15 กุมภาพันธ์ 2565
4 K

ภาพจำของสิงคโปร์ที่คนส่วนใหญ่รับรู้อาจจะเป็นเมืองหรูหรา เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่มีแสงสีสว่างไสวไปทั่วในยามค่ำคืน ซึ่งไม่แปลกที่เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อเรานึกสิงคโปร์ ภาพของสถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Marina Bay Sands หรือ Gardens By the Bay จะต้องผุดขึ้นมาเป็นที่แรก ๆ (ขนาดในหนังดังอย่าง Crazy Rich Asians ก็ยังถ่ายซ้ำไปซ้ำมาตั้งหลายครั้ง!) แต่รู้หรือไม่คะว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลกเลยนะ และความมุ่งหมายที่อยากจะให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาตินั้นมีมานานแล้วค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ขอเล่าย้อนไปในปี 1967 ลี กวนยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ประกาศแผนว่า จะทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนประเทศเล็ก ๆ ที่เคยเต็มไปด้วยขยะและมลภาวะไปสู่พื้นที่สีเขียวและมีโมเดลการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านมาแล้ว 55 ปี สิงคโปร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างเมืองให้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ใครที่บินมาสิงคโปร์โดยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส อาจจะเคยได้ยินพนักงานประกาศต้อนรับนักท่องเที่ยวว่า “Welcome to the Garden City” และไม่นานมานี้เอง สิงคโปร์ก็ได้ปรับมิชชั่นใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม ด้วยการมุ่งหน้านำไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่ามกลางธรรมชาติ หรือ City in Nature ค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ระหว่างที่เกิดวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ หลายคนถามเราว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ ประเทศเล็กนิดเดียว แต่จริง ๆ แล้วช่วงที่เราออกไปนอกประเทศไม่ได้นี่แหละ เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ออกไปเปิดหูเปิดตา หาอะไรทำในเกาะน้อยแห่งนี้มากขึ้น หนึ่งอย่างที่ทำให้เราไม่เบื่อและตั้งหน้าตั้งตาหาที่ใหม่ ๆ ในการไปเกือบทุกอาทิตย์ คือการนัดกับเพื่อนเพื่อออกไปเดินหรือปั่นจักรยานในสวน ซึ่งถ้าไม่ลองค้นหาดู เราอาจจะไม่รู้เลยว่าสิงคโปร์มีสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้และแหล่งธรรมชาติขนาดใหญ่เยอะมาก ๆ แถมแต่ละสวนก็ยังมีเส้นทางเดินที่เชื่อมต่อกันทุกสวนทั่วเกาะ มีความยาวกว่า 300 กิโลเมตร เรียกว่า Park Connector Network (PCN) เราเริ่มเดินจากสวนแรกไปยังอีกหลาย ๆ สวน เดินไปเดินมาเหมือนเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งว่าเราจะต้องเก็บแต้มให้ครบทุกสวน 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

นอกจากสวนแล้ว บนเส้นทาง PCN ก็ยังเชื่อมต่อให้เราเดินทางไปถึง Mandai Wildlife Reserve ซึ่งกำลังถูกพัฒนาให้เป็นเมืองใหม่ที่รวมเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ Singapore Zoo, River Wonders (เมื่อก่อนชื่อว่า River Safari), Night Safari, Bird Paradise (เดิมชื่อ Jurong Bird Park ที่จะย้ายมาจากเขต Jurong มาอยู่ที่นี่ โดยวางแผนเปิดให้บริการปี 2022) และ Rainforest Wild Park (วางแผนเปิดให้บริการปี 2024)

รวมถึงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำ และที่พักแนวอนุรักษ์ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่มาไว้ที่นี่ด้วย โครงการนี้นับได้ว่าเป็นโครงการที่จะนำทางไปให้เราศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติและสัตว์ป่าได้ครบจบในที่เดียวเลย

เมื่อมองไปยังอนาคตอันใกล้แล้ว เขต Mandai นี้ จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญและมีเอกลักษณ์มากสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสชีวิตสัตว์ป่าหายาก นี่ก็เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของหน่วยงานที่ริเริ่มโครงการนี้ นั่นคือการอนุรักษ์และปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่หลากหลาย และทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์โลกไปพร้อมกัน โดยมุ่งหวังนำความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกลับมาเพื่อคนรุ่นเราและคนรุ่นหลัง ให้ได้สัมผัสและมีส่วนร่วมไปกับธรรมชาติได้ง่ายดายขึ้น 

ซึ่งโครงการที่ว่าก็มุ่งหวังจะทำให้ย่านนี้ไปถึงจุดหมาย โดยมีโครงการฟื้นฟู Mandai (The Mandai Rejuvenation Project) ขึ้นมา เป็นโครงการที่เริ่มพัฒนาบนที่ดินที่เคยเป็นหมู่บ้าน ฟาร์ม อดีตสวนกล้วยไม้ Mandai ตลอดจนสวนสัตว์ที่มีอยู่เดิม และการวางแผนพัฒนานี้ก็ไม่ได้ทำไปอย่างงั้น แต่ว่าจริงจังมาก ๆ และคิดวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อส่งผลกระทบต่อพืชพันธุ์และสัตว์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ให้น้อยที่สุด เช่น สร้างสะพานเชื่อมต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ในพื้นที่ และให้การเดินทางนั้นปลอดภัยต่อตัวเราเองและธรรมชาติ

