“เรามาถูกหลังใช่มั้ย” กรินทร์ ช่างภาพ เอ่ยถามผม ขณะกำลังตั้งลำจอดรถด้านหน้าอาคารเปิดโล่ง ดูดี แยกตัวออกมาจากบ้านหลังโตทรงโมเดิร์นที่มีสระว่ายน้ำกั้นกลางระหว่างอาคารสองชั้นเรียบโก้กับห้องขนาดพอเหมาะ ซึ่งทางเข้า-ออกติดประตูกระจกบานเลื่อนแบบเต็มบาน 

ความสงสัยถูกปลิดทิ้งทันทีที่ ครูมานพ วงศ์น้อย ออกมาต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้ม ชายวัยกลางคน ผิวสีเข้ม และทะมัดทะแมงในเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ แทบไม่มีอะไรใกล้เคียงกับภาพครูศิลป์ของแผ่นดิน สาขาเครื่องรัก ตามแบบฉบับที่ผมมักคิดว่าจะต้องมีลักษณะของ ‘พ่อครู แม่ครู’ ผู้มีวิถีสักส่วนเสี้ยวหนึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน 

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ครูมานพพาชมสตูดิโอ พลางชี้แจกันดำเงาวับประดับลวดลายเก๋ไก๋ คล้ายศิลปะตะวันตกใบใหญ่แล้วบอกว่า หากไม่นับผลงานเก่าเก็บจำนวนน้อยนิด หรือชิ้นที่เพิ่งชนะรางวัลการประกวด Lifestyle Lacquerware 2019 มาหมาดๆ นั่นเป็นผลงานโบแดงชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่ภายในบ้าน เพราะตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา เครื่องรักฝีมือครูล้วนส่งออกสู่ตลาดลูกค้าต่างชาติ อาทิ ฝรั่งเศส เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

รักในวัยเรียน

 “สมัยเด็กๆ ลุงเป็นคนสมองทึบ เรียนหนังสือไม่เก่ง สอบทีไรได้แค่ที่โหล่กับรองโหล่ พอเรียนจบพ่อแม่เลยไม่ส่งเรียนต่อ จึงลองขอพ่อไปสมัครฝึกอบรมทำเครื่องรัก เพราะวิชางานฝีมือเป็นวิชาเดียวที่ลุงได้คะแนนเต็มตลอด แล้วก็เคยเห็นเขาทารัก ติดเปลือกไข่ ดูท่าทางน่าสนุกดี ตอนนั้นอายุสิบสี่ปี เป็นนักเรียนอายุน้อยที่สุดในชั้นเรียนหัตถกรรมเครื่องรักของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่หนึ่งรุ่นแรกๆ” 

ครูมานพย้อนเล่าชีวิตวัยเด็กอย่างย่นย่อเพื่อปะติดปะต่อคำอธิบายว่า เหตุใดเด็กชายลูกชาวนาที่เกิดในชุมชนหนองป่าครั่ง ตั้งอยู่คนละฟากฝั่งกับแหล่งผลิตหัตถกรรมเครื่องรักแห่งสำคัญเมืองเชียงใหม่ (ชุมชนนันทาราม) จึงเติบโตเป็นผู้ช่ำชองการใช้แปรงทารัก

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

3 เดือนในห้องเรียนบ่มเพาะการงานชีวิต ครูมานพสั่งสมประสบการณ์เข้มข้นโดยมีเซ็นเซชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ถ่ายทอดทักษะขั้นพื้นฐาน เทคนิคพิเศษของเครื่องรักแบบญี่ปุ่น การตกแต่งรักสี ติดเปลือกไข่ รวมถึงประดับเปลือกหอยมุก ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยปูทางสู่การต่อยอดสร้างสรรค์รายละเอียดพิถีพิถัน อันเป็นเอกลักษณ์ของผลงานในเวลาต่อมา

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

หัวใจของหัตถกรรมเครื่องรัก คือการใช้ ‘ยางรัก’ ยางไม้สีดำจากต้นรักเคลือบวัสดุต่างๆ ซึ่งที่พบส่วนมากทางภาคเหนือของไทยจะเป็นภาชนะและข้าวของเครื่องใช้ที่มีโครงสร้างหลักเป็นไม้กับไม้ไผ่สาน เพื่อเสริมความทนทาน ป้องกันน้ำรั่วซึม และเพิ่มความเงางาม โดยเครื่องรักในเชียงใหม่นิยมเรียกกันว่า ‘เครื่องเขิน’ ตามกลุ่มช่างฝีมือชาวไทเขินผู้นำงานหัตถศิลป์แขนงนี้เข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักรล้านนาตั้งแต่ยุค ‘เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง’

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

ครูมานพขยายความอีกว่า งานหัตถกรรมเครื่องรักพื้นบ้านนั้น เดิมทีเป็นจำพวกขันโอ ขันดอก ขันโตก หีบผ้าใหม่ หรือบรรดาของใช้ในชีวิตประจำวันที่ถ้าชาวบ้านต้องการยืดอายุการใช้งาน ก็จะหายางรักมาทาจนดำขลับ ก่อนจะพัฒนารูปแบบมาเป็นตลับ แจกัน หรือช้างไม้ ขายเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก รองรับกระแสการท่องเที่ยวที่เริ่มตื่นตัว 

