15 กุมภาพันธ์ 2565
4 K

ภาพจำของสิงคโปร์ที่คนส่วนใหญ่รับรู้อาจจะเป็นเมืองหรูหรา เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่มีแสงสีสว่างไสวไปทั่วในยามค่ำคืน ซึ่งไม่แปลกที่เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อเรานึกสิงคโปร์ ภาพของสถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Marina Bay Sands หรือ Gardens By the Bay จะต้องผุดขึ้นมาเป็นที่แรก ๆ (ขนาดในหนังดังอย่าง Crazy Rich Asians ก็ยังถ่ายซ้ำไปซ้ำมาตั้งหลายครั้ง!) แต่รู้หรือไม่คะว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลกเลยนะ และความมุ่งหมายที่อยากจะให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาตินั้นมีมานานแล้วค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ขอเล่าย้อนไปในปี 1967 ลี กวนยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ประกาศแผนว่า จะทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนประเทศเล็ก ๆ ที่เคยเต็มไปด้วยขยะและมลภาวะไปสู่พื้นที่สีเขียวและมีโมเดลการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านมาแล้ว 55 ปี สิงคโปร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างเมืองให้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ใครที่บินมาสิงคโปร์โดยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส อาจจะเคยได้ยินพนักงานประกาศต้อนรับนักท่องเที่ยวว่า “Welcome to the Garden City” และไม่นานมานี้เอง สิงคโปร์ก็ได้ปรับมิชชั่นใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม ด้วยการมุ่งหน้านำไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่ามกลางธรรมชาติ หรือ City in Nature ค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ระหว่างที่เกิดวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ หลายคนถามเราว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ ประเทศเล็กนิดเดียว แต่จริง ๆ แล้วช่วงที่เราออกไปนอกประเทศไม่ได้นี่แหละ เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ออกไปเปิดหูเปิดตา หาอะไรทำในเกาะน้อยแห่งนี้มากขึ้น หนึ่งอย่างที่ทำให้เราไม่เบื่อและตั้งหน้าตั้งตาหาที่ใหม่ ๆ ในการไปเกือบทุกอาทิตย์ คือการนัดกับเพื่อนเพื่อออกไปเดินหรือปั่นจักรยานในสวน ซึ่งถ้าไม่ลองค้นหาดู เราอาจจะไม่รู้เลยว่าสิงคโปร์มีสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้และแหล่งธรรมชาติขนาดใหญ่เยอะมาก ๆ แถมแต่ละสวนก็ยังมีเส้นทางเดินที่เชื่อมต่อกันทุกสวนทั่วเกาะ มีความยาวกว่า 300 กิโลเมตร เรียกว่า Park Connector Network (PCN) เราเริ่มเดินจากสวนแรกไปยังอีกหลาย ๆ สวน เดินไปเดินมาเหมือนเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งว่าเราจะต้องเก็บแต้มให้ครบทุกสวน 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

นอกจากสวนแล้ว บนเส้นทาง PCN ก็ยังเชื่อมต่อให้เราเดินทางไปถึง Mandai Wildlife Reserve ซึ่งกำลังถูกพัฒนาให้เป็นเมืองใหม่ที่รวมเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ Singapore Zoo, River Wonders (เมื่อก่อนชื่อว่า River Safari), Night Safari, Bird Paradise (เดิมชื่อ Jurong Bird Park ที่จะย้ายมาจากเขต Jurong มาอยู่ที่นี่ โดยวางแผนเปิดให้บริการปี 2022) และ Rainforest Wild Park (วางแผนเปิดให้บริการปี 2024)

รวมถึงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำ และที่พักแนวอนุรักษ์ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่มาไว้ที่นี่ด้วย โครงการนี้นับได้ว่าเป็นโครงการที่จะนำทางไปให้เราศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติและสัตว์ป่าได้ครบจบในที่เดียวเลย

เมื่อมองไปยังอนาคตอันใกล้แล้ว เขต Mandai นี้ จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญและมีเอกลักษณ์มากสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสชีวิตสัตว์ป่าหายาก นี่ก็เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของหน่วยงานที่ริเริ่มโครงการนี้ นั่นคือการอนุรักษ์และปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่หลากหลาย และทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์โลกไปพร้อมกัน โดยมุ่งหวังนำความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกลับมาเพื่อคนรุ่นเราและคนรุ่นหลัง ให้ได้สัมผัสและมีส่วนร่วมไปกับธรรมชาติได้ง่ายดายขึ้น 

ซึ่งโครงการที่ว่าก็มุ่งหวังจะทำให้ย่านนี้ไปถึงจุดหมาย โดยมีโครงการฟื้นฟู Mandai (The Mandai Rejuvenation Project) ขึ้นมา เป็นโครงการที่เริ่มพัฒนาบนที่ดินที่เคยเป็นหมู่บ้าน ฟาร์ม อดีตสวนกล้วยไม้ Mandai ตลอดจนสวนสัตว์ที่มีอยู่เดิม และการวางแผนพัฒนานี้ก็ไม่ได้ทำไปอย่างงั้น แต่ว่าจริงจังมาก ๆ และคิดวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อส่งผลกระทบต่อพืชพันธุ์และสัตว์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ให้น้อยที่สุด เช่น สร้างสะพานเชื่อมต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ในพื้นที่ และให้การเดินทางนั้นปลอดภัยต่อตัวเราเองและธรรมชาติ

รวมถึงการติดป้ายที่ต้นไม้ในบริเวณนี้ เพื่อบอกรายละเอียดสายพันธุ์ สุขภาพ ขนาด และสถานะของการอนุรักษ์ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสีเขียวที่เอื้อต่อสัตว์ป่าในท้องถิ่น ต้นไม้ และพืชพื้นเมืองที่ได้รับการดูแลอย่างดี จะถูกปลูกไว้เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณนี้ ในขณะที่ชนิดพันธุ์และวัชพืชรุกรานจะถูกกำจัดออก

ถึงแม้ว่าสวนหลาย ๆ แห่งจะยังสร้างหรือย้ายมาไม่เสร็จ แต่ตอนนี้เราเข้าไปเดินสัมผัสบรรยากาศพื้นที่สีเขียวและแหล่งรวมสัตว์ป่านานาชนิดได้ ที่ Mandai Wildlife Reserve เราใช้เวลาทั้งหมด 1 วันเต็ม (เช้ายันเย็น) กับการเดินเที่ยวใน 3 สวนสัตว์หลักที่เปิดให้บริการ

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์และความประทับใจที่เราอยากเล่าให้ทุก ๆ คนฟังค่ะ

