แมนต้า-พริมา สิงหะผลิน เป็นแชมป์ MasterChef Junior Thailand Season 2 

เด็กหญิงวัย 14 ตรงหน้ามีความน่าสนใจที่เราคาดไม่ถึงคือ เธอไม่เคยเรียนทำอาหารมาก่อน พกมาเพียงพื้นฐานเข้าครัวทำอาหารแบบ Home Cooked ที่ควงตะหลิวโชว์ลีลาเมนูไข่คน ตั้งแต่มือน้อยๆ ยังเอื้อมไม่ถึงเคาน์เตอร์ครัว

เธอยังติดใจรายการ MasterChef Australia จนเฝ้ารอให้มาฉายที่ประเทศไทย จากความคิดกลายเป็นความจริง แมนต้าลงสมัครเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน และระหว่างเข้าแข่งขันเธอได้เป็นจานอาหารที่ดีที่สุดอยู่หลายครั้ง

จนคว้ารางวัลมาครองได้สำเร็จ เธอ และ แม่เดือน-ดนยา สิงหะผลิน กระซิบว่า วันประกาศผลยังล่องเรือเที่ยวอยู่ที่ประเทศอิยิปต์ ซึ่งประสบการณ์และการท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้จานอาหารของแมนต้าโดดเด้ง

เด็กหญิงพริมามักจะหยิบความทรงจำบางส่วนจากการเดินทาง บ้างวัตถุดิบ บ้างเรื่องราว ใส่ลงไปในจาน จนกลายเป็นเสน่ห์ประจำตัวของเชฟแมนต้า ที่สำคัญ เธอบอกว่าอาหารแต่ละจานจะอร่อยต้องมีบาลานซ์ของรสชาติ

ตอนนี้เธอมี Chef’s Table เป็นของตัวเอง มีทั้งคอร์สอาหารจากรายการ MasterChef Thailand และคอร์สอาหารที่เป็น ‘แมนต้า’ อย่างแท้จริง รสชาติจะอร่อยขนาดไหน ให้เรื่องราวของเธอเติมความกลมกล่อมให้จานของคุณ

Home Cooked

“ส่วนใหญ่ทำอาหารกินเองที่บ้านค่ะ บางทีหนูทำ แต่แม่ไม่ทำ” 

“เพราะว่า…” ลูกสาวกำลังจะตอบ แต่คุณแม่สวนพร้อมเสียงหัวเราะว่า “แม่ทำแล้วเขาบอกไม่อร่อย”

Scramble Egg เป็นเมนูแรกของแมนต้าวัย 5 ขวบ เธอได้เสน่ห์ปลายจวักจากคุณยาย ตำราอาหารและยูทูบ เด็กหญิงพริมาเริ่มสนใจการเข้าครัวปรุงอาหาร-อบขนม เมื่อ 2 – 3 ปีก่อน เพราะความสูงของเธอก้าวกระโดดจนพอจะหยิบจับอุปกรณ์ครัวและเปิดปิดเตาแก๊สด้วยตนเอง ประจวบกับเธอค้นเจอตำราอาหารคาวและหวานของคุณยาย

“หนูเจอหนังสือของคุณยายแล้วอยากทำตาม” เธอลุกจากเก้าอี้และกลับมาพร้อมปฏิทินเล่มเก่า 

“มันเป็นปฏิทินค่ะ มีสูตรอาหารคาว หวานของคุณยายที่ทำกินเองที่บ้าน หนูชอบกินขนมหวานก็เลยเลือกทำขนมหวานเยอะหน่อย หนูใช้สูตรขนมคุณยายทำขนมขายด้วยค่ะ เป็นเค้กแบบนี้” เธอชี้ไปที่สูตรเค้กราชปะแตน

แมนต้าบอกว่าเธอถนัดขนมฝรั่งมากกว่าขนมไทย ส่วนอาหารไทยเธอยกให้คั่วกลิ้งรสเผ็ดร้อนเป็นจานโปรด เพราะเคยได้ลิ้มตอนไปดำน้ำที่หลีเป๊ะแล้วติดใจ ถึงขนาดเลือกทำเมนูคั่วกลิ้งไปแข่งขันรอบออดิชันในรายการ MasterChef Junior Thailand Season 2 จนผ่านเข้ารอบ แถมอาหารจานหลักรอบฟินาเล่เธอก็ทำรีซอสโตคั่วกลิ้ง

“ตอนนี้แมนต้าหรือคุณแม่ทำอาหารอร่อยกว่ากัน” เราถามย้ำความมั่นใจ

“หนู” เธอตอบเสียงดังฟังชัด เรียกเสียงหัวเราะจากเราจนตาหยี

MasterChef Junior

“หนูไม่คิดว่าจะได้เป็นมาสเตอร์เชฟ หนูแค่อยากแข่ง เพราะตอนเด็กชอบดู MasterChef Australia

รายการ MasterChef Australia มีส่วนสร้างความผูกพันระหว่างแมนต้ากับการปรุงอาหาร จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากสวมผ้ากันเปื้อนควงตะหลิว เฝ้ารอให้รายการแข่งขันทำอาหารเวียนมาฉายที่ประเทศไทย

“หนูชอบดูเวลาที่เขาทำอาหารออกมาแล้วมันสวย ซึ่งมันมีโจทย์ที่หลากหลาย หนูจะลุ้นว่าโจทย์นั้นคืออะไร เคยมีครั้งหนึ่งที่ MasterChef Australia ให้โจทย์เป็นสมุนไพรไทย ตะไคร้ พริก กระเทียม หนูได้ลองทำตามด้วย”

 แมนต้าใช้สมุนไพรไทยที่ให้ตามโจทย์ทำเป็นต้มยำแห้ง ที่เธอบอกว่าน้ำจะข้นกว่าต้มยำปกตินิดหน่อย เด็กหญิงตรงหน้าไม่ได้อธิบายถึงรสชาติของจานนั้น แต่เรามั่นใจว่าความคิดสร้างสรรค์ที่เธอใส่ลงไปต้องอร่อยแน่นอน

