21 พฤศจิกายน 2562
7 K

‘แค่ต่างวัย และไม่ได้มาจากต่างดาว’ คือสโลแกนของเพจ ‘มนุษย์ต่างวัย’ ของ ประสาน อิงคนันท์ ที่เรารู้จักเขาผ่านรายการ คนค้นฅน และ กบนอกกะลา

เขาคือผู้คร่ำหวอดในแวดวงรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวกับเรื่องของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นรายการ ลุยไม่รู้โรย หรือ The Senior รุ่นใหญ่หัวใจไร้ขีดจำกัด ด้วยความถนัดและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ประประสานตัดสินใจสร้างเพจเฟซบุ๊กขึ้น โดยถ่ายทอดเรื่องราวของผู้สูงอายุ เพื่อปรับทัศนคติไม่ใช่แค่ที่ผู้สูงอายุมีต่อตัวเอง แต่มุมมองที่คนอื่นมีต่อพวกเขาด้วย

ประสาน อิงคนันท์ ‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

‘มนุษย์ต่างวัย’ จึงนำเสนอเรื่องราวของผู้สูงอายุในมุมมองที่เราอาจไม่เคยสัมผัส ตั้งแต่ผู้สูงอายุเจ๋งๆ ที่ไม่ได้รำไทเก๊กหรือเต้นลีลาศเวลาว่าง ไปจนถึงความหมายเบื้องหลังการส่งไลน์สวัสดีวันจันทร์ที่ลูกหลานเก็บกลับมาล้อทุกครั้งที่ได้รับ เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้สูงอายุและความคิดที่แตกต่างระหว่างวัย เหมือนอย่างที่ประสานบอกไว้ว่า สังคมสูงอายุไม่ใช่เรื่องของพวกเขาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคน

หลังจากการคุยกับประสานในวันนั้น เราได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ แม้จะยังมีบางอย่างที่เราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของญาติผู้ใหญ่บางคน แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าสุดท้ายเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างของเขาหรอก แค่เรียนรู้ว่านั่นคือความแตกต่าง ความแตกต่างที่เกิดจากประสบการณ์และยุคสมัยที่โตมา แค่นั้นก็ทำให้ ‘มนุษย์ต่างวัย’ ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจแล้ว

‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

ประสานให้ต่างวัยเข้าใจกัน

ตั้งแต่สมัยที่ทำรายการโทรทัศน์ ประสานก็เหมือนคนอื่นๆ ที่เคยคิดว่าเรื่องสูงอายุไม่สนุก

“เหมือนมีชุดความคิดว่าคนแก่ต้องทำอะไร ต้องเต้นลีลาศ เล่นเปตอง เล่นอังกะลุง หรือรำไทเก๊ก  ตอนทำรายการทีวีแรกๆ ก็มองกรอบนี้นะ แต่พอทำไปเรื่อยๆ กลับพบว่า กรอบทัศนคตินี้เป็นสิ่งที่เรานั้นล้วนคิดไปเอง ถึงแม้ว่าจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้สูงอายุบางกลุ่มที่ทำตามนี้จริงๆ แต่มันก็มีบางกลุ่มที่เชื่อในความสามารถและสมรรถภาพของตัวเองว่าเขายังแข็งแรงนะ มันเป็นเรื่องที่สังคมโลกตีกรอบทัศนคติที่มองผู้สูงอายุ”

“เราเลยทำรีเสิร์ชว่าเวลาสังคมไทยพูดถึงผู้สูงอายุเราพูดถึงอะไร แล้วส่วนใหญ่คือพูดถึงเรื่องคนแก่เงินออมสุขภาพ เราว่าเนื้อหาเหล่านี้ไม่ค่อยสนุก ไม่เซ็กซี่ ทั้งๆ ที่มีประเด็นอะไรพูดตั้งเยอะ ถ้าเราทำสังคมสูงอายุให้น่าสนใจ ลุ่มลึก เชื่อมโยงสังคมและคน มันก็น่าจะสนุกขึ้น”

