมดจึงตกผลึกเป็นแร่เกลือหินหรือเฮไลต์ (Halite) และฝังตัวอยู่ใต้ชั้นหินในภูเขาลูกนี้ เมื่อน้ำที่อยู่ใต้ดินไหลผ่านเกลือหินและผุดออกมาเป็นตาน้ำบนภูเขา จึงนำเอาแร่เกลือเหล่านี้ติดออกมาด้วย

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

 

ต่อลมหายใจแห่งวิถีโบราณ

การผลิตเกลือมาราสเริ่มจากการเตรียมบ่อให้พร้อม ซึ่งเจ้าของบ่อจะใช้ไม้ที่มีลักษณะคล้ายฆ้อนขนาดใหญ่ หนักประมาณ 5 – 7 กิโลกรัมตีลงบนพื้นดินเหนียวให้แน่นและได้ระดับ หลังจากนั้นก็ปล่อยน้ำที่ไหลมาตามทางน้ำเข้าบ่อประมาณ 5 เซนติเมตร และรอประมาณ 3 วันเพื่อให้เกลือตกผลึกและมีน้ำระเหยออกไปบ้าง ซึ่งระดับของน้ำและระยะเวลาที่ใช้อาจไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับขนาดและความลึกของบ่อรวมทั้งระดับความแรงของแสงอาทิตย์ด้วย

เมื่อน้ำชุดแรกระเหยออกไป เจ้าของบ่อก็จะปล่อยน้ำลงมาในปริมาณเดิมอีกและทำแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน จนได้ชั้นเกลือประมาณ 150 กิโลกรัมต่อบ่อแล้วถึงจะกวาดเกลือออก บางบ่อเจ้าของก็อาจจะกวาดผลึกเกลือออกก่อนที่จะเติมน้ำใหม่ทุกครั้ง เทคนิคการทำที่แตกต่างกันนี้มีผลต่อสีและระดับความเค็มของเกลือที่ได้ด้วย

เหมืองเกลือมาราส, อินคา เหมืองเกลือมาราส, อินคา

สำหรับการเก็บเกลือ เจ้าของบ่อจะรื้อเกลือด้วยการแซะให้เกลือแตกออกจากกัน แล้วจึงใช้แผ่นไม้แบนๆ กวาดเกลือไปกองรวมกันที่มุมใดมุมหนึ่งของบ่อ หลังจากนั้นก็ช้อนเกลือใส่ตะกร้ามีรูเพื่อให้น้ำไหลผ่านและเทเกลือไว้บนพื้นริมบ่อ ปล่อยทิ้งไว้ให้ตากแดดจนแห้งสนิทแล้วค่อยตักเกลือใส่กระสอบ ก่อนจะแบกกระสอบเกลือไปรวบรวมไว้ที่โรงเก็บเกลือที่อยู่ไม่ไกลจากริมเหมือง

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

 

ประเภทของเกลือจากเหมืองมาราส

เหมืองเกลือมาราสสามารถผลิตเกลือได้ทั้งหมด 3 ประเภท อย่างแรกคือ ดอกเกลือทะเล มีลักษณะคล้ายเกล็ดหิมะลอยอยู่เหนือผิวน้ำเมื่อเริ่มเกิดการระเหย ดอกเกลือชนิดนี้จะต้องถูกเก็บก่อนที่จะจมลงก้นบ่อ บางครั้งจะเป็นสีขาวหรือสีม่วงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความชื้น ดอกเกลือมีราคาสูงเพราะเป็นเกลือบริสุทธ์ มีความหวานเจือปนและผลิตได้น้อย

ประเภทที่สองคือ เกลือสีชมพู เนื่องจากมีส่วนผสมของแร่ธาตุหลายชนิด ทั้งแคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี และทองแดง ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังมีโซเดียมต่ำทำให้ได้รับการยอมรับว่าดีต่อสุขภาพ เป็นเกลือที่มีราคาแพงที่สุดและได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะตามร้านอาหารชั้นนำ

