“…ในค่ำคืนที่ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้ ฉันยังคงก้าวไป ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำไป ในคืนที่หลงทาง นาทีที่ความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้ฉันยังมีจุดหมาย ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย…”

เสียงเพลง แสงสุดท้าย ดังกึกก้องไปทั่วประเทศ หลังจาก ตูน Bodyslam ชายผู้วิ่งจากเบตงถึงแม่สาย ก้าวเท้าเข้าเส้นชัย ช่วงหัวค่ำของวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ในสายตาคนจำนวนไม่น้อยแล้ว เพลงนี้อาจเป็นสัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจ ความหวัง และความเสียสละ

แต่ในมุมของทีมเขียนเพลงที่อยู่เบื้องหลังแล้ว นี่คือสิ่งที่เกินฝัน เพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า เพลงลำดับ 6 จากอัลบั้ม ‘คราม’ ซึ่งแทบไม่เคยถูกโปรโมตจริงจังหรือผลิตเป็นมิวสิกวิดีโอ จะเข้ามาอยู่ในใจของผู้คนนับล้านชีวิตเช่นนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เป็นเวลากว่า 16 ปีแล้วที่มีโลโก้สีเขียวเขียนคำว่า Mango Music Making Group ปรากฏบนปกอัลบั้ม

พวกเขาได้ผลิตผลงานสุดคลาสสิกออกมานับไม่ถ้วน ผ่าน 3 ศิลปินร็อกแถวหน้าของเมืองไทย Big Ass, Bodyslam และ Labanoon หลายเพลงถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมาไม่ต่ำกว่าร้อยล้านครั้ง และบางเพลงกลายเป็นซาวนด์แทร็กประกอบชีวิตของใครหลายคน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากขอพาทุกคนไปพบกับสมาชิกทั้ง 7 ของ ‘Mango Team’ โป-สุเมธ โปษยะนุกูล, อ๊อฟ-พูนศักดิ์ จตุระบุล, หมู-อภิชาติ พรมรักษา, กบ-ขจรเดช พรมรักษา, ป้อม-สุรชัย พรพิมานแมน, เหนือ-เหนือวงศ์ ต่ายประยูร และ ตั๊ด-วิรชา ดาวฉาย เพื่อพูดคุยถึงกระบวนการทำงาน ตลอดจนมิตรภาพบนเส้นทางสายดนตรีที่ฟูมฟักมานานกว่า 2 ทศวรรษ

01

วิกฤตสร้างโอกาส

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2540 ณ ออฟฟิศเล็กๆ ในซอยพร้อมศรี สุขุมวิท 39 

ชายหนุ่ม 5 คน อ๊อฟ หมู กบ แด๊กซ์ และต้น นั่งประจันหน้ากับ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เจ้าของค่าย Music Bugs เพื่อนำเสนอผลงานเดโม 4 เพลงที่พวกเขาช่วยกันทำขึ้นมา

เมื่อเสียงอินโทรเพลงแรกดัง ทั้ง 5 คนต่างลุ้นระทึก เฝ้ารอปฏิกิริยาของศิลปินรุ่นใหญ่ เพราะที่ผ่านมาค่ายอื่นฟังเพียงเท่านี้ก็ตอบปฏิเสธ แต่สิ่งที่ธเนศทำต่างจากคนอื่น เพราะเขานั่งไล่ฟังทีละเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังชวนนักแต่งเพลงในค่ายมาร่วมฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก่อนนำไปสู่การเซ็นสัญญา Big Ass อย่างเป็นทางการ

Big Ass ยื่นข้อเสนอขอทำเพลงเองหมด แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ ธเนศจึงตะล่อมว่า ยังมีอีกวิธีคือ เขียนมาแต่โครงโมเลดี้ อย่าเพิ่งใส่เนื้อ เพราะที่นี่มีทีมเขียนเนื้อเพลงมืออาชีพอยู่แล้ว โดยมีเหนือวงศ์เป็นสมาชิกคนสำคัญ

“เราสงสัยว่าเหนือวงศ์เป็นใคร เลยไปสืบประวัติ เคยเขียนเพลงความหวัง ดวงดาว รองเท้า หัวใจ ของ เจ-มณฑล เราก็เลยลองทำตามที่พี่เขาเสนอมา อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง ไอ้นี่ก็ส่งมาเลย เพลงเจี๊ยวจ๊าว ฮ่า! จะรอดหรือเปล่า เลยไม่ยอม กูต้องมีส่วนร่วมด้วย เลยไปเขียนด้วยครึ่งหนึ่ง นับจากนั้นจึงสนิทกับเหนือมาตลอด เหมือนเป็น Big Ass คนที่หก” กบย้อนความทรงจำ

ทว่า Not bad อัลบั้มแรกของ Big Ass กลับทำยอดขายได้เพียง 20,000 ตลับ อัลบั้มถัดมาจึงถูกเบรกไว้ก่อน หมู กบ และอ๊อฟ หันมาทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะกบเข้าไปขอกับธเนศเพื่อร่วมทีมเขียนเนื้อ

แล้วโอกาสก็มาถึง เนื่องจากผลประกอบการของ Music Bugs ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงขั้นมีแผนจะปิดบริษัท นักเขียนเพลงต่างทยอยลาออก เหลือเพียง กบ เหนือ และ กวาง-ณัฐภพ พรหมสุนทรสกุล ผู้แต่งเพลง รักเธอประเทศไทย 

ครั้งนั้น บริษัทตั้งใจจะผลิตงานของ Labanoon วงดนตรีน้องใหม่จากเวที Hotwave Music Award เป็นการสั่งลา กบได้เขียนเพลง อย่าง ความรู้สึก, หนักใจ, เพ้อ และ อมยิ้ม ส่วนเหนือเขียนเพลงเดียวคือ ยาม ที่เหลือเป็นหน้าที่ของกวาง โดยอ๊อฟกับหมูมาช่วยเรื่องดนตรีและเล่นกีตาร์ในบางเพลง 

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ อัลบั้มที่ชื่อว่า นมสด กลับมียอดขายทะลุล้านตลับ ยิ่งเพลง ยาม ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ส่งผลให้ Music Bugs ฟื้นตัว และนำมาสู่การคืนชีพของทีมเขียนเพลง โดยมีนักแต่งเพลงหน้าใหม่หลายคน อาทิ วิภว์ บูรพาเดชะ, โน้ต-เนติ ผ่องพุทธคุณ และ ป้อม สุรชัย ช่วยกันผลิตร็อกวัยรุ่นดีๆ ออกมา

จุดเปลี่ยนของพวกเขาเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2545 เมื่ออ๊อฟจับมือกับ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย อดีตนักร้องนำวงละอ่อน ทำโปรเจกต์ Bodyslam ขึ้นมา

ความจริงโครงการนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากค่าย แต่ด้วยความที่อ๊อฟคุ้นเคยกับตูนมานาน อยากสนับสนุนให้ทำตามฝัน จึงช่วยกันทำเพลงออกมาถึง 12 เพลง และด้วยเมโลดี้ที่โดดเด่นและไพเราะ ในที่สุดค่ายจึงยินยอม โดยกำหนดเวลาเขียนเนื้อเพลง 2 สัปดาห์ และยังต้องผลิตงานของอีกวงตามแผนเดิมที่บริษัทวางไว้ด้วย

“ตอนกลางวันประชุมวงหนึ่ง ตอนกลางคืนเราก็แอบไปทำ Bodyslam แต่ทำออกมาแล้ว ปรากฏว่างานแอบทำเพราะกว่างานหลักอีก” เหนือวงศ์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ 

“พอเขาบอกมีเวลาเท่านั้น เราก็เรียกประชุมเลยว่าจะเอาไง ก็แจกเนื้อกันไป พี่ป้อมเขียน ยกโทษ เหนือ เขียนอากาศ ผมเขียน งมงาย โน้ตเขียน สักวันฉันจะดีพอ มีพี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียน เผื่อไว้ กับ ย้ำ แล้วก็มีพี่วิภว์ด้วย รวมพลังกันหกคน บ้ามาก ตูนกับอ๊อฟก็ไปนอนอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของผม ตะบี้ตะบันจนเสร็จ” กบฉายภาพการทำงาน