รวมถึงการติดป้ายที่ต้นไม้ในบริเวณนี้ เพื่อบอกรายละเอียดสายพันธุ์ สุขภาพ ขนาด และสถานะของการอนุรักษ์ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสีเขียวที่เอื้อต่อสัตว์ป่าในท้องถิ่น ต้นไม้ และพืชพื้นเมืองที่ได้รับการดูแลอย่างดี จะถูกปลูกไว้เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณนี้ ในขณะที่ชนิดพันธุ์และวัชพืชรุกรานจะถูกกำจัดออก

ถึงแม้ว่าสวนหลาย ๆ แห่งจะยังสร้างหรือย้ายมาไม่เสร็จ แต่ตอนนี้เราเข้าไปเดินสัมผัสบรรยากาศพื้นที่สีเขียวและแหล่งรวมสัตว์ป่านานาชนิดได้ ที่ Mandai Wildlife Reserve เราใช้เวลาทั้งหมด 1 วันเต็ม (เช้ายันเย็น) กับการเดินเที่ยวใน 3 สวนสัตว์หลักที่เปิดให้บริการ

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์และความประทับใจที่เราอยากเล่าให้ทุก ๆ คนฟังค่ะ

Singapore Zoo 
แหล่งรวมสัตว์ป่าจากทั่วโลกที่มาอยู่ร่วมกันในสวนสวย

เราเริ่มต้นวันด้วยการไปเที่ยวชมสวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo) เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่รวมสัตว์ป่าหายากไว้กว่า 300 สายพันธุ์ ความประทับใจแรกที่ได้จากการเดินไปถึงที่สวนสัตว์แห่งนี้คือ ที่นี่เป็นสวนสัตว์ที่ใหญ่มาก ๆ ถ้าเดินช้า ๆ ดูทั้งวันก็ไม่จบ บริเวณสวนสัตว์ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ทั่วทั้งสวน ให้ความรู้สึกร่มรื่น ใครที่เคยมาสิงคโปร์คงพอจะรู้กันว่าอากาศที่นี่ร้อนมาก ๆ แต่ด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่กลับทำให้เรารู้สึกว่าอากาศไม่ได้ร้อนในระดับที่บ่อนทำลายผิวกายเราได้ (แต่ความเหนียวเหนอะหนะเนื่องจากความร้อนชื้นนี่คงแก้ไม่ได้จริง ๆ) 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

เรามาเดินที่นี่เหมือนได้ไปเดินอยู่ในป่าขนาดย่อม ๆ ส่วนของการแสดงสัตว์ เรารู้สึกว่าเขาออกแบบกิจกรรมและสร้างสรรค์มาให้เราได้ใกล้ชิดกับสรรพสัตว์มาก ๆ สัตว์แต่ละประเภทจะมีโซนการละเล่นของตัวเอง ที่ทางสวนสัตว์จัดให้เหมาะกับธรรมชาติของสัตว์ชนิดนั้น ๆ และเราแทบไม่เห็นสัตว์ที่อยู่ในกรงเลย การมาดูสัตว์ที่นี่บางทีอาจจะต้องใช้ดวงและจังหวะสักหน่อย เพราะสัตว์แต่ละตัวก็ฟรีสไตล์มาก บางทีก็เห็น บางทีก็อาจจะไม่เห็น

จริง ๆ ถ้ามีเวลา เราแนะนำให้เดินให้ทั่วทั้งสวน เพราะแต่ละจุดต่างมีจุดเด่นที่น่าสนใจคนละแบบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลา เราขอแนะนำไฮไลต์ที่ห้ามพลาด (ถ้าไปแล้วน้องไม่โผล่ออกมาให้เห็นก็ต้องนั่งรอเลยแหละ)

