“…ในค่ำคืนที่ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้ ฉันยังคงก้าวไป ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำไป ในคืนที่หลงทาง นาทีที่ความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้ฉันยังมีจุดหมาย ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย…”

เสียงเพลง แสงสุดท้าย ดังกึกก้องไปทั่วประเทศ หลังจาก ตูน Bodyslam ชายผู้วิ่งจากเบตงถึงแม่สาย ก้าวเท้าเข้าเส้นชัย ช่วงหัวค่ำของวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ในสายตาคนจำนวนไม่น้อยแล้ว เพลงนี้อาจเป็นสัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจ ความหวัง และความเสียสละ

แต่ในมุมของทีมเขียนเพลงที่อยู่เบื้องหลังแล้ว นี่คือสิ่งที่เกินฝัน เพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า เพลงลำดับ 6 จากอัลบั้ม ‘คราม’ ซึ่งแทบไม่เคยถูกโปรโมตจริงจังหรือผลิตเป็นมิวสิกวิดีโอ จะเข้ามาอยู่ในใจของผู้คนนับล้านชีวิตเช่นนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เป็นเวลากว่า 16 ปีแล้วที่มีโลโก้สีเขียวเขียนคำว่า Mango Music Making Group ปรากฏบนปกอัลบั้ม

พวกเขาได้ผลิตผลงานสุดคลาสสิกออกมานับไม่ถ้วน ผ่าน 3 ศิลปินร็อกแถวหน้าของเมืองไทย Big Ass, Bodyslam และ Labanoon หลายเพลงถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมาไม่ต่ำกว่าร้อยล้านครั้ง และบางเพลงกลายเป็นซาวนด์แทร็กประกอบชีวิตของใครหลายคน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากขอพาทุกคนไปพบกับสมาชิกทั้ง 7 ของ ‘Mango Team’ โป-สุเมธ โปษยะนุกูล, อ๊อฟ-พูนศักดิ์ จตุระบุล, หมู-อภิชาติ พรมรักษา, กบ-ขจรเดช พรมรักษา, ป้อม-สุรชัย พรพิมานแมน, เหนือ-เหนือวงศ์ ต่ายประยูร และ ตั๊ด-วิรชา ดาวฉาย เพื่อพูดคุยถึงกระบวนการทำงาน ตลอดจนมิตรภาพบนเส้นทางสายดนตรีที่ฟูมฟักมานานกว่า 2 ทศวรรษ

01

วิกฤตสร้างโอกาส

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2540 ณ ออฟฟิศเล็กๆ ในซอยพร้อมศรี สุขุมวิท 39 

ชายหนุ่ม 5 คน อ๊อฟ หมู กบ แด๊กซ์ และต้น นั่งประจันหน้ากับ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เจ้าของค่าย Music Bugs เพื่อนำเสนอผลงานเดโม 4 เพลงที่พวกเขาช่วยกันทำขึ้นมา

เมื่อเสียงอินโทรเพลงแรกดัง ทั้ง 5 คนต่างลุ้นระทึก เฝ้ารอปฏิกิริยาของศิลปินรุ่นใหญ่ เพราะที่ผ่านมาค่ายอื่นฟังเพียงเท่านี้ก็ตอบปฏิเสธ แต่สิ่งที่ธเนศทำต่างจากคนอื่น เพราะเขานั่งไล่ฟังทีละเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังชวนนักแต่งเพลงในค่ายมาร่วมฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก่อนนำไปสู่การเซ็นสัญญา Big Ass อย่างเป็นทางการ

Big Ass ยื่นข้อเสนอขอทำเพลงเองหมด แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ ธเนศจึงตะล่อมว่า ยังมีอีกวิธีคือ เขียนมาแต่โครงโมเลดี้ อย่าเพิ่งใส่เนื้อ เพราะที่นี่มีทีมเขียนเนื้อเพลงมืออาชีพอยู่แล้ว โดยมีเหนือวงศ์เป็นสมาชิกคนสำคัญ

“เราสงสัยว่าเหนือวงศ์เป็นใคร เลยไปสืบประวัติ เคยเขียนเพลงความหวัง ดวงดาว รองเท้า หัวใจ ของ เจ-มณฑล เราก็เลยลองทำตามที่พี่เขาเสนอมา อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง ไอ้นี่ก็ส่งมาเลย เพลงเจี๊ยวจ๊าว ฮ่า! จะรอดหรือเปล่า เลยไม่ยอม กูต้องมีส่วนร่วมด้วย เลยไปเขียนด้วยครึ่งหนึ่ง นับจากนั้นจึงสนิทกับเหนือมาตลอด เหมือนเป็น Big Ass คนที่หก” กบย้อนความทรงจำ

ทว่า Not bad อัลบั้มแรกของ Big Ass กลับทำยอดขายได้เพียง 20,000 ตลับ อัลบั้มถัดมาจึงถูกเบรกไว้ก่อน หมู กบ และอ๊อฟ หันมาทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะกบเข้าไปขอกับธเนศเพื่อร่วมทีมเขียนเนื้อ

แล้วโอกาสก็มาถึง เนื่องจากผลประกอบการของ Music Bugs ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงขั้นมีแผนจะปิดบริษัท นักเขียนเพลงต่างทยอยลาออก เหลือเพียง กบ เหนือ และ กวาง-ณัฐภพ พรหมสุนทรสกุล ผู้แต่งเพลง รักเธอประเทศไทย 

ครั้งนั้น บริษัทตั้งใจจะผลิตงานของ Labanoon วงดนตรีน้องใหม่จากเวที Hotwave Music Award เป็นการสั่งลา กบได้เขียนเพลง อย่าง ความรู้สึก, หนักใจ, เพ้อ และ อมยิ้ม ส่วนเหนือเขียนเพลงเดียวคือ ยาม ที่เหลือเป็นหน้าที่ของกวาง โดยอ๊อฟกับหมูมาช่วยเรื่องดนตรีและเล่นกีตาร์ในบางเพลง 

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ อัลบั้มที่ชื่อว่า นมสด กลับมียอดขายทะลุล้านตลับ ยิ่งเพลง ยาม ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ส่งผลให้ Music Bugs ฟื้นตัว และนำมาสู่การคืนชีพของทีมเขียนเพลง โดยมีนักแต่งเพลงหน้าใหม่หลายคน อาทิ วิภว์ บูรพาเดชะ, โน้ต-เนติ ผ่องพุทธคุณ และ ป้อม สุรชัย ช่วยกันผลิตร็อกวัยรุ่นดีๆ ออกมา

จุดเปลี่ยนของพวกเขาเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2545 เมื่ออ๊อฟจับมือกับ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย อดีตนักร้องนำวงละอ่อน ทำโปรเจกต์ Bodyslam ขึ้นมา

ความจริงโครงการนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากค่าย แต่ด้วยความที่อ๊อฟคุ้นเคยกับตูนมานาน อยากสนับสนุนให้ทำตามฝัน จึงช่วยกันทำเพลงออกมาถึง 12 เพลง และด้วยเมโลดี้ที่โดดเด่นและไพเราะ ในที่สุดค่ายจึงยินยอม โดยกำหนดเวลาเขียนเนื้อเพลง 2 สัปดาห์ และยังต้องผลิตงานของอีกวงตามแผนเดิมที่บริษัทวางไว้ด้วย

“ตอนกลางวันประชุมวงหนึ่ง ตอนกลางคืนเราก็แอบไปทำ Bodyslam แต่ทำออกมาแล้ว ปรากฏว่างานแอบทำเพราะกว่างานหลักอีก” เหนือวงศ์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ 

“พอเขาบอกมีเวลาเท่านั้น เราก็เรียกประชุมเลยว่าจะเอาไง ก็แจกเนื้อกันไป พี่ป้อมเขียน ยกโทษ เหนือ เขียนอากาศ ผมเขียน งมงาย โน้ตเขียน สักวันฉันจะดีพอ มีพี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียน เผื่อไว้ กับ ย้ำ แล้วก็มีพี่วิภว์ด้วย รวมพลังกันหกคน บ้ามาก ตูนกับอ๊อฟก็ไปนอนอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของผม ตะบี้ตะบันจนเสร็จ” กบฉายภาพการทำงาน

เนื้อเพลงส่วนใหญ่ของ Bodyslam มุ่งเน้นไปยังเรื่องความฝัน ความเชื่อของวัยรุ่นเป็นหลัก โดยตั้งใจอยากให้เป็นเพลงประกอบชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกๆ ที่พวกเขากำหนดทิศทางของอัลบั้มอย่างชัดเจน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“ภาพที่เรานึกถึงเวลามองตูนคือ เด็กคนนี้มีอะไรแปลกๆ กว่าคนอื่น มีความบ้าพลัง มีความรักที่แน่วแน่ ซึ่งผมรู้สึกว่าเด็กวัยรุ่นน่าจะเห็นคนนี้เป็นตัวอย่างได้ แต่ทำยังไงจึงจะสื่อสารให้คนได้เห็นบุคลิกของเขาจริงๆ ทำให้รู้สึกได้ว่า ความรักที่ดี ความทุ่มสุดตัวยังมีอยู่ คนฟังต้องได้เห็นจากวงนี้” อ๊อฟในฐานะโปรดิวเซอร์อธิบายแก่นความคิด

“จำได้ว่าตอนที่อ๊อฟมาพรีเซนต์ในห้องประชุม เปิดคำว่า Bodyslam แปลว่าทุ่มสุดตัว ชื่อน่าสนใจมาก แล้วตูนก็สุดจริงๆ สุดทุกทาง เราเลยกำหนดธีมหลักเป็น College Sound แล้วมาคุยกันว่า ในมหาวิทยาลัยมีเรื่องอะไรบ้าง ความรัก ไฟแรง อะไรต่างๆ ก็ประมวลกันมา พูดง่ายๆ คือเราใช้คำว่า College Sound คลุมทุกอย่าง ตั้งแต่การเขียน ไปจนถึงตัวปก ซึ่งถ่ายในโรงหนัง ให้อารมณ์เหมือนหนังเรื่อง American Pie” กบ ผู้ดูแลส่วนของคำร้องเล่าถึงขั้นตอนการทำงาน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