หลังจากพลาดการแข่งขัน MasterChef Junior Thailand Season 1 เพราะติดภารกิจท่องเที่ยว เด็กหญิงพริมาวัย 13 ที่มีความมุ่งมั่นตั้งแต่ตัวจิ๋วที่อยากเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันในรายการทำอาหารระดับโลก เธอกลับมาอีกครั้งใน MasterChef Junior Thailand Season 2 และจานอร่อยที่พาเธอผ่านฉลุยรอบออดิชันคือ สปาเกตตี้คั่วกลิ้ง

หลังจากชิมลางเมนูแรกด้วยอาหารใต้จานโปรด ความกลัวก็เริ่มเข้ามาเยือนว่าที่ ‘แชมป์’

“ตอนเข้าไปในรายการ รอบแรกที่หนูชนะแล้วต้องขึ้นไปนั่งข้างบน หนูเห็นเพื่อนเขาทำหลายอย่างที่หนูไม่เคยรู้จัก อย่างวิธีการทำให้ซุปข้น ที่ใช้เนยผสมกับแป้งแล้วใส่ลงในซุป ถ้าเป็นหนูคงต้มจนกว่าน้ำจะระเหยหมดแล้วซุปจะข้น 

“หนูไม่รู้จักโมเลกูลาร์ ไม่รู้จักสเฟียร์ เพราะหนูทำอาหารเองที่บ้าน ดูจากยูทูบ นั่นทำให้หนูรู้สึกกลัว”

แมนต้าเริ่มต้นทำอาหารจาก Home Cooked และเธอไม่เคยเรียนทำอาหารมาก่อน เทคนิคเด็ดดวงทั้งหลายเธอแทบไม่คุ้น จนเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันรายการที่ใฝ่ฝัน บวกกับทักษะฝีมือของเพื่อนเข้าแข่งขันในรายการ ยิ่งทำให้แมนต้าพยายามอย่างหนัก เรียนรู้ที่จะทำความรู้จักกับเทคนิคและอุปกรณ์ครัวเพื่อฝึกฝนสำหรับใช้ในทุกรอบการแข่งขัน

The Finale Menu

Japan Via Iceland, Southern Thailand To Europe และ English Afternoon Tea เป็น 3 จานในรอบแข่งขันฟินนาเล่ที่พาแมนต้าคว้าแชมป์ MasterChef Junior Thailand Season 2 มาครอง เราถามเธอถึงแรงบันดาลใจของทั้งสามเมนู เธอว่าตั้งต้นจากบันทึกการเดินทางที่เธอได้ไปเยือนและถ่ายทอดผ่านเมนูอาหารและวัตถุดิบที่เลือกใช้

“หนูทำ Japan Via Iceland เป็นเมนูสตาร์ทเตอร์ เริ่มจากหนูไปเที่ยวไอซ์แลนด์แล้วได้กินอาหารญี่ปุ่น เขาทำผัดถั่วแระญี่ปุ่น แล้วมันอร่อย ซึ่งปกติแค่ลวกและโรยเกลือ หนูเลยลองกลับมาทำที่บ้าน แล้วใส่องค์ประกอบแบบญี่ปุ่นเข้าไป พวก Scallop, Wasabi Pea Puree, Ponzu Espuma มี Chorizo Crumb ให้กรอบๆ แล้วก็มี Oba Oil”

รสชาติของจานนั้นแมนต้าต้องการให้เผ็ดนิด จาก Wasabi Pea Puree เปรี้ยวจาก Ponzu Espuma และเค็มหน่อยจาก Chorizo Crumb ส่วนของหวานแมนต้าตั้งใจพาเราท่องประเทศอังกฤษด้วย English Afternoon Tea

“Sticky Toffee Pudding หนูปรับสูตรของ กอร์ดอน แรมซี่ (Gordon Ramsay), แมร์รี่ เบอร์รี่ (Mary Berry) และ เจมส์ มาร์ติน (James Martin) มาเป็นสูตรของหนูเอง ซึ่งปกติ Sticky Toffee Pudding จะเสิร์ฟกับคาราเมลซอส แต่หนูเปลี่ยนมาเป็นไอศกรีมอินฟิวส์กับขิง แล้วทำเป็นคาราเมลริงส์ด้านบน แล้วก็มี Strawberry Compote กับ Earl Grey Crumble ด้วย” แมนต้าเล่าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

เราถามแมนต้าว่าองค์ประกอบแต่ละอย่างที่ใส่ลงไป เธอคิดมาอย่างดีแล้วใช่หรือเปล่า

“หนูคิดมาดีแล้วค่ะ ทุกองค์ประกอบจะทำให้จานมีรสชาติเพิ่มขึ้น หนูว่าในหนึ่งจานควรมีหลายเท็กเจอร์และหลายรสชาติ ให้มันไปในทางเดียวกัน แต่ไม่ใช่เยอะจน Overpower แล้วคนกินไม่รู้ว่าจะโฟกัสกับรสชาติไหน 

“หนูว่ามันควรมีบาลานซ์ อย่างของหวานที่มี Strawberry Compote จะออกเปรี้ยวหน่อย ช่วยตัดเลี่ยนจากไอศกรีมและคาราเมล หนูว่ามันน่าจะเข้ากันได้ พอชิมแล้วหนูรู้ว่ารสชาติมันอร่อย หนูก็มีความมั่นใจมากขึ้น” เธอตอบ

 ทั้งสามจานไม่ใช่แค่เมนูอาหารที่พาเธอคว้าแชมป์ แต่สิ่งที่เราเห็นจากวิธีคิดเบื้องหลังและแววตาใสแจ๋วทว่าจริงจังของเธอ คือพัฒนาการ ฝีมือ และเทคนิคที่แพรวพราวของเด็กหญิงอายุเพียง 14 ปี ที่ตั้งใจและมุ่งมั่นต่างหาก

Chef’s Table

หลังจบรายการ MasterChef Junior Thailand Season 2 มีหลายคนอยากลองลิ้มรสฝีมือของแมนต้า ซึ่งก่อนหน้านี้เชฟตัวน้อยเคยทำ Chef’s Table ให้เพื่อนคุณแม่ทานอยู่บ้าง แต่ Chef’s Table คราวนี้ คุณจะได้ชิมเรื่องราวผ่านจานอาหารที่เธอออกเดินทางท่องเที่ยว และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากรายการแข่งขันทำอาหารชื่อดังของประเทศไทย