Singapore Zoo 
แหล่งรวมสัตว์ป่าจากทั่วโลกที่มาอยู่ร่วมกันในสวนสวย

เราเริ่มต้นวันด้วยการไปเที่ยวชมสวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo) เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่รวมสัตว์ป่าหายากไว้กว่า 300 สายพันธุ์ ความประทับใจแรกที่ได้จากการเดินไปถึงที่สวนสัตว์แห่งนี้คือ ที่นี่เป็นสวนสัตว์ที่ใหญ่มาก ๆ ถ้าเดินช้า ๆ ดูทั้งวันก็ไม่จบ บริเวณสวนสัตว์ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ทั่วทั้งสวน ให้ความรู้สึกร่มรื่น ใครที่เคยมาสิงคโปร์คงพอจะรู้กันว่าอากาศที่นี่ร้อนมาก ๆ แต่ด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่กลับทำให้เรารู้สึกว่าอากาศไม่ได้ร้อนในระดับที่บ่อนทำลายผิวกายเราได้ (แต่ความเหนียวเหนอะหนะเนื่องจากความร้อนชื้นนี่คงแก้ไม่ได้จริง ๆ) 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

เรามาเดินที่นี่เหมือนได้ไปเดินอยู่ในป่าขนาดย่อม ๆ ส่วนของการแสดงสัตว์ เรารู้สึกว่าเขาออกแบบกิจกรรมและสร้างสรรค์มาให้เราได้ใกล้ชิดกับสรรพสัตว์มาก ๆ สัตว์แต่ละประเภทจะมีโซนการละเล่นของตัวเอง ที่ทางสวนสัตว์จัดให้เหมาะกับธรรมชาติของสัตว์ชนิดนั้น ๆ และเราแทบไม่เห็นสัตว์ที่อยู่ในกรงเลย การมาดูสัตว์ที่นี่บางทีอาจจะต้องใช้ดวงและจังหวะสักหน่อย เพราะสัตว์แต่ละตัวก็ฟรีสไตล์มาก บางทีก็เห็น บางทีก็อาจจะไม่เห็น

จริง ๆ ถ้ามีเวลา เราแนะนำให้เดินให้ทั่วทั้งสวน เพราะแต่ละจุดต่างมีจุดเด่นที่น่าสนใจคนละแบบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลา เราขอแนะนำไฮไลต์ที่ห้ามพลาด (ถ้าไปแล้วน้องไม่โผล่ออกมาให้เห็นก็ต้องนั่งรอเลยแหละ)

  • Orangutan Exhibit จุดจัดแสดงโชว์ลิงอุรังอุตังที่มีอยู่ 2 จุดใกล้ ๆ กัน จุดแรกจะเป็นโซนปีนป่ายของลิงรุ่นเล็ก ทางสวนสัตว์จัดของเล่นและเครื่องอำนวยความสะดวกให้น้องปีนได้อย่างเต็มที่ จุดที่สองจะเป็นโซนตู้กระจก จุดนี้ไม่อยากให้พลาด เพราะในตู้จะมีลิงอุรังอุตังรุ่นลุงตัวใหญ่ (ใหญ่มากกกก) ที่เดินเข้ามาใกล้ชิดกับเราแบบประชิดเพียงแค่กระจกกั้น ตรงจุดนี้เรานั่งมองสบสายตากันได้เลย 
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Elephants of Asia จุดจัดแสดงช้างเอเชีย แม้ที่นี่จะมีแต่ช้างตัวเมียเท่านั้น แต่เราก็ยังเพลิดเพลินกับการนั่งชมความน่ารักของน้องช้าง จุดนี้มีที่นั่งเป็นสัดส่วน ใครเดินเมื่อย ๆ มานั่งพักชมอิริยาบถของน้อง ๆ ได้เลยยาว ๆ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Wild Africa เป็นจุดรวมสัตว์ต่าง ๆ จากทวีปแอฟริกาที่วิ่งเล่น (และบางตัวก็ยืนกินใบไม้) ให้เราเห็นในบริเวณที่กว้างขวาง ทั้งสิงโต (วันที่เราไปเหมือนน้องจะหลับเลยไม่เห็น) ยีราฟ ม้าลาย แรด หมูป่า เมียร์แคท (น่ารักมากกกก) ฯลฯ บริเวณจุดนี้เราจองให้อาหารยีราฟกับแรดได้ด้วยนะ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Fragile Forest อันนี้เด็ดที่สุด! ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ส่วนจัดแสดงนี้นอกจากเราจะเข้าไปหลบร้อน (เพราะเปิดแอร์) ได้แล้ว ยังเป็นจุดที่เราได้ใกล้ชิดกับสัตว์ต่าง ๆ แบบประชิดตัวมาก เมื่อเดินเข้าไปถึงห้องแรก ห้องนี้เป็นห้องรวมผีเสื้อที่เขาทำได้เก่งมาก ผีเสื้อเยอะและบางตัวบินมาเกาะเราได้ ถัดไปอีกห้องก็เจอกับน้องสล็อตที่ปีนต้นไม่อย่างเชื่องช้า นกพิราบหงอนที่ออกมาเดินตัดหน้าเราแบบไม่กลัว จิ้งจอกบินที่หน้าตาละม้ายคล้ายค้างคาว นกแก้วที่ส่งเสียงกวนเพื่อนตลอดเวลา ฯลฯ โซนนี้คือโซนที่เราชอบที่สุด

ที่สวนสัตว์สิงคโปร์แห่งนี้เป็นสวนที่เป็นสวนจริง ๆ มีทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วอาณาเขต สัตว์ต่าง ๆ ก็มีพื้นที่กว้าง ๆ ให้เดินได้ ไม่ถูกกั้นอยู่ในที่แคบ ๆ ระหว่างที่เราเดินเล่น ก็จะเห็นเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลน้องเดินอยู่ตลอด เป็นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายอย่างแท้จริง

River Wonders
ท่องเที่ยวชมแพนด้ายักษ์และสัตว์น้ำจากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลก

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

หลังจากเดินทัวร์สวนสัตว์จบแล้ว สวนข้าง ๆ กันที่เราเดินกันต่อคือ River Wonders (ชื่อเดิมคือ River Safari) ซึ่งเป็นที่ที่เราเข้าไปทำความรู้จักกับสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำแยงซี แม่น้ำคงคา หรือแม้แต่แม่น้ำโขงจากบ้านเราก็มี (เราเห็นปลาบึกตัวใหญ่มากมาว่ายน้ำให้ชม) 