ประเภทสุดท้ายคือ เกลือที่มีสีคล้ำเกือบน้ำตาล ซึ่งจะไม่นำมารับประทานแต่นำไปใช้ประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรม เช่น ไปผลิตกระจก เยื่อกระดาษ ฯลฯ

ปัจจุบันขั้นตอนการผลิตเกลือในเหมืองมาราสยังใช้เพียงพลังงานธรรมชาติและแรงงานมนุษย์ไม่ต่างกับที่ทำกันมาตั้งแต่ยุคของชาวอินคา เหตุผลที่ชาวบ้านไม่ใช้สัตว์หรือเครื่องจักรมาทดแทนก็เพราะต้องการรักษาความสะอาดของเกลือและคงสภาพของบ่อเกลือที่มีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไว้ให้ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

 

เกลือกับวิถีชีวิตชุมชนมาราสในปัจจุบัน

บ่อเกลือทั้งหมดในเหมืองเป็นของคนในชุมชนมาราส ทุกครัวเรือนจะได้รับสิทธิ์ในการดูแลบ่อเกลือและเก็บผลผลิตโดยคำนึงจากขนาดของครอบครัว หากใครในหมู่บ้านต้องการมีบ่อเกลือเพิ่มก็สามารถไปจับจองบ่อที่ว่างอยู่และขออนุญาตผู้นำชุมชนได้ ซึ่งส่วนใหญ่บ่อที่ว่างจะเป็นบ่อที่อยู่ห่างไกลหรือต่ำลงไปมากจึงทำให้เสียเวลาในการขนเกลือ ข้อเสนอนี้จึงไม่เป็นที่ดึงดูดใจใครมากนัก

ปกติแล้วครอบครัวหนึ่งก็มักจะมีบ่อเกลือที่ดูแลอยู่แล้วมากกว่า 1 บ่อ เช่นบ้านเอติกที่ดูแลอยู่ทั้งหมด 8 บ่อ มีป้ากับแม่เป็นคนคอยดูแลเรื่องเตรียมบ่อ ปล่อยน้ำ ลุงกับพ่อรับหน้าที่กวาดและขนเกลือ ส่วนเด็กๆ ก็คอยช่วยเหลือตามแต่ผู้ใหญ่จะสั่ง ในวันข้างหน้าบ่อเกลือทั้งแปดนี้จะถูกแบ่งให้เป็นมรดกตกทอดไปสู่รุ่นลูก และเจ้าหนูเอติกก็คงจะต้องดูแลบ่อเกลือของตัวเองในอนาคตด้วยเหมือนกัน

 การทำเหมืองเกลือจะทำได้เฉพาะช่วงหน้าร้อนในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เมื่อฝนเริ่มตกก็ต้องหยุดทำ เพราะน้ำฝนจะทำให้น้ำเกลือเจือจางและมีโคลนปะปนลงไปในบ่อ ชาวบ้านจะเอาเวลาในช่วงหน้าฝนไปจัดการกับเกลือที่เก็บตุนไว้ตั้งแต่หน้าร้อนให้พร้อมจำหน่ายได้ เช่น นำไปป่นละเอียด ไปเสริมไอโอดีน ฯลฯ และถึงแม้การปล่อยน้ำลงบ่อ การกวาดและขนเกลือ จะแยกกันทำตามแต่ละครอครัว แต่เกลือของทุกบ้านจะถูกนำเข้าสู่สหกรณ์ชุมชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานและเป็นตัวกลางในการจำหน่าย เงินที่ได้ก็จะถูกนำมาแบ่งตามสัดส่วนของเกลือที่แต่ละบ้านส่งให้สหกรณ์

