15 กุมภาพันธ์ 2565

ภาพจำของสิงคโปร์ที่คนส่วนใหญ่รับรู้อาจจะเป็นเมืองหรูหรา เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่มีแสงสีสว่างไสวไปทั่วในยามค่ำคืน ซึ่งไม่แปลกที่เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อเรานึกสิงคโปร์ ภาพของสถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Marina Bay Sands หรือ Gardens By the Bay จะต้องผุดขึ้นมาเป็นที่แรก ๆ (ขนาดในหนังดังอย่าง Crazy Rich Asians ก็ยังถ่ายซ้ำไปซ้ำมาตั้งหลายครั้ง!) แต่รู้หรือไม่คะว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลกเลยนะ และความมุ่งหมายที่อยากจะให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาตินั้นมีมานานแล้วค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ขอเล่าย้อนไปในปี 1967 ลี กวนยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ประกาศแผนว่า จะทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนประเทศเล็ก ๆ ที่เคยเต็มไปด้วยขยะและมลภาวะไปสู่พื้นที่สีเขียวและมีโมเดลการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านมาแล้ว 55 ปี สิงคโปร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างเมืองให้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ใครที่บินมาสิงคโปร์โดยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส อาจจะเคยได้ยินพนักงานประกาศต้อนรับนักท่องเที่ยวว่า “Welcome to the Garden City” และไม่นานมานี้เอง สิงคโปร์ก็ได้ปรับมิชชั่นใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม ด้วยการมุ่งหน้านำไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่ามกลางธรรมชาติ หรือ City in Nature ค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ระหว่างที่เกิดวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ หลายคนถามเราว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ ประเทศเล็กนิดเดียว แต่จริง ๆ แล้วช่วงที่เราออกไปนอกประเทศไม่ได้นี่แหละ เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ออกไปเปิดหูเปิดตา หาอะไรทำในเกาะน้อยแห่งนี้มากขึ้น หนึ่งอย่างที่ทำให้เราไม่เบื่อและตั้งหน้าตั้งตาหาที่ใหม่ ๆ ในการไปเกือบทุกอาทิตย์ คือการนัดกับเพื่อนเพื่อออกไปเดินหรือปั่นจักรยานในสวน ซึ่งถ้าไม่ลองค้นหาดู เราอาจจะไม่รู้เลยว่าสิงคโปร์มีสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้และแหล่งธรรมชาติขนาดใหญ่เยอะมาก ๆ แถมแต่ละสวนก็ยังมีเส้นทางเดินที่เชื่อมต่อกันทุกสวนทั่วเกาะ มีความยาวกว่า 300 กิโลเมตร เรียกว่า Park Connector Network (PCN) เราเริ่มเดินจากสวนแรกไปยังอีกหลาย ๆ สวน เดินไปเดินมาเหมือนเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งว่าเราจะต้องเก็บแต้มให้ครบทุกสวน 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

นอกจากสวนแล้ว บนเส้นทาง PCN ก็ยังเชื่อมต่อให้เราเดินทางไปถึง Mandai Wildlife Reserve ซึ่งกำลังถูกพัฒนาให้เป็นเมืองใหม่ที่รวมเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ Singapore Zoo, River Wonders (เมื่อก่อนชื่อว่า River Safari), Night Safari, Bird Paradise (เดิมชื่อ Jurong Bird Park ที่จะย้ายมาจากเขต Jurong มาอยู่ที่นี่ โดยวางแผนเปิดให้บริการปี 2022) และ Rainforest Wild Park (วางแผนเปิดให้บริการปี 2024)

รวมถึงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำ และที่พักแนวอนุรักษ์ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่มาไว้ที่นี่ด้วย โครงการนี้นับได้ว่าเป็นโครงการที่จะนำทางไปให้เราศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติและสัตว์ป่าได้ครบจบในที่เดียวเลย

เมื่อมองไปยังอนาคตอันใกล้แล้ว เขต Mandai นี้ จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญและมีเอกลักษณ์มากสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสชีวิตสัตว์ป่าหายาก นี่ก็เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของหน่วยงานที่ริเริ่มโครงการนี้ นั่นคือการอนุรักษ์และปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่หลากหลาย และทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์โลกไปพร้อมกัน โดยมุ่งหวังนำความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกลับมาเพื่อคนรุ่นเราและคนรุ่นหลัง ให้ได้สัมผัสและมีส่วนร่วมไปกับธรรมชาติได้ง่ายดายขึ้น 

ซึ่งโครงการที่ว่าก็มุ่งหวังจะทำให้ย่านนี้ไปถึงจุดหมาย โดยมีโครงการฟื้นฟู Mandai (The Mandai Rejuvenation Project) ขึ้นมา เป็นโครงการที่เริ่มพัฒนาบนที่ดินที่เคยเป็นหมู่บ้าน ฟาร์ม อดีตสวนกล้วยไม้ Mandai ตลอดจนสวนสัตว์ที่มีอยู่เดิม และการวางแผนพัฒนานี้ก็ไม่ได้ทำไปอย่างงั้น แต่ว่าจริงจังมาก ๆ และคิดวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อส่งผลกระทบต่อพืชพันธุ์และสัตว์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ให้น้อยที่สุด เช่น สร้างสะพานเชื่อมต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ในพื้นที่ และให้การเดินทางนั้นปลอดภัยต่อตัวเราเองและธรรมชาติ

รวมถึงการติดป้ายที่ต้นไม้ในบริเวณนี้ เพื่อบอกรายละเอียดสายพันธุ์ สุขภาพ ขนาด และสถานะของการอนุรักษ์ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสีเขียวที่เอื้อต่อสัตว์ป่าในท้องถิ่น ต้นไม้ และพืชพื้นเมืองที่ได้รับการดูแลอย่างดี จะถูกปลูกไว้เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณนี้ ในขณะที่ชนิดพันธุ์และวัชพืชรุกรานจะถูกกำจัดออก

ถึงแม้ว่าสวนหลาย ๆ แห่งจะยังสร้างหรือย้ายมาไม่เสร็จ แต่ตอนนี้เราเข้าไปเดินสัมผัสบรรยากาศพื้นที่สีเขียวและแหล่งรวมสัตว์ป่านานาชนิดได้ ที่ Mandai Wildlife Reserve เราใช้เวลาทั้งหมด 1 วันเต็ม (เช้ายันเย็น) กับการเดินเที่ยวใน 3 สวนสัตว์หลักที่เปิดให้บริการ

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์และความประทับใจที่เราอยากเล่าให้ทุก ๆ คนฟังค่ะ

