“…ในค่ำคืนที่ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้ ฉันยังคงก้าวไป ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำไป ในคืนที่หลงทาง นาทีที่ความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้ฉันยังมีจุดหมาย ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย…”

เสียงเพลง แสงสุดท้าย ดังกึกก้องไปทั่วประเทศ หลังจาก ตูน Bodyslam ชายผู้วิ่งจากเบตงถึงแม่สาย ก้าวเท้าเข้าเส้นชัย ช่วงหัวค่ำของวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ในสายตาคนจำนวนไม่น้อยแล้ว เพลงนี้อาจเป็นสัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจ ความหวัง และความเสียสละ

แต่ในมุมของทีมเขียนเพลงที่อยู่เบื้องหลังแล้ว นี่คือสิ่งที่เกินฝัน เพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า เพลงลำดับ 6 จากอัลบั้ม ‘คราม’ ซึ่งแทบไม่เคยถูกโปรโมตจริงจังหรือผลิตเป็นมิวสิกวิดีโอ จะเข้ามาอยู่ในใจของผู้คนนับล้านชีวิตเช่นนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เป็นเวลากว่า 16 ปีแล้วที่มีโลโก้สีเขียวเขียนคำว่า Mango Music Making Group ปรากฏบนปกอัลบั้ม

พวกเขาได้ผลิตผลงานสุดคลาสสิกออกมานับไม่ถ้วน ผ่าน 3 ศิลปินร็อกแถวหน้าของเมืองไทย Big Ass, Bodyslam และ Labanoon หลายเพลงถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมาไม่ต่ำกว่าร้อยล้านครั้ง และบางเพลงกลายเป็นซาวนด์แทร็กประกอบชีวิตของใครหลายคน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากขอพาทุกคนไปพบกับสมาชิกทั้ง 7 ของ ‘Mango Team’ โป-สุเมธ โปษยะนุกูล, อ๊อฟ-พูนศักดิ์ จตุระบุล, หมู-อภิชาติ พรมรักษา, กบ-ขจรเดช พรมรักษา, ป้อม-สุรชัย พรพิมานแมน, เหนือ-เหนือวงศ์ ต่ายประยูร และ ตั๊ด-วิรชา ดาวฉาย เพื่อพูดคุยถึงกระบวนการทำงาน ตลอดจนมิตรภาพบนเส้นทางสายดนตรีที่ฟูมฟักมานานกว่า 2 ทศวรรษ

01

วิกฤตสร้างโอกาส

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2540 ณ ออฟฟิศเล็กๆ ในซอยพร้อมศรี สุขุมวิท 39 

ชายหนุ่ม 5 คน อ๊อฟ หมู กบ แด๊กซ์ และต้น นั่งประจันหน้ากับ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เจ้าของค่าย Music Bugs เพื่อนำเสนอผลงานเดโม 4 เพลงที่พวกเขาช่วยกันทำขึ้นมา

เมื่อเสียงอินโทรเพลงแรกดัง ทั้ง 5 คนต่างลุ้นระทึก เฝ้ารอปฏิกิริยาของศิลปินรุ่นใหญ่ เพราะที่ผ่านมาค่ายอื่นฟังเพียงเท่านี้ก็ตอบปฏิเสธ แต่สิ่งที่ธเนศทำต่างจากคนอื่น เพราะเขานั่งไล่ฟังทีละเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังชวนนักแต่งเพลงในค่ายมาร่วมฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก่อนนำไปสู่การเซ็นสัญญา Big Ass อย่างเป็นทางการ

Big Ass ยื่นข้อเสนอขอทำเพลงเองหมด แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ ธเนศจึงตะล่อมว่า ยังมีอีกวิธีคือ เขียนมาแต่โครงโมเลดี้ อย่าเพิ่งใส่เนื้อ เพราะที่นี่มีทีมเขียนเนื้อเพลงมืออาชีพอยู่แล้ว โดยมีเหนือวงศ์เป็นสมาชิกคนสำคัญ

“เราสงสัยว่าเหนือวงศ์เป็นใคร เลยไปสืบประวัติ เคยเขียนเพลงความหวัง ดวงดาว รองเท้า หัวใจ ของ เจ-มณฑล เราก็เลยลองทำตามที่พี่เขาเสนอมา อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง ไอ้นี่ก็ส่งมาเลย เพลงเจี๊ยวจ๊าว ฮ่า! จะรอดหรือเปล่า เลยไม่ยอม กูต้องมีส่วนร่วมด้วย เลยไปเขียนด้วยครึ่งหนึ่ง นับจากนั้นจึงสนิทกับเหนือมาตลอด เหมือนเป็น Big Ass คนที่หก” กบย้อนความทรงจำ

ทว่า Not bad อัลบั้มแรกของ Big Ass กลับทำยอดขายได้เพียง 20,000 ตลับ อัลบั้มถัดมาจึงถูกเบรกไว้ก่อน หมู กบ และอ๊อฟ หันมาทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะกบเข้าไปขอกับธเนศเพื่อร่วมทีมเขียนเนื้อ

แล้วโอกาสก็มาถึง เนื่องจากผลประกอบการของ Music Bugs ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงขั้นมีแผนจะปิดบริษัท นักเขียนเพลงต่างทยอยลาออก เหลือเพียง กบ เหนือ และ กวาง-ณัฐภพ พรหมสุนทรสกุล ผู้แต่งเพลง รักเธอประเทศไทย 

ครั้งนั้น บริษัทตั้งใจจะผลิตงานของ Labanoon วงดนตรีน้องใหม่จากเวที Hotwave Music Award เป็นการสั่งลา กบได้เขียนเพลง อย่าง ความรู้สึก, หนักใจ, เพ้อ และ อมยิ้ม ส่วนเหนือเขียนเพลงเดียวคือ ยาม ที่เหลือเป็นหน้าที่ของกวาง โดยอ๊อฟกับหมูมาช่วยเรื่องดนตรีและเล่นกีตาร์ในบางเพลง 

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ อัลบั้มที่ชื่อว่า นมสด กลับมียอดขายทะลุล้านตลับ ยิ่งเพลง ยาม ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ส่งผลให้ Music Bugs ฟื้นตัว และนำมาสู่การคืนชีพของทีมเขียนเพลง โดยมีนักแต่งเพลงหน้าใหม่หลายคน อาทิ วิภว์ บูรพาเดชะ, โน้ต-เนติ ผ่องพุทธคุณ และ ป้อม สุรชัย ช่วยกันผลิตร็อกวัยรุ่นดีๆ ออกมา

จุดเปลี่ยนของพวกเขาเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2545 เมื่ออ๊อฟจับมือกับ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย อดีตนักร้องนำวงละอ่อน ทำโปรเจกต์ Bodyslam ขึ้นมา

ความจริงโครงการนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากค่าย แต่ด้วยความที่อ๊อฟคุ้นเคยกับตูนมานาน อยากสนับสนุนให้ทำตามฝัน จึงช่วยกันทำเพลงออกมาถึง 12 เพลง และด้วยเมโลดี้ที่โดดเด่นและไพเราะ ในที่สุดค่ายจึงยินยอม โดยกำหนดเวลาเขียนเนื้อเพลง 2 สัปดาห์ และยังต้องผลิตงานของอีกวงตามแผนเดิมที่บริษัทวางไว้ด้วย

“ตอนกลางวันประชุมวงหนึ่ง ตอนกลางคืนเราก็แอบไปทำ Bodyslam แต่ทำออกมาแล้ว ปรากฏว่างานแอบทำเพราะกว่างานหลักอีก” เหนือวงศ์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ 

“พอเขาบอกมีเวลาเท่านั้น เราก็เรียกประชุมเลยว่าจะเอาไง ก็แจกเนื้อกันไป พี่ป้อมเขียน ยกโทษ เหนือ เขียนอากาศ ผมเขียน งมงาย โน้ตเขียน สักวันฉันจะดีพอ มีพี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียน เผื่อไว้ กับ ย้ำ แล้วก็มีพี่วิภว์ด้วย รวมพลังกันหกคน บ้ามาก ตูนกับอ๊อฟก็ไปนอนอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของผม ตะบี้ตะบันจนเสร็จ” กบฉายภาพการทำงาน

เนื้อเพลงส่วนใหญ่ของ Bodyslam มุ่งเน้นไปยังเรื่องความฝัน ความเชื่อของวัยรุ่นเป็นหลัก โดยตั้งใจอยากให้เป็นเพลงประกอบชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกๆ ที่พวกเขากำหนดทิศทางของอัลบั้มอย่างชัดเจน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“ภาพที่เรานึกถึงเวลามองตูนคือ เด็กคนนี้มีอะไรแปลกๆ กว่าคนอื่น มีความบ้าพลัง มีความรักที่แน่วแน่ ซึ่งผมรู้สึกว่าเด็กวัยรุ่นน่าจะเห็นคนนี้เป็นตัวอย่างได้ แต่ทำยังไงจึงจะสื่อสารให้คนได้เห็นบุคลิกของเขาจริงๆ ทำให้รู้สึกได้ว่า ความรักที่ดี ความทุ่มสุดตัวยังมีอยู่ คนฟังต้องได้เห็นจากวงนี้” อ๊อฟในฐานะโปรดิวเซอร์อธิบายแก่นความคิด

“จำได้ว่าตอนที่อ๊อฟมาพรีเซนต์ในห้องประชุม เปิดคำว่า Bodyslam แปลว่าทุ่มสุดตัว ชื่อน่าสนใจมาก แล้วตูนก็สุดจริงๆ สุดทุกทาง เราเลยกำหนดธีมหลักเป็น College Sound แล้วมาคุยกันว่า ในมหาวิทยาลัยมีเรื่องอะไรบ้าง ความรัก ไฟแรง อะไรต่างๆ ก็ประมวลกันมา พูดง่ายๆ คือเราใช้คำว่า College Sound คลุมทุกอย่าง ตั้งแต่การเขียน ไปจนถึงตัวปก ซึ่งถ่ายในโรงหนัง ให้อารมณ์เหมือนหนังเรื่อง American Pie” กบ ผู้ดูแลส่วนของคำร้องเล่าถึงขั้นตอนการทำงาน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

แต่ถึงกระบวนการต่างๆ จะผ่านมาได้ด้วยดี กลับยังมีอุปสรรคให้พวกเขาต้องตามแก้อยู่ไม่น้อย เช่น ห้องอัดในบริษัทไม่ว่าง อ๊อฟจึงไปติดต่อฟาติมา สตูดิโอ ขอใช้ในราคาพิเศษ แถมระยะเวลาการทำงานก็จำกัดมาก เนื่องจากมีเวลาบันทึกเสียงเพียง 14 วันเท่านั้น ทั้งหมดจึงต้องเร่งทำทุกอย่างให้เสร็จเร็วที่สุด

“ผมจำได้ว่า อ๊อฟบอกว่าจะไม่ทำสิบสองเพลงอีกแล้ว” ป้อมย้อนความหลัง

“พอทำเยอะมันเหนื่อย ไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่ เราต้องรีบมาก เอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปทำให้ได้ แต่ก็ทำให้เราได้ฝึกบริหารจัดการการจบอัลบั้ม ได้เห็นภาพการทำงานแบบครอบคลุมเลย” อ๊อฟช่วยเติมภาพให้สมบูรณ์

นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแบบ Mango Team แม้ตอนนั้นชื่อนี้จะยังไม่มีอยู่บนโลกก็ตาม พร้อมกับสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นมาถึงทุกวันนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

02

Dream Team

ผลพวงของอัลบั้ม Bodyslam นอกจากจะเป็นการให้กำเนิดวงร็อกแถวหน้าวงหนึ่งของเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขายังมีโอกาสได้รู้จักกับโป นักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมอีกคนหนึ่ง

เดิมทีโปทำงานอยู่ที่ Sony Music เคยเขียนเพลงให้อัยย์ วีรานุกุล, โน้ต-ตูน และซาร่า ผุงประเสริฐ เคยออกผลงานของตัวเองมาแล้วชุดหนึ่งชื่อ กล่องแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเป็นคนมิกซ์เพลงคู่ใจ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ 

เวลานั้นป้างกำลังทำอัลบั้มหัวโบราณและมาใช้ห้องอัดฟาติมา เช่นเดียวกับ Bodyslam โดยป้างอัดห้องใหญ่ ส่วนวงจาก Music Bugs อัดห้องเล็ก และทั้งหมดใช้ห้องพักส่วนกลางร่วมกัน

“ความจริงเรียกว่าใช้ห้องร่วมกันไม่ได้ เพราะห้องมันเล็กมาก พอพี่ป้างเปิดประตูออกมา ไม่ที่นั่งเลย เพราะจะมีอาหารจากบ้านหมูเต็มโต๊ะไปหมด พี่ป้างแกเกรงใจเลยบอกออกไปกินข้างนอกกันไหม” โปเล่าภาพในตอนนั้น

