21 พฤศจิกายน 2562
7 K

‘แค่ต่างวัย และไม่ได้มาจากต่างดาว’ คือสโลแกนของเพจ ‘มนุษย์ต่างวัย’ ของ ประสาน อิงคนันท์ ที่เรารู้จักเขาผ่านรายการ คนค้นฅน และ กบนอกกะลา

เขาคือผู้คร่ำหวอดในแวดวงรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวกับเรื่องของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นรายการ ลุยไม่รู้โรย หรือ The Senior รุ่นใหญ่หัวใจไร้ขีดจำกัด ด้วยความถนัดและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ประประสานตัดสินใจสร้างเพจเฟซบุ๊กขึ้น โดยถ่ายทอดเรื่องราวของผู้สูงอายุ เพื่อปรับทัศนคติไม่ใช่แค่ที่ผู้สูงอายุมีต่อตัวเอง แต่มุมมองที่คนอื่นมีต่อพวกเขาด้วย

ประสาน อิงคนันท์ ‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

‘มนุษย์ต่างวัย’ จึงนำเสนอเรื่องราวของผู้สูงอายุในมุมมองที่เราอาจไม่เคยสัมผัส ตั้งแต่ผู้สูงอายุเจ๋งๆ ที่ไม่ได้รำไทเก๊กหรือเต้นลีลาศเวลาว่าง ไปจนถึงความหมายเบื้องหลังการส่งไลน์สวัสดีวันจันทร์ที่ลูกหลานเก็บกลับมาล้อทุกครั้งที่ได้รับ เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้สูงอายุและความคิดที่แตกต่างระหว่างวัย เหมือนอย่างที่ประสานบอกไว้ว่า สังคมสูงอายุไม่ใช่เรื่องของพวกเขาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคน

หลังจากการคุยกับประสานในวันนั้น เราได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ แม้จะยังมีบางอย่างที่เราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของญาติผู้ใหญ่บางคน แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าสุดท้ายเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างของเขาหรอก แค่เรียนรู้ว่านั่นคือความแตกต่าง ความแตกต่างที่เกิดจากประสบการณ์และยุคสมัยที่โตมา แค่นั้นก็ทำให้ ‘มนุษย์ต่างวัย’ ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจแล้ว

‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

ประสานให้ต่างวัยเข้าใจกัน

ตั้งแต่สมัยที่ทำรายการโทรทัศน์ ประสานก็เหมือนคนอื่นๆ ที่เคยคิดว่าเรื่องสูงอายุไม่สนุก

“เหมือนมีชุดความคิดว่าคนแก่ต้องทำอะไร ต้องเต้นลีลาศ เล่นเปตอง เล่นอังกะลุง หรือรำไทเก๊ก  ตอนทำรายการทีวีแรกๆ ก็มองกรอบนี้นะ แต่พอทำไปเรื่อยๆ กลับพบว่า กรอบทัศนคตินี้เป็นสิ่งที่เรานั้นล้วนคิดไปเอง ถึงแม้ว่าจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้สูงอายุบางกลุ่มที่ทำตามนี้จริงๆ แต่มันก็มีบางกลุ่มที่เชื่อในความสามารถและสมรรถภาพของตัวเองว่าเขายังแข็งแรงนะ มันเป็นเรื่องที่สังคมโลกตีกรอบทัศนคติที่มองผู้สูงอายุ”

“เราเลยทำรีเสิร์ชว่าเวลาสังคมไทยพูดถึงผู้สูงอายุเราพูดถึงอะไร แล้วส่วนใหญ่คือพูดถึงเรื่องคนแก่เงินออมสุขภาพ เราว่าเนื้อหาเหล่านี้ไม่ค่อยสนุก ไม่เซ็กซี่ ทั้งๆ ที่มีประเด็นอะไรพูดตั้งเยอะ ถ้าเราทำสังคมสูงอายุให้น่าสนใจ ลุ่มลึก เชื่อมโยงสังคมและคน มันก็น่าจะสนุกขึ้น”

เพราะผ่านการทำรายการประเด็นผู้สูงอายุ ทำให้ประสานมีประสบการณ์และมีมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เขาอยากให้คนอื่นรับรู้ถึงแง่มุมที่แตกต่างเกี่ยวกับผู้สูงอายุ อยากให้ประเด็นผู้สูงอายุเป็นเรื่องของคนทุกวัย รวมถึงอยากจูนทัศนคติของคนวัยอื่นกับวัยสูงอายุให้เข้าใจกันและกัน