แต่ถึงกระบวนการต่างๆ จะผ่านมาได้ด้วยดี กลับยังมีอุปสรรคให้พวกเขาต้องตามแก้อยู่ไม่น้อย เช่น ห้องอัดในบริษัทไม่ว่าง อ๊อฟจึงไปติดต่อฟาติมา สตูดิโอ ขอใช้ในราคาพิเศษ แถมระยะเวลาการทำงานก็จำกัดมาก เนื่องจากมีเวลาบันทึกเสียงเพียง 14 วันเท่านั้น ทั้งหมดจึงต้องเร่งทำทุกอย่างให้เสร็จเร็วที่สุด

“ผมจำได้ว่า อ๊อฟบอกว่าจะไม่ทำสิบสองเพลงอีกแล้ว” ป้อมย้อนความหลัง

“พอทำเยอะมันเหนื่อย ไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่ เราต้องรีบมาก เอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปทำให้ได้ แต่ก็ทำให้เราได้ฝึกบริหารจัดการการจบอัลบั้ม ได้เห็นภาพการทำงานแบบครอบคลุมเลย” อ๊อฟช่วยเติมภาพให้สมบูรณ์

นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแบบ Mango Team แม้ตอนนั้นชื่อนี้จะยังไม่มีอยู่บนโลกก็ตาม พร้อมกับสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นมาถึงทุกวันนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

02

Dream Team

ผลพวงของอัลบั้ม Bodyslam นอกจากจะเป็นการให้กำเนิดวงร็อกแถวหน้าวงหนึ่งของเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขายังมีโอกาสได้รู้จักกับโป นักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมอีกคนหนึ่ง

เดิมทีโปทำงานอยู่ที่ Sony Music เคยเขียนเพลงให้อัยย์ วีรานุกุล, โน้ต-ตูน และซาร่า ผุงประเสริฐ เคยออกผลงานของตัวเองมาแล้วชุดหนึ่งชื่อ กล่องแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเป็นคนมิกซ์เพลงคู่ใจ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ 

เวลานั้นป้างกำลังทำอัลบั้มหัวโบราณและมาใช้ห้องอัดฟาติมา เช่นเดียวกับ Bodyslam โดยป้างอัดห้องใหญ่ ส่วนวงจาก Music Bugs อัดห้องเล็ก และทั้งหมดใช้ห้องพักส่วนกลางร่วมกัน

“ความจริงเรียกว่าใช้ห้องร่วมกันไม่ได้ เพราะห้องมันเล็กมาก พอพี่ป้างเปิดประตูออกมา ไม่ที่นั่งเลย เพราะจะมีอาหารจากบ้านหมูเต็มโต๊ะไปหมด พี่ป้างแกเกรงใจเลยบอกออกไปกินข้างนอกกันไหม” โปเล่าภาพในตอนนั้น

กระทั่งวันหนึ่งก็มีเหตุให้พวกเขาต้องสุงสิงกัน หลังจาก Liam Laurence ซาวนด์เอ็นจิเนียประจำฟาติมา ทักอ๊อฟมาว่า อัลบั้มหัวโบราณกับอัลบั้ม Bodyslam มีเพลงชื่อซ้ำกันอยู่เพลงหนึ่ง คือ อากาศ อยากให้ลองคุยกับป้างก่อน จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง ปรากฏว่าป้างไม่ติดใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ พอคุยไปเรื่อยๆ ก็ถูกคอ ถึงขั้นไปสังสรรค์ด้วยกันบ่อยๆ ภายหลังป้างเลยชวนโปไปร่วมแก๊งด้วย ทั้งหมดจึงเริ่มสนิทกัน

ในปีถัดมา Music Bugs อยากให้อ๊อฟเร่งปล่อยอัลบั้มชุดใหม่ของ Bodyslam กบจึงคิดถึงโป อยากชวนมาร่วมทีมด้วย เพราะภาพที่เขาฝันเห็น คือทีมเขียนเพลงแบบแกรมมี่ ซึ่งรวมคนเก่งๆ ที่เขียนเพลงหลากหลายสไตล์ไว้ด้วยกัน เช่น ดี้-นิติพงศ์ ห่อนาค เขียนเพลงโดน, นิ่ม สีฟ้า-กัลยารัตน์ วารณะวัฒน์ เขียนเพลงรัก หรือ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ เขียนเพลงปรัชญา ซึ่งตามโครงสร้างของทีมนี้ กบเชื่อว่ามีศักยภาพพอ

“ผมคิดว่าการที่อัลบั้มหนึ่งมีลายมือครบแล้วมันเวิร์ก ทีมเรามองหน้ากัน ก็พอได้นี่หว่า เหนือวงศ์เป็นพี่ดี้ พี่โปเป็นพี่เขตต์ พี่ป้อมเป็นพี่นิ่ม ร่างลายแทงไว้แบบไหน แล้วพยายามประกอบร่าง รวมทีมคร่าวๆ” กบอธิบาย

“ไม่รู้ว่าเห็นจากอะไร เพราะตอนนั้นผมเขียนแต่เพลงโน้ต-ตูน มันร็อกยังไง” โปตบท้าย

เพลงแรกที่โปเข้ามาเขียน คือ Bodyslam เกิดมาจากไอเดียของกบที่มองว่า วงดังๆ มักมีชื่อเพลงเป็นชื่อเดียวกับวง เช่น คาราบาว มีเพลง มนต์เพลงคาราบาว เพราะฉะนั้น Bodyslam ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“จำได้ว่าไปส่งท่อนฮุกที่ร้านแถวศรีนครินทร์ แล้วส่งเนื้อที่บ้านเก่าของอ๊อฟตรงลาดพร้าว 18 ไปส่งด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่ได้รู้จักกับตูนเป็นการส่วนตัว เลยตั้งใจเขียนต่อยอดจากชุดแรก พูดเรื่องความเชื่อในความฝัน ยังไม่ถึงระดับความเชื่อในชีวิต เหมือนเด็กอยากทำ แล้วผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ทำ แต่จะทำให้ได้” พี่ใหญ่เล่าถึงก้าวแรกของการร่วมทีม

“ตอนนั้นพี่โปเขียนว่า ‘นี่แหละคือชีวิตที่ต้องการ แค่ได้ทำสิ่งนั้นที่ใจฝัน’ คือเริ่มมีฝันเข้ามาแล้ว เพลงนี้วงจะเล่นทุกคอนเสิร์ตเลย เขาชอบ เหมือนเป็นการเพิ่มแรงอะไรสักอย่างในตัวเอง” กบช่วยเสริม

นอกจากเพลง Bodyslam โปยังเขียนเพลงเปิดอัลบั้มคือ ให้รักคุ้มครอง และ มีแค่เธอก็เกินพอ ขณะที่เหนือเขียนเพลงความซื่อสัตย์ และ หลังฝน ส่วนกบรับเหมาเขียนเพลงที่เหลือ อาทิ ปลายทาง หวั่นไหว และ จันทร์ยังเต็มดวง

Drive โด่งดังไม่แพ้ชุดแรกเลย แต่กลับเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่กบ หมู และอ๊อฟ ทำงานร่วมกับค่าย Music Bugs เนื่องจาก Big Ass และ Bodyslam ตัดสินใจย้ายสังกัด โดยเหนือกับป้อมยังเป็นพนักงานประจำอยู่ที่เดิม

แต่ด้วยความรู้สึกที่อยากทำงานร่วมกัน พวกเขาจึงรวมตัวเป็นกลุ่มชื่อว่า ‘Mango Team’

“เราแค่อยากทำงานเหมือนเดิม ย้ายค่ายก็ย้ายไป เลยมานั่งรวมตัวกันที่บ้านผม แล้วไหนๆ เลยคิดว่าควรจะมีชื่อทีมด้วย เพื่อเอาไปใส่ในปก น่าจะเท่ดี พอดีที่บ้านมีต้นมะม่วงพอดี เลยใช้คำว่า Mango เพราะดูเป็นชื่อง่ายๆ แต่ถ้าลองแยกคำว่า Man กับ Go ก็คือกลุ่มผู้ชายที่อยากจะออกไปข้างหน้า แต่ถ้าห่ามๆ หน่อยก็คือ แม่งโก้” อ๊อฟเล่าที่มาที่ไป

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

03

ความสมดุลที่ลงตัว

Mango Team เปิดตัวอย่างอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 พร้อมกับ Seven อัลบั้มแรกของ Big Ass ในรั้ว Genie Records

สิ่งหนึ่งที่ต่างจากช่วงเป็นทีมเขียนเพลงของ Music Bugs คือ Mango Team วางบทบาทของตัวเองในฐานะของทีมโปรดักชัน ทำงานครอบคลุมตั้งแต่คิดชื่ออัลบั้ม คอนเซปต์ เนื้อร้อง ทำนอง ดูแลการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

อัลบั้มแต่ละชุดมีอ๊อฟเป็นโปรดิวเซอร์ คอยกำหนดทิศทางของงาน มีหมูมาเสริมในส่วนของดนตรี และเมื่อโครงเมโลดี้เสร็จ อ๊อฟก็จะมานั่งเล่าภาพรวมว่า สีของอัลบั้มควรเป็นอย่างไร ดนตรีต้องจัดจ้านแค่ไหน บางครั้งก็โยนไอเดียเป็นชื่อเพลงให้ด้วย โดยแรงบันดาลใจก็มาจากสถานการณ์รอบตัว เช่น ข้าน้อยสมควรตาย เกิดขึ้นช่วงที่นักร้องนำของวง Big Ass โด่งดังเป็นข่าวหน้า 1 หรือ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ของ Bodyslam มาจากภาพยนตร์เรื่อง Life Of Pi

