“…ในค่ำคืนที่ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้ ฉันยังคงก้าวไป ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำไป ในคืนที่หลงทาง นาทีที่ความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้ฉันยังมีจุดหมาย ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย…”

เสียงเพลง แสงสุดท้าย ดังกึกก้องไปทั่วประเทศ หลังจาก ตูน Bodyslam ชายผู้วิ่งจากเบตงถึงแม่สาย ก้าวเท้าเข้าเส้นชัย ช่วงหัวค่ำของวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ในสายตาคนจำนวนไม่น้อยแล้ว เพลงนี้อาจเป็นสัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจ ความหวัง และความเสียสละ

แต่ในมุมของทีมเขียนเพลงที่อยู่เบื้องหลังแล้ว นี่คือสิ่งที่เกินฝัน เพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า เพลงลำดับ 6 จากอัลบั้ม ‘คราม’ ซึ่งแทบไม่เคยถูกโปรโมตจริงจังหรือผลิตเป็นมิวสิกวิดีโอ จะเข้ามาอยู่ในใจของผู้คนนับล้านชีวิตเช่นนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เป็นเวลากว่า 16 ปีแล้วที่มีโลโก้สีเขียวเขียนคำว่า Mango Music Making Group ปรากฏบนปกอัลบั้ม

พวกเขาได้ผลิตผลงานสุดคลาสสิกออกมานับไม่ถ้วน ผ่าน 3 ศิลปินร็อกแถวหน้าของเมืองไทย Big Ass, Bodyslam และ Labanoon หลายเพลงถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมาไม่ต่ำกว่าร้อยล้านครั้ง และบางเพลงกลายเป็นซาวนด์แทร็กประกอบชีวิตของใครหลายคน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากขอพาทุกคนไปพบกับสมาชิกทั้ง 7 ของ ‘Mango Team’ โป-สุเมธ โปษยะนุกูล, อ๊อฟ-พูนศักดิ์ จตุระบุล, หมู-อภิชาติ พรมรักษา, กบ-ขจรเดช พรมรักษา, ป้อม-สุรชัย พรพิมานแมน, เหนือ-เหนือวงศ์ ต่ายประยูร และ ตั๊ด-วิรชา ดาวฉาย เพื่อพูดคุยถึงกระบวนการทำงาน ตลอดจนมิตรภาพบนเส้นทางสายดนตรีที่ฟูมฟักมานานกว่า 2 ทศวรรษ

01

วิกฤตสร้างโอกาส

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2540 ณ ออฟฟิศเล็กๆ ในซอยพร้อมศรี สุขุมวิท 39 

ชายหนุ่ม 5 คน อ๊อฟ หมู กบ แด๊กซ์ และต้น นั่งประจันหน้ากับ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เจ้าของค่าย Music Bugs เพื่อนำเสนอผลงานเดโม 4 เพลงที่พวกเขาช่วยกันทำขึ้นมา

เมื่อเสียงอินโทรเพลงแรกดัง ทั้ง 5 คนต่างลุ้นระทึก เฝ้ารอปฏิกิริยาของศิลปินรุ่นใหญ่ เพราะที่ผ่านมาค่ายอื่นฟังเพียงเท่านี้ก็ตอบปฏิเสธ แต่สิ่งที่ธเนศทำต่างจากคนอื่น เพราะเขานั่งไล่ฟังทีละเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังชวนนักแต่งเพลงในค่ายมาร่วมฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก่อนนำไปสู่การเซ็นสัญญา Big Ass อย่างเป็นทางการ

Big Ass ยื่นข้อเสนอขอทำเพลงเองหมด แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ ธเนศจึงตะล่อมว่า ยังมีอีกวิธีคือ เขียนมาแต่โครงโมเลดี้ อย่าเพิ่งใส่เนื้อ เพราะที่นี่มีทีมเขียนเนื้อเพลงมืออาชีพอยู่แล้ว โดยมีเหนือวงศ์เป็นสมาชิกคนสำคัญ

“เราสงสัยว่าเหนือวงศ์เป็นใคร เลยไปสืบประวัติ เคยเขียนเพลงความหวัง ดวงดาว รองเท้า หัวใจ ของ เจ-มณฑล เราก็เลยลองทำตามที่พี่เขาเสนอมา อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง ไอ้นี่ก็ส่งมาเลย เพลงเจี๊ยวจ๊าว ฮ่า! จะรอดหรือเปล่า เลยไม่ยอม กูต้องมีส่วนร่วมด้วย เลยไปเขียนด้วยครึ่งหนึ่ง นับจากนั้นจึงสนิทกับเหนือมาตลอด เหมือนเป็น Big Ass คนที่หก” กบย้อนความทรงจำ

ทว่า Not bad อัลบั้มแรกของ Big Ass กลับทำยอดขายได้เพียง 20,000 ตลับ อัลบั้มถัดมาจึงถูกเบรกไว้ก่อน หมู กบ และอ๊อฟ หันมาทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะกบเข้าไปขอกับธเนศเพื่อร่วมทีมเขียนเนื้อ

แล้วโอกาสก็มาถึง เนื่องจากผลประกอบการของ Music Bugs ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงขั้นมีแผนจะปิดบริษัท นักเขียนเพลงต่างทยอยลาออก เหลือเพียง กบ เหนือ และ กวาง-ณัฐภพ พรหมสุนทรสกุล ผู้แต่งเพลง รักเธอประเทศไทย 

ครั้งนั้น บริษัทตั้งใจจะผลิตงานของ Labanoon วงดนตรีน้องใหม่จากเวที Hotwave Music Award เป็นการสั่งลา กบได้เขียนเพลง อย่าง ความรู้สึก, หนักใจ, เพ้อ และ อมยิ้ม ส่วนเหนือเขียนเพลงเดียวคือ ยาม ที่เหลือเป็นหน้าที่ของกวาง โดยอ๊อฟกับหมูมาช่วยเรื่องดนตรีและเล่นกีตาร์ในบางเพลง 

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ อัลบั้มที่ชื่อว่า นมสด กลับมียอดขายทะลุล้านตลับ ยิ่งเพลง ยาม ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ส่งผลให้ Music Bugs ฟื้นตัว และนำมาสู่การคืนชีพของทีมเขียนเพลง โดยมีนักแต่งเพลงหน้าใหม่หลายคน อาทิ วิภว์ บูรพาเดชะ, โน้ต-เนติ ผ่องพุทธคุณ และ ป้อม สุรชัย ช่วยกันผลิตร็อกวัยรุ่นดีๆ ออกมา

จุดเปลี่ยนของพวกเขาเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2545 เมื่ออ๊อฟจับมือกับ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย อดีตนักร้องนำวงละอ่อน ทำโปรเจกต์ Bodyslam ขึ้นมา

ความจริงโครงการนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากค่าย แต่ด้วยความที่อ๊อฟคุ้นเคยกับตูนมานาน อยากสนับสนุนให้ทำตามฝัน จึงช่วยกันทำเพลงออกมาถึง 12 เพลง และด้วยเมโลดี้ที่โดดเด่นและไพเราะ ในที่สุดค่ายจึงยินยอม โดยกำหนดเวลาเขียนเนื้อเพลง 2 สัปดาห์ และยังต้องผลิตงานของอีกวงตามแผนเดิมที่บริษัทวางไว้ด้วย

“ตอนกลางวันประชุมวงหนึ่ง ตอนกลางคืนเราก็แอบไปทำ Bodyslam แต่ทำออกมาแล้ว ปรากฏว่างานแอบทำเพราะกว่างานหลักอีก” เหนือวงศ์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ 

“พอเขาบอกมีเวลาเท่านั้น เราก็เรียกประชุมเลยว่าจะเอาไง ก็แจกเนื้อกันไป พี่ป้อมเขียน ยกโทษ เหนือ เขียนอากาศ ผมเขียน งมงาย โน้ตเขียน สักวันฉันจะดีพอ มีพี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียน เผื่อไว้ กับ ย้ำ แล้วก็มีพี่วิภว์ด้วย รวมพลังกันหกคน บ้ามาก ตูนกับอ๊อฟก็ไปนอนอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของผม ตะบี้ตะบันจนเสร็จ” กบฉายภาพการทำงาน

เนื้อเพลงส่วนใหญ่ของ Bodyslam มุ่งเน้นไปยังเรื่องความฝัน ความเชื่อของวัยรุ่นเป็นหลัก โดยตั้งใจอยากให้เป็นเพลงประกอบชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกๆ ที่พวกเขากำหนดทิศทางของอัลบั้มอย่างชัดเจน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“ภาพที่เรานึกถึงเวลามองตูนคือ เด็กคนนี้มีอะไรแปลกๆ กว่าคนอื่น มีความบ้าพลัง มีความรักที่แน่วแน่ ซึ่งผมรู้สึกว่าเด็กวัยรุ่นน่าจะเห็นคนนี้เป็นตัวอย่างได้ แต่ทำยังไงจึงจะสื่อสารให้คนได้เห็นบุคลิกของเขาจริงๆ ทำให้รู้สึกได้ว่า ความรักที่ดี ความทุ่มสุดตัวยังมีอยู่ คนฟังต้องได้เห็นจากวงนี้” อ๊อฟในฐานะโปรดิวเซอร์อธิบายแก่นความคิด

“จำได้ว่าตอนที่อ๊อฟมาพรีเซนต์ในห้องประชุม เปิดคำว่า Bodyslam แปลว่าทุ่มสุดตัว ชื่อน่าสนใจมาก แล้วตูนก็สุดจริงๆ สุดทุกทาง เราเลยกำหนดธีมหลักเป็น College Sound แล้วมาคุยกันว่า ในมหาวิทยาลัยมีเรื่องอะไรบ้าง ความรัก ไฟแรง อะไรต่างๆ ก็ประมวลกันมา พูดง่ายๆ คือเราใช้คำว่า College Sound คลุมทุกอย่าง ตั้งแต่การเขียน ไปจนถึงตัวปก ซึ่งถ่ายในโรงหนัง ให้อารมณ์เหมือนหนังเรื่อง American Pie” กบ ผู้ดูแลส่วนของคำร้องเล่าถึงขั้นตอนการทำงาน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