“อย่างคลิปที่ทำเรื่องการส่งไลน์สวัสดีวันจันทร์ในไลน์ ‘ทำไมคนแก่ต้องสวัสดีวันจันทร์?’ คำตอบที่ได้คือ ที่ส่งบ่อยๆ เพราะอยากให้เพื่อนรู้ว่า ‘กูยังไม่ตาย’ คนที่เข้ามาดูคลิปก็เหมือนจูนทัศนคติของเขา เข้าใจถึงเหตุผลของการกระทำ แค่นี้ก็ตอบโจทย์ของเพจแล้ว

“เหมือนเราพูดถึงเรื่องโลกร้อน บางทีเรารู้ว่าโลกมันร้อนแต่เราสัมผัสไม่ถึง แตะต้องไม่เจอ เราก็เลยมาคิดดูว่าอะไรที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุให้เป็นสังคมของคนทุกวัยได้ เลยจับประเด็นเรื่องของทัศนคติ ก็คือทัศนคติของผู้สูงอายุที่มีต่อตัวเองว่าจะใช้ชีวิตยังไง อีกทัศนคตินึงคือทัศนคติของคนทั่วไปว่าเขามีทัศนคติต่อผู้สูงอายุยังไง”

‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

เพจคนแก่ที่เล่าเรื่องไม่แก่

ตอนแรกประสานก็ไม่ได้สนใจประเด็นผู้สูงอายุหรอก เพราะคิดว่าเรื่องนี้มันไม่สนุกเหมือนที่เราคิดกัน

ประสานเอาข้อมูลเชิงวิชาการมาทำให้น่าสนุกและจับต้องได้ โดยมองหาขอบเขตของคอนเทนท์ว่าทำได้แค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัย เรื่องช่องว่างระหว่างวัย เรื่องความสัมพันธ์ของวัย ทัศนคติมุมมองที่มีต่อวัย 

“แต่เพจเกี่ยวกับผู้สูงอายุก็มีเยอะ ทำไม ‘มนุษย์ต่างวัย’ จึงแตกต่างจากอันอื่น”

“ไม่บอกว่าต่างกันยังไง แต่เราเลือกจะทำแบบไหนมากกว่า หนึ่ง เรามีความถนัดเรื่องวีดีโอ โครงสร้างหลักจะเล่าผ่านวีดีโอ สอง เราเปิดเพจเพื่อให้เป็นมีเดียที่มีมีกลิ่นของการขับเคลื่อนทางสังคม ที่จะขยับให้คนมีความเข้าใจในสังคมสูงวัยมากขึ้น สาม งานที่เราทำไม่ได้คิดเล่นๆ อย่างเดียว เราเอามาจากงานวิจัยหลายๆ อัน เช่น เขาพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมสูงวัย รูปแบบสังคมจะเปลี่ยนไปยังไง เราก็เอางานวิจัยวิชาการมาถอดรูป อย่างที่เราทำรีวิวบ้านพักผู้สูงอายุ มันเป็นเทรนช่วงนี้นะ คุณต้องทำยังไง คุณรับได้แค่ไหนถ้าต้องไปอยู่หรือต้องพาพ่อแม่ไปอยู่ อีกหน่อยมันอาจจะมีคลิปที่วันนึงต้องส่งพ่อแม่ไปบ้านคนแก่จริงๆ  คุณคิดว่ายอมรับได้ไหม บาปไหม โดยตัวลักษณะเพจน่าจะต่างที่เรื่องนี้ เพราะเราต้องการทำเป็นเพจระยะยาว ยอดไลก์อาจจะไม่มาก ไม่ใช่เพจแมส แม้ว่าเราจะทำให้มันสนุกแต่ไม่ได้เป็นคลิปแค่เรียกยอดไลค์หรือวิว อยากให้คิดตาม”

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ‘มนุษย์ต่างวัย’ สร้างขึ้นเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัยดีขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น ‘คลิปอาม่าขายข้าวกล่อง’ เป็นเรื่องราวของอาม่าที่เคยทำข้าวกล่องให้หลานไปโรงเรียน พอวันที่ร้านเรียนจบ ชีวิตส่วนนี้ของอาม่าก็หายไปด้วย สิ่งที่หลานคนนี้ทำคือใช้ความรู้ที่ตัวเองมีทำแบรนด์ข้าวกล่องให้อาม่า เชื่อมความสัมพันธ์ของสองวัย และทำให้อาม่าได้มีชีวิตส่วนนั้นอีกครั้ง