“หนูมีทั้งหมดสามเมนูค่ะ เมนูแรกเป็นเมนูที่ทำตอนแข่งฟินนาเล่ เมนูที่สองเป็นเจอร์นีย์ของมาสเตอร์เชฟค่ะ เป็นเมนูที่หนูได้เป็นจานอาหารที่ดีที่สุด ส่วนเมนูที่สาม หนูอยากทำเมนูที่คิดขึ้นมาเอง ไม่ได้อยากให้เป็นแค่เมนูที่มาจากมาสเตอร์เชฟอย่างเดียว ซึ่งหนูชอบอาหารญี่ปุ่นอยู่แล้ว รสชาติของมื้อนั้นก็จะเป็นญี่ปุ่นที่ทวิสต์มาอีกทีค่ะ”

กระซิบว่าแมนต้าชอบอาหารญี่ปุ่นมาก โดยเฉพาะสารพัดเส้น 

“หนูเลยตั้งชื่อหมาว่าอูด้ง” เธอยิ้ม

แมนต้าชวนเราไปยังห้องครัวที่เธอใช้ปรุงอาหารและสาธิตหนึ่งในจานอร่อยจาก Manta’s TOKYO Sensation เป็นแซลมอนซูวีย์กับพอนสึ โอบะออยล์ เห็ดผัด โอบะเทมปุระ และซุปมิโสะสาเก รสชาติเข้ากัน แถมเผ็ดนิดได้ใจ

ระหว่างชิมจานอร่อยของลูกสาว เราถามแม่เดือนว่าแมนต้าฉายแววทำอาหารตั้งแต่ตอนไหน

“ตอนสองปีที่แล้วเขาอยากทำขนมขาย เราก็โอเค ถ้าอยากทำ ต้องทำจริง ไม่ใช่ทำสามเดือนแล้วมาบอกว่าไม่เอาแล้ว ซึ่งเราไม่ได้หมายความว่าต้องทำยอดขายให้เยอะ ขอแค่ทำต่อเนื่อง เขามีพื้นฐานอยู่แล้ว เราอยากให้เขารักษาเอาไว้

เพราะถ้าตัดสินใจทำอะไรแล้วต้องคอนเนกตรงนั้น อย่าทิ้ง ไม่อย่างนั้นจะเป็นคนจับจด ต้องมีความรับผิดชอบ 

“แต่ก่อนหน้านั้นเขาชอบสัตว์นะ อยากเป็น Marine Biologist เวลาไปเที่ยวเราจะพาเขาไปสถานที่ที่มีสัตว์ กับอีกอันคือการทำอาหาร ตอนไปอิตาลีก็ไปคอร์สทำพาสต้า ซึ่งทุกทริปเราจะแทรกเรื่องพวกนี้ให้เขาตลอด” 

“เชฟ เป็นหนึ่งในความฝันวัยเด็กของแมนต้าหรือเปล่า” เราเปลี่ยนมาโยนคำถามใส่ฝั่งลูกสาว

“ไม่ค่ะ” เธอหัวเราะร่าก่อนจะเฉลย “ตอนเด็กอยากเป็น Marine Biologist สัตว์แพทย์ ไม่ก็นักวิทยาศาสตร์”

ส่วนตอนนี้เธอบอกว่าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Scientist)

แม่เดือนไม่อยากให้เธอทิ้งทักษะการทำอาหารที่มี เพราะสิ่งที่เธอทำมันต่อยอดได้ในสิ่งที่เธออยากเป็น

Manta’s Journey

อาหารของแมนต้ามักสัมพันธ์กับประสบการณ์การเดินทาง เพราะมีเชฟคนโปรดเป็น เฮสตัน บลูเมนธาล (Heston Blumenthal)

“หนูเคยไปทานร้านอาหารของเขาที่อังกฤษ อาหารของเขาจะครีเอทีฟ เขามีแผนที่ให้ เป็นเหมือนเจอร์นีย์ แล้วตอนเช้าจะเสิร์ฟอาหารเช้าที่แปลกหน่อย เขาให้ดื่มชาที่ครึ่งหนึ่งเย็น ครึ่งหนึ่งร้อน มันเจ๋งแต่ก็ยังอร่อย

“Chef’s Table ของหนูหลายอันก็มีแรงบันดาลใจจาก เฮสตัน บลูเมนธาล หนูปรับส่วนที่ชอบมาเป็นสไตล์ของตัวเอง อย่างเมนูฟินนาเล่ก็อินสไปร์จากการเดินทาง เพราะหนูไปเที่ยวมาเยอะ หนูชอบอาหารที่มีประสบการณ์อยู่ในนั้น เวลากินมันจะสนุกกว่า แล้วก็ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการกินอาหารด้วย” แมนต้าเล่าพร้อมรอยยิ้ม

และการเดินทางก็เปิดลิ้นให้แมนต้าได้ลองชิมหลากหลายเมนูที่ไม่เคยลิ้มมาก่อนในชีวิต

“แมนต้าชิมอาหารมาเยอะมั้ย” เราสงสัยเด็กวัย 14 ตรงหน้า

“เยอะะะ” เธอลากเสียง “เวลาไปเที่ยวก็ชิมค่ะ ตอนไปอียิปต์มีอาหารหลายอย่างที่หนูลองชิม แล้วก็มีบางอย่างที่หนูชอบ มันคือฟาลาเฟล เป็นก้อนกลมๆ หน้าตาดูไม่ค่อยอร่อย แต่จริงๆ อร่อย บางอย่างหนูก็กลับมาทำเองที่บ้าน อย่างซุป เพราะมีบางรอบที่หนูลงไปดำน้ำไม่ได้ เลยมีเวลาว่างบนเรือเลยขอเขาเข้าไปดูในครัวว่าทำอาหารกันยังไง”

“หลังจากทำอาหารมากขึ้น แมนต้าเริ่มสนใจวิธีการทำอาหารมากขึ้นด้วยหรือเปล่า”

“ใช่ค่ะ บางทีก็ลองแกะสูตรดู บางทีใกล้เคียง บางทีก็ไม่ใกล้” หัวเราะ “สนุกดีค่ะ เวลาได้ชิมและทายว่ามีอะไรบ้าง และหนูคิดว่าการได้ไป MasterChef Junior Thailand Season 2 ทำให้หนูกินได้หลากหลายขึ้น หนูกล้าชิมและชอบอะไรเพิ่มขึ้น มันทำให้หนูมีไอเดียในการทำอาหาร อย่างเมื่อก่อนหนูไม่กินปลาร้า เพราะมันเหม็น แต่ตอนนี้หนูชอบส้มตำปูปลาร้า 