  • Orangutan Exhibit จุดจัดแสดงโชว์ลิงอุรังอุตังที่มีอยู่ 2 จุดใกล้ ๆ กัน จุดแรกจะเป็นโซนปีนป่ายของลิงรุ่นเล็ก ทางสวนสัตว์จัดของเล่นและเครื่องอำนวยความสะดวกให้น้องปีนได้อย่างเต็มที่ จุดที่สองจะเป็นโซนตู้กระจก จุดนี้ไม่อยากให้พลาด เพราะในตู้จะมีลิงอุรังอุตังรุ่นลุงตัวใหญ่ (ใหญ่มากกกก) ที่เดินเข้ามาใกล้ชิดกับเราแบบประชิดเพียงแค่กระจกกั้น ตรงจุดนี้เรานั่งมองสบสายตากันได้เลย 
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Elephants of Asia จุดจัดแสดงช้างเอเชีย แม้ที่นี่จะมีแต่ช้างตัวเมียเท่านั้น แต่เราก็ยังเพลิดเพลินกับการนั่งชมความน่ารักของน้องช้าง จุดนี้มีที่นั่งเป็นสัดส่วน ใครเดินเมื่อย ๆ มานั่งพักชมอิริยาบถของน้อง ๆ ได้เลยยาว ๆ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Wild Africa เป็นจุดรวมสัตว์ต่าง ๆ จากทวีปแอฟริกาที่วิ่งเล่น (และบางตัวก็ยืนกินใบไม้) ให้เราเห็นในบริเวณที่กว้างขวาง ทั้งสิงโต (วันที่เราไปเหมือนน้องจะหลับเลยไม่เห็น) ยีราฟ ม้าลาย แรด หมูป่า เมียร์แคท (น่ารักมากกกก) ฯลฯ บริเวณจุดนี้เราจองให้อาหารยีราฟกับแรดได้ด้วยนะ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Fragile Forest อันนี้เด็ดที่สุด! ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ส่วนจัดแสดงนี้นอกจากเราจะเข้าไปหลบร้อน (เพราะเปิดแอร์) ได้แล้ว ยังเป็นจุดที่เราได้ใกล้ชิดกับสัตว์ต่าง ๆ แบบประชิดตัวมาก เมื่อเดินเข้าไปถึงห้องแรก ห้องนี้เป็นห้องรวมผีเสื้อที่เขาทำได้เก่งมาก ผีเสื้อเยอะและบางตัวบินมาเกาะเราได้ ถัดไปอีกห้องก็เจอกับน้องสล็อตที่ปีนต้นไม่อย่างเชื่องช้า นกพิราบหงอนที่ออกมาเดินตัดหน้าเราแบบไม่กลัว จิ้งจอกบินที่หน้าตาละม้ายคล้ายค้างคาว นกแก้วที่ส่งเสียงกวนเพื่อนตลอดเวลา ฯลฯ โซนนี้คือโซนที่เราชอบที่สุด

ที่สวนสัตว์สิงคโปร์แห่งนี้เป็นสวนที่เป็นสวนจริง ๆ มีทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วอาณาเขต สัตว์ต่าง ๆ ก็มีพื้นที่กว้าง ๆ ให้เดินได้ ไม่ถูกกั้นอยู่ในที่แคบ ๆ ระหว่างที่เราเดินเล่น ก็จะเห็นเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลน้องเดินอยู่ตลอด เป็นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายอย่างแท้จริง

River Wonders
ท่องเที่ยวชมแพนด้ายักษ์และสัตว์น้ำจากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลก

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

หลังจากเดินทัวร์สวนสัตว์จบแล้ว สวนข้าง ๆ กันที่เราเดินกันต่อคือ River Wonders (ชื่อเดิมคือ River Safari) ซึ่งเป็นที่ที่เราเข้าไปทำความรู้จักกับสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำแยงซี แม่น้ำคงคา หรือแม้แต่แม่น้ำโขงจากบ้านเราก็มี (เราเห็นปลาบึกตัวใหญ่มากมาว่ายน้ำให้ชม) 

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ของ River Wonders จนเราอยากแนะนำ คือ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Giant Panda Forest เป็นห้องจัดแสดงแพนด้ายักษ์ ชื่อ Jia Jia และ Kai Kai ตอนนี้เพิ่งให้กำเนิดลูกน้อยอายุไม่กี่เดือนชื่อน้อง Le Le มาเป็นขวัญใจตัวใหม่ของสวนนี้ ตอนนี้น้อง Le Le ยังอายุน้อย เลยออกมาแสดงความน่ารักแค่วันละ 20 – 30 นาทีเท่านั้น แต่ละวันแถวยาวมาก ถ้าใครไปไม่ทันก็ไปดูคุณพ่อหรือคุณแม่แพนด้าแทะต้นไผ่ให้เราชมแทนได้ค่ะ ตรงจุดนี้แอบกระซิบว่าแอร์เย็นมาก เหมาะกับการไปยืนแช่มากค่ะ และโซนนี้ยังมีการจัดแสดงแพนด้าแดงที่ปีนกิ่งไม้ไปมา ขอบอกว่าใกล้เรามาก ๆ จนอยากยื่นมือเข้าไปอุ้มเลย
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon River Quest เป็นเหมือนกับการนั่งเครื่องเล่นล่องแก่งในสวนสนุก แต่นี่คือการจำลองการนั่งเรืออยู่บนแม่น้ำแอมะซอน บริเวณรอบข้างมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ในผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ที่นี่เราจะได้เห็นสัตว์ป่าหายากมากมาย เช่น เสือดาว คาปิบาร่า นกฟลามิงโก้ ฯลฯ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon Flooded Forest โซนนี้เราตื่นตาตื่นใจมากกับอุโมงค์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ไปเดินอยู่ใต้น้ำ นอกจากสัตว์น้ำในตู้เล็ก ๆ แล้ว ตู้ใหญ่คือสิ่งที่ไม่ควรพลาดเลย เพราะที่นี่มีปลาพะยูนขนาดใหญ่และเล็กจำนวนมากที่ตีลังกาว่ายน้ำไปกับสัตว์น้ำอื่น ๆ การนั่งชมอยู่นิ่ง ๆ ก็ทำให้เรารู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าหากสวนสัตว์สิงคโปร์ทำให้เรานึกถึงผืนป่าที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ทั่ว ที่ River Wonders อาจจะเป็นแหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิดและที่อยู่อาศัยของสรรพสิ่ง ในช่วงตกเย็นที่นี่มีบรรยากาศพระอาทิตย์ตกสวยงามมาก เราออกจากสวนที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำนี้ในช่วงเวลาที่สงบสุขที่สุดของวัน