“เราอยากให้คนรุ่นลูกตระหนักได้ว่าเขาสามารถชวนคุณพ่อคุณแม่ไปทำกิจกรรมได้ตั้งหลายอย่าง เช่น ลูกชายอายุ 21 ปี จะชวนพ่ออายุ 67 ปีไปถ่ายแบบก็ได้” 

ประสาน อิงคนันท์

ตุ๊กตาจำลอง

‘มนุษย์ต่างวัย’ เติบโตมาเรื่อยๆ จนอายุ 7 เดือนแล้ว จากมีเดียที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับทัศนคติของผู้สูงวัยและคนรอบตัว กลายมาเป็นตุ๊กตาจำลองของคนกลุ่มอายุประมาณ 35 ขึ้นไป

“คนอายุ 35 หรือ 40 บางคนจะเริ่มคิดว่าเขาจะแก่ไปเป็นแบบไหน เช่น เขาดูวีดีโอเราเสร็จอาจจะคิดว่าอยากแข็งแรง อยากเฟี้ยว นั่นคือการสร้างภาพให้คนกลุ่มนี้เห็น อย่างคลิปโสดสตรอง ที่เป็นเรื่องคนโสดอายุหกสิบแต่ใช้ชีวิตแบบมีความสุข  หรือรีวิวบ้านพักผู้สูงอายุ กลุ่มคนดูคือ pre-older ไม่ใช่ผู้สูงอายุ เพราะสังคมมันเปลี่ยน มีคนโสดไม่แต่งงานเยอะมากขึ้น เขามองถึงรูปแบบของสังคมว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน แสดงว่าเขาวาดภาพสังคมในอนาคตที่เขาจะไปอยู่

“หรืออย่างคลิปอาม่าข้าวกล่องก็มีคนแท็กพี่น้องว่าปู่ย่าตายายที่บ้านเราก็ทำได้นะ กลายเป็นว่าตัวเนื้อหามันสร้างประสบการณ์ระหว่างคน เชื่อมโยงกับคนได้ แม้เพจจะอายุไม่กี่เดือน แต่ดีใจที่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายที่เราต้องการว่า สังคมสูงวัยมันคือสังคมของคนทุกวัยนะ”

ประสาน อิงคนันท์
‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

เราไม่สามารถลบใครออกไปจากสังคม

จริงๆ แล้ว ‘มนุษย์ต่างวัย’ ไม่ได้ต้องการให้เข้าใจคนแก่เพียงอย่างเดียว แต่อยากให้เข้าใจความหลากหลายของสังคมและต้องมองคุณค่าของกันและกันให้ออก

“อย่างคุณบอกว่าเขาเป็นไดโนเสาร์ แต่คุณไม่สามารถลบออกไปได้ บางทีคุณอาจจะคิดไม่ตรงกับเขา นับวันพื้นที่ของผู้สูงอายุถูกลืม กลายเป็นกลุ่มคนที่คุณไม่มอง สนใจแต่คนรุ่นเดียวกัน ลืมนึกถึงคนรุ่นเก่า ผู้สูงอายุต้องการพื้นที่ของพวกเขาในทุกๆ เรื่อง อย่างอาหาร คนแก่กินไม่เหมือนเรานะ เรื่องของใช้ด้วย หรือแม้กระทั่งเรื่องผี เราก็มีภาพจำเกี่ยวกับเรื่องผีไม่เหมือนกัน ผีออกจากตุ่มหรือช่องแอร์ ผีผมยาวๆ ชุดขาว (หัวเราะ)  

“ในอนาคตเราอาจจะชวนให้บริษัทต่างๆ มอบสิทธิพิเศษให้พนักงานที่ต้องพาพ่อแมไปหาหมอ เพราะอีกหน่อยคนแก่จะเยอะขึ้น คนวัยเราก็จะมีภาระเพิ่มอีกอย่าง เช่น พาพ่อไปหาหมอทุกวันพุธ ถ้าลาบ่อยก็โดนไล่ออก หรือคนวัยมีครอบครัวก็ต้องเลี้ยงลูกเล็ก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของวัยเหมือนกันนะ พอวัยเปลี่ยน สถานะบางอย่างก็เปลี่ยน หน้าที่ก็เปลี่ยน ซึ่งสังคมยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับตรงนี้”

ประสาน อิงคนันท์ ‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

ก่อนจะจบบทสัมภาษณ์ในวันนั้น ประสานยกคำพูดของ เป๋า – กมลศักดิ์ สุนทานนท์  หรือ เป๋า วงนั่งเล่น ที่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