แต่ถึงกระบวนการต่างๆ จะผ่านมาได้ด้วยดี กลับยังมีอุปสรรคให้พวกเขาต้องตามแก้อยู่ไม่น้อย เช่น ห้องอัดในบริษัทไม่ว่าง อ๊อฟจึงไปติดต่อฟาติมา สตูดิโอ ขอใช้ในราคาพิเศษ แถมระยะเวลาการทำงานก็จำกัดมาก เนื่องจากมีเวลาบันทึกเสียงเพียง 14 วันเท่านั้น ทั้งหมดจึงต้องเร่งทำทุกอย่างให้เสร็จเร็วที่สุด

“ผมจำได้ว่า อ๊อฟบอกว่าจะไม่ทำสิบสองเพลงอีกแล้ว” ป้อมย้อนความหลัง

“พอทำเยอะมันเหนื่อย ไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่ เราต้องรีบมาก เอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปทำให้ได้ แต่ก็ทำให้เราได้ฝึกบริหารจัดการการจบอัลบั้ม ได้เห็นภาพการทำงานแบบครอบคลุมเลย” อ๊อฟช่วยเติมภาพให้สมบูรณ์

นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแบบ Mango Team แม้ตอนนั้นชื่อนี้จะยังไม่มีอยู่บนโลกก็ตาม พร้อมกับสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นมาถึงทุกวันนี้

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

02

Dream Team

ผลพวงของอัลบั้ม Bodyslam นอกจากจะเป็นการให้กำเนิดวงร็อกแถวหน้าวงหนึ่งของเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขายังมีโอกาสได้รู้จักกับโป นักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมอีกคนหนึ่ง

เดิมทีโปทำงานอยู่ที่ Sony Music เคยเขียนเพลงให้อัยย์ วีรานุกุล, โน้ต-ตูน และซาร่า ผุงประเสริฐ เคยออกผลงานของตัวเองมาแล้วชุดหนึ่งชื่อ กล่องแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเป็นคนมิกซ์เพลงคู่ใจ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ 

เวลานั้นป้างกำลังทำอัลบั้มหัวโบราณและมาใช้ห้องอัดฟาติมา เช่นเดียวกับ Bodyslam โดยป้างอัดห้องใหญ่ ส่วนวงจาก Music Bugs อัดห้องเล็ก และทั้งหมดใช้ห้องพักส่วนกลางร่วมกัน

“ความจริงเรียกว่าใช้ห้องร่วมกันไม่ได้ เพราะห้องมันเล็กมาก พอพี่ป้างเปิดประตูออกมา ไม่ที่นั่งเลย เพราะจะมีอาหารจากบ้านหมูเต็มโต๊ะไปหมด พี่ป้างแกเกรงใจเลยบอกออกไปกินข้างนอกกันไหม” โปเล่าภาพในตอนนั้น

กระทั่งวันหนึ่งก็มีเหตุให้พวกเขาต้องสุงสิงกัน หลังจาก Liam Laurence ซาวนด์เอ็นจิเนียประจำฟาติมา ทักอ๊อฟมาว่า อัลบั้มหัวโบราณกับอัลบั้ม Bodyslam มีเพลงชื่อซ้ำกันอยู่เพลงหนึ่ง คือ อากาศ อยากให้ลองคุยกับป้างก่อน จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง ปรากฏว่าป้างไม่ติดใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ พอคุยไปเรื่อยๆ ก็ถูกคอ ถึงขั้นไปสังสรรค์ด้วยกันบ่อยๆ ภายหลังป้างเลยชวนโปไปร่วมแก๊งด้วย ทั้งหมดจึงเริ่มสนิทกัน

ในปีถัดมา Music Bugs อยากให้อ๊อฟเร่งปล่อยอัลบั้มชุดใหม่ของ Bodyslam กบจึงคิดถึงโป อยากชวนมาร่วมทีมด้วย เพราะภาพที่เขาฝันเห็น คือทีมเขียนเพลงแบบแกรมมี่ ซึ่งรวมคนเก่งๆ ที่เขียนเพลงหลากหลายสไตล์ไว้ด้วยกัน เช่น ดี้-นิติพงศ์ ห่อนาค เขียนเพลงโดน, นิ่ม สีฟ้า-กัลยารัตน์ วารณะวัฒน์ เขียนเพลงรัก หรือ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ เขียนเพลงปรัชญา ซึ่งตามโครงสร้างของทีมนี้ กบเชื่อว่ามีศักยภาพพอ

“ผมคิดว่าการที่อัลบั้มหนึ่งมีลายมือครบแล้วมันเวิร์ก ทีมเรามองหน้ากัน ก็พอได้นี่หว่า เหนือวงศ์เป็นพี่ดี้ พี่โปเป็นพี่เขตต์ พี่ป้อมเป็นพี่นิ่ม ร่างลายแทงไว้แบบไหน แล้วพยายามประกอบร่าง รวมทีมคร่าวๆ” กบอธิบาย

“ไม่รู้ว่าเห็นจากอะไร เพราะตอนนั้นผมเขียนแต่เพลงโน้ต-ตูน มันร็อกยังไง” โปตบท้าย

เพลงแรกที่โปเข้ามาเขียน คือ Bodyslam เกิดมาจากไอเดียของกบที่มองว่า วงดังๆ มักมีชื่อเพลงเป็นชื่อเดียวกับวง เช่น คาราบาว มีเพลง มนต์เพลงคาราบาว เพราะฉะนั้น Bodyslam ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

“จำได้ว่าไปส่งท่อนฮุกที่ร้านแถวศรีนครินทร์ แล้วส่งเนื้อที่บ้านเก่าของอ๊อฟตรงลาดพร้าว 18 ไปส่งด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่ได้รู้จักกับตูนเป็นการส่วนตัว เลยตั้งใจเขียนต่อยอดจากชุดแรก พูดเรื่องความเชื่อในความฝัน ยังไม่ถึงระดับความเชื่อในชีวิต เหมือนเด็กอยากทำ แล้วผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ทำ แต่จะทำให้ได้” พี่ใหญ่เล่าถึงก้าวแรกของการร่วมทีม

“ตอนนั้นพี่โปเขียนว่า ‘นี่แหละคือชีวิตที่ต้องการ แค่ได้ทำสิ่งนั้นที่ใจฝัน’ คือเริ่มมีฝันเข้ามาแล้ว เพลงนี้วงจะเล่นทุกคอนเสิร์ตเลย เขาชอบ เหมือนเป็นการเพิ่มแรงอะไรสักอย่างในตัวเอง” กบช่วยเสริม

นอกจากเพลง Bodyslam โปยังเขียนเพลงเปิดอัลบั้มคือ ให้รักคุ้มครอง และ มีแค่เธอก็เกินพอ ขณะที่เหนือเขียนเพลงความซื่อสัตย์ และ หลังฝน ส่วนกบรับเหมาเขียนเพลงที่เหลือ อาทิ ปลายทาง หวั่นไหว และ จันทร์ยังเต็มดวง

Drive โด่งดังไม่แพ้ชุดแรกเลย แต่กลับเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่กบ หมู และอ๊อฟ ทำงานร่วมกับค่าย Music Bugs เนื่องจาก Big Ass และ Bodyslam ตัดสินใจย้ายสังกัด โดยเหนือกับป้อมยังเป็นพนักงานประจำอยู่ที่เดิม

แต่ด้วยความรู้สึกที่อยากทำงานร่วมกัน พวกเขาจึงรวมตัวเป็นกลุ่มชื่อว่า ‘Mango Team’

“เราแค่อยากทำงานเหมือนเดิม ย้ายค่ายก็ย้ายไป เลยมานั่งรวมตัวกันที่บ้านผม แล้วไหนๆ เลยคิดว่าควรจะมีชื่อทีมด้วย เพื่อเอาไปใส่ในปก น่าจะเท่ดี พอดีที่บ้านมีต้นมะม่วงพอดี เลยใช้คำว่า Mango เพราะดูเป็นชื่อง่ายๆ แต่ถ้าลองแยกคำว่า Man กับ Go ก็คือกลุ่มผู้ชายที่อยากจะออกไปข้างหน้า แต่ถ้าห่ามๆ หน่อยก็คือ แม่งโก้” อ๊อฟเล่าที่มาที่ไป

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

03

ความสมดุลที่ลงตัว

Mango Team เปิดตัวอย่างอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 พร้อมกับ Seven อัลบั้มแรกของ Big Ass ในรั้ว Genie Records

สิ่งหนึ่งที่ต่างจากช่วงเป็นทีมเขียนเพลงของ Music Bugs คือ Mango Team วางบทบาทของตัวเองในฐานะของทีมโปรดักชัน ทำงานครอบคลุมตั้งแต่คิดชื่ออัลบั้ม คอนเซปต์ เนื้อร้อง ทำนอง ดูแลการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

อัลบั้มแต่ละชุดมีอ๊อฟเป็นโปรดิวเซอร์ คอยกำหนดทิศทางของงาน มีหมูมาเสริมในส่วนของดนตรี และเมื่อโครงเมโลดี้เสร็จ อ๊อฟก็จะมานั่งเล่าภาพรวมว่า สีของอัลบั้มควรเป็นอย่างไร ดนตรีต้องจัดจ้านแค่ไหน บางครั้งก็โยนไอเดียเป็นชื่อเพลงให้ด้วย โดยแรงบันดาลใจก็มาจากสถานการณ์รอบตัว เช่น ข้าน้อยสมควรตาย เกิดขึ้นช่วงที่นักร้องนำของวง Big Ass โด่งดังเป็นข่าวหน้า 1 หรือ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ของ Bodyslam มาจากภาพยนตร์เรื่อง Life Of Pi

ขณะที่ตัวศิลปินเองก็มีหน้าที่มาถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้นักแต่งเพลงคอยดักคำพูดหรือความคิดมากลั่นกรองเป็นเนื้อเพลงอีกที

