ใกล้เทศกาลตรุษจีนกันแล้ว ซึ่งปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 25 มกราคม สำหรับชาวไทยเชื้อสายจีนแล้ว วันนี้ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ ผมเลยคิดว่าอยากจะพาทุกท่านไปชมวัดจีนในเมืองไทยสักวัดหนึ่ง ดังนั้น ผมจึงขอเลือกวัดจีนที่น่าจะเป็นที่รู้จักที่สุดวัดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ใช่ครับ ผมจะพาไปชม ‘วัดมังกรกมลาวาส’ ครับ

วัดเล่งเน่ยยี่ วัดจีนแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นที่รู้จักที่สุดวัดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

วัดมังกรกมลาวาส หรือที่เราชอบเรียกว่า ‘วัดเล่งเน่ยยี่’ (หรือจะออกเสียงว่า ‘วัดเหล่งเหน่ยหยี่’ ก็ได้ แล้วแต่สำเนียง) ถ้าเรียกเป็นภาษาจีนกลางก็จะออกเสียงว่า ‘หลงเหลียนซื่อ’ สร้างขึ้นในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลือกชัยภูมิสร้างวัดบนเนื้อที่ 4 ไร่ 18 ตารางวา โดยให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าซ้าย ร่วมกับพุทธศาสนิกชนชาวจีนดำเนินการก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2414 ใช้ระยะเวลาในการสร้างทั้งสิ้น 8 ปี เมื่อสร้างเสร็จจึงได้อาราธนา พระอาจารย์สกเห็ง มาเป็นเจ้าอาวาส และเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายรูปแรกของประเทศไทย

วัดมังกรกมลาวาสใช้ผังแบบวัดจีน มีรูปแบบศิลปกรรมแบบจีนตอนใต้ ประกอบด้วยอาคารหลักคืออุโบสถตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านหน้ามีวิหารจตุโลกบาล ด้านหลังเป็นวิหารบูรพาจารย์ ส่วนด้านซ้ายขวาก็มีวิหารอื่นๆ อีกหลายหลัง

เมื่อเดินเข้ามาจากถนนเจริญกรุง เราจะเจอกับทางเข้าหลักที่มุ่งไปยังพื้นที่ด้านใน แต่ก่อนเดินเข้าไป แหงนดูข้างบนสักนิดหนึ่ง มีป้ายจารึกชื่อวัด 2 ป้าย ป้ายแนวนอนเป็นภาษาไทย เขียนว่า ‘ทรงพระราชทานนาม วัดมังกรกมลาวาส’ พร้อมดอกบัวขนาบซ้ายขวา โดยผู้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ก็คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ส่วนป้ายแนวตั้งเป็นภาษาจีน ซึ่งเป็นป้ายที่มีความสำคัญเพราะเป็นลายมือของพระอาจารย์สกเห็งผู้สร้างวัดแห่งนี้ ขนาบข้างมีป้ายแขวนคำกลอนคู่ภาษาจีน ฝั่งขวามีความหมายว่า มังกรบินร่อนลงแผ่นดิน ฝั่งซ้ายมีความหมายว่า ประทุมประทีปส่องสว่างกลางเวหา

ป้ายกลอนคู่นี้สร้างขึ้นในปีรัชศกกวางสู ปีที่ 5 ปีเถาะ หรือตรงกับ พ.ศ. 2422 บริเวณทางเข้ามีสิงโตอยู่ 2 ตัว ข้างหนึ่งเป็นตัวผู้ อีกข้างหนึ่งเป็นตัวเมีย วิธีสังเกตเพศของสิงโตนั้นไม่ยาก ถ้าตัวไหนมีลูกสิงโตนั่นคือสิงโตตัวเมีย ส่วนสิงโตตัวผู้จะมีลูกบอลอยู่ใต้อุ้งเท้าครับ

วัดเล่งเน่ยยี่ วัดจีนแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นที่รู้จักที่สุดวัดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
วัดเล่งเน่ยยี่ วัดจีนแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นที่รู้จักที่สุดวัดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