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

Night Safari 
นั่งรถชมวิถีชีวิตสัตว์ป่าในยามค่ำคืน

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็ถึงเวลาที่สรรพสัตว์ต่าง ๆ ใน Singapore Zoo และ River Wonders จะไปพักผ่อน ซึ่งขาของเราที่เดินมาทั้งวันก็เช่นกัน และพอดีกันกับที่ Night Safari มีบริการรถแทรม อันเป็นจุดเริ่มต้นให้นักท่องเที่ยวและนักเดินเที่ยวอย่างเราเข้าไปนั่งรถและทัวร์ชมสัตว์ยามค่ำคืน พร้อมฟังบรรยายต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่

บอกเลยว่าเราตื่นเต้นกับการเข้ามาเยือนที่ไนท์ ซาฟารี แห่งนี้มาก เพราะที่นี่เป็นสวนสัตว์กลางคืนแห่งแรกของโลก การมาที่นี่ให้ความรู้สึกแตกต่างกับสองสวนสัตว์รอบเช้าตรงที่ หนึ่ง เรานั่งแทรมได้ยาว ๆ เลย และ สอง อากาศไม่ร้อน แถมบรรยากาศยามค่ำคืนอันแสนเงียบสงบ ทำให้เราได้ยินเสียงสัตว์และแมลงต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นด้วย

การเข้าชม Night Safari แห่งนี้ เราขอแนะนำเป็น 2 เส้นทาง รับรองว่าไปทีเดียวครบ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
  • Tram Ride เป็นเส้นทางบังคับ (และควรจะไปนะ มันนั่งสบาย) เดินเข้าสวนมาปุ๊บ ต่อแถวขึ้นรถได้ปั๊บ โดยระหว่างการนั่งรถประมาณ 10 กว่านาทีเราจะเห็นสัตว์มากมาย ไฮไลต์คือสิงโตที่มาเป็นคู่ (คนขับรถบรรยายว่าคู่นี่เป็นแฟนกันนะ) แถมเกร็ดความรู้อีก 1 ข้อที่คนขับให้มาคือ รู้หรือไม่ว่าสิงโต นอนได้วันละถึง 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว มิน่าล่ะ ตอนไปสวนสัตว์เราไม่เห็น เพราะน้องคงหลับอยู่ ข้อควรระวังคือถึงแม้ว่าคนขับจะขับช้า ๆ แต่ถ้าต้องการถ่ายรูป เราแนะนำให้พกกล้องถ่ายรูปแบบ ISO สูง ๆ ไปเลย หรือไม่ก็นั่งชมเฉย ๆ เลยค่ะ เพราะเราพยายามถ่ายแล้ว มันไม่ได้จริง ๆ 
  • Walking Trails หลังจากจบการนั่งรถแล้ว เราแนะนำให้เดินต่อตามเส้นทางเดินที่มีอยู่ 4 เส้นทาง โดยทุกเส้นทางจะเชื่อมต่อกันหมด เราจะเห็นสัตว์ที่แตกต่างจากที่เรานั่งรถมา เริ่มจาก Fishing Cat Trail ที่อยู่ตรงทางขึ้น/ลงรถแทรม ไฮไลต์ของเส้นทางเทรลนี้คือการเดินไปให้ถึงจุดแสดงเสือ ซึ่งเราโชคดีมาก ตอนไปมีเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยงมาพอดี น้องเสือ 3 ตัวเลยออกมาเดินเล่นให้เราเห็นอย่างไม่เขินอาย นอกจากเสือแล้ว อย่าลืมเดินตามหาสัตว์ชนิดอื่น ๆ นะคะ และแน่นอนที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางให้น้อง ๆ ได้เดินและวิ่งกันอย่างเต็มที่
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

จบภารกิจหนึ่งวันที่เต็มอิ่มไปกับการเที่ยวชมธรรมชาติและสัตว์น้อยใหญ่ สิริแล้ววันนี้เราเดินไปเกือบ 20,000 ก้าว คงจินตนาการไม่ออกเลยใช่ไหมคะว่าถ้าอีก 2 สวนที่เหลือเปิดแล้ว เราจะเที่ยวยังไงให้หมดในวันเดียว

แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะที่นี่เขาวางแผนกันแล้วว่าจะทำให้ Mandai Wildlife Reserve เป็นเมืองหนึ่งเมืองที่เราเข้าไปพักผ่อนสัมผัสกับธรรมชาติตามธีม City in Nature ได้อย่างเต็มที่ โดยปี 2023 นี้ สิงคโปร์จะเปิดตัว Mandai Eco-Resort รีสอร์ตเชิงอนุรักษ์ที่จะมีบ้านบนต้นไม้ สะพานลอยฟ้า และเส้นทางเดินป่า ให้คนที่รู้สึกว่ายังรับพลังจากธรรมชาติไม่พอให้เข้าไปพักกันด้วย ใครที่ชมสวนต่าง ๆ วันเดียวไม่จบ ก็ไปเข้าพักผ่อนแล้วลุยกันต่อวันถัดไป

จากการเดินเที่ยวจนเต็มอิ่มกับธรรมชาติมาตลอดวัน เรารู้สึกว่าสิงคโปร์มาไกลแล้วจริง ๆ จากประเทศน้องใหม่ล่าสุดที่มีอายุเพียง 50 กว่าปี เขาพัฒนาประเทศจนเป็นประเทศที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค เป็นศูนย์กลางการค้า และการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารับรู้จากการที่อยู่และทำงานที่นี่มาเป็นเวลานาน วันนี้เราสัมผัสอีกแง่มุมหนึ่งของสิงคโปร์ ที่ต้องการเดินหน้าสู่การนำธรรมชาติและผืนป่ากลับเข้ามาใกล้เมืองและใกล้คนทุก ๆ คนมากขึ้น 

ขอบอกเลยว่าเขาไม่ได้ทำเล่น ๆ นะ เพราะมีการติดตามประเมินถึงผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติเป็นประจำ (เราดาวน์โหลดมาอ่านได้ด้วยนะ ถ้าสนใจ) จากความสำเร็จต่าง ๆ ของสิงคโปร์ที่เราเห็นผ่านสื่อรวมถึงที่เราสัมผัสเองหลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เราเชื่อมั่นมาก ๆ ว่า จุดมุ่งหมายภาพใหญ่ที่สิงคโปร์ต้องการเป็น City in Nature เขาทำได้แน่ ๆ 

เอาล่ะ! เราขอตอบคำถามทุกคนที่เคยถามว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ โดยเฉพาะช่วงที่เดินทางไปไหนไม่ได้ เราตอบได้ไม่เต็มปากว่า ‘ไม่เบื่อ’ แต่การที่เราได้ใช้เวลาค้นหาอะไรใหม่ ๆ ลองศึกษา รวมถึงสัมผัสโครงการต่าง ๆ ที่สิงคโปร์ทำแบบไม่หยุด ทำให้เรารู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้จริง ๆ 

เรามีข้อแนะนำเล็ก ๆ สำหรับคนที่วางแผนจะมาเที่ยวสิงคโปร์เร็ว ๆ นี้ เราอยากให้ลองมาสัมผัสอีกมุมหนึ่งประเทศนี้ผ่านเส้นทางธรรมชาติและการอนุรักษ์ เหมือนกับที่เราลองเปิดใจและลองเปิดตาไปเห็นถึงที่ มันประทับใจจนอยากชวนและเชียร์ให้ทุกคนไป

นี่ถ้า Mandai Eco Resort สร้างเสร็จเมื่อไหร่ คงจะต้องขอไป Staycation บ้างสักที

และอีกอย่างที่เรารู้สึกคือ คนที่นี่โชคดีมากที่มีโอกาสเข้าถึงธรรมชาติอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล, เบื่อหรือเปล่า ไม่รู้ แต่การไม่ต้องเดินทางไกลออกไปแสวงหาสิ่งที่ควรจะอยู่ใกล้ตัว ก็รู้สึกดีต่อใจเหมือนกันนะ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิง 

www.nparks.gov.sg/about-us/city-in-nature

tomorrow.city/a/singapore-transformation-garden-city

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

ขจีภรณ์ เตชะทวีกิจกุล

นักสร้างและผู้จัดการชุมชนออนไลน์ / เกิดที่ไทย / ไปเรียนไกลถึงญี่ปุ่น / ทำงานคลุกฝุ่นอยู่ที่สิงคโปร์ / เดินได้วันละหลายสิบกิโล / ชอบเล่น Pole & Aerial / แนะเที่ยวและอยู่สิงคโปร์ยังไงให้ไม่เบื่อที่เพจ Boring Singapore

Photographers

Avatar

สพล วงศ์อิศเรศ

อินทีเรียชาวไทย เสื่อผืนหมอนใบมาทำงานที่สิงค์โปร์ จนตอนนี้เหลือแต่เสื่อ หมอนหายไปแล้ว, ฟูลไทม์ดีไซเนอร์ พาร์ตไทม์ตากล้อง นักดนตรี เชฟ บาริสต้า คนเก็บแผ่นเสียง และไทยปาร์ตี้สิงคโปร์ ออแกไนเซอร์