“ที่สุดแล้ว สูงวัยหรือไม่สูงวัยมันเป็นเรื่องของศิลปะการใช้ชีวิต อายุสามสิบก็มีความสุขแบบสามสิบ อายุหกสิบก็มีความสุขแบบหกสิบ หัวใจที่จะมีความสุขตอนแก่คือต้องทำความเข้าใจความสุขในแต่ละช่วงวัยที่มันเกิดขึ้น ความสุขอาจจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย มันคือเรื่องของศิลปะการมองเห็นชีวิตว่าคุณจะมีความสุขแบบไหน”

Writer

Avatar

ดลชนก ชูประยูร

เด็กรัฐศาสตร์ที่ชีวิตขับเคลื่อนด้วยของกิน หลงรักแสงแดดและเงาตกกระทบ เชื่อว่าทุกคนสามารถมีความสุขได้ด้วยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง

Photographer

Avatar

ธัชชา ศุภกิจเจริญ

นักเรียนกราฟิคดีไซน์ชื่อฟ้า ผู้ฝึกงานถ่ายภาพกับบริษัทก้อนเมฆ หลงรักกล้องฟิล์ม และออกเดินทางเพื่อสะสมเรื่องราวลงกลักฟิล์มม้วนใหม่เสมอๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

11 มิถุนายน 2561
217

ไม่อยากไปโรงเรียน ทะเลาะกับเพื่อน ที่บ้านไม่เข้าใจ สารพัดปัญหาวุ่นใจยอดฮิตที่เราๆ ซึ่งล้วนเคยผ่านช่วงเวลาของวัยเด็กมาต้องเคยเจอ

เพราะมันคือช่วงวัยของความว้าวุ่น ซีรีส์ฮอร์โมนส์ก็บอกเอาไว้แบบนั้น

วุ่นทั้งตัวเอง ทั้งคนรอบข้าง ดีไม่ดีก็กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้

ยิ่งโดยเฉพาะกับคนเป็นพ่อเป็นแม่ การเลี้ยงดูและทำความเข้าใจเด็กสักคนคงไม่ใช่เรื่องง่าย ขนาดเราย้อนมองตัวเองในวัยเด็ก ยังอดนึกไม่ได้เลยว่าพ่อกับแม่จะปวดหัวสักแค่ไหน เพราะแบบนี้ในบางครั้งการมีใครสักคนที่จะเข้าใจและพร้อมให้คำปรึกษาในทุกการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน ก็คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย

พอดีกับที่เราได้ทำความรู้จักกับเพจจิตวิทยาเด็กในชื่อ เข็นเด็กขึ้นภูเขา เพจที่เราในฐานะคนไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่และเพิ่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ไปหมาดๆ ชนิดที่ว่าคงไม่ตรงทาร์เก็ตเพจเลยแม้แต่น้อย ก็ยังอ่านเนื้อหาได้เพลินๆ เพราะเรามักจะเจอกับคอนเทนต์เบาสมองแบบละครยอดฮิตและสถานการณ์ทันด่วนที่ผ่านมาในรอบสัปดาห์ เชื่อมโยงกับหลักจิตวิทยาแบบเข้าใจง่าย ไม่มีภาษาวิทยาศาสตร์ซับซ้อนมารบกวนใจ

และเราก็ได้มารู้ทีหลังว่าเบื้องหลังเพจยอดไลก์หลักแสนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของแอดมิน คือ ‘หมอมินบานเย็น’ หรือ คุณหมอ ‘เบญจพร ตันตสูติ’ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่หลงใหลในการเขียน

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

01 เราต่างเคยเดินขึ้นเขา

การเป็นหมอเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การทำความเข้าใจเด็กและวัยรุ่นเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า

“เลี้ยงเด็กไม่เหมือนการทำอาหาร เลี้ยงเด็กแต่ละคนเราต้องใช้วิธีที่ต่างกัน เราใช้วิธีเดียวกันจัดการกับเด็กทุกคนไม่ได้ เด็กบางคนเลี้ยงง่าย บางคนเลี้ยงยาก บางคนกล้าแสดงออก บางคนขี้อายเราก็ต้องเข้าใจปัญหาและธรรมชาติของเขาด้วย เราจะไปเปลี่ยนธรรมชาติของเด็กไม่ได้ แต่ต้องช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเขาเอง”