กระทั่งวันหนึ่งก็มีเหตุให้พวกเขาต้องสุงสิงกัน หลังจาก Liam Laurence ซาวนด์เอ็นจิเนียประจำฟาติมา ทักอ๊อฟมาว่า อัลบั้มหัวโบราณกับอัลบั้ม Bodyslam มีเพลงชื่อซ้ำกันอยู่เพลงหนึ่ง คือ อากาศ อยากให้ลองคุยกับป้างก่อน จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง ปรากฏว่าป้างไม่ติดใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ พอคุยไปเรื่อยๆ ก็ถูกคอ ถึงขั้นไปสังสรรค์ด้วยกันบ่อยๆ ภายหลังป้างเลยชวนโปไปร่วมแก๊งด้วย ทั้งหมดจึงเริ่มสนิทกัน

ในปีถัดมา Music Bugs อยากให้อ๊อฟเร่งปล่อยอัลบั้มชุดใหม่ของ Bodyslam กบจึงคิดถึงโป อยากชวนมาร่วมทีมด้วย เพราะภาพที่เขาฝันเห็น คือทีมเขียนเพลงแบบแกรมมี่ ซึ่งรวมคนเก่งๆ ที่เขียนเพลงหลากหลายสไตล์ไว้ด้วยกัน เช่น ดี้-นิติพงศ์ ห่อนาค เขียนเพลงโดน, นิ่ม สีฟ้า-กัลยารัตน์ วารณะวัฒน์ เขียนเพลงรัก หรือ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ เขียนเพลงปรัชญา ซึ่งตามโครงสร้างของทีมนี้ กบเชื่อว่ามีศักยภาพพอ

“ผมคิดว่าการที่อัลบั้มหนึ่งมีลายมือครบแล้วมันเวิร์ก ทีมเรามองหน้ากัน ก็พอได้นี่หว่า เหนือวงศ์เป็นพี่ดี้ พี่โปเป็นพี่เขตต์ พี่ป้อมเป็นพี่นิ่ม ร่างลายแทงไว้แบบไหน แล้วพยายามประกอบร่าง รวมทีมคร่าวๆ” กบอธิบาย

“ไม่รู้ว่าเห็นจากอะไร เพราะตอนนั้นผมเขียนแต่เพลงโน้ต-ตูน มันร็อกยังไง” โปตบท้าย

เพลงแรกที่โปเข้ามาเขียน คือ Bodyslam เกิดมาจากไอเดียของกบที่มองว่า วงดังๆ มักมีชื่อเพลงเป็นชื่อเดียวกับวง เช่น คาราบาว มีเพลง มนต์เพลงคาราบาว เพราะฉะนั้น Bodyslam ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“จำได้ว่าไปส่งท่อนฮุกที่ร้านแถวศรีนครินทร์ แล้วส่งเนื้อที่บ้านเก่าของอ๊อฟตรงลาดพร้าว 18 ไปส่งด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่ได้รู้จักกับตูนเป็นการส่วนตัว เลยตั้งใจเขียนต่อยอดจากชุดแรก พูดเรื่องความเชื่อในความฝัน ยังไม่ถึงระดับความเชื่อในชีวิต เหมือนเด็กอยากทำ แล้วผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ทำ แต่จะทำให้ได้” พี่ใหญ่เล่าถึงก้าวแรกของการร่วมทีม

“ตอนนั้นพี่โปเขียนว่า ‘นี่แหละคือชีวิตที่ต้องการ แค่ได้ทำสิ่งนั้นที่ใจฝัน’ คือเริ่มมีฝันเข้ามาแล้ว เพลงนี้วงจะเล่นทุกคอนเสิร์ตเลย เขาชอบ เหมือนเป็นการเพิ่มแรงอะไรสักอย่างในตัวเอง” กบช่วยเสริม

นอกจากเพลง Bodyslam โปยังเขียนเพลงเปิดอัลบั้มคือ ให้รักคุ้มครอง และ มีแค่เธอก็เกินพอ ขณะที่เหนือเขียนเพลงความซื่อสัตย์ และ หลังฝน ส่วนกบรับเหมาเขียนเพลงที่เหลือ อาทิ ปลายทาง หวั่นไหว และ จันทร์ยังเต็มดวง

Drive โด่งดังไม่แพ้ชุดแรกเลย แต่กลับเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่กบ หมู และอ๊อฟ ทำงานร่วมกับค่าย Music Bugs เนื่องจาก Big Ass และ Bodyslam ตัดสินใจย้ายสังกัด โดยเหนือกับป้อมยังเป็นพนักงานประจำอยู่ที่เดิม

แต่ด้วยความรู้สึกที่อยากทำงานร่วมกัน พวกเขาจึงรวมตัวเป็นกลุ่มชื่อว่า ‘Mango Team’

“เราแค่อยากทำงานเหมือนเดิม ย้ายค่ายก็ย้ายไป เลยมานั่งรวมตัวกันที่บ้านผม แล้วไหนๆ เลยคิดว่าควรจะมีชื่อทีมด้วย เพื่อเอาไปใส่ในปก น่าจะเท่ดี พอดีที่บ้านมีต้นมะม่วงพอดี เลยใช้คำว่า Mango เพราะดูเป็นชื่อง่ายๆ แต่ถ้าลองแยกคำว่า Man กับ Go ก็คือกลุ่มผู้ชายที่อยากจะออกไปข้างหน้า แต่ถ้าห่ามๆ หน่อยก็คือ แม่งโก้” อ๊อฟเล่าที่มาที่ไป

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

03

ความสมดุลที่ลงตัว

Mango Team เปิดตัวอย่างอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 พร้อมกับ Seven อัลบั้มแรกของ Big Ass ในรั้ว Genie Records

สิ่งหนึ่งที่ต่างจากช่วงเป็นทีมเขียนเพลงของ Music Bugs คือ Mango Team วางบทบาทของตัวเองในฐานะของทีมโปรดักชัน ทำงานครอบคลุมตั้งแต่คิดชื่ออัลบั้ม คอนเซปต์ เนื้อร้อง ทำนอง ดูแลการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

อัลบั้มแต่ละชุดมีอ๊อฟเป็นโปรดิวเซอร์ คอยกำหนดทิศทางของงาน มีหมูมาเสริมในส่วนของดนตรี และเมื่อโครงเมโลดี้เสร็จ อ๊อฟก็จะมานั่งเล่าภาพรวมว่า สีของอัลบั้มควรเป็นอย่างไร ดนตรีต้องจัดจ้านแค่ไหน บางครั้งก็โยนไอเดียเป็นชื่อเพลงให้ด้วย โดยแรงบันดาลใจก็มาจากสถานการณ์รอบตัว เช่น ข้าน้อยสมควรตาย เกิดขึ้นช่วงที่นักร้องนำของวง Big Ass โด่งดังเป็นข่าวหน้า 1 หรือ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ของ Bodyslam มาจากภาพยนตร์เรื่อง Life Of Pi

ขณะที่ตัวศิลปินเองก็มีหน้าที่มาถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้นักแต่งเพลงคอยดักคำพูดหรือความคิดมากลั่นกรองเป็นเนื้อเพลงอีกที

“อย่าง Big Ass แก่นของวงค่อนข้างชัด วงจึงเขียนเองซะเยอะ แต่ถ้าเป็น Bodyslam ตูนจะมานั่งเล่าว่าจากอัลบั้มที่แล้วถึงอัลบั้มนี้เจออะไรมาบ้าง เขาจะจดเก็บไว้ ทีมเขียนเนื้อก็จะคอยช้อน อันนี้เป็นเพลงได้ ดังนั้น เก้าสิบเปอร์เซ็นต์จึงมาจากตัวศิลปินเลย เรามีทำหน้าที่แค่เอาแก่นความคิดมาขยาย มาถ่ายทอดให้สื่อสารกับคนได้” ป้อมอธิบาย

“ปกติตูนมีไอเดียเยอะ เพียงแต่แรกๆ เขาอาจเรียบเรียงคำไม่ถูก ต้องพยายามจับใจความกันนิดหนึ่ง โดยมีกบเป็นคนถอดรหัสมอร์ส แต่พอชุดหลังๆ เขาค่อนข้างแม่น บางทีมาเป็นชื่อเลย เช่น วิชาตัวเบา พอชื่อชัด ด้วยการที่เราทำงานกันมานาน ความคิดของแต่ละคนก็จะปิ๊งขึ้นมาเลยว่า เพลงต้องเป็นแบบนี้ มันก็ง่ายขึ้น” โปเสริมภาพให้ชัด

“อย่าง Labanoon ชุดที่แล้วก็สนุกมาก เราทำด้วยความคิดถึง เพราะอยู่กับวงตั้งแต่แรก แล้วเขาหายไปไม่รู้กี่ปี ตอนมานั่งคุยว่าจะทำอะไร เล่าเรื่องอะไร เลยคิดว่าควรเล่าเรื่องที่เขาเคยเป็น ไม่ต้องทำอะไรยาก เขียนแบบเดิมๆ แล้วอ๊อฟก็มีคลังชื่อเพลงเยอะมาก เปิดมา ศึกษานารี พลังงานจน โดนหมดเลย” กบเล่าถึงอัลบั้ม N.E.W.S. 

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เมื่อคอนเซปต์เรียบร้อย กบจึงแจกจ่ายทำนองไปยังนักแต่งเพลง ซึ่งแต่ละคนจะมีสไตล์ของตัวเองชัดเจน อย่าง ป้อมเหมาะกับเพลงภาษาสวยงาม ภาษาดอกไม้ เล่าเรื่องที่เป็นอารมณ์มากๆ แต่ถ้าต้องการเพลงที่เตะก้านคอได้ ก็ต้องเป็นเหนือวงศ์ ส่วนโปรับหน้าที่เพลงที่ต้องการมิติความลึก ดูเข้าใจโลก ขณะที่กบดูแลภาพรวมเป็นหลัก

“พอฟังเมโลดี้จะดมกลิ่นได้ รู้เลยว่าทางนี้ต้องมาที่พี่โป ไอ้เหนือ หรือตาป้อม เมโลดี้จะบอกคาแรกเตอร์บางอย่าง แต่ปกติถ้าเป็น Bodyslam ซิงเกิลแรก ถ้าไม่ใช่ผมก็จะเป็นเหนือสลับกันไป เพราะเราเขียนมาตั้งแต่ day 1 เหมือนอยู่ในชีวิตเขาไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าดูแล้วยาก เขียนไม่ไหวถึงให้เพื่อนเขียนแทน” กบ ในฐานะ Lyrics Producer ตบท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

หัวใจหลักของการเขียนเพลง คือการผสมผสานความเป็นตัวเองกับตัวตนของศิลปินอย่างไรให้ลงตัว

โปกล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่มีเพลงใดเลยที่เขาไม่ใส่ความเป็นตัวเองลงไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องนำทัศนคติของศิลปินเป็นตัวตั้งก่อน ถึงค่อยนำไอเดียส่วนตัวที่ต้องการสื่อสารเจือลงไป เพื่อให้บทเพลงนั้นกลมกล่อมที่สุด

ส่วนอ๊อฟบอกว่า การทำเพลงต้องสื่อสารกับผู้ฟังได้ ซึ่งบางเรื่องอาจเป็นมุมมองส่วนตัวมากๆ ของศิลปิน หากสื่อสารออกไปตรงๆ คงไม่มีใครเข้าใจ ทีมงานจึงต้องหาวิธีบิดเนื้อหาจนกลายเป็นเพลงที่ทุกคนเข้าถึงได้

“เพลง ข้าน้อยสมควรตาย จุดเริ่มต้นคือ ช่วงที่แด๊กซ์โดนกล่าวหา เราถูกสังคมประณามหนักมาก จนรู้สึกว่าเราผิดขนาดนั้นเหรอ เลยนึกถึงภาพขันที บอกว่าข้าน้อยสมควรตายๆ คือตกลงกูต้องตายใช่ไหม แต่ถ้าเราเขียนออกมาแบบนั้นก็คงไม่น่าฟังแน่ๆ ซึ่งก็ต้องชมทีมงานที่เปลี่ยนสิ่งที่ดูเครียดให้กลายเป็นเพลงน่าฟังได้” โปรดิวเซอร์ประจำทีมกล่าว

“จำได้ว่าตอนนั้นผมโคตรเดือดเลย โดนทีวีด่าทุกวัน อยากด่าคืนบ้าง แต่โชคดีที่พวกเราดึงกันเองได้ เหนือก็พยายามบอกตลอดว่า ต้องผับ ต้องบันเทิง สุดท้ายก็โอเคลองดู ปรากฏว่ารอด ถ้าตอนนั้นเขียนอยู่คนเดียว รับรองเรียบร้อยไปแล้ว” กบช่วยเสริมถึงเพลงเปิดอัลบั้ม Begins