จุดเปลี่ยนอันท้าทาย

หลังฝึกอบรมเสร็จสิ้น ครูมานพก็ลงสนามจริงด้วยการเริ่มต้นอาชีพรับจ้างทารักรายวันให้กับร้านค้าของฝากย่านวัดศรีสุพรรณ ซึ่งไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตหัตถกรรมเครื่องเงินขึ้นชื่อ แต่อดีตเคยยังครึกครื้นด้วยร้านจำหน่ายหัตถกรรมเครื่องรัก ใช้เวลาราว 5 ปีกับการงานที่ ‘ทำไปวันๆ’ ก่อนขยับเป็นช่างทำเครื่องรักมือหนึ่ง ไต่เต้าจนถึงผู้รับเหมาดูแลคนงานประจำโรงงานผลิตเครื่องรักที่มีชื่อเสียงของเชียงใหม่ อย่างร้านไทยช็อป ร้านนภาเครื่องเขิน และร้านลายทอง

ขณะชีวิตกำลังเข้าร่องเข้ารอย ครูมานพก็พบกับจุดเปลี่ยนอันท้าทายที่เดินทางมาพร้อมกับนักค้างานฝีมือชาวเบลเยียม เบอร์นาร์ด ผู้เสาะแสวงหาช่างท้องถิ่นที่สามารถรังสรรค์งานตามโจทย์ของลูกค้าชาวยุโรป ผู้หลงใหลหัตถกรรมเครื่องรัก 

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส
มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

 “ก่อนหน้านั้นเบอร์นาร์ดเขาเทียวมาดูเครื่องรักตามร้านที่ลุงดูแลคนงานอยู่หลายครั้ง จนวันหนึ่งเขาขอนัดเจอลุงที่ร้านลายทอง เพื่อเอาแจกันไม้มาให้ลองทารักเนี้ยบๆ แบบญี่ปุ่น พอทำเสร็จก็ปรากฏว่าถูกใจ ส่งงานให้ทำอีกประมาณ สามสี่ชิ้น แล้วเงียบหายไปเกือบสองปี กลับมาคราวนี้พูดไทยได้เลย เขาบอกว่าไปเรียนมาจากกรุงเทพฯ เพราะมีงานอีกหลายชิ้นที่อยากชวนทำ ต่อไปจะได้สื่อสารกันง่ายขึ้น” 

ครูมานพหัวเราะ เมื่อนึกถึงความพยายามของคู่ค้าที่ต่อมาพัฒนาความสัมพันธ์เป็นเพื่อน และเปรียบเสมือนอาจารย์อีกคนหนึ่งในชีวิต ผู้เปิดโลกทัศน์ทางด้านศิลปะที่มีส่วนช่วยยกระดับทักษะและมุมมองการสร้างสรรค์งานของครูให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ผ่านการเรียนรู้ศาสตร์เครื่องรักแบบฝรั่งเศส

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

เครื่องรักสไตล์โมเดิร์น

“ทั้งที่ๆ การงานดูมั่นคงมาก แล้วทำไมครูถึงอยากออกมาทำงานที่ยุ่งยากและดูไม่มีความแน่นอนล่ะครับ” ผมสงสัยในการตัดสินใจวางมือจากแวดวงธุรกิจเครื่องรักที่ครูมานพทุ่มเทมากว่า 20 ปี

 “เพราะลุงรู้ว่าตัวเองเป็นคนชอบทำงาน มากกว่าดูแลเรื่องงบประมาณหรือคุมลูกน้อง อีกอย่างธรรมชาติของลุงคือชอบความท้าทาย ยิ่งยากยิ่งอยากลอง ซึ่งพอทำสำเร็จ เราก็รู้สึกว่ามีความสุขและภาคภูมิใจ”

ทุกรายการสั่งผลิตจากเบอร์นาร์ดถือเป็นประสบการณ์การทำงานที่แปลกใหม่ เพราะล้วนเป็นเครื่องรักแบบตะวันตกที่มีความหลากหลาย ทั้งในแง่ของวัสดุ รูปทรง รวมถึงการออกแบบตกแต่งลวดลายสไตล์โมเดิร์น อาทิ ทองเหลือง ทองแดง เหล็ก สเตนเลส หรือฝ้าเพดาน ซึ่งนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานตั้งแต่เครื่องประดับจำพวกต่างหู สร้อยคอ กำไล และของใช้ภายในบ้าน กระทั่งชิ้นใหญ่อย่างแผ่นภาพจากวัสดุไม้อัดความสูง 2 เมตร 

