หลังจากสิงคโปร์ล้ำหน้าเรื่องนโยบายสีเขียวไปไกลแสนไกล ตั้งแต่เปิดตัวแลนด์มาร์กน่าสนใจอย่างป่าซูเปอร์ทรีและเรือนกระจกใจกลางเมือง Gardens by the Bay หรือโรงแรมเชิงนิเวศยกป่ามาไว้ใน Garden-in-a-Hotel ตามเป้าหมายใหญ่ที่เมืองเล็กๆ อยากทำได้ตั้งแต่ ค.ศ. 2014 คือการเป็น City in The Park ภายใน ค.ศ. 2030 และล่าสุด แผนนั้นใกล้ความจริงมาอีกก้าว เมื่อจะมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีกแห่ง ซึ่งคราวนี้มาถึงตาของสวนสัตว์กันบ้าง

โครงการ ‘Mandai Project : A Rejuvenated Mandai’ เกิดจากการต่อยอดพื้นที่มันได ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์สิงคโปร์ ไนท์ ซาฟารี และริเวอร์ ซาฟารี ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศถึง 6 แห่งเข้าด้วยกัน เพิ่มเติมสวนนก สวนสัตว์ป่าฝน และรีสอร์ตอีโค่เข้าไป ซึ่งออกแบบโดยคิดถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมองค์รวมได้อย่างน่าสนใจ และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทุกส่วนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อให้ชาวสิงคโปร์ดื่มด่ำกับธรรมชาติได้เต็มปอด และช่วยปกป้องความหลากหลายทางธรรมชาติร่วมกัน 

เอาล่ะ ถ้าไม่อยากตกขบวน คอลัมน์ Public Space รอบนี้ พาไปสำรวจสวนสัตว์แบบเฉพาะกิจกันก่อนใคร

พาทัวร์มันได

เล่าสักนิดว่า มันได (Mandai) คือพื้นที่ในแผนการพัฒนาทางภาคเหนือของสิงคโปร์ อุดมสมบูรณ์ขนาดยกให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าได้เลย เพราะมีทั้งป่าชายเลน พืชพรรณ และสัตว์ อาศัยอยู่มากมาย เลยกลายเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์สิงคโปร์เมื่อ 48 ปีก่อน ขยายเป็นธีมสวนสัตว์กลางคืนและจัดแสดงสัตว์น้ำอย่างไนท์ ซาฟารี และริเวอร์ ซาฟารี ต่อมา 

หากยังไม่เห็นภาพ เราขอพาทัวร์สั้นๆ 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

มาเริ่มกันที่สวนสัตว์เปิดสิงคโปร์ (Singapore Zoo) มีพื้นที่ 69 เอเคอร์หรือประมาณ 174 ไร่ แสดงสัตว์ตามธีมถึง 315 สปีชีส์ มากกว่า 3,000 ตัว โดยอิงจากแหล่งที่อยู่และให้สัตว์อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแทนที่จะให้อยู่ในกรง

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว
Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว
ภาพ : archdaily

ต่อด้วยริเวอร์ ซาฟารี (River Safari) อุทยานสัตว์ป่าธีมแม่น้ำแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย จัดแสดงแพนด้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกแบบมาให้คนเดินสำรวจสัตว์เสมือนอยู่ในแม่น้ำต่างๆ และสิ่งที่เจ๋งมากคือโซนพลาซ่า ซึ่งใช้วัสดุท้องถิ่นสร้างเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ 2 ชั้นรูปร่างเหมือนต้นไม้ เป็นทั้งร้านขายของกระจุกกระจิก ร้านอาหาร ไปจนถึงสำนักงาน 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ส่วนไนท์ ซาฟารี (Night Safari) เป็นสวนสัตว์เวลากลางคืนแห่งแรกของโลกที่กวาดรางวัลการออกแบบนับไม่ถ้วน เปิดให้สำรวจสัตว์เกือบ 900 ตัวจากประมาณ 100 สายพันธุ์ รวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ด้วยการนั่งรถราง โดยผู้เข้าชมจะถูกพาไปยังพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ 6 แห่ง ตั้งแต่เชิงเขาหิมาลัยถึงป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แค่ 30 นาทีเท่านั้น

ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะใน ค.ศ. 2016 บริษัทแม่ขององค์กรสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ในชื่อ Mandai Park Holdings (MPH) จัดตั้งโครงการฟื้นฟู Mandai ขึ้นมาเพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ทางธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ไม่เหมือนใครให้เกิดขึ้นในสิงคโปร์ ตอบรับโจทย์เมืองในสวนให้ทันท่วงที

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

มันได-มันได้ใจ

แน่นอนว่าในช่วงแรกของการพัฒนามีหลายข้อกังวลใจ ทั้งเรื่องที่ตั้งของพื้นที่ซึ่งค่อนข้างห่างไกล รวมถึงกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติต่างกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อสัตว์พื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งอาศัยอยู่ช่วงรอยต่อของมันได ไปจนถึงบริเวณอ่างเก็บน้ำ Central Catchment Nature Reserve

ทางทีมพัฒนาจึงพยายามลดความกังวลดังกล่าว ด้วยการสร้างบริการรับ-ส่งระหว่างสถานีรถไฟ Springleaf MRT ที่กำลังจะเกิดขึ้นจาก Thomson-East Coast ไปยังมันได เพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ภายใต้การแนะนำของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่จะได้รับการพัฒนาอย่างไม่ทำร้ายทุกชีวิตในเขตอนุรักษ์

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

รวมทั้งดูแลติดแท็กต้นไม้ในบริเวณตามสายพันธุ์ สุขภาพ ขนาด และสถานะการอนุรักษ์ ซึ่งการออกแบบทุกอย่างจะต้องคงต้นไม้เอาไว้ หรือใช้การปลูกถ่ายกล้าไม้ หากสร้างที่อยู่อาศัย ก็ต้องเป็นมิตรพอต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ มีจุดควบคุมความเร็วตามถนนโครงการจนถึงที่จอดรถ แถมยังมีทีมงานคอยดูเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และที่น่ารักมากๆ คือ เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องเข้าอบรมพิเศษ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงต้องทำความคุ้นเคยกับสัตว์ป่าในพื้นที่ด้วย 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

หลังจากผ่านกระบวนการออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบต่อพืชและสัตว์ในพื้นที่แล้ว ก็ถึงเวลาออกทัวร์สถานที่ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกันต่อ

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ในอนาคต ที่นี่จะมีทั้งสวนสัตว์ป่าฝน (Rainforest Park) ขนาด 12.5 เฮกตาร์ โดยมีกิมมิกอยู่ที่ทางเดินลอยฟ้า ทำให้ผู้เข้าชมเห็นผืนป่าทอดยาวไปจนถึงยอดไม้ทรง Tree-top Canopies พร้อมยกให้เป็นแหล่งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนบกที่สำคัญที่สุดของโลกอีกแห่งหนึ่ง

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากคือ สวนนก (Bird Park) ซึ่งใช้องค์ความรู้จากสวนนกจูร่งมาสร้างที่นี่ เพื่อจัดแสดงกรงนกขนาดใหญ่ 9 แห่ง จำลองที่อยู่ตามธรรมชาติของนกทั่วทุกมุมโลก อาทิ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าไผ่ และป่าฝน กลายเป็นแหล่งรวบรวมนกมากกว่า 600 ตัว จาก 50 สายพันธุ์ ซึ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกเช่นกัน รวมถึงจัดตั้งเป็นศูนย์เพาะพันธุ์และวิจัยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ด้วย