“ต้มแซ่บหนูก็ไม่ค่อยชอบ มันใสแล้วก็ดูเปรี้ยว หนูชอบอะไรที่ข้นนิดหนึ่ง มีครั้งหนึ่งแม่ให้หนูไปเรียนทำซุปกับป้าที่เขาเข็นรถขายแถวหน้าบ้าน เพราะแม่กินแล้วมันอร่อย ตอนเรียนเขาให้ลองปรุง หนูก็ชิมดู มันก็อร่อย”

จากการฟังคำตอบ การชิมดูเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของเชฟ และแมนต้าก็กำลังเป็นแบบนั้น 

“ขั้นตอนไหนของการทำอาหารที่ชอบที่สุด” เราถาม

“หนูชอบตอนทดลอง” เธอตอบทันที “เพราะหนูไม่รู้ว่ามันจะกลายเป็นอะไร หนูยังต้องคิดอยู่ว่าจะเอาอันนี้ออกหรือเอาอันนั้นใส่เพิ่ม บางทีการทดลองก็ทำให้หนูเจอวิธีการทำอาหารแบบใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน”

“แล้วแมนต้าเรียนรู้อะไรจากการทดลองแต่ละครั้ง” 

“หนูได้รู้ว่าถ้าคิดอะไรให้เป็นแพลน บางทีมันก็ยังไม่เป็นไปตามแพลน เช่น อาหารแบบนี้ถ้ากินด้วยกันแล้วจะอร่อย แต่ก็ยังไม่อร่อย เพราะอาหารไปกลบรสชาติของอีกอันหนึ่ง หนูเลยไม่คาดหวังว่ามันจะอร่อยในครั้งแรกที่ทำ ต้องทดลองและพัฒนาต่อ เพื่อหาความบาลานซ์ของรสชาติให้กับอาหารแต่ละจาน” เธอเรียนรู้ที่จะผิดหวัง

“สำหรับแมนต้า คุณสมบัติของเชฟที่ดีต้องเป็นอย่างไร” 

“ควรมีความอดทนค่ะ อดทนที่จะทดลองไปเรื่อยๆ และต้องมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาด้วย”

“ตอนนี้เราเรียกแมนต้าว่า เชฟ ได้แล้วใช่มั้ย”

“ค่ะ” เด็กหญิงตรงหน้ายิ้มเขิน 

เราไม่อาจแน่ใจว่าเด็กหญิงพริมาที่เขินม้วนกับคำเรียกแทนตัวว่า เชฟ จะเดินทางสายนี้ต่อในอนาคตหรือเปล่า แต่ภาพที่เราเห็นผ่านคำตอบของเธอ คำว่า เชฟ มันอยู่ในตัวเธอตั้งแต่บทสนทนาแรกจนถึงบทสนทนาสุดท้าย

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากพูดถึงยูทูบเบอร์เกาหลีในประเทศไทย Kyutae Oppa น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครต่อใครนึกถึง

หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้จากการขึ้นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์ ทั้งที่จริง ๆ คิวเทคือยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เส้นทางชีวิตของเขาอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากมาย ที่แน่ ๆ มันมีอะไรมากกว่าแค่ข่าวร้ายช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ซิม คิวเท เจ้าของช่อง Kyutae Oppa ลืมตาและเริ่มเรียนรู้โลกที่จังหวัดชลบุรี แม้จะมีพ่อกับแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ จานโปรดที่ช่วยให้เขาเติบใหญ่กลับไม่ใช่กิมจิ แต่เป็นส้มตำไก่ย่าง 

เรียกว่าถึงจะมีสายเลือดแดนโสม แต่หัวใจก็เป็นไทยเต็มดวง

หนุ่มคิ้วเข้มนิยามตัวเองในวัยเด็กว่าเป็นคนขี้อาย การอกหักจากรักแรกตอนมัธยมเหมือนเป็นการสับสวิตช์ เปลี่ยนเด็กเก็บตัวให้กลายเป็นวัยรุ่นที่ทั้งรั่ว กล้า และบ้าบิ่น ช่องยูทูบ Kyutae Oppa หรือที่ก่อนหน้าใช้ชื่อ Kyutae TV ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

บุคลิกที่ขี้เล่น จริงใจ กล้าทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งให้ช่องของเขาพุ่งทะยานจนมีคนติดตามกว่า 8 ล้านใน 5 ปี เขาจริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนไปได้เพียง 3 เดือน

อาจเพราะความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา หลายคนจึงไม่รู้ว่า ซิม คิวเท เพิ่งจะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าประสบการณ์ของเขาน้อยไปกว่าใคร และอันที่จริง เขาน่าจะผ่านอะไรมามากกว่าคนที่แก่กว่าเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังปล่อยคลิปอธิบายความขัดแย้งระหว่างตนเองและทีมงาน สื่อแทบทุกสำนักก็ต่อคิวขอสัมภาษณ์จนเขาแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เราจึงรู้สึกพิเศษไม่น้อยที่คิวเทเลือกเทคิวมาพูดคุยกับ The Cloud ในวันนี้

ขณะนั่งรอการมาถึงของโอปป้า เราได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าหนุ่มอารมณ์ดีที่เราเห็นในช่อง หลังกล้องจะเป็นคนแบบไหน จะยิ้มแย้มบ้าบอแบบในคลิป หรือจะสุขุมนุ่มลึกเข้าถึงยาก

หนุ่มเกาหลีหัวใจไทยไม่ทิ้งให้สงสัยนาน ทันทีที่ได้เจอ คิวเทส่งยิ้มล้นปรี่ไม่ต่างจากที่เห็นในโซเชียลมีเดีย ความสนุกสนานในยูทูบเป็นอย่างไร ชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อการสนทนาเริ่มต้น เราจึงค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงตัวตนความเป็นมนุษย์ของเขาทีละเล็กละน้อย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงมุมที่ยิ้มอิ่มสุข หากยังมีด้านที่จริงจัง ทุกข์ ไปจนถึงโศกเศร้า 