เพราะผ่านการทำรายการประเด็นผู้สูงอายุ ทำให้ประสานมีประสบการณ์และมีมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เขาอยากให้คนอื่นรับรู้ถึงแง่มุมที่แตกต่างเกี่ยวกับผู้สูงอายุ อยากให้ประเด็นผู้สูงอายุเป็นเรื่องของคนทุกวัย รวมถึงอยากจูนทัศนคติของคนวัยอื่นกับวัยสูงอายุให้เข้าใจกันและกัน

“อย่างคลิปที่ทำเรื่องการส่งไลน์สวัสดีวันจันทร์ในไลน์ ‘ทำไมคนแก่ต้องสวัสดีวันจันทร์?’ คำตอบที่ได้คือ ที่ส่งบ่อยๆ เพราะอยากให้เพื่อนรู้ว่า ‘กูยังไม่ตาย’ คนที่เข้ามาดูคลิปก็เหมือนจูนทัศนคติของเขา เข้าใจถึงเหตุผลของการกระทำ แค่นี้ก็ตอบโจทย์ของเพจแล้ว

“เหมือนเราพูดถึงเรื่องโลกร้อน บางทีเรารู้ว่าโลกมันร้อนแต่เราสัมผัสไม่ถึง แตะต้องไม่เจอ เราก็เลยมาคิดดูว่าอะไรที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุให้เป็นสังคมของคนทุกวัยได้ เลยจับประเด็นเรื่องของทัศนคติ ก็คือทัศนคติของผู้สูงอายุที่มีต่อตัวเองว่าจะใช้ชีวิตยังไง อีกทัศนคตินึงคือทัศนคติของคนทั่วไปว่าเขามีทัศนคติต่อผู้สูงอายุยังไง”

‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

เพจคนแก่ที่เล่าเรื่องไม่แก่

ตอนแรกประสานก็ไม่ได้สนใจประเด็นผู้สูงอายุหรอก เพราะคิดว่าเรื่องนี้มันไม่สนุกเหมือนที่เราคิดกัน

ประสานเอาข้อมูลเชิงวิชาการมาทำให้น่าสนุกและจับต้องได้ โดยมองหาขอบเขตของคอนเทนท์ว่าทำได้แค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัย เรื่องช่องว่างระหว่างวัย เรื่องความสัมพันธ์ของวัย ทัศนคติมุมมองที่มีต่อวัย 

“แต่เพจเกี่ยวกับผู้สูงอายุก็มีเยอะ ทำไม ‘มนุษย์ต่างวัย’ จึงแตกต่างจากอันอื่น”

“ไม่บอกว่าต่างกันยังไง แต่เราเลือกจะทำแบบไหนมากกว่า หนึ่ง เรามีความถนัดเรื่องวีดีโอ โครงสร้างหลักจะเล่าผ่านวีดีโอ สอง เราเปิดเพจเพื่อให้เป็นมีเดียที่มีมีกลิ่นของการขับเคลื่อนทางสังคม ที่จะขยับให้คนมีความเข้าใจในสังคมสูงวัยมากขึ้น สาม งานที่เราทำไม่ได้คิดเล่นๆ อย่างเดียว เราเอามาจากงานวิจัยหลายๆ อัน เช่น เขาพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมสูงวัย รูปแบบสังคมจะเปลี่ยนไปยังไง เราก็เอางานวิจัยวิชาการมาถอดรูป อย่างที่เราทำรีวิวบ้านพักผู้สูงอายุ มันเป็นเทรนช่วงนี้นะ คุณต้องทำยังไง คุณรับได้แค่ไหนถ้าต้องไปอยู่หรือต้องพาพ่อแม่ไปอยู่ อีกหน่อยมันอาจจะมีคลิปที่วันนึงต้องส่งพ่อแม่ไปบ้านคนแก่จริงๆ  คุณคิดว่ายอมรับได้ไหม บาปไหม โดยตัวลักษณะเพจน่าจะต่างที่เรื่องนี้ เพราะเราต้องการทำเป็นเพจระยะยาว ยอดไลก์อาจจะไม่มาก ไม่ใช่เพจแมส แม้ว่าเราจะทำให้มันสนุกแต่ไม่ได้เป็นคลิปแค่เรียกยอดไลค์หรือวิว อยากให้คิดตาม”