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

เดินเชื่อมต่อมาอีกสักนิด จะเห็น Mandai Eco-Link จุดหมายปลายทางของสัตว์ป่าขนาดกว้าง 44 เมตรคร่อมถนนเอาไว้เหมือนเป็นสะพานลอย เชื่อมที่อยู่ของสัตว์ป่าทางด้านเหนือและใต้ของเขตอนุรักษ์ แยกเป็นชั้นๆ ตั้งแต่พื้นดินให้สัตว์ท้องถิ่น อย่างอีเห็น กระจง กระรอก กิ้งก่าตัวน้อย ไปจนถึงยอดไม้ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้มีทางเดินและเส้นทางสัญจรที่ปลอดภัย นอกจากหลีกเลี่ยงอันตรายจากการจราจรด้านล่าง อีกฟังก์ชันของสะพานแห่งนี้จะช่วยรักษาพืชพรรณท้องถิ่นสิงคโปร์เอาไว้

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

ไม่ใช่แค่สวนสัตว์นานาพันธุ์ ที่นี่ยังขอพิสูจน์การอยู่ร่วมกันของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ด้วยที่พักเชิงนิเวศกลางป่า ในชื่อ บันยันทรี อีโค่ รีสอร์ต (Banyantree Eco-Restort) ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกท้องถิ่นอย่าง WOW Architects และ Banyan Tree Hotels & Resorts 

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

รีสอร์ตบนพื้นที่ขนาด 4.6 เฮกตาร์ มีห้องพักทั้งหมด 338 ห้อง มาพร้อมแนวคิด ‘การอยู่อย่างมีสติ’ คือใช้พลังงานต่ำที่สุด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และออกแบบบ้านทรงต้นไม้ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบที่สุดด้วย ที่สำคัญคือ รักษาแนวต้นไม้เอาไว้ได้เกินครึ่ง และปลูกพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มอีก 2 เท่า

เอาเป็นว่าถ้านกหรือกระรอกกระโดดมาเกาะบ้านเราก็อย่าตกใจไป

ทริปจบ สวนสัตว์ยังไม่จบ

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

นอกจากความอลังการของ 6 สถานที่ที่เราพาไปทัวร์ทิพย์ ยังมีสถานที่ยิบย่อยอีกมากมายที่โครงการนี้กำลังจะเนรมิตให้เป็นจริง ทั้งเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ทางเดินริมทะเล ที่นั่งกลางแจ้ง ไปจนถึงสนามเด็กเล่น เพื่อให้มาทั้งกิน เที่ยว พัก ดูวิวหลากหลายได้ครบจบในที่เดียว 

คาดว่าเมื่อสร้างเสร็จ โครงการ Mandai Project : A Rejuvenated Mandai จะฟื้นฟูพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขนาดใหญ่ที่รองรับคนได้มากกว่าปีละ 10 ล้านคน สร้างงานจำนวนมากให้กับคนพื้นที่ ทั้งการท่องเที่ยวและบริการ ขยายไปถึงด้านการวิจัยเชิงอนุรักษ์

นี่เป็นตัวอย่างของการออกแบบเพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองในสวนอย่างรอบด้านและยั่งยืน ตลอดจนเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศเช่นเดียวป่าให้เกิดขึ้นจริงในเมือง

ถ้า ค.ศ. 2023 ทุกคนยังไม่มีนัดที่ไหน เราชวนจองตั๋วล่วงหน้าไปเยือนอาณาจักรสีเขียวในมันไดกันสักหน และหวังว่าจะมีใครสักคนได้ไอเดียมาพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสถานที่ท่องที่ยวเชิงนิเวศในบ้านเราบ้าง

ขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิง

www.mandai.com 

www.archdaily.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

ในอีกไม่นานนี้เราคงจะได้เห็นการเริ่มต้นสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาที่หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมกันมาโดยตลอด

ตามที่เราเรียนหนังสือมาในสมัยประถม มนุษย์ถ้าขาดอากาศหายใจจะตายในเวลา 3 นาที ถ้าขาดน้ำเราจะตายในเวลาประมาณ 3 วัน ด้วยเพราะเหตุนี้เมืองแทบทุกเมืองในโลกจึงถูกสร้างขึ้นใกล้และชิดกับแม่น้ำ ซึ่งต่อมาในภายหลังเมื่อเรากินน้ำจากก๊อกไม่ใช่จากแม่น้ำแล้ว แม่น้ำจึงถูกปรับเปลี่ยนการใช้งานให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะแทน