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

การทำงานแบบไม่มีอีโก้ ไม่หวังเอาชนะ พร้อมรับฟังซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ Mango Team ทำงานอย่างราบรื่น โดยหลังจากแยกย้ายไปเขียนเพลง เมื่อถึงกำหนดส่ง พวกเขาจะนำงานทั้งหมดมารวมกัน เพื่อถกเถียงพูดคุย แม้หลายเพลงที่ออกมาอาจไม่สมบูรณ์ บางเพลงต้องปรับ ต้องแก้ ต้องรื้อใหม่ แต่ทุกคนไม่เคยมีปัญหา เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือผลงานที่ดีและตอบโจทย์ศิลปิน

“เราพยายามหาทางทำให้เพลงพอดีกับศิลปิน เวลาส่งเพลง ก็ต้องมั่นใจมากๆ ว่าน่าจะโอเค บางครั้งต้องบอกไปเลยว่า พี่ว่าดี แต่บางอันก็ต้องยอม เพราะคำธรรมดาคำหนึ่ง ถ้านักร้องเขาเชื่อ อาจกลายเป็นคำวิเศษได้ แต่อย่างเพลงของเหนือวงศ์ บางทีก็ต้องลุ้น เพราะภาษาค่อนข้างแหลมและหวือหวาเกินวง เช่น เพลง อากาศ ของ Bodyslam มันเขียนคำว่า ‘อ่ะ’ มาด้วย ‘อยู่ไหนอะ รัก’ ผมก็สงสัยว่าร้องยังไง เหนือก็ร้องให้ฟัง หน้าตูนลอยมาเลย ไม่ร้องแน่นอน จำได้ว่าผมคุยกับอ๊อฟหลายชั่วโมง คือมันดี สะดุดหู แต่บางครั้งคนร้องก็อาจจะรู้สึกว่า ไหวเหรอ” กบเปิดประเด็น

“คือไม่รู้จะเขียนยังไง อยู่ไหนนะรัก มันก็ไม่ได้” เหนือพูดถึงงานของตัวเอง

ครั้งนั้น แม้ตูนจะอิดออดอยู่พักใหญ่และพยายามเสนอคำอื่นแทน เช่น ‘นะ’ หรือ ‘ล่ะ’ แต่ท้ายที่สุดก็ยอมร้อง ด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อทีมงาน ซึ่งต่อมาเพลงนี้ก็ประสบความสำเร็จ และกลายเป็นหนึ่งในเพลงตำนานของ Bodyslam

เช่นเดียวกับเพลง Sticker ซึ่งคอนเซปต์หลักมาจากตัวนักร้องนำเอง

ตอนนั้นตูนเล่าว่า เขาขับรถตามรถคันหนึ่ง แล้วรู้สึกตลกมาก เพราะตัวรถเป็นสีน้ำเงินแต่ดันติดสติกเกอร์ว่า รถคันนี้สีชมพู เลยสงสัยว่าทำไมเจ้าของรถไม่ซื้อรถสีชมพูไปเลย จากนั้นเขาจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าสติกเกอร์แผ่นละ 10 บาทแปะรถได้ ก็น่าจะแปะโลกได้เหมือนกัน

“คอนเซปต์ดีมาก แต่มุมนักเขียนเพลงยากสุดขีดเลย ก็เลยถามเหนือว่าลองดูไหม เพลงนี้จะเล่ายังไง จำได้ว่าตอนมาส่งเนื้อที่บ้านตูน เป็นวันที่ผมตื่นเต้นมาก ตรวจเนื้อพร้อมกัน แจกกันคนละแผ่น เนื้อโคตรดี ผมก็กระโดดกอดไอ้เหนือ กอดเสร็จหันไปมองหน้าตูน เงียบ” กบย้อนวันแรกของเพลงเอกในอัลบั้มคราม

“คือมีความแหลมอยู่ไง ตอนนั้นตูนเขาก้มหน้า รู้สึกว่าจะติดคำว่า เศรษฐกิจไม่ดี” เหนือรีบเสริม

“แต่สุดท้ายเขาก็บอกลองดูพี่ เพราะอย่างน้อยคอนเซปต์มาจากเขา แล้วเรื่องที่เหนือเขียนเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งตอนที่เพลงออกมา ปรากฏว่าคนฮือฮากันมาก อุ๋ย Buddha Bless ชอบมาก ช่วงคอนเสิร์ตใหญ่ที่ราชมังคลาฯ เขารีเควสขอแร็ปเพลงนี้ ทำให้เหนือวงศ์ยังอยู่กับ Nodyslam ต่อไปได้” กบปิดท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

04

เต็มเติมกันและกัน

สมาชิก Mango Team เกาะกลุ่มทำงานแบบนี้มาพักใหญ่ กระทั่ง พ.ศ. 2550 ก่อนทำอัลบั้ม Save My Life พวกเขาได้รับสมาชิกเพิ่มอีกคน คือ ตั๊ด เพื่อเสริมงานครีเอทีฟและการเขียนเพลง

“ช่วงนั้น a day มีคอลัมน์ผู้ใหญ่วันมะรืน ผมชอบคนเขียนมากชื่อ หลานชาย แล้วรู้สึกตอนนั้นกอล์ฟ F.Hero จะเขียนที่ a day เหมือนกัน เลยถามว่ารู้จักไหม ไม่นานก็มีโทรศัพท์มา บอก ผมตั๊ด หลานชายเอง เลยนัดเจอที่ Prop Bar จำได้เลยว่า กอล์ฟเรียกตั๊ดไปที่ชั้นสอง แล้วไอ้นี่ก็แนะนำตัวด้วยการแร็ป นับตั้งแต่นั้นก็เริ่มติดต่อกัน ส่งเพลงให้เขียน ซึ่งไม่แน่ใจหรอกว่า เขียนได้ไหม แต่เขาเขียนหนังสือได้ประมาณนี้ก็น่าจะมีไอเดียดีๆ” กบเล่าวันแรกที่เจอน้องเล็กของทีม

ตั๊ดเขียนเพลงอย่าง แสงแรก ของ Bodyslam, มหา’ลัยไม่มีสอน ของ Big Ass รวมทั้งยังเป็นกระดูกสันหลังของเพลง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เพลงเปิดในอัลบั้ม dharmajāti 

“ตอนที่อ๊อฟบอกชื่อ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เรามาวิเคราะห์กันว่า เรือเล็กเป็นยังไง ซึ่งแต่ละคนมีเรือไม่เหมือนกัน เราเลยจัดประกวด ทุกคนเขียนเพลงเดียวแล้วมาส่ง ตอนมาประกอบกันโคตรมัน ช่วงเริ่มต้นทุกคนจะขึ้นคล้ายๆ กัน ผมกับตั๊ดขึ้นว่า ‘เสียงลมคำราม’ จากนั้นเราก็เอาตรงนั้นมาเติมตรงนี้ แต่เพลงนี้หัวใจหลักอยู่ที่ประโยคของตั๊ดที่ว่า ‘หัวใจคำราม ฟ้าครามไม่สร้างใคร ทะเลจะสร้างคนด้วยอันตราย’ นี่คือเหตุผลของเพลงนี้เลย มาน้อย แต่มาแน่นมาก แล้ววินาทีที่เขียน เขียนบนกระจก เป็นโมเมนต์ที่จำได้ว่าดีมากๆ โมเมนต์หนึ่งในชีวิต เพราะเราทำกันได้”

นอกจากนั้น ตั๊ดยังเป็นที่ปรึกษาประเด็นที่คนเขียนเพลงไม่มั่นใจ อยากได้ความเห็นเพิ่มเติม หรือคนฟันธง

เช่นตอนที่กบเขียนเพลง ฝุ่น ของ Big Ass เขาไม่แน่ใจว่า ประโยค ‘คำว่ารักมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว’ ดูเชยเกินไปหรือไม่ จึงโทรศัพท์หาตั๊ดกลางดึก ซึ่งเจ้าของนามปากกาหลานชายตอบกลับมาทันทีว่า ‘โดนว่ะพี่’ และสุดท้ายเรื่องนี้ก็เป็นจริง ยืนยันได้จากยอดรับชมใน YouTube ที่สูงกว่า 58 ล้านครั้ง

บทบาทของน้องเล็กคนนี้จึงเป็นเสมือนมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่คอยถ่วงดุลการทำงานของพี่ๆ ไม่ให้ล้าสมัย

อย่างไรก็ดี ด้วยอุตสาหกรรมเพลงที่เปลี่ยนไป วงดนตรีออกอัลบั้มกันน้อยลงไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนมาทำซิงเกิลกันแทน สมาชิก Mango Team ยอมรับว่า เรื่องนี้ส่งผลให้การทำงานรวนพอสมควร

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาเติบโตกับการทำอัลบั้มมาตลอด เรียนรู้ว่าผลงานชุดหนึ่งต้องมีแก่นความคิด ต้องผสมเพลงที่หลากหลาย มีจังหวะการปล่อย ซึ่งบางเพลงอาจดี เพียงแต่ยังไม่ใช่จังหวะของมัน ต่างจากระบบซิงเกิล ซึ่งมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ ต้องโดนเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะถูกกลืนไปกับเพลงที่ออกมามหาศาล

“พอเหลือเพลงเดียว เราไม่รู้จะแบ่งกันยังไงเพราะถ้าเป็นสิบเพลงมันจะมีฟังก์ชันของตัวเองอยู่ เช่น เพลงเร็วหนึ่งเพลงช้าหนึ่งเพลงตัวตน เพลงเหงา ทำให้เราเห็นว่าเพลงนี้ต้องคนนี้” กบเปิดประเด็น

“ที่ผ่านมา ผมไม่เคยเขียนเพลงโปรโมตอยู่แล้วด้วย ตกรอบตั้งแต่แรกเลย” ป้อมชงต่อ

“อีกอย่างคือเพลงฮิตพอผ่านไปห้าถึงสิบปี บางทีก็ไม่ฮิตแล้วนะ ต่างจากอัลบั้มที่บางครั้งพอเรารื้อเพลงข้างในกลับมาฟัง อาจดีกว่าเพลงโปรโมตด้วยซ้ำ” โปอธิบายเสริม

“อย่างเพลง แสงสุดท้าย เอ็มวีก็ไม่มี เป็นเพลงสุดท้ายที่ส่งเลย ตอนนั้นบอกตูนว่ามีคอนเซปต์ เรามีแสงแรกแล้ว ทำแสงสุดท้ายด้วยว่าไง สำหรับผมเพลงนี้คลาสสิกมาก ฮุกไม่ซ้ำกันเลย จนนักร้องลืม ส่วนทำนอง จำได้ว่าอ๊อฟกับวง ไปทำอยู่ที่งานกลางแจ้ง ชื่อ ทัวร์ M-150 ค่อยๆ ประกอบร่าง แล้ววันนี้ไปไกลมาก” กบฉายภาพเพลงระดับปรากฏการณ์

“ถ้า Bodyslam ทำเป็นระบบซิงเกิลรับรองว่าจะไม่มีเพลงนี้ออกมาแน่นอน” ป้อมปิดท้าย

แต่แน่นอนว่าไม่มีใครต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้ ท้ายที่สุด Mango Team ก็คงต้องปรับการทำงานของตัวเองให้สอดคล้องกับธุรกิจดนตรี แต่จะปรับได้เพียงใดคงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป

05

เป็นมากกว่าเพลง

ปัจจุบัน Mango Team ทำงานเพื่อรองรับ 3 วงหลัก คือ Big Ass, Bodyslam และ Labanoon

ส่วนงานจรพอมีอยู่บ้าง อาทิ Ebola อัลบั้ม Enlighten และ 05:59 (five: fifty nine) แต่ไม่บ่อยนัก เพราะทีมไม่ได้หวังรับงานจำนวนมากเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ แต่อยากทำงานด้วยความสุข ความสบายใจมากกว่า

“Mango Team เป็นเหมือนงานบุญ วันหนึ่งที่ผมชอบมาก คือวันส่งเนื้อ เป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เหมือนเราไม่ได้ทำงาน แต่มาเจอกัน มาแชร์ความรู้สึกกัน ส่วนงานจะได้หรือเปล่าไม่สำคัญ เพราะปกติเราก็ไม่ได้เจอกันบ่อย ปีละ สองสามครั้งเท่านั้นเอง” กบ มือกลอง Big Ass กล่าว

เพราะเป้าหมายในเวลานี้ คือไม่ใช่ความโด่งดัง แต่ต้องการผลักดันและสนับสนุนศิลปินไปยังจุดที่หวังไว้ 

และถ้าเป็นไปได้ก็อยากสร้างเพลงดีๆ สู่สังคม เช่น ครั้งหนึ่งกบเคยเล่าที่มาของเพลง ‘อกหัก’ ผ่าน Facebok ของตัวเองว่า ได้แรงบันดาลใจจากรอยแผลของหญิงสาวคนหนึ่งที่กรีดแขนตัวเองจนยับเยิน เพราะผิดหวังในความรัก จึงอยากเขียนเพลงที่เตือนสติ และช่วยเยียวยาความเจ็บปวดได้