พอผ่านประตูเข้ามาก็เจอกับวิหารท้าวจตุโลกบาล หรือ ‘ซี่ไต่เทียนอ๊วง’ ประกอบด้วยเจ้าแห่งคนธรรพ์ ท้าวธตรฐถือพิณ เจ้าแห่งกุมภัณฑ์ ท้าววิรุฬหกถือร่ม เจ้าแห่งนาค ท้าววิรูปักษ์ถือดาบและงู และเจ้าแห่งยักษ์ ท้าวเวสสุวรรณถือเจดีย์ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปตามวัดจีนต่างๆ ส่วนตรงกลางด้านหน้าเป็นรูปพระเมตไตรยโพธิสัตว์หรือพระศรีอริยเมตไตรยเวอร์ชันพระอ้วนตามที่นิยมในวัดจีน (พระอ้วนในวัดจีนไม่ใช่พระสังกัจจายน์นะครับ อย่าสับสน) ส่วนด้านหลังเป็นรูปพระเวทโพธิสัตว์ หรือสกันทะโพธิสัตว์ หันหน้าเข้าหาอุโบสถ

อุโบสถของวัดมังกรกมลาวาสประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน 3 องค์ ประกอบด้วย ‘พระศรีศากยมุนี’ อยู่ตรงกลาง ฝั่งขวาเป็น ‘พระอมิตาภพุทธเจ้า’ พระธยานิพุทธเจ้าผู้สถิตอยู่ในดินแดนสุขาวดี (และเป็นที่มาของการพูด “อามิตาพุทธ” ที่พระถังซำจั๋งชอบพูดนั่นเองครับ) ส่วนฝั่งซ้ายเป็น ‘พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า’ พระพุทธเจ้าแห่งการแพทย์ โดยมี 18 อรหันต์ตั้งขนาบทั้งสองข้าง 

และเนื่องจากเป็นอุโบสถจึงมีใบเสมาด้วยนะครับ ใบเสมาของวัดแห่งนี้ฝังอยู่ในกำแพงด้านนอกอุโบสถ บนใบเสมามีข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาจีน ภาษาไทยมีข้อความเขียนว่า “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ ๑๗ มี.ค. ๒๔๙๔” ส่วนภาษาจีน 4 ตัวมีความหมายว่า พระราชทานหินเสมา ซึ่งน่าจะมีความหมายเดียวกันกับข้อความภาษาไทยนั่นเอง

วัดเล่งเน่ยยี่ วัดจีนแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นที่รู้จักที่สุดวัดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

พอชมอุโบสถเสร็จ เราเดินไปทางขวาครับ วิหารหลังแรกคือวิหารที่ประทับของสารพัดเทพเจ้า ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่คนมาแก้ชงกัน เพราะเป็นสถานที่ประดิษฐาน ‘ไท่ส่วยเอี๊ย’ เทพผู้คุ้มครองชะตาชีวิต อย่างไรก็ดี ยังมีเทพเจ้าอื่นๆ เช่น ปึงเถ่ากงม่า ไฉ่สิ่งเอี๊ย (เทพเจ้าโชคลาภ) ฮั่วท้อหรือฮัวโต๋ (หมอเทวดา) ซึ่งถ้าใครมาในช่วงที่คนมาไหว้กันเยอะๆ บริเวณตรงนี้จะมีคนแน่นสักหน่อย แล้วก็มีของไหว้วางอยู่เต็มโต๊ะ

ส่วนถัดมาจริงๆ ยังมีวิหารอีกหลายหลัง ไม่ว่าจะเป็นวิหารพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ วิหารเจ้าแม่กวนอิม จุดสำคัญที่อยากให้ไปชมคือวิหารที่อยู่ด้านหลังอุโบสถพอดี เป็นวิหารบูรพาจารย์ สถานที่ประดิษฐานรูปของพระอาจารย์สกเห็งหรือพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร ปฐมบูรพาจารย์ผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ และอีกจุดหนึ่งที่อยากให้ชมคือตู้ไม้คู่หนึ่งที่อยู่ด้านหน้าวิหารบูรพาจารย์ ภายในตู้เป็นที่เก็บพระพุทธรูปโบราณสมัยรัตนโกสินทร์นับสิบองค์ มีทั้งพระพุทธรูปครองจีวรปกติ พระพุทธรูปครองจีวรลายดอก และพระพุทธรูปทรงเครื่อง เรียกว่าถ้าคุณดูศิลปะจีนจนเบื่อแล้ว อยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ลองมาดูพระพุทธรูปที่นี่ได้นะครับ