ถ้าจะพูดกันถึงพื้นที่สาธารณะทั้งทางเลียบแม่น้ำและอื่นๆ เราคงไม่พูดถึงประเทศเดนมาร์กไม่ได้

ว่ากันว่าชาวเดนมาร์กเป็นประชากรที่มีความสุขที่สุดชาติหนึ่งในโลกจากการจัดอันดับของหลายสถาบัน จากการได้ไปเยือนประเทศนี้มาเป็นเวลาสั้นๆ ผมพบว่า แม้เราจะเรียกอัตราภาษีมหาโหดของเดนมาร์กที่นำไปสู่ค่าครองชีพแสนแพงว่าเป็นความสุขไม่ได้ ก็น่าจะเรียกสวัสดิการรัฐอย่างการศึกษา การรักษาพยาบาล รวมไปถึงการมีพื้นที่สาธารณะสวยงาม สะอาด น่าใช้ เข้าถึงได้ง่าย เป็นมิตร กระจายอยู่ในแทบทุกจุดของเมือง ว่าเป็นความสุขของคนเดนมาร์กได้

และความสุขของที่ผมอยากหยิบยกมาเล่าตรงนี้ คือทางริมแม่น้ำของชาวโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์กนี่เอง  

Kalvebod Brygge Kalvebod Brygge

ทางริมน้ำสายนี้คือ Kalvebod Brygge อยู่กลางเมืองโคเปนเฮเกน ห่างจากสถานีรถไฟกลางของเมืองแค่ประมาณ 500 เมตร คำว่า โคเปนเฮเกน ในภาษาเดนมาร์กมีความหมายว่า เมืองอ่าวแห่งพ่อค้า พื้นที่กลางเมืองแห่งนี้ในอดีตคือท่าเรือ สถานีรถไฟ และเขตโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ต้องพูดถึงความสะอาดของน้ำในแม่น้ำหรอก เพราะไม่มีใครคิดสั้นขนาดจะลงไปเล่นน้ำแน่ๆ

ต่อมาภายหลังรัฐบาลมีแผนพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่นี้ เริ่มต้นจากการผลักดันท่าเรือและโรงงานอุตสาหกรรมออกไปแล้วเริ่มสร้างตึกออฟฟิศก่อน แล้วค่อยพัฒนาตัวทางเดินริมน้ำ Kalvebod ขึ้นมาภายหลัง โดยเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อปี 2013

ความเจ๋งของ Kalvebod คือ มันเป็นพื้นที่ริมน้ำที่ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิตหลากหลายของผู้คนได้อย่างดี  เพราะเดนมาร์กมีภูมิอากาศที่หนาวมากและฝนตกแทบจะตลอดทั้งปี การใช้ชีวิตนอกบ้านในพื้นที่สาธารณะจึงเกิดขึ้นเฉพาะช่วงหน้าร้อนเท่านั้น

Kalvebod Brygge

Kalvebod Brygge

Kalvebod Brygge

อธิบายหน้าตาของมันแบบคร่าวๆ ก่อนนะครับ ลองนึกภาพทางเดินระเบียงไม้กว้างขวางที่ยาวต่อเนื่องขนานไปกับแม่น้ำ มันกว้างขวางและมีการแบ่งเป็นขั้นบันไดรองรับคนโคเปนเฮเกนที่มานั่งๆ นอนๆ จิบเบียร์ กินอาหารและขนมที่ขนมากันเองได้อย่างสบาย (แหงสิ นั่งกินตามร้านมันแพงนะ) และเป็นส่วนตัว หรือถ้าอึดอัด ก็ยังมีพื้นระเบียงชั้นบนให้นั่งพักชมวิวมุมสูงได้ด้วย