Singapore Zoo 
แหล่งรวมสัตว์ป่าจากทั่วโลกที่มาอยู่ร่วมกันในสวนสวย

เราเริ่มต้นวันด้วยการไปเที่ยวชมสวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo) เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่รวมสัตว์ป่าหายากไว้กว่า 300 สายพันธุ์ ความประทับใจแรกที่ได้จากการเดินไปถึงที่สวนสัตว์แห่งนี้คือ ที่นี่เป็นสวนสัตว์ที่ใหญ่มาก ๆ ถ้าเดินช้า ๆ ดูทั้งวันก็ไม่จบ บริเวณสวนสัตว์ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ทั่วทั้งสวน ให้ความรู้สึกร่มรื่น ใครที่เคยมาสิงคโปร์คงพอจะรู้กันว่าอากาศที่นี่ร้อนมาก ๆ แต่ด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่กลับทำให้เรารู้สึกว่าอากาศไม่ได้ร้อนในระดับที่บ่อนทำลายผิวกายเราได้ (แต่ความเหนียวเหนอะหนะเนื่องจากความร้อนชื้นนี่คงแก้ไม่ได้จริง ๆ) 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

เรามาเดินที่นี่เหมือนได้ไปเดินอยู่ในป่าขนาดย่อม ๆ ส่วนของการแสดงสัตว์ เรารู้สึกว่าเขาออกแบบกิจกรรมและสร้างสรรค์มาให้เราได้ใกล้ชิดกับสรรพสัตว์มาก ๆ สัตว์แต่ละประเภทจะมีโซนการละเล่นของตัวเอง ที่ทางสวนสัตว์จัดให้เหมาะกับธรรมชาติของสัตว์ชนิดนั้น ๆ และเราแทบไม่เห็นสัตว์ที่อยู่ในกรงเลย การมาดูสัตว์ที่นี่บางทีอาจจะต้องใช้ดวงและจังหวะสักหน่อย เพราะสัตว์แต่ละตัวก็ฟรีสไตล์มาก บางทีก็เห็น บางทีก็อาจจะไม่เห็น

จริง ๆ ถ้ามีเวลา เราแนะนำให้เดินให้ทั่วทั้งสวน เพราะแต่ละจุดต่างมีจุดเด่นที่น่าสนใจคนละแบบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลา เราขอแนะนำไฮไลต์ที่ห้ามพลาด (ถ้าไปแล้วน้องไม่โผล่ออกมาให้เห็นก็ต้องนั่งรอเลยแหละ)

  • Orangutan Exhibit จุดจัดแสดงโชว์ลิงอุรังอุตังที่มีอยู่ 2 จุดใกล้ ๆ กัน จุดแรกจะเป็นโซนปีนป่ายของลิงรุ่นเล็ก ทางสวนสัตว์จัดของเล่นและเครื่องอำนวยความสะดวกให้น้องปีนได้อย่างเต็มที่ จุดที่สองจะเป็นโซนตู้กระจก จุดนี้ไม่อยากให้พลาด เพราะในตู้จะมีลิงอุรังอุตังรุ่นลุงตัวใหญ่ (ใหญ่มากกกก) ที่เดินเข้ามาใกล้ชิดกับเราแบบประชิดเพียงแค่กระจกกั้น ตรงจุดนี้เรานั่งมองสบสายตากันได้เลย 
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Elephants of Asia จุดจัดแสดงช้างเอเชีย แม้ที่นี่จะมีแต่ช้างตัวเมียเท่านั้น แต่เราก็ยังเพลิดเพลินกับการนั่งชมความน่ารักของน้องช้าง จุดนี้มีที่นั่งเป็นสัดส่วน ใครเดินเมื่อย ๆ มานั่งพักชมอิริยาบถของน้อง ๆ ได้เลยยาว ๆ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Wild Africa เป็นจุดรวมสัตว์ต่าง ๆ จากทวีปแอฟริกาที่วิ่งเล่น (และบางตัวก็ยืนกินใบไม้) ให้เราเห็นในบริเวณที่กว้างขวาง ทั้งสิงโต (วันที่เราไปเหมือนน้องจะหลับเลยไม่เห็น) ยีราฟ ม้าลาย แรด หมูป่า เมียร์แคท (น่ารักมากกกก) ฯลฯ บริเวณจุดนี้เราจองให้อาหารยีราฟกับแรดได้ด้วยนะ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Fragile Forest อันนี้เด็ดที่สุด! ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ส่วนจัดแสดงนี้นอกจากเราจะเข้าไปหลบร้อน (เพราะเปิดแอร์) ได้แล้ว ยังเป็นจุดที่เราได้ใกล้ชิดกับสัตว์ต่าง ๆ แบบประชิดตัวมาก เมื่อเดินเข้าไปถึงห้องแรก ห้องนี้เป็นห้องรวมผีเสื้อที่เขาทำได้เก่งมาก ผีเสื้อเยอะและบางตัวบินมาเกาะเราได้ ถัดไปอีกห้องก็เจอกับน้องสล็อตที่ปีนต้นไม่อย่างเชื่องช้า นกพิราบหงอนที่ออกมาเดินตัดหน้าเราแบบไม่กลัว จิ้งจอกบินที่หน้าตาละม้ายคล้ายค้างคาว นกแก้วที่ส่งเสียงกวนเพื่อนตลอดเวลา ฯลฯ โซนนี้คือโซนที่เราชอบที่สุด

ที่สวนสัตว์สิงคโปร์แห่งนี้เป็นสวนที่เป็นสวนจริง ๆ มีทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วอาณาเขต สัตว์ต่าง ๆ ก็มีพื้นที่กว้าง ๆ ให้เดินได้ ไม่ถูกกั้นอยู่ในที่แคบ ๆ ระหว่างที่เราเดินเล่น ก็จะเห็นเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลน้องเดินอยู่ตลอด เป็นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายอย่างแท้จริง

River Wonders
ท่องเที่ยวชมแพนด้ายักษ์และสัตว์น้ำจากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลก

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

หลังจากเดินทัวร์สวนสัตว์จบแล้ว สวนข้าง ๆ กันที่เราเดินกันต่อคือ River Wonders (ชื่อเดิมคือ River Safari) ซึ่งเป็นที่ที่เราเข้าไปทำความรู้จักกับสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำแยงซี แม่น้ำคงคา หรือแม้แต่แม่น้ำโขงจากบ้านเราก็มี (เราเห็นปลาบึกตัวใหญ่มากมาว่ายน้ำให้ชม) 