วัดนี้อาจจะดูแคบ แต่จริงๆ แล้วตัววัดกว้างพอดูเหมือนกัน แต่ถ้าช่วงที่คนมากันเยอะๆ โดยเฉพาะช่วงที่เขามาแก้ปีชงกันก็อาจจะแน่นสักหน่อย ดังนั้น ถ้าคุณไม่ได้อยากมาแก้ชง แต่อยากมาชมความงามของวัดนี้จริงๆ ก็แนะนำให้มาช่วงอื่นของปีนะครับ วัดมังกรกมลาวาสพร้อมต้อนรับทุกๆ ท่านเสมอ


เกร็ดแถมท้าย

  1. การเดินทางไปยังวัดมังกรกมลาวาสถือว่าง่ายมากๆ จะนั่งรถเมล์ก็ได้หลายสาย เช่น 1 21 35 หรือนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปขึ้นที่สถานีวัดมังกรแล้วเดินมาแค่นิดเดียวเท่านั้น แต่ถ้าขับรถส่วนตัวมาอาจจะหาที่จอดรถยากสักหน่อยนะครับ
  2. จริงๆ แล้ว คำว่า ‘ยี่’ ในภาษาจีนแต้จิ๋ว หรือ ‘ซื่อ’ ในภาษาจีนกลางมีความหมายว่า ‘วัด’ เวลาเรียกวัดเล่งเน่ยยี่หรือวัดหลงเหลียนซื่อ ก็เหมือนเราออกคำว่าวัดซ้ำซ้อน จึงคิดว่าน่าจะเรียกเล่งเน่ยยี่หรือหลงเหลียนซื่อมากกว่า 
  3. จริงๆ ในกรุงเทพฯ เรามีวัดจีนเยอะอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นวัดบำเพ็ญจีนพรต (ย่งฮกยี่) วัดทิพยวารีวิหาร (กัมโล่วยี่) วัดโพธิ์แมนคุณาราม (โพวมึ้งป่ออึงยี่) หรือในต่างจังหวัดก็มีนะครับ เช่น วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) หรือวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์หรือเล่งเน่ยยี่ 2 ครับ อนึ่ง ผมเคยเขียนเรื่องวัดโพธ์แมนคุณารามไว้ใน The Cloud แล้วครับ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ครับผม
  4. อย่าสับสนระหว่างวัดจีนกับศาลเจ้านะครับ แม้ดูภายนอกจะคล้ายกัน แต่ประธานของอารามต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเป็นวัดจีน จะมีพระพุทธรูปเป็นประธาน ถ้าเป็นศาลเจ้าก็จะเป็นเจ้าต่างๆ เช่น ปึงเถ่ากง โจวซือกง กวนอู เป็นต้น
  5. ส่วนถ้าใครอยากอ่านเรื่องของวัดมังกรกมลาวาสเพิ่มเติม รอบนี้ขอแนะนำหนังสือเล่มเดียวเลยครับรอบนี้ กับหนังสือรายงานวิจัยเรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบวัดจีนในกรุงเทพฯ ของ อรศิริ ปาณินท์ เล่มนี้มีเรื่องราวของวัดจีนอีกหลายวัดเลยครับ เรียกว่าอ่านหนึ่งได้อีกหลายครับ

ขอบคุณ อาจารย์เศรษฐพงษ์ จงสงวน นักวิชาการด้านพุทธศาสนามหายานและวัฒนธรรมจีน ที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ก่อนจะเล่าเรื่องราวในความทรงจำเรื่องหนึ่งให้ฟัง ต้องขอเกริ่นก่อนเล็กน้อยว่า ที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ไม่ได้เป็นคนเขียนนะครับ เนื่องในโอกาสพิเศษ ผม คุณพ่อของต้า เจ้าของคอลัมน์อารามบอย จะขอเป็นคนเล่าเรื่องเอง แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องราวในครั้งนี้ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับวัดเหมือนเช่นเคย

