“…ในค่ำคืนที่ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้ ฉันยังคงก้าวไป ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำไป ในคืนที่หลงทาง นาทีที่ความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้ฉันยังมีจุดหมาย ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย…”

เสียงเพลง แสงสุดท้าย ดังกึกก้องไปทั่วประเทศ หลังจาก ตูน Bodyslam ชายผู้วิ่งจากเบตงถึงแม่สาย ก้าวเท้าเข้าเส้นชัย ช่วงหัวค่ำของวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ในสายตาคนจำนวนไม่น้อยแล้ว เพลงนี้อาจเป็นสัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจ ความหวัง และความเสียสละ

แต่ในมุมของทีมเขียนเพลงที่อยู่เบื้องหลังแล้ว นี่คือสิ่งที่เกินฝัน เพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า เพลงลำดับ 6 จากอัลบั้ม ‘คราม’ ซึ่งแทบไม่เคยถูกโปรโมตจริงจังหรือผลิตเป็นมิวสิกวิดีโอ จะเข้ามาอยู่ในใจของผู้คนนับล้านชีวิตเช่นนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เป็นเวลากว่า 16 ปีแล้วที่มีโลโก้สีเขียวเขียนคำว่า Mango Music Making Group ปรากฏบนปกอัลบั้ม

พวกเขาได้ผลิตผลงานสุดคลาสสิกออกมานับไม่ถ้วน ผ่าน 3 ศิลปินร็อกแถวหน้าของเมืองไทย Big Ass, Bodyslam และ Labanoon หลายเพลงถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมาไม่ต่ำกว่าร้อยล้านครั้ง และบางเพลงกลายเป็นซาวนด์แทร็กประกอบชีวิตของใครหลายคน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากขอพาทุกคนไปพบกับสมาชิกทั้ง 7 ของ ‘Mango Team’ โป-สุเมธ โปษยะนุกูล, อ๊อฟ-พูนศักดิ์ จตุระบุล, หมู-อภิชาติ พรมรักษา, กบ-ขจรเดช พรมรักษา, ป้อม-สุรชัย พรพิมานแมน, เหนือ-เหนือวงศ์ ต่ายประยูร และ ตั๊ด-วิรชา ดาวฉาย เพื่อพูดคุยถึงกระบวนการทำงาน ตลอดจนมิตรภาพบนเส้นทางสายดนตรีที่ฟูมฟักมานานกว่า 2 ทศวรรษ

01

วิกฤตสร้างโอกาส

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2540 ณ ออฟฟิศเล็กๆ ในซอยพร้อมศรี สุขุมวิท 39 

ชายหนุ่ม 5 คน อ๊อฟ หมู กบ แด๊กซ์ และต้น นั่งประจันหน้ากับ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เจ้าของค่าย Music Bugs เพื่อนำเสนอผลงานเดโม 4 เพลงที่พวกเขาช่วยกันทำขึ้นมา

เมื่อเสียงอินโทรเพลงแรกดัง ทั้ง 5 คนต่างลุ้นระทึก เฝ้ารอปฏิกิริยาของศิลปินรุ่นใหญ่ เพราะที่ผ่านมาค่ายอื่นฟังเพียงเท่านี้ก็ตอบปฏิเสธ แต่สิ่งที่ธเนศทำต่างจากคนอื่น เพราะเขานั่งไล่ฟังทีละเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังชวนนักแต่งเพลงในค่ายมาร่วมฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก่อนนำไปสู่การเซ็นสัญญา Big Ass อย่างเป็นทางการ

Big Ass ยื่นข้อเสนอขอทำเพลงเองหมด แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ ธเนศจึงตะล่อมว่า ยังมีอีกวิธีคือ เขียนมาแต่โครงโมเลดี้ อย่าเพิ่งใส่เนื้อ เพราะที่นี่มีทีมเขียนเนื้อเพลงมืออาชีพอยู่แล้ว โดยมีเหนือวงศ์เป็นสมาชิกคนสำคัญ

“เราสงสัยว่าเหนือวงศ์เป็นใคร เลยไปสืบประวัติ เคยเขียนเพลงความหวัง ดวงดาว รองเท้า หัวใจ ของ เจ-มณฑล เราก็เลยลองทำตามที่พี่เขาเสนอมา อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง ไอ้นี่ก็ส่งมาเลย เพลงเจี๊ยวจ๊าว ฮ่า! จะรอดหรือเปล่า เลยไม่ยอม กูต้องมีส่วนร่วมด้วย เลยไปเขียนด้วยครึ่งหนึ่ง นับจากนั้นจึงสนิทกับเหนือมาตลอด เหมือนเป็น Big Ass คนที่หก” กบย้อนความทรงจำ

ทว่า Not bad อัลบั้มแรกของ Big Ass กลับทำยอดขายได้เพียง 20,000 ตลับ อัลบั้มถัดมาจึงถูกเบรกไว้ก่อน หมู กบ และอ๊อฟ หันมาทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะกบเข้าไปขอกับธเนศเพื่อร่วมทีมเขียนเนื้อ

แล้วโอกาสก็มาถึง เนื่องจากผลประกอบการของ Music Bugs ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงขั้นมีแผนจะปิดบริษัท นักเขียนเพลงต่างทยอยลาออก เหลือเพียง กบ เหนือ และ กวาง-ณัฐภพ พรหมสุนทรสกุล ผู้แต่งเพลง รักเธอประเทศไทย 

ครั้งนั้น บริษัทตั้งใจจะผลิตงานของ Labanoon วงดนตรีน้องใหม่จากเวที Hotwave Music Award เป็นการสั่งลา กบได้เขียนเพลง อย่าง ความรู้สึก, หนักใจ, เพ้อ และ อมยิ้ม ส่วนเหนือเขียนเพลงเดียวคือ ยาม ที่เหลือเป็นหน้าที่ของกวาง โดยอ๊อฟกับหมูมาช่วยเรื่องดนตรีและเล่นกีตาร์ในบางเพลง 

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ อัลบั้มที่ชื่อว่า นมสด กลับมียอดขายทะลุล้านตลับ ยิ่งเพลง ยาม ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ส่งผลให้ Music Bugs ฟื้นตัว และนำมาสู่การคืนชีพของทีมเขียนเพลง โดยมีนักแต่งเพลงหน้าใหม่หลายคน อาทิ วิภว์ บูรพาเดชะ, โน้ต-เนติ ผ่องพุทธคุณ และ ป้อม สุรชัย ช่วยกันผลิตร็อกวัยรุ่นดีๆ ออกมา

จุดเปลี่ยนของพวกเขาเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2545 เมื่ออ๊อฟจับมือกับ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย อดีตนักร้องนำวงละอ่อน ทำโปรเจกต์ Bodyslam ขึ้นมา

ความจริงโครงการนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากค่าย แต่ด้วยความที่อ๊อฟคุ้นเคยกับตูนมานาน อยากสนับสนุนให้ทำตามฝัน จึงช่วยกันทำเพลงออกมาถึง 12 เพลง และด้วยเมโลดี้ที่โดดเด่นและไพเราะ ในที่สุดค่ายจึงยินยอม โดยกำหนดเวลาเขียนเนื้อเพลง 2 สัปดาห์ และยังต้องผลิตงานของอีกวงตามแผนเดิมที่บริษัทวางไว้ด้วย

“ตอนกลางวันประชุมวงหนึ่ง ตอนกลางคืนเราก็แอบไปทำ Bodyslam แต่ทำออกมาแล้ว ปรากฏว่างานแอบทำเพราะกว่างานหลักอีก” เหนือวงศ์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ 

“พอเขาบอกมีเวลาเท่านั้น เราก็เรียกประชุมเลยว่าจะเอาไง ก็แจกเนื้อกันไป พี่ป้อมเขียน ยกโทษ เหนือ เขียนอากาศ ผมเขียน งมงาย โน้ตเขียน สักวันฉันจะดีพอ มีพี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียน เผื่อไว้ กับ ย้ำ แล้วก็มีพี่วิภว์ด้วย รวมพลังกันหกคน บ้ามาก ตูนกับอ๊อฟก็ไปนอนอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของผม ตะบี้ตะบันจนเสร็จ” กบฉายภาพการทำงาน

เนื้อเพลงส่วนใหญ่ของ Bodyslam มุ่งเน้นไปยังเรื่องความฝัน ความเชื่อของวัยรุ่นเป็นหลัก โดยตั้งใจอยากให้เป็นเพลงประกอบชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกๆ ที่พวกเขากำหนดทิศทางของอัลบั้มอย่างชัดเจน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“ภาพที่เรานึกถึงเวลามองตูนคือ เด็กคนนี้มีอะไรแปลกๆ กว่าคนอื่น มีความบ้าพลัง มีความรักที่แน่วแน่ ซึ่งผมรู้สึกว่าเด็กวัยรุ่นน่าจะเห็นคนนี้เป็นตัวอย่างได้ แต่ทำยังไงจึงจะสื่อสารให้คนได้เห็นบุคลิกของเขาจริงๆ ทำให้รู้สึกได้ว่า ความรักที่ดี ความทุ่มสุดตัวยังมีอยู่ คนฟังต้องได้เห็นจากวงนี้” อ๊อฟในฐานะโปรดิวเซอร์อธิบายแก่นความคิด

“จำได้ว่าตอนที่อ๊อฟมาพรีเซนต์ในห้องประชุม เปิดคำว่า Bodyslam แปลว่าทุ่มสุดตัว ชื่อน่าสนใจมาก แล้วตูนก็สุดจริงๆ สุดทุกทาง เราเลยกำหนดธีมหลักเป็น College Sound แล้วมาคุยกันว่า ในมหาวิทยาลัยมีเรื่องอะไรบ้าง ความรัก ไฟแรง อะไรต่างๆ ก็ประมวลกันมา พูดง่ายๆ คือเราใช้คำว่า College Sound คลุมทุกอย่าง ตั้งแต่การเขียน ไปจนถึงตัวปก ซึ่งถ่ายในโรงหนัง ให้อารมณ์เหมือนหนังเรื่อง American Pie” กบ ผู้ดูแลส่วนของคำร้องเล่าถึงขั้นตอนการทำงาน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

แต่ถึงกระบวนการต่างๆ จะผ่านมาได้ด้วยดี กลับยังมีอุปสรรคให้พวกเขาต้องตามแก้อยู่ไม่น้อย เช่น ห้องอัดในบริษัทไม่ว่าง อ๊อฟจึงไปติดต่อฟาติมา สตูดิโอ ขอใช้ในราคาพิเศษ แถมระยะเวลาการทำงานก็จำกัดมาก เนื่องจากมีเวลาบันทึกเสียงเพียง 14 วันเท่านั้น ทั้งหมดจึงต้องเร่งทำทุกอย่างให้เสร็จเร็วที่สุด