เขาเล่าทั้งหมดให้ฟังแบบตรงไปตรงมา 

ตรงหน้าของเราคือมนุษย์ที่จริงใจที่สุดคนหนึ่ง และคงถึงเวลาอันสมควรที่ทุกคนจะได้สัมผัสความจริงใจของยูทูบเบอร์วัยยังไม่เบญจเพสคนนี้

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

กิมจิไม่ค่อย ขอส้มตำดีกว่า

ชื่อ ‘ซิม คิวเท’ ของคุณ ที่แปลว่า คนที่ห่วงใยประเทศไทย มีที่มาจากอะไร

พ่อแม่ผมเป็นคนเกาหลี แต่ผมเกิดที่นี่ เมดอินไทยแลนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนผมเกิด คุณปู่บินจากเกาหลีมาไทย เขาบอกพ่อกับแม่ว่า ไหน ๆ จะมาตั้งหลักที่ไทยอยู่แล้ว ลูกก็เกิดที่ไทยด้วย ก็อยากให้ตั้งชื่อที่เกี่ยวกับประเทศไทยหน่อย คุณปู่เสนอว่าให้ชื่อห่วงใยประเทศไทยดีมั้ย แต่ละพยางค์ในภาษาเกาหลีมีความหมายอยู่แล้ว ชื่อคิวเทลงตัวพอดี ซิมคือชื่อตระกูล ‘คิว’ ย่อมาจากคำว่าเข้าใจ ส่วน ‘เท’ มาจาก ‘แทกุก’ ที่แปลว่าประเทศไทย ก็เลยเป็น ซิม คิวเท แต่เพื่อนเรียกกันไม่ค่อยถูกนะ คิวเทบ้าง ไคยิวเทบ้าง เรียกหยาบ ๆ ก็มี ผมเลยให้เพื่อนเรียก ‘ซิม’ แล้วกัน น่าจะเรียกง่าย จำง่ายกว่า

แล้วคุณห่วงใยประเทศไทยจริงมั้ย

จริง ๆ ก็เหมือนผมเป็นคนไทยนะ ทุกครั้งที่ไปเกาหลีจะอยากกลับมาไทยตลอด ที่นั่นไม่มีอะไรที่เราคุ้นชินเลย เหมือนไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า รู้สึกชัดเจนเลยว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ถามว่าห่วงใยมั้ยก็ต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะว่านี่คือบ้าน

ถามจริง ประเทศนี้มีอะไรให้คุณหลงรัก

อย่างแรกก็เรื่องอาหาร ผมชอบกินอาหารรสจัด เผ็ด ๆ อร่อย ๆ อย่างกิมจิผมก็ไม่ค่อย ขอเลือกส้มตำดีกว่า กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว

และที่ประทับใจที่สุดคือผู้คน ผมว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนคนเกาหลีนะ คนไทยค่อนข้างใจเย็น ใจดีกว่า คนเกาหลีแอบดุ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักกันจะเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่ พออยู่เกาหลีนาน ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เข้าไปเฮฮากับใครไม่ได้ แต่ที่ไทยเราได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่

หมายความว่าไม่มีความคิดจะไปใช้ชีวิตที่เกาหลีเลย

ปกติผมกลับเกาหลีปีละครั้งอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นยาว ๆ เคยมีที่คิดเล่น ๆ ว่าอยากดังที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็รู้ตัวว่าวันนี้มีความสุขอยู่แล้ว ผมอยากประสบความสำเร็จในไทยให้สุดมากกว่า

หลายคนเรียกคุณว่าเกาหลีตัวปลอม บ้างก็แซวว่าคุณพูดภาษาไทยไม่ชัด เคยน้อยใจบ้างรึเปล่า

ไม่เลย ผมว่าเป็นอะไรที่ดี จริง ๆ แล้วหนึ่งในสี่ของคนที่ติดตามช่อง Kyutae Oppa ก็ไม่รู้นะว่าผมเป็นคนเกาหลี เขาคิดว่าผมเป็นคนไทยที่แกล้งเป็นเกาหลี แต่ผมไม่น้อยใจเพราะมันเป็นกิมมิกดี ให้คนงงว่าสรุปเป็นเกาหลีหรือไทยกันแน่ คนดูจะสงสัยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วก็อาจจะไปค้นหา เข้าไปดูคลิปของเราต่อ

แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยของผมก็เก่งขึ้นเยอะนะ 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'
Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

อกหัก…จึงกล้าแสดงออก

จากเด็กที่อยากทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยกล้าแสดงออกตอน ม.ปลาย เปลี่ยนแนวมาอยู่หน้ากล้อง ทำช่องยูทูบได้ยังไง

ผมอกหัก ด้วยความเป็นเด็กด้วยเลยรู้สึกอกหักอย่างแรง ตลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ที่สถานบันเทิงพอดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไร จู่ ๆ ก็อยากขึ้นไปเต้น จากที่เศร้า ๆ พอเต้นแล้วรู้สึกลืมเรื่องอกหักไปเลย เหมือนได้เจอความสุขที่แท้จริง เห็นผู้คนมองขึ้นมาบนเวที โฟกัสที่เราคนเดียว หลังจากวันนั้น ผมก็ลองเป็นคนอีกแบบหนึ่งดู ลองยกมือขอขึ้นเวทีในงานโรงเรียนบ้าง ลองทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ร้องเพลงตามบันไดบ้าง (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นผมไม่กล้าเลยนะ กลัวมาก 

พอรู้ตัวว่ามีความสุขที่ได้แสดงออก ทีแรกผมอยากเป็นนักร้อง แต่ก็คิดว่าเป็นไม่ได้ เพราะขนาดคนที่ร้องเพลงอยู่ข้าง ๆ ยังร้องเพราะกว่าเราเลย โลกนี้มี 7 พันล้านคน ผมคงไปถึงจุดที่เป็นนักร้องไม่ได้ ก็เลยมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรามีชื่อเสียง ก็ได้เจอยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ฟรี จะมาจากไหน อายุเท่าไหร่ ก็สร้างได้ ก็ลองทำดู ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