เนื้อเพลงส่วนใหญ่ของ Bodyslam มุ่งเน้นไปยังเรื่องความฝัน ความเชื่อของวัยรุ่นเป็นหลัก โดยตั้งใจอยากให้เป็นเพลงประกอบชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกๆ ที่พวกเขากำหนดทิศทางของอัลบั้มอย่างชัดเจน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“ภาพที่เรานึกถึงเวลามองตูนคือ เด็กคนนี้มีอะไรแปลกๆ กว่าคนอื่น มีความบ้าพลัง มีความรักที่แน่วแน่ ซึ่งผมรู้สึกว่าเด็กวัยรุ่นน่าจะเห็นคนนี้เป็นตัวอย่างได้ แต่ทำยังไงจึงจะสื่อสารให้คนได้เห็นบุคลิกของเขาจริงๆ ทำให้รู้สึกได้ว่า ความรักที่ดี ความทุ่มสุดตัวยังมีอยู่ คนฟังต้องได้เห็นจากวงนี้” อ๊อฟในฐานะโปรดิวเซอร์อธิบายแก่นความคิด

“จำได้ว่าตอนที่อ๊อฟมาพรีเซนต์ในห้องประชุม เปิดคำว่า Bodyslam แปลว่าทุ่มสุดตัว ชื่อน่าสนใจมาก แล้วตูนก็สุดจริงๆ สุดทุกทาง เราเลยกำหนดธีมหลักเป็น College Sound แล้วมาคุยกันว่า ในมหาวิทยาลัยมีเรื่องอะไรบ้าง ความรัก ไฟแรง อะไรต่างๆ ก็ประมวลกันมา พูดง่ายๆ คือเราใช้คำว่า College Sound คลุมทุกอย่าง ตั้งแต่การเขียน ไปจนถึงตัวปก ซึ่งถ่ายในโรงหนัง ให้อารมณ์เหมือนหนังเรื่อง American Pie” กบ ผู้ดูแลส่วนของคำร้องเล่าถึงขั้นตอนการทำงาน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

แต่ถึงกระบวนการต่างๆ จะผ่านมาได้ด้วยดี กลับยังมีอุปสรรคให้พวกเขาต้องตามแก้อยู่ไม่น้อย เช่น ห้องอัดในบริษัทไม่ว่าง อ๊อฟจึงไปติดต่อฟาติมา สตูดิโอ ขอใช้ในราคาพิเศษ แถมระยะเวลาการทำงานก็จำกัดมาก เนื่องจากมีเวลาบันทึกเสียงเพียง 14 วันเท่านั้น ทั้งหมดจึงต้องเร่งทำทุกอย่างให้เสร็จเร็วที่สุด

“ผมจำได้ว่า อ๊อฟบอกว่าจะไม่ทำสิบสองเพลงอีกแล้ว” ป้อมย้อนความหลัง

“พอทำเยอะมันเหนื่อย ไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่ เราต้องรีบมาก เอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปทำให้ได้ แต่ก็ทำให้เราได้ฝึกบริหารจัดการการจบอัลบั้ม ได้เห็นภาพการทำงานแบบครอบคลุมเลย” อ๊อฟช่วยเติมภาพให้สมบูรณ์

นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแบบ Mango Team แม้ตอนนั้นชื่อนี้จะยังไม่มีอยู่บนโลกก็ตาม พร้อมกับสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นมาถึงทุกวันนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

02

Dream Team

ผลพวงของอัลบั้ม Bodyslam นอกจากจะเป็นการให้กำเนิดวงร็อกแถวหน้าวงหนึ่งของเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขายังมีโอกาสได้รู้จักกับโป นักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมอีกคนหนึ่ง

เดิมทีโปทำงานอยู่ที่ Sony Music เคยเขียนเพลงให้อัยย์ วีรานุกุล, โน้ต-ตูน และซาร่า ผุงประเสริฐ เคยออกผลงานของตัวเองมาแล้วชุดหนึ่งชื่อ กล่องแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเป็นคนมิกซ์เพลงคู่ใจ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ 

เวลานั้นป้างกำลังทำอัลบั้มหัวโบราณและมาใช้ห้องอัดฟาติมา เช่นเดียวกับ Bodyslam โดยป้างอัดห้องใหญ่ ส่วนวงจาก Music Bugs อัดห้องเล็ก และทั้งหมดใช้ห้องพักส่วนกลางร่วมกัน

“ความจริงเรียกว่าใช้ห้องร่วมกันไม่ได้ เพราะห้องมันเล็กมาก พอพี่ป้างเปิดประตูออกมา ไม่ที่นั่งเลย เพราะจะมีอาหารจากบ้านหมูเต็มโต๊ะไปหมด พี่ป้างแกเกรงใจเลยบอกออกไปกินข้างนอกกันไหม” โปเล่าภาพในตอนนั้น

กระทั่งวันหนึ่งก็มีเหตุให้พวกเขาต้องสุงสิงกัน หลังจาก Liam Laurence ซาวนด์เอ็นจิเนียประจำฟาติมา ทักอ๊อฟมาว่า อัลบั้มหัวโบราณกับอัลบั้ม Bodyslam มีเพลงชื่อซ้ำกันอยู่เพลงหนึ่ง คือ อากาศ อยากให้ลองคุยกับป้างก่อน จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง ปรากฏว่าป้างไม่ติดใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ พอคุยไปเรื่อยๆ ก็ถูกคอ ถึงขั้นไปสังสรรค์ด้วยกันบ่อยๆ ภายหลังป้างเลยชวนโปไปร่วมแก๊งด้วย ทั้งหมดจึงเริ่มสนิทกัน

ในปีถัดมา Music Bugs อยากให้อ๊อฟเร่งปล่อยอัลบั้มชุดใหม่ของ Bodyslam กบจึงคิดถึงโป อยากชวนมาร่วมทีมด้วย เพราะภาพที่เขาฝันเห็น คือทีมเขียนเพลงแบบแกรมมี่ ซึ่งรวมคนเก่งๆ ที่เขียนเพลงหลากหลายสไตล์ไว้ด้วยกัน เช่น ดี้-นิติพงศ์ ห่อนาค เขียนเพลงโดน, นิ่ม สีฟ้า-กัลยารัตน์ วารณะวัฒน์ เขียนเพลงรัก หรือ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ เขียนเพลงปรัชญา ซึ่งตามโครงสร้างของทีมนี้ กบเชื่อว่ามีศักยภาพพอ

“ผมคิดว่าการที่อัลบั้มหนึ่งมีลายมือครบแล้วมันเวิร์ก ทีมเรามองหน้ากัน ก็พอได้นี่หว่า เหนือวงศ์เป็นพี่ดี้ พี่โปเป็นพี่เขตต์ พี่ป้อมเป็นพี่นิ่ม ร่างลายแทงไว้แบบไหน แล้วพยายามประกอบร่าง รวมทีมคร่าวๆ” กบอธิบาย

“ไม่รู้ว่าเห็นจากอะไร เพราะตอนนั้นผมเขียนแต่เพลงโน้ต-ตูน มันร็อกยังไง” โปตบท้าย

เพลงแรกที่โปเข้ามาเขียน คือ Bodyslam เกิดมาจากไอเดียของกบที่มองว่า วงดังๆ มักมีชื่อเพลงเป็นชื่อเดียวกับวง เช่น คาราบาว มีเพลง มนต์เพลงคาราบาว เพราะฉะนั้น Bodyslam ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“จำได้ว่าไปส่งท่อนฮุกที่ร้านแถวศรีนครินทร์ แล้วส่งเนื้อที่บ้านเก่าของอ๊อฟตรงลาดพร้าว 18 ไปส่งด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่ได้รู้จักกับตูนเป็นการส่วนตัว เลยตั้งใจเขียนต่อยอดจากชุดแรก พูดเรื่องความเชื่อในความฝัน ยังไม่ถึงระดับความเชื่อในชีวิต เหมือนเด็กอยากทำ แล้วผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ทำ แต่จะทำให้ได้” พี่ใหญ่เล่าถึงก้าวแรกของการร่วมทีม

“ตอนนั้นพี่โปเขียนว่า ‘นี่แหละคือชีวิตที่ต้องการ แค่ได้ทำสิ่งนั้นที่ใจฝัน’ คือเริ่มมีฝันเข้ามาแล้ว เพลงนี้วงจะเล่นทุกคอนเสิร์ตเลย เขาชอบ เหมือนเป็นการเพิ่มแรงอะไรสักอย่างในตัวเอง” กบช่วยเสริม

นอกจากเพลง Bodyslam โปยังเขียนเพลงเปิดอัลบั้มคือ ให้รักคุ้มครอง และ มีแค่เธอก็เกินพอ ขณะที่เหนือเขียนเพลงความซื่อสัตย์ และ หลังฝน ส่วนกบรับเหมาเขียนเพลงที่เหลือ อาทิ ปลายทาง หวั่นไหว และ จันทร์ยังเต็มดวง