สำหรับขอบทางเดิน Kalvebod ไมไ่ด้กั้นขอบกันตกหรืออะไรทั้งนั้น เพื่อให้คนกระโดดลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำได้เลย (ทั้งที่ก่อนหน้านี้น้ำในแม่น้ำนี้ก็ไม่ได้สะอาด) แต่ถ้าโดดลงแม่น้ำแล้วรู้สึกว่ามันอันตรายไป ก็มีสระวายน้ำที่กั้นพื้นที่ของแม่น้ำให้บริการด้วย

Kalvebod Brygge

ส่วนตัวทางเดินเอง บางส่วนก็มีการเล่นระดับสูงบ้างต่ำบ้าง ซึ่งไม่ได้เอาสวยอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างพื้นที่ในมิติใหม่ๆ ให้ผู้คนที่มาใช้งาน เช่น ทางเดินไม้ที่ยกสูงขึ้นมาเหล่านี้บางอันก็กลายเป็นสไลเดอร์ให้คนลื่นลงน้ำไปได้เลย หรือพื้นที่ข้างใต้ระนาบที่ยกขึ้นมาเป็นสไลเดอร์ก็กลายมาเป็นท่าจอดเรือคายัค

ถ้ามากับครอบครัวที่มีลูก เครื่องเล่นและสนามเด็กเล่นก็ถูกติดตั้งรวมไว้ในพื้นที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน

ถ้ามากับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ที่แห่งนี้ก็ยังคงยินดีต้อนรับเช่นเดียวกัน เพราะมันเป็นสถานที่ที่ไม่มีขั้นบันไดให้ต้องไต่เลย (ไม่นับขั้นบันไดที่เอาไว้นั่งนะ)

และอีกข้อดีของการแบ่งแยกพื้นที่เล่นระดับไว้หลากหลายแบบคือ ทำให้พื้นที่ริมน้ำนี้แบ่งพื้นที่ออกเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วย อย่างการแข่งไตรกีฬา หรืองานเทศกาลอื่นๆ ก็จัดแข่งได้ โดยไม่ต้องปิดพื้นที่สงวนไว้เฉพาะนักแข่ง คนทั่วไปก็มานอนเล่นดูการแข่งไปด้วยได้อย่างสบายๆ

Kalvebod Brygge Kalvebod Brygge

จากการที่พื้นที่นี้ตอบสนองผู้คนที่มาใช้ได้หลากหลาย คนโคเปนเฮเกนก็เลยชอบมาใช้งานกันเป็นอย่างมาก บางคนเรียกการมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะแบบนี้ว่าการเป็นส่วนหนึ่งของเมืองด้วยซ้ำ ซึ่งความพิเศษที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ดีไซน์เก๋ไก๋ของทางเดินไม้ริมน้ำนี้ก็คือ มันเป็นการออกแบบการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างคนกับแม่น้ำ ไม่ใช่เพียงแค่ให้คนได้นั่งรับลมมองดูแม่น้ำเฉยๆ แต่ให้คนในเมืองและแม่น้ำได้รู้จักและสนิทสนมกันต่างหาก พอคนและแม่น้ำได้คุ้นเคยกันแล้ว คนก็จะหันมาดูแลแม่น้ำกันเองโดยอัติโนมัติ

เห็นแล้วก็อยากให้ทางเลียบแม่น้ำของบ้านเรารองรับความต้องการใช้พื้นที่ของเราบ้าง หรืออย่างน้อยแค่ถามเราหน่อยก็ยังดีว่าอยากได้พื้นที่เลียบแม่น้ำแบบไหน…

ถ้าใครสนใจอยากลงเล่นน้ำ หรือเห็นความสนุกสนานของชาวโคเปนเฮเกนที่มีต่อแม่น้ำแล้วละก็ ขอเชิญให้ไปในช่วงเวลา Harbour Festival ที่จัดเป็นประจำในทุกๆ ปีนะครับ รายละเอียดลองอ่านในลิงก์ได้เลย

www.visitcopenhagen.com/copenhagen/harbour-festival-kulturhavn-festival-gdk414389

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load