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ของ River Wonders จนเราอยากแนะนำ คือ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Giant Panda Forest เป็นห้องจัดแสดงแพนด้ายักษ์ ชื่อ Jia Jia และ Kai Kai ตอนนี้เพิ่งให้กำเนิดลูกน้อยอายุไม่กี่เดือนชื่อน้อง Le Le มาเป็นขวัญใจตัวใหม่ของสวนนี้ ตอนนี้น้อง Le Le ยังอายุน้อย เลยออกมาแสดงความน่ารักแค่วันละ 20 – 30 นาทีเท่านั้น แต่ละวันแถวยาวมาก ถ้าใครไปไม่ทันก็ไปดูคุณพ่อหรือคุณแม่แพนด้าแทะต้นไผ่ให้เราชมแทนได้ค่ะ ตรงจุดนี้แอบกระซิบว่าแอร์เย็นมาก เหมาะกับการไปยืนแช่มากค่ะ และโซนนี้ยังมีการจัดแสดงแพนด้าแดงที่ปีนกิ่งไม้ไปมา ขอบอกว่าใกล้เรามาก ๆ จนอยากยื่นมือเข้าไปอุ้มเลย
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon River Quest เป็นเหมือนกับการนั่งเครื่องเล่นล่องแก่งในสวนสนุก แต่นี่คือการจำลองการนั่งเรืออยู่บนแม่น้ำแอมะซอน บริเวณรอบข้างมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ในผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ที่นี่เราจะได้เห็นสัตว์ป่าหายากมากมาย เช่น เสือดาว คาปิบาร่า นกฟลามิงโก้ ฯลฯ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon Flooded Forest โซนนี้เราตื่นตาตื่นใจมากกับอุโมงค์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ไปเดินอยู่ใต้น้ำ นอกจากสัตว์น้ำในตู้เล็ก ๆ แล้ว ตู้ใหญ่คือสิ่งที่ไม่ควรพลาดเลย เพราะที่นี่มีปลาพะยูนขนาดใหญ่และเล็กจำนวนมากที่ตีลังกาว่ายน้ำไปกับสัตว์น้ำอื่น ๆ การนั่งชมอยู่นิ่ง ๆ ก็ทำให้เรารู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าหากสวนสัตว์สิงคโปร์ทำให้เรานึกถึงผืนป่าที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ทั่ว ที่ River Wonders อาจจะเป็นแหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิดและที่อยู่อาศัยของสรรพสิ่ง ในช่วงตกเย็นที่นี่มีบรรยากาศพระอาทิตย์ตกสวยงามมาก เราออกจากสวนที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำนี้ในช่วงเวลาที่สงบสุขที่สุดของวัน

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

Night Safari 
นั่งรถชมวิถีชีวิตสัตว์ป่าในยามค่ำคืน

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็ถึงเวลาที่สรรพสัตว์ต่าง ๆ ใน Singapore Zoo และ River Wonders จะไปพักผ่อน ซึ่งขาของเราที่เดินมาทั้งวันก็เช่นกัน และพอดีกันกับที่ Night Safari มีบริการรถแทรม อันเป็นจุดเริ่มต้นให้นักท่องเที่ยวและนักเดินเที่ยวอย่างเราเข้าไปนั่งรถและทัวร์ชมสัตว์ยามค่ำคืน พร้อมฟังบรรยายต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่

บอกเลยว่าเราตื่นเต้นกับการเข้ามาเยือนที่ไนท์ ซาฟารี แห่งนี้มาก เพราะที่นี่เป็นสวนสัตว์กลางคืนแห่งแรกของโลก การมาที่นี่ให้ความรู้สึกแตกต่างกับสองสวนสัตว์รอบเช้าตรงที่ หนึ่ง เรานั่งแทรมได้ยาว ๆ เลย และ สอง อากาศไม่ร้อน แถมบรรยากาศยามค่ำคืนอันแสนเงียบสงบ ทำให้เราได้ยินเสียงสัตว์และแมลงต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นด้วย

การเข้าชม Night Safari แห่งนี้ เราขอแนะนำเป็น 2 เส้นทาง รับรองว่าไปทีเดียวครบ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
  • Tram Ride เป็นเส้นทางบังคับ (และควรจะไปนะ มันนั่งสบาย) เดินเข้าสวนมาปุ๊บ ต่อแถวขึ้นรถได้ปั๊บ โดยระหว่างการนั่งรถประมาณ 10 กว่านาทีเราจะเห็นสัตว์มากมาย ไฮไลต์คือสิงโตที่มาเป็นคู่ (คนขับรถบรรยายว่าคู่นี่เป็นแฟนกันนะ) แถมเกร็ดความรู้อีก 1 ข้อที่คนขับให้มาคือ รู้หรือไม่ว่าสิงโต นอนได้วันละถึง 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว มิน่าล่ะ ตอนไปสวนสัตว์เราไม่เห็น เพราะน้องคงหลับอยู่ ข้อควรระวังคือถึงแม้ว่าคนขับจะขับช้า ๆ แต่ถ้าต้องการถ่ายรูป เราแนะนำให้พกกล้องถ่ายรูปแบบ ISO สูง ๆ ไปเลย หรือไม่ก็นั่งชมเฉย ๆ เลยค่ะ เพราะเราพยายามถ่ายแล้ว มันไม่ได้จริง ๆ 
  • Walking Trails หลังจากจบการนั่งรถแล้ว เราแนะนำให้เดินต่อตามเส้นทางเดินที่มีอยู่ 4 เส้นทาง โดยทุกเส้นทางจะเชื่อมต่อกันหมด เราจะเห็นสัตว์ที่แตกต่างจากที่เรานั่งรถมา เริ่มจาก Fishing Cat Trail ที่อยู่ตรงทางขึ้น/ลงรถแทรม ไฮไลต์ของเส้นทางเทรลนี้คือการเดินไปให้ถึงจุดแสดงเสือ ซึ่งเราโชคดีมาก ตอนไปมีเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยงมาพอดี น้องเสือ 3 ตัวเลยออกมาเดินเล่นให้เราเห็นอย่างไม่เขินอาย นอกจากเสือแล้ว อย่าลืมเดินตามหาสัตว์ชนิดอื่น ๆ นะคะ และแน่นอนที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางให้น้อง ๆ ได้เดินและวิ่งกันอย่างเต็มที่
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

จบภารกิจหนึ่งวันที่เต็มอิ่มไปกับการเที่ยวชมธรรมชาติและสัตว์น้อยใหญ่ สิริแล้ววันนี้เราเดินไปเกือบ 20,000 ก้าว คงจินตนาการไม่ออกเลยใช่ไหมคะว่าถ้าอีก 2 สวนที่เหลือเปิดแล้ว เราจะเที่ยวยังไงให้หมดในวันเดียว

แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะที่นี่เขาวางแผนกันแล้วว่าจะทำให้ Mandai Wildlife Reserve เป็นเมืองหนึ่งเมืองที่เราเข้าไปพักผ่อนสัมผัสกับธรรมชาติตามธีม City in Nature ได้อย่างเต็มที่ โดยปี 2023 นี้ สิงคโปร์จะเปิดตัว Mandai Eco-Resort รีสอร์ตเชิงอนุรักษ์ที่จะมีบ้านบนต้นไม้ สะพานลอยฟ้า และเส้นทางเดินป่า ให้คนที่รู้สึกว่ายังรับพลังจากธรรมชาติไม่พอให้เข้าไปพักกันด้วย ใครที่ชมสวนต่าง ๆ วันเดียวไม่จบ ก็ไปเข้าพักผ่อนแล้วลุยกันต่อวันถัดไป