ขณะที่ตัวศิลปินเองก็มีหน้าที่มาถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้นักแต่งเพลงคอยดักคำพูดหรือความคิดมากลั่นกรองเป็นเนื้อเพลงอีกที

“อย่าง Big Ass แก่นของวงค่อนข้างชัด วงจึงเขียนเองซะเยอะ แต่ถ้าเป็น Bodyslam ตูนจะมานั่งเล่าว่าจากอัลบั้มที่แล้วถึงอัลบั้มนี้เจออะไรมาบ้าง เขาจะจดเก็บไว้ ทีมเขียนเนื้อก็จะคอยช้อน อันนี้เป็นเพลงได้ ดังนั้น เก้าสิบเปอร์เซ็นต์จึงมาจากตัวศิลปินเลย เรามีทำหน้าที่แค่เอาแก่นความคิดมาขยาย มาถ่ายทอดให้สื่อสารกับคนได้” ป้อมอธิบาย

“ปกติตูนมีไอเดียเยอะ เพียงแต่แรกๆ เขาอาจเรียบเรียงคำไม่ถูก ต้องพยายามจับใจความกันนิดหนึ่ง โดยมีกบเป็นคนถอดรหัสมอร์ส แต่พอชุดหลังๆ เขาค่อนข้างแม่น บางทีมาเป็นชื่อเลย เช่น วิชาตัวเบา พอชื่อชัด ด้วยการที่เราทำงานกันมานาน ความคิดของแต่ละคนก็จะปิ๊งขึ้นมาเลยว่า เพลงต้องเป็นแบบนี้ มันก็ง่ายขึ้น” โปเสริมภาพให้ชัด

“อย่าง Labanoon ชุดที่แล้วก็สนุกมาก เราทำด้วยความคิดถึง เพราะอยู่กับวงตั้งแต่แรก แล้วเขาหายไปไม่รู้กี่ปี ตอนมานั่งคุยว่าจะทำอะไร เล่าเรื่องอะไร เลยคิดว่าควรเล่าเรื่องที่เขาเคยเป็น ไม่ต้องทำอะไรยาก เขียนแบบเดิมๆ แล้วอ๊อฟก็มีคลังชื่อเพลงเยอะมาก เปิดมา ศึกษานารี พลังงานจน โดนหมดเลย” กบเล่าถึงอัลบั้ม N.E.W.S. 

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เมื่อคอนเซปต์เรียบร้อย กบจึงแจกจ่ายทำนองไปยังนักแต่งเพลง ซึ่งแต่ละคนจะมีสไตล์ของตัวเองชัดเจน อย่าง ป้อมเหมาะกับเพลงภาษาสวยงาม ภาษาดอกไม้ เล่าเรื่องที่เป็นอารมณ์มากๆ แต่ถ้าต้องการเพลงที่เตะก้านคอได้ ก็ต้องเป็นเหนือวงศ์ ส่วนโปรับหน้าที่เพลงที่ต้องการมิติความลึก ดูเข้าใจโลก ขณะที่กบดูแลภาพรวมเป็นหลัก

“พอฟังเมโลดี้จะดมกลิ่นได้ รู้เลยว่าทางนี้ต้องมาที่พี่โป ไอ้เหนือ หรือตาป้อม เมโลดี้จะบอกคาแรกเตอร์บางอย่าง แต่ปกติถ้าเป็น Bodyslam ซิงเกิลแรก ถ้าไม่ใช่ผมก็จะเป็นเหนือสลับกันไป เพราะเราเขียนมาตั้งแต่ day 1 เหมือนอยู่ในชีวิตเขาไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าดูแล้วยาก เขียนไม่ไหวถึงให้เพื่อนเขียนแทน” กบ ในฐานะ Lyrics Producer ตบท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

หัวใจหลักของการเขียนเพลง คือการผสมผสานความเป็นตัวเองกับตัวตนของศิลปินอย่างไรให้ลงตัว

โปกล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่มีเพลงใดเลยที่เขาไม่ใส่ความเป็นตัวเองลงไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องนำทัศนคติของศิลปินเป็นตัวตั้งก่อน ถึงค่อยนำไอเดียส่วนตัวที่ต้องการสื่อสารเจือลงไป เพื่อให้บทเพลงนั้นกลมกล่อมที่สุด

ส่วนอ๊อฟบอกว่า การทำเพลงต้องสื่อสารกับผู้ฟังได้ ซึ่งบางเรื่องอาจเป็นมุมมองส่วนตัวมากๆ ของศิลปิน หากสื่อสารออกไปตรงๆ คงไม่มีใครเข้าใจ ทีมงานจึงต้องหาวิธีบิดเนื้อหาจนกลายเป็นเพลงที่ทุกคนเข้าถึงได้

“เพลง ข้าน้อยสมควรตาย จุดเริ่มต้นคือ ช่วงที่แด๊กซ์โดนกล่าวหา เราถูกสังคมประณามหนักมาก จนรู้สึกว่าเราผิดขนาดนั้นเหรอ เลยนึกถึงภาพขันที บอกว่าข้าน้อยสมควรตายๆ คือตกลงกูต้องตายใช่ไหม แต่ถ้าเราเขียนออกมาแบบนั้นก็คงไม่น่าฟังแน่ๆ ซึ่งก็ต้องชมทีมงานที่เปลี่ยนสิ่งที่ดูเครียดให้กลายเป็นเพลงน่าฟังได้” โปรดิวเซอร์ประจำทีมกล่าว

“จำได้ว่าตอนนั้นผมโคตรเดือดเลย โดนทีวีด่าทุกวัน อยากด่าคืนบ้าง แต่โชคดีที่พวกเราดึงกันเองได้ เหนือก็พยายามบอกตลอดว่า ต้องผับ ต้องบันเทิง สุดท้ายก็โอเคลองดู ปรากฏว่ารอด ถ้าตอนนั้นเขียนอยู่คนเดียว รับรองเรียบร้อยไปแล้ว” กบช่วยเสริมถึงเพลงเปิดอัลบั้ม Begins

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

การทำงานแบบไม่มีอีโก้ ไม่หวังเอาชนะ พร้อมรับฟังซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ Mango Team ทำงานอย่างราบรื่น โดยหลังจากแยกย้ายไปเขียนเพลง เมื่อถึงกำหนดส่ง พวกเขาจะนำงานทั้งหมดมารวมกัน เพื่อถกเถียงพูดคุย แม้หลายเพลงที่ออกมาอาจไม่สมบูรณ์ บางเพลงต้องปรับ ต้องแก้ ต้องรื้อใหม่ แต่ทุกคนไม่เคยมีปัญหา เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือผลงานที่ดีและตอบโจทย์ศิลปิน

“เราพยายามหาทางทำให้เพลงพอดีกับศิลปิน เวลาส่งเพลง ก็ต้องมั่นใจมากๆ ว่าน่าจะโอเค บางครั้งต้องบอกไปเลยว่า พี่ว่าดี แต่บางอันก็ต้องยอม เพราะคำธรรมดาคำหนึ่ง ถ้านักร้องเขาเชื่อ อาจกลายเป็นคำวิเศษได้ แต่อย่างเพลงของเหนือวงศ์ บางทีก็ต้องลุ้น เพราะภาษาค่อนข้างแหลมและหวือหวาเกินวง เช่น เพลง อากาศ ของ Bodyslam มันเขียนคำว่า ‘อ่ะ’ มาด้วย ‘อยู่ไหนอะ รัก’ ผมก็สงสัยว่าร้องยังไง เหนือก็ร้องให้ฟัง หน้าตูนลอยมาเลย ไม่ร้องแน่นอน จำได้ว่าผมคุยกับอ๊อฟหลายชั่วโมง คือมันดี สะดุดหู แต่บางครั้งคนร้องก็อาจจะรู้สึกว่า ไหวเหรอ” กบเปิดประเด็น

“คือไม่รู้จะเขียนยังไง อยู่ไหนนะรัก มันก็ไม่ได้” เหนือพูดถึงงานของตัวเอง

ครั้งนั้น แม้ตูนจะอิดออดอยู่พักใหญ่และพยายามเสนอคำอื่นแทน เช่น ‘นะ’ หรือ ‘ล่ะ’ แต่ท้ายที่สุดก็ยอมร้อง ด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อทีมงาน ซึ่งต่อมาเพลงนี้ก็ประสบความสำเร็จ และกลายเป็นหนึ่งในเพลงตำนานของ Bodyslam

เช่นเดียวกับเพลง Sticker ซึ่งคอนเซปต์หลักมาจากตัวนักร้องนำเอง

ตอนนั้นตูนเล่าว่า เขาขับรถตามรถคันหนึ่ง แล้วรู้สึกตลกมาก เพราะตัวรถเป็นสีน้ำเงินแต่ดันติดสติกเกอร์ว่า รถคันนี้สีชมพู เลยสงสัยว่าทำไมเจ้าของรถไม่ซื้อรถสีชมพูไปเลย จากนั้นเขาจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าสติกเกอร์แผ่นละ 10 บาทแปะรถได้ ก็น่าจะแปะโลกได้เหมือนกัน

“คอนเซปต์ดีมาก แต่มุมนักเขียนเพลงยากสุดขีดเลย ก็เลยถามเหนือว่าลองดูไหม เพลงนี้จะเล่ายังไง จำได้ว่าตอนมาส่งเนื้อที่บ้านตูน เป็นวันที่ผมตื่นเต้นมาก ตรวจเนื้อพร้อมกัน แจกกันคนละแผ่น เนื้อโคตรดี ผมก็กระโดดกอดไอ้เหนือ กอดเสร็จหันไปมองหน้าตูน เงียบ” กบย้อนวันแรกของเพลงเอกในอัลบั้มคราม

“คือมีความแหลมอยู่ไง ตอนนั้นตูนเขาก้มหน้า รู้สึกว่าจะติดคำว่า เศรษฐกิจไม่ดี” เหนือรีบเสริม