“อย่าง Big Ass แก่นของวงค่อนข้างชัด วงจึงเขียนเองซะเยอะ แต่ถ้าเป็น Bodyslam ตูนจะมานั่งเล่าว่าจากอัลบั้มที่แล้วถึงอัลบั้มนี้เจออะไรมาบ้าง เขาจะจดเก็บไว้ ทีมเขียนเนื้อก็จะคอยช้อน อันนี้เป็นเพลงได้ ดังนั้น เก้าสิบเปอร์เซ็นต์จึงมาจากตัวศิลปินเลย เรามีทำหน้าที่แค่เอาแก่นความคิดมาขยาย มาถ่ายทอดให้สื่อสารกับคนได้” ป้อมอธิบาย

“ปกติตูนมีไอเดียเยอะ เพียงแต่แรกๆ เขาอาจเรียบเรียงคำไม่ถูก ต้องพยายามจับใจความกันนิดหนึ่ง โดยมีกบเป็นคนถอดรหัสมอร์ส แต่พอชุดหลังๆ เขาค่อนข้างแม่น บางทีมาเป็นชื่อเลย เช่น วิชาตัวเบา พอชื่อชัด ด้วยการที่เราทำงานกันมานาน ความคิดของแต่ละคนก็จะปิ๊งขึ้นมาเลยว่า เพลงต้องเป็นแบบนี้ มันก็ง่ายขึ้น” โปเสริมภาพให้ชัด

“อย่าง Labanoon ชุดที่แล้วก็สนุกมาก เราทำด้วยความคิดถึง เพราะอยู่กับวงตั้งแต่แรก แล้วเขาหายไปไม่รู้กี่ปี ตอนมานั่งคุยว่าจะทำอะไร เล่าเรื่องอะไร เลยคิดว่าควรเล่าเรื่องที่เขาเคยเป็น ไม่ต้องทำอะไรยาก เขียนแบบเดิมๆ แล้วอ๊อฟก็มีคลังชื่อเพลงเยอะมาก เปิดมา ศึกษานารี พลังงานจน โดนหมดเลย” กบเล่าถึงอัลบั้ม N.E.W.S. 

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง
Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

เมื่อคอนเซปต์เรียบร้อย กบจึงแจกจ่ายทำนองไปยังนักแต่งเพลง ซึ่งแต่ละคนจะมีสไตล์ของตัวเองชัดเจน อย่าง ป้อมเหมาะกับเพลงภาษาสวยงาม ภาษาดอกไม้ เล่าเรื่องที่เป็นอารมณ์มากๆ แต่ถ้าต้องการเพลงที่เตะก้านคอได้ ก็ต้องเป็นเหนือวงศ์ ส่วนโปรับหน้าที่เพลงที่ต้องการมิติความลึก ดูเข้าใจโลก ขณะที่กบดูแลภาพรวมเป็นหลัก

“พอฟังเมโลดี้จะดมกลิ่นได้ รู้เลยว่าทางนี้ต้องมาที่พี่โป ไอ้เหนือ หรือตาป้อม เมโลดี้จะบอกคาแรกเตอร์บางอย่าง แต่ปกติถ้าเป็น Bodyslam ซิงเกิลแรก ถ้าไม่ใช่ผมก็จะเป็นเหนือสลับกันไป เพราะเราเขียนมาตั้งแต่ day 1 เหมือนอยู่ในชีวิตเขาไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าดูแล้วยาก เขียนไม่ไหวถึงให้เพื่อนเขียนแทน” กบ ในฐานะ Lyrics Producer ตบท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

หัวใจหลักของการเขียนเพลง คือการผสมผสานความเป็นตัวเองกับตัวตนของศิลปินอย่างไรให้ลงตัว

โปกล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่มีเพลงใดเลยที่เขาไม่ใส่ความเป็นตัวเองลงไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องนำทัศนคติของศิลปินเป็นตัวตั้งก่อน ถึงค่อยนำไอเดียส่วนตัวที่ต้องการสื่อสารเจือลงไป เพื่อให้บทเพลงนั้นกลมกล่อมที่สุด

ส่วนอ๊อฟบอกว่า การทำเพลงต้องสื่อสารกับผู้ฟังได้ ซึ่งบางเรื่องอาจเป็นมุมมองส่วนตัวมากๆ ของศิลปิน หากสื่อสารออกไปตรงๆ คงไม่มีใครเข้าใจ ทีมงานจึงต้องหาวิธีบิดเนื้อหาจนกลายเป็นเพลงที่ทุกคนเข้าถึงได้

“เพลง ข้าน้อยสมควรตาย จุดเริ่มต้นคือ ช่วงที่แด๊กซ์โดนกล่าวหา เราถูกสังคมประณามหนักมาก จนรู้สึกว่าเราผิดขนาดนั้นเหรอ เลยนึกถึงภาพขันที บอกว่าข้าน้อยสมควรตายๆ คือตกลงกูต้องตายใช่ไหม แต่ถ้าเราเขียนออกมาแบบนั้นก็คงไม่น่าฟังแน่ๆ ซึ่งก็ต้องชมทีมงานที่เปลี่ยนสิ่งที่ดูเครียดให้กลายเป็นเพลงน่าฟังได้” โปรดิวเซอร์ประจำทีมกล่าว

“จำได้ว่าตอนนั้นผมโคตรเดือดเลย โดนทีวีด่าทุกวัน อยากด่าคืนบ้าง แต่โชคดีที่พวกเราดึงกันเองได้ เหนือก็พยายามบอกตลอดว่า ต้องผับ ต้องบันเทิง สุดท้ายก็โอเคลองดู ปรากฏว่ารอด ถ้าตอนนั้นเขียนอยู่คนเดียว รับรองเรียบร้อยไปแล้ว” กบช่วยเสริมถึงเพลงเปิดอัลบั้ม Begins

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

การทำงานแบบไม่มีอีโก้ ไม่หวังเอาชนะ พร้อมรับฟังซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ Mango Team ทำงานอย่างราบรื่น โดยหลังจากแยกย้ายไปเขียนเพลง เมื่อถึงกำหนดส่ง พวกเขาจะนำงานทั้งหมดมารวมกัน เพื่อถกเถียงพูดคุย แม้หลายเพลงที่ออกมาอาจไม่สมบูรณ์ บางเพลงต้องปรับ ต้องแก้ ต้องรื้อใหม่ แต่ทุกคนไม่เคยมีปัญหา เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือผลงานที่ดีและตอบโจทย์ศิลปิน

“เราพยายามหาทางทำให้เพลงพอดีกับศิลปิน เวลาส่งเพลง ก็ต้องมั่นใจมากๆ ว่าน่าจะโอเค บางครั้งต้องบอกไปเลยว่า พี่ว่าดี แต่บางอันก็ต้องยอม เพราะคำธรรมดาคำหนึ่ง ถ้านักร้องเขาเชื่อ อาจกลายเป็นคำวิเศษได้ แต่อย่างเพลงของเหนือวงศ์ บางทีก็ต้องลุ้น เพราะภาษาค่อนข้างแหลมและหวือหวาเกินวง เช่น เพลง อากาศ ของ Bodyslam มันเขียนคำว่า ‘อ่ะ’ มาด้วย ‘อยู่ไหนอะ รัก’ ผมก็สงสัยว่าร้องยังไง เหนือก็ร้องให้ฟัง หน้าตูนลอยมาเลย ไม่ร้องแน่นอน จำได้ว่าผมคุยกับอ๊อฟหลายชั่วโมง คือมันดี สะดุดหู แต่บางครั้งคนร้องก็อาจจะรู้สึกว่า ไหวเหรอ” กบเปิดประเด็น

“คือไม่รู้จะเขียนยังไง อยู่ไหนนะรัก มันก็ไม่ได้” เหนือพูดถึงงานของตัวเอง

ครั้งนั้น แม้ตูนจะอิดออดอยู่พักใหญ่และพยายามเสนอคำอื่นแทน เช่น ‘นะ’ หรือ ‘ล่ะ’ แต่ท้ายที่สุดก็ยอมร้อง ด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อทีมงาน ซึ่งต่อมาเพลงนี้ก็ประสบความสำเร็จ และกลายเป็นหนึ่งในเพลงตำนานของ Bodyslam

เช่นเดียวกับเพลง Sticker ซึ่งคอนเซปต์หลักมาจากตัวนักร้องนำเอง

ตอนนั้นตูนเล่าว่า เขาขับรถตามรถคันหนึ่ง แล้วรู้สึกตลกมาก เพราะตัวรถเป็นสีน้ำเงินแต่ดันติดสติกเกอร์ว่า รถคันนี้สีชมพู เลยสงสัยว่าทำไมเจ้าของรถไม่ซื้อรถสีชมพูไปเลย จากนั้นเขาจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าสติกเกอร์แผ่นละ 10 บาทแปะรถได้ ก็น่าจะแปะโลกได้เหมือนกัน

“คอนเซปต์ดีมาก แต่มุมนักเขียนเพลงยากสุดขีดเลย ก็เลยถามเหนือว่าลองดูไหม เพลงนี้จะเล่ายังไง จำได้ว่าตอนมาส่งเนื้อที่บ้านตูน เป็นวันที่ผมตื่นเต้นมาก ตรวจเนื้อพร้อมกัน แจกกันคนละแผ่น เนื้อโคตรดี ผมก็กระโดดกอดไอ้เหนือ กอดเสร็จหันไปมองหน้าตูน เงียบ” กบย้อนวันแรกของเพลงเอกในอัลบั้มคราม

“คือมีความแหลมอยู่ไง ตอนนั้นตูนเขาก้มหน้า รู้สึกว่าจะติดคำว่า เศรษฐกิจไม่ดี” เหนือรีบเสริม

“แต่สุดท้ายเขาก็บอกลองดูพี่ เพราะอย่างน้อยคอนเซปต์มาจากเขา แล้วเรื่องที่เหนือเขียนเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งตอนที่เพลงออกมา ปรากฏว่าคนฮือฮากันมาก อุ๋ย Buddha Bless ชอบมาก ช่วงคอนเสิร์ตใหญ่ที่ราชมังคลาฯ เขารีเควสขอแร็ปเพลงนี้ ทำให้เหนือวงศ์ยังอยู่กับ Nodyslam ต่อไปได้” กบปิดท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

Mango Team กระดูกสันหลัง Big Ass, Bodyslam, Labanoon ที่ทำให้หลายเพลงถูกเล่นซ้ำเป็นร้อยล้านครั้ง