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ของ River Wonders จนเราอยากแนะนำ คือ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Giant Panda Forest เป็นห้องจัดแสดงแพนด้ายักษ์ ชื่อ Jia Jia และ Kai Kai ตอนนี้เพิ่งให้กำเนิดลูกน้อยอายุไม่กี่เดือนชื่อน้อง Le Le มาเป็นขวัญใจตัวใหม่ของสวนนี้ ตอนนี้น้อง Le Le ยังอายุน้อย เลยออกมาแสดงความน่ารักแค่วันละ 20 – 30 นาทีเท่านั้น แต่ละวันแถวยาวมาก ถ้าใครไปไม่ทันก็ไปดูคุณพ่อหรือคุณแม่แพนด้าแทะต้นไผ่ให้เราชมแทนได้ค่ะ ตรงจุดนี้แอบกระซิบว่าแอร์เย็นมาก เหมาะกับการไปยืนแช่มากค่ะ และโซนนี้ยังมีการจัดแสดงแพนด้าแดงที่ปีนกิ่งไม้ไปมา ขอบอกว่าใกล้เรามาก ๆ จนอยากยื่นมือเข้าไปอุ้มเลย
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon River Quest เป็นเหมือนกับการนั่งเครื่องเล่นล่องแก่งในสวนสนุก แต่นี่คือการจำลองการนั่งเรืออยู่บนแม่น้ำแอมะซอน บริเวณรอบข้างมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ในผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ที่นี่เราจะได้เห็นสัตว์ป่าหายากมากมาย เช่น เสือดาว คาปิบาร่า นกฟลามิงโก้ ฯลฯ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon Flooded Forest โซนนี้เราตื่นตาตื่นใจมากกับอุโมงค์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ไปเดินอยู่ใต้น้ำ นอกจากสัตว์น้ำในตู้เล็ก ๆ แล้ว ตู้ใหญ่คือสิ่งที่ไม่ควรพลาดเลย เพราะที่นี่มีปลาพะยูนขนาดใหญ่และเล็กจำนวนมากที่ตีลังกาว่ายน้ำไปกับสัตว์น้ำอื่น ๆ การนั่งชมอยู่นิ่ง ๆ ก็ทำให้เรารู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าหากสวนสัตว์สิงคโปร์ทำให้เรานึกถึงผืนป่าที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ทั่ว ที่ River Wonders อาจจะเป็นแหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิดและที่อยู่อาศัยของสรรพสิ่ง ในช่วงตกเย็นที่นี่มีบรรยากาศพระอาทิตย์ตกสวยงามมาก เราออกจากสวนที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำนี้ในช่วงเวลาที่สงบสุขที่สุดของวัน

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

Night Safari 
นั่งรถชมวิถีชีวิตสัตว์ป่าในยามค่ำคืน

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็ถึงเวลาที่สรรพสัตว์ต่าง ๆ ใน Singapore Zoo และ River Wonders จะไปพักผ่อน ซึ่งขาของเราที่เดินมาทั้งวันก็เช่นกัน และพอดีกันกับที่ Night Safari มีบริการรถแทรม อันเป็นจุดเริ่มต้นให้นักท่องเที่ยวและนักเดินเที่ยวอย่างเราเข้าไปนั่งรถและทัวร์ชมสัตว์ยามค่ำคืน พร้อมฟังบรรยายต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่

บอกเลยว่าเราตื่นเต้นกับการเข้ามาเยือนที่ไนท์ ซาฟารี แห่งนี้มาก เพราะที่นี่เป็นสวนสัตว์กลางคืนแห่งแรกของโลก การมาที่นี่ให้ความรู้สึกแตกต่างกับสองสวนสัตว์รอบเช้าตรงที่ หนึ่ง เรานั่งแทรมได้ยาว ๆ เลย และ สอง อากาศไม่ร้อน แถมบรรยากาศยามค่ำคืนอันแสนเงียบสงบ ทำให้เราได้ยินเสียงสัตว์และแมลงต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นด้วย

การเข้าชม Night Safari แห่งนี้ เราขอแนะนำเป็น 2 เส้นทาง รับรองว่าไปทีเดียวครบ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
  • Tram Ride เป็นเส้นทางบังคับ (และควรจะไปนะ มันนั่งสบาย) เดินเข้าสวนมาปุ๊บ ต่อแถวขึ้นรถได้ปั๊บ โดยระหว่างการนั่งรถประมาณ 10 กว่านาทีเราจะเห็นสัตว์มากมาย ไฮไลต์คือสิงโตที่มาเป็นคู่ (คนขับรถบรรยายว่าคู่นี่เป็นแฟนกันนะ) แถมเกร็ดความรู้อีก 1 ข้อที่คนขับให้มาคือ รู้หรือไม่ว่าสิงโต นอนได้วันละถึง 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว มิน่าล่ะ ตอนไปสวนสัตว์เราไม่เห็น เพราะน้องคงหลับอยู่ ข้อควรระวังคือถึงแม้ว่าคนขับจะขับช้า ๆ แต่ถ้าต้องการถ่ายรูป เราแนะนำให้พกกล้องถ่ายรูปแบบ ISO สูง ๆ ไปเลย หรือไม่ก็นั่งชมเฉย ๆ เลยค่ะ เพราะเราพยายามถ่ายแล้ว มันไม่ได้จริง ๆ 
  • Walking Trails หลังจากจบการนั่งรถแล้ว เราแนะนำให้เดินต่อตามเส้นทางเดินที่มีอยู่ 4 เส้นทาง โดยทุกเส้นทางจะเชื่อมต่อกันหมด เราจะเห็นสัตว์ที่แตกต่างจากที่เรานั่งรถมา เริ่มจาก Fishing Cat Trail ที่อยู่ตรงทางขึ้น/ลงรถแทรม ไฮไลต์ของเส้นทางเทรลนี้คือการเดินไปให้ถึงจุดแสดงเสือ ซึ่งเราโชคดีมาก ตอนไปมีเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยงมาพอดี น้องเสือ 3 ตัวเลยออกมาเดินเล่นให้เราเห็นอย่างไม่เขินอาย นอกจากเสือแล้ว อย่าลืมเดินตามหาสัตว์ชนิดอื่น ๆ นะคะ และแน่นอนที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางให้น้อง ๆ ได้เดินและวิ่งกันอย่างเต็มที่
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

จบภารกิจหนึ่งวันที่เต็มอิ่มไปกับการเที่ยวชมธรรมชาติและสัตว์น้อยใหญ่ สิริแล้ววันนี้เราเดินไปเกือบ 20,000 ก้าว คงจินตนาการไม่ออกเลยใช่ไหมคะว่าถ้าอีก 2 สวนที่เหลือเปิดแล้ว เราจะเที่ยวยังไงให้หมดในวันเดียว

แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะที่นี่เขาวางแผนกันแล้วว่าจะทำให้ Mandai Wildlife Reserve เป็นเมืองหนึ่งเมืองที่เราเข้าไปพักผ่อนสัมผัสกับธรรมชาติตามธีม City in Nature ได้อย่างเต็มที่ โดยปี 2023 นี้ สิงคโปร์จะเปิดตัว Mandai Eco-Resort รีสอร์ตเชิงอนุรักษ์ที่จะมีบ้านบนต้นไม้ สะพานลอยฟ้า และเส้นทางเดินป่า ให้คนที่รู้สึกว่ายังรับพลังจากธรรมชาติไม่พอให้เข้าไปพักกันด้วย ใครที่ชมสวนต่าง ๆ วันเดียวไม่จบ ก็ไปเข้าพักผ่อนแล้วลุยกันต่อวันถัดไป