“แต่สุดท้ายเขาก็บอกลองดูพี่ เพราะอย่างน้อยคอนเซปต์มาจากเขา แล้วเรื่องที่เหนือเขียนเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งตอนที่เพลงออกมา ปรากฏว่าคนฮือฮากันมาก อุ๋ย Buddha Bless ชอบมาก ช่วงคอนเสิร์ตใหญ่ที่ราชมังคลาฯ เขารีเควสขอแร็ปเพลงนี้ ทำให้เหนือวงศ์ยังอยู่กับ Nodyslam ต่อไปได้” กบปิดท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

04

เต็มเติมกันและกัน

สมาชิก Mango Team เกาะกลุ่มทำงานแบบนี้มาพักใหญ่ กระทั่ง พ.ศ. 2550 ก่อนทำอัลบั้ม Save My Life พวกเขาได้รับสมาชิกเพิ่มอีกคน คือ ตั๊ด เพื่อเสริมงานครีเอทีฟและการเขียนเพลง

“ช่วงนั้น a day มีคอลัมน์ผู้ใหญ่วันมะรืน ผมชอบคนเขียนมากชื่อ หลานชาย แล้วรู้สึกตอนนั้นกอล์ฟ F.Hero จะเขียนที่ a day เหมือนกัน เลยถามว่ารู้จักไหม ไม่นานก็มีโทรศัพท์มา บอก ผมตั๊ด หลานชายเอง เลยนัดเจอที่ Prop Bar จำได้เลยว่า กอล์ฟเรียกตั๊ดไปที่ชั้นสอง แล้วไอ้นี่ก็แนะนำตัวด้วยการแร็ป นับตั้งแต่นั้นก็เริ่มติดต่อกัน ส่งเพลงให้เขียน ซึ่งไม่แน่ใจหรอกว่า เขียนได้ไหม แต่เขาเขียนหนังสือได้ประมาณนี้ก็น่าจะมีไอเดียดีๆ” กบเล่าวันแรกที่เจอน้องเล็กของทีม

ตั๊ดเขียนเพลงอย่าง แสงแรก ของ Bodyslam, มหา’ลัยไม่มีสอน ของ Big Ass รวมทั้งยังเป็นกระดูกสันหลังของเพลง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เพลงเปิดในอัลบั้ม dharmajāti 

“ตอนที่อ๊อฟบอกชื่อ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เรามาวิเคราะห์กันว่า เรือเล็กเป็นยังไง ซึ่งแต่ละคนมีเรือไม่เหมือนกัน เราเลยจัดประกวด ทุกคนเขียนเพลงเดียวแล้วมาส่ง ตอนมาประกอบกันโคตรมัน ช่วงเริ่มต้นทุกคนจะขึ้นคล้ายๆ กัน ผมกับตั๊ดขึ้นว่า ‘เสียงลมคำราม’ จากนั้นเราก็เอาตรงนั้นมาเติมตรงนี้ แต่เพลงนี้หัวใจหลักอยู่ที่ประโยคของตั๊ดที่ว่า ‘หัวใจคำราม ฟ้าครามไม่สร้างใคร ทะเลจะสร้างคนด้วยอันตราย’ นี่คือเหตุผลของเพลงนี้เลย มาน้อย แต่มาแน่นมาก แล้ววินาทีที่เขียน เขียนบนกระจก เป็นโมเมนต์ที่จำได้ว่าดีมากๆ โมเมนต์หนึ่งในชีวิต เพราะเราทำกันได้”

นอกจากนั้น ตั๊ดยังเป็นที่ปรึกษาประเด็นที่คนเขียนเพลงไม่มั่นใจ อยากได้ความเห็นเพิ่มเติม หรือคนฟันธง

เช่นตอนที่กบเขียนเพลง ฝุ่น ของ Big Ass เขาไม่แน่ใจว่า ประโยค ‘คำว่ารักมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว’ ดูเชยเกินไปหรือไม่ จึงโทรศัพท์หาตั๊ดกลางดึก ซึ่งเจ้าของนามปากกาหลานชายตอบกลับมาทันทีว่า ‘โดนว่ะพี่’ และสุดท้ายเรื่องนี้ก็เป็นจริง ยืนยันได้จากยอดรับชมใน YouTube ที่สูงกว่า 58 ล้านครั้ง

บทบาทของน้องเล็กคนนี้จึงเป็นเสมือนมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่คอยถ่วงดุลการทำงานของพี่ๆ ไม่ให้ล้าสมัย

อย่างไรก็ดี ด้วยอุตสาหกรรมเพลงที่เปลี่ยนไป วงดนตรีออกอัลบั้มกันน้อยลงไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนมาทำซิงเกิลกันแทน สมาชิก Mango Team ยอมรับว่า เรื่องนี้ส่งผลให้การทำงานรวนพอสมควร

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาเติบโตกับการทำอัลบั้มมาตลอด เรียนรู้ว่าผลงานชุดหนึ่งต้องมีแก่นความคิด ต้องผสมเพลงที่หลากหลาย มีจังหวะการปล่อย ซึ่งบางเพลงอาจดี เพียงแต่ยังไม่ใช่จังหวะของมัน ต่างจากระบบซิงเกิล ซึ่งมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ ต้องโดนเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะถูกกลืนไปกับเพลงที่ออกมามหาศาล

“พอเหลือเพลงเดียว เราไม่รู้จะแบ่งกันยังไงเพราะถ้าเป็นสิบเพลงมันจะมีฟังก์ชันของตัวเองอยู่ เช่น เพลงเร็วหนึ่งเพลงช้าหนึ่งเพลงตัวตน เพลงเหงา ทำให้เราเห็นว่าเพลงนี้ต้องคนนี้” กบเปิดประเด็น

“ที่ผ่านมา ผมไม่เคยเขียนเพลงโปรโมตอยู่แล้วด้วย ตกรอบตั้งแต่แรกเลย” ป้อมชงต่อ

“อีกอย่างคือเพลงฮิตพอผ่านไปห้าถึงสิบปี บางทีก็ไม่ฮิตแล้วนะ ต่างจากอัลบั้มที่บางครั้งพอเรารื้อเพลงข้างในกลับมาฟัง อาจดีกว่าเพลงโปรโมตด้วยซ้ำ” โปอธิบายเสริม

“อย่างเพลง แสงสุดท้าย เอ็มวีก็ไม่มี เป็นเพลงสุดท้ายที่ส่งเลย ตอนนั้นบอกตูนว่ามีคอนเซปต์ เรามีแสงแรกแล้ว ทำแสงสุดท้ายด้วยว่าไง สำหรับผมเพลงนี้คลาสสิกมาก ฮุกไม่ซ้ำกันเลย จนนักร้องลืม ส่วนทำนอง จำได้ว่าอ๊อฟกับวง ไปทำอยู่ที่งานกลางแจ้ง ชื่อ ทัวร์ M-150 ค่อยๆ ประกอบร่าง แล้ววันนี้ไปไกลมาก” กบฉายภาพเพลงระดับปรากฏการณ์

“ถ้า Bodyslam ทำเป็นระบบซิงเกิลรับรองว่าจะไม่มีเพลงนี้ออกมาแน่นอน” ป้อมปิดท้าย

แต่แน่นอนว่าไม่มีใครต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้ ท้ายที่สุด Mango Team ก็คงต้องปรับการทำงานของตัวเองให้สอดคล้องกับธุรกิจดนตรี แต่จะปรับได้เพียงใดคงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป

05

เป็นมากกว่าเพลง

ปัจจุบัน Mango Team ทำงานเพื่อรองรับ 3 วงหลัก คือ Big Ass, Bodyslam และ Labanoon

ส่วนงานจรพอมีอยู่บ้าง อาทิ Ebola อัลบั้ม Enlighten และ 05:59 (five: fifty nine) แต่ไม่บ่อยนัก เพราะทีมไม่ได้หวังรับงานจำนวนมากเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ แต่อยากทำงานด้วยความสุข ความสบายใจมากกว่า

“Mango Team เป็นเหมือนงานบุญ วันหนึ่งที่ผมชอบมาก คือวันส่งเนื้อ เป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เหมือนเราไม่ได้ทำงาน แต่มาเจอกัน มาแชร์ความรู้สึกกัน ส่วนงานจะได้หรือเปล่าไม่สำคัญ เพราะปกติเราก็ไม่ได้เจอกันบ่อย ปีละ สองสามครั้งเท่านั้นเอง” กบ มือกลอง Big Ass กล่าว

เพราะเป้าหมายในเวลานี้ คือไม่ใช่ความโด่งดัง แต่ต้องการผลักดันและสนับสนุนศิลปินไปยังจุดที่หวังไว้ 

และถ้าเป็นไปได้ก็อยากสร้างเพลงดีๆ สู่สังคม เช่น ครั้งหนึ่งกบเคยเล่าที่มาของเพลง ‘อกหัก’ ผ่าน Facebok ของตัวเองว่า ได้แรงบันดาลใจจากรอยแผลของหญิงสาวคนหนึ่งที่กรีดแขนตัวเองจนยับเยิน เพราะผิดหวังในความรัก จึงอยากเขียนเพลงที่เตือนสติ และช่วยเยียวยาความเจ็บปวดได้

พวกเขาเชื่อว่า บทเพลงมีอิทธิพลและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ฟังได้ อย่าง อุ๋ย Buddha Bless แต่ก่อนเป็นเซลล์แมนขายรถ แต่เมื่อฟังเพลง ความเชื่อ ก็ตัดสินใจทิ้งงาน หันมาทำตามฝัน จนประสบความสำเร็จ หรือเพลง แสงสุดท้าย ซึ่งทุกสื่อต่างเปิดกระหน่ำ ในช่วงตูนทำออกวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อระดมทุนหาเงินจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ จนส่งผลให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงปลุกพลัง และสร้างความหวังแก่ผู้คนนับไม่ถ้วน