04

เต็มเติมกันและกัน

สมาชิก Mango Team เกาะกลุ่มทำงานแบบนี้มาพักใหญ่ กระทั่ง พ.ศ. 2550 ก่อนทำอัลบั้ม Save My Life พวกเขาได้รับสมาชิกเพิ่มอีกคน คือ ตั๊ด เพื่อเสริมงานครีเอทีฟและการเขียนเพลง

“ช่วงนั้น a day มีคอลัมน์ผู้ใหญ่วันมะรืน ผมชอบคนเขียนมากชื่อ หลานชาย แล้วรู้สึกตอนนั้นกอล์ฟ F.Hero จะเขียนที่ a day เหมือนกัน เลยถามว่ารู้จักไหม ไม่นานก็มีโทรศัพท์มา บอก ผมตั๊ด หลานชายเอง เลยนัดเจอที่ Prop Bar จำได้เลยว่า กอล์ฟเรียกตั๊ดไปที่ชั้นสอง แล้วไอ้นี่ก็แนะนำตัวด้วยการแร็ป นับตั้งแต่นั้นก็เริ่มติดต่อกัน ส่งเพลงให้เขียน ซึ่งไม่แน่ใจหรอกว่า เขียนได้ไหม แต่เขาเขียนหนังสือได้ประมาณนี้ก็น่าจะมีไอเดียดีๆ” กบเล่าวันแรกที่เจอน้องเล็กของทีม

ตั๊ดเขียนเพลงอย่าง แสงแรก ของ Bodyslam, มหา’ลัยไม่มีสอน ของ Big Ass รวมทั้งยังเป็นกระดูกสันหลังของเพลง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เพลงเปิดในอัลบั้ม dharmajāti 

“ตอนที่อ๊อฟบอกชื่อ เรือเล็กควรออกจากฝั่ง เรามาวิเคราะห์กันว่า เรือเล็กเป็นยังไง ซึ่งแต่ละคนมีเรือไม่เหมือนกัน เราเลยจัดประกวด ทุกคนเขียนเพลงเดียวแล้วมาส่ง ตอนมาประกอบกันโคตรมัน ช่วงเริ่มต้นทุกคนจะขึ้นคล้ายๆ กัน ผมกับตั๊ดขึ้นว่า ‘เสียงลมคำราม’ จากนั้นเราก็เอาตรงนั้นมาเติมตรงนี้ แต่เพลงนี้หัวใจหลักอยู่ที่ประโยคของตั๊ดที่ว่า ‘หัวใจคำราม ฟ้าครามไม่สร้างใคร ทะเลจะสร้างคนด้วยอันตราย’ นี่คือเหตุผลของเพลงนี้เลย มาน้อย แต่มาแน่นมาก แล้ววินาทีที่เขียน เขียนบนกระจก เป็นโมเมนต์ที่จำได้ว่าดีมากๆ โมเมนต์หนึ่งในชีวิต เพราะเราทำกันได้”

นอกจากนั้น ตั๊ดยังเป็นที่ปรึกษาประเด็นที่คนเขียนเพลงไม่มั่นใจ อยากได้ความเห็นเพิ่มเติม หรือคนฟันธง

เช่นตอนที่กบเขียนเพลง ฝุ่น ของ Big Ass เขาไม่แน่ใจว่า ประโยค ‘คำว่ารักมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว’ ดูเชยเกินไปหรือไม่ จึงโทรศัพท์หาตั๊ดกลางดึก ซึ่งเจ้าของนามปากกาหลานชายตอบกลับมาทันทีว่า ‘โดนว่ะพี่’ และสุดท้ายเรื่องนี้ก็เป็นจริง ยืนยันได้จากยอดรับชมใน YouTube ที่สูงกว่า 58 ล้านครั้ง

บทบาทของน้องเล็กคนนี้จึงเป็นเสมือนมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่คอยถ่วงดุลการทำงานของพี่ๆ ไม่ให้ล้าสมัย

อย่างไรก็ดี ด้วยอุตสาหกรรมเพลงที่เปลี่ยนไป วงดนตรีออกอัลบั้มกันน้อยลงไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนมาทำซิงเกิลกันแทน สมาชิก Mango Team ยอมรับว่า เรื่องนี้ส่งผลให้การทำงานรวนพอสมควร

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาเติบโตกับการทำอัลบั้มมาตลอด เรียนรู้ว่าผลงานชุดหนึ่งต้องมีแก่นความคิด ต้องผสมเพลงที่หลากหลาย มีจังหวะการปล่อย ซึ่งบางเพลงอาจดี เพียงแต่ยังไม่ใช่จังหวะของมัน ต่างจากระบบซิงเกิล ซึ่งมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ ต้องโดนเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะถูกกลืนไปกับเพลงที่ออกมามหาศาล

“พอเหลือเพลงเดียว เราไม่รู้จะแบ่งกันยังไงเพราะถ้าเป็นสิบเพลงมันจะมีฟังก์ชันของตัวเองอยู่ เช่น เพลงเร็วหนึ่งเพลงช้าหนึ่งเพลงตัวตน เพลงเหงา ทำให้เราเห็นว่าเพลงนี้ต้องคนนี้” กบเปิดประเด็น

“ที่ผ่านมา ผมไม่เคยเขียนเพลงโปรโมตอยู่แล้วด้วย ตกรอบตั้งแต่แรกเลย” ป้อมชงต่อ

“อีกอย่างคือเพลงฮิตพอผ่านไปห้าถึงสิบปี บางทีก็ไม่ฮิตแล้วนะ ต่างจากอัลบั้มที่บางครั้งพอเรารื้อเพลงข้างในกลับมาฟัง อาจดีกว่าเพลงโปรโมตด้วยซ้ำ” โปอธิบายเสริม

“อย่างเพลง แสงสุดท้าย เอ็มวีก็ไม่มี เป็นเพลงสุดท้ายที่ส่งเลย ตอนนั้นบอกตูนว่ามีคอนเซปต์ เรามีแสงแรกแล้ว ทำแสงสุดท้ายด้วยว่าไง สำหรับผมเพลงนี้คลาสสิกมาก ฮุกไม่ซ้ำกันเลย จนนักร้องลืม ส่วนทำนอง จำได้ว่าอ๊อฟกับวง ไปทำอยู่ที่งานกลางแจ้ง ชื่อ ทัวร์ M-150 ค่อยๆ ประกอบร่าง แล้ววันนี้ไปไกลมาก” กบฉายภาพเพลงระดับปรากฏการณ์

“ถ้า Bodyslam ทำเป็นระบบซิงเกิลรับรองว่าจะไม่มีเพลงนี้ออกมาแน่นอน” ป้อมปิดท้าย

แต่แน่นอนว่าไม่มีใครต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้ ท้ายที่สุด Mango Team ก็คงต้องปรับการทำงานของตัวเองให้สอดคล้องกับธุรกิจดนตรี แต่จะปรับได้เพียงใดคงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป

05

เป็นมากกว่าเพลง

ปัจจุบัน Mango Team ทำงานเพื่อรองรับ 3 วงหลัก คือ Big Ass, Bodyslam และ Labanoon

ส่วนงานจรพอมีอยู่บ้าง อาทิ Ebola อัลบั้ม Enlighten และ 05:59 (five: fifty nine) แต่ไม่บ่อยนัก เพราะทีมไม่ได้หวังรับงานจำนวนมากเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ แต่อยากทำงานด้วยความสุข ความสบายใจมากกว่า

“Mango Team เป็นเหมือนงานบุญ วันหนึ่งที่ผมชอบมาก คือวันส่งเนื้อ เป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เหมือนเราไม่ได้ทำงาน แต่มาเจอกัน มาแชร์ความรู้สึกกัน ส่วนงานจะได้หรือเปล่าไม่สำคัญ เพราะปกติเราก็ไม่ได้เจอกันบ่อย ปีละ สองสามครั้งเท่านั้นเอง” กบ มือกลอง Big Ass กล่าว

เพราะเป้าหมายในเวลานี้ คือไม่ใช่ความโด่งดัง แต่ต้องการผลักดันและสนับสนุนศิลปินไปยังจุดที่หวังไว้ 

และถ้าเป็นไปได้ก็อยากสร้างเพลงดีๆ สู่สังคม เช่น ครั้งหนึ่งกบเคยเล่าที่มาของเพลง ‘อกหัก’ ผ่าน Facebok ของตัวเองว่า ได้แรงบันดาลใจจากรอยแผลของหญิงสาวคนหนึ่งที่กรีดแขนตัวเองจนยับเยิน เพราะผิดหวังในความรัก จึงอยากเขียนเพลงที่เตือนสติ และช่วยเยียวยาความเจ็บปวดได้

พวกเขาเชื่อว่า บทเพลงมีอิทธิพลและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ฟังได้ อย่าง อุ๋ย Buddha Bless แต่ก่อนเป็นเซลล์แมนขายรถ แต่เมื่อฟังเพลง ความเชื่อ ก็ตัดสินใจทิ้งงาน หันมาทำตามฝัน จนประสบความสำเร็จ หรือเพลง แสงสุดท้าย ซึ่งทุกสื่อต่างเปิดกระหน่ำ ในช่วงตูนทำออกวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อระดมทุนหาเงินจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ จนส่งผลให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงปลุกพลัง และสร้างความหวังแก่ผู้คนนับไม่ถ้วน

“เรารู้สึกเสมอว่า เนื้อเพลงบางทีอาจมีความหมายกับคนบางคนมาก อย่างวัยรุ่นหลายคนที่อาจไม่มีเวลารับสารดีๆ จากบ้าน พอเขาฟังเพลง ได้ฟังเนื้อหาที่ส่งมาอาจทำให้เป็นคนดีได้ เนื้อเพลงของ Mango จึงไม่ค่อยมีอะไรที่หยาบโลน เป็น Hate Speech หรือ Bully ทั้งที่เราก็รู้ว่าโอกาสฮิตหรือดังง่ายกว่า” โปอธิบาย