จากการเดินเที่ยวจนเต็มอิ่มกับธรรมชาติมาตลอดวัน เรารู้สึกว่าสิงคโปร์มาไกลแล้วจริง ๆ จากประเทศน้องใหม่ล่าสุดที่มีอายุเพียง 50 กว่าปี เขาพัฒนาประเทศจนเป็นประเทศที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค เป็นศูนย์กลางการค้า และการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารับรู้จากการที่อยู่และทำงานที่นี่มาเป็นเวลานาน วันนี้เราสัมผัสอีกแง่มุมหนึ่งของสิงคโปร์ ที่ต้องการเดินหน้าสู่การนำธรรมชาติและผืนป่ากลับเข้ามาใกล้เมืองและใกล้คนทุก ๆ คนมากขึ้น 

ขอบอกเลยว่าเขาไม่ได้ทำเล่น ๆ นะ เพราะมีการติดตามประเมินถึงผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติเป็นประจำ (เราดาวน์โหลดมาอ่านได้ด้วยนะ ถ้าสนใจ) จากความสำเร็จต่าง ๆ ของสิงคโปร์ที่เราเห็นผ่านสื่อรวมถึงที่เราสัมผัสเองหลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เราเชื่อมั่นมาก ๆ ว่า จุดมุ่งหมายภาพใหญ่ที่สิงคโปร์ต้องการเป็น City in Nature เขาทำได้แน่ ๆ 

เอาล่ะ! เราขอตอบคำถามทุกคนที่เคยถามว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ โดยเฉพาะช่วงที่เดินทางไปไหนไม่ได้ เราตอบได้ไม่เต็มปากว่า ‘ไม่เบื่อ’ แต่การที่เราได้ใช้เวลาค้นหาอะไรใหม่ ๆ ลองศึกษา รวมถึงสัมผัสโครงการต่าง ๆ ที่สิงคโปร์ทำแบบไม่หยุด ทำให้เรารู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้จริง ๆ 

เรามีข้อแนะนำเล็ก ๆ สำหรับคนที่วางแผนจะมาเที่ยวสิงคโปร์เร็ว ๆ นี้ เราอยากให้ลองมาสัมผัสอีกมุมหนึ่งประเทศนี้ผ่านเส้นทางธรรมชาติและการอนุรักษ์ เหมือนกับที่เราลองเปิดใจและลองเปิดตาไปเห็นถึงที่ มันประทับใจจนอยากชวนและเชียร์ให้ทุกคนไป

นี่ถ้า Mandai Eco Resort สร้างเสร็จเมื่อไหร่ คงจะต้องขอไป Staycation บ้างสักที

และอีกอย่างที่เรารู้สึกคือ คนที่นี่โชคดีมากที่มีโอกาสเข้าถึงธรรมชาติอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล, เบื่อหรือเปล่า ไม่รู้ แต่การไม่ต้องเดินทางไกลออกไปแสวงหาสิ่งที่ควรจะอยู่ใกล้ตัว ก็รู้สึกดีต่อใจเหมือนกันนะ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิง 

www.nparks.gov.sg/about-us/city-in-nature

tomorrow.city/a/singapore-transformation-garden-city

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ขจีภรณ์ เตชะทวีกิจกุล

นักสร้างและผู้จัดการชุมชนออนไลน์ / เกิดที่ไทย / ไปเรียนไกลถึงญี่ปุ่น / ทำงานคลุกฝุ่นอยู่ที่สิงคโปร์ / เดินได้วันละหลายสิบกิโล / ชอบเล่น Pole & Aerial / แนะเที่ยวและอยู่สิงคโปร์ยังไงให้ไม่เบื่อที่เพจ Boring Singapore

Photographers

สพล วงศ์อิศเรศ

อินทีเรียชาวไทย เสื่อผืนหมอนใบมาทำงานที่สิงค์โปร์ จนตอนนี้เหลือแต่เสื่อ หมอนหายไปแล้ว, ฟูลไทม์ดีไซเนอร์ พาร์ตไทม์ตากล้อง นักดนตรี เชฟ บาริสต้า คนเก็บแผ่นเสียง และไทยปาร์ตี้สิงคโปร์ ออแกไนเซอร์

ปรีดิกร เกรียงสิทธิเดช

สถาปนิกที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่สิงคโปร์ มีความฝันอยากเจอเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ หวังว่าจะทำได้สักวันนะ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 กันยายน 2565
3 K

เมื่อนานมาแล้วในสมัยที่เส้นทางสายไหมโบราณยังรุ่งเรือง มีเส้นทางแห่งหนึ่งเชื่อมโยงดินแดนที่มีนามว่า ‘คันธาระ’ ศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในชมพูทวีปเข้ากับจักรวรรดิจีนโบราณ เหล่านักเดินทางที่เดินเท้าผ่านเส้นทางนี้ ล้วนจดจําความยากลําบากของสภาพภูมิประเทศ ความงดงามของธรรมชาติ ตื่นตากับการเดินทางไปสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติโดยสิ้นเชิง

การติดต่อกันระหว่างสองดินแดนถูกทําให้ห่างไกลกันโดยธรรมชาติ จําเป็นต้องอาศัยเส้นทางตัดผ่านกลุ่มเทือกเขาที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายช่วงอายุคนผ่านไป กาลเวลาล้วนเปลี่ยนแปลงสถานะของดินแดนต่าง ๆ ลักษณะผู้คน รวมถึงบริบทการเมืองโลกที่เข้าสู่ยุคของการเกิดรัฐชาติและพัฒนาในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เส้นทางแห่งนี้ยังคงธํารงสถานะพื้นฐานเดิมของตนในการเป็นประตูเชื่อมสองดินแดน มีการพัฒนาไปสู่การเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันระหว่างปากีสถานและจีน ภายใต้ ‘คาราโครัม ไฮเวย์ (Karakoram Highway)’

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

สัมผัสแรกของปากีสถาน ประวัติศาสตร์และอารยธรรม จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

การเดินทางของผมเริ่มต้นในเวลาเช้าตรู่ ท่ามกลางความวุ่นวายของกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) เมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันปากีสถานเป็นประเทศขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียใต้ เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 200 ล้านคน เป็นดินแดนที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภายใต้ความเจริญของอิสลามาบัดซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น มีประวัติศาสตร์ที่เลือนหายไปตามกาลเวลาซ่อนอยู่ 