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ‘มนุษย์ต่างวัย’ สร้างขึ้นเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัยดีขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น ‘คลิปอาม่าขายข้าวกล่อง’ เป็นเรื่องราวของอาม่าที่เคยทำข้าวกล่องให้หลานไปโรงเรียน พอวันที่ร้านเรียนจบ ชีวิตส่วนนี้ของอาม่าก็หายไปด้วย สิ่งที่หลานคนนี้ทำคือใช้ความรู้ที่ตัวเองมีทำแบรนด์ข้าวกล่องให้อาม่า เชื่อมความสัมพันธ์ของสองวัย และทำให้อาม่าได้มีชีวิตส่วนนั้นอีกครั้ง

“เราอยากให้คนรุ่นลูกตระหนักได้ว่าเขาสามารถชวนคุณพ่อคุณแม่ไปทำกิจกรรมได้ตั้งหลายอย่าง เช่น ลูกชายอายุ 21 ปี จะชวนพ่ออายุ 67 ปีไปถ่ายแบบก็ได้” 

ประสาน อิงคนันท์

ตุ๊กตาจำลอง

‘มนุษย์ต่างวัย’ เติบโตมาเรื่อยๆ จนอายุ 7 เดือนแล้ว จากมีเดียที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับทัศนคติของผู้สูงวัยและคนรอบตัว กลายมาเป็นตุ๊กตาจำลองของคนกลุ่มอายุประมาณ 35 ขึ้นไป

“คนอายุ 35 หรือ 40 บางคนจะเริ่มคิดว่าเขาจะแก่ไปเป็นแบบไหน เช่น เขาดูวีดีโอเราเสร็จอาจจะคิดว่าอยากแข็งแรง อยากเฟี้ยว นั่นคือการสร้างภาพให้คนกลุ่มนี้เห็น อย่างคลิปโสดสตรอง ที่เป็นเรื่องคนโสดอายุหกสิบแต่ใช้ชีวิตแบบมีความสุข  หรือรีวิวบ้านพักผู้สูงอายุ กลุ่มคนดูคือ pre-older ไม่ใช่ผู้สูงอายุ เพราะสังคมมันเปลี่ยน มีคนโสดไม่แต่งงานเยอะมากขึ้น เขามองถึงรูปแบบของสังคมว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน แสดงว่าเขาวาดภาพสังคมในอนาคตที่เขาจะไปอยู่

“หรืออย่างคลิปอาม่าข้าวกล่องก็มีคนแท็กพี่น้องว่าปู่ย่าตายายที่บ้านเราก็ทำได้นะ กลายเป็นว่าตัวเนื้อหามันสร้างประสบการณ์ระหว่างคน เชื่อมโยงกับคนได้ แม้เพจจะอายุไม่กี่เดือน แต่ดีใจที่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายที่เราต้องการว่า สังคมสูงวัยมันคือสังคมของคนทุกวัยนะ”

ประสาน อิงคนันท์
‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

เราไม่สามารถลบใครออกไปจากสังคม

จริงๆ แล้ว ‘มนุษย์ต่างวัย’ ไม่ได้ต้องการให้เข้าใจคนแก่เพียงอย่างเดียว แต่อยากให้เข้าใจความหลากหลายของสังคมและต้องมองคุณค่าของกันและกันให้ออก

“อย่างคุณบอกว่าเขาเป็นไดโนเสาร์ แต่คุณไม่สามารถลบออกไปได้ บางทีคุณอาจจะคิดไม่ตรงกับเขา นับวันพื้นที่ของผู้สูงอายุถูกลืม กลายเป็นกลุ่มคนที่คุณไม่มอง สนใจแต่คนรุ่นเดียวกัน ลืมนึกถึงคนรุ่นเก่า ผู้สูงอายุต้องการพื้นที่ของพวกเขาในทุกๆ เรื่อง อย่างอาหาร คนแก่กินไม่เหมือนเรานะ เรื่องของใช้ด้วย หรือแม้กระทั่งเรื่องผี เราก็มีภาพจำเกี่ยวกับเรื่องผีไม่เหมือนกัน ผีออกจากตุ่มหรือช่องแอร์ ผีผมยาวๆ ชุดขาว (หัวเราะ)  