จากการเดินเที่ยวจนเต็มอิ่มกับธรรมชาติมาตลอดวัน เรารู้สึกว่าสิงคโปร์มาไกลแล้วจริง ๆ จากประเทศน้องใหม่ล่าสุดที่มีอายุเพียง 50 กว่าปี เขาพัฒนาประเทศจนเป็นประเทศที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค เป็นศูนย์กลางการค้า และการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารับรู้จากการที่อยู่และทำงานที่นี่มาเป็นเวลานาน วันนี้เราสัมผัสอีกแง่มุมหนึ่งของสิงคโปร์ ที่ต้องการเดินหน้าสู่การนำธรรมชาติและผืนป่ากลับเข้ามาใกล้เมืองและใกล้คนทุก ๆ คนมากขึ้น 

ขอบอกเลยว่าเขาไม่ได้ทำเล่น ๆ นะ เพราะมีการติดตามประเมินถึงผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติเป็นประจำ (เราดาวน์โหลดมาอ่านได้ด้วยนะ ถ้าสนใจ) จากความสำเร็จต่าง ๆ ของสิงคโปร์ที่เราเห็นผ่านสื่อรวมถึงที่เราสัมผัสเองหลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เราเชื่อมั่นมาก ๆ ว่า จุดมุ่งหมายภาพใหญ่ที่สิงคโปร์ต้องการเป็น City in Nature เขาทำได้แน่ ๆ 

เอาล่ะ! เราขอตอบคำถามทุกคนที่เคยถามว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ โดยเฉพาะช่วงที่เดินทางไปไหนไม่ได้ เราตอบได้ไม่เต็มปากว่า ‘ไม่เบื่อ’ แต่การที่เราได้ใช้เวลาค้นหาอะไรใหม่ ๆ ลองศึกษา รวมถึงสัมผัสโครงการต่าง ๆ ที่สิงคโปร์ทำแบบไม่หยุด ทำให้เรารู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้จริง ๆ 

เรามีข้อแนะนำเล็ก ๆ สำหรับคนที่วางแผนจะมาเที่ยวสิงคโปร์เร็ว ๆ นี้ เราอยากให้ลองมาสัมผัสอีกมุมหนึ่งประเทศนี้ผ่านเส้นทางธรรมชาติและการอนุรักษ์ เหมือนกับที่เราลองเปิดใจและลองเปิดตาไปเห็นถึงที่ มันประทับใจจนอยากชวนและเชียร์ให้ทุกคนไป

นี่ถ้า Mandai Eco Resort สร้างเสร็จเมื่อไหร่ คงจะต้องขอไป Staycation บ้างสักที

และอีกอย่างที่เรารู้สึกคือ คนที่นี่โชคดีมากที่มีโอกาสเข้าถึงธรรมชาติอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล, เบื่อหรือเปล่า ไม่รู้ แต่การไม่ต้องเดินทางไกลออกไปแสวงหาสิ่งที่ควรจะอยู่ใกล้ตัว ก็รู้สึกดีต่อใจเหมือนกันนะ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิง 

www.nparks.gov.sg/about-us/city-in-nature

tomorrow.city/a/singapore-transformation-garden-city

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ขจีภรณ์ เตชะทวีกิจกุล

นักสร้างและผู้จัดการชุมชนออนไลน์ / เกิดที่ไทย / ไปเรียนไกลถึงญี่ปุ่น / ทำงานคลุกฝุ่นอยู่ที่สิงคโปร์ / เดินได้วันละหลายสิบกิโล / ชอบเล่น Pole & Aerial / แนะเที่ยวและอยู่สิงคโปร์ยังไงให้ไม่เบื่อที่เพจ Boring Singapore

Photographers

สพล วงศ์อิศเรศ

อินทีเรียชาวไทย เสื่อผืนหมอนใบมาทำงานที่สิงค์โปร์ จนตอนนี้เหลือแต่เสื่อ หมอนหายไปแล้ว, ฟูลไทม์ดีไซเนอร์ พาร์ตไทม์ตากล้อง นักดนตรี เชฟ บาริสต้า คนเก็บแผ่นเสียง และไทยปาร์ตี้สิงคโปร์ ออแกไนเซอร์

ปรีดิกร เกรียงสิทธิเดช

สถาปนิกที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่สิงคโปร์ มีความฝันอยากเจอเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ หวังว่าจะทำได้สักวันนะ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 พฤศจิกายน 2565

“วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ฉันเจอนกตัวหนึ่ง มันถามฉันว่าจะไปไหน 

“ฉันจึงตอบ อยากไปให้ไกล ไกลเกินกว่าที่ฉันเคยไป โว้โหว…” 

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ผมกำลังนั่งฟังเพลงของ พี่แม็กซ์ เจนมานะ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจของตนเอง ขณะกำลังปุเลง ๆ ในรถมินิบัสที่มีลูกทัวร์ 10 ชีวิต มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง (Phong Nha-Ke Bang) บริเวณภาคกลางของประเทศเวียดนามในจังหวัดกว๋างบิ่ญ (Quang Binh) จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับ สปป.ลาว และเป็นที่ตั้งของถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ถ้ำเซิน ดุง (Son Doong) ซึ่งเพิ่งเปิดให้ท่องเที่ยวเมื่อ พ.ศ. 2556 นี้เอง

ก่อนหน้านั้น 2 เดือน โควิด-19 กำลังเริ่มระบาดและสถานการณ์ยิ่งน่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวเวียดนาม ชาวไทย และต่างชาติ ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ และพยายามเดินทางกลับประเทศตัวเอง หลายประเทศทยอยปิดประเทศ ห้ามเดินทางเข้าออกอย่างเคร่งครัด เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มดำเนินนโยบาย Zero Covid อย่างเข้มข้น

ขณะที่กำลังเหนื่อยล้าจากภารกิจประสานงานช่วยเหลืออพยพนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ตกค้างอยู่ในเวียดนามกลับประเทศ โฆษณาในเฟซบุ๊กก็เด้งขึ้นมาว่า การท่องเที่ยวถ้ำเซินดุงประจำปีนี้กำลังจะเปิด มีส่วนลดถึง 10% ! เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 สนนราคาประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ (จากราคาเต็ม 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ) พอคลิกเข้าไปดูก็แปลกใจเป็นอย่างมากว่า มีที่เหลือเยอะมาก ๆ 

หากใครติดตามทัวร์ถ้ำแห่งนี้ จะทราบดีว่า 1 ปีเปิดรับแค่ 50 – 100 รอบ รอบละ 10 คน ระหว่างเดือนมีนาคม-สิงหาคม (นอกฤดูฝน) เท่านั้น ต้องจองกันข้ามปี สวดมนต์กันข้ามคืน แถมต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน 100% ล่วงหน้าถึงจะได้คิว แต่ปีนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยกเลิกการจองเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศ

ครุ่นคิดคำนวณต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่สักพัก ก็กระดกเบียร์ไซง่อนจนหมด บีบกระป๋อง และตัดสินใจว่า เอาวะ! ถ้าจะต้องบินจากไทยมาลงนี่ 2 – 3 ต่อ ลางานรวม ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ (เวลาเดินเทรกกิ้ง 4 วัน 3 คืน บวกกับเวลาเดินทางมาและกลับอีก 2 วัน 2 คืน) และยังไม่นับคิวที่จองยากโคตร ๆ โอกาสนี้จึงน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ผมจึงไม่รีรอ รีบกดลงทะเบียน พร้อมโพสต์หาเพื่อนร่วมชะตากรรมในเฟซบุ๊กทันที ไม่นานพี่สาวผู้ใหญ่ใจดี 2 ท่านที่ทำงานอยู่ในเวียดนามด้วยกันก็ทักแสดงความสนใจมา 

พี่แหม่ม และ พี่ปุ๊ก ท่านหนึ่งในขณะนั้นเป็นผู้จัดการธนาคารไทยแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม ส่วนอีกท่านเป็นนักธุรกิจสาว พูดเวียดนามคล่องกว่าไทย และอาศัยอยู่เวียดนามมากกว่า 20 ปี ผมก็อุ่นใจระดับหนึ่งว่า อย่างน้อยถ้าพลาดพลั้งเป็นอะไรไปจากการเข้าถ้ำครั้งนี้ ก็ยังมีคนรู้จักที่บอกเล่าตำนานการตกหน้าผาแบบเท่ ๆ ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป 

ฟิตร่างกายก่อนเข้าถ้ำ

พวกเรา 3 ใบเถา มีเวลาเตรียมตัวก่อนเข้าถ้ำประมาณ 1 เดือน ต้องบอกก่อนว่าก่อนจ่ายเงินค่าทัวร์ เซลส์ประจำตัวที่คอยให้คำปรึกษาจะส่งแบบทดสอบและประเมินสมรรถนะความฟิตของร่างกายและสุขภาพ เพื่อดูว่าร่างกายของเราเหมาะสมสำหรับกิจกรรมหรือไม่ หรือจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะด้านใดเพิ่มเติม ซึ่งประสบการณ์เทรกกิ้งของผมนั้นเรียกว่าขี้หมูขี้หมามาก ๆ เคยเดินเทรกกิ้งเข้าถ้ำ Hang En (ห่างเอ๊น) 2 วันถ้วน ซึ่งเป็นถ้ำขนาดกลางบริเวณอุทยานเดียวกันกับเซินดุงเมื่อปีก่อนหน้า จึงได้รับคำแนะนำให้ลองไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาในจังหวัดบริเวณรอบ ๆ นครโฮจิมินห์สัก 2 – 3 ครั้งดูก่อน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พี่แหม่มผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวสายเขียว (ธรรมชาติ) เป็นชีวิตจิตใจรีบจ้างเทรนเนอร์มาเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย พี่ปุ๊กก็เช่นกัน ทั้งวิ่ง ทั้งต่อยมวย พวกเรา 3 คน ไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาลูกเตี้ย ๆ บริเวณรอบนคร พยายามเพิ่มความแข็งแรงและความอึดของร่างกาย เพื่อให้มีสมรรถนะพอฟัดพอเหวี่ยงกับการเข้าถ้ำที่มีความยากลำดับ 6 ตามมาตรฐานการเดินถ้ำ ซึ่งเป็นลำดับที่ยากที่สุด 

ที่ขาดไม่ได้คือ Shopping Day พวกเรานัดไปช้อปอุปกรณ์ปีนเขา เข้าร้านแล้วตาลายมาก ๆ เสียหายกันหลายล้าน (ด่ง) เพราะของมันต้องมี! เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม อุปกรณ์พร้อม เราออกเดินทางจากนครโฮจิมินห์ไปลงที่เมืองด่งเฮ๋ย (Dong Hoi) เมืองเอกของจังหวัดกว๋างบิ่ญ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง เมื่อถึงสนามบินปลายทาง มีพนักงานจากบริษัท Oxalis Adventure บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้บริการทัวร์ถ้ำเซินดุงแต่เพียงผู้เดียวมาถือป้ายรอรับอยู่ที่สนามบิน และพาเราขึ้นรถตู้มุ่งตรงไปยังโรงแรมที่พักใกล้อุทยาน ก่อนจะนัดรวมตัวกันที่ออฟฟิศใหญ่ของบริษัท Oxalis ช่วงเย็นเพื่อฟังบรีฟข้อมูลทั้งหมด

How (old) are you? 6519 

ในค่ำคืนวันแรก ลูกทัวร์รอบเดียวกันถูกเรียกมารวมตัว เพื่อฟังบรรยายสรุปก่อนทานข้าวเย็นมื้อจัดเต็มที่สุดที่สำนักงานของบริษัท Oxalis ริมแม่น้ำกอน (Song Con) เราพบลูกทัวร์ที่เหลืออีก 7 คน ประกอบด้วยคู่สามีภรรยาชาวฮานอย คู่รักหนุ่มสาวชาวเวียดและฝรั่งเศส สาวไซง่อนกูรูผู้ฝึกสอนโยคะและการออกกำลังทุกประเภท คู่รักไซง่อนอีกคู่ซึ่งมีอาชีพเป็นผู้กำกับในวงการมายาอีก 2  คน 

หลังจากเริ่มทำความรู้จักกันเบื้องต้นแบบเขิน ๆ ลุง Howard Limbert (ต่อไปขอเรียกว่าลุงโฮเวิร์ด) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินถ้ำชาวบริติชก็เผยตัว โชคดีมาก ๆ ที่ลุงร่วมทริปนี้ด้วย เพราะลุงเป็นบุคคลแรก ๆ ที่ร่วมสำรวจถ้ำเซินดุงกับลุง Ho Kanh ชาวบ้านที่ค้นพบปากทางเข้าถ้ำโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2534 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลุงโฮเวิร์ดเริ่มบรรยาย ครอบคลุมเนื้อหาถึงข้อควรระวัง การปฏิบัติตัวเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เส้นทางการเดินในแต่ละวัน วันไหนเท้าเปียก วันไหนปีนผา ลุยน้ำ โรยตัว โดยเฉลี่ยแล้วพวกเราเทรกกิ้งวันละ 6 ชม. รวมระยะทาง 25 กม. มีการปีนป่ายมุดถ้ำ 8 กม. ข้ามลำธารหลายครั้งและว่ายน้ำในถ้ำ ส่วนไฮไลต์คือการปีนกำแพงเมืองเวียด (Wall of Vietnam) ความสูง 100 เมตรเพื่อออกสู่ปากถ้ำ นอนตามจุดตั้งแคมป์ต่าง ๆ 3 คืน ในทริปนี้เราไม่ไปแค่ถ้ำเซินดุงเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านถ้ำน้อยใหญ่ เช่น Hang En และ Hang Tien ด้วย พอฟังบรีฟจบก็แอบหวั่นใจ จะไหวไหมนะ ขาก็สั้น มือก็เล็ก ท่าจะเหนื่อย แต่พอหันไปดูน้องหน้าละอ่อนทีมงานลูกหาบที่ตัวเล็กพอกันก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ฮึบ ๆ น่าจะพอได้