พวกเขาเชื่อว่า บทเพลงมีอิทธิพลและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ฟังได้ อย่าง อุ๋ย Buddha Bless แต่ก่อนเป็นเซลล์แมนขายรถ แต่เมื่อฟังเพลง ความเชื่อ ก็ตัดสินใจทิ้งงาน หันมาทำตามฝัน จนประสบความสำเร็จ หรือเพลง แสงสุดท้าย ซึ่งทุกสื่อต่างเปิดกระหน่ำ ในช่วงตูนทำออกวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อระดมทุนหาเงินจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ จนส่งผลให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงปลุกพลัง และสร้างความหวังแก่ผู้คนนับไม่ถ้วน

“เรารู้สึกเสมอว่า เนื้อเพลงบางทีอาจมีความหมายกับคนบางคนมาก อย่างวัยรุ่นหลายคนที่อาจไม่มีเวลารับสารดีๆ จากบ้าน พอเขาฟังเพลง ได้ฟังเนื้อหาที่ส่งมาอาจทำให้เป็นคนดีได้ เนื้อเพลงของ Mango จึงไม่ค่อยมีอะไรที่หยาบโลน เป็น Hate Speech หรือ Bully ทั้งที่เราก็รู้ว่าโอกาสฮิตหรือดังง่ายกว่า” โปอธิบาย

“เราไม่อยากเติมสิ่งแย่ๆ ลงไปในเนื้อเพลง ถ้าอันไหนที่สร้างพลังให้คนได้ เราจะพยายามใส่ลงไป เพราะเวลาที่มองกลับมา เราพบว่า Bodyslam ไม่ใช่แค่วงดนตรีวงหนึ่ง แต่อาจเป็นที่พึ่งทางใจให้ใครหลายคนได้ หรือ Labanoon ก็เป็นตัวแทนของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาสู้ชีวิต เราอยากให้เขาฟังแล้วหายคิดถึงบ้าน เช่นเดียว Big Ass เป็นเพลงของคนที่โดนกระทำ และนี่เป็นความคาดหวังที่อยากคนฟังได้อะไรจากเนื้อเพลงของเรา” กบสรุปทิ้งท้าย 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวแห่งมิตรภาพของผู้ชายทั้ง 7 คนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความเชื่อ ความหวัง และศรัทธาที่มีให้กัน เพื่อสร้างความสุขและกำลังใจแก่ผู้ฟังทั่วประเทศตลอดไป

Writer & Photographer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“..แอบเก็บเธออยู่ใน heart, heart ข้างในหัวใจ จนมัน hurt, hurt ไม่รู้ว่าทำไม..”

เชื่อเหลือเกินว่าหากครั้งหนึ่งคุณเคยรอใครสักคนออน MSN หรือเคยเข้าไปส่องคนที่แอบชอบใน hi5 สนุกกับการเล่นเกมออนไลน์ในเว็บไซต์ Zheza คงต้องเคยฟังหรือร้องตามเพลงของ 3 สาวเฟย์ ฟาง แก้ว บ่อยๆ แน่นอน

นี่คือส่วนหนึ่งของผลิตผลจากค่ายเพลงที่เติบโตมาพร้อมกับกระแสโซเซียลมีเดีย ฉีกแนวตลาดดนตรียุคนั้นด้วยการนำศิลปินหนุ่มสาววัยทีนหลากหลายสไตล์กว่า 20 ชีวิต มาร้องเล่นเต้นจนเกิดเป็นกระแสฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง

แม้เวลาจะผ่านมานานนับสิบปี แต่ความโด่งดังของบทเพลงอย่าง รักฉันเรียกว่าเธอ, MSN (^_^ ), เด็กมีปัญหา, เหงาปาก, เสียใจแต่ไม่แคร์ หรือ รักต้องเปิด (แน่นอก) ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำไม่เปลี่ยนแปลง เพราะสำหรับใครหลายคนแล้ว เพลงเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากซาวนด์แทร็กในช่วงหนึ่งของชีวิต

Kamikaze Kamikaze Kamikaze

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปถึงช่วงเวลาแสนสุขกับKamikazeค่ายเพลงที่มีศิลปินอายุเฉลี่ยน้อยสุดของประเทศ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกุมหัวใจวัยรุ่นไทยได้เหนียวแน่น ผ่านมุมมองของ เอฟู-ณรงค์ศักดิ์ ศรีบรรฎาศักดิ์วัชรากรณ์ อดีต Executive Producer จิ๊บ-หทัย ศราวุฒิไพบูลย์ อดีต Vice President / Creative Director และ ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร อดีต Lyric Producer 3 คนเบื้องหลังที่เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมปลูกปั้นค่ายเพลงเล็กๆ นี้มาตั้งแต่ก้าวแรก

Kamikaze

1

ลิฟท์-ออย..บอยสเก๊าท์..เจมส์ 2007

เชื่อหรือไม่ว่า Kamikaze มีจุดเริ่มต้นมาจากซีดี K-Pop เพียงแผ่นเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 ในยุคที่เพลงร็อกกำลังเติบโต เพลงฮิพฮอพกำลังไต่ระดับชาร์ตขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่งแนนนี่ Girly Berry ได้แวะมาหาเอฟู โปรดิวเซอร์ของวง พร้อมนำซีดีเพลงเกาหลี หน้าปกเขียนชื่อศิลปินว่า TVXQ มายื่นให้ เขายังจำได้ดีว่าแนนนี่ดูตื่นเต้นและปลาบปลื้มศิลปินกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ

แวบแรกที่เห็น เอฟูรู้สึกว่าวงนี้ช่างคล้ายกับบอยแบนด์ของ RS ยุคแรกๆ เลย กระทั่งเปิดฟังก็คิดว่าน่าสนใจไม่น้อย เนื่องจากเป็นเพลงป๊อปที่สนุก เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุค *NSYNC หรือ Backstreet Boys เลยเกิดความคิดว่าแนวเพลงแบบนี้อาจเป็นสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่กำลังสนใจอยู่

พอดีกับที่เขาสนใจรายการ Morning Musume รายการไอดอลของญี่ปุ่น เลยอยากนำทั้งสองเรื่องมาต่อยอดเป็นโปรเจกต์อะไรสักอย่าง จึงปรึกษากับหัวหน้างาน ชมพู-สุทธิพงษ์ วัฒนจัง ผู้บริหารค่าย Melodiga และรองกรรมการอำนวยการสายงานธุรกิจเพลงของ RS ว่าอยากทำเกิร์ลกรุ๊ปเพลงป๊อปที่มีสมาชิกเยอะๆ และมุ่งเจาะตลาด Pre-Teen เป็นหลัก

เผอิญเป็นจังหวะเดียวกับที่ ซัน-อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล โปรดิวเซอร์อีกคน เริ่มอิ่มตัวกับงานเพลง อยากหันมาทำอะไรแปลกใหม่บ้าง จึงเสนอแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นมา หวังเป็นศูนย์รวมของกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเริ่มใช้ชีวิตอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ชมพูคิดว่าหากเลือกเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่นแล้วก็น่าจะทำให้ใหญ่ไปเลย จึงมัดทั้งสองโครงการแล้วนำเสนอต่อผู้บริหารพร้อมกันทีเดียว

ความจริง RS เป็นค่ายเพลงที่ทำงานเพลงวัยรุ่นมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จากยุครวมดาวสู่ไอดอลยุค 90 ที่มีศิลปินวัยทีน อย่าง ทัช, เต๋า สมชาย, หนุ่ม ศรราม หรือ นุ๊ก สุธิดา เป็นหัวขบวน และถูกส่งไม้ต่อมาเรื่อยๆ จนถึง D2B, ฟิล์ม, Girly Berry หรือ Nice 2 Meet U เพียงแต่ที่ผ่านมาทิศทางการตลาดเน้นไปยังกลุ่มตลาดวงกว้าง หรือถ้าเจาะกลุ่มก็จะแบ่งตามแนวเพลงเช่นป๊อป ร็อก แจ๊ส มากกว่าแบ่งตามพฤติกรรมของผู้บริโภค

“ช่วงนั้นเราก็ไปทำรีเสิร์ชว่ากลุ่มผู้ฟังเป็นใคร จำได้เลย กำหนดกันว่าน้องเชอรี่เรียนเซนต์โยเซฟ ไลฟ์สไตล์คือเรียนหนังสือ กลับบ้านเปิดคอมพิวเตอร์ เปิด MSN คุยการบ้านกับเพื่อน พอจบแล้วก็ดูซีรีส์เกาหลี สมัยนั้นยังเป็นซับเถื่อน เด็กพวกนี้ไม่กินข้าวหรือดูทีวีกับพ่อแม่แล้ว ละครหลังข่าวก็ไม่ดู เขาเล่นเกม Audition, PangYa กัน” เอฟูเล่าให้ฟัง

ทว่าด้วยโมเดลธุรกิจที่ต่างจากเดิมมาก ทำให้เขาขายงานกับผู้บริหารไม่ผ่านเสียที เดือนหนึ่งผ่านไปก็ยังไม่คืบหน้า กระทั่งชมพูต้องเอ่ยปากกับ เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ เจ้าของ RS ว่า “เอาอย่างนี้แล้วกันเฮีย ลิฟท์-ออย บอยสเก๊าท์ เจมส์ 2007” เพียงประโยคเดียวเท่านั้น เฮียฮ้อถึงกับยิ้มออกมาและผู้บริหารก็เคาะผ่านเลย

จนนำไปสู่จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนภาพลักษณ์และแบรนด์ของ RS สู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง

Kamikaze Kamikaze

2

‘Kamikaze’ แสบ ใส ซ่า

ค่ายเพลงใหม่ก่อร่างขึ้นประมาณกลางปี 2549 ภายใต้ชื่อ Kamikaze 

ชมพูเคยอธิบายที่มาของชื่อนี้ว่า พอได้ยินแล้วรู้สึกว่าบ้าบิ่นดี ทำให้นึกถึงหน่วยกล้าตายสมัยสงครามโลก เป็นความกล้าหาญเพื่อประเทศชาติ ตรงกับคอนเซปต์ที่วางไว้ว่า นักร้องในค่ายต้องมีความ ใส ซ่า บ้าบิ่น เก่งเรียน และเก่งเล่น

ช่วงแรกๆ ของการเตรียมการ ทีมงานเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ มีสมาชิกไม่กี่คน โดยศิลปินกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่ในสังกัดใหม่คือ ‘เฟย์ ฟาง แก้ว’ ซึ่งเดิมทีเอฟูตั้งใจผลักดันให้เป็นศิลปินน้องใหม่ของค่าย Melodiga

นอกจากนี้ ยังมีการค้นหาศิลปินหน้าใหม่เพิ่มเติม โดยกำหนดโจทย์ในฝันขึ้นมาว่าอยากได้ศิลปินที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นตัวของตัวเอง นำสมัย เรียนหนังสือดี สื่อสารได้หลายภาษา เพราะคนเบื้องหวังแอบหวังให้ศิลปินกลุ่มนี้เป็นเสมือนตัวแทนไอดอล T-Pop ที่สามารถแข่งกับ K-Pop และ J-Pop ได้

ทีมคัดเลือกจึงไปมองหาเด็กวัยรุ่นที่ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสอนร้องเพลง หรือแม้แต่ญาติพี่น้องของศิลปิน จนได้เด็กมาคัดเลือกนับร้อยชีวิต

เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ หวาย-ปัญญริสา เธียรประสิทธิ์

เอฟูยังจำได้ดีว่าวันแรกที่หวายเข้ามาคัดเลือกยังไม่โดดเด่นมากนัก คือพอร้องได้ เต้นได้ แต่ภาพที่โดนใจทีมงานที่สุดคือ หวายกำลังยืนเถียงกับคุณแม่อยู่หน้าบริษัท

“เขาไม่ได้เถียงแบบก้าวร้าว แต่เป็นลักษณะของเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งปกติจะไม่ค่อยเห็นในเด็กไทย จำได้ว่าวันนั้นเสียงดังมาก พอพี่พูออกมาเห็นก็บอกเลยว่า นี่แหละเด็กค่ายเรา”

แต่การคัดเลือกบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังเช่นการเลือกศิลปินชาย ซึ่งรุ่นแรกมี พายุ คลาร์ค ที่โดดเด่นเรื่องการเต้น กับวง K-OTIC ซึ่งประกอบด้วยเด็กหนุ่ม 5 คน