“ผมจำได้ว่า อ๊อฟบอกว่าจะไม่ทำสิบสองเพลงอีกแล้ว” ป้อมย้อนความหลัง

“พอทำเยอะมันเหนื่อย ไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่ เราต้องรีบมาก เอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปทำให้ได้ แต่ก็ทำให้เราได้ฝึกบริหารจัดการการจบอัลบั้ม ได้เห็นภาพการทำงานแบบครอบคลุมเลย” อ๊อฟช่วยเติมภาพให้สมบูรณ์

นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแบบ Mango Team แม้ตอนนั้นชื่อนี้จะยังไม่มีอยู่บนโลกก็ตาม พร้อมกับสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นมาถึงทุกวันนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

02

Dream Team

ผลพวงของอัลบั้ม Bodyslam นอกจากจะเป็นการให้กำเนิดวงร็อกแถวหน้าวงหนึ่งของเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขายังมีโอกาสได้รู้จักกับโป นักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมอีกคนหนึ่ง

เดิมทีโปทำงานอยู่ที่ Sony Music เคยเขียนเพลงให้อัยย์ วีรานุกุล, โน้ต-ตูน และซาร่า ผุงประเสริฐ เคยออกผลงานของตัวเองมาแล้วชุดหนึ่งชื่อ กล่องแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเป็นคนมิกซ์เพลงคู่ใจ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ 

เวลานั้นป้างกำลังทำอัลบั้มหัวโบราณและมาใช้ห้องอัดฟาติมา เช่นเดียวกับ Bodyslam โดยป้างอัดห้องใหญ่ ส่วนวงจาก Music Bugs อัดห้องเล็ก และทั้งหมดใช้ห้องพักส่วนกลางร่วมกัน

“ความจริงเรียกว่าใช้ห้องร่วมกันไม่ได้ เพราะห้องมันเล็กมาก พอพี่ป้างเปิดประตูออกมา ไม่ที่นั่งเลย เพราะจะมีอาหารจากบ้านหมูเต็มโต๊ะไปหมด พี่ป้างแกเกรงใจเลยบอกออกไปกินข้างนอกกันไหม” โปเล่าภาพในตอนนั้น

กระทั่งวันหนึ่งก็มีเหตุให้พวกเขาต้องสุงสิงกัน หลังจาก Liam Laurence ซาวนด์เอ็นจิเนียประจำฟาติมา ทักอ๊อฟมาว่า อัลบั้มหัวโบราณกับอัลบั้ม Bodyslam มีเพลงชื่อซ้ำกันอยู่เพลงหนึ่ง คือ อากาศ อยากให้ลองคุยกับป้างก่อน จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง ปรากฏว่าป้างไม่ติดใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ พอคุยไปเรื่อยๆ ก็ถูกคอ ถึงขั้นไปสังสรรค์ด้วยกันบ่อยๆ ภายหลังป้างเลยชวนโปไปร่วมแก๊งด้วย ทั้งหมดจึงเริ่มสนิทกัน

ในปีถัดมา Music Bugs อยากให้อ๊อฟเร่งปล่อยอัลบั้มชุดใหม่ของ Bodyslam กบจึงคิดถึงโป อยากชวนมาร่วมทีมด้วย เพราะภาพที่เขาฝันเห็น คือทีมเขียนเพลงแบบแกรมมี่ ซึ่งรวมคนเก่งๆ ที่เขียนเพลงหลากหลายสไตล์ไว้ด้วยกัน เช่น ดี้-นิติพงศ์ ห่อนาค เขียนเพลงโดน, นิ่ม สีฟ้า-กัลยารัตน์ วารณะวัฒน์ เขียนเพลงรัก หรือ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ เขียนเพลงปรัชญา ซึ่งตามโครงสร้างของทีมนี้ กบเชื่อว่ามีศักยภาพพอ

“ผมคิดว่าการที่อัลบั้มหนึ่งมีลายมือครบแล้วมันเวิร์ก ทีมเรามองหน้ากัน ก็พอได้นี่หว่า เหนือวงศ์เป็นพี่ดี้ พี่โปเป็นพี่เขตต์ พี่ป้อมเป็นพี่นิ่ม ร่างลายแทงไว้แบบไหน แล้วพยายามประกอบร่าง รวมทีมคร่าวๆ” กบอธิบาย

“ไม่รู้ว่าเห็นจากอะไร เพราะตอนนั้นผมเขียนแต่เพลงโน้ต-ตูน มันร็อกยังไง” โปตบท้าย

เพลงแรกที่โปเข้ามาเขียน คือ Bodyslam เกิดมาจากไอเดียของกบที่มองว่า วงดังๆ มักมีชื่อเพลงเป็นชื่อเดียวกับวง เช่น คาราบาว มีเพลง มนต์เพลงคาราบาว เพราะฉะนั้น Bodyslam ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“จำได้ว่าไปส่งท่อนฮุกที่ร้านแถวศรีนครินทร์ แล้วส่งเนื้อที่บ้านเก่าของอ๊อฟตรงลาดพร้าว 18 ไปส่งด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่ได้รู้จักกับตูนเป็นการส่วนตัว เลยตั้งใจเขียนต่อยอดจากชุดแรก พูดเรื่องความเชื่อในความฝัน ยังไม่ถึงระดับความเชื่อในชีวิต เหมือนเด็กอยากทำ แล้วผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ทำ แต่จะทำให้ได้” พี่ใหญ่เล่าถึงก้าวแรกของการร่วมทีม

“ตอนนั้นพี่โปเขียนว่า ‘นี่แหละคือชีวิตที่ต้องการ แค่ได้ทำสิ่งนั้นที่ใจฝัน’ คือเริ่มมีฝันเข้ามาแล้ว เพลงนี้วงจะเล่นทุกคอนเสิร์ตเลย เขาชอบ เหมือนเป็นการเพิ่มแรงอะไรสักอย่างในตัวเอง” กบช่วยเสริม

นอกจากเพลง Bodyslam โปยังเขียนเพลงเปิดอัลบั้มคือ ให้รักคุ้มครอง และ มีแค่เธอก็เกินพอ ขณะที่เหนือเขียนเพลงความซื่อสัตย์ และ หลังฝน ส่วนกบรับเหมาเขียนเพลงที่เหลือ อาทิ ปลายทาง หวั่นไหว และ จันทร์ยังเต็มดวง

Drive โด่งดังไม่แพ้ชุดแรกเลย แต่กลับเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่กบ หมู และอ๊อฟ ทำงานร่วมกับค่าย Music Bugs เนื่องจาก Big Ass และ Bodyslam ตัดสินใจย้ายสังกัด โดยเหนือกับป้อมยังเป็นพนักงานประจำอยู่ที่เดิม

แต่ด้วยความรู้สึกที่อยากทำงานร่วมกัน พวกเขาจึงรวมตัวเป็นกลุ่มชื่อว่า ‘Mango Team’

“เราแค่อยากทำงานเหมือนเดิม ย้ายค่ายก็ย้ายไป เลยมานั่งรวมตัวกันที่บ้านผม แล้วไหนๆ เลยคิดว่าควรจะมีชื่อทีมด้วย เพื่อเอาไปใส่ในปก น่าจะเท่ดี พอดีที่บ้านมีต้นมะม่วงพอดี เลยใช้คำว่า Mango เพราะดูเป็นชื่อง่ายๆ แต่ถ้าลองแยกคำว่า Man กับ Go ก็คือกลุ่มผู้ชายที่อยากจะออกไปข้างหน้า แต่ถ้าห่ามๆ หน่อยก็คือ แม่งโก้” อ๊อฟเล่าที่มาที่ไป

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

03

ความสมดุลที่ลงตัว

Mango Team เปิดตัวอย่างอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 พร้อมกับ Seven อัลบั้มแรกของ Big Ass ในรั้ว Genie Records

สิ่งหนึ่งที่ต่างจากช่วงเป็นทีมเขียนเพลงของ Music Bugs คือ Mango Team วางบทบาทของตัวเองในฐานะของทีมโปรดักชัน ทำงานครอบคลุมตั้งแต่คิดชื่ออัลบั้ม คอนเซปต์ เนื้อร้อง ทำนอง ดูแลการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

อัลบั้มแต่ละชุดมีอ๊อฟเป็นโปรดิวเซอร์ คอยกำหนดทิศทางของงาน มีหมูมาเสริมในส่วนของดนตรี และเมื่อโครงเมโลดี้เสร็จ อ๊อฟก็จะมานั่งเล่าภาพรวมว่า สีของอัลบั้มควรเป็นอย่างไร ดนตรีต้องจัดจ้านแค่ไหน บางครั้งก็โยนไอเดียเป็นชื่อเพลงให้ด้วย โดยแรงบันดาลใจก็มาจากสถานการณ์รอบตัว เช่น ข้าน้อยสมควรตาย เกิดขึ้นช่วงที่นักร้องนำของวง Big Ass โด่งดังเป็นข่าวหน้า 1 หรือ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ของ Bodyslam มาจากภาพยนตร์เรื่อง Life Of Pi

ขณะที่ตัวศิลปินเองก็มีหน้าที่มาถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้นักแต่งเพลงคอยดักคำพูดหรือความคิดมากลั่นกรองเป็นเนื้อเพลงอีกที

“อย่าง Big Ass แก่นของวงค่อนข้างชัด วงจึงเขียนเองซะเยอะ แต่ถ้าเป็น Bodyslam ตูนจะมานั่งเล่าว่าจากอัลบั้มที่แล้วถึงอัลบั้มนี้เจออะไรมาบ้าง เขาจะจดเก็บไว้ ทีมเขียนเนื้อก็จะคอยช้อน อันนี้เป็นเพลงได้ ดังนั้น เก้าสิบเปอร์เซ็นต์จึงมาจากตัวศิลปินเลย เรามีทำหน้าที่แค่เอาแก่นความคิดมาขยาย มาถ่ายทอดให้สื่อสารกับคนได้” ป้อมอธิบาย

“ปกติตูนมีไอเดียเยอะ เพียงแต่แรกๆ เขาอาจเรียบเรียงคำไม่ถูก ต้องพยายามจับใจความกันนิดหนึ่ง โดยมีกบเป็นคนถอดรหัสมอร์ส แต่พอชุดหลังๆ เขาค่อนข้างแม่น บางทีมาเป็นชื่อเลย เช่น วิชาตัวเบา พอชื่อชัด ด้วยการที่เราทำงานกันมานาน ความคิดของแต่ละคนก็จะปิ๊งขึ้นมาเลยว่า เพลงต้องเป็นแบบนี้ มันก็ง่ายขึ้น” โปเสริมภาพให้ชัด

“อย่าง Labanoon ชุดที่แล้วก็สนุกมาก เราทำด้วยความคิดถึง เพราะอยู่กับวงตั้งแต่แรก แล้วเขาหายไปไม่รู้กี่ปี ตอนมานั่งคุยว่าจะทำอะไร เล่าเรื่องอะไร เลยคิดว่าควรเล่าเรื่องที่เขาเคยเป็น ไม่ต้องทำอะไรยาก เขียนแบบเดิมๆ แล้วอ๊อฟก็มีคลังชื่อเพลงเยอะมาก เปิดมา ศึกษานารี พลังงานจน โดนหมดเลย” กบเล่าถึงอัลบั้ม N.E.W.S. 