“Has anyone died from Son Doong expedition before?” ผมกระซิบถามลุงโฮเวิร์ดเบา ๆ หลังจบการบรรยาย ลุงมองหน้าผมด้วยความเอ็นดูขำ ๆ แล้วตบไหล่เบา ๆ พร้อมตอบว่า คนอายุน้อยที่สุดที่เคยเข้าถ้ำอายุ 18 ปี และมากที่สุดคือ 80 ปี, How old are you? ยังไม่มีใครตายนะ มีแต่เจ็บหนัก ลุงพูดจบก็หัวเราะ พร้อมมอบสติกเกอร์ติดกระเป๋าเลขที่ 6519 หมายถึงคนที่ 6519 ที่เดินเข้าถ้ำนี้ 

เท่าที่สืบทราบ ผมน่าจะเป็นคนไทยไม่เกินคนที่ 10 ที่เคยเข้าถ้ำนี้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลืมบอกว่าการเทรกกิ้งครั้งนี้เป็นการเดินอย่างพระราชา กินอย่างเศรษฐี และเข้าห้องน้ำแบบส่วนตัวสุด ๆ มีห้อง (เต็นท์) เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย แม้เรามีลูกทัวร์ 10 คน แต่มีทีมงานคุณภาพถึง 29 คน!! ใช่ครับ หนุ่มน้อยชาวเวียดนามร่างกายกำยำอายุ 20 ต้น ประกอบด้วยลูกหาบ 18 คน เชฟ 2 คน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย 5 คน ผู้ช่วยถ่ายภาพ 1 คน ไกด์นำเที่ยว 1 คน นายพราน 1 คน และนักเดินถ้ำชาวบริติชสังกัดสมาคมเดินถ้ำโลกอีก 1 คน ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ ทุกคน (ยกเว้นชาวบริติช) ใส่รองเท้าแตะลุงโฮฯ (รองเท้าแตะหุ้มข้อเท้าทำจากยางล้อรถยนต์ คู่ละ 300 บาท) 

ในการเดิน 4 วัน ยังไม่เคยเห็นทีมงานคุณภาพท่านใดลื่นล้ม มีแต่ลูกทัวร์รองเท้าเทรกกิ้งแบรนด์ดังคู่ละ 6,000 บาทขึ้นไปที่ลื่นแล้วลื่นอีก ไม่ว่าพื้นยางจะใช้เทคโนโลยี Nano Grip สูงขนาดไหนก็ตาม แต่ทุกคนต้องมีท่าลื่นไถลเท่ ๆ โดยทั่วกัน

การเดินทางของร่างกายและจิตใจ 

วันแรกน่าจะชิวที่สุด พวกเราเริ่มต้นจากอุทยานแห่งชาติฟ่องหย่า (Phong Nha) ไกด์หนุ่มหน้ามนพูดภาษาอังกฤษคล่องนาม หยุง มาทักทายพร้อมชี้ให้ดูทากที่กำลังกระดึ๊บ ๆ บนพื้นแล้วพร่ำว่า ฝนเริ่มลงแล้ว ทากออกมาเล่นน้ำ เป็นการต้อนรับลูกทัวร์ทั้ง 10 ด้วยความตื่นเต้น พวกเราเดินลัดเลาะริมลำธาร น้ำใสเย็นฉ่ำ ผีเสื้อหลากสีบินมาทักทายเป็นระยะ เมื่อถึงหมู่บ้านบันดุง (Ban Doong Village) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดุงตามชื่อถ้ำ อาศัยอยู่ใกล้ชายแดน สปป.ลาว เวียดนาม พวกเราแวะแจกขนมน้อง ๆ ในหมู่บ้านและเดินเล่นก่อนรับประทานอาหารกลางวันกันใต้ถุนบ้านของผู้นำหมู่บ้าน

วันนี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน พวกเราเดินสบาย ๆ ถ้าเป็นการวิ่งก็ถือเป็น Easy Run และแล้วก็มาถึงถ้ำเอ๊น (Hang En) ช่วงบ่ายแก่ ๆ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของวันนี้ เพราะมันคือสถานที่ตั้งแคมป์คืนแรกของพวกเราที่ตั้งอยู่บนชายหาดภายในถ้ำ! เมื่อไปถึงก็พบว่าเต็นท์เอย ครัวเอย ห้องน้ำเอย รวมถึงห้องเปลี่ยนเสื้อเอย ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยโดยเหล่าลูกหาบที่เดินมาถึงล่วงหน้าหลายชั่วโมง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

หันไปทางครัวเห็นเชฟกำลังหุงข้าวควันขโมง เชฟนามว่า กวาง ได้ยินเราพูดภาษาไทยก็เข้ามาเว้าลาวทักทายด้วยความดีใจ เธอเล่าว่าเคยไปทำงานใน สปป.ลาว หลายปี เลยพูดลาวได้ พี่สาวคนสวยของผมผู้มีพื้นเพจากอุบลฯ เลยเว้าอีสานกันสนุกสนาน ผูกมิตรอย่างสนิทสนม ผลบุญกุศลครั้งนี้ทำให้พวกเราได้กินอาหารลาวประเภทยำแซ่บ ๆ เสริมมื้ออาหารด้วยเสมอ เพราะเชฟกวางอยากแสดงฝีมือการทำอาหารลาวที่เก็บกดมานาน ต้องบอกว่ากับข้าวแต่ละมื้อมีประมาณ 7 – 8 อย่าง ต้ม ผัด แกง ทอด ครบครัน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม


วันนี้พระอาทิตย์ตกแล้ว ผมมองลอดช่องเขายุบในถ้ำเหนือชายหาดขึ้นไปเห็นดวงดาวเต็มฟ้า เป็นฉากที่แปลกตามาก เพราะนั่งอยู่ในถ้ำแต่เห็นชายหาดและดวงดาว เหลือบตาลงมาที่ท่าน้ำบริเวณหาดเห็นสาวห่มสไบยืนอยู่! ใช่ครับ พี่สาวคนสวยของผมเอง ชีเอาสไบมาด้วย ชาวไทย-ชาวเวียดทุกคนผลัดกันถ่ายรูปอย่างสนุกสนานที่ท่าน้ำ ก่อนจะอาบน้ำในแอ่งน้ำที่แสร้งว่าเป็นชายหาด ซึ่งอุณหภูมิเย็นเจี๊ยบ เป็นการอาบแบบล้างเนื้อล้างตัวโดยไม่ใช้สบู่ เพราะเป็นกฎสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 100% In and Out แม้แต่ของเสียทั้งหมดของมนุษย์ ลูกหาบก็ต้องแบกออกมาทิ้งนอกอุทยานทุกครั้ง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ผมกลับเข้ามาในเต็นท์ หลับตาลง แฮมสตริงตึงเล็กน้อย ได้ยินเสียงน้ำไหลเบา ๆ จากซอกหิน พร้อมเสียงนกบินเล่นในท้องฟ้าเหนือถ้ำวนไปมาอย่างไม่รู้เหนื่อย รู้สึกสบายตัวและสบายใจ 