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

งานเหมืองเกลือเป็นงานหนักแต่รายได้น้อยเมื่อเทียบกับราคาที่ถูกส่งออกไปขายจริง โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ ที่สำคัญ เป็นงานที่ทำลายสุขภาพในระยะยาว จากการนั่งคุยเรื่อยเปื่อยกับชาวบ้านทำให้ได้รู้ว่าการที่ใครสักคนในหมู่บ้านจะหยุดทำเหมืองเกลือถาวรมักจะไม่ใช่เพราะอายุเยอะจนทำไม่ไหว แต่เพราะโดนสารพัดโรครุมเร้า เนื่องจากสัมผัสใกล้ชิดกับเกลือที่มีความเข้มข้นสูงเป็นเวลานานหลายสิบปี เช่น โรคผิวหนัง ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้ออักเสบ รวมไปถึงต้อกระจกหรือถึงขั้นตาบอดเพราะตาโดนแสงสะท้อนในบ่อเกลือ แม้แต่คุณลุงที่เรานั่งคุยด้วยในตอนนั้นก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่น่าเป็นห่วง เพราะเริ่มมีอาการตาพร่ามัวเป็นระยะจนต้องหยุดเข้าเหมืองไปเป็นเดือนแล้ว

ทางสหกรณ์ก็พยายามให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันและการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเมื่อมีอาการ ซึ่งมีชาวบ้านบางกลุ่มที่เปิดใจรับฟังและพยายามจะปรับตัวตาม โดยเฉพาะบ้านที่มีสมาชิกในบ้านได้รับผลกระทบมาก่อน แต่ก็มีหลายกลุ่มที่เคยชินกับการทำงานโดยไม่ใส่เครื่องป้องกันใดๆ ไม่ว่าจะเป็นถุงมือ รองเท้า หน้ากาก หรือแว่นกันแดด

เหมืองเกลือมาราส, อินคา

“แม่บอกว่าปีนี้ถ้ายอมใส่รองเท้าลงบ่อเกลือ ปิดเทอมจะซื้อลูกบอลให้”

เอติกเปรยเบาๆ ให้ฟังในขณะที่กำลังยืนโปรยข้าวสุกให้ลูกเจี๊ยบในกรงอยู่ข้างรั้ว เรานึกเห็นภาพเอติกที่ชอบทำท่าเตะฟ้าโหม่งลม เลี้ยงลูกบอลในจินตนาการและหลบคู่แข่งที่มองไม่เห็นไปด้วยอยู่บ่อยๆ วันดีคืนดีก็วิ่งกระโดดดีใจเหมือนยิงลูกเข้าประตูได้อยูู่คนเดียวเป็นนานสองนาน แล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้

“เอาสิ ถ้าสัญญาว่าจะใส่แว่นตาลงบ่อเกลือด้วย ก่อนพี่ไปพี่จะลงขันซื้อบอลให้อีกลูกเลย”

ค่าชมเหมือง

ประมาณ 95 – 100 บาทต่อคน

 

วิธีเดินทาง

  • ซื้อทัวร์จากกุสโก มีทั้งเป็นกลุ่มและแบบส่วนตัว แต่ราคาในแพ็กเกจที่พาไปชมสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ด้วยมักจะยังไม่รวมกับค่าเข้าเหมืองอีก 100 บาท
  • เช่ารถยนต์ขับมาเองจากกุสโก ค่าเช่าตกวันละประมาณ 1,500 – 1,700 บาท ถ้ามากันอย่างน้อย 2 คนแบบนี้คุ้มมากกว่าไปกับทัวร์ เพราะได้ขับเที่ยวเองในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ด้วย
  • สำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้น ไม่ควรพลาดการเช่ามอเตอร์ไซค์วิบาก เพราะถนนเป็นหินเป็นโคลนสมใจ ถ้ากังวลเรื่องหลงทางก็มีบริษัทที่ให้บริการรถมอเตอร์ไซค์เช่าพร้อมไกด์ขับนำทัวร์ด้วย ราคาขึ้นอยู่กับรุ่นของรถและเส้นทางค่ะ
  • ถ้าพักอยู่ในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์เหมือนเราจะเดินเท้าไปก็ได้ค่ะ แต่เป็นการเดินไต่เขามาเรื่อยๆ จนถึงความสูงประมาณ 3,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาพักอยู่ที่นี่นานพอที่จะปรับตัวได้และอยากจะชมธรรมชาติระหว่างทาง ถ้าตกเย็นแล้วไม่ควรเดินเพราะค่อนข้างเปลี่ยวและมืด ทางลาดชันเป็นระยะ อาจเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางและไม่ได้รับการช่วยเหลือในทันทีได้

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load