“เราคัดไม่ถูกเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัยด้วย เลยใช้วิธีเปิดเพลงเพื่อดูว่าเด็กคนไหนเต้นโดดเด่นสุด วันนั้นผมชวนเฟย์ ฟาง แก้ว ไปดูด้วย แล้วก็บอกว่าเธอเก็ตคนไหนเลือกคนนั้นเลยนะ ปรากฏว่าได้มาคนเดียวคือ ป๊อปปี้ พอเลือกได้ก็ถามป๊อปปี้ว่ามีเพื่อนไหม เพราะเราคิดว่าเพื่อนก็ต้องชอบอะไรเหมือนกัน เขาก็พาโทโมะมา ผมก็ให้เฟย์ ฟาง แก้ว ช่วยเลือกอีก เด็กก็บอกว่าคนนี้เจ๋ง คือเราต้องให้เด็กวัยรุ่นด้วยกันดูกันไง เพราะเขาจะรู้ว่าใครได้หรือไม่ได้”

และอีกศิลปินกลุ่มที่เข้าร่วมทีมในฐานะพี่ใหญ่คือ โฟร์-มด ซึ่งย้ายมาจากค่าย ID Record ของ เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ที่เพิ่งปิดไป

“ความจริงโฟร์-มดเราเป็นคนดึงเข้ามา แต่ไม่ได้ทำ โฟร์เจอจากโฆษณา One-2-Call ตัวที่เป็นเธอวางก่อนดิ จำได้ว่าเด็กคนนี้หน้าตาประหลาดมาก แต่เด็กทุกคนที่รู้จักบอกเป็นเสียงเดียวเลยว่าคนนี้น่ารักจังเลย เราก็ไม่เข้าใจ จริงเหรอ ก็เรียกเข้ามาคุย ฝึกจนเป็นศิลปิน ดังนั้น พอย้ายมา Kamikaze ก็เลยทำงานไม่ยากนัก”

หลังคัดเลือกอยู่พักใหญ่จนได้เด็กกลุ่มแรก 22 คน ก็เข้าสู่ขั้นตอนของการละลายพฤติกรรม โดยนำเด็กทุกคนรวมตัวกันเพื่อฝึกซ้อม พูดคุย ปรับมุมมอง เพื่อดึงศักยภาพของศิลปินแต่ละคนออกมาเต็มที่

เรื่องหนึ่งที่จิ๊บย้ำกับศิลปินใหม่ตั้งแต่แรกคือ ไม่มีใครสนใจคนที่เหมือนตัวเอง ดังนั้น ถ้าอยากเป็นไอดอล อยากเป็นผู้นำ ต้องมีความสามารถพอที่ผู้ชมจะรู้สึกชื่นชอบได้ ต้องมีสไตล์ มีภาพลักษณ์ที่ดี ต้องมีวินัย มีทุกอย่างเกินกว่าที่คนวัยเดียวกันจะเป็นได้ เพราะถ้าทำได้เท่าคนอื่น ก็ไม่ต่างจากเพื่อนของเขา แล้วใครจะอยากติดตามหรือสนับสนุน

“การเป็นไอดอลใครสักคน ความคิดสำคัญมากๆ เราจะเห็นเลยว่าศิลปินที่ไปต่อได้ไกลๆ อยู่ที่วิธีคิดหมดเลย เพราะอย่างอื่นเราห่อหุ้มได้ แต่เราขึ้นเวทีไปกับเขาไม่ได้ บางครั้งในการสัมภาษณ์เรามีคำตอบยัดให้เลยด้วย แต่เมื่อออนสเตจ ความจริงมันจะปรากฏ เพราะฉะนั้น เขาต้องแบบเป็นคนนั้นได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นก็เป็นแค่แฟชั่น แล้วก็จากไป”

นอกจากใช้เรียนใช้ฝึกซ้อมแล้ว ห้องเวิร์กช็อปยังมีประโยชน์อื่นอีก คือเป็นพื้นที่สำหรับสังเกตพฤติกรรมของเด็กว่าเป็นอย่างไร ใครสนิทสนมกับใคร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาศิลปินให้เหมาะสมที่สุด เช่นบางคนควรจะออกเดี่ยวมากกว่า หรือบางคนก็น่าสนใจ แต่ถ้าออกเป็นศิลปินกลุ่มจะดีกว่า

“การเป็นศิลปินเดี่ยวไม่ได้หมายความว่าคุณจะดูดีเกินเบอร์คนอื่น บางคนหน้าตาหล่อมาก แต่ถ้าออกเดี่ยวจะไม่หล่อ คือมันเป็นเรื่องของเคมี เหมือนสัญชาตญาณที่เรารู้เอง” จิ๊บขยายความ

เมื่อกระบวนการปรับทัศนคติเสร็จสิ้นทุกคนก็แยกไปทำงาน ก่อนส่งกลับมายังชมพูอีกทีเพื่อเคาะครั้งสุดท้าย

เพลง ขัดใจ เป็นเพลงแรกที่เขียนขึ้น โดยเริ่มจากการพูดคุยกับเด็กๆ ซึ่งแต่ละคนมักมาระบายเรื่องที่พ่อแม่ชอบห้ามนั่นนี่ให้ฟัง เพลงนี้จึงเหมือนเป็นการบอกว่า อย่ามาขัดใจ สะท้อนความเป็นขบถของเด็กๆ ได้อย่างดี

ทว่าเพียงเพลงแรก เอฟูก็รู้แล้วว่างานนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด…

“วันที่อัดเพลงเราเพิ่งมารู้ว่า K-OTIC ที่เป็นคนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี ร้องเพลงภาษาไทยไม่ได้ เต้นได้อย่างเดียวเลย คือเวลาเจอกันมันเต้นโชว์ตลอด แล้วพอร้องก็ร้องเพลงสากลทุกที เราก็ชอบ จำได้เลยว่าวันนั้นภาพในอนาคตมันลอยขึ้นมาเลยว่าต่อไปจะเป็นยังไง นั่งอัดไปน้ำตาแทบไหล แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้ร้องไปแบบนั้น

“อีกเรื่องที่ยากมากคือการยัดเด็กยี่สิบกว่าคนเข้าห้องอัด แล้วแต่ละคนก็ต้องแสดงคาแรกเตอร์ออกมา พอคนที่เป็นร็อกเราก็ต้องทำดนตรีให้เป็นร็อกตาม แล้วก็แบ่งเนื้อยากมาก เพราะเราไม่เคยทำคนเยอะแบบนี้มาก่อนในเพลงเดียว”

จากเพลงแรกก็มาสู่เพลงเดี่ยวของแต่ละศิลปิน มีการกระจายงานไปยังทีมโปรดิวเซอร์ต่างๆ เช่น ก๊อปดูแลโฟร์-มด ซันดูแลขนมจีนกับมิลา ส่วนเอฟูดูแลเฟย์ ฟาง แก้ว, K-OTIC และพายุ เพื่อให้งานออกมาเร็วที่สุดก่อนถึงวันเปิดค่าย

ขณะที่ฝั่งครีเอทีฟก็มีภารกิจหลักในการกำหนดคาแรกเตอร์ของศิลปินแต่ละคนให้เด่นชัด

จิ๊บอธิบายว่า ทุกเรื่องล้วนหยิบมาตัวศิลปิน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนคนหนึ่งจะสวมบทบาทเป็นอีกคนตลอดเวลา ก่อนทำงานจึงต้องค้นข้อมูลให้ละเอียด เช่นเด็กชอบหรือไม่ชอบอะไร มีวิธีคิดและรับมือเวลาเจอปัญหาอย่างไร

“อย่างเฟย์ ฟาง แก้ว เรารู้ว่าฟางเป็นพี่คนโต เขาเป็นคนที่หวานมาก ส่วนเฟย์เป็นน้องคนกลาง มีความขี้น้อยใจ แต่เปรี้ยวกว่าพี่สาวหน่อย ด้วยความที่แบ็กกราวนด์ของครอบครัวเป็น บ.ก. หนังสือแฟชั่น ส่วนแก้วเป็นเด็กที่ลุคทอมบอย คาแรกเตอร์ของวงจึงทั้งมีตัวหวาน ตัวเปรี้ยว และตัวห้าว เราเลยออกแบบให้แก้วเป็นเหมือนคนที่คอยปกป้องสองสาว

“K-OTIC ก็เหมือนกัน โทโมะเป็นคนพูดน้อย ดูน่าค้นหาแล้ว เพอร์ฟอร์แมนซ์ค่อนข้างสายแข็ง เน้นเต้น แล้ววงก็ต้องมีคนที่ดูร่าเริง ก็เป็นเขื่อน เพราะเป็นคนแบบชิตๆ แชตๆ เป็นสายเอนเตอร์เทน ดูเป็นน้องเล็กของวง ป๊อปปี้ดูเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็กๆ ก็วางให้เป็นพี่ใหญ่ มีเหตุมีผล ปกครองคนได้ ขณะที่เคนตะยังซนๆ ไม่คิดอะไรมาก คาแรกเตอร์เหมือนลิง ส่วนจงเบ เป็นหนุ่มเกาหลี โรแมนติก ขี้อ้อน พูดง่ายๆ คือไม่ว่าเด็กผู้หญิงชอบคาแรกเตอร์แบบไหนก็หาได้ในวงนี้หมด”

เมื่อกำหนดคาแรกเตอร์เรียบร้อย ก็มาสู่การสร้างภาพลักษณ์ต่างๆ ทั้งตั้งชื่อวง คิดเครื่องแต่งกาย ท่าเต้น ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ ซึ่งเพลงแรกนั้นทีมงานให้เด็กๆ ไปเต้นอยู่กลางสยามสแควร์ แหล่งรวมวัยรุ่น กลุ่มเป้าหมายของค่าย

รวมทั้งยังเตรียมโปรโมต ตัดแผ่น มีสัมภาษณ์และเขียนแซวเด็กสนุกๆ บนปกซีดี เช่น อิ๊งค์-วรันธร เปานิล จาก Chilli White Choc ก็เขียนว่า ‘น้องเล็กสุดของแก็งค์ แต่ตัวนะสูงปรี๊ดนำหน้าพี่ๆ หลายคน เพื่อนๆ ชอบเรียกอิ๊งค์ว่าคุณครู ทำไมละ หน้าก็ไม่ได้แก่สักหน่อย เนอะอิ๊งค์เนอะ’ เพื่อนำแผ่นไปส่งยังสถานีวิทยุต่างๆ ต่อไป

เพียงเท่านี้ค่ายเพลงน้องใหม่ก็พร้อมลงสู่สนามดนตรีเต็มตัวแล้ว

Kamikaze Kamikaze Kamikaze

3

เจอเธอออนเอ็มเมื่อไร เราควรจะแชทดีมั้ย…

29 มีนาคม 2550 เป็นวันแรกที่ Kamakaze ดีเดย์พร้อมเว็บไซต์ Zheza ณ ลาน Parc Paragon นับเป็นวันพฤหัสบดีที่อลม่านที่สุดของค่าย

จิ๊บเคยให้สัมภาษณ์เมื่อ 10 ปีก่อนถึงความรู้สึกในวันนั้นว่า เป็นอะไรที่ใหม่และสดมาก มีแฟนๆ มารอกันจนเต็มพื้นที่ ทั้งศิลปิน ทั้งทีมงาน ต่างก็ทำอะไรไม่ถูก ลุกลี้ลุกลนไปหมด

“บางคนบอกว่า พี่ๆ มือเย็นจะเป็นลมทำไงดี บางคนเลือดกำเดาไหล คือแม้เขาจะฝึกกันมานานแต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ เพราะเป็นศิลปินใหม่ อายุแค่ 13 – 14 เอง และนี่เป็นการเปิดตัวที่ใหญ่มาก แต่น่าแปลก พอขึ้นเวทีน้องๆ กลับทำได้ดี ไม่เห็นเหมือนตอนอยู่หลังเวทีเลย เราอยู่ด้านหน้ามองดูถึงกับน้ำตาซึม เพราะที่ผ่านมาเป็นเหนื่อยมาก ซ้อมทุกวันหลังเลิกเรียน”

สำหรับเหตุผลของการเปิดตัว Kamakaze ควบคู่ Zheza เนื่องจากผู้บริหาร RS ตั้งใจให้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวนี้เสริมซึ่งกันและกัน ครั้งหนึ่งชมพูเคยอธิบายถึงเด็กในยุคปี 2550 ว่ามีโลก 2 ใบคือโลกจริงกับโลกเสมือน และเด็กเองก็ไม่ซื้อซีดีกันแล้ว เพลงไหนชอบก็ใช้วิธีดาวน์โหลด ดังนั้น แทนที่จะทู่ซี้ทำเหมือนเดิม ก็ควรทำสังคมใหม่ เพื่อเป็นพื้นที่สื่อสาร พบปะ พูดคุย รวมทั้งใช้ขาย Digital Content ไปพร้อมกัน