Drive โด่งดังไม่แพ้ชุดแรกเลย แต่กลับเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่กบ หมู และอ๊อฟ ทำงานร่วมกับค่าย Music Bugs เนื่องจาก Big Ass และ Bodyslam ตัดสินใจย้ายสังกัด โดยเหนือกับป้อมยังเป็นพนักงานประจำอยู่ที่เดิม

แต่ด้วยความรู้สึกที่อยากทำงานร่วมกัน พวกเขาจึงรวมตัวเป็นกลุ่มชื่อว่า ‘Mango Team’

“เราแค่อยากทำงานเหมือนเดิม ย้ายค่ายก็ย้ายไป เลยมานั่งรวมตัวกันที่บ้านผม แล้วไหนๆ เลยคิดว่าควรจะมีชื่อทีมด้วย เพื่อเอาไปใส่ในปก น่าจะเท่ดี พอดีที่บ้านมีต้นมะม่วงพอดี เลยใช้คำว่า Mango เพราะดูเป็นชื่อง่ายๆ แต่ถ้าลองแยกคำว่า Man กับ Go ก็คือกลุ่มผู้ชายที่อยากจะออกไปข้างหน้า แต่ถ้าห่ามๆ หน่อยก็คือ แม่งโก้” อ๊อฟเล่าที่มาที่ไป

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

03

ความสมดุลที่ลงตัว

Mango Team เปิดตัวอย่างอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 พร้อมกับ Seven อัลบั้มแรกของ Big Ass ในรั้ว Genie Records

สิ่งหนึ่งที่ต่างจากช่วงเป็นทีมเขียนเพลงของ Music Bugs คือ Mango Team วางบทบาทของตัวเองในฐานะของทีมโปรดักชัน ทำงานครอบคลุมตั้งแต่คิดชื่ออัลบั้ม คอนเซปต์ เนื้อร้อง ทำนอง ดูแลการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

อัลบั้มแต่ละชุดมีอ๊อฟเป็นโปรดิวเซอร์ คอยกำหนดทิศทางของงาน มีหมูมาเสริมในส่วนของดนตรี และเมื่อโครงเมโลดี้เสร็จ อ๊อฟก็จะมานั่งเล่าภาพรวมว่า สีของอัลบั้มควรเป็นอย่างไร ดนตรีต้องจัดจ้านแค่ไหน บางครั้งก็โยนไอเดียเป็นชื่อเพลงให้ด้วย โดยแรงบันดาลใจก็มาจากสถานการณ์รอบตัว เช่น ข้าน้อยสมควรตาย เกิดขึ้นช่วงที่นักร้องนำของวง Big Ass โด่งดังเป็นข่าวหน้า 1 หรือ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ของ Bodyslam มาจากภาพยนตร์เรื่อง Life Of Pi

ขณะที่ตัวศิลปินเองก็มีหน้าที่มาถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้นักแต่งเพลงคอยดักคำพูดหรือความคิดมากลั่นกรองเป็นเนื้อเพลงอีกที

“อย่าง Big Ass แก่นของวงค่อนข้างชัด วงจึงเขียนเองซะเยอะ แต่ถ้าเป็น Bodyslam ตูนจะมานั่งเล่าว่าจากอัลบั้มที่แล้วถึงอัลบั้มนี้เจออะไรมาบ้าง เขาจะจดเก็บไว้ ทีมเขียนเนื้อก็จะคอยช้อน อันนี้เป็นเพลงได้ ดังนั้น เก้าสิบเปอร์เซ็นต์จึงมาจากตัวศิลปินเลย เรามีทำหน้าที่แค่เอาแก่นความคิดมาขยาย มาถ่ายทอดให้สื่อสารกับคนได้” ป้อมอธิบาย

“ปกติตูนมีไอเดียเยอะ เพียงแต่แรกๆ เขาอาจเรียบเรียงคำไม่ถูก ต้องพยายามจับใจความกันนิดหนึ่ง โดยมีกบเป็นคนถอดรหัสมอร์ส แต่พอชุดหลังๆ เขาค่อนข้างแม่น บางทีมาเป็นชื่อเลย เช่น วิชาตัวเบา พอชื่อชัด ด้วยการที่เราทำงานกันมานาน ความคิดของแต่ละคนก็จะปิ๊งขึ้นมาเลยว่า เพลงต้องเป็นแบบนี้ มันก็ง่ายขึ้น” โปเสริมภาพให้ชัด

“อย่าง Labanoon ชุดที่แล้วก็สนุกมาก เราทำด้วยความคิดถึง เพราะอยู่กับวงตั้งแต่แรก แล้วเขาหายไปไม่รู้กี่ปี ตอนมานั่งคุยว่าจะทำอะไร เล่าเรื่องอะไร เลยคิดว่าควรเล่าเรื่องที่เขาเคยเป็น ไม่ต้องทำอะไรยาก เขียนแบบเดิมๆ แล้วอ๊อฟก็มีคลังชื่อเพลงเยอะมาก เปิดมา ศึกษานารี พลังงานจน โดนหมดเลย” กบเล่าถึงอัลบั้ม N.E.W.S. 

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เมื่อคอนเซปต์เรียบร้อย กบจึงแจกจ่ายทำนองไปยังนักแต่งเพลง ซึ่งแต่ละคนจะมีสไตล์ของตัวเองชัดเจน อย่าง ป้อมเหมาะกับเพลงภาษาสวยงาม ภาษาดอกไม้ เล่าเรื่องที่เป็นอารมณ์มากๆ แต่ถ้าต้องการเพลงที่เตะก้านคอได้ ก็ต้องเป็นเหนือวงศ์ ส่วนโปรับหน้าที่เพลงที่ต้องการมิติความลึก ดูเข้าใจโลก ขณะที่กบดูแลภาพรวมเป็นหลัก

“พอฟังเมโลดี้จะดมกลิ่นได้ รู้เลยว่าทางนี้ต้องมาที่พี่โป ไอ้เหนือ หรือตาป้อม เมโลดี้จะบอกคาแรกเตอร์บางอย่าง แต่ปกติถ้าเป็น Bodyslam ซิงเกิลแรก ถ้าไม่ใช่ผมก็จะเป็นเหนือสลับกันไป เพราะเราเขียนมาตั้งแต่ day 1 เหมือนอยู่ในชีวิตเขาไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าดูแล้วยาก เขียนไม่ไหวถึงให้เพื่อนเขียนแทน” กบ ในฐานะ Lyrics Producer ตบท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

หัวใจหลักของการเขียนเพลง คือการผสมผสานความเป็นตัวเองกับตัวตนของศิลปินอย่างไรให้ลงตัว

โปกล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่มีเพลงใดเลยที่เขาไม่ใส่ความเป็นตัวเองลงไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องนำทัศนคติของศิลปินเป็นตัวตั้งก่อน ถึงค่อยนำไอเดียส่วนตัวที่ต้องการสื่อสารเจือลงไป เพื่อให้บทเพลงนั้นกลมกล่อมที่สุด

ส่วนอ๊อฟบอกว่า การทำเพลงต้องสื่อสารกับผู้ฟังได้ ซึ่งบางเรื่องอาจเป็นมุมมองส่วนตัวมากๆ ของศิลปิน หากสื่อสารออกไปตรงๆ คงไม่มีใครเข้าใจ ทีมงานจึงต้องหาวิธีบิดเนื้อหาจนกลายเป็นเพลงที่ทุกคนเข้าถึงได้

“เพลง ข้าน้อยสมควรตาย จุดเริ่มต้นคือ ช่วงที่แด๊กซ์โดนกล่าวหา เราถูกสังคมประณามหนักมาก จนรู้สึกว่าเราผิดขนาดนั้นเหรอ เลยนึกถึงภาพขันที บอกว่าข้าน้อยสมควรตายๆ คือตกลงกูต้องตายใช่ไหม แต่ถ้าเราเขียนออกมาแบบนั้นก็คงไม่น่าฟังแน่ๆ ซึ่งก็ต้องชมทีมงานที่เปลี่ยนสิ่งที่ดูเครียดให้กลายเป็นเพลงน่าฟังได้” โปรดิวเซอร์ประจำทีมกล่าว

“จำได้ว่าตอนนั้นผมโคตรเดือดเลย โดนทีวีด่าทุกวัน อยากด่าคืนบ้าง แต่โชคดีที่พวกเราดึงกันเองได้ เหนือก็พยายามบอกตลอดว่า ต้องผับ ต้องบันเทิง สุดท้ายก็โอเคลองดู ปรากฏว่ารอด ถ้าตอนนั้นเขียนอยู่คนเดียว รับรองเรียบร้อยไปแล้ว” กบช่วยเสริมถึงเพลงเปิดอัลบั้ม Begins