พอจะจำได้มั้ยว่าคลิปแรกมีคนดูเท่าไหร่

โห คลิปหนึ่ง 40 – 50 วิวเอง ตอนนั้นคิดเยอะมากนะ ผมเริ่มทำช่วง ม.6 ทำแล้วคนก็ล้อ เพื่อนที่โรงเรียนก็ล้อว่าไอ้นี่เป็นอะไร เด็ก ๆ รุ่นน้องก็หัวเราะ คุณครูก็ดูถูก ออกแนวเป็นห่วงเพราะใกล้จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว แต่ไอ้นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปมหาลัยไหน วัน ๆ ทำแต่คลิป

ยอดก็ไม่ได้ดี แถมมีคนดูถูกด้วย ทำไมคุณจึงยังทำต่อ

ก็โดนล้อโดนดูถูกไปแล้ว ผมขอทำต่อดีกว่า (หัวเราะ) 

แต่ผมไม่โกรธคนที่ล้อนะ เพราะผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ดังจริง ๆ และคุณภาพของคลิปที่เราทำก็ตลกด้วย สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจว่าทำยูทูบเป็นยังไง แต่เราไม่สนใจ โอเค มีคนล้อ งั้นลองทำอีกคลิปแล้วกัน ลองหาดูว่าแบบไหนคนถึงจะชอบ ทำไปก็ยังไม่ดีหรอก แต่มันทำให้เรากลายเป็นรุ่นพี่ทำคลิปประจำโรงเรียน แม้จะมียอดติดตามไม่ถึงร้อยคนก็เถอะ

แต่พอโดนล้อมาก ๆ เข้า ผมก็เขินจนทนไม่ไหว ทำคนเดียวเหงาไปหน่อย เลยบอกเพื่อนว่ามาทำด้วยกันเถอะ คุณครูจะได้ดูถูกมึงด้วยไง (หัวเราะ) แก๊งผมมี 4 คน ก็มาช่วยออกในคลิป พอทำด้วยกันกับแก๊งเพื่อนก็เหมือนยูทูบเป็นกิจกรรมที่ได้มาสนุกกัน ตอนผมถ่ายจะมีรุ่นน้องในโรงเรียนมาดูตลอด เพราะสิ่งที่เราทำตลกมาก ผมเลยมีกำลังใจจะทำต่อไป

ใครสอนคุณทำยูทูบ

ศึกษาเองหมดเลย หลายคนทำเป็นอยู่แล้ว มันแอบคล้ายหลักการตลาดนิดหน่อย เราต้องหาอะไรที่แตกต่างในตลาดเดียวกัน ในยูทูบมีคอนเทนต์กินแล้ว เฮ้ย เกาหลีเต้นสายย่อ เกาหลีดูหนังผีไทยยังไม่มีนี่หว่า งั้นผมลองทำดีกว่า 

ส่วนการตัดต่อ ผมก็ต้องเรียนเหมือนกัน ความโชคดีอย่างหนึ่งคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เลยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่รู้อะไรก็เสิร์ช ยุคนั้นคลิปสอนตัดต่อที่เป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยมี แต่ภาษาอังกฤษมีทุกอย่างที่เราอยากเรียน ได้เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าผมอยากเรียนอะไรก็เรียนเองได้ ไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอน

ช่อง ‘Kyutae Oppa’ เริ่มเป็นที่รู้จักตอนไหน

คลิปแรกที่ดังน่าจะเป็นเกาหลีดูหนังผีไทย เราอัดคลิปตัวเองดูหนังผี แล้วตัดเฉพาะรีแอคชันตอนตกใจ ปรากฏว่ามีคนดูดคลิปผมไปลงในเพจ คนแชร์เป็นหมื่นเลย ผมรีบทักไปหาเขาว่าใส่เครดิตให้หน่อยได้มั้ย ตอนนั้นไม่มีความรู้ ไม่รู้เลยว่าการที่เขาเอาคลิปเราไปลงดีหรือไม่ดี คิดแค่ว่า ขอบคุณครับพี่ที่เอาคลิปผมไปลง ไหน ๆ ก็เอาไปแล้ว ฝากแปะชื่อผมด้วยได้มั้ย (หัวเราะ) วันนั้นยอดติดตามผมขึ้นมา 2,000 – 3,000 แล้วไม่นานก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่น

ทุกวันนี้ คลิปที่คุณนำเพลงไทยมาแปลงเนื้อเป็นภาษาเกาหลีได้รับความนิยมมาก ๆ เล่าแรงบันดาลใจของคลิปแนวนี้ให้ฟังหน่อย

ช่วงโควิดผมว่างมาก เลยลองหาเพลงดัง ๆ ตอนนั้นเพลง วาฬเกยตื้น ของ GUNGUN มาแรง เลยลองแปลเนื้อเพลงดู วันเดียวก็เสร็จ ผมก็ร้องแล้วลงยูทูบ โอ้โห คนดูเยอะมาก 10 – 20 ล้าน งั้นผมทำต่อดีกว่า แค่นั้นเลย 

การร้องเพลงลงยูทูบทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักร้องมากขึ้นมั้ย

ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องนะ แต่พอทำยูทูบ ผมก็ไม่มีเวลาเข้าหาดนตรีเท่าไหร่ มีช่วงที่ลืมความอยากเป็นศิลปินไปเหมือนกัน รู้สึกว่าศิลปินเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ต้องทุ่มเท ต้องให้เวลามาก ๆ เดี๋ยวนี้มีแอบทำเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังตั้งใจเต็มที่กับยูทูบเหมือนเดิม แต่กับอะไรที่จะตามมา ผมก็พยายามทำเรื่อย ๆ เพื่อให้วันหนึ่งมันสมบูรณ์

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ถ้ารู้สึกเครียด ผมไม่ทำ

เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘Kyutae Oppa’ โดดเด่นกว่าช่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

ผมขายตัวเองไว้ในนั้น เอาบางอย่างที่เป็นชีวิตจริงลงไปอยู่ในช่อง สิ่งที่ผมอยากเป็น การที่น้องสาวเป็นเด็กพิเศษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ ผมก็เอาไปละลายในช่อง บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการขายวิญญาณ แต่ผมว่านี่คือวิถีชีวิต คือการนำเสนอตัวตนให้คนดูตามที่ตัวบุคคล วิธีนี้เป็นอะไรที่อยู่ได้นานที่สุด