เด็กกรุงเทพฯ อย่างผมไม่เคยหายใจแล้วเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแบบนี้มาก่อน 

อีกชั่วลมหายใจก็พลันรู้สึกตัวว่า พรุ่งนี้ฉันต้องลืมตาตื่นและเดินต่ออีกกี่โลหนา 

เราทุกตนต่างเป็นมนุษย์ถ้ำ

เช้าวันที่ 2 เราออกเดินทางจากถ้ำเอ๊น ลึกเข้าไปผ่านผาหินแหลมคมเพื่อทะลุออกหลังถ้ำ เดินเทรกกิ้งริมลำธารไปเรื่อย ๆ ราว 3 ชม. ในที่สุดก็มาถึงปากถ้ำเซินดุงที่รอคอย หลังจากทานอาหารกลางวัน น้องทีมรักษาความปลอดภัยก็นำเข็มขัดปีนผาหรือฮาร์เนสมาสวมให้ลูกทัวร์ทุกคน ซึ่งชายฉกรรจ์ทุกคนในกลุ่มต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้ารัดแน่นกว่านี้อีกนิดหนึ่งจะกลายเป็นหมันหมู่เป็นแน่แท้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

เราฝึกการใช้ฮาร์เนสและคลิปออนอยู่สักพัก ก็พร้อมหย่อนตัวลงไปที่หน้าผาสูงชันทางปากถ้ำเพื่อเข้าถ้ำเซินดุง ขาหยั่งกำแพง แขนตึง ตัวเอียง 60 องศา ถีบตัวออกจากผนังถ้ำพร้อมผ่อนมือเป็นระยะ ทะลุหมอกที่ลอยในถ้ำเหมือนกำลังก้าวข้ามไปอีกภพ อากาศในถ้ำเย็นชื้น ไม่มีกลิ่นอับ แสงไฟฉายบนหมวกกันน็อกฉายไปในความมืดที่ไม่สิ้นสุด ฝ่าผงฝุ่นละอองนับล้านที่มองด้วยตาเปล่าคงไม่ทันสังเกตเห็น

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พวกเราเทรกกิ้งต่อในถ้ำจนมาถึงจุดที่เรียกว่า Hand of God หินงอกยินย้อย 3 ล้านปี มีลักษณะคล้ายมือ (อย่างน้อยในทัศนคติผู้ค้นพบ) ทีมถ่ายรูปนำไฟสปอตไลต์ขนาดใหญ่วางทิ้งไว้ 3 จุด สำหรับให้ลูกทัวร์ถ่ายรูป โดยมีน้องทีมงานอีก 1 คน รีบรุดหน้าเดินไปยืนส่องไฟตัวเองกลางฉากเพื่อสร้างมิติระยะชัดลึก เปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของถ้ำกับมนุษย์อย่างรู้งาน ทัวร์ลูกเป็ดข้ามน้ำลำธารในถ้ำที่เย็นเจี๊ยบและเชี่ยวกราดอีกหลายครั้ง ก่อนจะมาถึงเนินที่ผมเรียกว่า เนินดาวอังคาร เพราะเต็มไปด้วยหินฟอสซิลที่ถูกกัดกร่อนโดยน้ำที่หยดจากผนังถ้ำและลมที่พัดภายในถ้ำ จนกลายเป็นหินทรายก้อนกลมเหมือนกระดูกมนุษย์ต่างดาว มีดาษดื่นละลานตาไปหมด หินเหล่านี้อยู่มานานกว่ามนุษยชาติเสียอีก 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม
ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ข้าง ๆ มีบ่อน้ำ ไกด์หยุงชี้ให้ดูปลาเผือกสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือที่ว่ายไปมา ปลาไม่มีตาและลำตัวไม่มีสี เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ – นี่มันจูราสสิกชัดๆ ผมคิดในใจ พวกเรายังคงเดินลึกเข้าไปในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนมาถึงสถานที่ตั้งแคมป์ บนเนินทรายริมชะง่อนหน้าผาหลุมยุบ มองทะลุเพดานถ้ำเห็นท้องฟ้า พวกเราจัดแจงนำของออกจากกระเป๋าที่ลูกหาบนำมาให้ล่วงหน้า จากนั้นไกด์พาเราไปอาบน้ำ ต้องเดินเทรกลงไปอีก 1 – 2 กิโลเมตรเพื่อลงไปเล่นลำธารใต้ดินในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการอาบน้ำที่อินดี้สุด ๆ น้ำเย็นใสแจ๋ว คงเป็นเพราะผ่านการกรองจากชั้นหินและแร่ธาติธรรมชาติมาหลายชั้นกว่าจะมาถึงชั้นนี้ สนุกสนานกันพักใหญ่ก็ลืมนึกไปว่าต้องเดินกลับไปเบสแคมป์อีก เอ้า เหงื่อออกอีกแล้วหรอ ฮ่า ๆ

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เย็นนั้นอาหารค่ำยังคงอร่อยเช่นเคย เพิ่มเติมคือมิตรภาพที่เริ่มถูกคอ เราเล่นไพ่และแลกเปลี่ยนเรื่องราวมากมายจนดึกดื่น ผมรู้แล้วว่าในโลกแห่งความเป็นจริงแต่ละคนสวมหัวโขนทำอาชีพอะไร แต่วันนี้เราคือคนประเภทเดียวกัน คนถ้ำที่มีเป้าหมายร่วมกัน เผลอคิดไปว่าถ้ารู้จักคนเหล่านี้ข้างนอก เราจะกล้าถอดหัวโขนแล้วมาเป็นมนุษย์ถ้ำเหมือนกันหรือไม่ ในโลกนอกถ้ำ มนุษย์ไม่เคยมีอิสระอย่างแท้จริง เพราะถูกจองจำอยู่กับการไล่ล่าความฝันและเป้าหมายสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ชีวิตได้ตามความจำเป็น