“เราไม่อยากเติมสิ่งแย่ๆ ลงไปในเนื้อเพลง ถ้าอันไหนที่สร้างพลังให้คนได้ เราจะพยายามใส่ลงไป เพราะเวลาที่มองกลับมา เราพบว่า Bodyslam ไม่ใช่แค่วงดนตรีวงหนึ่ง แต่อาจเป็นที่พึ่งทางใจให้ใครหลายคนได้ หรือ Labanoon ก็เป็นตัวแทนของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาสู้ชีวิต เราอยากให้เขาฟังแล้วหายคิดถึงบ้าน เช่นเดียว Big Ass เป็นเพลงของคนที่โดนกระทำ และนี่เป็นความคาดหวังที่อยากคนฟังได้อะไรจากเนื้อเพลงของเรา” กบสรุปทิ้งท้าย 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวแห่งมิตรภาพของผู้ชายทั้ง 7 คนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความเชื่อ ความหวัง และศรัทธาที่มีให้กัน เพื่อสร้างความสุขและกำลังใจแก่ผู้ฟังทั่วประเทศตลอดไป

Writer & Photographer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยมีชายแก่ปริศนาเดินเข้ามาทัก ป๋อง-กพล ทองพลับ ซึ่งกำลังเตะบอลโกลรูหนูกับเพื่อนว่า ต่อไปเขาจะต้องเกี่ยวข้องกับโลกของวิญญาณ

วันนั้นป๋องได้แต่หัวเราะ คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนกลัวผีที่สุดในโลก

ใครจะเชื่อว่าไม่กี่ปีต่อมา คำทำนายนี้กลับเป็นจริง

ป๋อง-กพล ทองพลับ

ชื่อของเขากลายเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงเมื่อพูดถึงเรื่องผี โดยเฉพาะ The Shock รายการวิทยุเล็กๆ ที่เขาบุกเบิกขึ้นตั้งแต่ 26 ปีก่อน ยังคงยืนหนึ่งในใจแฟนๆ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ละคืนมีผู้ฟังทางบ้านหลายสิบคนโทรศัพท์เข้ามาถ่ายทอดเรื่องเล่าสยองขวัญอย่างต่อเนื่อง บางเรื่องอย่างผีช่องแอร์ หรือยายสปีด ยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์อีกด้วย

เช่นเดียวกับกิจกรรมเดินสายสำรวจสถานที่สุดหลอนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยน ทั้งบ้านร้าง โรงงานเก่า สุสาน ป่าช้า ซึ่งเขาเป็นคนจุดประกาย ก็กลายเป็นกระแสโด่งดังในหมู่วัยรุ่นใจกล้าที่ต้องการท้าความกลัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับกูรูเรื่องผีแห่งยุค ผู้ทำให้โลกลี้ลับใกล้ตัวเรากว่าที่คิด

ป๋อง-กพล ทองพลับ

01

ย้อนตำนาน..เส้นทางผี

…ข้าอยากได้เลือด เลือดดดด เลื้อดดดดด…”

เสียงร้องหวยโหยในเพลง ปอบผีฟ้า คือสัญญาณการเริ่มต้นช่วงเวลาแห่งความสยองขวัญ คนนอนดึกทั่วกรุง ต่างคลุมโปงเปิด FM96 Smile Radio 1 รอฟังประสบการณ์หลอนจากทางบ้านด้วยใจระทึก

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2536 ดีเจช่วงไพรม์ไทม์อย่าง ป๋อง กพล ได้รับโจทย์จากผู้จัดการคลื่นวิทยุให้คิดรูปแบบรายการที่เหมาะกับเวลาเที่ยงคืนถึงตี 3 ครั้งแรกเขาคิดถึงเรื่องทะลึ่งตึงตัง แต่เรื่องพวกนี้เป็นของแสลงของวงการวิทยุ โดยเฉพาะยุคที่ กบว. ยังเข้มงวดมากๆ จึงเบนเข็มไปยังเรื่องผีสางและสิ่งเร้นลับแทน

ป๋อง-กพล ทองพลับ

ป๋องรู้ดีว่าคนไทยกับเรื่องผีเป็นของคู่กัน ต่อให้น่ากลัวแค่ไหนก็ยังชอบเสพชอบฟัง หนึ่งในนั้นคือตัวเขาเอง ซึ่งกลัวผีมาตั้งแต่จำความได้ แต่กลับไม่เคยพลาดชมละครเขย่าขวัญอย่าง กระสือ หรือ ปอบผีฟ้า เลยสักครั้ง หรือเวลาเพื่อนๆ ล้อมวงเล่าเรื่องผี ก็มักเห็นป๋องแทรกตัวเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกอยู่เสมอ

“ผมเชื่อเรื่องผีมาตั้งแต่เด็ก แต่เราไม่ได้เชื่อแบบซ้ายสุดหรือขวาสุด เชื่อแบบอยู่ตรงกลาง เพราะเราเติบโตมากับครอบครัวคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ พ่อแม่เป็นคนต่างจังหวัด เวลาปิดเทอมก็จะถูกส่งไปอยู่กับปู่ย่าตายาย จึงซึมซับวิถีชีวิตของชาวบ้านซึ่งมีความเชื่อเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และส่วนตัวก็สัมผัสกับเรื่องลี้ลับมาตลอด คือไม่ได้เจอแบบมานั่งคุยหรือนั่งแหกอกนะ แต่เรารู้สึกได้ว่าเหตุการณ์ ณ วันนั้นมันไม่ปกติ ไม่ใช่สิ่งที่คิดไปเอง”

อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะช่วงนั้นบนหน้าปัดวิทยุแทบไม่หลงเหลือรายการเล่าเรื่องผีเลย หลังหมดยุค ดึกๆ หมึกสีม่วง ของ อ๊อด-จักรกฤษ ศิลปชัย จึงถือเป็นโอกาสเหมาะที่จะสร้างรายการผีตามสไตล์ตัวเอง

The Shock ออนแอร์ครั้งแรกในชื่อ Smile Shock รูปแบบเหมือนรายการเพลงทั่วไป ยกเว้นชั่วโมงที่ 2 มีการเปิดสายให้ทางบ้านเข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์หลอน โดยทุกครั้งก่อนเริ่มรายการ เขาจะเล่นเพลง ปอบผีฟ้า เวอร์ชัน ประภาศรี ศรีคำภา นำร่อง รวมทั้งใช้ซาวนด์ฝนตก ฟ้าร้อง หมาหอนสร้างบรรยากาศ และเชิญชวนให้ผู้ฟังดับไฟ หรือจุดเทียน 1 เล่มเพื่อเพิ่มอรรถรสการฟังให้น่ากลัวยิ่งขึ้น

เรื่องที่เล่าจะเน้นไปที่ประสบการณ์ของแต่ละคนเป็นหลัก โดยป๋องพยายามสร้างอารมณ์ให้เหมือนมานั่งคุยกัน ไม่มีการจับผิด หรือแสดงอาการว่าไม่เชื่อ แต่จะพยายามเสริมและคอยสรุปเป็นระยะ เพื่อให้ผู้เล่ามีสมาธิ ควบคุมทิศทางของเรื่องได้ รวมทั้งยังช่วยทำให้ผู้ฟังทางบ้านเห็นภาพตามไปด้วย

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

“ส่วนตัวแล้วเป็นคนเปิดใจ พอมีคนโทรเข้ามา ใจเราเชื่อไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะถ้าไม่เชื่อเราจะมีกำแพง แล้วฟังไม่สนุกเลย ผมไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่าเรื่องที่เล่านั้นจริงหรือไม่ ก็เหมือนเราเข้าไปดูหนังผีในโรง แต่นี่คือคุณนั่งฟังเรื่องผีอยู่ที่บ้าน เราจึงสนุกไปกับจินตนาการ สนุกไปกับเรื่องเล่า แต่ถ้าเรื่องไหนสวิงสวายหรืออัศจรรย์พันลึกมากๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าสนุกก็โอเค เหมือนดูหนังที่มันโอเวอร์แอคติ้งมากๆ เท่านั้นเอง

“แน่นอนว่าคนที่โทรศัพท์เข้ามามีทั้งเล่าดีบ้าง เล่าไม่รู้เรื่องบ้าง คละกันไป แต่เราก็ต้องพยายามคอนโทรลให้อยู่บนเส้นทางของเราให้ได้ เพราะความจริงแล้วเราทำหน้าที่เหมือนเป็นเทรนเนอร์มากกว่า เป็นเทรนเนอร์ที่บอกให้คนเล่าเรื่อง สู้นะ ลุยซิ เพื่อให้เขาวิ่งเข้าเส้นชัยไปพร้อมกับเรา

“แต่ยุคนั้นก็ไม่ได้มีแค่เรื่องน่ากลัวเท่านั้น เพราะแต่ก่อนดีเจไม่มีผู้ช่วย ต้องทำเองทุกอย่าง การสกรีนเรื่องก็ไม่มี เลยเจอเรื่องแปลกๆ อย่างผีแกงกะหรี่ไก่ ผีปลาช่อน ผีหมาดำ ผีโดราเอมอน ผีหมาดำคือโทรมาเล่าว่า ขับรถไปตอนกลางคืนแล้วมีผีหมาดำวิ่งตัดหน้า แล้วก็วางหูไปเลย ผีแกงกะหรี่ไก่คือพ่อแม่ไปงานศพ กลัวลูกจะหิวก็เลยแขวนแกงกะหรี่ไก่ไว้หน้าบ้าน เคาะเรียกลูกแล้วถุงตกลงมาแตก แกงกะหรี่ไก่ไหลเข้าบ้าน ลูกนึกว่าน้ำเหลือง เปิดมาเป็นแกงกะหรี่ไก่”

หลังออกอากาศได้ไม่นาน Smile Shock ก็กลายเป็นรายการยอดนิยมของคลื่น มีแฟนประจำเหนียวแน่น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น แต่ละคืนมีสายโทรศัพท์เข้ามาเล่าเรื่องไม่ขาดสาย บางคนเขียนจดหมายถ่ายทอดประสบการณ์ ส่งภาพถ่ายปริศนาที่ต้องสงสัยว่าอาจถ่ายติดวิญญาณ 