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก จิตแพทย์คนนี้เองก็เติบโตมาไม่ต่างจากเด็กคนอื่นๆ นัก หมอมินเล่าให้เราฟังว่าเธอผ่านปัญหาชีวิตยอดฮิตในวัยเด็กเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ทั้งร้องไห้ตอนไปโรงเรียน โดนเพื่อนแกล้ง ผิดหวังจากการสอบไม่ติดโรงเรียนมัธยมปลาย แม้กระทั่งในวันที่ต้องตัดสินใจเรียนต่อ ชีวิตของเธอก็ยังคงคอนเซ็ปต์ของวัยรุ่นทั่วไปที่ต้องเจอทั้งความคาดหวัง ความไม่แน่ใจในตัวเองและแรงกดดันจากสังคมรอบข้าง

สุดท้ายเธอคิดอยากทำความเข้าใจปัญหาเหล่านี้ให้มากขึ้น จนทำให้ตัดสินใจสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะแพทยศาสตร์และเลือกเรียนเกี่ยวกับจิตแพทย์เด็ก

“หมออยากเป็นหมอเด็กค่ะ แต่ว่าถ้าเป็นกุมารแพทย์ทั่วไปก็จะมีพวกเคสฉุกเฉินทางร่างกาย เราไม่ได้ชอบตรงนั้นมาก ชอบพูดคุยมากกว่า ก็เลยมาเรียนทางด้านจิตแพทย์เด็ก”

ด้วยความสนใจด้านงานเขียนเป็นทุนเดิม (ชนิดที่ว่าเธอเองเกือบจะเลือกเรียนอักษรมาแล้ว) บวกกับสิ่งที่ได้เรียนมาและประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งคนที่เข้าใจเด็กและวัยรุ่นเป็นอย่างดี หมอมินจึงตัดสินใจใช้ความชื่นชอบและทักษะการสื่อสารมาเปิดเพจออนไลน์ ถ่ายทอดความรู้ที่เธอเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่ได้ผ่านมาอ่านไม่มากก็น้อย

หลายปีผ่านไป ความรู้เรื่องเลี้ยงเด็กและวัยรุ่นที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย พิสูจน์ชัดเจนว่าหมอคนนี้ไม่ได้ช่วยเหลือคนได้เพียงแค่ในห้องตรวจเพียงอย่างเดียว

02   ต้องช่วยเขา

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

คุณหมอเล่าให้เราฟังว่าช่วงวัยของเด็กแบ่งง่ายๆ ได้เป็น 3 ช่วง แต่ละช่วงมีปัญหาแตกต่างกันไปตามวัย อย่างเด็กเล็กช่วง 0-5 ปี มักพบปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรม การกินยากหรือนิสัยที่ยากจะควบคุม พอโตมาหน่อย เด็กประถมช่วง 6-12 ปี ปัญหามักจะเปลี่ยนเป็นเรื่องที่โรงเรียน โดนเพื่อนแกล้งบ้าง มีปัญหากับครูบ้าง หรือว่าเรียนตามเพื่อนไม่ทัน พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นหรือช่วงอายุ 12 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเจอกับเรื่องอารมณ์ที่ผันผวนง่าย ความไม่เข้าใจกันระหว่างเด็กกับพ่อแม่ ยาวไปจนถึงปัญหาติดเกม ติดเพื่อน ยิ่งในปัจจุบันปัญหาจากโลกออนไลน์ก็เป็นอีกเรื่องน่าห่วงที่คุณหมอเล่าว่ายังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่ตามไม่ทันและไม่เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

“พ่อแม่ส่วนหนึ่งเข้าใจเรื่องนี้ แต่ว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยรู้เท่าทันเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ บางคนยังคิดว่าการที่เขายื่นสมาร์ทโฟน เปิดแทบเบล็ตให้ลูกต่อยูทูปได้ตามสบายมันไม่เป็นไร เหมือนกับการให้ของเล่นเด็กชิ้นหนึ่ง แต่จริงๆ มันไม่ใช่ค่ะ”

จิตแพทย์คนนี้เห็นปัญหาเกี่ยวกับเด็กในปัจจุบันอย่างชัดเจน เธอพบว่าความรู้จากทั้งประสบการณ์การเป็นหมอและสิ่งที่ได้เรียนมาน่าจะเป็นประโยชน์หากได้นำมาบอกเล่าอย่างถูกวิธี เพราะน่าสังเกตว่าเราต่างรับรู้ถึงภัยอันตรายจากโลกออนไลน์ แถมยังเข้าใจกันดีด้วยว่าผู้ปกครองจำนวนหนึ่งยังตามไม่ทันสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ แต่เราก็พบคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เหล่านี้หรือวิธีการรับมืออย่างถูกต้องสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ได้น้อยเหลือเกิน

สารพัดเพจเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กอาจเป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่บ้าง แต่ในหลายๆ ครั้งเราก็พบว่าเพจเหล่านั้นมักเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นแบบตรงไปตรงมาเหมือนกับอ่านบทความวิชาการ หรือบางทีก็เป็นการโพสต์คำคมเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กสั้นๆ

แล้วเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อให้คอนเทนต์ที่ดูจริงจังเหล่านั้น สามารถเชื่อมโยงและเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ทั้งเด็กและผู้ปกครอง — นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

“จริงๆ คิดว่าอยากทำเพจมาสักพักแล้ว”

คุณหมออธิบายที่มาที่ไปของการเกิดเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา เธอเองอยากลองทำเพจเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กตามที่ได้เรียนมาเพื่อสื่อสารกับพ่อแม่และเด็กๆ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีไม่น้อย จากวันนั้นถึงวันนี้เพจนี้มีอายุได้ 5 ปีแล้ว ถ้าเทียบกันก็คงจะเป็นเด็กตัวน้อยที่คงอยู่ในวัยช่างพูดช่างคุย

“ตัวที่เป็นตัวกระตุ้นจริงๆ น่าจะเป็นตอนไปทำโครงการจิตแพทย์รุ่นเยาว์ของสมาคมจิตแพทย์ เราอยู่ในโครงการนี้ด้วย แล้วอาจารย์เขาให้คิดโครงการอะไรก็ได้ที่คิดว่าจะทำเพื่อสังคม เราเลยเอางานนี้ที่เราอยากจะทำกันตั้งนานแล้วมาทำ จับกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่เป็นจิตแพทย์เด็กอีก  3 คน”

ปัจจุบันด้วยภาระหน้าที่ แอดมินเพจคนอื่นๆ จำเป็นต้องแยกย้ายกันไปตามเส้นทางงานของตนเอง ทำให้เหลือเพียงคุณหมอมินที่ยังคงดูแลเพจอย่างสม่ำเสมอ และตั้งใจจะช่วยเข็นเด็กขึ้นภูเขาต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

03   เอาใจเขา มาใส่ใจเรา

อะไรคือสิ่งที่ผู้ปกครองมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก

นี่เป็นสิ่งที่เราสงสัยหลังจากได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กในปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่าคำตอบที่ได้รับคือเรื่องเบสิกที่นึกดูดีๆ ก็คือเรื่องที่เราละเลยไป หรือถ้าหากย้อนมองกลับไปตอนที่ยังเป็นเด็ก เราคงจะเข้าใจเรื่องขัดใจเหล่านั้นได้ดีทีเดียว อย่างการต้องเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันต่อหน้า นี่อาจเป็นเรื่องที่มักจะถูกละเลยจากผู้ปกครองเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้

“พ่อแม่มักจะรู้สึกว่าการเลี้ยงลูก ถ้าเด็กยังเล็กอยู่เขาจะไม่รู้เรื่องอะไรหรอก อย่างเช่นถ้าเป็นเด็กทารก พ่อแม่บางทีจะทะเลาะกันต่อหน้า ตะโกนเสียงดัง แต่ความจริงเด็กเขาสัมผัสได้จากบรรยากาศของความน่ากลัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้ใหญ่มักเข้าใจผิดคือคิดว่าเด็กเล็กมักจะไม่รู้เรื่องอะไร แต่สิ่งเหล่านั้นมันจะติดตัวเขาไปจนโตเลย”

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

หรือปัญหาอย่างการโดนบังคับแบบไม่ถูกช่วงวัย ก็ตามมาสู่ปัญหาเรื้อรังยาวไปจนเด็กโตเป็นวัยรุ่น

“บางครั้งพ่อแม่จะเข้าใจว่าให้อิสระลูกก่อนแล้วค่อยไปจำกัดขอบเขตตอนที่เขาโตขึ้น แต่มันไม่ใช่ กลับกัน เราต้องให้ขอบเขตกับเด็กเล็กว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้ แล้วตอนโตเขาจะรู้เอง พอลูกโตขึ้นก็ต้องลดการบังคับลงบ้าง บางครั้งพ่อแม่เลี้ยงลูกวัยรุ่นแบบเด็กเล็กๆ คือ ชอบสั่ง เด็กจะต่อต้าน ต้องเปลี่ยนเป็นฟังเขาให้มาก บังคับให้น้อย เอาที่จำเป็น คุยกับเขาให้เหมือนเพื่อนมากขึ้น คืออาจจะไม่ใช่เพื่อนแต่ต้องเป็นพ่อแม่ที่เป็นเพื่อนเขาได้ด้วย”