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เมื่อคอนเซปต์เรียบร้อย กบจึงแจกจ่ายทำนองไปยังนักแต่งเพลง ซึ่งแต่ละคนจะมีสไตล์ของตัวเองชัดเจน อย่าง ป้อมเหมาะกับเพลงภาษาสวยงาม ภาษาดอกไม้ เล่าเรื่องที่เป็นอารมณ์มากๆ แต่ถ้าต้องการเพลงที่เตะก้านคอได้ ก็ต้องเป็นเหนือวงศ์ ส่วนโปรับหน้าที่เพลงที่ต้องการมิติความลึก ดูเข้าใจโลก ขณะที่กบดูแลภาพรวมเป็นหลัก

“พอฟังเมโลดี้จะดมกลิ่นได้ รู้เลยว่าทางนี้ต้องมาที่พี่โป ไอ้เหนือ หรือตาป้อม เมโลดี้จะบอกคาแรกเตอร์บางอย่าง แต่ปกติถ้าเป็น Bodyslam ซิงเกิลแรก ถ้าไม่ใช่ผมก็จะเป็นเหนือสลับกันไป เพราะเราเขียนมาตั้งแต่ day 1 เหมือนอยู่ในชีวิตเขาไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าดูแล้วยาก เขียนไม่ไหวถึงให้เพื่อนเขียนแทน” กบ ในฐานะ Lyrics Producer ตบท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

หัวใจหลักของการเขียนเพลง คือการผสมผสานความเป็นตัวเองกับตัวตนของศิลปินอย่างไรให้ลงตัว

โปกล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่มีเพลงใดเลยที่เขาไม่ใส่ความเป็นตัวเองลงไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องนำทัศนคติของศิลปินเป็นตัวตั้งก่อน ถึงค่อยนำไอเดียส่วนตัวที่ต้องการสื่อสารเจือลงไป เพื่อให้บทเพลงนั้นกลมกล่อมที่สุด

ส่วนอ๊อฟบอกว่า การทำเพลงต้องสื่อสารกับผู้ฟังได้ ซึ่งบางเรื่องอาจเป็นมุมมองส่วนตัวมากๆ ของศิลปิน หากสื่อสารออกไปตรงๆ คงไม่มีใครเข้าใจ ทีมงานจึงต้องหาวิธีบิดเนื้อหาจนกลายเป็นเพลงที่ทุกคนเข้าถึงได้

“เพลง ข้าน้อยสมควรตาย จุดเริ่มต้นคือ ช่วงที่แด๊กซ์โดนกล่าวหา เราถูกสังคมประณามหนักมาก จนรู้สึกว่าเราผิดขนาดนั้นเหรอ เลยนึกถึงภาพขันที บอกว่าข้าน้อยสมควรตายๆ คือตกลงกูต้องตายใช่ไหม แต่ถ้าเราเขียนออกมาแบบนั้นก็คงไม่น่าฟังแน่ๆ ซึ่งก็ต้องชมทีมงานที่เปลี่ยนสิ่งที่ดูเครียดให้กลายเป็นเพลงน่าฟังได้” โปรดิวเซอร์ประจำทีมกล่าว

“จำได้ว่าตอนนั้นผมโคตรเดือดเลย โดนทีวีด่าทุกวัน อยากด่าคืนบ้าง แต่โชคดีที่พวกเราดึงกันเองได้ เหนือก็พยายามบอกตลอดว่า ต้องผับ ต้องบันเทิง สุดท้ายก็โอเคลองดู ปรากฏว่ารอด ถ้าตอนนั้นเขียนอยู่คนเดียว รับรองเรียบร้อยไปแล้ว” กบช่วยเสริมถึงเพลงเปิดอัลบั้ม Begins

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

การทำงานแบบไม่มีอีโก้ ไม่หวังเอาชนะ พร้อมรับฟังซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ Mango Team ทำงานอย่างราบรื่น โดยหลังจากแยกย้ายไปเขียนเพลง เมื่อถึงกำหนดส่ง พวกเขาจะนำงานทั้งหมดมารวมกัน เพื่อถกเถียงพูดคุย แม้หลายเพลงที่ออกมาอาจไม่สมบูรณ์ บางเพลงต้องปรับ ต้องแก้ ต้องรื้อใหม่ แต่ทุกคนไม่เคยมีปัญหา เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือผลงานที่ดีและตอบโจทย์ศิลปิน

“เราพยายามหาทางทำให้เพลงพอดีกับศิลปิน เวลาส่งเพลง ก็ต้องมั่นใจมากๆ ว่าน่าจะโอเค บางครั้งต้องบอกไปเลยว่า พี่ว่าดี แต่บางอันก็ต้องยอม เพราะคำธรรมดาคำหนึ่ง ถ้านักร้องเขาเชื่อ อาจกลายเป็นคำวิเศษได้ แต่อย่างเพลงของเหนือวงศ์ บางทีก็ต้องลุ้น เพราะภาษาค่อนข้างแหลมและหวือหวาเกินวง เช่น เพลง อากาศ ของ Bodyslam มันเขียนคำว่า ‘อ่ะ’ มาด้วย ‘อยู่ไหนอะ รัก’ ผมก็สงสัยว่าร้องยังไง เหนือก็ร้องให้ฟัง หน้าตูนลอยมาเลย ไม่ร้องแน่นอน จำได้ว่าผมคุยกับอ๊อฟหลายชั่วโมง คือมันดี สะดุดหู แต่บางครั้งคนร้องก็อาจจะรู้สึกว่า ไหวเหรอ” กบเปิดประเด็น

“คือไม่รู้จะเขียนยังไง อยู่ไหนนะรัก มันก็ไม่ได้” เหนือพูดถึงงานของตัวเอง

ครั้งนั้น แม้ตูนจะอิดออดอยู่พักใหญ่และพยายามเสนอคำอื่นแทน เช่น ‘นะ’ หรือ ‘ล่ะ’ แต่ท้ายที่สุดก็ยอมร้อง ด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อทีมงาน ซึ่งต่อมาเพลงนี้ก็ประสบความสำเร็จ และกลายเป็นหนึ่งในเพลงตำนานของ Bodyslam

เช่นเดียวกับเพลง Sticker ซึ่งคอนเซปต์หลักมาจากตัวนักร้องนำเอง

ตอนนั้นตูนเล่าว่า เขาขับรถตามรถคันหนึ่ง แล้วรู้สึกตลกมาก เพราะตัวรถเป็นสีน้ำเงินแต่ดันติดสติกเกอร์ว่า รถคันนี้สีชมพู เลยสงสัยว่าทำไมเจ้าของรถไม่ซื้อรถสีชมพูไปเลย จากนั้นเขาจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าสติกเกอร์แผ่นละ 10 บาทแปะรถได้ ก็น่าจะแปะโลกได้เหมือนกัน

“คอนเซปต์ดีมาก แต่มุมนักเขียนเพลงยากสุดขีดเลย ก็เลยถามเหนือว่าลองดูไหม เพลงนี้จะเล่ายังไง จำได้ว่าตอนมาส่งเนื้อที่บ้านตูน เป็นวันที่ผมตื่นเต้นมาก ตรวจเนื้อพร้อมกัน แจกกันคนละแผ่น เนื้อโคตรดี ผมก็กระโดดกอดไอ้เหนือ กอดเสร็จหันไปมองหน้าตูน เงียบ” กบย้อนวันแรกของเพลงเอกในอัลบั้มคราม

“คือมีความแหลมอยู่ไง ตอนนั้นตูนเขาก้มหน้า รู้สึกว่าจะติดคำว่า เศรษฐกิจไม่ดี” เหนือรีบเสริม

“แต่สุดท้ายเขาก็บอกลองดูพี่ เพราะอย่างน้อยคอนเซปต์มาจากเขา แล้วเรื่องที่เหนือเขียนเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งตอนที่เพลงออกมา ปรากฏว่าคนฮือฮากันมาก อุ๋ย Buddha Bless ชอบมาก ช่วงคอนเสิร์ตใหญ่ที่ราชมังคลาฯ เขารีเควสขอแร็ปเพลงนี้ ทำให้เหนือวงศ์ยังอยู่กับ Nodyslam ต่อไปได้” กบปิดท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

04

เต็มเติมกันและกัน

สมาชิก Mango Team เกาะกลุ่มทำงานแบบนี้มาพักใหญ่ กระทั่ง พ.ศ. 2550 ก่อนทำอัลบั้ม Save My Life พวกเขาได้รับสมาชิกเพิ่มอีกคน คือ ตั๊ด เพื่อเสริมงานครีเอทีฟและการเขียนเพลง

“ช่วงนั้น a day มีคอลัมน์ผู้ใหญ่วันมะรืน ผมชอบคนเขียนมากชื่อ หลานชาย แล้วรู้สึกตอนนั้นกอล์ฟ F.Hero จะเขียนที่ a day เหมือนกัน เลยถามว่ารู้จักไหม ไม่นานก็มีโทรศัพท์มา บอก ผมตั๊ด หลานชายเอง เลยนัดเจอที่ Prop Bar จำได้เลยว่า กอล์ฟเรียกตั๊ดไปที่ชั้นสอง แล้วไอ้นี่ก็แนะนำตัวด้วยการแร็ป นับตั้งแต่นั้นก็เริ่มติดต่อกัน ส่งเพลงให้เขียน ซึ่งไม่แน่ใจหรอกว่า เขียนได้ไหม แต่เขาเขียนหนังสือได้ประมาณนี้ก็น่าจะมีไอเดียดีๆ” กบเล่าวันแรกที่เจอน้องเล็กของทีม

ตั๊ดเขียนเพลงอย่าง แสงแรก ของ Bodyslam, มหา’ลัยไม่มีสอน ของ Big Ass รวมทั้งยังเป็นกระดูกสันหลังของเพลง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เพลงเปิดในอัลบั้ม dharmajāti 

“ตอนที่อ๊อฟบอกชื่อ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เรามาวิเคราะห์กันว่า เรือเล็กเป็นยังไง ซึ่งแต่ละคนมีเรือไม่เหมือนกัน เราเลยจัดประกวด ทุกคนเขียนเพลงเดียวแล้วมาส่ง ตอนมาประกอบกันโคตรมัน ช่วงเริ่มต้นทุกคนจะขึ้นคล้ายๆ กัน ผมกับตั๊ดขึ้นว่า ‘เสียงลมคำราม’ จากนั้นเราก็เอาตรงนั้นมาเติมตรงนี้ แต่เพลงนี้หัวใจหลักอยู่ที่ประโยคของตั๊ดที่ว่า ‘หัวใจคำราม ฟ้าครามไม่สร้างใคร ทะเลจะสร้างคนด้วยอันตราย’ นี่คือเหตุผลของเพลงนี้เลย มาน้อย แต่มาแน่นมาก แล้ววินาทีที่เขียน เขียนบนกระจก เป็นโมเมนต์ที่จำได้ว่าดีมากๆ โมเมนต์หนึ่งในชีวิต เพราะเราทำกันได้”