แต่สิ่งที่ทำให้รายการฉีกแนวและโดดเด่นกว่าใคร คือการเดินสายสำรวจบ้านผี

ช่วงแรกเขาใช้วิธีดึงเพื่อนดีเจไปร่วมทดสอบความกล้าตามสถานที่ต่างๆ ที่คนว่าเฮี้ยน เช่น สุสานวัดดอน บ้านร้างซอยรามคำแหง หรือหมู่บ้านอาถรรพ์ย่านวัชรพล แล้วก็โทรศัพท์กลับมารายงานความคืบหน้า มาตอนหลังที่เพื่อนๆ เริ่มไม่ว่าง จึงดึงตัวช่างประจำสถานีนาม โก้พริ้ว-วิวัฒน์ บุญญาภรณ์พิทยา เข้ามาเสริม ทำให้การรายงานมีสีสันและน่าติดตามมากขึ้น ซึ่งต่อมาโก้พริ้วผู้นี้ก็กลายมาเป็นบัดดี้ประจำตัวป๋องและ The Shock ถึงปัจจุบัน

“ถ้าให้ผมไปเอง ผมไม่ไปหรอก น่ากลัวจะตาย อยู่สถานีดีกว่า แล้วตอนนั้นเราเห็นโก้พริ้วมันเดินผ่านไปผ่านมา ก็รู้สึกว่าไอ้นี่ดูลูกทุ่งดี เวลาคุยแล้วดูจริงใจ เราเองก็อยากได้รายงานที่ดูจริงใจ เพราะทำรายการแบบนี้ เรารู้สึกว่าเสียงที่มันออกไปต้องทำให้คนฟังรู้สึกได้ว่ามันรู้สึกจริงว่ามันกลัวจริง ซึ่งโก้พริ้วมีตรงนี้อยู่ เลยทำให้คนฟังรู้สึกสนุกไปด้วยกัน

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

“พอทำไปสักระยะ เราก็รู้สึกว่าถ้าไปกันเองคนฟังจะหาว่าไปไม่จริง ก็เลยมานั่งคิดว่าชวนคนฟังไปด้วยดีกว่า พอประกาศก็มีคนสมัครเข้ามาเป็นพัน แต่เรารับได้แค่สี่ถึงห้าคน เพราะรถตู้คันหนึ่งนั่งได้แค่สิบคน จะขนรถบัสไปก็ไม่ไหว ไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เลยเอาเฉพาะคนที่เป็นตัวแทน แต่ก็มีบางคนที่สมัครไม่ได้แล้วไปกันเอง ซึ่งเราไม่ส่งเสริมนะ เพราะหลายที่ค่อนข้างอันตราย อาจมีมิจฉาชีพแฝงอยู่ และปกติถ้าไปกับเราเราประสานกับเจ้าหน้าที่ตลอด หากเกิดเหตุอะไรขึ้นจะได้รู้ว่าอยู่ตรงไหน”

หลังออกอากาศได้ราว 2 ปีกว่าก็เกิดความเปลี่ยนแปลงภายใน Smile Radio ป๋องจึงโยกย้ายรายการไปออกอากาศทาง Boom Radio ในเครือ Media of Medias ที่คลื่น FM 90 แทน พร้อมเปลี่ยนชื่อรายการเป็น Nighty Shock

ยุค Boom Radio ถือเป็นยุคทองของรายการผีอย่างแท้จริง

“ยุคนู้นใครจะฟัง Nighty Shock บางทีต้องรวมตัวเป็นทีม เพราะสมัยก่อนไม่มีฟังแห้ง ถ้าจะฟังย้อนหลังต้องใช้วิธีอัดเทป คือถ้าคนแรกจะฟัง คนอื่นก็จะไปนอนก่อน ถ้าง่วงก็จะไปปลุกคนที่เหลือให้มาอัดต่อ”

หากถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้รายการนี้ดังขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะกระแสความนิยมรายการผีเริ่มกลับมามากขึ้น ผ่านรายการโทรทัศน์ เช่น ชมรมขนหัวลุก เขย่าขวัญวันพุธ แต่อีกส่วนก็คงเป็นเพราะเรื่องที่เล่าในรายการน่ากลัวขึ้น อย่างสาวชุดดำ เรื่องเล่าคลาสสิกของสาวสองพี่น้องที่โบกเรียกแท็กซี่จากหน้าสถานบันเทิงให้ไปส่งหน้าวัดดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และก่อนวกรถกลับ พบพวกเธอในสภาพตัวขาดครึ่งเนื่องจากรถไฟทับ ก็เกิดขึ้นที่นี่

ในยุค Nighty Shock ก่อนออกอากาศจะมีทีมงานเข้ามาช่วยคัดกรองเรื่องคร่าวๆ ก่อน จึงมั่นใจได้ว่าสายที่เข้าหน้าไมค์จะเล่าเรื่องผีแน่นอน และเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ป๋องให้ความสำคัญสูงสุด ที่สำคัญ วิธีนี้ยังช่วยละลายพฤติกรรมและลดความประหม่าของผู้ถ่ายทอด เวลาเล่าจริงๆ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ เขายังเสริมความน่าสนใจของรายการ ด้วยการจัดฉายภาพยนตร์รอบเที่ยงคืน หรือเปิดพื้นที่ส่วนหนึ่งของสถานีจัดแสดงภาพผี รวมถึงปั๊มเทปผีรวมเรื่องสยองขวัญ จัดพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊ก 90 Shock โดยสำนักพิมพ์หมึกจีน ผลิตรายการ Night Shock ออกอากาศทาง ททบ.5 และร่วมแสดงในภาพยนตร์ ไนน์ตี้ช็อคเตลิดเปิดโลง เมื่อ พ.ศ. 2540 ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม

“สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งมาก เพราะแทนที่จะเป็นรายการส่งให้คุณเข้านอน กลับเป็นรายการที่ไม่อยากให้คุณนอน จำได้ว่าเราจัดรายการกันที่ลาดพร้าว 101 ทุกคืนจะมีคนแห่มาดูเราจัดรายการคืนหนึ่งเป็นพัน แล้วตอนนั้นที่สถานีเป็นตัวอาคารสองชั้น ข้างล่างเป็นสตูดิโอ ข้างบนเป็นห้องจัดรายการ ข้างบนเราก็เอาภาพผีซึ่งยุคนั้นยังเป็นฟิล์มมาใส่กรอบแล้วให้แฟนรายการที่สนใจหรือไม่ได้ไปเดินสายได้ชม

“เช่นเดียวกับการฉายหนังรอบดึก เราก็เป็นเจ้าแรกที่ทำ เพราะมันสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะไม่มีคนมาดูมาก แต่ด้วยความที่รายการเราพีคมาก ปรากฏว่าคนมากันแบบมืดฟ้ามัวดินจนเต็มโรง ต้องลงไปกราบขอโทษ เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าจะมากันเยอะขนาดนี้ เลยไม่ได้ใช้วิธีสำรองที่นั่งไว้ก่อน” ป๋องสรุปความนิยมของรายการยุคนั้น

02

พลังผีคุ้มครอง

แต่ถึงรายการจะยอดฮิตมีแฟนคลับเหนียวแน่น ทว่าเส้นทางของ The Shock กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ป๋องเปรียบตัวเองเหมือนนักฟุตบอลพเนจรที่ย้ายสโมสรตลอด เพราะหลังอยู่ Boom Radio ได้ 2 ปีกว่าคลื่นก็ปิดตัว ต้องย้ายมาวิทยุโจรสลัด Pirate Rock Radio แต่อยู่ไม่นานก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องยุบคลื่น จนในที่สุดก็ลงเอยกับ Magic 98 Amazing Wave ในเครือ RS

แต่แล้วใน พ.ศ. 2542 ชีวิตของผู้ชายคนนี้ก็ถึงคราวพลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อต้องออกจากงานกะทันหัน หลังเคว้งคว้างอยู่พักใหญ่ ต้อง-วีระเชษฐ์ ผ่องพรรณ ดีเจรุ่นพี่ ซึ่งเช่าเวลาวันเสาร์-อาทิตย์ตอนเที่ยงคืนอยู่ที่วิทยุ ททบ.5 FM94 ก็ชวนให้มาทำงานด้วย และที่นี่เองซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนของ The Shock ตลอดกาล

“ระหว่างคิดว่าจะไปสังกัดที่ไหนดี พี่ต้องก็มาชวนไปอยู่ด้วย ก็ไม่ได้มีรายได้หรือเงินเดือนหรอก อาศัยว่าขายโฆษณาได้ก็มาแบ่งกัน พอทำได้สักระยะหนึ่ง พี่ต้องจะไปเล่นการเมืองท้องถิ่น ก่อนไปก็บอกว่า ยังเหลือสัญญาอีกหนึ่งถึงสองเดือน ทำไปก่อนเถอะ ส่วนจะเอาต่อหรือเปล่าก็คุยกับทางสถานีแล้วกัน โดยตอนนั้นเราเปลี่ยนมาใช้ชื่อรายการเป็น The Shock แล้ว เพราะ พี่บอล (กิตติพัฒน์ ลิมพะสุต) จากรายการ ถามมาซิจ๊ะ…โดน บอกว่า เดี๋ยวไอ้นั่น Shock เดี๋ยวไอ้นี่ Shock มันหลาย Shock เหลือเกิน เลือกมาสักชื่อให้ชัดเจนไปเลยดีกว่า แล้วแกก็ตั้งชื่อ The Shock ให้

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

“จำได้ว่า วันที่ใกล้หมดสัญญา เราตัดสินใจพูดกับคนฟังตรงๆ ว่า รายการนี้จะหมดภายในสิ้นเดือน ถ้าใครอยากให้เราอยู่ต่อ หากมีสตางค์แล้วพร้อมสนับสนุนก็ยินดี คือมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป โชคดีที่มีแฟนรายการที่เป็นเจ้าของธุรกิจยื่นมือมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นแม่อ้อยจากโรงภาพยนตร์ SF บุญทวีสังฆภัณฑ์ หรือร้านอาหารญี่ปุ่นโคโซซูชิ ช่วยกันมาคนละนิดคนละหน่อย จนเราพอมีเงินไปจ่ายค่าเช่าเวลาเองได้”