รวมถึงปัญหาประเภทพ่อแม่ไม่เข้าใจฉันที่ก็ดูจะเป็นเรื่องยอดฮิตไม่แพ้กัน ด้วยความแตกต่างระหว่างช่วงวัยที่นำไปสู่การทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ

“ผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่าเด็กก็จริง แต่ว่าบางครั้งประสบการณ์หรือความคิดของผู้ใหญ่มันก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป หรือการที่ผู้ใหญ่คิดไม่ตรงกับเด็กจะต้องแปลว่าผู้ใหญ่ถูกเสมอ”

หลายคนคงเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี ในฐานะคนที่เคยเป็นทั้งเด็กและวัยรุ่นมาก่อน เราคงสามารถตอบได้อย่างเต็มปากว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบการโดนสอนหรือบังคับแบบไหนจากพ่อแม่ แต่เอาเข้าจริงเมื่อกลายเป็นพ่อแม่เสียเอง เราอาจหลงลืมความรู้สึกในวัยเยาว์และเข็นเด็กไปอีกทาง

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

04   ตรงกลาง ระหว่างเขา

หมอมินใช้เวลาอยู่พอสมควรเพื่อทำความเข้าใจการเล่าเรื่องในโลกออนไลน์ และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเนื้อหารวมไปถึงวิธีการเล่าเรื่อง จนนำมาสู่คอนเทนต์ที่เข้าใจง่ายทั้งกับเด็กและผู้ปกครองแถมยังแฝงไปด้วยความบันเทิงอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

“แต่ก่อนก็จะเขียนแบบทั่วไปแนวเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความพยายาม ความรับผิดชอบตรงๆ เลย บางทีก็เอาคำคมการเลี้ยงลูกของคนอื่นมาโพสต์ ตอนนั้นยังเขียนไม่ค่อยเก่งก็จะเขียนสั้นๆ ตรงไปตรงมา หลังๆ เราก็เอาสื่อเข้ามาช่วยเป็นสื่อกลางระหว่างเรากับคนอ่าน”

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

งานใหญ่เลยคือการนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ ใกล้ตัวมาเล่าด้วยเทคนิคหลักคือการใช้ภาษาเข้าใจง่าย อย่างการยกเคสตัวละครต่างๆ จากซีรีส์ฮอร์โมน วัยว้าวุ่นขึ้นมาจนทำให้เพจกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ปกครองในโลกออนไลน์ เพราะคุณหมอมองว่าเรื่องบางเรื่องอาจเป็นประเด็นที่เด็กๆ สนใจ แต่จะไม่ดีกว่าหรือถ้าข้อความเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ควรจะเข้าถึงด้วยเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับที่ในช่วงหลังๆ เราจะเห็นคอนเทนต์ยอดฮิตจากหนังเรื่อง น้องพี่ที่รัก ประเด็นการสอบแอดมิชชั่นไปจนถึงเคสต่างๆ ที่คุณหมอเจอในชีวิตประจำวันที่นำมาดัดแปลงและเล่าสู่กันฟัง

ถึงแม้คุณหมอจะบอกว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเพจจะเป็นกลุ่มพ่อแม่ที่อยากจะทำความเข้าใจกับลูกๆ ให้มากขึ้น แต่หลังจากที่คอนเทนต์เกี่ยวกับซีรีส์ดังกล่าวถูกปล่อยออกไป ก็มีเด็กๆ และผู้ปกครองจำนวนหนึ่งที่หลังไมค์เข้ามาเพื่อปรึกษาปัญหาที่ใกล้เคียงกับเรื่องของตัวเอง

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

แบบนี้เราจึงอดสังสัยไม่ได้ว่าการทำงานในฐานะจิตแพทย์ที่ดูจะมีงานหนักพอตัว และการเป็นแอดมินเพจที่ต้องเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตาที่เข้ามาพร้อมปัญหาในแต่ละวัน การรับมือจะเป็นเรื่องยากสักแค่ไหน เธอตอบเราได้ในทันทีว่าการเป็นที่ปรึกษานั้นไม่ใช่เรื่องยาก ตราบใดที่เรายังคงสามารถวางอุเบกขาไว้ได้