กว่า 1,000 ปีก่อนหน้า พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถานรวมถึงกรุงอิสลามาบัด เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นโบราณที่ได้รับการขนานนามว่า ‘คันธาระ (Gandhara)’ ดินแดนที่เปรียบเหมือนจุดตัดของอารยธรรมอินเดีย เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา

แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป ศาสนาอิสลามได้กําเนิดขึ้นและแผ่ขยายเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันนําไปสู่วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประเทศปากีสถานที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบัน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
มัสยิดไฟซอล (Faisal Mosque) หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงอิสลามาบัด
สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ร่องรอยพุทธศาสนาที่หลงเหลือในปากีสถาน พบระหว่างเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

แม้กาลเวลาผ่านไป แต่มรดกที่คงเหลือจากตําแหน่งที่ตั้งของคันธาระยังคงประจักษ์ในรูปแบบของเส้นทางที่มีความสําคัญต่อการค้าขาย ปัจจุบันเส้นทางต่าง ๆ สร้างขึ้นในรูปแบบทางหลวง เช่นเดียวกับเส้นทางที่ผมจะเดินทางในครั้งนี้ การเดินทางตามเส้นทางคาราโครัมวันแรกของผม มีเป้าหมายสิ้นสุดที่เมือง ชีลาส (Chilas) ประตูสู่แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน (Gilgit-Baltistan) เป็นเขตการปกครองทางตอนเหนือ และเป็นทางผ่านหลักของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศปากีสถาน

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
หุบเขาเขียวขจีของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa และแม่นํ้าสินธุ

หลายชั่วโมงหลังจากออกเดินทางจากอิสลามาบัด รถขับเข้าสู่เขตหุบเขาของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่หุบเขาสีเขียว เริ่มพบเห็นภูเขาหิมะมาทักทายเป็นครั้งแรก รถขับโค้งไปตามภูเขาหิมาลัย ทางหลวงที่ขนานนามว่าไฮเวย์นั้นเริ่มแคบลง เหลือเพียงแค่ความกว้างของรถสองคันและคดเคี้ยวตามลักษณะภูมิประเทศ เบื้องล่างหุบเขาสูงปรากฏแม่นํ้าสายหนึ่งซึ่งคดเคี้ยวควบคู่ไปกับเส้นทางคาราโครัมไฮเวย์ นามว่า ‘สินธุ’ สายนํ้าแห่งนี้เปรียบเหมือนสายนํ้าที่หล่อเลี้ยงชาวปากีสถาน เป็นบ่อเกิดของอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียใต้ และแม่นํ้าสายนี้เองก็มีต้นกําเนิดจากเหล่าเทือกเขาสูงที่ผมจะเดินทางผ่านในอีกหลายวันหลังจากนี้ 

รถจอดแวะพักในเมืองเบชาม (Besham) อยู่ในเขตจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภายในเมืองมีชุมชนและตลาด มีผู้คนออกมาค้าขายและซื้อของอย่างคึกคักถึงแม้จะเป็นช่วงถือศีลอด ด้วยวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาของคนในพื้นที่แห่งนี้ ผู้หญิงจะไม่ออกมาภายนอกบ้าน จึงเป็นสาเหตุให้ผมไม่พบเห็นผู้หญิงมาจับจ่ายซื้อของในตลาด และผมทราบจากไกด์ท้องถิ่นว่า ในบางพื้นที่ของปากีสถาน หน้าที่ทุกอย่างในการออกมาข้างนอกเป็นของเพศชาย 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความคึกคักของตลาดที่ใจกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเบชาม

ณ เมืองแห่งนี้ ผมพบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางแวะมาเที่ยวชมตลาดในเมือง พวกเขาถูกประกบด้วยเจ้าหน้าที่ตํารวจตลอดการเดินเที่ยวชมเมืองเพื่อความปลอดภัย 

ทั่วโลกรู้จักและจดจําประเทศปากีสถานเรื่องความรุนแรงผ่านข่าว ซึ่งนําเสนอเหตุการณ์ความไม่สงบและการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นในปากีสถานสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลพวงของภาวะสงครามในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างอัฟกานิสถาน ก่อให้เกิดการขยายวงกว้างของความรุนแรง รวมถึงการมีอยู่ของกลุ่มผู้แบ่งแยกดินแดนและกลุ่มที่มีความคิดสุดโต่งทางศาสนาภายในประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่นี่ ล้วนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการจัดการและควบคุม ส่งผลให้สถิติการก่อการร้ายในประเทศลดลงอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยในบางบริเวณ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ด้วย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
รอยยิ้มที่เป็นมิตรของชาวปากีสถาน ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa

เมื่อออกจากเบชาม เราต้องเดินทางไกลอีกราว 8 ชั่วโมงเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ลักษณะภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง จากหุบเขาเขียวขจีเริ่มกลายเป็นภูเขาหินสีนํ้าตาล แม่นํ้าสินธุยังคงตีคู่ขนานไปด้วยกัน เส้นทางคุณภาพแย่ลง ในส่วนของคาราโครัมไฮเวย์ ผมพบกับถนนที่เสียหายจากดินถล่มหลายจุด ถ้าโชคร้ายเจอดินถล่ม (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง) จะทําให้การเดินทางล่าช้าไปหลายชั่วโมง แถมถนนยังขรุขระ คดเคี้ยว คับแคบมากขึ้น ทําให้การเดินทางนั้นยาวนานจนเหมือนไร้การสิ้นสุด

ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ร่างกายที่อดนอนของผมเหนื่อยล้าเต็มทีจากการเดินทางไกล รถกระเด็นไปมาตามสภาพถนน การหักโค้งซํ้าแล้วซํ้าเล่า ประกอบเสียงเพลงท้องถิ่นที่บรรเลงเป็นจังหวะเดียวกัน ทําให้ผมรู้สึกราวกับถูกมนตราของเส้นทางแห่งนี้สะกดใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาเยือน แต่แล้วในที่สุดผมก็เดินทางเข้าสู่ชีลาส ในแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน หลังจากเดินทางอย่างยาวนานกว่า 15 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนและเดินทางต่อในวันถัดไป

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

มุ่งสู่ดินแดนในฝัน มองขุนเขาเคล้าการเมืองผ่านเส้นทาง 

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้ผมเดินทางต่อตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เข้าไปในใจกลางเทือกเขาคาราโครัม มีจุดหมายที่หุบเขาฮุนซา (Hunza Valley) รถเคลื่อนลัดเลาะตามแนวภูเขาทรายควบคู่กับแม่นํ้าสินธุ 