การสนับสนุนของผู้ฟังในช่วงวิกฤตที่สุดทำให้ป๋องมีกำลังใจลุกขึ้นต่อสู้ โดยเขามาได้ห้องว่างบริเวณตลาด อตก. ราคาไม่แพงนัก เปิดร้านอาหารเล็กๆ ชื่อ ‘ข้าวต้มผี The Shock’ พร้อมนำคอนเซปต์รายการมาแปลงเป็นชื่อเมนูแปลกๆ อย่างหม้อไฟบรรลัยกัลป์ ออร์เดิร์ฟท่านยม หม้อดินแวมไพร์ โดยคิดว่าจะนำรายได้ไปช่วยจุนเจือรายการให้อยู่รอด

“วิธีคิดของเราตอนนั้นก็ใช้วิธีบวกลบคูณหารง่ายๆ เลย เช่นถ้าเราต้องจ่ายค่าเช่าเวลาหนึ่งร้อยบาท ค่าเบ็ดเตล็ดหนึ่งร้อยบาท ก็ต้องหาเงินให้เกินสองร้อยบาท ส่วนที่เหลือคือกำไร ถ้าไม่ถึงแสดงว่าเราขาดทุน ซึ่งถ้าเดือนไหนหาไม่ได้ เราก็เอาเงินจากกระเป๋าซ้าย คือเงินที่ทำร้านมาใส่กระเป๋าขวา

“ช่วงนั้นชีวิตเราเปลี่ยนมาก จากสมัยที่อยู่สังกัด พอสิ้นเดือนก็ได้เงินเลย ไม่ต้องสนใจหรือรับผิดชอบอะไร แต่พอทำเองต้องแบกทุกอย่าง ต้องคิดเยอะขึ้น ทำยังไงให้ได้เงินซึ่งยากมาก เราเองก็ต้องปรับตัว จากที่เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ก็ต้องออกไปพบปะผู้คน เดชะบุญที่หลายคนโตมากับรายการนี้ก็ยื่นมือช่วยเหลือ”

ด้วยพลังผีคุ้มครอง บวกกับความพยายามแบบไม่ลดละ ในที่สุด The Shock ก็ประคองตัวได้ ท่ามกลางสมรภูมิวิทยุที่หนักหน่วง เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างพยายามยึดครองคลื่น จนรายการเล็กๆ แทบไม่เหลือ

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

ป๋องพยายามเสริมช่วงต่างๆ เข้าไปในรายการ นอกเหนือจากการเปิดสายเล่าเรื่องผี อาทิ The Shock ย้อนรอย ดาราพาสยอง เปิดแฟ้มตำนาน Shock และบันทึกเรื่องแปลก เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เช่นเดียวกับช่วงเดินสายที่มีการนำกิจกรรมแปลกๆ ท้าทายความกลัวเข้ามาผสม เช่น เล่นผีถ้วยแก้ว ใส่เสื้อกลับตะเข็บ หรือตะโกนท้าทายดวงวิญญาณ รวมทั้งนำอุปกรณ์ตรวจจับพลังงานที่นำเข้าจากต่างประเทศ

แต่จุดที่ทำให้ป๋องเป็นที่รู้จักในวงกว้างที่สุด คือการได้รับเชิญไปเป็นพิธีกรภาคสนามช่วงลองของในรายการ มิติลี้ลับ ทางช่อง 7 สีร่วมกับ กิ๊ก-มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2543 โดยเขานำประสบการณ์และข้อมูลจากการทำ The Shock มาประยุกต์ จน มิติลี้ลับ กลายเป็นรายการผีที่โด่งดัง และยังช่วยขยายฐานผู้ฟังทางวิทยุอีกทางหนึ่งด้วย

มิติลี้ลับ เป็นรายการที่เล่นกับเวลาจริง ไม่ถ่ายหัวค่ำ เพราะกติกาที่วางไว้คือ ถ้าอยากให้ทำก็ต้องถ่ายดึก ถ่ายหัวค่ำไม่ได้ความรู้สึก ต้องเที่ยงคืนแล้วเลิกเช้าจริงๆ เทปแรกนี่ ผมปิดรายการตอนเช้าสว่างเลย ลองนึกภาพดูบ้านมืดๆ แต่เราก็ได้เห็นอะไรก็ไม่รู้ที่ดำความมืด เป็นรูปร่างคน แล้วตอนที่ปิดรายการก็มีคนเห็นใครไม่รู้อยู่ตรงหน้าต่าง ทั้งที่ข้างบนไม่มีใครเลย คือเราเจอมาทุกรูปแบบแล้ว”

และนี่คือเส้นทางแสนวิบากที่ผลักดันให้ป๋องพารายการวิทยุเล็กๆ หยัดยืนมาได้จนทุกวันนี้

03

เกิดมาเป็นดีเจ

“ผมเป็นผู้ชายที่ทำอะไรเป็นน้อยมาก ภาษาอังกฤษก็พูดไม่เป็น จบกรุงเทพคริสเตียนฯ แต่กลัวฝรั่ง มอเตอร์ไซค์ก็ขี่ไม่เป็น ว่ายน้ำก็ไม่เป็น ทำได้อย่างเดียวก็คือจัดรายการวิทยุ ซึ่งเป็นสิ่งที่รักและชอบมากที่สุด”

ป๋องเกิดและเติบโตในสลัมย่านสุทธิสาร ครอบครัวไม่ได้มีฐานะมากนัก พ่อเป็นฝ่ายทะเบียนของสถาบัน AIT ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านธรรมดา ทั้งคู่จึงคาดหวังให้ลูกชายคนโตรับราชการเป็นปลัดอำเภอ เพื่อชีวิตภายภาคหน้าจะได้สุขสบาย แต่เด็กหนุ่มกลับเป็นคนเรียนไม่เก่งเลย ทุกวันจะขลุกตัวอยู่ชั้นบน โดยบอกพ่อแม่ว่าอ่านหนังสือเรียน แต่ความจริงคื อ่านหนังสือบอล หนังสือโป๊ เล่นเกมทอยลูกเต๋าที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง และฟังรายการวิทยุ

“เราถูกหล่อเลี้ยงมากับสิ่งนี้ตลอด ทุกคืนจะต้องเปิดวิทยุฟัง พอได้ยินเสียงดีเจ เราจะรู้สึกว่าเขามีความสุขจังเลย ได้พูดได้เปิดเพลง มันเป็นแรงบันดาลให้รู้สึกอยากเป็นแบบนี้บ้าง ที่สำคัญ ผมรู้ตัวดีว่าเป็นคนหน้าตาไม่ดี ฟันก็เหยิน ตัวก็เตี้ย แต่เสียงที่ออกจากวิทยุ ไม่จำเป็นต้องใช้หน้าตา ใช้แค่เสียงก็พอ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าอาชีพนี้เหมาะกับเรา

“จำได้ว่าสมัยเด็กบ้ามาก จัดรายการให้เพื่อนฟังอยู่หลังห้อง ‘สวัสดีครับ วันนี้อยากฟังเพลงอะไรเป็นพิเศษ’ เพื่อนก็จะบอกชื่อเพลง เราก็ได้ครับ เดี๋ยวจัดให้หนึ่งบทเพลง เจ้าสาวที่กลัวฝน แล้วก็ร้องเอง กีตาร์ก็เล่นไม่เป็น แต่เราอยากเล่น”

ป๋อง-กพล ทองพลับ

ป๋องเรียนรู้เทคนิคการจัดรายการวิทยุแบบครูพักลักจำ ประโยคไหนเด็ดก็จดไว้ ด้วยความหวังว่าต่อไปจะมีโอกาสได้พูดแบบนี้ได้บ้าง

แต่ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจบมัธยมศึกษา เขาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่แทนที่จะเลือกนิเทศศาสตร์ กลับไปเข้าคณะบริหารธุรกิจ ซึ่งมีแต่วิชาที่ไม่ถนัด ไม่ทันไรก็ถูกคัดชื่อออก ต้องย้ายมาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแทน แต่เรียนได้ 2 ปีเศษ คุณพ่อก็ป่วยเป็นโรคไตวาย ทำงานต่อไม่ได้ ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ป๋อง

เขาตัดสินใจหยุดเรียนและหางานทำ โดยเริ่มจากเป็นฝ่ายโปรดักชันคอยแบกกล้องแบกสายวิ่งตาม จากนั้นก็ขยับมาเป็นผู้ช่วยเขียนสคริปต์ ครีเอทีฟคิดสปอตโฆษณา และฝ่ายหาจัดหาสถานที่ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอของ RS

แต่ฝันหนึ่งที่ไม่เคยทิ้งเลยคือ การเป็นดีเจวิทยุ

สมัยนั้นคนที่เป็นผู้จัดรายการวิทยุได้ต้องมีใบผู้ประกาศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างคณะนิเทศศาสตร์หรือคณะวารสารศาสตร์ก็จะส่งรายชื่อบัณฑิตที่เรียนจบไปสอบที่กรมประชาสัมพันธ์ แต่เนื่องจากไม่ได้เรียนมาสายนี้โดยตรง วิธีเดียวที่ป๋องทำได้ คือพาตัวเองไปเป็นสมาชิกชมรมนักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์

“ตอนนั้นรอเรียกอยู่ปีกว่า ในที่สุดก็ถึงคิว แต่ด้วยความงี่เง่าของตัวเอง พอมีโอกาสแล้วไม่ยอมทำให้ดีตั้งแต่แรก ครั้งแรกเมาไปสอบ เพราะมีบอลจตุรมิตร เราก็เชียร์เสียงดังแหกปาก กินเหล้า ไปนอนบ้านเพื่อน พอสะดุ้งตื่นมาเหมือนในหนังเลย วันนี้สอบ น้ำไม่ได้อาบก็ไปเลย ปรากฏว่าโดนเรียกคนแรกเพราะเขาเรียงชื่อตามตัวอักษร ตอนสอบก็สะมะกึกสะมะกัก เสียงแหบเสียงแห้ง ร เรือ ล ลิง ไม่ได้เลย ก็ไม่ผ่าน ครั้งนั้นไม่ได้โทษใครเลย บอกตัวเองว่า กูผิดเอง กูไม่ดี กูทำไม่ได้