Avatar

ปรีดิกร เกรียงสิทธิเดช

สถาปนิกที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่สิงคโปร์ มีความฝันอยากเจอเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ หวังว่าจะทำได้สักวันนะ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

2 พฤศจิกายน 2560
3 K
ถ้าที่ที่อยู่มันสบาย แล้วอยู่อย่างมีความสุข เรียกว่าใช้ได้
ถ้าอยู่ที่ที่ไม่มีความสุข แล้วยังสบายใจได้ บนโลกนี้จะมีที่ไหนทำให้เป็นทุกข์’

 

ปิดภาคเรียนฤดูร้อนที่ผ่านมา เราได้ปักหมุดหมายความตั้งใจลงบนแผนที่โลก และออกเดินทางไปทำจิตอาสา สอนหนังสือเด็กเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ที่เมือง Patan (ปาตัน) ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นการเดินทางด้วยตัวเองเพื่อไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศครั้งแรก แน่นอนว่าอะไรๆ ก็เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นและความท้าทาย

แต่การเริ่มต้นครั้งแรกก็ทำให้ความไม่สบายใจอยู่ในระดับสูงมาก ด้วยแต่เดิมแล้ว เสียงกรีดร้องของความทุกข์ดังก้องอยู่ในหัวเราตลอดเวลาที่ต้องพบเจอความยากลำบาก การต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ และอยู่ในที่ที่ไม่ได้อยากอยู่

ความไม่สบายใจเข้ามาตั้งแต่วันแรกที่ได้สัมผัสกับผืนดินประเทศเนปาลเลย เพราะที่นี่ไม่ใช่ประเทศที่จะอยู่ได้อย่างสุขสบายเหมือนเคย เสียงร้องของความทุกข์เริ่มทำงานตั้งแต่แรก แต่พอรู้อยู่แก่ใจดีว่านี่จะเป็นก้าวสำคัญที่น่าจดจำและจำเป็นสำหรับการเติบโต

ทำไมถึงไปสอนหนังสือที่เนปาล?

มันท้าทาย เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี เปิดหูเปิดตา ได้ปรับตัวในระดับที่พอทนไหวสำหรับประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเอง อันนี้เป็นเหตุผลที่ไว้ตอบคนอื่น

ส่วนเหตุผลที่ไว้ตอบตัวเองคือ ในโลกที่วุ่นวาย เราอยากขอใช้เวลาตามหาเพียงสักพื้นที่หนึ่งที่จะได้ฝึกดับเสียงกรีดร้องที่ดังอยู่ในความคิดนี้สักที

แล้วบนโลกนี้ จะมีตารางนิ้วใดอีกล่ะที่จะทำให้เราเป็นทุกข์ได้

ขอต้อนรับเข้าสู่คอร์สเรียนปรับพฤติกรรม ดัดสันดานตัวเองที่เนปาล ณ บัดนี้

ตลาด

ห้อง

เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน แท็กซี่ติดมิเตอร์ที่ไม่มีใครคิดจะใช้ การจราจรที่วุ่นวายปราศจากสัญญาณไฟใดๆ วัฒนธรรมการทานอาหารด้วยมือ ผู้คนสื่อสารด้วยภาษาที่ไม่น่าจะได้ยินจากที่ไหนในโลกอีก เป็นสิ่งที่ต้อนรับทักทายเราในวันแรกของการมาเยือน นี่เป็นการเริ่มต้นที่สร้างความประหลาดใจและหวั่นใจให้แก่เราไม่น้อย ในระหว่างทางการไปพบกับบ้านหลังใหม่

ไม่นานนัก เราก็มาถึงสนามวิ่งเล่นและสนามเรียนรู้ของเด็ก ๆ ราวพันคนในเมืองปาตันที่ชื่อ Tri-padma Vidyashram Higher Secondary School โรงเรียนรัฐบาลขนาดประมาณ 3 สนามบาสเกตบอล ห้องเรียนเก่าๆ 1 ห้องในโรงเรียนได้เปลี่ยนโฉมใหม่กลายเป็นห้องนอนด้วยฟูกและผ้าห่ม 1 ผืน พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ได้กลายเป็นบ้านที่พักพิงและที่เตรียมการทำงานไปอีกเกือบ 5 สัปดาห์   

เราใช้เวลาส่วนมากของโครงการอยู่ในเมืองปาตัน (อีกชื่อหนึ่งที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยคือ Lalitpur ที่มีฉายาว่าเมืองแห่งความงาม) เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยตึกสถาปัตยกรรมแบบโบราณ แวดล้อมไปด้วยวัดวาอารามทั้งแบบพุทธและฮินดู บ้างก็ดูสมบูรณ์ครบถ้วนดี บ้างก็เหลือแต่ซากปรักหักพังรอการซ่อมแซมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โดยรวมแล้วเมืองนี้ยังคงเสน่ห์ความน่าค้นหาและมนตราความขลังอะไรบางอย่างซึ่งสัมผัสได้เมื่อมาอาศัยอยู่ที่นี่