“เรารู้สึกเสมอว่า เนื้อเพลงบางทีอาจมีความหมายกับคนบางคนมาก อย่างวัยรุ่นหลายคนที่อาจไม่มีเวลารับสารดีๆ จากบ้าน พอเขาฟังเพลง ได้ฟังเนื้อหาที่ส่งมาอาจทำให้เป็นคนดีได้ เนื้อเพลงของ Mango จึงไม่ค่อยมีอะไรที่หยาบโลน เป็น Hate Speech หรือ Bully ทั้งที่เราก็รู้ว่าโอกาสฮิตหรือดังง่ายกว่า” โปอธิบาย

“เราไม่อยากเติมสิ่งแย่ๆ ลงไปในเนื้อเพลง ถ้าอันไหนที่สร้างพลังให้คนได้ เราจะพยายามใส่ลงไป เพราะเวลาที่มองกลับมา เราพบว่า Bodyslam ไม่ใช่แค่วงดนตรีวงหนึ่ง แต่อาจเป็นที่พึ่งทางใจให้ใครหลายคนได้ หรือ Labanoon ก็เป็นตัวแทนของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาสู้ชีวิต เราอยากให้เขาฟังแล้วหายคิดถึงบ้าน เช่นเดียว Big Ass เป็นเพลงของคนที่โดนกระทำ และนี่เป็นความคาดหวังที่อยากคนฟังได้อะไรจากเนื้อเพลงของเรา” กบสรุปทิ้งท้าย 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวแห่งมิตรภาพของผู้ชายทั้ง 7 คนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความเชื่อ ความหวัง และศรัทธาที่มีให้กัน เพื่อสร้างความสุขและกำลังใจแก่ผู้ฟังทั่วประเทศตลอดไป

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับเมื่อปี 2544 คมสัน นันทจิต พิธีกรคนดังเคยเขียนถึงศิลปินดูโอ้ Triumphs Kingdom ว่า..

“..มีครั้งหนึ่งผมไปดูรักบี้ที่มหาวิทยาลัยฯ ในสนาม, กองหน้ากอดคอกันเข้าแถวสกรัม ข้างสนาม, กองเชียร์กอดคอกันตะโกน “โบ-จอยซ์ โบ-จอยซ์” คงไม่มีคำจำกัดความอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว..”

แต่สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือผ่านมาสิบกว่าปี บทเพลงของสองสาวอย่าง ผ้าเช็ดหน้า, อย่าเข้าใจฉันผิด, อยู่นานนานอีกนิด, อ้วน, ถอด หรือ ล่ำบึ้ก ยังคงโด่งดังข้ามเวลาและถูกแสดงตามคอนเสิร์ต หรือแหล่งบันเทิงต่างๆ ไม่เปลี่ยนแปลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของค่ายเพลงเล็กๆ ที่ไม่เหมือนใคร ค่ายเพลงที่นิยามตัวเองเป็นมหานครทางดนตรีสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตขึ้นใต้ร่มเงาของสังกัดของค่ายอินดี้ในตำนาน Bakery Music

หากนับเวลาที่ผลงานชิ้นแรกของค่ายนี้วางแผง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2541 นี่ก็ครบ 20 ปีพอดิบพอดี

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกท่านไปพูดคุยกับ Mr.Z ‘สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์’ ผู้ก่อร่างสร้าง DOJO CITY และนิตยสาร Katch หนึ่งในวัฒนธรรมป๊อปสำคัญของวัยรุ่นไทยปลายยุค 1990 ถึงต้นยุค 2000

DOJO CITY

 

1

คือ..ความสดใสของวัยรุ่น

DOJO CITY เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงที่สถานการณ์ของ Bakery Music กำลังง่อนแง่นที่สุด

หลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง อัลบั้มที่เคยขายได้ใกล้ล้านชุด ตกมาเหลือเพียงแสนต้นๆ แถมยังมีปัญหากับผู้จัดจำหน่ายที่ไม่ยอมจ่ายเงินค่าขายจนเกือบต้องปิดบริษัทตั้งแต่ปลายปี 2540

ตอนนั้นการออกอัลบั้มสักชุดต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ส่วนใหญ่มักเป็นอัลบั้มรวมฮิต เช่น Bakery on Vacation, Bakery Love, Bakery RareGroove เพื่อประหยัดต้นทุนการผลิต

กระทั่งมาถึงอัลบั้มหนึ่งที่ชื่อ Daydreaming สมเกียรติ เจ้าของผลงานชุด Z-Myx ที่โด่งดัง และหนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music จึงเกิดความคิดอยากทำเพลงสไตล์ใหม่ๆ ที่ตัวเองสนใจ เป็นเพลงวัยรุ่นใสๆ ที่ฉีกจากตลาดเพลงทั่วไป บวกกับได้พบกับนักร้องสาวๆ ที่น่าสนใจหลายคน จึงดึงพวกเธอมาร้องเพลงประกอบอัลบั้มนี้

2 เพลงแรกที่เป็นจุดกำเนิดเพลงสไตล์นี้คือ ดอกไม้ ร้องโดย อาภัสณี ศิริรัตน์อัสดร และ กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร กับ รู้สึกแปลก ร้องโดย อัจฉรา จิตตรัตน์เสนีย์

ผลลัพธ์ที่น่าพอใจจุดประกายให้สมเกียรติไม่อยากทำแค่เพียงเพลงประกอบในอัลบั้มรวมฮิตเท่านั้น แต่ต้องการสร้างศิลปินวัยรุ่นแนวใหม่ที่ค่ายขนมปังดนตรีไม่เคยมีมาก่อน

“สมัยก่อนนี้ เพลงวัยรุ่นมักมีลักษณะเป็นเรื่องแต่งใหม่ไปเลย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ของศิลปิน ฟังแล้วเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตัวเขาเป็นยังไง ขณะที่เราอยากทำเพลงที่มาจากเรื่องจริงๆ ของคนร้อง หรือเป็นไลฟ์สไตล์ของคนที่ร้อง เช่นฉันรักเธอ ฉันชอบเธอ เนื้อหาจะถูกกำหนดแบบนั้น โดยเราตั้งใจให้เป็นเหมือนกระบอกเสียงของวัยรุ่น ที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ พร้อมแฝงความสนุกและกวนๆ ไว้นิดหนึ่ง”

แนวเพลงที่สมเกียรติตั้งใจทำตอนนั้น คือเพลงเต้นรำที่ชื่นชอบเป็นทุนเดิม แต่นำมาปรับให้เข้ากับกลุ่มผู้ฟังที่เป็น Teen Idol อายุระหว่าง 13 – 19 ปี โดย ศิลปินเบอร์แรกก็คือ ‘คิท’ กับ ‘กิ’ สองสาวที่ร้องเพลงดอกไม้ ซึ่งรวมตัวกันในชื่อ Niece

สมเกียรติเล่าให้ทั้งคู่ฟังว่า เขาชอบเสียงเวลาสองคนร้องด้วยกัน รู้สึกว่าพอรวมกันแล้วเป็นเสียงที่เพราะมากเสียงหนึ่ง

“แรงบันดาลใจนี้มีเต็มไปหมด โดยเฉพาะเพลงฝรั่ง เพลงสากล ช่วงยุค 1987 พวก Kylie Minogue, Jason Donovan ส่วนเนื้อไทยเราคิดขึ้นเอง มีพี่บอยเป็นคนเขียนเนื้อ แต่ส่วนเรื่องคอนเซปต์อะไรนี่ ผมจะเป็นคนบอก รวมถึงเวลาไปเจอศิลปินแล้ว ศิลปินก็จะช่วยคิดด้วย”

แม้เวลานั้น สถานการณ์เศรษฐกิจของบริษัทจะไม่สู้ดีเท่าใดนัก แต่ด้วยความเชื่อมั่นในทักษะการมองตลาดของหุ้นส่วนบวกกับความเป็นเพื่อนที่คบหามายาวนาน ทำให้ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ บอสใหญ่ Bakery Music ตัดสินใจสนับสนุนความฝันของสมเกียรติเต็มที่ ประมาณว่า — ‘ทำก็ทำ ลุยก็ลุย’

มีเพียงสิ่งเดียวที่สุกี้กังวลคือความรู้สึกของแฟนเพลง Bakery Music เพราะภาพลักษณ์ของศิลปินวัยรุ่นที่จะทำนั้นต่างจากศิลปินในสังกัดเวลานั้นอย่างสิ้นเชิง ทั้ง P.O.P, Yokee Playboy, Pause, Tea For Three, ธีร์ ไชยเดช, โจอี้ บอย หรือแม้แต่สายชล ระดมกิจ ซึ่งล้วนแต่สร้างสรรค์งานเพลงขึ้นเอง

ขณะที่ Niece ผลิตจากทีมโปรดักชัน 100 เปอร์เซ็นต์และแนวเพลงก็ยังเด็กกว่ามาก พวกเขาจึงตัดสินใจทำแบรนด์ย่อยใหม่ที่ชื่อ DOJO CITY พร้อมออกแบบโลโก้เป็นตัวหนังสือกราฟิกในบอลลูนคำพูดสีเหลืองสดใส

สุกี้บอกว่า ชื่อนี้มาจากร้านอาหารโปรดของที่ตั้งอยู่บนถนนเซนต์มาร์กในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาเคยพา บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ หุ้นส่วนอีกคนไปรับประทาน แล้วบอยประทับใจจนนำไปใช้เป็นชื่อค่ายย่อยนี้ ขณะที่สมเกียรติเล่าพร้อมเสียงหัวเราะว่า “ความจริง DOJO มันเป็นเสียงกลองดังๆ DOJO CITY ก็เลยเหมือนกับเมืองที่เต็มไปด้วยเสียงแบบนี้ แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้คิดอะไรมากหรอกตอนตั้ง”

หากแต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า คือทำอย่างไรให้ศิลปิน Teen Idol ประสบความสำเร็จ!!