“นั่นคือเส้นทางสายไหม” คนขับรถชี้ให้ผมดูเส้นทางเดินเท้า ณ ฝั่งตรงข้ามของแม่นํ้า ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ยุคโบราณก่อนจะมีไฮเวย์สําหรับรถยนต์ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ขบวนรถบรรทุกสีฉูดฉาด สัญจรไปมาบนคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันคาราโครัมไฮเวย์ เป็นทางหลวงที่เชื่อมระหว่างเมืองแอบบอตาบาด (Abbotabad) ประเทศปากีสถาน กับเมืองคัชการ์ (Kashgar) ประเทศจีน ทั้งสองชาติร่วมมือกันสร้างทางหลวงแห่งนี้ขึ้น 

นอกเหนือจากการเป็นเส้นทางค้าขายซึ่งเจริญรอยตามเหล่าเส้นทางเดินเท้ามีมาก่อนหน้านับพันปี คาราโครัม ไฮเวย์ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปากีสถานกับจีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นอย่างมาก ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เพราะหากมองในแผนที่โลก จะพบว่าทั้งสองชาติมีพรมแดนติดต่อกันเพียงเล็กน้อย เป็นพรมแดนบริเวณเทือกเขาสูงที่แทบไม่มีมนุษย์อาศัย มีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

แต่เมื่อมองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์รวมถึงประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันของภูมิภาคเอเชียใต้ ทําให้เกิดการอธิบายหนึ่งในปัจจัยสําคัญของความสัมพันธ์นี้ โดยทั้งประเทศปากีสถานและจีนต่างมีพรมแดนติดต่อกับประเทศอินเดีย ทั้งสองชาติล้วนมีกรณีพิพาทกับประเทศอินเดียในเรื่องดินแดนมายาวนาน 

การพยายามก่อสร้างทางหลวงแห่งนี้เพื่อเชื่อมโยงปากีสถานและจีนขึ้นท่ามกลางความยากลําบากที่ธรรมชาติขวางไว้ จึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการให้ความสําคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เช่นเดียวกับการมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้น ทั้งปากีสถานและจีนต่างมองเห็นประโยชน์ของการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกันในฐานะพันธมิตร

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ป้ายสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างประเทศปากีสถานและจีน พบได้ตลอดเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันจีนมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงโลกผ่านเส้นทางสายไหมใหม่ หรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt-Road Initiative) ซึ่งในปากีสถานนั้นเกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือ China–Pakistan Economic Corridor (CPEC) ส่งผลให้ในอนาคต นอกเหนือจากเส้นทางแห่งนี้ ปากีสถานจะได้รับโครงการหลายโครงการที่สร้างขึ้นโดยทุนจีน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือนํ้าลึก เขื่อน โรงไฟฟ้า จนถึงทางรถไฟ ซึ่งที่สุดแล้วอภิมหาโครงการเหล่านี้จะประสบความสําเร็จและนําพาความเจริญรุ่งเรืองสู่ประเทศ อีกทั้งประชาชนชาวปากีสถานจะได้รับประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความยิ่งใหญ่ของยอดเขา Nanga Parbat (8,126 เมตร) ปรากฏขึ้น

ภายใต้ฉากการเมืองระหว่างประเทศ ทางหลวงแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวมากมาย

ทันใดนั้น ยอดเขา Nanga Parbat ยอดเขาที่สูงอันดับ 9 ของโลกก็เผยโฉมความยิ่งใหญ่ออกมา นับเป็นภูเขาสูงลูกแรกที่ต้อนรับผู้เดินทางมาเยือนเส้นทางแห่งนี้ หลังจากทักทายยอดขุนเขาลูกแรก รถหยุดตรงจุดชมวิวแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่แนวเทือกเขาที่สูงที่สุดของโลกสามแห่งมาบรรจบกัน ‘ฮินดูกุช’ ‘คาราโครัม’ และ ‘หิมาลัย’ ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นที่รู้จักของเหล่าผู้หลงใหลภูเขา และปากีสถานก็เป็นเหมือนบ้านของยอดขุนเขาเหล่านี้ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
จุดเชื่อมต่อของสามเทือกเขา ฮินดูกุช คาราโครัม และหิมาลัย (จากซ้ายไปขวา) 

เดินทางต่อไปตามคาราโครัม ไฮเวย์ ระดับความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่เขตเทือกเขาสูง ทิวทัศน์สองข้างทางนั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าคําบรรยาย เป็นเทือกเขาสูงเหล่านี้เองเป็นที่มาของชื่อทางหลวงแห่งนี้ คําว่าคาราโครัม ตั้งมาจาก ‘เทือกเขาคาราโครัม’ แนวเทือกเขาที่เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงที่สุดอันดับสองของโลกอย่าง K2 ในการเดินทางตามเส้นทางวันนี้ ยอดเขามีความสูงไม่ตํ่ากว่า 7,000 เมตร เผยความงดงามให้ผมเห็นตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Rakaposhi Peak, Diran Peak, Ultar Sar และยอดเขาสูงอื่น ๆ ลูกแล้วลูกเล่า บ้างก็มีชื่อเสียง บ้างก็เป็นภูเขาไร้นาม 

“มันช่างเป็นความทรงจําที่มีค่าเหลือเกิน” ผมบอกกับตัวเองในขณะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป หลังจากตื่นตากับความตระการตาของเทือกเขาคาราโครัมตลอดทางราวกับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมก็เดินทางมาถึงฮุนซา (Hunza Valley) หุบเขาใจกลางเทือกเขาสูงที่งดงามราวกับเทพนิยาย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ยอดเขา Rakaposhi (7,788 เมตร) ที่สูงตระหง่านขึ้นเหนือคาราโครัม ไฮเวย์

ฮุนซา – เทือกเขา รอยยิ้ม และสัญญาณเตือน

ยามเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ แสงตะวันทอดลงมาบนยอดเขาหิมะขาวจนเปลี่ยนเป็นสีทอง หุบเขาอันน่าเกรงขามที่เคยมืดมิดค่อย ๆ เผยโฉมให้เห็นถึงความงดงาม ‘ฮุนซา’ หุบเขาแห่งนี้หลายคนเปรียบราวกับเป็นสวรรค์บนพื้นโลก ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนภายใต้แสงอาทิตย์แรกของวัน 

กว่าพันปีมาแล้วที่มนุษย์มาตั้งรกรากอาศัยยังหุบเขาที่ตั้งอยู่บนตีนยอดเขาสูงอันดับต้น ๆ ของโลก และเกิดเป็นแคว้นเล็ก ๆ ตั้งอยู่ระหว่างจีน ชมพูทวีป และเอเชียกลาง ด้วยตําแหน่งที่ตั้งนี้เอง ทําให้ฮุนซามีการติดต่อและเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมกับดินแดนต่าง ๆ รอบข้างจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
แสงอาทิตย์แรกของวันที่ฮุนซา