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

การทำงานแบบไม่มีอีโก้ ไม่หวังเอาชนะ พร้อมรับฟังซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ Mango Team ทำงานอย่างราบรื่น โดยหลังจากแยกย้ายไปเขียนเพลง เมื่อถึงกำหนดส่ง พวกเขาจะนำงานทั้งหมดมารวมกัน เพื่อถกเถียงพูดคุย แม้หลายเพลงที่ออกมาอาจไม่สมบูรณ์ บางเพลงต้องปรับ ต้องแก้ ต้องรื้อใหม่ แต่ทุกคนไม่เคยมีปัญหา เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือผลงานที่ดีและตอบโจทย์ศิลปิน

“เราพยายามหาทางทำให้เพลงพอดีกับศิลปิน เวลาส่งเพลง ก็ต้องมั่นใจมากๆ ว่าน่าจะโอเค บางครั้งต้องบอกไปเลยว่า พี่ว่าดี แต่บางอันก็ต้องยอม เพราะคำธรรมดาคำหนึ่ง ถ้านักร้องเขาเชื่อ อาจกลายเป็นคำวิเศษได้ แต่อย่างเพลงของเหนือวงศ์ บางทีก็ต้องลุ้น เพราะภาษาค่อนข้างแหลมและหวือหวาเกินวง เช่น เพลง อากาศ ของ Bodyslam มันเขียนคำว่า ‘อ่ะ’ มาด้วย ‘อยู่ไหนอะ รัก’ ผมก็สงสัยว่าร้องยังไง เหนือก็ร้องให้ฟัง หน้าตูนลอยมาเลย ไม่ร้องแน่นอน จำได้ว่าผมคุยกับอ๊อฟหลายชั่วโมง คือมันดี สะดุดหู แต่บางครั้งคนร้องก็อาจจะรู้สึกว่า ไหวเหรอ” กบเปิดประเด็น

“คือไม่รู้จะเขียนยังไง อยู่ไหนนะรัก มันก็ไม่ได้” เหนือพูดถึงงานของตัวเอง

ครั้งนั้น แม้ตูนจะอิดออดอยู่พักใหญ่และพยายามเสนอคำอื่นแทน เช่น ‘นะ’ หรือ ‘ล่ะ’ แต่ท้ายที่สุดก็ยอมร้อง ด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อทีมงาน ซึ่งต่อมาเพลงนี้ก็ประสบความสำเร็จ และกลายเป็นหนึ่งในเพลงตำนานของ Bodyslam

เช่นเดียวกับเพลง Sticker ซึ่งคอนเซปต์หลักมาจากตัวนักร้องนำเอง

ตอนนั้นตูนเล่าว่า เขาขับรถตามรถคันหนึ่ง แล้วรู้สึกตลกมาก เพราะตัวรถเป็นสีน้ำเงินแต่ดันติดสติกเกอร์ว่า รถคันนี้สีชมพู เลยสงสัยว่าทำไมเจ้าของรถไม่ซื้อรถสีชมพูไปเลย จากนั้นเขาจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าสติกเกอร์แผ่นละ 10 บาทแปะรถได้ ก็น่าจะแปะโลกได้เหมือนกัน

“คอนเซปต์ดีมาก แต่มุมนักเขียนเพลงยากสุดขีดเลย ก็เลยถามเหนือว่าลองดูไหม เพลงนี้จะเล่ายังไง จำได้ว่าตอนมาส่งเนื้อที่บ้านตูน เป็นวันที่ผมตื่นเต้นมาก ตรวจเนื้อพร้อมกัน แจกกันคนละแผ่น เนื้อโคตรดี ผมก็กระโดดกอดไอ้เหนือ กอดเสร็จหันไปมองหน้าตูน เงียบ” กบย้อนวันแรกของเพลงเอกในอัลบั้มคราม

“คือมีความแหลมอยู่ไง ตอนนั้นตูนเขาก้มหน้า รู้สึกว่าจะติดคำว่า เศรษฐกิจไม่ดี” เหนือรีบเสริม

“แต่สุดท้ายเขาก็บอกลองดูพี่ เพราะอย่างน้อยคอนเซปต์มาจากเขา แล้วเรื่องที่เหนือเขียนเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งตอนที่เพลงออกมา ปรากฏว่าคนฮือฮากันมาก อุ๋ย Buddha Bless ชอบมาก ช่วงคอนเสิร์ตใหญ่ที่ราชมังคลาฯ เขารีเควสขอแร็ปเพลงนี้ ทำให้เหนือวงศ์ยังอยู่กับ Nodyslam ต่อไปได้” กบปิดท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

04

เต็มเติมกันและกัน

สมาชิก Mango Team เกาะกลุ่มทำงานแบบนี้มาพักใหญ่ กระทั่ง พ.ศ. 2550 ก่อนทำอัลบั้ม Save My Life พวกเขาได้รับสมาชิกเพิ่มอีกคน คือ ตั๊ด เพื่อเสริมงานครีเอทีฟและการเขียนเพลง

“ช่วงนั้น a day มีคอลัมน์ผู้ใหญ่วันมะรืน ผมชอบคนเขียนมากชื่อ หลานชาย แล้วรู้สึกตอนนั้นกอล์ฟ F.Hero จะเขียนที่ a day เหมือนกัน เลยถามว่ารู้จักไหม ไม่นานก็มีโทรศัพท์มา บอก ผมตั๊ด หลานชายเอง เลยนัดเจอที่ Prop Bar จำได้เลยว่า กอล์ฟเรียกตั๊ดไปที่ชั้นสอง แล้วไอ้นี่ก็แนะนำตัวด้วยการแร็ป นับตั้งแต่นั้นก็เริ่มติดต่อกัน ส่งเพลงให้เขียน ซึ่งไม่แน่ใจหรอกว่า เขียนได้ไหม แต่เขาเขียนหนังสือได้ประมาณนี้ก็น่าจะมีไอเดียดีๆ” กบเล่าวันแรกที่เจอน้องเล็กของทีม

ตั๊ดเขียนเพลงอย่าง แสงแรก ของ Bodyslam, มหา’ลัยไม่มีสอน ของ Big Ass รวมทั้งยังเป็นกระดูกสันหลังของเพลง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เพลงเปิดในอัลบั้ม dharmajāti 

“ตอนที่อ๊อฟบอกชื่อ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เรามาวิเคราะห์กันว่า เรือเล็กเป็นยังไง ซึ่งแต่ละคนมีเรือไม่เหมือนกัน เราเลยจัดประกวด ทุกคนเขียนเพลงเดียวแล้วมาส่ง ตอนมาประกอบกันโคตรมัน ช่วงเริ่มต้นทุกคนจะขึ้นคล้ายๆ กัน ผมกับตั๊ดขึ้นว่า ‘เสียงลมคำราม’ จากนั้นเราก็เอาตรงนั้นมาเติมตรงนี้ แต่เพลงนี้หัวใจหลักอยู่ที่ประโยคของตั๊ดที่ว่า ‘หัวใจคำราม ฟ้าครามไม่สร้างใคร ทะเลจะสร้างคนด้วยอันตราย’ นี่คือเหตุผลของเพลงนี้เลย มาน้อย แต่มาแน่นมาก แล้ววินาทีที่เขียน เขียนบนกระจก เป็นโมเมนต์ที่จำได้ว่าดีมากๆ โมเมนต์หนึ่งในชีวิต เพราะเราทำกันได้”

นอกจากนั้น ตั๊ดยังเป็นที่ปรึกษาประเด็นที่คนเขียนเพลงไม่มั่นใจ อยากได้ความเห็นเพิ่มเติม หรือคนฟันธง

เช่นตอนที่กบเขียนเพลง ฝุ่น ของ Big Ass เขาไม่แน่ใจว่า ประโยค ‘คำว่ารักมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว’ ดูเชยเกินไปหรือไม่ จึงโทรศัพท์หาตั๊ดกลางดึก ซึ่งเจ้าของนามปากกาหลานชายตอบกลับมาทันทีว่า ‘โดนว่ะพี่’ และสุดท้ายเรื่องนี้ก็เป็นจริง ยืนยันได้จากยอดรับชมใน YouTube ที่สูงกว่า 58 ล้านครั้ง

บทบาทของน้องเล็กคนนี้จึงเป็นเสมือนมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่คอยถ่วงดุลการทำงานของพี่ๆ ไม่ให้ล้าสมัย