สมเกียรติเชื่อว่าต้องใช้สื่อที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปด้วย เช่นสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่สิ่งพิมพ์ เขาเลยผลักดันนิตยสารเล่มใหม่ออกมาเจาะกลุ่มวัยรุ่นเป็นการเฉพาะ ใช้ชื่อว่า Katch

DOJO CITY

“ตอนแรกสุกี้ยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็น DOJO หรือ Katch ทุกคนเลยต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อผลักดันให้งานออกมาได้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าทั้งสองส่วนนี้มันน่าจะไปได้ดี ถึงแม้ว่า Katch จะเริ่มจากจุดที่เจ๊งแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำหนังสือสักเล่ม ไม่มีทางได้กำไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ต้องรอถึงเล่ม 3 หรือเล่ม 4 สปอนเซอร์ถึงได้เข้ามาแบบน่าอุ่นใจ และกลายมาเป็นมีเดียให้กับเทปของเราไปอย่างเต็มตัว”

Katch มีกลิ่นอายของนิตยสารวัยรุ่นญี่ปุ่น เป็นส่วนผสมกับแฟชั่นกับการ์ตูน ซึ่งครึ่งหลังนี้เป็นความสนใจส่วนตัวของบอย โดยก่อนหน้านี้บอยเคยกรุยทางด้วยการจับมือกับวิบูลย์กิจเปลี่ยน ‘คริสติน’ อดีตแดนเซอร์สาวของโจอี้ บอย ให้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่สาวมาแล้ว

“ความจริงเราไม่มีโมเดลอะไรเลย ที่สำคัญมันไม่ใช่ความถนัดด้วย เพราะผมเป็นคนทำเพลง แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าอยากทำข้อมูลที่เกี่ยวกับแฟชั่น ให้หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนไบเบิลด้านแฟชั่นของวัยรุ่นในการแต่งตัว นำข้อมูลฝั่งยุโรป อเมริกา หรือประวัติของแฟชั่น มาย่อยให้เข้าใจง่าย เข็มขัดแบบนี้มายังไง แต่ละเล่มก็จะมีธีมของตัวเอง

“อีกอันหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนคือ On the Street (คอลัมน์รวมภาพวัยรุ่นสยามสแควร์ที่มีสไตล์แต่งตัวไม่เหมือนใคร) เพราะเมื่อก่อนวัยรุ่นจะไม่ค่อยกล้าแต่งตัว ไม่รู้อันไหนใช่-ไม่ใช่ On the Street ก็เหมือนเป็นพื้นที่ให้ ถ้าคุณแต่งดี แต่งเป็น คุณได้ลงนะ ตรงนี้น่าจะมีส่วนช่วยให้ Katch เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมถึงเพลง DOJO ด้วย พูดง่ายๆ คือทุกอย่างรวมกันหมด”

Katch ฉบับปฐมฤกษ์จึงมีสองสาว Niece ขึ้นปก วางแผงในช่วงไล่เลี่ยกับการปล่อยอัลบั้มแรก คือต้นพฤศจิกายน 2541

ผลจากการทดลอง สองสาวได้เสียงตอบรับที่ดีพอสมควร โดยเฉพาะเพลง บีบมือ และ ไปพัก ทว่าในแง่ยอดขายแล้วกลับสวนทาง แต่นั่นก็ไม่ทำให้สมเกียรติและทีมงานท้อเลย พวกเขายังคงรู้สึกสนุกและอยากเดินหน้าตามหนทางที่เชื่อต่อไป

“ผมคิดว่าวัยรุ่นไทยเป็นวัยที่รับอะไรได้เร็วมาก เมื่อก่อนอาจจะรู้จักแต่สามเหลี่ยม ตอนนี้มีสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม วงกลม อะไรเยอะแยะเข้ามาจนเขาหยิบมาใช้สอยไม่ถูก และอ่านไม่ออกว่าแต่ละอย่างมีพื้นฐาน มีค่าความหมายอย่างไร ผมรู้สึกว่าวัยรุ่นไทยขาดคนที่มาบอกเขา ทั้งการศึกษาและสไตล์ยังน้อยเกินไป

“โอเค เราทำเพลงขายให้เขา ทำหนังสือขายให้เขา แต่เราก็ขายด้วยความพยายามให้ข้อมูลไปด้วย เช่นต้องการให้เขารู้ว่า นี่คือเพลงยุค 60 แน่นอนว่าพวกเขาขายของ แต่สิ่งที่เขาจะได้คือที่มาที่ไปของงานแต่ละอย่าง คือเราทำงานเป็นธุรกิจแต่เขาจะต้องได้อะไรจากเราด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนจึงอยากทำต่อ แม้ช่วงแรกจะขายไม่ค่อยดีก็ตาม”

 

2

Center Point Culture

“สองคนนี้จะทำงานได้เหรอ” คือสิ่งที่สุกี้ถามสมเกียรติเมื่อเขาพา 2 สาว โบ-สุรัตนาวี สุวิพร กับ จอยซ์-พรพรรณ รัตนเมธานนท์ มาแนะนำว่าทั้งคู่กำลังจะเป็นศิลปินลำดับที่ 2 ของ DOJO CITY

DOJO CITY DOJO CITY

“ความจริงสุกี้เคยเห็นทั้งคู่มาบ้าง เพราะน้องๆ พวกนี้ก็มาเรียนพิเศษที่สยาม วันที่แนะนำ สุกี้ถามว่าเอาจริงเหรอ ผมบอกเอาจริงก็ลองทำเพลงกันเลย พอเขาเห็นความเป็นธรรมชาติ ไม่กลัวอะไร ร้องแล้วดูสนุกก็เลยโอเค”

จุดเด่นสำคัญศิลปิน DOJO ไม่ได้อยู่ที่เสียงร้องที่ไพเราะหรือความสมบูรณ์แบบ แต่คือบุคลิกและสไตล์ที่สะท้อนความเป็นตัวแทนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นได้ ดังเช่นที่บอย โกสิยพงษ์ เคยเปรียบนักร้องกลุ่มนี้เป็นเหมือนสาวข้างบ้านที่มาร้องเพลงให้ฟัง บางคนแค่ร้องเพลงได้ หูไม่เพี้ยน มีทัศนคติดี ก็สามารถปั้นได้แล้ว

หากไม่นับกรณีของคริสติน นักร้องส่วนใหญ่ที่เข้ามามักผ่านคนใกล้ชิด อย่าง โบ-จอยซ์ ก็เป็นเพื่อนแก๊งเดียวกับน้องชายของสมเกียรติ และก่อนหน้านี้จอยซ์ยังเคยแสดง MV เพลง ทางออก ช่วงที่เขาทำอัลบั้ม Zequence เมื่อปี 2538 ด้วย

ส่วน H มาจากการที่สมเกียรติรู้จักกับ แอนนี่-มณทิราภา รัตตะกุญชร แล้วแอนนี่ก็รู้จัก พลอย หอวัง ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนรุ่งฤดีอีกที จึงชักชวนมาร่วมทำโปรเจกต์ด้วยกัน ตอนหลังก็ได้ กิ๊ฟ-กุศลิน โควหกุล ซึ่งสมัครคัดตัวเป็นแดนเซอร์ให้โจอี้ บอย มาเสริมกลายเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่มีหลายคาแรกเตอร์ ทั้ง Honey Homey และ Happy ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวง

ศิลปินบางคนดึงมาจากนางแบบปกนิตยสาร Katch ตรงนี้ถือเป็นความโชคดีเพราะ Bakery Music ช่วงนั้นตั้งอยู่ตรง Center Point กลางสยามสแควร์พอดี ทำให้มีโอกาสเจอวัยรุ่นที่น่าสนใจมากมาย คนดังๆ ที่เคยขึ้นปก Katch มาแล้วก็อย่างเช่น บอลลูน-พินทุ์สุดา ตันไพเราะห์, กิ๊ฟท์ซ่า-ปิยา พงศ์กุลภา และ กิ๊บซี่-วนิดา เติมธนาภรณ์

แต่ส่วนใหญ่คนที่เข้าตาและถูกดึงมาอยู่ DOJO ต้องมีความโดดเด่น มีไหวพริบ กล้าแสดงออก และเป็นตัวของตัวเอง เช่น ‘ออย Shocking Pink’ วันศิริ โภคกุลกานนท์ ซึ่งย้อมผมเป็นสีชมพู หรือ พิงค์-พรเพ็ชร์ วิริยะวงศ์ไพศาล กับ ปุ๋ย-อังคณา สุระเรืองชัย จาก Mr.Sister รวมถึง โน้ต-ณัฐกานต์ ประสพสายพรกุล ซึ่งสมเกียรติทาบทามไว้ตั้งแต่แรกๆ แต่เธอไปเรียนต่อเมืองนอกพอดี และพอกลับมาเป็นช่วงที่ DOJO ใกล้ปิดแล้ว จึงหันมาออกอัลบั้มโน้ต-ตูน ในสังกัด Sony Music แทน

DOJO CITY DOJO CITY

“เราจะดูตั้งแต่เดินเข้ามาเลย บุคลิกแรกที่เห็น หน้าตาไม่ใช่จุดเด่น แต่จะดูวิธีพูด วิธีเดิน ดูว่าแรงดึงดูดของเขาคืออะไร อย่างบางคนมาถึงแล้วเอาแต่เล่นเกม เราก็ไม่เอา จากนั้นจึงสัมภาษณ์อย่างละเอียด ทั้งมุมมองต่อสังคม พ่อแม่พี่น้อง และความสนใจส่วนตัวต่างๆ บางทีก็เป็นคำถามเชิงจิตวิทยา เช่น ระหว่างโกหกกับพูดจริง ชอบแบบไหนมากกว่า แล้วผมก็จะดึงเอาสิ่งที่เป็นตัวเขาเองนั่นแหละออกมาเป็นงาน”