แล้วบุคคลที่ชื่อ ซิม คิวเท น่าติดตามยังไง

ผมสัญญากับตัวเองว่า ตอนอยู่หน้ากล้องต้องสนุก พลังงานต้องเต็มร้อย จะเช็กก่อนทุกครั้งว่าเรามีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า ถ้ามี ผมจะไม่ถ่ายเลย ผมว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนดู เพราะคนดูส่วนใหญ่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เขาไม่ได้มาเอาความรู้ แต่อยากมาดูว่าวันนี้ผมทำอะไร อยากหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ อยากเห็นผมบ้า เห็นผมโชว์พลังในที่สาธารณะ อยากเห็นผมมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ไปร่วมงานกับแขกรับเชิญคนไหน ผมจะไม่มีการเกร็งหรือกลัว ผมอยากให้พลังงานของผมช่วยให้คนดูมีความสุข นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้คนติดตามผม 

คุณไม่ฝืนเลยเหรอที่ต้องเต้นหรือทำเรื่องตลกในที่สาธารณะ

ฝืนครับ ฝืนมาก ครั้งแรกผมก็ไม่กล้า คืนก่อนหน้านอนไม่หลับเลย วันนั้นนัดเพื่อนคนหนึ่งให้มาช่วยถ่าย ต้องเต้นกลางห้าง เราไม่เคยถ่ายคลิปในห้างมาก่อน ทั้งเกร็งทั้งกลัว (ทำท่าลุกลี้ลุกลน) เฮ้ย คนนั้นมองเราทำไม เฮ้ย คนนั้นสวยมากเลย เขินจัง ผมเกร็งไปหมด

จริง ๆ ผมลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วนะ แต่ยูทูบเบอร์หลายคนก็ยังเป็นอยู่เวลาต้องถ่ายคลิปในที่สาธารณะ ทุกวันนี้ผมแบ่งช่องในสมองได้แล้ว ถ่ายคลิปคือถ่ายคลิป ทำอย่างอื่นคือทำอย่างอื่น ประสบการณ์ทำให้เราแบ่งได้ชัดเจนว่าเวลาไหนเครียดได้ เวลาไหนต้องถ่าย 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ทุกวันนี้ก็คือเต้นกลางห้างได้แบบชิลล์ ๆ

ตอนนี้ดีดนิ้วปุ๊บ เต้นได้เลย (หัวเราะ)

อะไรทำให้เด็กปี 1 ที่เพิ่งเรียนมหาลัยได้แค่ 3 เดือน ตัดสินใจลาออกไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

ก่อนทำยูทูบ ผมอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก อยากเป็นผู้กำกับอยู่หลังกล้อง แต่พออกหัก เริ่มทำยูทูบ ก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่พ่อแม่อยากให้เรียน และผมก็อยากรู้ เอ เรียนมหาลัยจะเป็นยังไง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปถ่ายคลิปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงคลิปเสร็จ มหาลัยก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไปเรียนที่นั่น คณะนิเทศ ให้ทุนเรียนฟรี 4 ปีเลย ผมคิดในใจ ‘โห สบายจัด ทำยูทูบจนได้เข้ามหาลัย บ้าไปแล้ว (ทำเสียงสูง)’ 

แต่พอเข้าไปเรียนจริงไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมต้องเรียนใหม่หมด ตั้งแต่วิธีเปิดกล้อง ชัตเตอร์สปีด เช็ดเลนส์ ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ทำยูทูบ เรียนหนัก เดินทางก็ไกล เลยลองชั่งน้ำหนักดูว่า ระหว่างออกมาเรียนเองกับเรียนในมหาลัย อันไหนเร็วกว่า เรียนเองอาจจะไม่ละเอียดเท่ามหาลัย แต่ก็คงเร็วกว่า ได้เจอคนมากกว่า ผมมีเป้าหมายใหม่ด้วย อยากลองก้าวไปอีกขั้น เห็นยูทูบเบอร์หลายคนเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ผมเลยลาออกหลังจากเรียนไปแค่ 3 เดือนเพื่อมาจดทะเบียนบริษัท ตอนนั้นอายุแค่ 19 

การเปิดบริษัทนับเป็นก้าวสำคัญของชีวิตเลยรึเปล่า

เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น ตอนนั้นเป้าหมายผมเกินจริงมาก ยังเด็กด้วย คิดแผนว่าจะเปิดบริษัท จะมีลูกน้องกี่คน จะขายนู่นนี่นั่น ต้องมีเสื้อผ้านะ ต้องมีผู้ติดตาม 70 ล้านคนนะ จะมีรถกี่คัน วันหนึ่งต้องเปิดโรงเรียนสอนทำยูทูบให้ได้ 

ถึงวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ไม่ได้ทำเลยครับ (หัวเราะ)

พอลองทำบริษัทจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบ เราแค่ทำตามคนอื่น ผมรวยขึ้น ดังขึ้นก็จริง แต่ว่าในใจรู้สึกว่าเดินผิดทาง ทุกวันนี้ยังมีบริษัทอยู่ แต่ก็ทำยูทูบเป็นหลัก ไม่ได้มีธุรกิจอะไรมากมาย

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ
คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

คนจริงใจมีน้อย

ทำยูทูบมา 5 ปี มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน เคยรู้สึกหมดไฟ อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้างรึเปล่า

ถ้าตอบว่าไม่ก็โกหกแล้ว มีแน่นอน ช่วงที่เหนื่อยและหมดไฟที่สุดคือ ตอนที่จะเปลี่ยนยูทูบจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ ยากนะ ไม่รู้เลยว่าจุดเปลี่ยนคือตอนไหน ถามวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ 

มีช่วงที่บอกกับตัวเองเหมือนกันว่าจะทำยูทูบต่ออีกแค่ 3 ปี จริง ๆ ยูทูบเบอร์หลายคนเคยบอกตัวเองแบบนี้นะ แต่พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขเลย เหมือนเราให้วันหมดอายุกับตัวเอง ถึงจุดหนึ่งเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ได้รู้ว่าทำยูทูบไปเรื่อย ๆ ก็ดี จริง ๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็คงมีช่วงหมดไฟกันทั้งนั้น ผมลองตั้งใจใหม่ ลุยใหม่ จนความคิดที่จะทำยูทูบอีกแค่ 3 ปีหายไป ก็คงตั้งใจทำจนกว่าจะทำไม่ได้