นอกจากนั้น ตั๊ดยังเป็นที่ปรึกษาประเด็นที่คนเขียนเพลงไม่มั่นใจ อยากได้ความเห็นเพิ่มเติม หรือคนฟันธง

เช่นตอนที่กบเขียนเพลง ฝุ่น ของ Big Ass เขาไม่แน่ใจว่า ประโยค ‘คำว่ารักมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว’ ดูเชยเกินไปหรือไม่ จึงโทรศัพท์หาตั๊ดกลางดึก ซึ่งเจ้าของนามปากกาหลานชายตอบกลับมาทันทีว่า ‘โดนว่ะพี่’ และสุดท้ายเรื่องนี้ก็เป็นจริง ยืนยันได้จากยอดรับชมใน YouTube ที่สูงกว่า 58 ล้านครั้ง

บทบาทของน้องเล็กคนนี้จึงเป็นเสมือนมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่คอยถ่วงดุลการทำงานของพี่ๆ ไม่ให้ล้าสมัย

อย่างไรก็ดี ด้วยอุตสาหกรรมเพลงที่เปลี่ยนไป วงดนตรีออกอัลบั้มกันน้อยลงไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนมาทำซิงเกิลกันแทน สมาชิก Mango Team ยอมรับว่า เรื่องนี้ส่งผลให้การทำงานรวนพอสมควร

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาเติบโตกับการทำอัลบั้มมาตลอด เรียนรู้ว่าผลงานชุดหนึ่งต้องมีแก่นความคิด ต้องผสมเพลงที่หลากหลาย มีจังหวะการปล่อย ซึ่งบางเพลงอาจดี เพียงแต่ยังไม่ใช่จังหวะของมัน ต่างจากระบบซิงเกิล ซึ่งมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ ต้องโดนเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะถูกกลืนไปกับเพลงที่ออกมามหาศาล

“พอเหลือเพลงเดียว เราไม่รู้จะแบ่งกันยังไงเพราะถ้าเป็นสิบเพลงมันจะมีฟังก์ชันของตัวเองอยู่ เช่น เพลงเร็วหนึ่งเพลงช้าหนึ่งเพลงตัวตน เพลงเหงา ทำให้เราเห็นว่าเพลงนี้ต้องคนนี้” กบเปิดประเด็น

“ที่ผ่านมา ผมไม่เคยเขียนเพลงโปรโมตอยู่แล้วด้วย ตกรอบตั้งแต่แรกเลย” ป้อมชงต่อ

“อีกอย่างคือเพลงฮิตพอผ่านไปห้าถึงสิบปี บางทีก็ไม่ฮิตแล้วนะ ต่างจากอัลบั้มที่บางครั้งพอเรารื้อเพลงข้างในกลับมาฟัง อาจดีกว่าเพลงโปรโมตด้วยซ้ำ” โปอธิบายเสริม

“อย่างเพลง แสงสุดท้าย เอ็มวีก็ไม่มี เป็นเพลงสุดท้ายที่ส่งเลย ตอนนั้นบอกตูนว่ามีคอนเซปต์ เรามีแสงแรกแล้ว ทำแสงสุดท้ายด้วยว่าไง สำหรับผมเพลงนี้คลาสสิกมาก ฮุกไม่ซ้ำกันเลย จนนักร้องลืม ส่วนทำนอง จำได้ว่าอ๊อฟกับวง ไปทำอยู่ที่งานกลางแจ้ง ชื่อ ทัวร์ M-150 ค่อยๆ ประกอบร่าง แล้ววันนี้ไปไกลมาก” กบฉายภาพเพลงระดับปรากฏการณ์

“ถ้า Bodyslam ทำเป็นระบบซิงเกิลรับรองว่าจะไม่มีเพลงนี้ออกมาแน่นอน” ป้อมปิดท้าย

แต่แน่นอนว่าไม่มีใครต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้ ท้ายที่สุด Mango Team ก็คงต้องปรับการทำงานของตัวเองให้สอดคล้องกับธุรกิจดนตรี แต่จะปรับได้เพียงใดคงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป

05

เป็นมากกว่าเพลง

ปัจจุบัน Mango Team ทำงานเพื่อรองรับ 3 วงหลัก คือ Big Ass, Bodyslam และ Labanoon

ส่วนงานจรพอมีอยู่บ้าง อาทิ Ebola อัลบั้ม Enlighten และ 05:59 (five: fifty nine) แต่ไม่บ่อยนัก เพราะทีมไม่ได้หวังรับงานจำนวนมากเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ แต่อยากทำงานด้วยความสุข ความสบายใจมากกว่า

“Mango Team เป็นเหมือนงานบุญ วันหนึ่งที่ผมชอบมาก คือวันส่งเนื้อ เป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เหมือนเราไม่ได้ทำงาน แต่มาเจอกัน มาแชร์ความรู้สึกกัน ส่วนงานจะได้หรือเปล่าไม่สำคัญ เพราะปกติเราก็ไม่ได้เจอกันบ่อย ปีละ สองสามครั้งเท่านั้นเอง” กบ มือกลอง Big Ass กล่าว

เพราะเป้าหมายในเวลานี้ คือไม่ใช่ความโด่งดัง แต่ต้องการผลักดันและสนับสนุนศิลปินไปยังจุดที่หวังไว้ 

และถ้าเป็นไปได้ก็อยากสร้างเพลงดีๆ สู่สังคม เช่น ครั้งหนึ่งกบเคยเล่าที่มาของเพลง ‘อกหัก’ ผ่าน Facebok ของตัวเองว่า ได้แรงบันดาลใจจากรอยแผลของหญิงสาวคนหนึ่งที่กรีดแขนตัวเองจนยับเยิน เพราะผิดหวังในความรัก จึงอยากเขียนเพลงที่เตือนสติ และช่วยเยียวยาความเจ็บปวดได้

พวกเขาเชื่อว่า บทเพลงมีอิทธิพลและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ฟังได้ อย่าง อุ๋ย Buddha Bless แต่ก่อนเป็นเซลล์แมนขายรถ แต่เมื่อฟังเพลง ความเชื่อ ก็ตัดสินใจทิ้งงาน หันมาทำตามฝัน จนประสบความสำเร็จ หรือเพลง แสงสุดท้าย ซึ่งทุกสื่อต่างเปิดกระหน่ำ ในช่วงตูนทำออกวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อระดมทุนหาเงินจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ จนส่งผลให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงปลุกพลัง และสร้างความหวังแก่ผู้คนนับไม่ถ้วน

“เรารู้สึกเสมอว่า เนื้อเพลงบางทีอาจมีความหมายกับคนบางคนมาก อย่างวัยรุ่นหลายคนที่อาจไม่มีเวลารับสารดีๆ จากบ้าน พอเขาฟังเพลง ได้ฟังเนื้อหาที่ส่งมาอาจทำให้เป็นคนดีได้ เนื้อเพลงของ Mango จึงไม่ค่อยมีอะไรที่หยาบโลน เป็น Hate Speech หรือ Bully ทั้งที่เราก็รู้ว่าโอกาสฮิตหรือดังง่ายกว่า” โปอธิบาย

“เราไม่อยากเติมสิ่งแย่ๆ ลงไปในเนื้อเพลง ถ้าอันไหนที่สร้างพลังให้คนได้ เราจะพยายามใส่ลงไป เพราะเวลาที่มองกลับมา เราพบว่า Bodyslam ไม่ใช่แค่วงดนตรีวงหนึ่ง แต่อาจเป็นที่พึ่งทางใจให้ใครหลายคนได้ หรือ Labanoon ก็เป็นตัวแทนของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาสู้ชีวิต เราอยากให้เขาฟังแล้วหายคิดถึงบ้าน เช่นเดียว Big Ass เป็นเพลงของคนที่โดนกระทำ และนี่เป็นความคาดหวังที่อยากคนฟังได้อะไรจากเนื้อเพลงของเรา” กบสรุปทิ้งท้าย 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวแห่งมิตรภาพของผู้ชายทั้ง 7 คนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความเชื่อ ความหวัง และศรัทธาที่มีให้กัน เพื่อสร้างความสุขและกำลังใจแก่ผู้ฟังทั่วประเทศตลอดไป

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“อย่าบอกว่าคุณเหงา อย่าบอกว่าคุณขมขื่น อย่าบอกว่ายังไม่ตื่น เมื่อเรามายืนอยู่ตรงนี้”

ทันทีที่เพลงไตเติลนี้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ทุกวันอาทิตย์ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นรายการไร้สาระซึ่งโด่งดังที่สุดรายการหนึ่งของประเทศ

กว่า 30 ปีแล้วที่คนไทยทั่วประเทศได้รู้จักกับ ยุทธการขยับเหงือก รายการตลกที่อุดมไปด้วยเหล่าเสนาอารมณ์ดี ที่พร้อมปล่อยความฮาให้คุณได้ขยับกรามขยับเหงือกกันแบบไม่มียั้ง

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใด แต่ภาพจำนี้ไม่เคยจางหายไปไหน เหล่าพิธีกรคนดังยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมกับสมญา ‘เสนา’ ยังคงติดตัวจนถึงทุกวันนี้

ในวาระที่รายการดังได้กลับมาบนหน้าจออีกครั้ง ยอดมนุษย์..คนธรรมดา เลยถือโอกาสดีชักชวนคนเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่ช่วยกันปลูกปั้นความบันเทิงนี้มาตั้งแต่ต้น มาย้อนอดีตร่วมกันว่า เหตุใด ยุทธการขยับเหงือก จึงกลายเป็นตำนานของวงการโทรทัศน์ไทย 

และจะก้าวต่อไปท่ามกลางการแข่งขันบนหน้าจอที่รุนแรงเวลานี้อย่างไร

01

กว่าจะเป็น ‘ขยับเหงือก’

ย้อนกลับไปในวันที่สถานีโทรทัศน์เมืองไทยยังมีเพียง 5 ช่อง ผู้ผลิตรายการมีอยู่เพียงไม่กี่เจ้า หนึ่งในทีมงานคนรุ่นใหม่ที่ถูกพูดถึงและเป็นที่จับตามากที่สุด คงหนีไม่พ้นบริษัท JSL ซึ่งเวลานั้นมีรายการเด่นๆ อย่าง พลิกล็อก, วิก 07, จันทร์กะพริบ หรือ คอนเสิร์ตคอนเทสต์

หากแต่รายการประเภทหนึ่งที่ทีมงานรู้สึกว่ายังขาดอยู่และอยากพัฒนาขึ้นมา คือรายการตลกหรรษาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเฮฮาล้วนๆ