“ในอนาคตเราอาจจะชวนให้บริษัทต่างๆ มอบสิทธิพิเศษให้พนักงานที่ต้องพาพ่อแมไปหาหมอ เพราะอีกหน่อยคนแก่จะเยอะขึ้น คนวัยเราก็จะมีภาระเพิ่มอีกอย่าง เช่น พาพ่อไปหาหมอทุกวันพุธ ถ้าลาบ่อยก็โดนไล่ออก หรือคนวัยมีครอบครัวก็ต้องเลี้ยงลูกเล็ก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของวัยเหมือนกันนะ พอวัยเปลี่ยน สถานะบางอย่างก็เปลี่ยน หน้าที่ก็เปลี่ยน ซึ่งสังคมยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับตรงนี้”

ประสาน อิงคนันท์ ‘มนุษย์ต่างวัย’ เพจที่อยากให้สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย

ก่อนจะจบบทสัมภาษณ์ในวันนั้น ประสานยกคำพูดของ เป๋า – กมลศักดิ์ สุนทานนท์  หรือ เป๋า วงนั่งเล่น ที่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

“ที่สุดแล้ว สูงวัยหรือไม่สูงวัยมันเป็นเรื่องของศิลปะการใช้ชีวิต อายุสามสิบก็มีความสุขแบบสามสิบ อายุหกสิบก็มีความสุขแบบหกสิบ หัวใจที่จะมีความสุขตอนแก่คือต้องทำความเข้าใจความสุขในแต่ละช่วงวัยที่มันเกิดขึ้น ความสุขอาจจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย มันคือเรื่องของศิลปะการมองเห็นชีวิตว่าคุณจะมีความสุขแบบไหน”

Writer

ดลชนก ชูประยูร

เด็กรัฐศาสตร์ที่ชีวิตขับเคลื่อนด้วยของกิน หลงรักแสงแดดและเงาตกกระทบ เชื่อว่าทุกคนสามารถมีความสุขได้ด้วยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง

Photographer

ธัชชา ศุภกิจเจริญ

นักเรียนกราฟิคดีไซน์ชื่อฟ้า ผู้ฝึกงานถ่ายภาพกับบริษัทก้อนเมฆ หลงรักกล้องฟิล์ม และออกเดินทางเพื่อสะสมเรื่องราวลงกลักฟิล์มม้วนใหม่เสมอๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมลืมสังเกตไปว่าในชื่อเพจ Sundae Kids มีตัวอักษร ‘s’ ต่อท้าย ซ้ำร้ายยังลืมสังเกตว่าในโลโก้แสนน่ารัก มีเด็กหญิงและเด็กชายอยู่ในนั้น

Sundae Kids

ผมจึงแปลกใจไม่น้อยที่เมื่อนัดพบเจอกันแล้วเจอหนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาว ด้วยไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพจที่ปัจจุบันมียอดคนไลก์กว่า 7 แสนนั้นสร้างโดยคนสองคน

โป๊ยเซียน-ปราชญา มหาเปารยะ และ กวิน เทียนวุฒิชัย คือคนทั้งสองที่ว่า

หากเรามองว่างานที่ออกสู่สายตาสาธารณะสะท้อนตัวตนคนทำคนวาด เท่าที่ติดตามเพจคอมิกไม่กี่ช่องจบทำให้ผมเดาล่วงหน้าว่าผู้ที่เป็นเจ้าของ Sundae Kids น่าจะเป็นคนขี้เล่นและมีอารมณ์ขันแบบเด็กๆ ทั้งยังเป็นคนสนใจและใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์

ช่่วงหนึ่งของการพูดคุยโป๊ยเซียนบอกว่า เธอเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ ผมจึงอยากลองวาดภาพชีวิตเธอด้วยตัวอักษรบ้าง  และหวังว่าคนอ่านคงเพลิดเพลินกับความ kid ของเขาและเธอ

Sundae Kids

ช่องที่ 1

“เราเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ”