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

ครูมานพเล่าว่า อาศัยทักษะความชำนาญอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอให้งานเหล่านี้ออกมาสมบูรณ์แบบ แต่ต้องศึกษาเทคนิคการทำเครื่องรักฝรั่งเศส ประเทศที่โดดเด่นในการทารักบนวัสดุมากมาย ซึ่งครูมีโอกาสได้เรียนรู้จากตำราของศิลปินชาวฝรั่งเศสที่เบอร์นาร์ดนำมาอธิบายขั้นตอนให้ฟังสม่ำเสมอ

จุดเด่นที่ทำให้ผลงานฝีมือครูมานพเป็นที่ยอมรับของลูกค้าชาวต่างชาติ ทั้งในฝรั่งเศส เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์ เกิดจากหลอมรวมองค์ความรู้และประสบการณ์ทำงานตลอดระยะเวลาหลายสิบปี จนพัฒนาหัตถกรรมเครื่องรักที่มีเอกลักษณ์ในผิวสัมผัสเกลี้ยงเกลา ดำเงางาม ตามแบบฉบับญี่ปุ่น และการออกแบบลวดลายสไตล์โมเดิร์น ประณีต พิถีพิถัน ตามแบบฉบับฝรั่งเศสได้

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

“ปัจจัยที่ทำให้เครื่องรักออกมาเรียบเนียน สวยงาม อย่างแรกคือการกรองยางรัก โดยเทคนิคของลุงจะกรองด้วยเครื่องกรองรักโบราณกับผ้าขาวบางทั้งหมดสิบสามผืน เพื่อให้ได้รักเนื้อเนียน ต่อมาคือการทารักซึ่งมีประมาณสิบห้าขั้นตอน ก่อนขัดเงาด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด 600 800 และ1000” 

ครูมานพบอกเคล็ดลับ “แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือจะต้องใช้รักแท้”

รักแท้ หมายถึง ยางรักบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันจัดเป็นของหายากในประเทศไทย เนื่องจากเป็นของป่าหวงห้ามตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ. 2530 ทำให้มีราคาสูงถึงหลักหมื่นเพราะต้องนำเข้าจากเมียนมา ดังนั้น ผู้ผลิตหัตถกรรมเครื่องรักบางรายจึงเลือกใช้รักผสมหรือเปลี่ยนมาใช้สีอะคริลิก ซึ่งความเงางามและทนทานด้อยกว่าการใช้รักแท้อย่างเห็นได้ชัด

มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส
มานพ วงศ์น้อย ผู้ฉีกภาพช่างรักพื้นบ้าน ทำเครื่องรักด้วยศาสตร์ลูกผสมญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส

 “ยิ่งนาน ยิ่งเงางาม ยิ่งมีคุณค่า” ครูมานพเน้นย้ำเสน่ห์ของเครื่องรักที่กาลเวลาไม่อาจทำให้หมองค่า ก่อนเปรยเป้าหมายในปีนี้ให้ฟังว่า กำลังจะทำสตูดิโอหลังใหม่ที่จัดแบ่งพื้นที่ภายในไว้สำหรับทำงาน จัดแสดงผลงาน ช็อปจำหน่ายสินค้าครั้งแรกในบ้านเกิด และเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเยี่ยมชม 

เหนืออื่นใดคือความตั้งใจอยากให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นว่า เครื่องรักสไตล์โมเดิร์นนั้นสร้างรายได้และใช้งานได้จริงเพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจในการสืบสานศิลปหัตถกรรมแขนงนี้ให้คงอยู่ต่อไป

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

คอการ์ตูนพากย์ไทย คงเคยได้ยินชื่อ พี่จูน-อิทธิพล มามีเกตุ ผ่านหู

ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านแค่เพียงหู แต่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือ มังกี้ ดี ลูฟี่ จาก One Piece การ์ตูนที่อยู่คู่กับคนอายุหลัก 2 มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

พี่จูนเริ่มพากย์เสียงเป็นลูฟี่ตอนที่ 51

ปัจจุบัน One Piece เดินทางมาถึงตอนที่ 1,035 เข้าไปแล้ว

ด้วยความยาวระดับมหากาพย์ อาจทำให้หลงลืมบางช่วงบางตอนไปบ้าง แต่สิ่งที่ไม่มีทางลืมลง คือเสียงที่พูดว่า “ฉันต้องเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เล้ยยย!!”

แม้จะนึกหน้าตาของพี่จูนไม่ออก เรารับรองว่าทุกคนนึกเสียงเขาออกแน่ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายตัวละครที่ถ้าบอกใครว่า เขานี่แหละเป็นคนพากย์ ก็คงร้องเฮ้ยกันหมด

เฮ้ยแรก อัสรัน จาก Gundam Seed

เฮ้ยสอง ลูลูซ จาก Code Geass

เฮ้ยสาม ดีโอ บรันโด จากโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ หรือปิ๊งป่อง จากภาพยนตร์แอนิเมชัน Inside Out ก็ฟังแล้วยัง เฮ้ย! 