“จริงๆ Kamikaza เป็น Second Choice ตัวเลือกแรกคือเว็บ คือผมอยากทำเว็บไซต์ที่วัยรุ่นแฮปปี้ ผู้ใหญ่แฮปปี้ เว็บที่เด็กเข้าทุกวันที่มียอดคลิก มียอดไอพีเยอะๆ เป็นแสน เพราะทุกวันนี้เว็บดังๆ มันเชื่อมต่อกับเว็บโป๊หมดเลย เพราะเขามองถึงผลประกอบการเป็นหลัก แต่เราอยากทำเว็บที่เด็กเข้าเยอะด้วย แล้วก็สะอาดด้วย”

เพราะฉะนั้น การทำงานช่วงแรกของทั้งสองแผนกจึงเชื่อมโยงกัน ทั้งการนำข้อมูล คลิปสัมภาษณ์ กิจกรรมเล่นเกม ตอบคำถาม เขียนบล็อก รวมถึงนำเพลงใหม่ๆ มาเผยแพร่ที่เว็บ Zheza เป็นแห่งแรก ตลอดจนมีการจำลองคาแรกเตอร์ของศิลปินมาเป็นตัวละครในเกมต่างๆ ทำให้แฟนคลับรู้สึกใกล้ชิดกับศิลปินมากขึ้น

ในทางกลับกัน มิวสิกวิดีโอแต่ละเพลงก็จะแทรกโลโก้แมวสีชมพู และหน้าเว็บไซต์ Zheza เสมอ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้วัยรุ่นรู้จักสังคมออนไลน์แห่งนี้

นอกจากแผนออนไลน์ที่ชัดเจน ฝั่งออฟไลน์ก็ทำงานหนักไม่แพ้กัน

หนึ่งในนโยบายที่ชมพูวางไว้ คือแต่ละปีต้องปล่อยอัลบั้มต่อเนื่อง แต่ละอัลบั้มไม่จำเป็นต้องมีเพลงเยอะ ชุดหนึ่ง 4 – 5 เพลงก็พอ ทำให้ราคาซีดีของ Kamikaze หลายๆ ชุดค่อนข้างถูกกว่าอัลบั้มทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีการดึงบุคลากรรุ่นใหม่ทั้งภายในและภายนอกค่ายเข้ามาช่วยเสริม เช่น สองนักแต่งเพลงคนดังค่าย Love Is  แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข จากวง 7thSCENE และ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ตลอดจนใช้ทรัพยากรเดิมของ RS ทั้งรายการโทรทัศน์และวิทยุให้คุ้มค่าที่สุด

หลังจากเพลงขัดใจเผยแพร่ ทีมงานก็เร่งโปรโมตเฟย์ ฟาง แก้ว ต่อทันที โดยเริ่มจาก นะครับ นะคร้าบ ซึ่งยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าที่ควร กระทั่งเพลงที่ 2 MSN (^_^ ) ออกอากาศ Kamikaze ก็กลายเป็นค่ายเพลงที่ถูกจับตามองทันที

MSN (^_^ ) เด็กวัยรุ่นชอบมาก เพราะมันเป็นเพลงที่แปลกประหลาดมาก เป็นเนื้อหาที่ไม่เคยมีใครพูดถึง และพวกเราเองก็ไม่เคยเขียนเพลงแบบนี้มาก่อน จำได้ว่าตอนนั้นเราเอาคำพูดเด็กมาใช้เลย เช่น ‘เจอเธอออนเอ็มเมื่อไร เราจะควรแชทดีมั้ย หรือแกล้งๆ ออฟไลน์’ และยิ่งมาบวกกับดนตรี เมโลดี้ก็ต่าง มีแร็พเข้ามาประกอบ สำหรับผมนี้เป็นนวัตกรรมเพลงป๊อปที่ฟังง่ายและลงตัว” เอฟูอธิบาย

อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยส่งเสริม Kamikaze ถูกพูดถึงในวงกว้าง คือ อัลบั้ม WOO! ของโฟร์-มด ศิลปินเบอร์ 2 ซึ่งมีกลุ่มตลาดกว้างกว่าศิลปินคนอื่นมาก

จิ๊บเล่าว่า เดิมทีคนมักติดภาพลักษณ์เก่าๆ ของโฟร์-มดสมัยที่ร้องเพลง หายใจเป็นเธอ จึงต้องปรับภาพลักษณ์ให้ดูโตขึ้น และมีความเป็นผู้นำแฟชั่น จำได้ว่าครั้งแรกทีมครีเอทีฟเสนอให้สองสาวใส่วิกคนละสี คนหนึ่งเป็นสีชมพูพาสเทล อีกคนเป็นสีมินต์ นอนในอ่างน้ำ แต่ยังใส่เสื้อผ้า ซึ่งเธอเชื่อว่าจะเปลี่ยนภาพจำของโฟร์-มดไปเลย แต่พอเสนอขึ้นไป ทางผู้บริหารก็เกรงว่าแฟนเพลงจะรับไม่ได้ เลยขอปรับให้เบาลง แต่ยังมีความเปรี้ยวซ่าที่ชัดเจน

“ตอนนั้นเราไปถ่ายเอ็มวีเพลง เด็กมีปัญหา กันที่ญี่ปุ่น ไปแบบกองโจร ซึ่งหนาวมาก แล้วน้องก็ใส่ชุดเอี๊ยมขาสั้น ใส่ถุงน่อง ใส่สเกตด้วย น้องก็เล่นไม่เป็น เราก็ใช้วิธีเข็นๆ กันไป แล้วครั้งแรกที่เพลงออกมากระแสตอบรับไม่ดีเลย โดนกระหน่ำหนักมาก อย่างใน Pantip บอกว่าไม่ชอบเลย ทำไมโฟร์-มดเป็นแบบนี้ แต่เมื่อเราปล่อยอัลบั้มไป กลับเป็นการเป็นเปลี่ยนเจเนอเรชันของทั้งคู่ที่ดังมาก และกลายเป็นอัลบั้มของโฟร์-มดที่แรงที่สุดด้วย”

การปรับคาแรกเตอร์ศิลปินให้ชัดเจนขึ้น ยังถูกส่งต่อมายัง ‘Neko Jump’ ศิลปินดูโอ้อีกคู่ที่ถูกดึงมาอยู่ Kamikaze ภายหลัง เพราะแต่เดิมทั้งคู่จะมีภาพลักษณ์ทับซ้อนกับโฟร์-มดอยู่ จึงทดลองปรับไปในแนวเซ็กซี่มากขึ้น ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างน่าพอใจ

ด้วยกระบวนการต่างๆ ทำให้แบรนด์ Kamikaze กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็กรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ

Kamikaze Kamikaze Kamikaze

4

สถาปนิกเพลงวัยรุ่น

ข้อความ ‘..2019 ยังฟังอยู่..’ ปรากฏขึ้นในช่องแสดงความคิดเห็นตามมิวสิกวิดิโอต่างๆ ของ Kamikaze มากมายบน Youtube เป็นเครื่องยืนยันถึงความทรงจำของผู้คนที่มีต่อค่ายเพลงแห่งนี้ได้อย่างดี

สิ่งหนึ่งเอฟูพยายามย้ำเสมอก็คือ การทำให้ Kamikaze เป็นตัวแทนของวัยรุ่นไทย ดังนั้น ทีมงานจึงพยายามใส่กลิ่นความเป็นไทยลงไปแต่ละเพลง หากยังผสมผสานไลฟ์สไตล์และภาษาแบบวัยรุ่นเข้าใจง่ายด้วย ซึ่งเนื้อเพลงเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของค่ายถูกเขียนและควบคุมการผลิตโดยก๊อป หรือที่แฟนเพลงคุ้นเคยในชื่อ ‘Postcard’

เดิมทีก๊อปเป็นนักเขียนเพลงรุ่นเก๋าของ RS ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในวงการมานับสิบปี ผลงานที่สร้างชื่อสุดคือ ดูมั้ย ของลิฟท์-ออย แต่ช่วงก่อนจะมาร่วมงานกับ Kamikaze เป็นจังหวะที่เขากำลังตัดสินใจวางมือจากงานสายนี้พอดี

“วันนั้นกำลังเดินออกจากบริษัทเลย ก็บังเอิญสวนกับน้องที่ทำงานอยู่ค่ายของเจมส์ เขาบอกว่า ‘พี่ช่วยทำเพลงให้สองคนนี้หน่อย’ เราก็บอกว่าไม่เอาแล้ว เขาก็เลยหันมาบอกน้องๆ ว่า ‘สวัสดีพี่เขาหน่อย’ ปรากฏว่าหันมาแล้วเป็นโฟร์-มด ก็จำโฟร์ได้ เพราะเขาเพิ่งเล่น MV เพื่อนสนิท ของ Endorphine แล้วเราชอบคาแรกเตอร์มาก เลยตัดสินใจช่วยก็ช่วย”

จากนั้นก๊อปจึงเริ่มเขียนเพลงให้สองสาวเรื่อยมา ทั้ง หายใจเป็นเธอ, บีบน้ำตา, Love Love, เปลี่ยนกันไหม ฯลฯ

“เพลงพวกนี้เขียนแบบไม่คิดมากเลย เขียนแบบเอาสนุก แต่ก็เป็นตัวเอง เป็นเพลงสำหรับวัยรุ่นผู้หญิงที่แปลก ภาษามันจะไม่เหมือนแบบเพลง DOJO คือมีภาษาแบบตัวเราชัดเจน เช่น ‘เธอต้องการจริงๆ เธอจะรักกันจริงหรือเปล่า’

หลังจากเขียนเพลงให้โฟร์-มดครบ 2 ชุด ID Records ก็ปิดค่าย ก๊อปจึงตัดสินใจพักตามไปด้วย

แต่เมื่อ RS เตรียมเปิดตัวค่ายเพลงใหม่ ชมพูจึงดึงตัวกลับมาช่วยอีกครั้ง ด้วยมองว่าปัจจัยที่ทำให้ Kamikaze เดินหน้าต่อไปได้ คือเพลงที่มีลายเซ็นบ่งบอกความเป็นวัยรุ่นชัดเจน ซึ่งจุดเด่นของก๊อปนอกจากเขียนเพลงให้สองสาวโด่งดังแล้ว เขายังเพิ่งมีลูกสาวเล็กๆ ด้วย จึงพอเข้าใจว่าเด็กรุ่นใหม่ต้องการอะไร และควรสื่อสารอย่างไร

ก๊อปบอกว่า หัวใจหลักของการทำเพลง Kamikaze คือการล้อไปกับคาแรกเตอร์ของศิลปิน หากสังเกตจะพบว่าหลายๆ เพลงสะท้อนความแสบของตัวศิลปินอยู่ แต่ไม่ใช่แสบแบบเลวร้าย เนื้อหาบางอย่างอาจดูรุนแรงบ้าง แต่ก็แรงแบบมีเหตุผล เช่น ‘ทิ้งเขาซะ..ถ้าไม่รักก็เขี่ยเขาไป’ ซึ่งเป็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่เป็นไอดอลที่ต้องมีความเป็นผู้นำ เป็นขบถ และมีความเป็นหัวโจกอยู่

“เราใช้วิธีคุยกับผู้ปกครอง ซึ่งสะท้อนวิธีคิด วิธีเลี้ยงลูก ออกมาได้เลย หากผู้ปกครองบอกว่าลูกเป็นอย่างนี้ เราก็จะรู้ว่าเขาดันหรือมีแรงขับเท่าไร คาดการณ์ว่าเด็กจะคิดอย่างไรต่อ เช่นธามไท เรารู้ว่าผู้ปกครองจะขำๆ ตลก เราก็โอเค เด็กคนนี้ต้องมีเส้นตลกอยู่ หรือหวายก็เครียดๆ หน่อย เหมือนจะปล่อยแต่เครียดๆ หน่อย”

จากความคุ้นเคยนี้เองทำให้ Lyric Producer สามารถกำหนดทิศทางของการเขียนเพลงว่านักร้องคนนี้ควรร้องเพลงแบบไหนได้ง่ายขึ้น

ครั้งหนึ่งก๊อปเคยเขียนเพลง เสียใจแต่ไม่แคร์ เดิมทีเล็งนักร้องไว้ 2 คน คือขนมจีนกับหวาย เนื่องจากมีภาพลักษณ์เป็นผู้หญิงแรงๆ เหมือนกันทั้งคู่ แต่สุดท้ายก็เลือกหวาย เพราะตามความรู้สึก หากหวายตัดสินใจเลิกคือจบ ต่างจากขนมจีนที่อาจมีลูกฟูมฟายอยู่บ้าง

แต่สิ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ที่สุดสำหรับเพลงค่ายนี้ คือความสร้างสรรค์ และเทคนิคทางภาษา