อย่างไรก็ดี ด้วยอุตสาหกรรมเพลงที่เปลี่ยนไป วงดนตรีออกอัลบั้มกันน้อยลงไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนมาทำซิงเกิลกันแทน สมาชิก Mango Team ยอมรับว่า เรื่องนี้ส่งผลให้การทำงานรวนพอสมควร

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาเติบโตกับการทำอัลบั้มมาตลอด เรียนรู้ว่าผลงานชุดหนึ่งต้องมีแก่นความคิด ต้องผสมเพลงที่หลากหลาย มีจังหวะการปล่อย ซึ่งบางเพลงอาจดี เพียงแต่ยังไม่ใช่จังหวะของมัน ต่างจากระบบซิงเกิล ซึ่งมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ ต้องโดนเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะถูกกลืนไปกับเพลงที่ออกมามหาศาล

“พอเหลือเพลงเดียว เราไม่รู้จะแบ่งกันยังไงเพราะถ้าเป็นสิบเพลงมันจะมีฟังก์ชันของตัวเองอยู่ เช่น เพลงเร็วหนึ่งเพลงช้าหนึ่งเพลงตัวตน เพลงเหงา ทำให้เราเห็นว่าเพลงนี้ต้องคนนี้” กบเปิดประเด็น

“ที่ผ่านมา ผมไม่เคยเขียนเพลงโปรโมตอยู่แล้วด้วย ตกรอบตั้งแต่แรกเลย” ป้อมชงต่อ

“อีกอย่างคือเพลงฮิตพอผ่านไปห้าถึงสิบปี บางทีก็ไม่ฮิตแล้วนะ ต่างจากอัลบั้มที่บางครั้งพอเรารื้อเพลงข้างในกลับมาฟัง อาจดีกว่าเพลงโปรโมตด้วยซ้ำ” โปอธิบายเสริม

“อย่างเพลง แสงสุดท้าย เอ็มวีก็ไม่มี เป็นเพลงสุดท้ายที่ส่งเลย ตอนนั้นบอกตูนว่ามีคอนเซปต์ เรามีแสงแรกแล้ว ทำแสงสุดท้ายด้วยว่าไง สำหรับผมเพลงนี้คลาสสิกมาก ฮุกไม่ซ้ำกันเลย จนนักร้องลืม ส่วนทำนอง จำได้ว่าอ๊อฟกับวง ไปทำอยู่ที่งานกลางแจ้ง ชื่อ ทัวร์ M-150 ค่อยๆ ประกอบร่าง แล้ววันนี้ไปไกลมาก” กบฉายภาพเพลงระดับปรากฏการณ์

“ถ้า Bodyslam ทำเป็นระบบซิงเกิลรับรองว่าจะไม่มีเพลงนี้ออกมาแน่นอน” ป้อมปิดท้าย

แต่แน่นอนว่าไม่มีใครต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้ ท้ายที่สุด Mango Team ก็คงต้องปรับการทำงานของตัวเองให้สอดคล้องกับธุรกิจดนตรี แต่จะปรับได้เพียงใดคงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป

05

เป็นมากกว่าเพลง

ปัจจุบัน Mango Team ทำงานเพื่อรองรับ 3 วงหลัก คือ Big Ass, Bodyslam และ Labanoon

ส่วนงานจรพอมีอยู่บ้าง อาทิ Ebola อัลบั้ม Enlighten และ 05:59 (five: fifty nine) แต่ไม่บ่อยนัก เพราะทีมไม่ได้หวังรับงานจำนวนมากเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ แต่อยากทำงานด้วยความสุข ความสบายใจมากกว่า

“Mango Team เป็นเหมือนงานบุญ วันหนึ่งที่ผมชอบมาก คือวันส่งเนื้อ เป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เหมือนเราไม่ได้ทำงาน แต่มาเจอกัน มาแชร์ความรู้สึกกัน ส่วนงานจะได้หรือเปล่าไม่สำคัญ เพราะปกติเราก็ไม่ได้เจอกันบ่อย ปีละ สองสามครั้งเท่านั้นเอง” กบ มือกลอง Big Ass กล่าว

เพราะเป้าหมายในเวลานี้ คือไม่ใช่ความโด่งดัง แต่ต้องการผลักดันและสนับสนุนศิลปินไปยังจุดที่หวังไว้ 

และถ้าเป็นไปได้ก็อยากสร้างเพลงดีๆ สู่สังคม เช่น ครั้งหนึ่งกบเคยเล่าที่มาของเพลง ‘อกหัก’ ผ่าน Facebok ของตัวเองว่า ได้แรงบันดาลใจจากรอยแผลของหญิงสาวคนหนึ่งที่กรีดแขนตัวเองจนยับเยิน เพราะผิดหวังในความรัก จึงอยากเขียนเพลงที่เตือนสติ และช่วยเยียวยาความเจ็บปวดได้

พวกเขาเชื่อว่า บทเพลงมีอิทธิพลและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ฟังได้ อย่าง อุ๋ย Buddha Bless แต่ก่อนเป็นเซลล์แมนขายรถ แต่เมื่อฟังเพลง ความเชื่อ ก็ตัดสินใจทิ้งงาน หันมาทำตามฝัน จนประสบความสำเร็จ หรือเพลง แสงสุดท้าย ซึ่งทุกสื่อต่างเปิดกระหน่ำ ในช่วงตูนทำออกวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อระดมทุนหาเงินจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ จนส่งผลให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงปลุกพลัง และสร้างความหวังแก่ผู้คนนับไม่ถ้วน

“เรารู้สึกเสมอว่า เนื้อเพลงบางทีอาจมีความหมายกับคนบางคนมาก อย่างวัยรุ่นหลายคนที่อาจไม่มีเวลารับสารดีๆ จากบ้าน พอเขาฟังเพลง ได้ฟังเนื้อหาที่ส่งมาอาจทำให้เป็นคนดีได้ เนื้อเพลงของ Mango จึงไม่ค่อยมีอะไรที่หยาบโลน เป็น Hate Speech หรือ Bully ทั้งที่เราก็รู้ว่าโอกาสฮิตหรือดังง่ายกว่า” โปอธิบาย

“เราไม่อยากเติมสิ่งแย่ๆ ลงไปในเนื้อเพลง ถ้าอันไหนที่สร้างพลังให้คนได้ เราจะพยายามใส่ลงไป เพราะเวลาที่มองกลับมา เราพบว่า Bodyslam ไม่ใช่แค่วงดนตรีวงหนึ่ง แต่อาจเป็นที่พึ่งทางใจให้ใครหลายคนได้ หรือ Labanoon ก็เป็นตัวแทนของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาสู้ชีวิต เราอยากให้เขาฟังแล้วหายคิดถึงบ้าน เช่นเดียว Big Ass เป็นเพลงของคนที่โดนกระทำ และนี่เป็นความคาดหวังที่อยากคนฟังได้อะไรจากเนื้อเพลงของเรา” กบสรุปทิ้งท้าย 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวแห่งมิตรภาพของผู้ชายทั้ง 7 คนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความเชื่อ ความหวัง และศรัทธาที่มีให้กัน เพื่อสร้างความสุขและกำลังใจแก่ผู้ฟังทั่วประเทศตลอดไป

Writer & Photographer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2543 ผู้คนกว่า 40,000 ชีวิต มารวมตัวกันที่ ‘แดนเนรมิต’ เพื่ออำลาสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของประเทศ

เสียงพลุ ดอกไม้ไฟ ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณราวกับงานเฉลิมฉลอง แต่สำหรับใครหลายคนอาจรู้สึกใจหาย เพราะจากวันนี้ไป สถานที่ที่เคยผูกพันและเติบโตมาด้วยกันจะไม่มีอีกแล้ว

ภาพผู้คนยืนรอต่อคิวขึ้นรถไฟเหาะยาวเหยียด หญิงสาวตื่นตกใจจนลืมรองเท้าที่หล่นหายในบ้านผี หรือพ่อแม่ลูกพากันล่องแก่งอย่างเพลิดเพลิน จะเหลือเพียงแค่ความทรงจำ

19 ปีผ่านมา ใครผ่านไปริมถนนพหลโยธิน ฝั่งลาดพร้าว คงได้เห็น ‘ปราสาทเทพนิยาย’ ตั้งตระหง่าน เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าครั้งหนึ่งตรงนี้เคยเป็นดินแดนแห่งความสุขของเด็กๆ มากมายหลายรุ่น