หากมองชีวิตของโป๊ยเซียนเป็นคอมิก ช่องแรกๆ ที่บอกเล่าชีวิตที่ผ่านมาน่าจะเป็นรูปเธอกำลังนอนอ่านการ์ตูนอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว และไม่ว่าเธอจะรู้ตัวหรือไม่ เราย่อมเห็นตรงกันว่าสิ่งที่เธออ่านที่ผ่านมามีส่วนหล่อหลอมเธอไม่น้อย

“สำหรับเราการ์ตูนไม่ได้ไร้สาระนะ” เธอเล่าเมื่อชวนเธอย้อนมองสื่อที่เรียกว่าการ์ตูน “จริงๆ เราเป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ต่อให้อ่านหนังสือสอบหรืออะไรก็ตาม เราเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ เราจะชอบดูภาพมากกว่าอ่านตัวหนังสือ การ์ตูนเราอ่านมาหมดเลยนะ ตั้งแต่การ์ตูนตาหวาน Slam Dunk ก็อ่าน หรือหลายๆ เรื่องของ ไอ ยาซาว่า หนึ่งในนักเขียนการ์ตูนที่เราชอบ เพราะว่ามันไม่ได้หวานใส เขาจะมีความดาร์ค มันทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้สวยหรูนี่หว่าผ่านการ์ตูน

“เราชอบคิดว่าเขาทำได้ยังไงที่ให้มันสามารถเล่าอารมณ์ได้เยอะมากทั้งที่มันเป็นแค่ภาพ ทุกคนสามารถรับรู้ได้ แล้วอีกอย่างคือ มันได้ความรู้สึก ได้อารมณ์ ได้เห็นบรรยากาศ คือการ์ตูนมันไม่ใช่สำหรับเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็อ่านได้ เราเชื่อว่าอย่างนั้น” หญิงสาวย้ำหนักแน่นถึงการ์ตูนบนโลก ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปเพียงคอนเทนต์ในเพจของเธอ

ตอนนั้นมีความฝันอยากเป็นนักวาดเลยไหม” ผมสงสัย

“เรายังไม่ได้มีความฝันจะเป็นคนวาดการ์ตูน แค่ชอบอ่าน ชอบวาดรูป แต่ไม่ได้คิดถึงขนาดว่าวันหนึ่งฉันจะเป็นนักเขียนการ์ตูน เราแค่ชอบวาดรูป รูปไหนสวยก็ลองวาดตาม เราแค่รู้สึกสนุก”

‘แค่รู้สึกสนุก’ ผมได้ยินคำนี้มาบ่อยครั้ง และพบว่ามันคือสิ่งสำคัญของการเริ่มต้นบางอย่าง

เมื่อชีวิตเคลื่อนมาถึงทางแยกหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เชื้อความชอบการ์ตูนและทักษะในการวาดภาพประกอบในคอมพิวเตอร์ของเธอก็ได้ใช้งาน โดยกวินเป็นผู้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเธอนั้นน่าสร้างบางสิ่งบางอย่างที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้โดยไม่ต้องพาตัวเองเข้าสู่ระบบงานประจำ จึงแนะนำว่าให้สร้างเพจ โดยชายหนุ่มจะทำหน้าที่คล้ายบรรณาธิการ คอยช่วยคิดเนื้อหาและแนะนำเรื่องลายเส้น ส่วนหญิงสาว นอกจากคิดแล้วเธอยังเป็นคนวาดภาพทุกภาพที่เราเห็น

และนั่นคือที่มาของเพจที่ใครหลายคนกดไลก์อยู่แล้ว-บางคนอาจกด See First ด้วยซ้ำ

เพจนั้นชื่อ Sundae Kids

Sundae Kids Sundae Kids

ช่องที่ 2

“มันเกี่ยวกับความรัก”

นับตั้งแต่วันแรกที่มีคนตามหลักหน่วยจนถึงวันนี้ที่มีคนตามหลักแสน เนื้อหาในเพจของเธอเล่าหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องที่ผ่านตาผมบ่อย ผ่านเพื่อนๆ สาวๆ ที่แชร์มาในไทม์ไลน์มักเป็นเรื่องความสัมพันธ์