ส่วน โหด มัน ฮา ไม่ใช่ชื่อผลงานที่เขาพากย์แต่อย่างใด แต่เป็นชีวิตของเขาที่เราสัมผัสได้ในการพูดคุยกันวันนี้ เพียงก้าวแรกที่พี่จูนปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับเสื้อชุ่มเหงื่อ เพราะพี่แกเล่นเดินมาที่ออฟฟิศ The Cloud แทนการนั่งรถ ความมุทะลุแบบหนุ่มหมวกฟาง และน้ำเสียงดุดันในคำตอบประหนึ่งนั่งคุยกับเสาหลักวายุผู้เกรี้ยวกราดจาก ดาบพิฆาตอสูร

นี่คือเรื่องราวการผจญภัยในเส้นทางนักพากย์ ที่มีไว้สำหรับผู้แน่จริงเท่านั้น

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชินจังจอมแก่น

“พี่ทำตามสบายได้เลยใช่ไหม” พี่จูนว่าอย่างนั้น เมื่อเราขอให้เขาเล่าเรื่องตัวเองลงคอลัมน์ The Master ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพากย์เสียงหลายสิบปี เป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบสุดมันสไตล์รุ่นใหญ่สุดโหด

มีเกร็ดมากมายสำหรับนักพากย์รุ่นใหม่อยู่ข้างล่างนี้แน่ แต่ก่อนจะเลื่อนลงไป เราอยากให้คุณรู้จักอาจารย์ของคุณเสียก่อน 

เริ่มจากข้อหนึ่ง ชีวิตวัยเด็กของพี่จูนเกี่ยวข้องกับการ์ตูนน้อยมาก

เขาก็เหมือนเด็กทั่วไปคือตื่นเช้าเสาร์อาทิตย์ มานั่งหน้าจอทีวีตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 11 โมง เพื่อดูการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน ด็อกเตอร์สลัมป์ หน้ากากเสือ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ก็ได้เวลาของ อภินิหารหุ่นยนต์สามพลัง อภินิหารหุ่นแซด หรือ เกรทมาชินก้า

พอปิดเทอม เด็กประถมจากรั้วสาธิตจุฬาฯ ก็ถูกส่งไปอยู่กับป้าที่จันทบุรี วนเวียนอยู่กับการเล่นสนุก จิ๊กของร้านชำหน้าปากซอยบ้างตามประสาเด็กซน เคยถึงขนาดเปลี่ยนต้นมะม่วงให้ออกลูกเป็นรองเท้า เพราะจะลักเอามะม่วงคนข้างบ้านมากิน

ข้อที่สอง ป้าของพี่จูนสนิทกับโรงฉายหนังจันทบุรี และเป็นเจ้าของจอหนังกลางแปลงด้วย

เขาไปวิ่งเล่นอยู่ที่นั่นทุกวันที่ป้าไม่ว่าง เริ่มขยับจากนั่งหน้าจอ ขึ้นไปนั่งบนห้องพากย์สด ฟังบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นใหญ่พากย์พร้อมหนังอย่างออกรสออกชาติ แต่คำที่เขาได้ยินเป็นประจำคือเสียงเตือนว่า “จูน อย่าหัวเราะ” 

เข้าใจได้ เพราะเราเองยังตื่นตาตื่นใจที่ได้ฟังเสียงเขาพากย์ลูฟี่ต่อหน้า

ข้อที่สาม ป้าของพี่จูนเป็นนักจัดรายการวิทยุ 

อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ซึมซับการใช้เสียงมาจากป้านับแต่นั้น 

“ป้าพี่ไม่เคยดัดเสียง เพียงแต่ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง มันคือพื้นฐานเบื้องต้นของการใช้เสียงตัวเองให้เป็น

“ถ้าไม่รู้ว่าเสียงตัวเองควรจะใช้แบบไหน คุณจะหลงทางอยู่ในวังวนเสียงหล่อ เสียงสวย ไม่มีทางเป็นนักพากย์ที่ดีได้”

นอกจากเลียบ ๆ เคียง ๆ อยากลองใช้เสียงบ้าง หน้าที่อีกอย่างของพี่จูนคือการลอกแสตมป์ออกจากจดหมายมิตรเพลงที่ส่งมาถึงป้าอย่างล้นหลาม 

แต่ป้าจะรู้ไหม ว่าหลานป้าเองก็ส่งจดหมายหาไอดอลของเขาเช่นกัน 

เขาจ่าหน้าซองถึง น้าต๋อย เซมเบ้

ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่

เราถามเขาว่าเขียนอะไรใส่จดหมาย

“พี่วาดรูปให้น้าต๋อย” ผิดคาดไปนิด แต่เรื่องราวน่ารักขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง แถมยังติดตลก

“ท้ายรายการ ช่อง 9 การ์ตูน น้าต๋อยจะอ่านจดหมาย เราก็นั่งรอหน้าจอไปสิ แต่ไม่มีของกูเลย จนได้ทำงานกับน้าต๋อย ถึงไปทวงแกว่า น้าต๋อย ผมเขียนจดหมายมาหาด้วยนะ เขาก็เอ้า จูน เขียนมาตอนไหนวะ (หัวเราะ)” 

แต่ก่อน ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ จะออกฉาย ทุกคนเรียกน้าต๋อยด้วยชื่อจริง 