จากสัมภาษณ์ก็มาสู่ขั้นตอนทำเพลงเดโม เพื่อทดสอบทักษะการร้องเพลง ส่วนใหญ่เป็นการทำกันแบบสดๆ โดยสมเกียรติจะวางคอนเซปต์ให้แล้วทีมงานก็แต่งทันที อย่าง Triumphs Kingdom ได้ร้องเพลง อย่าเข้าใจฉันผิด ขณะที่ Niece ได้ร้องเพลง บีบมือ ซึ่งบอย โกสิยพงษ์ ดัดแปลงมาจากเพลงสปอตที่แต่งให้คลื่นคนดนตรีอีกที

“ตอนนั้นยังไม่มีท่อน Verse เลย ผมก็บอกให้น้องสองคนไปเดินช้อปปิ้งกันก่อน แล้วก็เอาเพลงนั้นมาเปลี่ยนเนื้อนิดหน่อย พอน้องเขากลับมา เราก็แต่งเสร็จพอดี” บอยเคยให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของเพลงฮิตที่กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว Niece

หลังจากนั้นก็มาถึงขั้นพัฒนาศักยภาพ ทั้งการร้องการเต้น หนึ่งในครูสอนร้องเพลงก็คือ ‘โจ้ Pause’ อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ รวมถึงวางคาแรกเตอร์ของศิลปินว่าควรเป็นเช่นใด เช่น H ถูกกำหนดธีมให้เป็นสายลับ เนื่องจากมีความเป็นเด็กซนอยู่ในตัว พร้อมให้ทีม B.Boyd Characters ทำการ์ตูนออกมาสนับสนุนเพื่อลงในนิตยสาร Katch

ขณะที่สไตล์การแต่งกายหรือแฟชั่น ทีมงานไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมาก เพราะต้องการเน้นความเป็นตัวเองมากที่สุด เช่น โบ-จอยซ์ ก็สวมสายเดี่ยว เกาะอก กางเกงขาสั้น รองเท้าส้นตึก มาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกับสมเกียรติ

“เราไม่เคยยัดเยียดว่าน้องต้องเป็นอย่างไร มีอะไรก็คุยได้หมด อย่างช่วงแรก TK เราก็ไม่นึกว่าเขาจะกล้าใส่ ตอนนั้นก็ถามว่าที่บ้านไม่ว่าอะไรเหรอ เขาก็บอกว่าไม่ว่าอะไร แล้วเราเองก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นอะไรด้วย ก็เลยให้ใส่เลย”

หลัง Triumphs Kingdom ชุดแรกวางแผง เกิดปรากฏการณ์แฟชั่นสายเดี่ยวระบาดหนักในหมู่วัยรุ่น โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวอย่าง Center Point หรือ RCA เช่นเดียวกับยอดขายกว่าแสนชุดที่ช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ของบริษัทที่กำลังย่ำแย่ให้กระเตื้องกลับมาได้ แม้ไม่สามารถล้างหนี้ก้อนใหญ่ได้ก็ตาม

แต่อีกมุมความโด่งดังกลับเป็นดาบสองคม เพราะมีผู้ใหญ่ในบ้านเมือง รวมถึงคอลัมนิสต์ชื่อดังหลายคนออกมาโจมตีถึงความไม่เหมาะสมในการแต่งกายของศิลปินสาว

“พอมี TK เกิดขึ้นก็มีกระแสออกมาทันที แรกๆ ก็รู้สึกสนุกดี เหมือนเป็นความเคลื่อนไหวของ Pop Culture ในบ้านเราที่วัยรุ่นหันมาแต่งตัวอย่างนี้หมด แต่พอยิ่งพูดๆ ไปก็ยิ่งมีคนมายุ่งวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะเป็นเรื่องการเมืองไปเลย”

แต่เนื่องจากสมเกียรติและทีมงานเลือกใช้วิธีประนีประนอม น้อมรับคำติชมพร้อมปรับปรุงโดยทันที สถานการณ์จึงคลี่คลายได้ด้วยดี และทำให้อัลบั้มชุดถัดมา ซึ่งออกห่างจากชุดแรกไม่ถึงปี สองสาวถูกวิพากษ์วิจารณ์น้อยลง

ในชุดที่ 2 Twice TK ของ Triumphs Kingdom นอกจากใช้นิตยสาร Katch ช่วยประชาสัมพันธ์แล้ว ยังเป็นช่วงที่ Bakery Music เริ่มทำรายการโทรทัศน์ของตัวเองเป็นครั้งแรก ชื่อรายการ Katch Up ออกอากาศทาง ททบ.5 ภายใต้การสนับสนุนของพันธมิตรรายใหม่ BMG จากนั้นจึงตามมาด้วย Nothing Special และ โบ-จอยซ์ ปี 1 ส่งผลให้อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง และกลายเป็นอัลบั้มขายดีชุดหนึ่งที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทได้อย่างแท้จริง

“ตอนอัลบั้ม 2 มีจดหมายของฝากส่งมาที่บ้านเยอะมาก.. โบแบบ ‘เฮ้ย! ส่งมาทำไม ทำไมมาดูแลฉันขนาดนี้.. บางคนแม่เขาโทรมาบอกว่าลูกมารออยู่ที่หน้าบ้านโบ โบก็บอกว่า ‘โอเค ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวจัดการให้’ แล้วโบก็พาน้องเขาไปส่งที่บ้าน คือมันมีคนที่เขาเป็นห่วงอยู่นะ” โบ TK เคยให้สัมภาษณ์ไว้ช่วง 10 ปี Bakery Music

หากแต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบ คือนอกจากศิลปินสาวๆ สมเกียรติยังเคยมีแผนปั้นนักร้องชายด้วย แต่เพราะความไม่ลงตัวบางอย่าง ความฝันนี้จึงไม่เคยเกิดขึ้นจริง

“เพลงผู้ชายทำยากกว่ามาก เพราะผู้หญิงนี้จะค่อนข้าง Universal ขณะที่ผู้ชายจะมีเรื่องเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่รู้ แต่ก็พอมีภาพในหัวอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นอยากทำคล้ายๆ วง Take That ซึ่งมีความโซลอีกแบบหนึ่ง แล้วก็จะต้องมีความเป็นเพื่อน มีบุคลิกความเป็นหนุ่ม แต่ต้องไม่แมนมากเกินไป” อดีตผู้บริหารค่าย DOJO CITY เล่าเรื่องพร้อมรอยยิ้ม

 

3

made in DOJO CITY

DOJO CITY DOJO CITY DOJO CITY

เพราะความตั้งใจสูงสุดของสมเกียรติคือการผลิตเพลงที่สะท้อนตัวของวัยรุ่นมากที่สุด เขาจึงพิถีพิถันกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ผลงานกว่า 80 เพลง จาก 6 ศิลปิน ทั้ง Niece, Triumphs Kingdom, H, Kristin, OIL และ Mr.Sister ไม่ว่าจะเป็น ความลับ, ผ้าเช็ดหน้า, ไปพัก, บีบมือ, ไม่รู้, สุดสัปดาห์, ต่อให้ใครไม่รัก หรือ อาม่าดุ ยังคงเป็นที่จดจำของผู้คนถึงทุกวันนี้

เบื้องหลังความสำเร็จนี้เกิดจากทีมนักแต่งเพลงมืออาชีพที่มารวมตัวกันในชื่อ Team Darling สมาชิกก็มาจากเหล่าศิลปินใน Bakery Music นั่นเอง ทั้ง บอย โกสิยพงษ์, โป้ Yokee Palyboy ปิยะ ศาสตรวาหา, บอย Friday ตรัย ภูมิรัตน, โต้ง P.O.P มณเฑียร แก้วกำเนิด, นภ พรชำนิ, โตน Pixyl จักรธร ขจรไชยกูล และ ไพรัช นรินทรางกูร โดยมี Mr.Z ทำหน้าที่กำกับ วางคอนเซปต์และให้โจทย์ว่าอยากได้เพลงแบบใดอีกที

“ถ้าผมไม่คอยดู เนื้อเพลงก็จะไม่เป็นก้อน คนแต่งเพลงก็นึกไม่ออกว่าควรเขียนมาแบบไหน สมมติว่าต้องการความรู้สึกคิดถึงก็ต้องบอกให้ชัดเจน เช่น บอยตรัย..พี่ขอเพลงคิดถึงแบบเสียดายที่ไม่ได้เจอ ซึ่งถ้าไม่ได้สโคป งานก็จะออกมาไม่ชัดว่าเราต้องการพูดอะไร แค่ไหน หรือไม่โฟกัสถึงอารมณ์นี้จริงๆ ซึ่งตอนหลังๆ เขาจะรู้เลยว่าเราต้องการอะไร บางทีก็ถามกลับมาเลยว่าคิดถึงแบบเจอกันกี่ครั้งนะพี่!!”