เธอและเขาสนใจอะไรในสิ่งนั้น ผมก็สงสัย

“ตอนแรกไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ” กวินออกตัวก่อนที่โป๊ยเซียนจะเสริม “ไม่หรอก เหมือนเราอยู่กับเรื่องความสัมพันธ์ เราเจอทุกวัน ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับคนรอบข้าง แม้เราไม่ได้ตั้งใจหรือวางไว้ว่าเราจะเน้นเล่าแต่เรื่องนี้ก็ตาม เราแค่คิดว่าเจอเรื่องราวที่เราชอบเราก็จะเขียน แต่พอวาดออกมามันดันเป็นความสัมพันธ์เยอะ ความจริงก็คิดนะว่าอยากเขียนเรื่องอื่นบ้าง ซึ่งถ้าวันหนึ่งเราเจอเรื่องถูกใจอื่นๆ เราก็อาจจะเขียนแหละ”

Sundae Kids Sundae Kids

เขาและเธอบอกว่าถ้าให้ย้อนวิเคราะห์ อีกสาเหตุหนึ่งที่เรื่องความสัมพันธ์กินพื้นที่ในไทม์ไลน์มากกว่าเรื่องอื่นเป็นเพราะสิ่งที่ทั้งสองเสพ ไม่ว่าจะเป็นหนังที่ดู เพลงที่ฟัง หรือหนังสือที่อ่าน

“ส่วนใหญ่ทั้งหนัง เพลง หนังสือ หลายๆ อย่างที่เราเสพมันพูดถึงความรัก เราคงเสพอะไรแบบนี้เยอะในชีวิตประจำวัน มันเลยมีส่วน เพราะมันมีอัตราส่วนเยอะกว่าในชีวิต”

หากเจาะลึกลงไปในคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์เราจะพบว่ามันถูกแบ่งเป็นความสัมพันธ์ที่สมหวังและผิดหวัง ซึ่งหากเราเชื่อว่าตัวเลขบ่งบอกความจริงบางอย่างได้ เราจะพบว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคที่คนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบความเจ็บปวด เสียใจ ผิดหวัง เมื่อยอดไลก์ของคอนเทนต์เหล่านั้นมันมักพุ่งทะยานอย่างมีนัยสำคัญ

Sundae Kids Sundae Kids

“จริงๆ เราไม่ใช่คนฟูมฟาย ไม่ใช่คนตั้งสเตตัสเวลาผิดหวังอะไรเลย แต่เราก็คิดว่าการที่โพสต์ซึ่งเกี่ยวกับความเศร้ามีคนชอบ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาก็เป็นคนแบบเรา เขาอาจจะไม่ฟูมฟายในเฟซบุ๊กของตัวเอง แต่พอเขาเห็นเมสเสจที่เขาชอบ เขาก็เลยไลก์และแชร์โดยที่เขาไม่ต้องพูดด้วยตัวเอง

“อาจจะเป็นแบบนั้น เพราะเราก็เป็นแบบนั้นโป๊ยเซียนลองวิเคระห์

“แล้วต้องคำนึงถึงความจริงไหมในโลกของการ์ตูน” ผมสงสัย เพราะบางเหตุการณ์ในคอมิกของเธอก็ทำเอาคนสงสัยว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ

“ไม่ เราไม่ได้คาดหวังให้คนอ่านเชื่อ เราอยากให้คนอ่านรู้สึกมากกว่า สำหรับคนที่รู้สึกนะ อย่างตอนที่วิ่งสะดุดหินล้ม ถ้าคนที่ไม่อินเขาก็จะรู้สึกว่า อะไรเนี่ย คนเขาทำอย่างนี้กันด้วยเหรอ ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนที่เขาไม่เข้าใจเขาจะต้องมาเชื่อว่ามันมีอย่างนี้จริงๆ แต่เราชอบที่จะให้คนรู้สึกไปด้วย คนที่อินเขาก็จะคิดว่ามีโมเมนต์แบบนี้ด้วย

Sundae Kids

“บางคนก็อินบ็อกซ์มาบอกว่ามันตรงกับชีวิตเขามากเลยก็มี เราก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้วเรื่องที่เราคิดว่ามันไม่มีจริงๆ คนก็เจอกันเยอะเหมือนกัน การที่คนมาไลก์เพจเราอาจจะเป็นเพราะว่าเขาก็เจอเรื่องราวคล้ายๆ กับเรามาเยอะเหมือนกัน”