สองโปรดิวเซอร์หนุ่ม รุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อั๋น-วัชระ แวววุฒินันท์ และ แดง-สุวิทย์ สาสนพิจิตร์ เลยมานั่งคุยกันว่า หากเป็นไปได้ก็อยากนำประสบการณ์สนุกๆ สมัยยังเป็นนิสิตยุคที่เคยจับกลุ่มทำละครเวทีมาต่อยอดบนหน้าจอทีวี

“เรื่องนี้ต้องให้เครดิตเจ้านาย คือ คุณจำนรรค์ ศิริตัน และ คุณลาวัลย์ กันชาติ ที่เปิดโอกาสให้เราทำอะไรตามใจชอบ รายการนี้เหมือนการทดลอง เมื่อก่อนความผิดพลาดไม่ได้แพงเหมือนสมัยนี้ ด้วยความที่เรามาจากละครเวที จึงชอบความสด เพราะมันสามารถเชื่อมโยงระหว่างคนเล่นกับคนดู สุดท้ายเลยคิดดีไซน์รูปแบบขึ้น เป็นรายการตลกแบบคนรุ่นใหม่” วัชระซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด กล่าว

ความตลกที่เหล่าโปรดิวเซอร์วางไว้อยู่ที่การเซอร์ไพรส์ ผสมผสานกับทีมพิธีกรที่ต้องทำหน้าที่คอยสร้างสถานการณ์และบรรยากาศเพื่อนำไปสู่ความสนุก

“เรารู้สึกว่าควรมีคนเล่นประจำ อย่าง วิก 07 ถามว่าดูแล้วหัวเราะเฮฮาไหม ก็หัวเราะสบายใจ แต่เป็นแขกรับเชิญที่เวียนมา เลยคิดว่าถ้ามีแขกประจำของเราเลย คนกลุ่มนี้น่าจะทำอะไรดี เลยนึกไปถึงรายการพวก หุ่นมหาสนุก มีสถานที่ที่เกิดประจำ แล้วเชิญแขกมาร่วมรายการ จากนั้นค่อยมาคิดต่อว่าทำอะไรให้สนุกสนาน พอมาถึงช่วงไฮไลต์ ก็คิดกันแค่ว่าควรมีเซอร์ไพรส์ อย่างวันเกิดมีเค้กให้หรือของขวัญอะไรสักอย่างที่ทำให้ประหลาดใจแค่นั้น ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องแกล้งอะไร”

หลังได้คอนเซ็ปต์เรียบร้อย ก็มาถึงเรื่องชื่อรายการและผู้ดำเนินรายการ

ในส่วนของคำว่า ‘ขยับเหงือก’ แนวคิดมาจาก อารักษ์ คคะนาท กวีรุ่นใหญ่จากมติชน มีความหมายถึง ‘เรามาหัวเราะกันหน่อย’ จากนั้นทีมงานมาเติมคำว่า ‘ยุทธการ’ เข้าไปเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ ที่สำคัญ คำนี้ยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นองค์กรหรือศูนย์บัญชาการอะไรสักอย่าง

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019
ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

จากชื่อก็ต่อยอดสู่ไอเดียอื่นๆ ทั้งเครื่องแบบ หรือคำเรียกพิธีกร ซึ่งทีมงานบัญญัติคำว่า ‘เสนา’ ขึ้นมาสำหรับพิธีกรชาย ย่อมาจาก ‘เสนาธิการ’ และ ‘เลขา’ สำหรับพิธีกรหญิง เหมือนกับสมัยที่กลุ่มนิสิตสถาปัตย์ จุฬาฯ ทำรายการเพชฌฆาตความเงียบ ที่มีคำว่า ‘ซูโม่’ นำหน้าชื่อนักแสดง

ส่วนตัวพิธีกร ครั้งแรกวางเสนาไว้ทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วย ตา-ปัญญา นิรันดร์กุล รับหน้าที่หัวหน้าเสนา โค้ก-สมชาย เปรมประภาพงษ์, กิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ, ตุ๋ย-อรุณ ภาวิไล, เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย และ หนูแหม่ม-สุริวิภา กุลตังวัฒนา

เสนาส่วนใหญ่เป็นบุคลากรของ JSL อยู่แล้ว อย่างปัญญาเป็นพิธีกรรายการ พลิกล็อก ส่วนซูโม่โค้ก ซูโม่ตุ๋ย หรือซูโม่กิ๊ก นอกจากเป็นแก๊งสถาปัตย์ จุฬาฯ ของโปรดิวเซอร์ ยังเคยฝากผลงานละครของบริษัทไว้หลายเรื่อง ขณะที่เปิ้ลเคยฝึกงานอยู่ที่ค่ายเพลงคีตา เคยช่วยรายการเพลง กระต่ายโชว์ และยังเคยแสดง วิก 07 มาก่อน สุดท้ายหนูแหม่ม ผู้หญิงคนเดียวของรายการ แม้เวลานั้นยังเป็นนักแสดงที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก แต่มีแววความตลกที่โดดเด่น ทีมงานเลยดึงเข้ามาร่วมวง

“การเล่นตลก ผู้ชายมันสร้างอารมณ์ขันได้มากกว่าผู้หญิง เพราะผู้หญิงนั้นการยอมรับเชิงอารมณ์ขันมันยากนะ คือจะเล่นยังไงให้คนดูไม่เกลียด ไม่ดูเวอร์ ดูแรด ดูก้าวร้าว แต่การมีผู้หญิงนั้นดีตรงที่ความบาลานซ์ และบางอย่างใช้ความเป็นผู้หญิงดีกว่า มีแค่คนเดียวพอ แล้วทำให้เขาเป็นดาวเด่นไปเลย ซึ่งตอนที่เราเลือก ดาราไม่เยอะเหมือนสมัยนี้ ซึ่งหนูแหม่มเขาเป็นคนมีเอกลักษณ์ เป็นเด็กผู้หญิงที่ดูเจ้าเนื้อ ตลก ดูแล้วรู้สึกสนุกดี” วัชระกล่าวย้ำ

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019
ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

ยุทธการขยับเหงือก เริ่มออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2532 เวลา 5 โมงเย็น เพียงไม่กี่เทปก็กลายเป็นรายการโทรทัศน์ยอดนิยมที่มีผู้ติดตามสูงมาก โดยแขกรับเชิญคนแรกคือ หนุ่มเสก-เสกสรร ชัยเจริญ แห่งค่ายคีตา แผ่นเสียงและเทป

“หนุ่มเสกเป็นนักร้องดังมาก อยู่ค่ายเราเองด้วย ตอนนั้นเราเปิดฉากโดยให้เขาร้องเพลง ตอนซ้อมก็ซ้อมกันปกติ เพียงแต่เราเตี๊ยมกับทีมงานว่าเวลาเล่นจริงให้ปรับสปีดของแบ็กกิ้งแทร็กให้ช้าลง เราจะดูว่าเขาปรับการร้องยังไง ให้เขาร้องกับจังหวะที่มันยาน ปรากฏว่าตอนแรกหนุ่มก็งง แต่ด้วยเลือดศิลปินจึงพยายามแถ มันเลยเกิดความสด เฮฮากันขึ้นมา เป็นการอำ การแกล้ง ซึ่งคนดูชอบมาก”

ความใหม่ ความสด ของรายการกลายเป็นแรงดึงดูดผู้ชมและสินค้ามากมายให้เข้ามา แม้เวลาฉายจะไม่อยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ แต่วัชระยังจำได้ดีว่าสปอนเซอร์แห่เข้ามาจนล้น ถึงขั้นต้องดึงลูกค้าบางรายออกไป

ทว่าหลังออกอากาศไปได้ไม่ถึงปี ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

เริ่มตั้งแต่เสนากิ๊กขอถอนตัวออกไปเป็นคนแรก และพอช่วงตุลาคม 2532 เสนาปัญญาตัดสินใจขอแยกตัวอีกคน เพื่อเริ่มต้นบริษัทใหม่ Workpoint Entertainment ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงพิธีกรใหม่ โดยดึง เพชร-พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ซึ่งเคยร่วมงานกับ JSL ใน วิก 07 มาร่วมทีมแทน

ทั้ง 5 คน โค้ก อรุณ เปิ้ล แหม่ม เพชร เล่นด้วยกันอย่างเข้าขานานต่อเนื่องนับปี จนหลายคนนึกว่าเป็นทีมตั้งต้นของ ยุทธการขยับเหงือก ก่อนมีการเติมเสนาอื่นๆ เข้ามาอีกหลายคน

02

ความไร้สาระที่ไม่ได้มาแบบง่ายๆ

แม้จะมุ่งนำเสนอความไร้สาระเป็นหลัก แต่เบื้องหลังของ ยุทธการขยับเหงือก กลับเต็มไปด้วยการใช้ความคิดอย่างหนัก ทั้งการสร้างสรรค์ และการเตรียมการเพื่อให้ออกมาสนุกที่สุด

“บทต้องตลกมาตั้งแต่ห้องประชุมแล้ว…มันเป็นความคมคายของคนเบื้องหลัง แค่เราอ่านบทก็หัวเราะน้ำตาไหลแล้ว นี่คือความสำเร็จของ ยุทธการขยับเหงือก” เสนาเปิ้ลเคยกล่าวผ่านรายการ บันทึก…บทที่หนึ่ง ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง UBC Inside เมื่อสิบกว่าปีก่อน

ยุทธการขยับเหงือก ถือเป็นรายการตลกแรกๆ ในเมืองไทยที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ตลกปัญญาชน’ ให้ความสำคัญกับการเขียนบท การหาข้อมูล และความคิดสร้างสรรค์ โดยมุกที่เป็นที่นิยมในช่วงนั้นมักเป็นพวกการเล่นคำหรือการจำลองสถานการณ์

บทจึงเป็นเสมือนเครื่องมือกำหนดหน้าที่ของเสนาแต่ละคน รวมถึงแขกรับเชิญในเทปนั้นว่าควรเล่นมุกอย่างไร และต้องทำอะไรบ้าง

“เรามีบท แต่ไม่ได้หมายความว่านักแสดงต้องเล่นตามบทนะ คือบทถูกเขียนมาเป็นโครงว่าเราจะเล่นกับแขกคนนี้ในธีมไหน เรื่องราวจากหนึ่งถึงสิบเป็นยังไง คือบทไม่แข็งเกินไป เปิดช่องให้เขาเล่นสด แหกได้ แต่สดหรือแหกยังไงต้องกลับมาสู่ปลายทาง นั่นคือการหักหลังให้ได้” วัชระกล่าว

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

เพราะฉะนั้น หัวใจของการทำบทอยู่ที่แขกรับเชิญ โดยก่อนร่างบททีมงานต้องสัมภาษณ์ พูดคุย รวมถึงเจาะลึกข้อมูลของแขก บางครั้งถึงขั้นชักชวนไปสังสรรค์กับทีมเสนา เพื่อคิดมุกหรือแก๊กร่วมกัน 