พัณณิน กิติพราภรณ์ กรรมการผู้จัดการสวนสนุกดรีมเวิลด์

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา มีโอกาสพูดคุยกับสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกในตำนาน พัณณิน กิติพราภรณ์ กรรมการผู้จัดการสวนสนุกดรีมเวิลด์ ถึงเรื่องราวและความเป็นมาของแดนเนรมิต ตลอดจนมุมมองที่มีต่อธุรกิจสวนสนุกในวันที่เด็กไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

01

ไม่มีใครไปสวนสนุกคนเดียว

จากย่านชานเมืองกรุงเทพฯ ที่เคยเงียบเหงา แต่วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2519 ผู้คนกว่า 70,000 ชีวิต ต่างมุ่งตรงมายังถนนพหลโยธิน เพื่อร่วมงานเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ชื่อ แดนเนรมิต

“วันนั้นรถติดหนัก คนที่ไปสนามบินดอนเมืองตกเครื่องกันเป็นแถว เพราะคนตื่นเต้นไม่เคยเห็นสวนสนุกมาก่อน เนื่องจากเราเป็นสวนสนุกแห่งแรกของเมืองไทย ตอนนั้นเราเก็บค่าเข้าคนละสามบาท ห้าบาทเท่านั้น” คุณพัณณินเล่า

แดนเนรมิตเริ่มต้นเมื่อกลางปี 2518 หลังจาก ไมตรี กิติพราภรณ์ เจ้าของโรงหนังพาราเมาท์-ฮอลลีวู้ด-โคลีเซียม เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นและเห็นกิจการสวนสนุก บวกกับทราบมาว่าสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ของสหรัฐอเมริกามีนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกเข้าเยี่ยมชม สร้างรายได้มหาศาล จึงเกิดไอเดียอยากสร้างสวนสนุกแบบนี้ในเมืองไทยบ้าง

ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย

พอกลับถึงกรุงเทพฯ ไมตรีจึงติดต่อขอเช่าที่ดินบริเวณทุ่งบางเขน จำนวน 33 ไร่ พร้อมเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท สั่งเครื่องเล่นแปลกๆ จากญี่ปุ่นและอิตาลีเข้ามาติดตั้ง

หลังเริ่มต้นธุรกิจใหม่สักระยะ เป็นเวลาเดียวกับที่ลูกสาวคนกลางเรียนจบปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา และกลับมาเป็นอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พอดี พัณณินในวัย 23 ปี จึงถูกดึงตัวมาช่วยกิจการของครอบครัวในฐานะผู้จัดการสวนสนุกแดนเนรมิต

ก่อนหน้านั้นสวนสนุกที่คนไทยรู้จัก ถ้าไม่เป็นส่วนหนึ่งของห้างสรรพสินค้า เช่นห้างไดมารู ราชดำริ นำม้าหมุนมาติดตั้งที่ชั้นดาดฟ้า ก็เป็นสวนสนุกชั่วคราวอย่างสวนสนุกตามงานวัดที่จัดไม่กี่วันก็รื้อถอนแล้ว แต่แดนเนรมิตเป็นสวนสนุกเต็มรูปแบบแห่งแรกของประเทศไทย และไม่ใช่เพียงเด็กๆ เท่านั้นที่มาเล่นสนุก แต่พัณณิณตั้งใจให้สวนสนุกแห่งนี้เป็นพื้นที่ความสุขของทุกคนในครอบครัว

“ข้อดีอย่างหนึ่งของสวนสนุกคือ ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะถ้าคุณพาครอบครัวไปห้างสรรพสินค้า พ่อไปทาง แม่ไปอีกทาง แล้วเอาลูกไปฝากไว้ที่สวนสนุก พอเสร็จก็ค่อยกลับมารับลูก แต่ถ้ามาเที่ยวสวนสนุกแบบแดนเนรมิตหรือดรีมเวิลด์ ทุกคนต้องเกาะกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน”

เครื่องเล่นจึงเป็นสิ่งที่แดนเนรมิตให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น นอกจากเล่นได้ทั้งครอบครัวแล้ว ยังต้องสนุกสนานและสร้างประสบการณ์ชนิดที่เก็บไปเล่าได้ไม่มีวันลืม

ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย
ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย

เครื่องเล่นชิ้นแรกที่เรียกเสียงฮือฮาสุดคือ รถไฟเหาะ หรือ Roller Coaster ซึ่งถือเป็นของแปลกในยุคนั้น โดยรถไฟจะพาผู้เล่นขึ้นไปท้าความกล้าบนอากาศด้วยความเร็ว ความแรง และความสูง ที่ทำเอาหลายคนหัวหมุน ยืนไม่อยู่ ว่ากันว่าคนสมัยนั้นต้องต่อคิวเป็นร้อยๆ เมตรกว่าจะได้ขึ้น

จากนั้นจึงมีการสั่งซื้อเรือไวกิ้งส์ เครื่องเล่นที่เหมือนโยนเราไปบนตึกสูง 10 ชั้น แล้วปล่อยให้ตกลงมาอย่างรวดเร็ว และรถไฟเหาะตีลังกา หรือ Corkscrew มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ที่เพิ่มดีกรีความระทึกขึ้นกว่าเดิมด้วยการตีลังกา ห้อยหัว จนคุณต้องร้องออกมาด้วยความหวาดเสียว

พัณณินเล่าว่า แต่ละปีจะต้องเดินทางไปตามสวนสนุกตามประเทศต่างๆ เพื่อทดลองเครื่องเล่นที่น่าสนใจ โดยเกณฑ์ในการเลือกนั้นประยุกต์จากประสบการณ์รับชมภาพยนตร์ตั้งแต่ชั้น ป.4 เพราะพ่อเป็นเจ้าของโรงหนัง

“เราดูหนังตลอด แล้วก็ชอบคิดว่าทำไมหนังเรื่องนี้ได้ตังค์ ทำไมอีกเรื่องไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ได้มีเหตุผลตายตัว เป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่า เช่นหนังต่างประเทศที่มีฉากคุยกันเยอะๆ คนไทยไม่ดูแน่ แต่ถ้าเป็นหนังแอ็กชันมีโอกาสเกิดเยอะกว่า แต่ไม่ได้รับประกันทุกเรื่อง เพราะบางทีหนังแอ็กชันก็ตายเหมือนกัน พอมาทำสวนสนุก เราก็รู้ว่าคนไทยขี้กลัว ไม่ชอบเครื่องเล่นที่หวาดเสียวมากๆ พวกหมุนๆ เหวี่ยงๆ เขาไม่กล้าเล่น คราวนี้ก็เลือกง่ายแล้ว”

แต่หนึ่งในเครื่องเล่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดยุคเปิดแดนเนรมิตใหม่ๆ คือ ‘บ้านผี’ เครื่องเล่นสุดคลาสสิกที่ทำหลายคนขนหัวตั้ง

“บ้านผีแดนเนรมิตดังสุดฤทธิ์ คล้ายๆ บ้านผีงานวัด ตลอดยี่สิบปีในวงการสวนสนุก เราทำบ้านผีมาหกเจ็ดครั้ง ยังไงๆ ก็สู้บ้านผีที่ทำครั้งแรกไม่ได้ ตอนนั้นคนปั้นผีทำผีออกมาเจ๋งเลย เราเปิดไฟสว่าง เราอยากโชว์ผี แต่คนไม่ค่อยกลัว ก็เลยมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้คนกลัว เมื่อไปเห็นบ้านผีที่ญี่ปุ่นว่าเขาปิดไฟ เราเลยปิดบ้าง แล้วก็หลอกให้ตกใจโดยเอาอะไรไปเคาะข้างฝา ลูกค้าก็ร้องกันกรี๊ดกร๊าด คนทำก็เริ่มสนุกแล้ว จากนั้นก็เริ่มพัฒนากันเรื่อยมา เช่นนำเทคนิคพิเศษจากฮอลลีวูดมาปรับใช้”

นอกจากเครื่องเล่นแล้ว การจัดโซนพื้นที่ตามธีมต่างๆ ก็เป็นอีกเสน่ห์ที่มัดใจผู้คนได้ไม่รู้ลืม พื้นที่หนึ่งซึ่งกลายเป็นภาพจำของแดนเนรมิตถึงปัจจุบันคงไม่พ้น ‘ดินแดนเทพนิยาย’ ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2529

ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย

บนพื้นที่ 33 ไร่นั้นมีแลนด์มาร์กคือ ‘ปราสาทเจ้าหญิงนิทรา’ ซึ่งจำลองแบบมาจากปราสาทนอยชวานชไตน์บนเทือกเขาแอลป์ เยอรมนี และยังมีขบวนพาเหรดที่ได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูน Walt Disney นำโดยคนแคระทั้งเจ็ดซึ่งจะพาเด็กๆ นั่งเล่นบนรถฟักทองของซินเดอเรลล่า พบมังกรสามหัว ดาบวิเศษเอกซ์แคลิเบอร์ของกษัตริย์อาเธอร์ ห้องศาสตราวุธที่รวบรวมอาวุธโบราณนับร้อยชิ้น สระเจ้าชายกบ ก่อนปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพกับบ้านทรงรองเท้าบูต

รวมทั้งยังมี ‘พิพิธภัณฑ์สัตว์โลกล้านปี’ ซึ่งเป็นครั้งแรกๆ ของเมืองไทยที่มีการจัดแสดงไดโนเสาร์ แถมเจ้าสัตว์ดึกดำบรรพ์นี้ยังมีเสียงและขยับตัวได้อีกต่างหาก และ ‘มูฟวี่เวิลด์’ ซึ่งจำลองฉากภาพยนตร์และตัวละครดังๆ ของฮอลลีวูด ทั้ง Superman, King Kong, Star Wars มาให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสบรรยากาศการถ่ายทำแบบใกล้ชิด จนเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้ไม่น้อย

เพราะฉะนั้น ไม่แปลกเลยว่าเหตุใดแดนเนรมิตจึงกลายเป็นดินแดนแห่งความฝันที่เด็กๆ ในยุคนั้นอยากมาเยือนเพื่อสัมผัสความสนุกสักครั้งในชีวิต

02

ความท้าทายของสวนสนุก

“ไม่เคยมีความฝันอะไรเลยในชีวิต คิดแค่อย่างเดียวคือจะช่วยพ่อช่วยแม่ทำงานแบ่งเบาภาระได้อย่างไร”

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องโดดเข้ามาทำงานบริหารทั้งที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน และที่หนักยิ่งกว่าคือ ตอนนั้นธุรกิจนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย จึงแทบไม่มีตัวอย่างใดๆ ให้ศึกษา ทุกอย่างต้องอาศัยการลองผิดลองถูก การทำงานเป็นทีม และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเรียนรู้จนช่ำชอง

เรื่องหนึ่งที่พัณณินเคยเล่าไว้เมื่อ 35 ปีก่อน คือสวนสนุกมักคึกคักเฉพาะวันหยุด สวนทางกับวันธรรมดาที่เงียบเหงาถึงขั้นมีคนเดินมาถามว่า “วันนี้เปิดหรือเปล่า”

ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย

ทีมงานจึงต้องเติมเครื่องเล่นใหม่ๆ ปีละ 1 – 2 เครื่อง และอีกหมัดเด็ดที่ได้ผลอยู่เสมอคือการเสริมกิจกรรมใหม่ๆ เข้าไปเพื่อเพิ่มความหลากหลาย เพราะคู่แข่งของแดนเนรมิตไม่ได้มีเพียงสวนสนุกเกิดใหม่อย่างแฮปปี้แลนด์หรือสวนสยามเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงห้างสรรพสินค้าที่ทยอยเปิดตัวตามความเฟื่องฟูของเศรษฐกิจอีกด้วย

“สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำให้ทั้งครอบครัวพอใจ เพราะถ้าเด็กอยากไปสวนสนุก แต่พ่อแม่บอกเด็กว่า เดี๋ยววันนี้ไปห้างแล้วซื้อไอศกรีมให้ก็จบแล้ว เราจึงต้องทำให้พ่อแม่มีความสุขในการมาที่นี่ด้วย หรือทำให้สนุกจนลืมร้อนไปเลย เช่นมีเครื่องเล่นที่เขาเล่นกับลูกได้ มีที่ให้นั่งพัก ให้ถ่ายรูป การทำสวนสนุกก็เหมือนอาหาร จะทำอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคนหนึ่งชอบอย่าง อีกคนอาจชอบอีกอย่าง เราก็ต้องทำอะไรที่มันกลางๆ ซึ่งทุกคนทานได้ ไม่แพงมาก

“ที่สำคัญคือ ต้องคิดถึงภาพรวมเป็นหลัก ถ้าคิดว่าเครื่องเล่นเป็นสิบเป็นร้อยล้าน เก็บครั้งละสิบยี่สิบบาท กว่าจะคืนทุนก็อีกห้าสิบหกสิบปี แบบนี้ไม่ต้องไปคิดเลย เพราะความจริงเรายังมีค่าบัตรผ่านประตู ค่าอาหารต่างๆ ที่เข้ามาช่วย”

ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย

สำหรับกิจกรรมในแดนเนรมิตนั้นมีตั้งแต่คอนเสิร์ตจากศิลปินดัง เช่น พุ่มพวง ดวงจันทร์, สายัณห์ สัญญา, นันทิดา แก้วบัวสาย รวมถึงโชว์ดีๆ อย่างกายกรรมเหิรเวหาท้ามฤตยู จากคณะ The Nerveless Nocks ประติมากรรมปราสาทน้ำแข็งจากประเทศจีน กายกรรมสะท้านโลกจากเวียดนาม และ ซูเปอร์ด็อก บ๊อก บ๊อก โชว์ จากสหรัฐอเมริกา

“โชว์หนึ่งที่ชอบมากคือเด็กที่เป็นนักบวกเลข วันหนึ่งไปนั่งดูทีวีในร้านอาหารที่ญี่ปุ่น เห็นเด็กอายุราวๆ สิบขวบคิดเลขหลักล้านคูณด้วยหลักแสน ใช้เวลาเพียงสองวินาทีเอง ตอนแรกก็คิดว่าเล่นกล ปรากฏว่าไม่ใช่ มันเป็นเรื่องการศึกษาและการฝึกฝน”

แต่ไม่ใช่ทุกการแสดงจะประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะมีหลายครั้งที่เดาใจลูกค้าผิด

“เราเคยจัดประกวดแดรกคูลาแล้วมีคนมาสมัครแค่หนึ่งถึงสองคน จนต้องไปบอกคนสมัครว่าขอยกเลิก แล้วก็เคยประกวดโนบิตะในเรื่อง โดราเอมอน เพราะช่วงนั้น โดราเอมอน ดังมาก ไม่มีคนสมัครเหมือนกัน คือไม่ได้คิดไงว่าโนบิตะเป็นเด็กดื้อ เด็กก็เลยไม่เข้าประกวด เพราะก่อนหน้านี้จัดประกวดเจ้าหญิง มากันเป็นร้อยเลย” อดีตผู้บริหารแดนเนรมิตกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ไม่เพียงการสร้างพื้นที่ให้น่าเที่ยวที่สุด การตลาดเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้แดนเนรมิตประสบความสำเร็จ ตั้งแต่เพลงโฆษณาซึ่งมีเนื้อร้องที่ติดหู จำง่าย “…รอยยิ้มแจ่มใส เสียงหัวเราะนั้นแสนจะมีสุขเสรี เรามาพร้อมกัน… พร้อมใจไปเที่ยวไปในแดนเนรมิต แดนเนรมิต…” รวมถึงสโลแกน ‘สนุกสุดแสน เที่ยวแดนเนรมิต’ ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์การเป็นพื้นที่สร้างความสุขของผู้คนเป็นอย่างดี

ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย

นอกจากนี้ แต่ละปีทีมครีเอทีฟยังต้องสร้างโปรโมชันใหม่ๆ มานำเสนอ เช่น คิดค่าผ่านประตูคนละบาทในวันเด็ก ซึ่งมีเด็กมาเที่ยวตั้งแต่เช้ายันเย็นเกือบแสนคน หรือ 12 สิงหาพาแม่เที่ยวฟรี ตลอดจนร่วมมือกับโรงเรียนต่างๆ พานักเรียนมาเที่ยวในวันธรรมดา ทำให้วันที่เคยเงียบเหงากลับมาคึกคักได้

เพราะสำหรับพัณณินแล้ว แดนเนรมิตไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่เด็กและครอบครัว ดังที่นิตยสาร Reader’s Digest เคยระบุว่า ประสบการณ์ในวัยเด็กที่เด็กจดจำได้มากที่สุด คือการมาเที่ยวสวนสนุก

03

25 ปีแห่งความทรงจำ

หลังผ่านร้อนผ่านหนาว สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแก่ผู้คนมานานร่วม 2 ทศวรรษ ในที่สุดวันที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นก็มาถึง เมื่อสัญญา 25 ปี ที่ไมตรีทำไว้กับเจ้าของที่สิ้นสุดลง