ป้อมปราการ Altit Fort และ Baltit Fort ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์บอกเล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผสมผสาน ที่ Baltit fort ป้อมปราการและพระราชวังของผู้ปกครองเมืองในอดีตมีอายุราว 700 ปี ภายนอกเห็นสถาปัตกรรมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่เล่าความเป็นฮุนซาได้อย่างดี ป้อมปราการสีขาวสร้างขึ้นจากดิน ไม่มีหลังคา ทําให้ผู้มาเยือนนึกถึงสถาปัตกรรมของทิเบตอย่างพระราชวังโปตาลา ภายในมีห้องต่าง ๆ แสดงถึงความเรียบง่ายแบบชาวฮุนซา ธนบัตรและชุดผ้าไหมจากจีน กระจกหลากสีสันซึ่งเป็นมรดกจากจักรวรรดิอังกฤษ สิ่งเหล่านี้เล่าถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฮุนซา

ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราคอรัม
ด้านหลัง
ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราโครัม
ด้านหลัง

ฮุนซาเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรและยิ้มแย้ม เมื่อกล่าวถึงชาวฮุนซา ต้องกล่าวถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่โดดเด่นของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของชาวฮุนซาแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน หลายคนมีจมูกโด่ง บางคนมีดวงตากลมโต บางคนมีนัยน์ตาสีฟ้าสด บางคนมีผมสีทอง บางคนผมสีดํา หลายคนมีใบหน้าคล้ายชาวยุโรป มีสมมติฐานกล่าวไว้ว่า พวกเขามีพันธุกรรมของกองทัพชาวกรีกโบราณที่เคยยึดครองดินแดนนี้เมื่อหลายพันปีก่อน

ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก วัฒนธรรมของชาวฮุนซาก็มีความแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถานเช่นกัน วัฒนธรรมของพวกเขาเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับธรรมชาติที่อยู่อาศัย โดยแสดงออกผ่านหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรํา ลักษณะเครื่องดนตรี รวมถึงความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณของขุนเขา นอกจากการมีความเชื่อท้องถิ่นที่แตกต่าง ปัจจุบันชาวฮุนซานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อิสมาอีลียะฮ์ แตกต่างจากส่วนอื่นของประเทศ พวกเขานับถือ อากา ข่าน (Aga Khan) เป็นผู้นําทางศาสนา ซึ่งอากา ข่าน เป็นผู้ที่ให้ความสําคัญกับการศึกษา จึงอุปถัมภ์ก่อสร้างสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ฮุนซา ส่งผลให้ชาวฮุนซามีอัตราการศึกษาที่สูงกว่าส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน

ชาวฮุนซามีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ อาศัยการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก (สําหรับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม) มีผลไม้หลายชนิด เช่น แอพริคอต แอปเปิล และอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นเหมือนชีวิตของพวกเขา ผลแอพริคอตหนึ่งลูกนํามาใช้ประโยชน์ได้มากมายสําหรับชาวฮุนซา ในฤดูร้อนก็นำผลไม้สดมาบริโภคและส่งขายทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งนํามาตากแห้งไว้สําหรับรับประทานในช่วงฤดูอื่น ส่วนที่เหลือจะนํามาแปรรูปเป็นแยม

ชาวฮุนซามีชื่อเสียงที่เป็นที่เล่าขานเรื่องอายุยืน หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกเขาที่บริโภคผักผลไม้ อาศัยในที่ที่มีสภาพอากาศดี หรืออาจเป็นเพราะได้รับพรให้อยู่ในที่ที่มีทิวทัศน์งดงามราวกับสรวงสวรรค์ก็เป็นได้ เคล็ดลับที่ทําให้พวกเขาอายุยืนยังคงเป็นความลับของชาวฮุนซาที่มนุษย์ทั่วโลกยังคงค้นหา

สวนแอพริคอตภายในบ้านของชาวฮุนซา

วันต่อมา ผมเดินทางต่อไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เพื่อเข้าสู่เขต Gojal เป็นเขตที่อยู่ตอนเหนือสุดของฮุนซา เป็นพรมแดนติดกับประเทศจีน เมื่อออกมาจากฮุนซา ยอดเขาแหลม รูปทรงคล้ายนิ้วมือ ปรากฏตัวให้เห็นอย่างชัดเจน Lady Finger Peak มีความสูงกว่า 6,000 เมตร เป็นยอดเขาที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจําที่สุดของฮุนซา มีตํานานโบราณกล่าวถึงเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายอันเป็นที่รักบนยอดเขา แต่วันแล้ววันเล่าเขาก็ยังไม่กลับมา เมื่อเวลาผ่านไป ยอดเขา Lady Finger Peak ที่งดงามแห่งนี้เองคือเจ้าหญิงที่ยังคงเฝ้ารอการกลับมาของเจ้าชาย

ยอดเขา Lady Finger Peak (6,000 เมตร)

เมื่อรถเดินทางเข้าสู่เขต Gojal ผมพบอีกหนึ่งสถานที่แห่งความงาม ทะเลสาบอัตตาบาด (Attabad Lake) ทะเลสาบสีฟ้าสดตัดกับยอดเขาสีเทาที่ดูดุดันปรากฏอยู่เบื้องหน้าผม ตรงข้ามกับความงดงาม ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติที่ร้ายแรง เมื่อ ค.ศ. 2010 เกิดแผ่นดินไหวขึ้น ทําให้หินถล่มลงมาทับเส้นทางของแม่นํ้าฮุนซา ส่งผลให้นํ้าท่วมหมู่บ้านที่มีชื่อว่า Attabad ทั้งหมู่บ้านต้องจมอยู่ใต้นํ้า ชาวบ้านจํานวนไม่น้อยต่างได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ หลายคนอพยพหาที่อยู่ใหม่ หลายคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน หินที่ถล่มลงมาทําให้ทางหลวงแห่งนี้ขาดออกจากกัน เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ผู้สัญจรบนคาราโครัม ไฮเวย์ ต้องขึ้นเรือเพื่อเชื่อมกับเส้นทางอีกส่วนอย่างยากลําบาก 

ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด
ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด

ณ คาราโครัม ไฮเวย์ ได้แสดงอย่างประจักษ์ว่า “หลายครั้งที่ธรรมชาติยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเอาชนะได้ และหลายครั้งที่มนุษย์เองก็ท้าทายธรรมชาติด้วยการทําลาย”

แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน เป็นบ้านของเครือข่ายธารนําแข็งที่ใหญ่ที่สุดของโลก เขต Gojal เองก็เป็นที่ตั้งของธารนํ้าแข็งขนาดมหึมาหลายแห่ง ปัจจุบันในฤดูใบไม้ผลิ ต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 ความรุนแรงของคลื่นความร้อน (Heat Wave) จากภาวะโลกร้อนแสดงผลชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดอกแอพริคอตสีชมพูสดใสที่เคยบานสะพรั่งตลอดฤดูกาลกลับร่วงโรยอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้นราวกับช่วงฤดูร้อน ธารนํ้าแข็งที่เสี่ยงต่อการละลายกําลังอยู่ในขั้นวิกฤตและอาจนําไปสู่ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่อาจจินตนาการได้ ธรรมชาติกําลังส่งสัญญาณเตือนแก่มนุษย์อย่างชัดเจนที่สุดแบบไม่เคยมีมาก่อนที่ปากีสถาน 