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมกับครอบครัวเที่ยววัดด้วยกันมากว่า 20 ปีแล้ว ในช่วงเวลานี้ก็ไปวัดมาแล้วแทบทุกแบบ ทั้งวัดร้าง วัดเก่า วัดใหม่ วัดที่ไปครั้งเดียวแล้วไม่ได้ไปอีก และวัดที่ไปแล้วก็ยังได้ไป จนถึงตอนนี้น่าจะไปมาเกิน 100 วัดไปนานแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แต่วัดแห่งหนึ่งก็ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอมา แม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ตาม และวัดนั้นก็คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง

รักแรกที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมไปวัดพระธาตุลำปางหลวงครั้งแรกเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับครอบครัวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ครั้งนั้นไป 3 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ตาก และลำปาง พอไปถึงก็เอารถไปจอดอยู่ด้านล่างใกล้ ๆ ทางขึ้น พอลงรถไปก็เจอพวกแม่หมออยู่ริมถนนเลย ดูดวงบ้าง ขายของบูชาพระธาตุบ้าง ลูกชายผมตอนนั้นก็ได้กระดาษเขียนเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดมาด้วย

พอเดินขึ้นบันได ผ่านประตูโขงไป ถึงจะเห็นวิหารหลวงก่อน แต่ไปสะดุดตากับลานทราย เพราะลานทรายในสมัยนั้นครอบคลุมพื้นที่ข้างบนแทบทั้งหมด มองไปตรงไหนก็เป็นทราย เวลาเดินบนพื้นทรายแล้วนุ่ม เดินด้วยเท้าเปล่าได้เลยไม่ร้อน เพราะถึงผิวหน้าจะร้อน แต่ย่ำลงไปแล้วข้างล่างเย็น และที่สะดุดตาที่สุดก็คือองค์พระธาตุลำปางหลวง พระธาตุองค์ไม่ใหญ่ แต่โดดเด่นเหลือเกินแม้จะมีอาคารอื่นอยู่โดยรอบ แถมสัดส่วนขององค์พระธาตุก็สวยมาก กลายเป็นความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

นอกจากพระธาตุลำปางหลวงแล้ว วิหารแต่ละหลังที่อยู่รอบพระธาตุก็สวยงาม มีเอกลักษณ์ วิหารหลวงมีพระเจ้าล้านทองอยู่ภายในกู่ พระเจ้าดูแปลกตา ไม่เคยเห็นมาก่อน มีวิหารน้ำแต้ม วิหารหลังเล็กที่มีจิตรกรรมอยู่ซ้ายขวา ข้างหลังมีต้นโพธิ์สีทองอยู่ แล้วก็มีวิหารพระพุทธ วิหารทึบหลังเดียวที่อยู่ข้างบน ข้างในพระพุทธรูปองค์ใหญ่และมีลายคำอยู่ตามเสา

พอดูโดยรอบพระธาตุเสร็จก็เดินทะลุไปข้างหลัง ไปที่พิพิธภัณฑ์ของวัดเพื่อไปกราบพระแก้วดอนเต้า พระพุทธรูปสำคัญของวัดที่ตั้งอยู่ในตู้ สมัยนั้นพิพิธภัณฑ์ยังดูรก ๆ มีข้าวของและพระพุทธรูปตั้งอยู่เต็มไปหมด

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

หลังจากนั้น เวลาไปเที่ยวเหนือกับครอบครัว ทุกครั้งที่ผ่านลำปางก็จะต้องแวะวัดพระธาตุลำปางหลวงทุกครั้ง อย่างน้อยก็ขึ้นไปกราบพระนมัสการพระพุทธรูป และทุกครั้งที่ไปก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัด จากเมื่อก่อนเคยจอดด้านหน้าได้ ก็ต้องขยับไปจอดที่ลานจอดรถ ด้านหน้าที่เคยมีบรรดาแม่หมอดูดวงก็หายไปหมดกลายเป็นสวน ด้านข้างที่เคยมีตลาดก็หายไป บรรดาร้านค้าไปอยู่แถวลานจอดรถแทน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอขึ้นไปข้างบน บรรยากาศข้างบนก็เปลี่ยน เริ่มมีอาคาร มีเต็นท์เพิ่มเติมขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดก็คือลานทราย จากครั้งแรกที่มามีลานทรายอยู่เต็มไปหมด เริ่มมีการเอากระเบื้องมาปูแทนที่ทราย แม้แต่รอบพระธาตุก็มีจากที่ครั้งแรกไม่มี แล้วต้องเดินไปด้วยเท้าเปล่า ร้อนเท้ามาก เดินได้ไม่นานก็ต้องรีบใส่รองเท้าไม่ก็เข้าไปในร่ม ตอนหลังดีหน่อยที่เขาเอาออกไปเยอะแต่ก็ยังไม่หมด ยังเหลือบริเวณรอบองค์พระธาตุอยู่ดี