หมายความว่าอาจจะมีวันที่คุณเลิกทำยูทูบ

มีอยู่แล้ว สักวันแหละ ทุกอย่างมีวันหมดอายุ แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน วันหนึ่งคนอาจจะไม่ดูเราแล้ว หรือเราอาจจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ก็ได้ ไม่มีทางรู้ แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ยังอยากทำช่องไปเรื่อย ๆ นะ

การเป็นบุคคลสาธารณะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้ผมได้รู้จักกับธาตุแท้มนุษย์ ผมทำยูทูบมา 5 ปี ทุกคนรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความคิด ความชอบ สังคม เวลาสั้น ๆ เอง แต่ทุกอย่างแทบไม่เหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก

สิ่งที่เอาไปคือเวลา ผมได้สนุกสนานกับเพื่อนน้อยมาก ชีวิตผมไม่เหมือนของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนเพื่อนเรียนมหาลัย ผมทำงานแล้ว แทบไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีส่วนมากก็อายุมากกว่าเราหมด 

อีกอย่างที่เสียไปคือความเป็นส่วนตัวและความรู้สึก ผมไม่ได้มีสังกัดหรือบริษัทมาดูแล ต้องดูแลอารมณ์และชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก เหนื่อยนะ ไม่มีผู้ใหญ่แนะนำ พ่อแม่เป็นคนเกาหลี เขาก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เราติดต่องานเอง ทำเองทุกอย่าง (นิ่งไป) 

ลืมไปเยอะเหมือนกันนะ ผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะพูดอะไรผิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนว่าอะไรเรามั้ย เคยเจอดราม่าเหมือนกันเลยได้เข้าใจว่า อ๋อ เวลาดาราเจอเรื่องดราม่ารู้สึกแบบนี้นี่เอง แต่ถ้ามองถึงวันนี้ ผมคงบอกว่ามันดีแล้ว คุ้มแล้ว เพราะสิ่งนี้เป็นความสุขของเราจริง ๆ เราแค่ต้องหาให้เจอ เลือกโฟกัสให้ถูกจุด

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนรักและเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้คืออะไร

เป็นเรื่องที่แปลกมากนะ ช่วงต้นปีมีวันหนึ่งที่เราเอามือขึ้นมาตบหน้าตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าฝันอยู่รึเปล่า ช่วงนั้นชีวิตผมคงแย่เหมือนมีคนมาตบหน้าตลอดเวลา สมองเลยคิดแต่เรื่องไม่ดีจนมือเริ่มตบปึ้ง ตบปึ้ง ไม่ยอมหยุด ตบถึงตี 4 ช้ำเลยนะ แต่พอได้สติ ผมหันไปมองดาวที่อยู่บนฟ้าหน้าบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้ ถ้าโฟกัสแค่สิ่งตรงนี้ ความคิดต่าง ๆ ก็จะไม่ทำร้ายเรา ไม่รู้สิ เหมือนสมองสอนตัวเอง อาจจะดูบ้านะ แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากวันนั้น ความคิดลบก็แทบไม่มีเลย ความโกรธก็น้อยลงมาก

ยากนะ กว่าจะผ่านมาได้ ตอนนั้นเหมือนมียมทูตคอยกระซิบตลอดว่า ทำแบบนี้ก็ได้นะ มีหลายวิธีที่สามารถแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับเรา วิธีมืดก็มีตั้งเยอะ แต่ผมไม่ทำ ผมเลือกที่จะรอ 2 เดือน ให้ตำรวจดำเนินการ แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังเห็นสิ่งไม่ดีที่เขาทำกับเรา ก็ทำได้แค่อดทน พออดทนได้ เรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้น คงเป็นความอดทนนี่แหละที่ทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ

คนจริงใจหายาก

ตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้วนะ ถ้าโดนโกง โดนบอกเลิกอีก ก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรอก คนรอบตัวทั้งหมดแหละ เราต้องดูก่อนว่าใครหวังผลประโยชน์อะไรจากเรารึเปล่า ก่อนหน้านี้ผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็เข้าหาคนน้อยลง มีแค่ไม่กี่คนเองที่จริงใจกับเรา เพิ่งได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว คนจริงใจหายากนี่หว่า ตอนเด็กเราไม่รู้ นึกว่าคนจริงใจมีอยู่ทุกที่ ข้างบ้านก็มี แต่เปล่า คนจริงใจมีน้อย และในเมื่อมีน้อยก็ต้องรักษาให้ดี

วันนี้ในวัย 23 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วรึยัง

ผมว่ายังนะ ประสบความสำเร็จเหรอ (นิ่งไป 20 วินาที)

ใช่ ผมว่ายัง แต่ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายนะว่าอยากเป็นแบบไหน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว การประสบความสำเร็จน่าจะมาพร้อมความคิดที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงกลัว มีปัญหาก็รับมือได้ทุกอย่าง วันนี้ผมมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ผมยังอายุน้อย มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ต้องเจออุปสรรคอีกเยอะในชีวิต

แสดงว่าคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามของคุณไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่จิตใจต้องแข็งแกร่งด้วย

ถ้าคนติดตามในยูทูบเพิ่มขึ้น ผมดีใจอยู่แล้ว การได้ 10 ล้านซับก็สำคัญ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยากให้ตัวเองโตขึ้นด้วย อยากให้เรา คนในทีม และช่องยูทูบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน อยากมั่นใจมากกว่านี้

ตอนนี้ยังมั่นใจไม่พออีกเหรอ

ผมว่ายังไม่พอ นี่เป็นแค่ช่วงเรียนรู้ ผมทำยูทูบมา 5 ปี แต่ก็เพิ่งได้เจออุปสรรคเกี่ยวกับคนครั้งแรก คนรอบตัวเคยโดนมาหมด ผมว่านี่คือประสบการณ์สำคัญที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องเจอ ถ้าไม่เจอก็เหมือนยังไม่ได้เริ่ม ตอนนี้น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคิวเท โอปป้า

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load