“แต่คงเพราะเป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก ชีวิตคือการแข่งขัน ต้องเอาตัวรอดให้ได้ พอนัดรอบสองก็บอกตัวเองว่าต้องคว้าให้ได้ เลยตัดสินใจออกวิ่ง ช่วงนั้น Rocky กำลังดัง Eye Of The Tiger ฟังแล้วคึกมาก วิ่งรอบหมู่บ้าน ใส่ฮู้ดเหมือน Rocky เลย อ่านหนังสือดังๆ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า คราวนี้สอบได้ ผ่านหมด ได้คนแรกเลย รุ่นนั้นมีได้สองคน ซึ่งพอได้ใบผู้ประกาศก็เหมือนเราได้อาชีพเพิ่ม จัดรายการวิทยุหรือเป็นดีเจได้แล้ว”

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

ป๋องเริ่มต้นชีวิตดีเจในฐานะลูกน้อง หน่อย-นงเยาว์ โอภาส ที่สตูดิโอไนท์ จากนั้นก็มาช่วย อ๊อด-จักรกฤษ ศิลปชัย ทำรายการ ดึกๆ หมึกสีม่วง ก่อนมาประจำการที่ Smile Radio และสร้างตำนาน The Shock เช่นทุกวันนี้

ตลอดการเป็นดีเจ ป๋องเจอแรงปะทะมานับครั้งไม่ถ้วน หลายคนมองว่ารายการที่ทำนั้นไร้สาระ บางคนโจมตีว่าเป็นพวกหากินกับผี แน่นอนว่าเขารู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจึงตระหนักว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีทางที่คนตรงหน้าทุกคนจะรักเราหมด อาจมีสักแปดสิบคนที่รักเรา กับยี่สิบคนที่ไม่ชอบเราเลย เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ซีเรียส ถึงใครจะว่าเราก็ตาม เพราะสิ่งที่เราทำไม่ใช่เรื่องเลวร้าย บางมุมอาจมองว่าไร้สาระ แต่วันก่อนเพิ่งคุยกับพ่อว่าเรื่องผีมีไว้เถอะ อย่างน้อยก็ช่วยเบรกคน ก่อนที่จะทำชั่ว ทำเลว ให้ฉุกคิดสักนิด

“ความรู้สึกนี้มีมาตั้งแต่เริ่มทำรายการ เราอยากเป็นตัวเบรกให้คนที่คิดจะทำไม่ดี รู้ว่ามีบาป มีกรรม มีนรก มีขึ้นสวรรค์ สิ่งเหล่านี้มันแฝงอยู่ในเรื่องเล่า เพียงแต่เราจะเลือกเสพมุมไหน แรกๆ ก็รู้สึกเหมือนกันว่าด่ากันจังว่ารายการไร้สาระ คำว่าสาระหรือไร้สาระวัดกันตรงไหน มีไม้บรรทัดวัดเหรอ มันใช้ความรู้สึกวัดใช่ไหม เมื่อใช้ความรู้สึกวัด ถ้าเปิดใจรับกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามา คุณจะรู้ว่าเรื่องเหล่านี้มีสาระอยู่ ในความที่ไม่มีสาระนั่นแหละ”

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

เกือบ 3 ทศวรรษของการทำหน้าที่ตรงนี้ ป๋องไม่เคยปันใจจากการเป็นดีเจเลย เขายังคงสนุกและมีไฟในการทำงานเสมอ แม้ทุกวันนี้งานบนหน้าจอโทรทัศน์จะมากขึ้นเรื่อยๆ หรือกระแสความนิยมของสื่อวิทยุจะซบเซาลงไปก็ตาม

“ในวัยห้าสิบสาม เอาจริงๆ ผมไม่ต้องทำก็ได้ แต่เรารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก เป็นภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ เราโตมากับวิทยุ กรีดเลือดมาออกมาก็เป็นคนวิทยุ ครั้งหนึ่งเคยนั่งเปรียบเทียบสื่อทั้งหมด วิทยุเงินน้อยสุด จัดมาเกือบสามสิบปี ค่าจัดนี่ชั่วโมงยังไม่ถึงพันเลย ทำอย่างอื่นได้เงินเยอะกว่า เหนื่อยก็เหนื่อย เพลียก็เพลีย แต่เรามีความสุข บางทีถ่ายรายการ คนอวดผี เสร็จสี่ทุ่ม ถ้าเป็นคนอื่นเข้าบ้านเลยนะ แต่เรายอมขับรถมาจัดรายการเพื่อสตางค์ไม่กี่ร้อย”

เพราะสำหรับเขาแล้ว วิทยุก็คือตัวตนและชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ กพล ทองพลับ นั่นเอง

04

The Shock’ Never Die

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า The Shock คือหนึ่งในสัญลักษณ์ความสำเร็จของสื่อวิทยุที่มีบทบาทและอิทธิพลทางความคิดของผู้คนมากมายหลากช่วงวัย และยังคงส่งต่อความสุขผ่านเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวเป็นประจำทุกคืนทางสถานีวิทยุ FM 101 RR One

“แฟนของ The Shock เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คนยุคโน้นที่ฟังเราก็แก่เฒ่าหมดแล้ว บางคนเป็นพ่อแม่ มีลูกมีเต้าหมดแล้ว เด็กรุ่นใหม่ที่โตขึ้นมาก็มาฟังบ้างเหมือนกัน เราเองก็พยายามปรับตัวให้ทันยุคทันสมัย อย่างตอนนี้ก็มีรายการใหม่ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด แต่เราถือว่าไม่ได้แข่งกับใคร เราแข่งกับตัวเอง และยังสนุกกับมันเหมือนเดิมเท่าที่มีเรี่ยวแรงทำ”

ป๋องบอกว่า ความหวังเดียวของเขาที่มีต่อ The Shock คือทำให้รายการยังอยู่บนหน้าปัดได้นานที่สุด แม้ว่าวันนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าเช่าสถานี สวนทางกับผู้ฟังทางวิทยุที่นับวันมีแต่น้อยลง เพราะหลายคนก็ฟังออนไลน์ผ่านทางช่องยูทูบ The Shock 13 หรือก็ฟังย้อนหลังไปเลย

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขายังยึดติดกับสื่อวิทยุ แต่อีกมุมที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การรักษาพื้นที่ตรงนี้ไว้ก็ไม่ต่างจากการตอบแทนบุญคุณผู้ฟังที่ให้เกียรติและสนับสนุนรายการเล็กๆ นี้มานานเกือบ 30 ปี

ป๋อง-กพล ทองพลับ

“เราน่าจะเป็นรายการหนึ่งที่อยู่นานที่สุดแล้วล่ะ แต่หากถามว่าคิดจะเติบโตไหม ก็ตอบได้เลยว่าไม่คิด เพราะรายการแบบนี้ไม่ได้เป็นรายการที่มีสาระ ไม่มีทางจะได้รางวัลหรอก เราแค่คิดว่าทำยังไงให้อยู่กับเรานานเท่านานได้ ซึ่งคนสำคัญที่อยากขอบคุณที่สุดก็คือคนฟัง ต่อให้เขาจะเล่าสนุกไม่สนุก เล่ารู้เรื่องไม่รู้เรื่อง สำหรับผมไม่ใช่ปัญหาเลย แค่เขาโทรเข้ามาก็ถือว่าให้เกียรติแล้ว นับเป็นเรื่องน่าปีติ”

ด้วยเหตุนี้ป๋องจึงพยายามผลักดันน้องรุ่นใหม่ๆ ให้เข้ามาแสดงบทบาทหน้าไมค์ เสริมทัพของ The Shock ให้แข็งแกร่งขึ้น สมาชิกหลายคนอยู่กับเขามานับสิบปี ทั้ง โก้พริ้ว, เก่ง-ยิ่งยศ สวัสดิ์วงศ์ชัย หรือ ขวัญ-ไพโรจน์ ดำมินเศก

สิ่งหนึ่งที่เขามักย้ำกับทีมงานเสมอ คือต้องจริงใจกับผู้ฟัง เนื่องจากวิทยุเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเสียง เพียงแค่ได้พูดออกไป คนฟังก็สัมผัสได้ทันทีว่าดีเจคนนี้เป็นอย่างไร และที่สำคัญ ต้องไม่ลืมหน้าที่ของดีเจที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ต่อให้เหลือคนฟังแค่เพียงคนเดียวก็ตาม

ตลอด 26 ปีของ The Shock ไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของตำนานบทนี้จะเป็นเช่นไร แต่สำหรับป๋องแล้ว สิ่งที่ได้รับกลับมา ไม่ว่าจะชื่อเสียง เงินทอง ความรัก ความผูกพันที่แฟนๆ มอบให้ก็นับเป็นชีวิตที่เกินคุ้มแล้ว และเขาก็ขอยืนยันที่จะทำหน้าที่ต่อไป ตราบใดที่ยังมีแรงใจและแรงกายเช่นนี้

“เวลามองกระจก ผมมักคุยกับตัวเองว่า ‘มึงโชคดีนะไอ้ป๋องที่มาถึงตรงนี้’ แล้วจริงๆ ชีวิตเราจะอยู่ได้สักกี่ปี เต็มที่ให้ไม่เกินหกสิบห้าก็ไปแล้ว แต่ผมก็มีความสุข เพราะถือว่าทำเต็มที่แล้ว ผมเคยบอกน้องๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งกูตายไป หากมึงจะหยุดหรือทำต่อก็ได้นะ แต่พี่คงไม่หยุด เพราะนี่คือสิ่งที่เรารัก และทำให้เรามีวันนี้ได้” ป๋องทิ้งท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

สถานที่ถ่ายทำ : ร้านข้าวต้มผี The Shock

ขอบคุณ : คุณวิวัฒน์ บุญญาภรณ์พิทยา 


ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

สัมภาษณ์คุณกพล ทองพลับ วันที่ 22 ตุลาคม 2562

หนังสือธุรกิจศพ : เจาะลึกเรื่องจริงในธุรกิจความตาย โดยศราวุธ เอี่ยมเซียม เวิร์คพอยท์สำนักพิมพ์

วิทยานิพนธ์ เรื่องลี้ลับในรายการวิทยุ โทรทัศน์และโทรศัพท์ โดย สุทธิรักษ์ วินิจสร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย- นิตยสารมุงหลังคา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554

Writer & Photographer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load