ย้อนกลับไปสมัยชั้น ป.5 

พี่จูนจำได้แม้กระทั่งว่าเป็นวันคุ้มครองผู้บริโภค ที่เด็กชายอิทธิพลเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ เดินดิ่งเข้าไปหา รปภ. ของช่อง 9 อย่างใสซื่อ เพื่อบอกว่า “พี่ครับ ๆ ผมขอเข้าพบผู้พากย์ คามุย ยอดนินจา หน่อยได้ไหมครับ” แม้จะไม่รู้จักชื่อคนพากย์ก็ตามที

ยังดีที่พี่ยามเฉลยให้ “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพี่นิรันดร์ลงมา” 

ไม่นาน ไอดอลของเขาก็ปรากฏตัวให้เห็นพร้อมเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แจกลายเซ็นว่า นิรันดร์ ให้เด็ก ๆ ทุกคนที่วิ่งล้อมหน้าหลัง เป็นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่พี่จูนเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ตลอด จนคำนำหน้าจากเด็กชายเป็นนายอิทธิพล เว้นเสียแต่ว่า

“มันดันหายไปตอนขโมยขึ้นบ้าน โคตรเสียใจเลย กระเป๋าไม่เสียดาย กูเสียดายลายเซ็นน้าต๋อย”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมพี่จูนถึงยังมีน้าต๋อยเป็นต้นแบบจนถึงทุกวันนี้ เขาตอบไว้อย่างดี

“น้าต๋อยไม่ใช่แค่ครูในทางการทำงานเท่านั้น เขาแนะนำคติพจน์ ทัศนคติหลาย ๆ อย่างให้เราเดินอย่างถูกต้อง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อเด็ก มีจรรยาบรรณ และไม่ทรยศต่อวิชาชีพ เขาคือคนที่ให้ทั้งหมดกับพี่ 

“มีบางคนพูดว่าหมดจากน้าต๋อยก็ต้องพี่แล้ว เรานี่โกรธมาก ถ้าใครคิดอยู่ให้ลบออกจากสมอง เขาคือผู้ใหญ่ที่พี่เคารพนับถือ เป็นปรมาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์กู เดี๋ยวกูตบปากแหก” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ

ด้วยความสามารถด้านกีฬา ทำให้เขาได้รับทุนเข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์ สาขาพลศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคสมัยที่กีฬาฮอกกี้ยังไม่ได้รับความนิยม พี่จูนถือเป็นนักกีฬาฮอกกี้ระดับประเทศก็ว่าได้ เขาเองบอกว่าไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เท่าไร เพราะคิดว่าตัวเองจับพลัดจับผลูมาเป็นนักกีฬา ขอให้ข้ามช่วงนี้ไปเสีย 

แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาก็เกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อมือของ น้าติง-สุวัฒน์ กลิ่นเกษร เจ้าของเสียงพากย์มวยปล้ำในตำนาน ที่สมัยนั้นเป็นครูประจำโรงเรียนวางลงบนบ่า แล้วออกปากชวนเขาไปบรรยายกีฬาเป็นครั้งแรก 

“จริง ๆ เขาไม่รู้ด้วยว่าเป็นพี่ พี่ก็อยู่สนามจุ๊บ บรรยายบอลคณะไปเรื่อย แกมาจับไหล่บอกว่า เฮ้ย อิทธิพล พากย์งี้ไม่ได้ตังค์หรอก มาพากย์กับครูดีกว่าได้ตังค์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาครูที่เทเลคอมทาวเวอร์ เอาเทปกีฬาไปลองเทสต์ดูนะ”

หัวใจพองโต คือความรู้สึกของวินาทีนั้น ตามมาด้วยความกดดันอย่างรุนแรง เพราะต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดตาย

พี่จูนรับเอาม้วนเทปกลับมาทำการบ้าน เขาจำได้ดีว่าเป็นการแข่งขันจักรยานรอบนิวยอร์ก ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง สารภาพตามตรงว่าขอให้พ่อช่วยแปลอังกฤษให้ เพราะมีแต่ศัพท์ยาก ๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยกฎกติกากีฬามากมาย 

ผลของการดั้นด้นฝึกแล้วฝึกเล่า เขาก็ผ่านด่านน้าติงได้ในเทปม้วนเดียว และเริ่มงานทันทีในสัปดาห์ต่อไป

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่จูนถึงพูดว่า “เหมือนชีวิตพี่แม่งถูกขีดเอาไว้ มึงอยากพากย์หนังใช่ไหม งั้นมึงต้องไปฝึกจากกีฬา มันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว”

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ก้าวแรกสู่สังเวียน

ค้นหาเสียงตัวเองกับการบรรยายกีฬาได้ปีกว่า ๆ ตลอดเวลาเขามักจะเงี่ยหูฟังห้องติดกันอย่างตั้งใจ พี่จูนใช้คำว่า เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะห้องนั้นใช้สำหรับพากย์หนัง ซึ่งเป็นความฝันที่ซ่อนอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็ก

การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักพากย์ เมื่อ 30 ปีก่อน ถือว่ายากมาก เพราะต้องถูกช้อนจากคนในวงการแบบปากต่อปากเท่านั้น สมัครเข้าไปเองไม่ได้ 

ถือเป็นความโชคดีอีกครั้งที่ช่วงปลายบนถนนกีฬา มีพี่ในวงการเห็นแววรุ่ง เชื้อเชิญให้เขาไปลองฝึกพากย์หนัง แม้การบรรยายกีฬาจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า เขาก็ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน

“ตัวแรกเป็นตัวประกอบ ไม่มีใครให้พากย์ตัวเอกหรอก มีแต่คนบ้าที่ดันทุรังให้เด็กไปพากย์เป็นตัวเอก

“ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะเห็นว่าเราพร้อมเมื่อไร เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่ากูจะพากย์ตัวนี้ ไม่มีสิทธิ์ชี้ซ้ายชี้ขวาชี้หน้าหลังได้เลย แต่ไม่ว่าจะเกลียดเด็กคนนี้ขนาดไหน เขาก็มองอย่างไม่มีอคติ เขารู้ว่ามันทำได้ ต้องให้มันทำ เพราะมันทำได้ดีที่สุดในทุกคนที่เรามีอยู่”

ทุกวันนี้พี่จูนก็ยังคงพากย์ตัวประกอบอยู่เรื่อย ๆ เขามองว่าการพากย์คืองานศิลปะบนผืนผ้าใบ ต้องช่วยกันแต่งเติมสี วางองค์ประกอบให้ชัดเจน สมดุลกัน เพื่อให้ภาพออกมาสวยงาม

สำเนียงแต่ละภาษามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือพากย์ไทยอย่างไรให้มันเป็นอาหารไทยที่ดีที่สุด เหมาะสมกับคนกิน ปรับเปลี่ยนให้คนไทยรู้สึกว่าตัวละครนี้มันพูดแบบนี้จริง ๆ 

“ต้องรู้ถึงขนาดว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนยังไง นักเขียนเขาวางมันไว้แบบไหน ไม่ใช่ว่าตัวนี้หน้าตาหล่อดีก็พากย์ให้มันหล่อ ๆ ไอ้ตัวนี้หน้าตาอัปลักษณ์ ก็พากย์แม่งแบบอัปลักษณ์ ๆ ไป ไม่ได้เด็ดขาด

“พี่ตีความจากภาพที่เห็นเป็นอย่างแรก ตัวละครญี่ปุ่นสื่อสารกับเราไม่มาก ใช้แค่คิ้ว ตา ปาก รูปหน้า ก็บอกได้ประมาณหนึ่งแล้วว่า เป็นตัวดีหรือเลว มุทะลุดุดันหรือว่านิ่มนวล

“ผมก็มีบางที อย่างโกคูเนี่ย มึงจะวาดอะไรนักหนา ทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นใครทำทรงผมแบบนั้นในชีวิตจริง” 

ชักอยากรู้แล้วสิว่า วันแรกที่กองกระดาษหนาปึกวางลงตรงหน้า พร้อมระบุให้เขาพากย์เป็นลูฟี่ พี่จูนตีความไอ้เด็กหมวกฟางนี้ว่ายังไง และ One Piece คืออะไรสำหรับเขา

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

วันพีซ

จำวันที่เจอลูฟี่ครั้งแรกได้ไหม

จำได้

คุณตีความตัวละครนี้ยังไง

เราตีความจากลักษณะ เพราะเรามาทำตอนที่ 51 ผ่านไปแล้วภาคหนึ่ง เด็กคนนี้มันกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาอยากจะเป็นราชาโจรสลัดอะไรของเขากับพรรคพวก การผจญภัยก็เริ่มแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วจะบอกให้ว่า พรรคพวกที่อยู่ในเรือเขาก็เป็นเด็กมีปัญหาทุกคน บางคนเป็นเด็กกำพร้า แม้กระทั่งเอสกับซาโบ้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่แท้ ๆ คือใคร หรือแชงคส์ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองคือใคร ดูสิ

เพราะฉะนั้น เด็กที่มีความคิดแบบนี้ เจอกับปัญหาแบบนี้ เติบโตมาในที่มีกรอบแบบนั้น ไม่มีพ่อแม่ก็จริง แต่นับถือคนนั้นคนนี้เป็นต้นแบบ ตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่เหิมเกริม ลูฟี่ก็อยากเป็นเหมือนแชงคส์ ไอ้ผลโกมุโกมุก็เพิ่งกินเข้าไป ถึงได้รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ได้ แชงคส์ไปช่วยเอาไว้จนแขนด้วน 

พี่ตีความเด็กคนนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนลูฟี่ทุกวันนี้เข้มแข็งแล้ว คุมจนทุกคนบนเรือไม่กล้าหือ คนเดียวที่กำราบเขาได้คือแชงคส์ แต่คู่นี้ก็ยังไม่เจอกันอยู่ดี