ช่องที่ 3

“โรแมนติกยุคใหม่”

แม้ด้วยสถานะเขาและเธอจะเป็นคนไทย แต่สิ่งที่เธอทำไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แค่คนไทยอ่าน

ทั้งสองบอกว่าเพจ Sundae Kids ทำเพื่อนำเสนอสู่สายตาคนอีกโลก ซึ่งโลกนั้นในความหมายของเขาและเธอคือโลกออนไลน์ ซึ่งไร้เส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ นักอ่านในต่างประเทศอาจจะเห็นคอมิกของเธอพร้อมๆ (หรือก่อน) เพื่อนเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ กันด้วยซ้ำ

Sundae Kids

“เราคิดว่ามันเป็นเครื่องมือที่มีพลังเยอะมากในปัจจุบัน อย่างเราเขียนการ์ตูนเราก็ไม่ได้เขียนให้เฉพาะคนไทยอ่าน” กวินตอบเมื่อผมชวนคุยถึงเครื่องมือในโลกออนไลน์ “เราว่าโลกเดี๋ยวนี้มันไมได้แบ่งว่าคนไหนอยู่ประเทศไหนแล้ว มันกลายเป็นแค่โลกในอินเทอร์เน็ตกับโลกนอกอินเทอร์เน็ตเท่านั้นแหละ ซึ่งเราทำให้คนในโลกอินเทอร์เน็ตอ่าน โดยไม่จำกัดว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน”

“ทั้งในโลกจริงและในคอมิกของคุณก็มีการสื่อสารกันผ่านโลกออนไลน์ คุณมองการสื่อสารแบบนี้ยังไง คิดว่ามันฉาบฉวยไหม” ผมชวนเขาคิด

“เรามองว่าจริงๆ มันก็โรแมนติก” กวินตอบหลังจากนิ่งคิดไม่นาน “การที่เราคุย Skype กันมันก็เป็นโรแมนติกยุคใหม่ คือเราไม่ได้มองว่าการเขียนจดหมายจะโรแมนติกกว่าการคุยสไกป์ แค่มันคนละยุคกัน ถ้าต่อไปมีเครื่องมือสื่อสารที่ดีกว่านี้ คนรุ่นหน้าก็อาจจะมองว่าการคุยสไกป์โรแมนติกจังเลยก็ได้ เหมือนที่เรามองว่าจดหมายโรแมนติก หรือการที่เรากลับไปนึกถึงเวลาที่เราแชท MSN แล้วบอกว่าเราอยากมีเวลาโมเมนต์นั้นจังเลย ที่การรอคนออนไลน์เราก็คิดว่ามันก็โรแมนติก

“คือสุดท้ายมันก็แค่คนยุคต่างกันไม่เข้าใจกันแหละ คนที่เป็นพ่อแม่เราเขาไม่เคยเล่น MSN ไง ก็เลยบอกว่ามันไม่โรแมนติกเหมือนจดหมายหรอก แต่เราถือว่าทุกอย่างมันก็มีเสน่ห์ในยุคของมัน”

ช่องที่ 4

“มันเป็นเหมือนสถานที่ที่เราเติบโต”

ล่าสุด-หลังจากวาดคอมิกไม่กี่ช่องจบลงเพจมา 3 ปี เต็ม-เขาและเธอก็ลุกขึ้นมาเปิดเว็บไซต์ readsundaekids.com เพื่อวาดเรื่องยาวลงในนั้น

Graphic Novel เรื่องแรกที่ออกสู่สายตาแฟนๆ ในโลกออนไลน์ชื่อว่า CLOSE TO YOU

CLOSE TO YOU

“อย่าง CLOSE TO YOU ตอนแรกเราแค่เล่าเรื่องถึงโมเมนต์นั้นของชีวิต มันเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตของคนนั้น ตัวละครเอกมันผิดหวัง ซึ่งเราคิดว่าทุกคนมันเคยผิดหวัง ทุกคนก็น่าจะเคยมีจุดต่ำสุดของชีวิตแน่นอน ไม่ว่าเรื่องการงาน ความรัก หรืออะไร มันต้องเคยผ่าน ณ โมเมนต์นั้น