ด้วยความที่จบมาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ก๊อปจึงมองการเขียนเพลงไม่ต่างจากการออกแบบบ้าน เพียงแต่เปลี่ยนอิฐหินปูนทรายมาเป็นถ้อยคำเท่านั้น ก่อนลงมือเขียนจะมีการวางโครงสร้างเพลงว่าจะเล่าเรื่องอะไร บางทีก็เป็นสิ่งที่วัยรุ่นในช่วงนั้นสนใจ และนำมาบิดให้น่าสนใจขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีหลายครั้งที่เขาทดลองเขียนเพลงด้วยภาษาแปลกๆ แบบที่วัยรุ่นชอบใช้ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่มาฟังก็คงโวยวายว่าร้องอะไร ฟังไม่เห็นรู้เรื่อง เช่นเพลง Help me please ของเฟย์ ฟาง แก้ว ซึ่งมีเนื้อร้องว่า “..คนไม่ใช่กระดาษ เลิกมาประกาศ ให้ฟังซะที…”

“ความจริงแล้วคำมันไม่เคลียร์ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่พอถามเด็กใน Twitter ว่าเข้าใจไหม ปรากฏว่าไม่มีใครไม่เข้าใจ เราก็เลยเข้าใจเองว่า บางทีเพลงเร็วควรเน้นสนุกกับคำดีกว่าความถูกต้องตามหลักภาษา

“เพลงของ 3.2.1 ก็เหมือนกัน ด้วยความเป็นฮิพฮอพ เราคิดว่าคงต้องอินดี้หน่อยๆ เลยตั้งคอนเซปต์ให้มันเซอร์ๆ ติสท์ๆ เช่น ‘ฉันนั่งมองนาฬิกา แต่ไม่รู้เวลาเท่าไหร่’ ก็คิดไปประมาณนี้ พอส่งให้ป๊อปปี้ร้อง ป๊อปปี้บอกชอบมาก ใช่เลยค่ะ เราบอกใช่ก็ใช่ ถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า” ก๊อปเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

Kamikaze Kamikaze Kamikaze

5

Kamikaze Fever

5 ปีแรกของ Kamikaze นับเป็นช่วงเวลาของความสำเร็จ ผลงานเกือบทุกชุดไต่ชาร์ตเพลงฮิตอย่างรวดเร็ว ศิลปินหลายคนกลายเป็นขวัญใจวัยรุ่น ทั้งโฟร์-มด, เฟย์ ฟาง แก้ว, K-OTIC, หวาย, ขนมจีน หรือ Neko Jump

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้เกิดจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน รวมถึงอิสรภาพที่เจ้าของค่ายเปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่

“เฮียเคยพูดกับเราว่าเฮียโตเกินกว่า Kamikaze มากๆ แล้ว เพราะฉะนั้น จะให้มานั่งเคาะว่าเสื้อผ้าหรือแนวเพลงแบบนี้ใช่ไหม เฮียตอบไม่ได้หรอก เพราะเฮียคือรุ่นพ่อ เฮียจึงอยากได้คนที่ไว้ใจได้ อยู่ในวัยใกล้กัน มาเป็นคนดูแลแล้วเฮียจะวัดจากผลที่เกิดขึ้น” จิ๊บซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารค่ายแทนชมพูที่ลาออกไป เมื่อเดือนมกราคม 2552 กล่าว

Kamikaze มีโปรเจกต์พิเศษมากมายเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เต็มไปด้วยความสนุก และเรื่องคาดเดาไม่ได้ แต่ละปีจะมีการจัดทำเพลงพิเศษ เพื่อเป็นของขวัญแก่แฟนๆ เช่นปีที่ 2 ก็มีแคมเปญ Foward 2 U โดยนำศิลปินทั้งค่ายมาร้องเพลงร่วมกัน ซึ่งเพลงหนึ่งที่โด่งดังและกลายเป็นสัญลักษณ์ของค่ายถึงวันนี้คือ รักฉันเรียกว่าเธอ

“ตอนนั้นเราปล่อยซิงเกิลไปก็ดังหมดเลย แต่รู้สึกว่ามันดังแบบกระจาย เลยพยายามทำเพลงร่วมกันสักเพลงให้เป็นเพลงคอนเซปต์ จะได้เห็นภาพ Kamikaze ชัดเจนขึ้น ซึ่งพอปล่อยออกมาก็ดังเลย เพราะมันเห็นภาพของทุกคน คนนี้ฉันก็ชอบ คนนั้นฉันก็ชอบ” ก๊อปเล่าเบื้องหลังของเพลงนี้

โดยเฉพาะในวาระครบรอบ 4 ปี Kamikaze จัดโครงการที่ชื่อ ‘Kamikaze Love เว่อร์ รู้สึกได้ แม้ไม่ได้ยิน’

จิ๊บได้ไอเดียหลังจากชมซีรีส์เรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนหูหนวก เลยรู้สึกว่าคนหูหนวกหลายคนก็เป็นวัยรุ่น และควรมีโอกาสรับรู้ถึงความสุขของเพลง Kamikaze เช่นกัน จึงเสนอเรื่องไปยังผู้บริหาร ซึ่งเฮียก็ซื้อไอเดียทันที

ครั้งนั้นทีมงานได้ชวนน้องๆ หูหนวกนับสิบชีวิตมาร่วมเล่นมิวสิกวิดีโอเพลง รักเธอ ทุกวินาที ซึ่งจัดทำขึ้นพิเศษ รวมทั้งวางคอนเซปต์ของคอนเสิร์ตให้มีการใช้ภาษามือตลอดงาน โดยรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนการผ่าตัดฝังเครื่องช่วยฟัง

นอกจากเรื่องกิจกรรมที่แปลกใหม่แล้ว เรื่องการหารายได้ก็ต้องมาวางแผนกันเยอะมาก เนื่องจากศิลปินกลุ่มนี้ไม่สามารถรับงานในสถานบันเทิงได้

ดังนั้น ทีมงานจึงมองหาช่องทางสร้างรายได้จากทุกวิถีทาง ตั้งแต่การ Tie-in สินค้าต่างๆ ในมิวสิกวิดีโอ การเปิดดาวน์โหลดเสียงรอสายโทรศัพท์ ซึ่งวิธีการนี้ประสบความสำเร็จมาก เพราะแต่ละเดือนมียอดดาวน์โหลดอย่างต่ำ 20,000 ครั้ง ตลอดจนเดินสายไปตามไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ

แต่ที่เป็นกอบเป็นกำที่สุดคือการจัดคอนเสิร์ตประจำปี ซึ่งทางค่ายพยายามเลือกจัดงานช่วงบ่ายวันเสาร์ ณ Royal Paragon Hall เพื่อให้ง่ายต่อการเดินทางของแฟนเพลงวัยรุ่นที่มาร่วมงานที่สุด

“ทุกครั้งที่เราจัดงานคนเต็มฮอลล์ และอีกภาพหนึ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนคือ พ่อแม่ยืนรออยู่หน้าคอนเสิร์ตเป็นร้อยคน เพราะฉะนั้น คอนเสิร์ตของเราจะมีคนเยอะมาก กลุ่มหนึ่งมาชม อีกกลุ่มหนึ่งมารอ” เอฟูเล่า

นอกจากนี้ Kamikaze ยังพยายามขยายฐานแฟนคลับด้วยการนำศิลปินดังๆ มารวมตัวทำอัลบั้มเฉพาะกิจ เช่น Seven Day ซึ่งวางคอนเซปต์ให้ศิลปินสาว 7 คนรับหน้าที่เป็นตัวแทนของแต่ละวัน ถ่ายทอดบทเพลงออกมา ตลอดจนมีการคัดเลือกศิลปินหน้าใหม่เพิ่มเติม เช่น 3.2.1, Kiss Me 5 หรือ XIS ทำให้ค่ายสามารถผลิตงานได้หลากหลายมากขึ้น

แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปเสียหมด มีหลายครั้งเหมือนกันที่ Kamikaze ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเลียนสไตล์หรือดนตรีของต่างชาติ ซึ่งเหล่าคนทำงานยอมรับว่าช่วงแรกๆ ก็ฉุนอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เข้าใจว่าเป็นปกติของสังคมที่มักมีการวิพากษ์วิจารณ์ จับผิด เปรียบเทียบ

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการผลักดันศิลปินให้สามารถเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจที่ดีของวัยรุ่นไทย

หากสังเกตจะพบว่าศิลปินทุกคนของ Kamikaze ต่างมีผลการเรียนที่ดี หลายคนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ แม้จะทำงานควบคู่ไปด้วยก็ตาม ดังนั้น ทีมงานจึงนำเรื่องดีๆ เหล่านี้ พร้อมไลฟ์สไตล์สนุกๆ มาเผยแพร่ผ่าน www.ilovekamikaze.com ซึ่งแยกตัวมาจาก Zheza.com หลังจากที่อีกเว็บมุ่งสู่ตลาดเกมออนไลน์เต็มตัว

เอฟูย้ำว่า นี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่เข้าใจและไม่ต่อต้านงานของ Kamikaze เพราะเชื่อว่าศิลปินกลุ่มนี้มีอิทธิพลเชิงบวกและทำให้ลูกหลานลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง  

แต่ก็มีบางครั้งที่ศิลปินอาจซวนเซไปบ้าง ซึ่งเป็นหน้าที่ของทีมงานที่ต้องคอยช่วยเหลือ ดูแลให้คำปรึกษา เช่น ทีเจ นักแต่งเพลงมือหนึ่งของ 3.2.1 ซึ่งมักรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ก็ต้องคอยกระตุ้นว่าเขาเป็นคนมีพรสวรรค์ และสามารถพัฒนาฝีมือจนเป็นอาชีพได้ หรือหวายก็เคยถูกโลกโซเซียลโจมตีด้วยความหมั่นไส้ ก็ต้องเตือนสติว่าอย่าไปผูกโยงตัวเองกับคนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่งอยู่มุมไหนของโลก ควรให้ค่ากับคนที่ดีกับเรามากกว่า เช่นเดียวกับบางคนที่ผิดหวังเรื่องความรักก็ต้องคอยประคับประคอง รับฟังและช่วยแก้ปัญหาจนกว่าจะผ่านอุปสรรคนั้นไปได้

“ชีวิตของศิลปินใน Kamikaze สามารถเขียนเป็นบทซีรีส์ได้เลย พอเวลาผ่านไปเราจะรู้สึกว่าผ่านมาได้ยังไงนะ สำหรับตัวเองแล้ว ที่นี่เป็นเหมือนครอบครัว เด็กทุกคนเราตั้งใจทำให้เขาอย่างเต็มที่ อย่างเรื่องหนึ่งที่เราจะบอกกับครีเอทีฟที่ทำงานด้วยเสมอคือ ต้องคิดว่าเขาเป็นคนในครอบครัวให้ได้ เพราะถ้าคุณเห็นเขาเป็นน้องจริงๆ คุณจะทำทุกอย่าง และเมื่อเขาเติบโตขึ้นมา ได้เห็นเขาประสบความสำเร็จ เราก็จะรู้สึกภูมิใจและดีใจทุกครั้ง” จิ๊บย้อนความทรงจำ

Kamikaze Kamikaze

6

ปรากฏการณ์ ‘แน่นอก’

หลังกวาดความนิยมในหมู่วัยรุ่นถล่มถลาย ในปี 2556 เฮียฮ้อเริ่มมองว่าอาจถึงเวลาแล้วที่ Kamikaze ควรเป็นที่รู้จักในตลาดวงกว้าง จึงวางโจทย์ให้นำลูกทุ่งสาว ใบเตย Rsiam-สุธีวัน ทวีสิน มาร้องเพลงร่วมกับวง 3.2.1

เวลานั้นต้องยอมรับว่านอกจากเพลงดังอย่าง สกัดดาวยั่ว หรือ เช็คเรทติ้ง แล้ว ภาพลักษณ์เรื่องความแรงและความเซ็กซี่ของใบเตยก็เป็นที่กล่าวขานไม่แพ้กัน นี่จึงถึงเป็นงานหินสำหรับทุกคน โดยเฉพาะฝั่งทำเพลงที่ต้องมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างกลมกลืนไปด้วยกัน

เริ่มจากส่วนดนตรี เอฟูยอมรับว่าช่วงแรกคิดอะไรไม่ออกเลย จึงบอกให้ทีเจลองแต่งเพลงแบบที่แต่งให้ 3.2.1 เสนอเข้าไป เพลงที่ออกมานั้นค่อนข้างเป็นฮิพฮอพสูงมาก แล้วก็มีแบ่งท่อนให้ใบเตยเพียงเล็กน้อย หลังเฮียได้ฟังก็บอกว่า ดี แต่ไม่เห็นความเป็นใบเตยเลย จึงต้องกลับมาปรับแก้ใหม่

เผอิญช่วงนั้นเป็นจังหวะที่ภาพยนตร์ พี่มาก..พระโขนง ใกล้จะเข้าฉายพอดี เอฟูรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นตัวของ T-Pop อย่างแท้จริง เลยได้ไอเดียว่าควรนำความเป็นไทยเข้ามาใส่ในเพลงนี้ให้มากที่สุด จึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ด้วยการให้ทีมงาน 3 คน คือเขา ทีเจ และโฟร์ 25hours ไปแต่งเพลงของตัวเองมา แล้วค่อยนำมาประกอบร่าง ก่อนที่จะผสมเสียงที่เป็นลูกทุ่ง สามช่า ลงไป มีการนำวงแห่นาค แตรวง มือถือเก่าๆ มากดเป็นเสียงประกอบ จนกลายเป็นดนตรีที่แตกต่างไม่เหมือนใคร