มีไหมที่พากย์ ๆ ไปแล้วคิดว่าทำไมลูฟี่ตัดสินใจแบบนี้

คุณมีความคิดแบบนี้ในสมองไม่ได้ คุณต้องเชื่อ ห้ามคิด ถ้าคิดจะสะดุดทันที เพราะเราจะสงสัย พากย์ไปตามเขาก่อน แล้วค่อยมาดูว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้

ทุกวันนี้พี่ยังทำการบ้านนะ ยังย้อนไปดูหนังเก่า ๆ อยู่เลยเพื่อดูว่าเขาพากย์ยังไงกันบ้าง เวลาเราดูเรื่องเดิม ๆ เราจะเห็นอะไรใหม่ ๆ เสมอ รุ่นใหญ่ ๆ เขาสอนเอาไว้ แค่เราหยิบมาใช้ เก็บเกี่ยว แล้วปรับให้มันเป็นของเราเท่านั้นเอง นี่เป็นการบ้านที่พี่ต้องทำทุกวัน

รู้ไหมว่าทุกคนอยากให้คุณพากย์เสียงลูฟี่จนกว่า One Piece จะจบ

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะพากย์จนจบไปเลย แต่อาจารย์โอดะบอกว่าจะจบแล้วไม่ใช่เหรอ อีก 3 ปีใช่ไหมนะ

มองกลับกัน รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกว่าถ้าไม่ใช่พี่จูนพากย์ลูฟี่ ก็จะไม่ดูอีก

จริง ๆ ก็เรื่องของมึง

งั้นอยากบอกอะไรพวกเขา

มึงมาขนาดนี้ อีกนิดเดียวก็จะถึงปลายทางถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ทน ๆ ดูไปแม่งจนจบไปเถอะ 

แต่ไม่นานมานี้ก็มีดราม่าการเปลี่ยนเสียงพากย์ โซโล 

พี่เป็นคนบอกให้ไอ้คิมตั้งเสียงแบบนั้นเอง เพราะพี่ต้องการจะลบภาพป๋าไกร-ไกวัล วัฒนไกร ออกไปก่อน ถ้าภาพป๋ายังอยู่ ไอ้คิมไม่มีทางเดินต่อได้แน่ ตอนนี้คนเริ่มให้กำลังใจมันแล้ว เริ่มมองเห็นว่ามันควรจะเป็นแบบไหน 

ตั้งแต่เริ่มต้น เสียงโซโลไม่ใช่แบบป๋า ถ้าลองมาฟังซาวนด์จริง ๆ อาจจะมีส่วนคล้ายอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ป๋าพากย์หลอกจนคนเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่แหละคือศิลปะของนักพากย์ 

แล้วตัวคุณเองเคยโดนดราม่าบ้างไหม

โดน แต่เราไม่สนใจ เพราะเรามั่นคงกับแนวทางที่น้าต๋อยให้มาแล้ว 

น้าต๋อยสอนอะไรคุณบ้าง

พี่เคยถามว่า “น้าต๋อยครับ ทำไมสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน มันต้องร้องด้วย มันจะดูตลกไหม”

น้าต๋อยบอกว่า “จูน ดูหนังมันรุนแรงขนาดไหน ดูไอ้อุลตร้าแมนมันทำกับสัตว์ประหลาด ทั้งถีบ เตะ ต่อย ยิงแสง มันก็ไม่เคยสู้ได้สักครั้ง”

เขาเลยทำให้มันดูเป็นการแสดง ลดความรุนแรงของภาพยนตร์ลง ยอมโดนคนด่า อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ดูเสร็จแล้วออกไปทุบเพื่อน

จากเด็กที่เคยมีน้าต๋อยเป็นไอดอล ตอนนี้คุณกลายเป็นน้าต๋อยของเด็ก ๆ รู้สึกยังไง

เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากความภาคภูมิใจ แล้วก็ส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยกไว้ที่น้าต๋อยเลย 

พี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ด้วยตัวเอง แต่น้าต๋อยเป็นแบบนี้ด้วยตัวของท่านเอง พี่เลียนแบบท่านมา เพราะท่านบอกให้พี่ทำ 

คิดว่าจะพากย์ไปถึงเมื่อไร

อีกไม่นานก็น่าจะเฟดตัวเองลงแล้ว เพราะอายุเราเยอะแล้ว ไม่อยากจะตายห่าคาไมค์จริง ๆ อยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ บ้าง 

ถ้าคุณมีคำว่า ต้อง ในชีวิตแม่งจะไม่มีความสุขเลย แต่จงมีคำว่า เดี๋ยว ทำต่อไปเว้ยเดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวแม่งก็ดีเอง มันจะดูเหมือนไม่ไกล 

ถ้าลูฟี่อยากเป็นราชาแห่งโจรสลัด คุณอยากเป็นราชาแห่งอะไร

ไม่อยาก อยากเป็นคนธรรมดาที่ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีอะไรผิดปกติ ดูแลลูกเมีย มีความสุขตามอัตภาพ แบบวัดก็เข้า เหล้าก็แดก 