เนปาล

ถือว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ได้สำหรับจิตใจ แต่ที่ที่ดูใช้ไม่ได้และชวนกรีดร้องในหัวสมองมากที่สุดเห็นจะเป็นที่โรงเรียนนี่แหละ ห้องน้ำสุดสกปรกที่แบ่งกันใช้กับนักเรียนนับพัน น้ำไม่ไหล อาหารรสชาติไม่คุ้นปากชวนปวดท้อง แทบไม่มีแสงไฟและผู้คนอยู่ยามค่ำคืน เป็นอีกมิติหนึ่งของชีวิตที่ได้พบเจอ

จริงๆ มันคงไม่ได้ยากลำบากขนาดนั้นสำหรับใครหลายๆ คน แต่คงเป็นเพราะความไม่คุ้นชินและอาการติดความสบายของตัวเอง มันกระตุ้นให้เราคิดตลอดเวลาว่าจะต้องใช้วิธีการไหนในการเอาตัวรอด ทำให้ตัวเองห่างไกลจากความทุกข์จนกว่าจะได้กลับบ้าน

ช่วงเวลานั้น เรามองไม่เห็นแสงสว่างในความมืดมิดนี้เท่าไหร่ ห้องนอนแฝงไปด้วยกลิ่นไอของความน่ากลัวยามค่ำคืน มันกลายเป็นบททดสอบใหม่ของชีวิต อะไรที่ไม่เคยคุ้น วันนี้จำเป็นแล้วที่ต้องทำให้คุ้นเคย แต่มีคนเคยบอกเราไว้ว่า วิธีการเอาชนะความมืดที่ดีที่สุดคือการพาตัวเองไปเผชิญความมืดจนคุ้นชิน เมื่อนั้นความกลัวจะทุเลาลง เรื่องบางเรื่อง กลัวตรงไหน ให้พาตัวเองไปอยู่ที่นั่นเพื่อรักษาความกลัว

อย่างน้อยวันนี้ อยากจะขอบคุณตัวเองที่ให้โอกาสชีวิตมาเผชิญกับความมืดมิดที่สุดเท่าที่จะพอคิดได้แล้ว

ร้านค้า จิตอาสา

ฟ้าอาจจะใคร่ครวญดูแล้วว่าทั้งหมดนี้อาจจะดูหนักหน่วงและชวนเหงาเกินไปสำหรับเด็กวัยกำลังค้นหาตัวเองคนหนึ่งในโลกใบใหญ่ จึงได้เมตตาส่งคนมาเป็นเพื่อนร่วมทางที่จะฟันฝ่าทุกอย่างไปด้วยกัน

เรากำลังพูดถึงโรวาน เด็กหนุ่มสัญชาติอเมริกันแต่เรียนอยู่ที่แคนาดา วัย 19 ปี ผู้เป็นเพื่อนร่วมห้อง ร่วมโรงเรียน ของเราไปตลอดจนจบโครงการ

ปรับตัวเก่ง นิสัยดี เป็นผู้ใหญ่ ใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เข้ากับเด็กได้อย่างน่ารัก เรียนรู้ภาษาเนปาลได้อย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่เราพอจะรู้เกี่ยวกับโรวาน เนปาลเป็นสถานที่ในฝันของเขาตั้งแต่แรก ซึ่งคงต้องขอบคุณความฝันและการมีอยู่ของโรวาน ที่ทำให้การผจญภัยครั้งนี้ไม่ได้โดดเดี่ยวเสียจนเกินไป

และนอกจากโรวานแล้ว ในการเดินทางครั้งนี้ โลกยังหมุนเวียนให้คนวัยหนุ่มสาวจากทั่วทุกมุมโลก มากกว่า 20 ประเทศเดินทางมาเจอกัน แม้ว่าเราจะมีความแตกต่างกัน แต่เชื่อว่าเราน่าจะมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กัน เราถึงได้มาร่วมขบวนการกันในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของโลกใบนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน

นี่ยังไม่รวมถึงคุณอาและลูกชายของโรงอาหารโรงเรียน พี่ยามผู้เปิดประตูให้เข้าโรงเรียนได้ตอนดึก คุณป้าที่ให้ยืมห้องน้ำไว้อาบน้ำ ทีมงานที่มาช่วยต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อนคนไทยที่เจอกันโดยบังเอิญ และอีกหลากหลายตัวละครที่เดินผ่านเข้ามามีบุญคุณอย่างสูงต่อชีวิตและสอนอะไรบางอย่างให้กับเราในการเดินทางครั้งนี้

เพื่อนร่วมทางที่ดีจะทำให้การเดินทางไกลแสนไกลดูเหมือนสั้นลงโดยไม่รู้ตัว โชคดีเหลือเกิน เพื่อนร่วมทางของเรามาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว

นักเรียน

นอกจากสภาพแวดล้อมและผู้คนจะเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่เชื้อชวนให้ปฏิบัติการปรับพฤติกรรมและความคิดเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว เด็กนักเรียนนับพันคนในโรงเรียนชื่อดังย่านปาทันนี้ก็ดูจะมีบทบาทไม่แพ้กัน

10 โมงเช้าเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะได้เห็นเด็กเหล่านี้วิ่งกรูเข้ามาในโรงเรียนเพื่อเตรียมตัวเคารพธงชาติ ไม่เว้นแม้แต่วันอาทิตย์ เพราะตามปกติแล้ว โรงเรียนที่เนปาลจะบังคับให้ทุกคนมาโรงเรียน 6 วันต่อสัปดาห์ มีให้หยุดพักหายใจเพียงแค่วันเสาร์ เนื่องจากมีวันหยุดทางราชการและศาสนาเยอะมากระหว่างปี เลยต้องชดเชยด้วยการเรียนเพิ่มสักหน่อย

“นาย นาย พ่อนายชื่ออะไรอะ”

ประโยคคำถามที่ได้ยินบ่อยมากที่สุดจากกองทัพเด็กเหล่านี้ น่าจะไม่แพ้คำว่า ‘นมัสเต’ 
(สวัสดี) เลยทีเดียว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยากรู้ไปทำไม

สิ่งที่น่าประทับใจของนักเรียนเนปาลคือส่วนมากเป็นคนกล้าแสดงออกโดยธรรมชาติ กระตือรือร้นและไม่เกรงกลัวที่จะเป็นฝ่ายเริ่มเข้าหาชาวต่างชาติก่อน ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้าเหล่านี้มาจากไหนเหมือนกัน

ในส่วนของการเรียนการสอน หลักสูตรของที่นี่จะเรียนและสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กเนปาลยุคใหม่สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติกันได้อย่างรู้เรื่อง ก็น่าคิดว่าแล้วตอนนี้ประเทศเราให้ความใส่ใจกับด้านการสื่อสารกับต่างชาติมากเท่านี้แล้วหรือยัง

ที่ดูขาดตกบกพร่องไปบ้างคงจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงความทันสมัย ส่วนมากแล้วจะเป็นการเรียนตามตัวหนังสือเสียมากกว่า ไม่ได้มีสื่อประกอบการสอนอื่นใดมาส่งเสริมให้เข้าใจ ห้องเรียนห้องหนึ่งมีเพียงกระดาน กระดาษและมาร์กเกอร์เท่านั้น สงสัยเหมือนกันว่าถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ที่ครบครัน พวกเขาจะก้าวไปได้ไกลมากกว่านี้แค่ไหน

ส่วนบทบาทการเป็นครูนั้น เราค่อนข้างใช้เวลาพอสมควรในการวางแผนและปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่พูดได้ทั้งวัน แต่บทเรียนสำคัญที่สุดที่เราได้รับคือ ในขณะที่เราได้เริ่มทำงานเป็นครู พร้อมกันนั้นเราก็ได้กลับกลายมาเป็นเด็กนักเรียนที่อยากจะค้นหาความรู้และค้นหาความหมายให้กับชีวิตตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

ห้องเรียน เด็ก

ความน่ารักและกระตือรือร้นเกินพิกัดของเด็กเหล่านี้ทำให้อยากจะลองเป็นครูที่ดีสักครั้ง

ก้าวข้ามขีดจำกัดของภาษาและความแตกต่าง เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีกว่าเดิม คงไม่เกินจริงไปถ้าจะบอกว่าเด็กพวกนี้นิยามความหมายของคำว่าชีวิตเราใหม่ คอร์สเรียนนี้สมบูรณ์แบบได้เพราะเด็กน้อยเมืองปาตันเป็นผู้มอบวิชาให้แก่เราเอง

ธงมนตร์

5 สัปดาห์ของชีวิตช่วงนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายที่ไม่อาจบรรจุทุกอย่างลงบนพื้นที่นี้ได้ แต่หากให้เลือกสักเรื่องหนึ่งที่อยากบอกกับใครสักคน คงต้องเป็นเรื่องนี้

ลองให้โอกาสชีวิต เดินทางไปติดอยู่ในที่ที่ดูเหมือนไม่น่าจะมีความสุขได้สักครั้งหนึ่ง แล้วลองหาความสบายในความทุกข์นั้นดู มันอาจจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่อยู่ตรงที่ใจเรานี้เอง

หากหามันพบ รับประกันได้เลยว่ามันจะเป็นคอร์สเรียนการปรับพฤติกรรมที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต

แล้วบนโลกนี้ จะมีที่ไหนทำให้เราเป็นทุกข์ได้ล่ะ?

บทความนี้เป็น Travelogue ที่ชนะรางวัลกระเป๋าจาก Moleskine แบบ Classic Backpack สีเทา สำหรับการประกวดเดือนกันยายน – ตุลาคม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีทั้งกระเป๋าจาก Moleskine ให้ลุ้นร่วมสนุก และมีสมุดบันทึก Limited Edition จาก The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load