“เราเชื่อว่าคนเขาน่าจะเข้าใจตัวละคร ที่บอกว่าความสุขอาจจะขายไม่ดีเท่าความเจ็บปวด เราว่าบางทีคนเราตีความคำว่าความสุขไม่เหมือนกัน การที่พูดเรื่องความสุขออกมา บางคนอาจจะไม่ได้คิดว่านี่คือความสุขก็ได้ สมมติคนเขียนเรื่องความสุขมาอย่างหนึ่ง เราอ่านเราอาจจะคิดว่ามันไม่ใช่นี่นา แต่เรื่องความผิดหวังเราว่าทุกคนคล้ายๆ กัน เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกัน เรารู้สึกเข้าใจกัน จะอกหักหรือตกงาน มันคือความผิดหวัง” เขาและเธอช่วยกันเล่า

หากนับจากวันแรกจนถึงวันนี้ คงไม่เกินเลยไปถ้าจะบอกว่าพวกเขาและเธอมาไกลกว่าที่คิด จากที่อาศัยแรงเพื่อนๆ ช่วยแชร์กัน ปัจจุบัน แต่ละภาพของพวกเขามีคนเต็มใจแชร์และเชียร์ให้เขาทำต่อไปวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าสามารถเลี้ยงปากท้องด้วยอาชีพนี้ได้แล้ว

“ต้องบอกว่าอาชีพวาดภาพประกอบมันแทบจะไม่มีอยู่จริงในไทย เพราะถ้าไปถามนักวาดภาพประกอบส่วนใหญ่เขาต้องมีอาชีพอื่น แล้วเขาจะได้รายได้หลักจากอาชีพนั้น เพราะฉะนั้น อาชีพนักวาดภาพประกอบก็จะเหมือนเป็นอาชีพเสริม เพราะว่าเมืองไทยยังไม่ค่อยเห็นค่าสิ่งนี้เท่าไหร่ แต่พอเราทำเพจแล้วมีการติดต่องานเข้ามา อาจจะไม่ได้เงินเยอะอะไรนะ แต่มันทำให้เราอยู่ได้ และเป็นอาชีพหลัก ซึ่งเท่านี้เราก็แฮปปี้แล้ว คือเราสามารถเรียกได้เต็มปากว่าเราเป็นนักวาดภาพประกอบ” กวินพูดด้วยรอยยิ้ม

CLOSE TO YOU

“จริงๆ เพจมันเป็นเหมือนสถานที่ที่เราเติบโต เป็นที่ทำงานแรกของเรา” โป๊ยเซียนเปรียบเปรย “ถ้าย้อนไปดูตั้งแต่เด็กๆ จะเห็นว่าเราพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ พอมาดู CLOSE TO YOU ก็อีกลายเส้นหนึ่งแล้ว อีกอย่างมันก็คือความภูมิใจ ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่ามันจะมาถึงตรงนี้ได้ เราไม่เคยคิดเลยนะว่าทำสิ่งนี้แล้วคนจะมาชื่นชม จะได้เงิน คิดแค่ว่าอยากทำมั้ย อยากทำก็ทำ คือทำ CLOSE TO YOU มันไม่ได้อะไรเลยนะ ไม่ได้เงิน แต่ถามว่าทำทำไม คือคุณค่าของเพจเราก็คือมันเติมเต็มฝัน เติมเต็มความต้องการของเรา แล้วได้ทำทุกอย่างที่เราอยากทำในนามปากกา Sundae Kids เราไม่ได้อยากจำกัดตัวเองด้วยว่ามันจะกลายเป็นอะไรแล้วมันจะสิ้นสุดที่ไหนในวันข้างหน้า”

“แต่ถึงยังไงโตไปก็ยังเป็น kid อยู่” ผมแซวเขาและเธอ

“ใช่ ยังเป็นเด็กอยู่ในร่างผู้หญิงแก่ๆ” ว่าถึงตรงนี้ หญิงสาววัยขึ้นต้นด้วยเลข 2 ตรงหน้าก็หัวเราะแบบเด็กๆ

ภาพ : Sundae Kids

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load