คุณมี One Piece ที่กำลังตามหาอยู่ไหม

พี่มีแล้ว ลูกเมียเนี่ยแหละคือ One Piece ของพี่ แค่รักษาไว้ให้ดีก็พอ

ลูฟี่มีสโลแกนว่า ฉันมีชื่อว่ามังกี้ ดี ลูฟี่ คือชายที่จะก้าวข้ามพวกแกและขึ้นเป็นราชาโจรสลัด อะไรคือสโลแกนของจูน อิทธิพล

สโลแกนของพี่เหรอ ไปให้สุดแล้วหยุดที่ครอบครัว มันอยู่ในเฟซบุ๊กของกูเอง (หัวเราะ)

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชมรมรัก คลับมหาสนุก

“พี่ถามจริง ๆ เอาแบบเปิดใจคุยกัน เด็ก ๆ สมัยนี้ทำไมถึงอยากเป็นนักพากย์” เขาถามกลับในตอนที่เราทุกคนผลัดกันโยนคำถามจนหมดมุก

“ผมไม่ได้อยากเป็น” 

“มึงเลี่ยงคำตอบ” แล้วทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนทีมงานยอมตอบว่าอยากเป็นเพราะเท่ บวกกับมีเพื่อนยุว่าเสียงใช้ได้

“เพื่อนมึงหยอดยาพิษซะแล้ว”

หากใครยังคิดว่าอาชีพนักพากย์เป็นกันได้ง่าย ๆ คำแนะนำ (ที่ดูจะเป็นคำเตือน) ต่อไปนี้จากอาจารย์ของคุณ อาจทำให้หลายคนร้อน ๆ หนาว ๆ

“มึงจะต้องเจอกับคำติฉินนินทา การทิ่มแทงกันจากข้างหลัง การเลื่อยขาเก้าอี้ การทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มึงก้าวผ่านเขาไปได้ มึงต้องแน่จริงและมั่นคงพอ ต้องไม่ยุ่งกับมัน ไม่สนใจมัน มุมานะ แล้วมานั่งดูตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราผิดอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไหม มันจะช่วยทำให้มึงถีบไอ้พวกเวรนั่นลงมาเอง

“ทำตัวเองให้ดีเท่านั้นพอ ทำงานทุกวันให้แม่งเหมือนเป็นงานสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้มันจะดีกว่าเดิม ไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่

“ลองคิดดู หนังหรือละคร มันมีเยอะจริง แต่นายจ้างที่ไม่มีคุณภาพทางด้านความคิด เขาก็จะไม่ใช้ของที่มันมีคุณภาพ เขาจะโยนงานพวกนี้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งกำลังเติบโตมา กลายเป็นการตัดราคากันเอง ทำงานมา 20 ปี เงินเดือนไม่ขึ้นเลยมันเป็นไปได้ไหม 

“ขอมีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่กูได้ร่ำเรียนมาซะบ้างเถอะว่ะ อย่าทำให้ครูบาอาจารย์ของกูต้องมานั่ง โอโห จูนมึงแม่งไม่ได้เรื่องเลย กูอายนะ”

ทัศนคติที่นักพากย์ทุกคนต้องมี คือต้องรู้ก่อนว่าคุณทำงานอะไร ทำให้ใครดู คุณจะดูเองหรือให้ผู้ชม ต้องยอมรับคำติเตียนและแก้ไขให้ได้ คนส่วนใหญ่จะรับตรงนี้ไม่ค่อยได้และตายไปเพราะบ่วงความคิดของตัวเอง พี่จูนเน้นย้ำว่า คุณต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ 

“การพากย์มันเป็นเรื่องครูพักลักจำจริง แต่ต้องใช้เสียงตัวเองเป็นหลัก ไม่งั้นเขาไม่จำคุณหรอก คุณจะละลายหายไปกับสายลม เพราะคุณเสียงเหมือนคนอื่น เขาไปจำคนต้นแบบนู่น 

“การมีเสียงเหมือนกันถือเป็นกรรม ธรรมดาจะแสตนด์เอาต์ในวงการก็ยากพออยู่แล้ว นี่มึงต้องปีนสองชั้นเพื่อให้ข้ามผ่านเสียงตัวเองขึ้นไปอีก พี่บอกเลย วิบากกรรมชัด ๆ

“ถ้าคำสัมภาษณ์พี่มันจะมีประโยชน์บ้าง จงเอาไปใช้เถอะ ไม่ต้องสนใจว่า ฉันต้องพากย์นางเอก พระเอก มีตัวละครตั้งเยอะแยะ ถ้ามึงอยากเป็นนักพากย์จริง นั่นมึงอยากเป็นพระเอกน่ะสิ 

“อยากเป็นนักพากย์ก็ต้องพากย์ได้ทุกอย่าง ทุกตัว เผลอ ๆ ต้องทุกประเภทของการใช้เสียงด้วยซ้ำไป

“ยกเว้นไว้อัน การร้องเพลง กูยอมจริง ๆ ไม่ไหวว่ะ”

เคยร้องแล้วเหรอ

“โอ๊ย เพื่อนบอกมึงอย่าร้องดีกว่า” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load