สํานักข่าว Aljazeera นําเสนอเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวว่า ในช่วงต้น ค.ศ. 2022 ปากีสถานได้เผชิญเหตุการณ์นํ้าท่วมเฉียบพลัน มีสาเหตุมาจากการละลายของธารนํ้าแข็งมาแล้วกว่า 16 ครั้ง และในปีนี้ปากีสถานจะได้รับกับผลกระทบของคลื่นความร้อนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ฤดูร้อนมาถึงเร็วขึ้น และอาจมีอุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียสในหลายส่วนของประเทศ สัญญาณเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณวิกฤตที่ไม่เพียงอันตรายต่อชีวิตของชาวปากีสถาน แต่เป็นอันตรายต่อทุกชีวิตบนโลก

Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง

มุ่งหน้าสู่จุดหมายสุดท้าย ผมแวะที่หมู่บ้าน พาสสุ (Passu) หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องความงามจากความอลังการของยอดเขาฟันเลื่อย Passu Cones และธารน้ำแข็ง Passu Glacier ที่ยิ่งใหญ่ ธารนํ้าแข็งแห่งนี้มีความยาวกว่า 21 กิโลเมตร ความยิ่งใหญ่ของกลุ่มก้อนนํ้าแข็งสีขาวอมเทาขนาดมหึมาที่ซ้อนตัวกันเป็นชั้นภายใต้หุบเขาที่ผมยืนอยู่นั้นทําให้ไม่อาจจินตนาการได้ว่า ถ้าหากธารนํ้าแข็งเพียงแค่บางส่วนในบริเวณนี้เกิดการละลายขึ้นจะส่งผลให้เกิดนํ้าท่วมมหาศาลเพียงใด และคงเป็นสถานที่ที่งดงามเหล่านี้ รวมถึงชาวฮุนซาที่จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างแรก

บทสุดท้ายของการเดินทางตามคาราโครัม ไฮเวย์ ทิ้งข้อตระหนักข้อนี้ไว้กับผม จากนี้ไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ราว 65 กิโลเมตร จะถึงพรมแดนประเทศจีนหรือช่องเขาคุนจีราบ (Khunjerab Pass) ซึ่งบรรจบกับการเดินทางของผมที่เคยเดินทางใน คาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศจีนเมื่อ 2 ปีก่อน น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ทําให้รถฝ่ากองหิมะไปยัง Khunjerab Pass ไม่ได้

การเดินทางของผมจึงสิ้นสุดที่หมู่บ้าน Passu แห่งนี้

รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“ถนนทุกสายถูกสร้างขึ้นเพื่อนําผู้คนไปยังสถานที่ต่าง ๆ และมักพาผู้เดินทางไปพบกับหลายสิ่งระหว่างทาง”

เช่นเดียวกับ ‘คาราคอรัม ไฮเวย์’ เส้นทางที่มีคุณค่ามากกว่าการเป็นถนนที่ถูกรายล้อมด้วยความงดงามอลังการของธรรมชาติ เส้นทางที่เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของการเมืองระหว่างประเทศ เส้นทางมหัศจรรย์เส้นนี้มอบประสบการณ์และนําผมไปพบเจอกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย

ระหว่างรอเวลาเช็กอินเที่ยวบินกลับบ้านที่ด้านหน้าสนามบิน ผมนั่งคิดถึงความทรงจําของตัวเองบนคาราโครัม ไฮเวย์ ตลอดการเดินทางตามเส้นทางแห่งนี้ ที่นี่นําผมไปพบกับ ‘อดีต’ ของดินแดนแห่งความเจริญรุ่งเรืองและประวัติศาสตร์ของเส้นทางการค้าที่เชื่อมวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันเส้นทางแห่งนี้ก็พาผมไปรู้จัก ‘ปัจจุบัน’ ของประเทศปากีสถานผ่านสถานที่และผู้คนที่ได้สัมผัส และภาพผลกระทบอย่างรุนแรงของภาวะโลกร้อนใน ‘อนาคต’ ที่อาจเกิดขึ้น สะท้อนออกมาผ่านคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้ทิ้งข้อตระหนักไว้กับผมเช่นเดียวกัน 

เสียงอาซานซึ่งเป็นสัญญาณของการละหมาดเย็นของชาวมุสลิมดังก้องกังวานทั่วโถงสนามบินทําให้ผมตื่นขึ้น ผมลากกระเป๋าเข้าอาคารสนามบิน ที่ปากีสถานทุกคนที่เข้าไปในอาคารสนามบินจะกลับออกมาข้างนอกไม่ได้ คงเป็นเวลาที่จะบอกลาประเทศนี้และสิ้นสุดการเดินทางครั้งนี้จริง ๆ

การเดินทางบทที่สามของการตามรอยเส้นทางสายไหมให้อะไรกับผมไม่มากก็น้อย ผมยิ้มพร้อมบอกกับตัวเองว่าคงมีหลายสิ่งที่คาราโครัม ไฮเวย์ ทําให้ผมเติบโตขึ้นกว่าการเดินทางครั้งก่อนโดยไม่รู้ตัว 

หวังว่าเมื่อมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง ฮุนซาในฤดูใบไม้ผลิจะยังคงแต่งแต้มด้วยสีชมพูสดใสของดอกแอพริคอตเช่นเดิม

หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน
หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี
กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน

ขอบคุณ คุณฟาติมะ อะตีค ไกด์นําเที่ยวที่คอยดูแลให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

ข้อมูลอ้างอิง

www.worldhistory.org/Gandhara_Civilization

www.cambridge.org/core/books/abs/cambridge-history-of-terrorism/history-of-terrorism-in-pakistan/C91EC2FD3A183B8D0BA7B561DC34F8E2

www.cfr.org/backgrounder/china-pakistan-relations

www.isas.nus.edu.sg/papers/pakistan-china-relations-in-a-changing-geopolitical-environment

www.bbc.com/news/world-asia-32400091

thediplomat.com/2018/10/gwadar-emerging-port-city-or-chinese-colony

historypak.com/hunza/

tribune.com.pk/story/58900/shamanism-spirits-in-the-valley

www.aljazeera.com/gallery/2022/7/14/photos-concerns-as-pakistan-glaciers-melt

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปฏิภาณ จินดาประเสริฐ

นักศึกษาทันตแพทย์ ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเดินทาง ได้พยายามแบ่งเวลาจากการเรียนเพื่อเดินทางตามความฝัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load