บางทีทีมงานก็ใช้วิธีให้ศิลปินลองเขียนไดอารี่มาให้อ่าน จากนั้นจึงแต่งเนื้อตาม แม้บางครั้งคนภายนอกอาจตีความว่าเกินวัยไปหน่อย แต่สมเกียรติกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นความรู้สึกที่มีอยู่จริง และเป็นธรรมชาติของวัยรุ่น  

“ผมให้ความสำคัญ แต่เนื้อหาก็ต้องมาจากตัวตนของเขาด้วย มาจากสิ่งที่เป็นชีวิตวัยรุ่น ซึ่งทุกเพลงที่เขียนมาเป็นเรื่องของวัยรุ่นที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราไปอุปโลกน์ให้เป็น”

ตัวอย่างเช่น เพลง อยู่นานๆ อีกนิด สมเกียรติวางโจทย์ว่า อยากได้เพลงที่ฟังแล้วโดนใจคนเที่ยวกลางคืน ฟังแล้วรู้สึกสนุก อยากไปเที่ยว อยากเต้นรำตลอดทั้งคืน โดยเขาเอาแนวเพลงมาให้บอยฟังด้วย แต่ปัญหาคือบอยเป็นคนไม่เที่ยว เลยหันกลับไปถามสมเกียรติว่า เวลาคนไปเที่ยวชอบพูดอะไรกัน ซึ่งคำหนึ่งเขาที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ ‘อยู่นานๆ อีกนิด’ สุดท้ายวลีก็ถูกต่อยอดและพัฒนากลายเป็นเพลงที่ทุกคนได้ยินกันนั่นเอง

ทว่าด้วยรูปแบบของการทำงานแบบนี้ จึงทำให้ศิลปินบางคน เช่น นาเดีย สุทธิกุลพานิช ไม่สามารถอยู่ภายใต้แบรนด์ DOJO CITY ได้ เนื่องจากแนวเพลงและเนื้อหาที่เล่านั้นต่างจากศิลปินอื่นๆ มาก

“คอนเซปต์เพลงของนาเดียจะอาร์ตๆ หน่อย อย่าง Galaxy of love เป็นนามธรรมมาก เป็นชุดที่จินตนาการสุดๆ ซาวน์ดนตรีก็เป็นเหมือนฝัน ดูเกินจริง มิวสิกวีดิโอก็ดูไม่ค่อยชัด เพราะต้องถ่ายเมืองนอก ให้เพื่อนเขาถ่ายส่งมา ขณะที่ DOJO เนื้อเพลงก็เล่าแบบตรงไปตรงมา เป็นรูปธรรมชัดเจน”

ส่วนในภาคดนตรี สมเกียรติใช้วิธีผสมผสานสิ่งที่ตัวเองสนใจลงไป บางครั้งเขาต้องเดินทางไปสัมผัสว่ากระแสนิยมดนตรีของโลกไปในทิศทางไหน รวมถึงเดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แวะที่ละนิดละหน่อย เพื่อให้รับรู้และซึมซับบรรยากาศ

อย่างเพลง อย่าเข้าใจฉันผิด เขาได้แรงบันดาลใจจากเพลง Latin Lover ซึ่งได้ยินตามสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรี พอฟังก็รู้สึกว่าต้องโดนใจขาแดนซ์แน่ๆ เลยนำมาดัดแปลงให้ดนตรีแน่นขึ้น เป็นสามช่าที่ดูสะบัดๆ เหวี่ยงๆ จากนั้นก็ให้จอยซ์มาแร็พเสริมเข้าไปในเพลง ซึ่งน้ำเสียงที่ห้าวของจอยซ์นั้นไปสอดรับกับเสียงของโบซึ่งเป็นตัวหลักอย่างมาก กลายเป็นเสน่ห์และความลงตัวที่พอดี

อย่างเพลง ผ้าเช็ดหน้า เวลานั้นสมเกียรติกำลังทำอัลบั้ม ตัวฤทธิ์ ให้โจอี้ บอย แร็พเปอร์หนุ่ม เลยเสนอไอเดียว่าเพลงจีนที่ชื่อ เย่ไหลเซียง ของ เติ้งลี่จวิน น่าสนใจ เขาจึงให้บอยช่วยเขียนเนื้อให้ ซึ่งบอยก็แปลงเนื้อจาก ดอกไม้ราตรี มาเป็น ผ้าเช็ดหน้า รวมทั้งยังนำดนตรีละตินเข้ามาเสริมทำนองจีน

สมเกียรติยังจำได้ดีว่า เพลงนี้แก้อยู่หลายรอบมาก แต่ผลของความยากลำบากนั้นก็ทำให้เพลง ผ้าเช็ดหน้า ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นหนึ่งในเพลงที่ฮิตที่สุดในประวัติศาสตร์ของ DOJO CITY ติดหูจนทุกคนร้องตามได้ และยังได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

4

จะไม่ลืมที่เรามีกันและกันในวันนี้

DOJO CITY

แต่ถึง DOJO CITY จะเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นในเมืองยุค 2000 จดจำได้อย่างดี รวมถึงนิตยสาร Katch ก็มียอดขายดีขึ้นต่อเนื่อง แต่หลัง Bakery Music เผชิญวิกฤตทางธุรกิจจนต้องขอความช่วยเหลือจาก BMG อีกครั้ง ส่งผลให้บริษัทต้องลดทอนค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง หนึ่งในนั้นคือ การยุบรายการโทรทัศน์ซึ่งใช้เงินลงทุนสูง รวมถึงเลิกผลิตนิตยสารทุกเล่ม

BMG ให้เหตุผลว่า นิตยสารไม่ได้เป็นธุรกิจหลักของบริษัท และต่อให้ทำกำไรเล่มละ 300,000 – 400,000 บาท แต่ก็ยังต้องออกทุนก่อนล่วงหน้า 800,000 – 900,000 บาทอยู่ดี ซึ่งพอมาคิดในหลักการลงทุนแล้วถือว่าไม่คุ้มค่า

สมเกียรติยอมรับว่า ช่วงที่ปิดนิตยสารรู้สึกเสียดายและเหนื่อยไม่น้อย เพราะ Katch เปรียบเสมือนกับลูกที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลมาตลอด 3 ปีกว่า ที่สำคัญเขายังมีไอเดียเต็มไปหมดที่อยากถ่ายทอดผ่านนิตยสารเล่มนี้

แต่ผลกระทบที่หนักหนายิ่งกว่าคือ  DOJO CITY ขาดสื่อที่จะมาช่วยประชาสัมพันธ์ โดยช่วงนั้นเป็นจังหวะเดียวกับ Triumphs Kingdom กำลังวางแผงอัลบั้มชุดที่ 3 TK Vision พอดี แต่ด้วยความโชคดีที่ตัวศิลปินเองมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น และหลายเพลงก็โดนใจกลุ่มผู้ฟัง ทั้ง ถอด และ ล่ำบึ้ก จึงประคองสถานการณ์และผ่านพ้นมาได้

ทว่าหลังจบอัลบั้มนี้ พร้อมมีการประกาศแยกตัวของโบ-จอยซ์ ปิดตำนานเจ้าแม่สายเดี่ยวลง DOJO CITY ก็ถึงคราวต้องหยุดพักครั้งใหญ่ ท่ามกลางกระแสการปิดค่ายที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ

หากแต่สมเกียรติก็ยังคงไม่หยุดฝัน แม้มีปัญหาให้ต้องรับมือตลอด ทั้งเรื่องเครื่องมือโปรโมต รวมถึงทีมงานเพราะหลายคนเริ่มติดพันการทำผลงานของตัวเอง เช่น บอยตรัยเตรียมทำ Friday ชุดที่ 2 ส่วนโป้ทำ Yokee Playboy ชุดที่ 4 ขณะที่โตนก็เตรียมฟอร์มวงใหม่ชื่อ Sofa แต่ด้วยความตั้งใจ ในที่สุดต้นปี 2545 เขาก็สามารถผลักดันศิลปินน้องใหม่ Mr.Sister ออกมาได้สำเร็จ

แต่หลังโปรโมตได้ไม่นานก็ได้รับข่าวร้าย เนื่องจากผู้ถือหุ้นมองว่าผลประกอบการของ DOJO CITY ไม่ดีเท่าที่ควร จึงสั่งยุบค่าย ส่งผลให้ศิลปินอีกวงที่เตรียมออกผลงาน อย่าง Swoosh ซึ่งตอนนั้นเริ่มปล่อยผลงานบ้างแล้ว ต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย ก่อนที่ภายหลังจะแปลงร่างเป็น Ladies Mafia ภายใต้สังกัดใหม่ Sony Music Bec Tero

ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา DOJO CITY และ Katch ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนตัวตนของวัยรุ่น Generation Y ซึ่งพร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่อยู่ตลอด ทั้งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี และความบันเทิง อย่างแท้จริง

รวมทั้งเป็นพื้นที่แรกๆ ที่ทำให้คนคุณภาพจำนวนมากมีโอกาสได้แสดงฝีมือ ทั้ง บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักแต่งเพลง เจ้าของนามปากกา Zentrady ซึ่งวันนี้กลายเป็นนักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมที่หลายคนต้องการตัว มาเรียม เกรย์ อดีตคอรัสที่มายืนอยู่แถวหน้าในฐานะนักร้องวง B5 รวมถึง วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนธรรมดาๆ ที่เริ่มต้นผลงานชุด hesheit ใน Katch จนปัจจุบันโด่งดังไปไกลญี่ปุ่นจากการ์ตูนเรื่องมะม่วงจัง

สำหรับสมเกียรติแล้ว ทั้งสองแบรนด์คือหนึ่งในสิ่งที่เขาภูมิใจมากที่สุดในชีวิต และมีความสุขทุกครั้งเมื่อย้อนนึกถึง

“นี่เป็นช่วงเวลาที่แฮปปี้สุด เพราะเราได้เริ่มต้นในสิ่งใหม่ๆ แน่นอนว่ามันอาจมีข้อจำกัดบ้าง แต่ก็ทำให้เราตั้งใจมุ่งมั่นมากขึ้น ซึ่งความกดดันนี่แหละที่ทำให้ได้งานออกมาได้อย่างที่ต้องการ”

ไม่ต่างจากแฟนเพลงทุกคนที่เติบโตมาในยุคเดียวกัน และเชื่อว่าเมื่อเสียงเพลงจากสาวๆ ข้างบ้านกลุ่มนี้ดังขึ้น พวกเขาก็คงรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในความทรงจำอันแสนสุขนั้นอีกครั้งหนึ่ง

เรียบเรียงจาก

  • บทสัมภาษณ์คุณสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562
  • นิตยสาร GM ปีที่ 14 ฉบับ 235 เดือนกุมภาพันธ์ 2543
  • นิตยสาร 375 ํF BAKERY MUSIC MAGAZINE ฉบับที่ 5 เดือนกรกฎาคม 2547 – ฉบับที่ 9 พฤศจิกายน 2547
  • นิตยสาร a day ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์ 2544
  • หนังสือ BAKERY & I ชีวิต ดนตรี และเบเกอรี่ ผ่านสายตาของสุกี้ โดย กมล สุโกศล แคลปป์
  • Facebook Boyd Kosiyabong

 

ภาพประกอบ

  • เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดา
  • นิตยสาร Katch
  • นิตยสาร Manga Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load