ค่าของฝุ่น

ผมตื่นมาฉีกซองกาแฟดริปแบรนด์ดังของเวียดนาม เอากาดริปจิ๋วออกมาจากกระเป๋า ใช่ครับ ผมพกกาดริปมาเดินถ้ำ บรรจงดริปกาแฟสายพันธุ์คารติมอร์จากที่ราบสูงในจังหวัดเลิมด่ง เมืองดาลัด พร้อมหมอกจาง ๆ ลอยเหนือปล่องถ้ำ ลำแสงที่เล็ดลอดเข้ามาเผยให้เห็นสีเขียวของต้นไม้ที่ขึ้นแซมในชะง่อนผาหิน วันนี้เป็นไฮไลต์ของทริป น้องหยุงบอกว่าวันนี้เดินน้อย ถ่ายรูปเยอะ โอ้โห เข้าทางพวกเราชาวสยาม

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เราเดินเทรกกิ้งลึกเข้าไปในถ้ำ อากาศหนาวขึ้น มืดขึ้น แต่หัวใจพวกเรานั้นพองโต ระหว่างทางผ่านช่องหินที่ลูกหาบสถาปนาให้เป็นรูเจมส์บอนด์ เพราะเป็นช่องกลมขนาดพอดีคนยืน พื้นหินลายดำตัดขาวคล้ายหินอ่อนทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูน่าสนใจเหมือนพระเอกในหนังสายลับอังกฤษ เดินต่อราว 2 ชั่วโมงก็ถึง Garden of Eden และ Wedding Cake หลุมยุบในถ้ำขนาดใหญ่ที่แสงสาดส่องเข้ามาถึงพื้นดิน เกิดระบบนิเวศต้นไม้เขียวน้อยใหญ่ เฟิร์นและหญ้ามอสเคลือบชั้นหินสลับซับซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ถ้าเปรียบกับจูราสสิก คงเป็นจังหวะที่มองไปแล้วเห็นไดโนเสาร์คอยาวใจดี (Apatosarus) กำลังเล็มยอดไม้

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

พวกเราผลัดกันปีนขึ้นไปยัง Wedding Cake หรือชั้นหินที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อยู่ตรงกลางช่องปล่องหลุมยุบ น่าจะเป็นจุดที่ผู้คนถ่ายรูปกันมากที่สุดและสวยที่สุดในทริป พี่แหม่มไม่รีรอหยิบธงชาติไทยที่แบกมา 3 วันออกมาจากกระเป๋า ส่วนพี่ปุ๊กคว้าสไบออกมาห่มตัว พร้อมหัวใจอันแรงกล้าในการปักธงความเป็นไทยกลางถ้ำล้านปี นี่แหละ! Soft Power ไทยไปไกลถึงถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวียดนาม 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ผมไต่ชั้นหินที่เคลือบด้วยน้ำและมอสขึ้นไปบนจุดสูงสุดแล้วมองไปรอบ ๆ 

ผมรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ส่วนมนุษย์เป็นเพียงแค่เศษฝุ่นของจักรวาลเท่านั้นเอง

ปราการด่านสุดท้าย กำแพงเมืองเวียดนาม

การเทรกกิ้งวันสุดท้ายคือการเข้าไปจุดที่ลึกสุด สูงที่สุด และชันที่สุดของถ้ำ

หากเป็นหลังหน้าฝนใหม่ ๆ พื้นถ้ำจะกลายเป็นแม่น้ำย่อม ๆ ลึกกว่า 10 เมตร ต้องลงเรือและพายเข้าไปยังจุดในสุดของถ้ำและไต่กำแพงหินสูง 100 เมตร หรือ Wall of Vietnam เรียกว่ามีทั้งไต่บันได ปีนผาด้วยเชือก เพื่ออกจากถ้ำเซินดุงทางด้านล่างขึ้นไปทางด้านบน ตอนที่พวกเราไปเป็นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าฝน น้ำในถ้ำจึงสูงแค่เอว วันนี้คุณลุงเดวิดเรียกว่าวันแห่งโคลน หรือ Muddy Day เป็นการเดินลุยดินโคลนกันครึ่งค่อนวัน ลัดเลาะตามซอกหินที่มีน้ำสูงระดับเอวหลายกิโล 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

วันนี้เป็นวันที่ทุกคนถ่ายรูปได้น้อยที่สุด เพราะลื่นล้มกันเยอะที่สุด การเดินในน้ำโคลนนั้นยากกว่าการเดินบนพื้นแห้งมาก ต้องใช้กำลังมากขึ้นถึง 2 เท่าในการยกและย่ำเท้า แถมยังมองไม่เห็นหลุมหรือซอกหินใต้น้ำสีโคลน แต่ชาวไทยอย่างพวกเราที่ฝึกฝนทักษะการเดินในน้ำท่วมมายาวนานหลายชั่วคน จึงหลบหลีกหลุมบ่อใต้น้ำได้อย่างดีเยี่ยมจนมาถึงกำแพงเมืองเวียด ลูกทัวร์แต่ละคนต้องใช้กำลังที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดไต่หน้าผาชันขึ้นไป 100 เมตร ตกคนละ 10 กว่านาที ในขณะที่ลูกหาบโชว์เหนืออีกแล้ว น้อง ๆ สวมรองเท้าแตะวิ่งไต่ผากับเชือก เหมือนหนังจีนกำลังภายในภายใน 3 – 4 นาทีเท่านั้น 

พวกเราทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มและภูมิใจ ในที่สุดก็ได้พิสูจน์ตัวเอง พวกเราทำได้!

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

อาหารมื้อสุดท้ายเป็นปอเปี๊ยะสดสอดไส้ง่าย ๆ นั่งทานบนผืนพลาสติกบริเวณปากถ้ำเซินดุง แต่มื้ออาหารธรรมดากลับพิเศษขึ้นมา เพราะรอยยิ้มของพวกเรา 10 คนที่เต็มไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ในขณะเดียวกันก็โล่งใจที่จะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในบ่ายวันนี้ พวกเราเดินเทรกกิ้งออกจากปากถ้ำไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงถนนเส้นหลักที่รถบัสจอดรออยู่ ฝนตกหนัก ทุกคนสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ 

ผมหยิบโทรศัพท์ที่เพิ่งเริ่มมีสัญญาณขึ้นมา ไลน์เด้งติดกันอย่างบ้าคลั่งกว่า 2 – 3 นาที 

ผมมองใบไม้เต้นระบำสู้ฝน ฟังเสียงน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ทากกระดึ๊บ ๆ ออกมาเล่นน้ำฝน 

“วันนี้ผมเดินออกจากป่า ผมไปไกลมาเกินกว่าที่ผมเคยไป” 

โลกความเป็นจริงอาจไม่ใช่โลกแห่งปัจจุบัน เพราะบางครั้งโลกปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้น ทำให้ไม่อาจเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติและจิตใจของมนุษย์ ขอบคุณ พี่แม็กซ์ เจนมานะ มา ณ ที่นี้ครับ 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected]round.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ยุทธฤทธิ์ บุนนาค

นักการทูตไทย นักดื่มกาแฟ นักเดินทางและปั่นจักรยานมือสมัครเล่นที่ใช้ชีวิตเพื่อตามหากาแฟแก้วที่ดีที่สุดในชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load