ผู้คนหรือกิจกรรมรอบ ๆ ก็มีทั้งที่เพิ่มขึ้นและหายไป จำได้ว่าครั้งแรกจะมีการถวายรูปปั้นวัว เพราะพระธาตุลำปางหลวงเป็นพระธาตุประจำปีฉลู สมัยก่อนตามพระธาตุประจำปีเกิดจะมีการถวายรูปสัตว์ประจำปีเกิดแทบทุกที่ แต่ไปครั้งหลัง ๆ ก็ไม่เห็นแล้ว และไม่ใช่แค่ที่นี่ รวมถึงพระธาตุประจำปีเกิดองค์อื่น ๆ ด้วย

จริงอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงนำพาความสวยงาม ความเป็นระเบียบ ความสะดวกสบาย เข้ามา แต่บรรยากาศหลาย ๆ อย่างก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย ส่วนตัวรู้สึกเสียดาย เพราะยังรู้สึกประทับใจวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ได้สัมผัสในครั้งแรกมากที่สุด ชอบความโล่งของพื้นที่ที่ทำให้เห็นวัด เห็นพระธาตุได้ชัดเจน รวมถึงวิถีแบบเก่า ๆ บรรยากาศเดิม ๆ ยังอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย จนยังแอบคิดอยู่บ่อย ๆ ว่า อยากให้กลับไปเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่มา

ไปหลายครั้ง ได้หลายสิ่ง

ถึงวัดจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความประทับใจที่มีต่อพระธาตุลำปางหลวงก็ไม่เคยเปลี่ยน ถ้าใครมาถามว่าชอบเจดีย์องค์ไหนมากที่สุด ผมก็คงตอบพระธาตุลำปางหลวงอยู่ดี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองหรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้รู้ได้เห็นมากขึ้น

อย่างพระธาตุกลับหัว ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ทุกคนต้องไปดูกัน ผมเพิ่งจะได้ดูตอนไปครั้งที่ 3 โน่น เพราะครั้งแรกไม่รู้ รู้แต่ที่วัดพระธาตุจอมปิงมีพระธาตุกลับหัว เลยได้ไปดูที่นั่น พอกลับไปรอบที่ 3 ก็เลยไปดู อยู่ในหอพระพุทธบาทเยื้อง ๆ กับพระธาตุ แต่ผู้หญิงขึ้นไม่ได้ ผู้ชายขึ้นได้อย่างเดียว ครั้งนั้นเลยขึ้นไปดูกับลูกชาย แต่ส่วนตัวไปดูแล้วเฉย ๆ คือพระธาตุกลับหัวก็สวย แต่ถ้าจะดูพระธาตุ รู้สึกว่าดูของจริงสวยกว่า

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา
พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอลูกชายเรียนที่คณะโบราณคดี เวลามาดูวัดพระธาตุลำปางหลวงก็สนุกมากขึ้น เพราะผมก็เข้าใจในศิลปะมากขึ้น ทั้งรูปแบบของเจดีย์ กู่พระเจ้าล้านทอง เริ่มรู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เรียกว่าอะไร เริ่มดูจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่ที่วิหารหลวงกับวิหารน้ำแต้มออก เวลาไปทีไรก็ได้ความรู้ แล้วก็ได้ถาม ได้คุย ได้แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองกับลูกชายด้วย จากที่ครั้งแรกมาแค่ชื่นชมความงามของพระธาตุและสิ่งต่าง ๆ ในวัดอย่างเดียว