พอถึงวันถ่ายทำทุกคนจะได้รับบทเหมือนกันหมดสำหรับซักซ้อม ตลอดจนคิดมุกเพิ่มเติมลงไป แต่มีเสนาเพียงบางคนที่ทีมงานเข้าไปซักซ้อมและมอบภารกิจพิเศษ อย่างการหักหลังแขกรับเชิญหรือเสนาด้วยกันเอง

“พอเห็นโปรดิวเซอร์แอบกระซิบใครสักคน คนอื่นจะ เฮ้ยๆ อะไรนะ คือระแวงกันตลอด การทำงานของยุทธการมักซับซ้อนมาก เพราะเราหลอกกันเป็นขบวนการ หลอกตั้งแต่ซ้อม เพื่อให้เกิดการตายใจ”

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

ขณะที่ โค้ก-สมชาย เปรมประภาพงศ์ ขยายความถึงเหตุผลที่การหักหลังต้องเป็นความลับ เพราะต้องการเห็นปฏิกิริยาของแขกรับเชิญ รวมถึงเหล่าเสนาที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น เสนาทุกคนจึงต้องมีไหวพริบปฏิภาณ และคอยดูสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร

“รายการนี้เป็นการผสมผสานระหว่างครีเอทีฟกับฝีมือนักแสดง เสนาแต่ละคนมีองค์ เวลาแสดงเราเล่นแบบปล่อยไหล ทุกคนเข้าขากันหมด ไม่มีกำแพงกั้น ด่าพ่อล่อแม่ไม่มีใครโกรธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราสนิทกัน เวลาเลิกกองก็ไปสังสรรค์กันตลอด” 

แต่เพื่อให้การเล่นไม่สะเปะสะปะ ทีมงานจึงต้องเขียนคาแรกเตอร์ให้เสนาแต่ละคนด้วย

อย่างเสนาโค้กมีบุคลิกนิ่งๆ มักถูกล้อเลียนเรื่องความแก่ เนื่องจากเป็นพี่ใหญ่ของทีม ขณะที่เลขาแหม่มมักรับบทสาวแก่น ฝีปากกล้า มีจุดอ่อนตรงรูปร่าง และมักถูกเหล่าเสนาละเลย เวลามีแขกรับเชิญสาวๆ สวยๆ มาร่วมรายการ

แต่อีกบทบาทหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ โค้กและแหม่มต่างเป็นผู้คุมเกมทั้งหมดบนเวที และคอยตัดบทเวลาเกิดความชุลมุนขึ้นมา สังเกตได้จากการที่เสนาโค้กมักเป็นคนเอ่ยประโยค “ขอเสียงปรบมือให้แขกรับเชิญของเราครับ” เสมอหลังหักหลังเรียบร้อย

เสนาเพชรแม้ดูไม่ตลกหรือเรียกเสียงหัวเราะได้เท่าที่ควร แต่เขาคือเสนาธิการตัวจริงที่คอยทำหน้าที่คิดและแจกมุกให้น้องๆ ในทีมไปเล่น ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ได้รับอานิสงส์มากสุด คือเสนาหอย เจ้าของสโลแกน “พี่ไม่เอามุกไหน..ผมขอ”

ส่วนเสนาอรุณเปรียบเสมือนตัวยิงมุกประจำรายการ โดยมักผูกขาดบทหญิงแก่หรือฤาษี ยิ่งต้องห่อลิ้นร้อง “กล่าวฝ่ายพระมุนีฤๅษีศีล ข้าวปลาไม่กิน กินแต่ไข่เต่า” เขาถนัดที่สุด

เช่นเดียวกับ ‘ติ๊ก กลิ่นสี’ ชาญณรงค์ ขันทีท้าว ดาวตลกจากภาพยนตร์ กลิ่นสีและกาวแป้ง ซึ่งเข้ามาเสริมทัพยุทธการ มักมาพร้อมมาดผู้หญิงซาดิสต์ที่แต่งกายในชุดที่โดดเด่นเกินปกติเสมอ

“ช่วงแรกผู้ชมเกลียดพี่ติ๊กมาก ไม่เอ๊าไม่เอา ไล่คนเสียงดังออกไป ไล่ไปเดี๋ยวนี้ ยิ่งออกต่างจังหวัด ชาวบ้านร้านช่องหนีเสนาติ๊กกันจ้าละหวั่น คนอะไรน่ากลัวมาก” เลขาแหม่มเคยกล่าวผ่านนิตยสาร แพรว เมื่อปี 2545

สุดท้ายคือบรรดาสมาชิกที่เข้ามาสมทบยุคหลัง อย่าง โน้ส-อุดม แต้พานิช, หอย-เกียรติศักดิ์ อุดมนาค, วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ และ ลิง-สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์ แรกๆ ไม่ค่อยตลกเท่าไหร่ เลยถูกวางเป็นเหยื่อให้พี่ๆ รังแก

“คนเข้ามาใหม่น่าหนักใจ ถือเป็นหน้าที่ของรุ่นพี่ที่ต้องพยายามมองตัวเขา อย่างโน้ส แรกๆ ก็นั่งคิดว่าทำยังไงดี เราเลยให้มันโดนแกล้งตลอดเวลา ถูกกระทำ ช่วงนั้นโน้สไม่รู้หรอกว่าเราหักหลัง คนดูก็ฮา เพราะสงสารโน้ส สุดท้ายโน้สเลยเกิด” เสนาโค้กอธิบาย

แต่มีบางคนที่เกือบไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกัน เช่นเสนาหอย ใกล้ถูกถอดจากรายการแล้ว เพราะเล่นมา 7 เดือน คนดูก็ยังไม่ปลื้มเสียที

“คนไม่รักเขาไง แต่วันนั้นเขาแต่งตัวเป็นบุ๋ม ตรีรัก ฮามาก ใส่เสื้อหนัง กางเกงรัดติ้ว รองเท้าบูตแหลมเฟี้ยว ทั้งร้องทั้งเต้น ‘..มีแฟนหรือยังจ๊ะ’ เอาภาพมาดูจะคล้าย คุณยุ้ย ญาติเยอะ คนดูถล่มทลาย กอดเสาขำ หลังจากนั้นหอยเริ่มจับทางได้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนอีก” เลขาแหม่มเคยกล่าวนานแล้ว

เพราะฉะนั้น หากวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้ยุทธการขยับเหงือกประสบความสำเร็จ แน่นอนว่า การวางแผนย่อมเป็นเรื่องหลัก แต่สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือเป็นความเป็นธรรมชาติของนักแสดง 

เสนาหอยเคยอธิบายผ่านรายการ บันทึก..บทที่หนึ่ง ว่า “พี่ๆ สอนเสมอว่าอย่าคาดหวังว่าจะตลก ให้เล่นไป เล่นจริงๆ มันจะตลกของมันเอง เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนเวที”

“ที่สำคัญคือ ต้องทำการบ้าน อย่างเมื่อก่อนผมต้องแต่งหญิงทุกอาทิตย์ ซึ่งกว่าจะแต่งได้ ขั้นตอนเยอะมาก ผมต้องศึกษาว่าผูู้หญิงที่เขาให้ผมเล่นสูงเท่าไหร่ นิสัยยังไง พ่อแม่เป็นคนยังไง ไม่อย่างนั้นเราเล่นเป็นผู้หญิงแบบนั้นทุกอาทิตย์คนก็เบื่อ”

นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุน เช่น ไตเติลรายกาย ซึ่งช่วงแรกใช้เพลง Noche Corriendo ของนักเปียโนระดับตำนานชาวญี่ปุ่น Naoya Matsuoka ก่อนที่ อิท-อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ โปรดิวเซอร์ของ JSL แต่งเพลงเปิดรายการใหม่ จนกลายเป็นที่จดจำของแฟนๆ

ฉากที่เน้นความอลังการสมจริง ให้ตรงกับเนื้อเรื่องที่นำเสนอและการหักหลังที่สุด

เสียงประกอบที่มีวงดนตรีอย่าง ‘ไทเกอร์แบนด์’ คอยเล่นรับการแสดงของเหล่าเสนาตลอดเวลา

เครื่องแต่งกายซึ่งพิถีพิถันและเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ทั้งชุดว่ายน้ำ กระโจมอก ชุดฤๅษี ทหาร ชาวเล หรืออะไรที่พิลึกๆ ทีมงานจัดให้ได้หมด

แม้แต่เรื่องแต่งหน้าก็จัดเต็ม หากเสนาต้องแต่งเป็นผู้หญิง ทีมงานจะบรรจงแต่งออกมาให้สวยที่สุด แต่มีกรณียกเว้นอยู่บ้าง คือเสนาตุ๋ยที่ช่างแต่งหน้ารู้ใจทิ้งดินสอให้ละเลง เขียนตีนกา เติมหนวด ใส่เคราเองเลย เพราะสไตล์ของอรุณต้องเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ดูมอมแมม

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้รายการตลกไร้สาระ กลายเป็นรายการบันเทิงที่อุดมไปด้วยความสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

03

หักหลังอีกแล้

นอกจากเสนา อีกภาพที่ผู้คนจำจดได้มากสุดเมื่อพูดถึงรายการตลกในตำนาน คงหนีไม่พ้น ‘การหักหลัง’

เดิมที ยุทธการขยับเหงือก มีแต่เซอร์ไพรส์หรือแกล้งกันแบบหยอกๆ อย่างการเชิญแม่มาขึ้นเวที แต่ต่อมาทีมงานเห็นว่าเซอร์ไพรส์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะผลที่ได้รับนั้นเป็นเพียงการกระตุกอารมณ์ของแขกรับเชิญเท่านั้น แต่ผู้ชมอาจไม่สามารถรับอรรถรสได้เต็มที่ เลยมาคิดต่อว่าควรสร้างความตกตะลึงด้วยการหักหลัง หรือแกล้งกันแบบสุดๆ ชนิดแค้นฝังหุ่นไปเลย

ปกติการหักหลังมักเกิดขึ้นเวลาแสดงละคร โดยทุกครั้งก่อนเริ่มกระบวนการจะมีเสียง Voice Over ดังขึ้นที่หน้าจอทางบ้าน เพื่อให้ผู้ชมเตรียมตัวว่าอีกไม่นานจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

โปรดิวเซอร์คนดังเล่าว่า ทีมเบื้องหลังต้องทำงานหนักมาก เพื่อค้นหาว่าแขกรับเชิญคนนั้นมีจุดอ่อนอยู่ที่ไหน แล้วนำไปผูกเรื่องราวให้สอดรับกับการแกล้งได้อย่างไร