ด้วยราคาที่ดินซึ่งขยับเพิ่มสูงขึ้นตามเวลาและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าซึ่งเกิดขึ้นเรียงรายเต็มไปหมด ทำเลของแดนเนรมิตคับแคบมาก แถมอยู่ติดกับหน่วยราชการอย่างกองทะเบียน กรมตำรวจ จึงขยับขยายหรือเพิ่มพื้นที่ไม่ได้

ที่สำคัญ ก่อนหน้านั้น 7 ปี ผู้บริหารได้ลงทุนซื้อที่ดินย่านคลองสามเพื่อพัฒนาสวนสนุกแห่งใหม่ ‘ดรีมเวิลด์’ ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2536 จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญา เท่ากับว่าตำนานสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของเมืองไทยต้องปิดฉากลงโดยปริยาย

ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย
ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย

“เราสู้ค่าเช่าของที่ดินในเมืองไม่ไหว เพราะตอนเริ่มสร้างแดนเนรมิตอยู่นอกเมือง แต่ตอนนั้นแถวลาดพร้าวกลายเป็นเมืองไปแล้ว เราเลยอพยพมาแถวรังสิตซึ่งที่ถูกหน่อย เราไม่อยากใช้ชื่อเดียวกัน เพราะมันคาบเกี่ยวกันอยู่ อีกอย่างคือแดนเนรมิตเรียกยาก ฝรั่งเรียกไม่ถูก บางคนถามว่าแดนเนรมิตกับ Magic Land เป็นที่เดียวกันหรือเปล่า เราก็เลยใช้ชื่อ Dream World เพื่อให้ทุกคนเรียกได้”

แต่ถึงจะรู้ว่าต้องปิดตัว แดนเนรมิตก็ยังพยายามนำเสนอเครื่องเล่นและการแสดงใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ปลาหมึกยักษ์ หรือโกคาร์ท เพื่อให้สวนสนุกแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่เติมเต็มความสุขอย่างสมบูรณ์

และในเดือนสุดท้าย พฤษภาคม 2543 อำพล สุทธิเพียร หัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์ ได้คิดแคมเปญพิเศษ ‘แดนเนรมิต…ฉันจะคิดถึงเธอ’ เพื่อตอบแทนลูกค้าที่สนับสนุนสวนสนุกแห่งนี้ต่อเนื่องถึง 25 ปี โดยในวันอาทิตย์ที่ 28 ซึ่งเป็นวันปิดแดนเนรมิต มีลูกค้ามาเที่ยวตั้งแต่เช้ายันค่ำร่วม 50,000 คน เพื่อร่วมส่งท้ายดินแดนแห่งความทรงจำนี้ตลอดกาล

ความทรงจำ 25 ปีเรื่อง แดนเนรมิต ของสุภาพสตรีผู้บุกเบิกสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของไทย

“วันสุดท้ายคนมาเยอะมาก ไม่คิดว่าจะมากันขนาดนี้ แน่นอน ถึงจะเสียดาย แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป ที่ผ่านมาแดนเนรมิตเองก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเองดีที่สุดแล้ว เราเป็นสวนสนุกแห่งแรกที่มีรถไฟเหาะ มีปราสาท มีอะไรที่ยูนิก ที่สำคัญ เราคิดเสมอว่าความสุขของเราคือการทำให้คนมาใช้บริการมีความสุข แค่นั้นก็พอแล้ว” พัณณินย้อนเรื่องราวอันน่าประทับใจ

04

ดรีมเวิลด์’ และวันต่อๆ ไป

แม้วันนี้แดนเนรมิตจะเหลือเพียงตำนาน แต่ครอบครัวกิติพราภรณ์ยังคงเดินหน้าทำสวนสนุกไม่เปลี่ยนแปลง

ดรีมเวิลด์ในวัยใกล้ 26 ปี ถึงไม่เหมือนแดนเนรมิตเสียทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารหญิงและทีมงานยังคงรักษาไว้ได้คือ เสน่ห์ของสวนสนุกที่เน้นการเปิดประสบการณ์แก่ผู้มาเยือน

“การทำสวนสนุกนั้นดีอย่างตรงที่ไม่ได้มีเทรนด์อะไรมากมาย และไม่ได้ถูกท้าทายในแง่ของ Technology Disruption มากนัก คุณสวมวีอาร์เล่นรถไฟเหาะอยู่กับบ้านก็ได้ แต่มันคงรู้สึกไม่เท่ามาเล่นที่สวนสนุก ซึ่งความเห็นของเราอาจผิดก็ได้ ดังนั้น เราต้องพยายามค้นหาสิ่งที่ลูกค้าชอบและสนใจต่อไปเรื่อยๆ

“สิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจคือเคยเจอชาวอเมริกันคนหนึ่ง อยู่ที่ฟลอริดา มาบอกว่า เขาชอบสวนสนุกของเรา พอถามว่าทำไม เพราะที่ฟลอริดาก็มีดิสนีย์แลนด์ เขาเลยบอกว่า ดรีมเวิลด์มีเสน่ห์ในตัวเอง ลูกชายเขาก็ชอบ แน่นอน ถึงที่นี่จะไม่ใช่สวนสนุกที่ดีที่สุดในโลก แต่อย่างน้อยเราก็ทำให้มันเป็นสวนสนุกที่คนสนุกและชอบได้”

พัณณิน กิติพราภรณ์ กรรมการผู้จัดการสวนสนุกดรีมเวิลด์

ตลอด 4 ทศวรรษของการทำสวนสนุก พัณณินบอกว่า แม้จะเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งน้อยเพราะความเสี่ยงสูง ต้องบริหารบุคลากรมากมายหลายฝ่าย อีกทั้งยังต้องใช้งบลงทุนมหาศาลเพื่อซื้อเครื่องเล่นจากต่างประเทศ ซึ่งหากเสียหายขึ้นมาก็มีค่าไม่ต่างจากเศษเหล็กชิ้นหนึ่ง แต่เธอก็มีความสุข และไม่เคยคิดที่จะหยุดหรือเกษียณตัวเองเลย

“เคยคิดเหมือนกันว่าเราแก่แล้ว ไม่มีใครทำต่อจะเป็นยังไง โชคดีที่มีหลานๆ สนใจอยากทำต่อ แต่เราก็ยังปล่อยไม่ได้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องจัดการ เนื่องจากดรีมเวิลด์ไม่ได้เน้นเรื่องโปรโมชันอีกแล้ว แต่เน้นการจัดการให้คนมีความสนุกสนานและประสบการณ์ที่แตกต่าง ทำให้อยากกลับมาเรื่อยๆ เพราะส่วนตัวเชื่อว่า ถ้าเรามุ่งมั่นและพยายามใส่ใจดูแล ทำให้ดีทุกมิติ สุดท้ายสวนสนุกแห่งนี้ก็ไปต่อได้”

แม้วันนี้จะไม่มีใครรู้อนาคตว่าต่อไปธุรกิจสวนสนุกจะเป็นเช่นไร แต่เรื่องนี้ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือ ประสบการณ์ที่ทุกคนได้รับจากสวนสนุก คือสิ่งพิเศษที่ไม่มีอะไรมาแทนที่ได้

ถ้าไม่เชื่อก็ลองกลับไปเที่ยวสวนสนุกกันอีกสักครั้ง

พัณณิน กิติพราภรณ์ กรรมการผู้จัดการสวนสนุกดรีมเวิลด์

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • สัมภาษณ์คุณพัณณิน กิติพราภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อะมิวส์เม้นท์ ครีเอชั่น จำกัด วันที่ 27 สิงหาคม 2562
  • นิตยสารพลอยแกมเพชร ปีที่ 14 ฉบับที่ 336 วันที่ 31 มกราคม 2549
  • นิตยสารมีเดีย ปีที่ 3 ฉบับที่ 33 เดือนมีนาคม 2530 
  • นิตยสารสเกล ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 เดือนตุลาคม 2529
  • หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9525 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2527
  • วิทยานิพนธ์ สวนสนุก: การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจการพักผ่อนหย่อนใจในกรุงเทพ ปี พ.ศ.2470-2540 โดย ภาสวร สังข์ศร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • วิทยานิพนธ์ การศึกษาปัญหาและแนวโน้มทางด้านการตลาดของสวนสนุกในกรุงเทพมหานคร โดย บุญธรรม สิริกุตตา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • หนังสือ Thailand Tourism: The Early Days การท่องเที่ยวไทยในวันวาน เขียนโดย สตีฟ แวน บีค และเรียบเรียงโดย รอย ฮาวเวิร์ด

Writer & Photographer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load