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

แล้วยิ่งพอรู้มากขึ้น ก็กลายเป็นยิ่งเพิ่มความประทับใจในองค์พระธาตุลำปางหลวงมากขึ้นอีก ทั้งรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร เมื่อเทียบกับพระธาตุองค์สำคัญ ๆ หลายองค์ทางภาคเหนือ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญชัย ทั้งสัดส่วนของพระธาตุที่ดูกี่ครั้งก็รู้สึกว่าลงตัวเหลือเกิน กลายเป็นยิ่งชื่นชอบในองค์พระธาตุ และชื่นชมคนที่ออกแบบพระธาตุไปพร้อม ๆ กัน

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

คำขอต่อองค์พระธาตุ

อาจจะส่วนตัวสักหน่อย แต่ในใจก็ยังอยากให้วัดพระธาตุลำปางหลวงเก็บรักษาสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ให้ดี ตรงไหนผุ ตรงไหนพัง ก็ต้องซ่อมแซม แต่ต้องซ่อมให้ดี ให้คงสภาพเดิม ไม่ใช่สักแต่ว่าซ่อม แต่ผิดเพี้ยนผิดแผกไปจากเดิม แบบนั้นก็ไม่ดี 

และถ้าเป็นไปได้ อยากเห็นลานทรายแบบครั้งแรกที่ผมเห็น อยากให้เอากระเบื้องออกจากบริเวณรอบพระธาตุ เวลาไปนมัสการพระธาตุจะได้เดินบนพื้นทราย แล้วก็อยากให้คนลำปางรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ เพราะผมชอบอัธยาศัยของคนลำปาง พวกเขาเป็นคนที่พร้อมต้อนรับ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้มาเยือน อีกอย่างก็อย่าให้พุทธพาณิชย์เข้ามาแทรกซึมมากจนเกินพอดี ไม่ได้บอกว่าห้ามมี แต่ควรมีอย่างพอดี

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผม เป็นความทรงจำของผมที่มีต่อวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ผมเอามาแบ่งปัน ผมไม่ได้บอกให้คุณคิดเหมือนผม รู้สึกเหมือนผม เพราะทุกคนมีความประทับใจ มีความชื่นชอบ มีรสนิยมต่างกันอยู่แล้ว แต่ที่จะฝากก็คือ อยากให้ทุกคนช่วยกันเก็บรักษาสิ่งดี ๆ เอาไว้ บ้านเรามีสิ่งที่ดี สิ่งที่งามเยอะแยะ อยากให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เก็บรักษาของเหล่านี้ไว้ เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งที่สิ่งนั้นหายไป เราจะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง เพราะบางสิ่งเปลี่ยนแล้วเอากลับมาได้ แต่บางสิ่งเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนไปเลย

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นหนึ่งในพระธาตุเจดีย์สำคัญของจังหวัดลำปางและดินแดนล้านนา สังเกตได้จากการมีเวียงพระธาตุ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่พบร่วมกับพระธาตุสำคัญองค์อื่น ๆ ในล้านนา
  2. การเดินทางมายังวัดพระธาตุลำปางมีทั้งใช้รถส่วนตัว หรือจะเหมารถจากในตัวเมืองลำปางมาก็ได้ หรือหากอยากลองขนส่งสาธารณะ สามารถนั่งรถสองแถวสายเกาะคา-ลำปางได้
  3. หรือถ้าใครสนใจเรื่องเงาพระธาตุ ที่จังหวัดลำปางยังมีอีกหลายวัดที่มีเงาพระธาตุเช่นกัน เช่น วัดพระธาตุจอมปิง วัดพระธาตุดอยน้อย วัดอักโขชัยคีรี รวมถึงวัดประตูป่อง หรือวัดผาแดงหลวงก็มีเช่นกัน
  4. นอกจากวัดพระธาตุลำปางแล้ว ในตัวเมืองยังมีพระธาตุสำคัญอีกหลายองค์ ทั้งวัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระธาตุเสด็จ รวมถึงยังมีวัดสำคัญในตัวเมืองอีกหลายวัดที่น่าไปชม ใครที่ยังไม่เคยไป แนะนำให้ลองไปดูสักครั้งครับ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

Photographers

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load