“หลักของจิตแพทย์คือเราเข้าใจเขา แต่ไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับเขา เพราะเราช่วยเขาได้เต็มที่ในส่วนของเราเท่านั้น”

  หมอมินยิ้มอย่างใจดี ความใจเย็นของเธอ เราเองยังสัมผัสได้ทั้งจากการพูดคุยกันและข้อความในแต่ละครั้งที่เธอโพสต์ลงในเพจ แม้คุณหมอไม่ได้มีลูก แต่ช่วงวัยที่อยู่ระหว่างวัยรุ่นกับวัยพ่อแม่ ทำให้เธอเอื้อมไปทำทั้งสองช่วงวัยด้วยความเข้าใจเต็มเปี่ยม เคล็ดลับความสำเร็จของเธอคือความเชื่อที่ว่าความเข้าใจไม่ได้เกี่ยวกับอายุ แต่อยู่ที่ความตั้งใจต่างหาก

05   สู่ยอดเขา

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

“อย่างน้อยการมีเพจนี้ก็คิดว่าน่าจะทำให้ผู้อ่านสามารถจัดการกับตัวเองและคนใกล้ตัวของเขาได้ไม่มากก็น้อย และอาจจะทำให้เกิดการป้องกันก่อนที่จะมีปัญหา เช่นเรื่องสัมพันธภาพระหว่างพ่อ แม่ ลูก ปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก คือพ่อแม่ส่วนใหญ่รักลูกแต่เขาก็จะขาดความรู้ความเข้าใจบางอย่างในการดีลกับลูก บางทีมันก็เลยกลายเป็นปัญหาปลายทางไปแล้ว เลยคิดว่าถ้าเราทำเพจคอนเทนต์เราอาจจะช่วยไปดักที่กลางทาง หรือว่าต้นทางก่อน”

คุณหมอปิดท้ายถึงความคาดหวังที่เธอคิดว่าอยากจะทำให้เป็นจริง

“แล้วแบบนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง” นี่เป็นความสงสัยที่เกิดขึ้นจากเรา

“อาจจะไม่ได้มีเส้นแบ่งชัดเจนว่าต้องมาเมื่อไหร่ บางทีลูกไม่ได้มีปัญหา แต่ลูกอาจจะย้ายโรงเรียน กลัวมีปัญหามาปรึกษาก่อนก็ได้เหมือนกัน แต่ถ้าถามว่าเมื่อไหร่ที่คิดว่าควรจะมา ก็ต้องดูเกณฑ์กว้างๆ ว่าอาการของเด็กเริ่มมีผลต่อชีวิตไหม เช่น ชีวิตการเรียน ชีวิตประจำวัน มีผลต่อชีวิตคนอื่น เช่น เด็กดื้อมากจนพ่อแม่เครียดปวดหัว นอนไม่หลับ แบบนี้ก็ติดต่อมาเถอะ”

ในที่สุดแล้วเราก็พบว่าความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการทั้งหมดที่จะสร้างให้เด็กหนึ่งคนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่คุณภาพในตัวเด็กเองเท่านั้น แต่นี่หมายรวมถึงคุณภาพภายในครอบครัวด้วย

“ถึงแม้โลกมันจะโหดร้ายอย่างไร แต่ถ้าเขากลับมาเจอพ่อแม่ที่เป็นที่พึ่งทางใจ หมอว่าเด็กก็จะค่อยๆ ผ่านอะไรๆ ไปได้”

บทสนทนาของเราที่ลากยาวมาจนถึงเรื่องความกดดันและประเด็นสังคมยอดฮิตอย่างการสอบที่ดูจะเกิดขึ้นในเด็กทุกยุคทุกสมัยกับเรื่องของแรงกดดันที่พวกเขามักได้รับจากครอบครัว ถึงจะเป็นเรื่องยาก (มากๆ) ในการปรับเปลี่ยนความคิด แต่ก็เป็นเรื่องน่าลองที่จะทำความเข้าใจ เพราะในเสี้ยวหนึ่งของชีวิต เราก็เคยผ่านมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น

พอได้ยินแบบนี้เราว่าความจริงแล้วการเข็นเด็กคนหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ยอดเขาก็คงอยู่ไม่ไกลสักเท่าไหร่

เข็นเด็กขึ้นภูเขา : เพจเลี้ยงลูกของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่เยาวชนอยากให้พ่อแม่อ่าน

Writer

Avatar

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load