ขณะที่ฝั่งเขียนเนื้อเพลง ก๊อปได้รับโจทย์จากจิ๊บว่าอยากให้ฟังแล้วสนุก ให้อารมณ์เหมือนสติกเกอร์ท้ายรถบรรทุก เขาเลยเริ่มคิดจากคำว่า รักต้องเปิด ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ของใบเตย จากนั้นก็เริ่มมาต่อยอดว่านักร้อง 4 คนควรต้องพูดเรื่องอะไรบ้างถึงจะเหมาะกับคาแรกเตอร์ของแต่ละคน

“เราให้ทีเจพูดแบบเด็กไฮปาร์กหน่อย แต่พูดแบบขำๆ สิทธิผู้ชายสมัยนี้ อยู่ไหนก็ไม่ทราบ คือเรื่องจะเปิดจะปิด ทำไมผู้หญิงเปิดได้ แต่พอผู้ชายเปิดโดนด่าว่าเป็นตุ๊ด ส่วนกวินทร์ก็จะทะลึ่งๆ เพลย์บอย เป็นแนวแซวผู้หญิงว่า เปิดให้มันน้อยๆ หน่อย แหม ใจดีจังเลยนะ ขณะที่ป๊อปปี้มาแบบจริงจังเลย ไหนขอดูใจเธอหน่อย ฉันเปิดแล้วเธอล่ะเปิดไหม

“ส่วนใบเตยมาทีหลังเลย ตอนนั้นเหมือนใบเตยมีข่าวค่อนข้างแรงมาก ก็เลยให้พูดธรรมะแล้วกัน สมัยนั้นจะมีพระที่เทศน์ตลกๆ แต่ว่าทะลึ่งหน่อยๆ พอเขาส่งเมโลดี้มาให้ คำมันออกมาทันที ‘มันแน่นอก ก็ยกออก’ ความจริงแปลว่า อย่ายึดมั่นถือมั่น เรื่องทั้งหมดมันเกิดยุบหนอพองหนอ แต่ด้วยภาษาที่สนุก เป็นภาษาลูกทุ่ง ทำให้คนฟังไม่รู้สึกว่านี่คือคำสอน ไม่เชื่อลองคิดเป็นคำพระพูดดูก็ได้ ‘มันแน่นอก ก็ยกออกซิโยม แบกเอาไว้ทำไมให้ใจถลอก’”

เมื่อเพลงทั้งหมดเรียบร้อย ก็ถูกส่งต่อมายังฝ่ายครีเอทีฟ ซึ่งต้องออกแบบคอนเซปต์ตั้งแต่ท่าเต้นว่าต้องสนุก เต้นตามได้ไม่ยาก เห็นปุ๊บเข้าใจได้เลย พร้อมกับตั้งโจทย์ว่าปีใหม่ที่จะถึง วิทยุทุกคลื่น ร้านลูกทุ่งทุกร้าน โรงงานทุกแห่งต้องพร้อมใจกันเปิดเพลงนี้ ซึ่ง เจด้า-อภิสราฐ์ เพชรเรืองรอง แห่งสถาบัน Harlem Shake Dance Studio ก็สามารถทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

ขณะเดียวกันวางคอนเซปต์มิวสิกวิดีโอ เน้นสีสันจัดจ้าน มีการนำรถทัวร์สองแบบเข้าฉากสะท้อนสไตล์ของศิลปินทั้งสองฝ่าย หาคำกวนๆ มาแปลงเป็นสติกเกอร์รถสิบล้อ เช่น Gavin จิ๊กโก๋ สุดหล่อ Play Boy เรียกพ่อ, T.J. RAPPER สุดเท่ เสน่ห์ กระชาก FEEL, POPPY สาวแรงสุดซิ่ง Step สะดิ้งสะท้านโลก, ไม่สั้นเสมอหู อย่าเรียกหนูใบเตย

หลังเผยแพร่เพลงในวันที่ 1 พฤษภาคม รักต้องเปิด (แน่นอก) กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนพูดถึง มียอดรับชมใน YouTube เกิน 1,000,000 ครั้ง เกิดคลิปเต้น Cover ขึ้นเต็มไปหมด ถึงขั้นเกิดงาน ‘รวมพลคนแน่นอก’ กลางลาน Siam Discovery ซึ่งมีคนมาเต้นท่าแน่นอกนับพันชีวิต และเพลงก็ยังโด่งดังข้ามปีดังที่ทีมงานตั้งใจไว้

“แน่นอกคือจุดที่ทำเราเข้าใจสิ่งที่เฮียคิด สิ่งที่ควรจะไป ทุกเพศทุกวัยฟังได้ เขาบอกให้ปรับนานแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าสกิลล์เราอาจได้แค่ระดับหนึ่ง” เอฟูเล่าพร้อมหัวเราะ

Kamikaze

7

รักฉันเรียกว่าเธอ

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกลา เช่นเดียวกับค่ายเพลงวัยรุ่นที่ชื่อ Kamikaze

หลังความสำเร็จของ รักต้องเปิด (แน่นอก) ค่ายก็ยังคงผลิตงานอย่างต่อเนื่อง มีการเสริมทัพสมาชิกหน้าใหม่เสมอ ทั้ง มิณทร์ แชมป์จากรายการ The Trainer ปั้นฝันสนั่นเวที ปีที่ 2, แต๊งกิ้ว สาวน้อยวัย 14 ปี รวมถึงเปิดตัวศิลปินฝึกหัดในนาม Kamikaze Newcomer

แต่ด้วยสภาพของตลาดเพลงที่เปลี่ยนไป บวกกับช่วงอายุของศิลปินหลักของค่ายที่อาจเกินวัยไปแล้วสำหรับตลาด Pre-Teen ทำให้กระแสความนิยมเริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังเกิดความเปลี่ยนแปลงภายใน RS เองที่มุ่งความสนใจไปยังธุรกิจอื่นมากขึ้น กระทั่งปี 2558 ทีมงานเกือบทั้งหมดจึงย้ายสังกัดมาอยู่ GMM GRAMMY

ทีมเพลงซึ่งรวมตัวกันชื่อ UnderDog เปิดตัวค่ายใหม่ชื่อว่า HALA SOCIETY มีผลงานออกมาประมาณหนึ่ง ก่อนแยกย้ายตามเส้นทางของตัวเอง โดยเอฟูหันมาเปิดค่ายเพลงอิสระ DEMOLAB Music House มีอดีตสมาชิก Kamikaze มาร่วมทีมหลายคน อาทิ แก้ว จากเฟย์ ฟาง แก้ว, แจม Siska, กวิน ป๊อปปี้ 3.2.1 รวมถึง ป๊อปปี้ K-OTIC ส่วนก๊อปยังมุ่งมั่นกับการผลิตไอดอล Pre-Teen ผ่านสังกัดใหม่ BH Brick House

ขณะที่จิ๊บและทีมครีเอทีฟบางส่วนเปลี่ยนมารับหน้าที่บริหารค่าย MBO ผลิตศิลปินดังๆ เช่น พลอยชมพู กระทั่งเมื่อปี 2561 จึงย้ายมาร่วมงานกับ 4NOLOGUE ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่าย New Business ปั้นโครงการพิเศษอย่าง 9X9 ซึ่งเป็นการรวมตัวของ 9 ไอดอลหนุ่ม

Kamikaze เดิมก็ยังดำเนินต่อไป พร้อมปรับเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ โดยมอบหมายให้ เณร-ศุภชัย นิลวรรณ จาก Rsiam มารับหน้าที่ดูแลธุรกิจเพลงทั้งเครือ มีการเปิดตัวศิลปินเลือดใหม่ 18 คนภายใต้ชื่อ Kamikaze Next ซึ่งส่วนใหญ่เติบโตมาจากศิลปินฝึกหัดนั่นเอง ถ่ายเทศิลปินเก่าบางส่วน เช่น หวาย, เฟย์-ฟาง-แก้ว, ขนมจีน, Neko Jump, ธามไท ไปยังสังกัดใหม่ Yes! Music ซึ่งเจาะกลุ่มตลาดที่กว้างขึ้น รวมทั้งปรับทิศทางค่ายไปสู่แนวทางใหม่ Teen Media And Lifestyle Society ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตลาดเพลงเป็นหลักเท่านั้น แต่ตั้งใจขยายไปสู่ตลาดอื่นๆ เช่นมีการผลิตซีรีส์ชุด 21 วันฉันรักนาย เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น Entertainment Community ของวัยรุ่น

แต่สุดท้ายดูเหมือนการปรับเปลี่ยนใดๆ ก็ไม่สามารถทำให้ค่ายที่มีอายุยาวนานถึง 10 ปีกลับมาเป็นที่นิยมเช่นดังเดิม ในที่สุด Kamikaze ก็หยุดการเคลื่อนไหวอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน 2560

อดีตคนเบื้องหลังทั้งสามมองคล้ายๆ กันว่า การหายไปของ Kamikaze เป็นเรื่องปกติของวงการเพลง โดยเฉพาะกลุ่มศิลปินไอดอล ซึ่งปกติแล้วมีอายุเฉลี่ยประมาณ 5 – 7 ปี และต้องยอมรับว่า Kamikaze อาจขยับตัวช้าไปสักหน่อย โดยเฉพาะการที่ไม่ได้ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียน ศิลปินในค่ายอย่างต่อเนื่อง ให้เหมาะสมกับกลุ่มตลาดที่วางไว้ โดยเฉพาะศิลปินรุ่นโตที่ยังอยู่กับค่ายเรื่อยมา ทำให้แนวเพลง กระบวนการโปรโมต บางอย่างไม่ชัดเจน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Kamikaze ก็นับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงวงการดนตรีไทยอยู่ไม่น้อย ทั้งการเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปินและคนบันเทิงชื่อดังหลายคน

ทีเจ และกวิน 3.2.1 ก้าวขึ้นเป็นศิลปินฮิพฮอพแถวหน้าของเมืองไทย

อิ๊งค์ วรันธร กลับมาเป็นนักร้องยอดนิยมที่มีแฟนคลับติดตามเหนียวแน่น

เช่นเดียวกับ โฟร์-มด, ฟาง แก้ว, โบ คิตตี้ Kiss Me 5 หรือพิม SWEE:D ซึ่งวันนี้กลายเป็นนางเอกชื่อดัง

แน่นอนว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากคนเบื้องหลังเพียง 3 – 4 คนเท่านั้น แต่เป็นเพราะพลังของทุกคนใน RS ตั้งแต่ผู้บริหาร ทีมงาน ศิลปิน และที่ขาดไม่ได้คือแฟนเพลงทุกคนที่ร่วมกันสนับสนุนเพลงไทย จนกระทั่ง Kamikaze ยืนหยัดในฐานะ ‘ค่ายเพลง เพื่อคนไทย หัวใจวัยรุ่น’ อย่างแท้จริง

“สำหรับผม มันเป็นความทรงจำที่เปลี่ยนชีวิต ทุกคนเจอโจทย์ที่ยาก เจออะไรที่ท้าทาย แต่พอผ่านมาแล้วมันเป็นความภาคภูมิใจ ทั้งศิลปิน ทั้งทีมงาน ทั้งคนฟัง ถ้าวันนี้พูดว่าเป็นตำนานอาจเวอร์ไป แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งมันก็เป็นตำนาน วันนี้แฟนเพลงเราโตขึ้น เจอกันที่งานเลี้ยงรุ่นก็ร้องเพลง Kamikaze ด้วยกัน เพราะเพลงพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของเขา เป็นซาวนด์แทร็กที่อยู่คู่กับชีวิตเขาตลอดมา” เอฟู อดีต Executive Producer กล่าวทิ้งท้าย

เรียบเรียงข้อมูลจาก

  • สัมภาษณ์คุณณรงค์ศักดิ์ ศรีบรรฎาศักดิ์วัชรากรณ์ วันที่ 28 เมษายน 2562
  • สัมภาษณ์คุณหทัย ศราวุฒิไพบูลย์ วันที่ 13 พฤษภาคม 2562
  • สัมภาษณ์คุณธานี วงศ์นิวัติขจร วันที่ 16 พฤษภาคม 2562
  • นิตยสาร DDT ฉบับที่ 32 ประจำเดือนกันยายน 2550
  • นิตยสาร The Guitar Mag No.424 เดือนกรกฎาคม 2552
  • หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน วันที่ 26 เมษายน 2550 (จากเว็บไซต์ fourfan.com)
  • เว็บไซต์ ilovekamikaze.com

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load