อย่างแขกรับเชิญสาวคนหนึ่งกลัวความสูงมาก ทีมเขียนบทเลยวางพล็อตเรื่องเป็นงานวัด มีประกวดนางงาม โดยแขกรับเชิญเป็นผู้ได้รับตำแหน่ง ต้องขึ้นบันไดไปนั่งบนบัลลังก์ พอขึ้นเสร็จทีมงานเอาบันไดออก จากนั้นเราก็เปลี่ยนบทจากงานประกวดมาเป็นสาวน้อยตกน้ำแทน เพียงแค่นี้ก็เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้แล้ว

แต่สิ่งสำคัญคือการแกล้งนั้นต้องไม่เลยเถิดหรือมากเกินไป ที่ผ่านมาจึงไม่เคยมีเหตุการณ์ที่แขกไม่พอใจหรือโกรธทีมงานจนไม่ยอมให้นำเทปออกอากาศ เพราะทุกคนต่างเตรียมใจว่าต้องโดนอยู่แล้ว เพียงแต่จะมาไม้ไหนเท่านั้นเอง

เทปหนึ่งที่ผู้บริหาร JSL คนดังไม่เคยลืม คือช่วงที่ติ๊ก กลิ่นสี มาเป็นแขกรับเชิญ

“สำหรับติ๊กถือว่าท้าทายมาก เขาบอกเราว่าพี่ไม่มีทางแกล้งผมได้หรอก คือติ๊กเขาจะเป็นคนดูห่ามๆ ไม่ค่อยมีกาลเทศะหน่อย แล้วตามประสาผู้ชาย ปากหมา จีบไปเรื่อย ชอบแทะโลมผู้หญิง ด้วยลักษณะแบบนี้ เราเลยแกล้งด้วยการบอกว่า วันนี้มีแขกของนายมาดูด้วย เป็นคุณหญิง ทุกคนเล่นระวังหน่อยนะอันนี้เราเตรียมตั้งแต่ซ้อมเลย จัดที่นั่ง มีการเอาเก้าอี้ตรงนี้ออก ยกโซฟามาวางแทน ทุกคนเริ่มอิน เพราะบรรยากาศมันใช่

“พอคุณหญิงมา ปรากฏว่าไม่ได้มาคนเดียว มีลูกสาวมาด้วย ลูกสาวน่ารักมาก ขาวๆ ใสๆ เข้าทางเลย ติ๊กเขาหมายตา บอกชอบๆ เราเลยบอกว่ามึงอย่านะ เดี๋ยวคุณหญิงเอาเรื่อง พอถึงตอนเล่นติ๊กใส่ใหญ่เลย สนุก พอตอนหลังเริ่มได้ใจ เราเตี๊ยมไว้แล้ว โดยวางหมากว่ายังไงก็ตามต้องให้ติ๊กไปเล่นกับตัวลูกสาว แล้วเด็กคนนี้เล่นเก่งมาก มีจังหวะหนึ่งที่มือติ๊กไปโดนตัวน้อง เขาทำหน้าเบะทันที น้ำตาค่อยๆ หยด คราวนี้แม่เขาค่อยๆ ขึ้นเลย คุณเล่นอะไรกัน เธอเป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร ติ๊กหน้าซีด ยกมือไหว้ ขอโทษครับ เราปล่อยให้เล่นอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถึงค่อยเฉลยว่าโดนหักหลังแล้ว พอแกล้งได้มันโมโหมาก เสียรู้จนได้”

อีกกรณีที่ทีมงานหัวเราะทุกครั้งที่นึกถึง คือนักแสดงตลกดัง นก-จันทนา ศิริผล

“นกชอบเล่นบทคนใช้ แล้วไฮไลต์คือต้องให้เขาทำแจกันโบราณแตกให้ได้ เราก็วางแผนตั้งแต่ให้การ์ดคุมแจกันมาเลย เพราะปกติของแพงๆ มันต้องมีคนดูแล พอถึงเวลาถ่าย เราก็เซ็ตให้มีฉากยื้อแย่งอะไรสักอย่าง จนสุดท้ายนกไปชนแจกัน พอแจกันแตก ทุกคนก็ทำหน้าเหมือนเป็นความผิดนก คราวนี้นกร้องไห้ออกมาเลย จนเฉลยก็ยังไม่เชื่อ บอกไม่ต้องมาปลอบใจ บอกแล้วไม่น่าเอามาเล่น ร้องอยู่นานถึงยอมสงบ คือเขาเป็นคนแบบนั้น หลุดแล้วหลุดเลย”

แต่ไม่ได้หมายความว่ามีแต่แขกรับเชิญเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ เพราะหลายครั้งที่ทีมงานซ้อนแผนกับแขกรับเชิญ ย้อนรอยแกล้งเหล่าเสนาของตัวเอง เช่นครั้งหนึ่งที่เหล่าเสนาพยายามแกล้ง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ แต่กลับโดนเอาคืนแบบเจ็บแสบ

“ตอนนั้นเหมือนอรุณไปล่วงเกินมูลนิธิที่เขาทำงานอยู่แล้วเขาโกรธจริง ตอนนั้นพวกเราไม่รู้ รู้แค่บิณฑ์กับโปรดิวเซอร์ ประกาศเสียงดังเลยว่าอย่าเอาเทปนี้ออก โกรธนานมาก จนต้องเอาเจ้าของบริษัทลงมาเคลียร์ แต่เราแอบสังเกตเห็นว่ากล้องจับอยู่ ไฟแดงมันขึ้น แต่ก็เสียวเหมือนกันเพราะบรรยากาศจริงเหลือเกิน” เสนาโค้กย้อนความทรงจำพร้อมเสียงหัวเราะ

ทว่ามีบางเทปเหมือนกันที่เล่นแล้วแป้ก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดเวลาแขกรับเชิญระมัดระวังตัวเกินไป หรือรู้ก่อนว่าต้องเจอแบบนี้ ทีมงานจึงต้องแก้สถานการณ์ด้วยการมีแผนสองเข้ามาเสริม หรืออาศัยขั้นตอนของการตัดต่อช่วยให้รายการสนุกมากขึ้น แต่มีเหมือนกันที่ใช้วิธีบรรยายไปเลยว่า “ครั้งนี้นะครับ รายการหน้าแหกมาก หักหลังไม่สำเร็จ” เพื่อที่ผู้ชมจะได้คอยติดตามว่า รายการล้มเหลวยังไง 

จากการแกล้งเยอะๆ นี้เอง ทำให้ช่วงหลังยุทธการขยับเหงือกเพิ่มช่วงพิเศษ ‘เอาคืน’ ขึ้นมา

อั๋นเล่าว่า แนวคิดเรื่องนี้มาจากเสียงเรียกร้องของบรรดาแขกรับเชิญว่าโดนแกล้งแล้วก็อยากเอาคืนพิธีกรบ้าง ทีมงานมองว่าดีเหมือนกัน

การลงโทษส่วนใหญ่เน้นไปที่ความเลอะเทอะ โดยเฉพาะการปล่อยของเหลวสารพัดอย่าง เช่น น้ำส้ม นม น้ำแดง หรือแป้งผสมเม็ดแมงลักเน่า ใส่เสนาผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งขาประจำส่วนมากเป็นพวกตัวป่วนประจำรายการ อย่างติ๊ก อรุณ หอย หรือโน้ส ส่วนโค้กกับหนูแหม่มมักรอดตัวเสมอ

แต่บางครั้งก็มีใบสั่งจากครีเอทีฟอยากให้หนูแหม่มโดนบ้าง ซึ่งเธอมักมีข้ออ้างสารพัดอย่าง เช่น ประจำเดือนมา หรือเพิ่งผ่าตัดมดลูกบ้าง บางทีก็ใช้มุกอ้อนดื้อๆ ว่า “อย่าเลือกหนูเลย” ซึ่งสุดท้ายมักประสบความสำเร็จ เพราะมีคนยอมเสียสละโดนแทนสาวน้อยคนเดียวของรายการ

04

ขยับเหงือก The Legend

เกือบ 9 ปี 400 กว่าตอน เสนา 12 คน และเรตติ้ง 12 – 13 เทียบเท่าละครหลังข่าว คือเครื่องการันตีความโด่งดังของรายการ ยุทธการขยับเหงือก ที่สามารถยึดกุมหัวใจแฟนๆ ได้อย่างเหนียวแน่น

“เราให้ความสุขผู้ชม เป็นเหมือนญาติ เหมือนครอบครัวของเขา เพราะเขาดูเราตลอดทุกวันอาทิตย์ วัน Family มันเลยอยู่ในใจเขา” เสนาโค้กอธิบาย

ว่ากันว่าความโด่งดังของรายการทำให้เสนาบางคนยอมออกจากงานประจำเพื่อมาทุ่มเทให้วงการบันเทิงเต็มที่ เพราะหลายๆ ครั้งพวกเขาต้องเดินสายไปทัวร์ต่างจังหวัด เปิดการแสดงให้คนไทยในต่างประเทศมาชม และที่พิเศษสุดคือการเปิดคอนเสิร์ตที่ชื่อว่า ‘หัวหกก้นขวิด’ ซึ่งมีผู้ชมนับหมื่นยอมควักเงินซื้อตั๋ว เพื่อสัมผัสบรรยากาศความเฮฮาและการหักหลังนอกจออย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นกระแสเรียกร้องให้จัดแสดงต่อเนื่องทุกปี 

แต่ด้วยธรรมชาติของรายการโทรทัศน์ วันหนึ่งย่อมต้องถึงจุดอิ่มตัว

วัชระจำได้ดีว่า ยุทธการขยับเหงือก เลิกราในวันที่เรตติ้งยังสูง โฆษณายังเต็มอยู่ แต่ความสนุกลดลงไปเยอะแล้ว

“ผมเป็นคนชงเรื่องเองแหละ คิดว่าควรพอได้แล้ว เริ่มอิ่มตัว อย่างช่วงหลังๆ เราแกล้งไปหมดแล้ว เริ่มซ้ำ ผู้บริหารทุกคนเลยเห็นด้วย หยุดตอนนี้ดีกว่าให้ผู้ชมร้องยี้ ที่สำคัญ พวกเสนาเองต่างก็รู้สึกเล่นมานาน เริ่มหมดไฟ ถือเป็นการจบลงอย่างสวยงาม”

ไม่ต่างจากโค้กที่มองว่าเวลานั้นทุกคนต่างมีภารกิจชีวิตมากขึ้น อย่างเขาหรือเพชรต้องรับผิดชอบรายการ ฮาเจ็ดดาว ส่วนคนอื่นๆ ก็มีความฝันใหม่ๆ ที่อยากทำ เช่นเปิ้ลกับหอยรวมตัวกันตั้งบริษัทเพื่อผลิตรายการ สาระแนโชว์

แต่ถึง ยุทธการขยับเหงือก จะหยุดไป ความทรงจำดีๆ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สำหรับเหล่าเสนาแต่ละคน รายการนี้ไม่ต่างจากสถาบันที่หล่อหลอมทั้งตัวตน ความคิด สร้างชื่อเสียง และพัฒนาความสามารถ ในวันที่เลิกรายการ เลขาแหม่มตัดสินใจก้มลงกราบเวที เพราะหากไม่มีรายการนี้คงไม่มีพิธีกรมืออาชีพที่ชื่อ แหม่ม สุริวิภา

“รายการนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ เพราะเมื่อก่อนเวทีแบบนี้มีไม่เยอะ โอกาสที่ผู้คนจะเห็นคนหน้าใหม่มีน้อยมาก เสนาของเรา หลายคนเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่เขามีความสามารถ สร้างอารมณ์ขันแบบที่ผู้คนไม่เคยสัมผัสมาก่อน สำหรับผมถือเป็นปรากฏการณ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลุ่มคนที่มีอารมณ์ขันให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้ชม ไม่แปลกเลยว่าทำไมเวลาคนนึกถึงรายการเก่าในอดีต ยุทธการขยับเหงือก จึงผุดขึ้นมาเสมอ” อดีตโปรดิวเซอร์ผู้ปลูกปั้นรายการตั้งแต่ต้นกล่าว

05

การคืนชีพของยุทธการฯ 5.0

ผ่านมา 22 ปี คงไม่มีใครคิดว่ายุทธการขยับเหงือกจะกลับมาปรากฏบนหน้าจออีกครั้ง 

แต่รายการวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวันวาน เพราะเป็น ยุทธการขยับเหงือก 5.0 ที่ดำเนินรายการโดยเสนาใหม่ทั้งหมด ยกเว้นเพียงเสนาหอยคนเดียวที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งสองรุ่นเข้าไว้ด้วยกัน

วัชระเล่าว่า เมื่อต้นปี 2562 ทำละครเวทีเรื่อง ‘บ้านเรือนเคียงกัน สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล’ ซึ่งนักแสดงหลายๆ คนมีบุคลิกที่น่าสนใจ มีอารมณ์ขัน กล้าแสดงออก มีความสามารถทั้งร้องและเต้น อาจต่อยอดหรือพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ให้ไกลกว่าเดิมได้

หลังหารือกันในกลุ่มผู้บริหาร ทุกคนต่างมองว่า ยุทธการขยับเหงือก เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม จึงตัดสินใจรื้อฟื้นรายการขึ้นมาอีกครั้ง

“ความจริงเราไม่คาดหวังว่าคนที่เคยประทับใจต้องกลับมาปลื้ม ตอนนี้เราต้องเล่นกับคนยุคปัจจุบัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ลงไปทำเอง เพราะให้มานั่งคิดมุกสำหรับคนดูรุ่นนี้คงไม่ใช่ สิ่งที่เราช่วยได้คือใช้ประสบการณ์บอกเขาว่าอันนี้ใช่หรือไม่ใช่ พอหรือไม่พอ หรือมีทางเลือกอื่นอีกไหม”

ยุทธการขยับเหงือก 5.0 เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562 ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง One31 โดยได้ โอ๊ค-ทศพล ศรีสุคนธรัตน์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Melody รักทำนองนี้ และอดีตโคโปรดิวเซอร์รายการ เกมวัดดวง มารับหน้าที่ควบคุมการผลิต  

“สมัยเด็กๆ จบ ม.6 เคยเจอพี่หอย ตอนนั้นเป็นเสนาอยู่ เลยพูดไปว่าวันหนึ่งจะมาทำกับพี่ แต่สักพักรายการก็ปิด ไม่เคยนึกถึงอีกเลย จนวันหนึ่งผู้ใหญ่ใน JSL ชวนว่าทำรายการนี้ไหม เลยถามไปว่ามีใครบ้าง มีพี่หอยกับเสนาใหม่ พอได้ยิน ภาพวันนั้นกลับมาเลย รู้สึกว่าสนุกแน่ เพราะเราได้ทำละครแล้วยังได้แกล้งคนอีกด้วย”

เสนาชุดใหม่ประกอบด้วย ประกอบด้วย ปาล์ม-ธัญวิชญ์ เจนอักษร, ปอ-อรรณพ ทองบริสุทธิ์, ส้วม-สุขพัฒน์ โล่วัชรินทร์, เนสท์-นิศาชล สิ่วไธสง และ น้ำ-กัญญ์กุลณัช ปัญญากิตตินันท์

แต่ละคนไม่ใช่คนหน้าใหม่ของวงการบันเทิง ทว่าที่ผ่านมายังไม่เคยปรากฏตัวผ่านสื่อในฐานะพิธีกรรายการตลก ดังนั้น ทีมงานจึงต้องค้นหาคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจแต่ละคน ถึงค่อยมาต่อยอดว่าควรพัฒนาในทิศทางไหน

อย่างปาล์ม ด้วยบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อน พูดจาฉะฉาน ตลกได้ ซัดมุกไว จึงถูกวางให้เป็นผู้ควบคุมเวที ส่วนปอทำหน้าที่เป็นตัวปล่อยมุก เพราะมีความทะเล้นกว่าคนอื่น ขณะที่ส้วมเปรียบเสมือนกระโถนท้องพระโรงที่ถูกแกล้งตลอดเวลา และสุดท้ายเลขาฯ สาว 2 คนทำหน้าที่คอยสนับสนุน และเติมสีสันให้รายการสนุกขึ้น ตามบุคลิกของแต่ละคน

สำหรับพี่ใหญ่อย่างเสนาหอย แม้โดยตำแหน่งจะถูกกำหนดให้เป็นหัวหน้า แต่ภารกิจหลักคือการเป็นพี่เลี้ยง คอยประคับประคองและจ่ายมุกให้แก่น้องๆ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคาแรกเตอร์คือความสนิทสนม เพราะปัจจัยที่ทำให้ ยุทธการขยับเหงือก ยุคแรกประสบความสำเร็จ มาจากพิธีกรทุกคนต่างเป็นเพื่อนกันจริงๆ

“คนใหม่ถึงยังไงก็เทียบคนเก่าไม่ได้ เหมือนรถคันนั้นวิ่งจากกรุงเทพฯ ถึงนครสวรรค์แล้ว แต่รถคันนี้เพิ่งสตาร์ท เราจึงไม่เคยกดดันพิธีกรเลย อยากเล่นอะไรเล่น แต่เล่นไม่สนุกต้องกลับมาคิด เด็กจึงซ้อมกับพี่ๆ คุยกัน วางแผนกันตลอด หนูเล่นนี้ ผมเล่นนั้น เพราะความใกล้ชิดสนิทสนมจะทำให้รายการดีขึ้น เรายิ่งเล่นกันหนักเท่าไหร่ คนยิ่งฮาเท่านั้น”

ยุทธการขยับเหงือก ยุคใหม่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่างความสด การเซอร์ไพรส์ ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่รูปแบบอาจหลากหลายและยึดหยุ่น ขึ้นอยู่กับแขกรับเชิญแต่ละสัปดาห์ 

“สูตรสำเร็จของรายการนี้คือ เราไม่ได้บอกให้เสนามาตลกกันเอง เสนาต้องเทกแคร์แขกให้เต็มที่ ยิ่งเขาสนุกเท่าไหร่ ความสนุกของรายการมันออกมาเอง บุคลิกเราเป็นแฟนใครสักคน เปิดมาเจอแต่เสนาก็ไม่อยากดูแล้ว แต่ถ้าเราดันแขกเต็มที่ เขาดูแล้วรู้สึกดี ก็อยากดูอีก นี่เป็นจิตวิทยาแบบหนึ่ง

“เรื่องนี้พี่หอยเองก็พูดกับน้องๆ และทีมงานบ่อยๆ คือ ต้องทำให้แขกสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้น อยากเล่นอะไรมาเลย จะให้พี่ทุเรศแค่ไหนก็ได้ ทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ดารารับเชิญมาแล้วแฮปปี้”

อย่างไรก็ดี ในฐานะของผู้สร้างสรรค์ โอ๊คยอมรับว่าการทำรายการโทรทัศน์ทุกวันนี้ไม่ง่าย เพราะนอกจากปริมาณสถานีโทรทัศน์ที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้น ยังมีสื่อออนไลน์อีกนับไม่ถ้วนที่ต้องแข่งขัน

ความท้าทายคือต้องทำอย่างไรถึงชนะใจผู้ชมได้ อย่างแขกรับเชิญ ก็ต้องเลือกจากคนที่พร้อมสนุกไปกับรายการ พยายามสร้างสรรค์คิดอะไรแปลกใหม่ที่แขกคนนั้นไม่เคยทำ เช่น มิวสิก BNK48 ฝันอยากเป็นทนายความ แต่ทีมงานต่อยอดให้สนุกยิ่งขึ้นด้วยการทำให้เธอได้เป็นถึงผู้พิพากษา และไม่ใช่ผู้พิพากษาธรรมดา แต่เป็นเปาบุ้นจิ้น 

ขณะเดียวกันยังต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าพิธีกรชุดนี้เป็นเสมือนเพื่อนที่พร้อมจะแบ่งปันความสุขและรอยยิ้ม ไม่ต่างกับเสนารุ่นเดิมเคยทำได้กับผู้ชมที่อายุ 35 ปีขึ้นไป

“เราต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่ออยู่กับผู้ชมอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า เราจึงไม่เคยกดดันอะไรเลย อย่างแย่สุดก็คือเท่าเดิม เพราะมันไม่มีรายการนี้มา 22 ปี เราเลยจุดแย่สุดมาแล้ว ตอนนั้นมีแต่บวก มีแต่ดีขึ้น เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง” โปรดิวเซอร์ยุค 5.0 กล่าวทิ้งท้าย

และนี่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของตำนานรายการแห่งยุคอย่าง ยุทธการขยับเหงือก ว่าจะสามารถกลับมาครองใจผู้ชมในวันที่โทรทัศน์ไม่ได้เป็นตัวเลือกหมายเลข 1 อีกแล้ว…ได้หรือไม่

ยุทธการขยับเหงือก

เรียบเรียงข้อมูลจาก

  • สัมภาษณ์คุณวัชระ แวววุฒินันท์ วันที่ 13 มิถุนายน 2562
  • สัมภาษณ์คุณสมชาย เปรมประภาพงศ์ วันที่ 20 มิถุนายน 2562
  • สัมภาษณ์คุณทศพล ศรีสุคนธรัตน์ วันที่ 13 มิถุนายน 2562
  • วิทยานิพนธ์การวิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหา และกลวิธีการนำเสนอมุขตลกของรายการตลกทางโทรทัศน์และวิดีโอเทป โดย เมธา เสรีธนาวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • นิตยสาร แพรว ปีที่ 23 ฉบับที่ 546 วันที่ 25 พฤษภาคม 2545
  • นิตยสาร สกุลไทย ปีที่ 36 ฉบับที่ 1860 วันที่ 12 มิถุนายน 2533
  • รายการ บันทึก..บทที่หนึ่ง ตอนยุทธการขยับเหงือก สถานีโทรทัศน์ช่อง UBC Inside

ขอขอบคุณ JSL

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load