หลังจากสิงคโปร์ล้ำหน้าเรื่องนโยบายสีเขียวไปไกลแสนไกล ตั้งแต่เปิดตัวแลนด์มาร์กน่าสนใจอย่างป่าซูเปอร์ทรีและเรือนกระจกใจกลางเมือง Gardens by the Bay หรือโรงแรมเชิงนิเวศยกป่ามาไว้ใน Garden-in-a-Hotel ตามเป้าหมายใหญ่ที่เมืองเล็กๆ อยากทำได้ตั้งแต่ ค.ศ. 2014 คือการเป็น City in The Park ภายใน ค.ศ. 2030 และล่าสุด แผนนั้นใกล้ความจริงมาอีกก้าว เมื่อจะมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีกแห่ง ซึ่งคราวนี้มาถึงตาของสวนสัตว์กันบ้าง

โครงการ ‘Mandai Project : A Rejuvenated Mandai’ เกิดจากการต่อยอดพื้นที่มันได ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์สิงคโปร์ ไนท์ ซาฟารี และริเวอร์ ซาฟารี ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศถึง 6 แห่งเข้าด้วยกัน เพิ่มเติมสวนนก สวนสัตว์ป่าฝน และรีสอร์ตอีโค่เข้าไป ซึ่งออกแบบโดยคิดถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมองค์รวมได้อย่างน่าสนใจ และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทุกส่วนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อให้ชาวสิงคโปร์ดื่มด่ำกับธรรมชาติได้เต็มปอด และช่วยปกป้องความหลากหลายทางธรรมชาติร่วมกัน 

เอาล่ะ ถ้าไม่อยากตกขบวน คอลัมน์ Public Space รอบนี้ พาไปสำรวจสวนสัตว์แบบเฉพาะกิจกันก่อนใคร

พาทัวร์มันได

เล่าสักนิดว่า มันได (Mandai) คือพื้นที่ในแผนการพัฒนาทางภาคเหนือของสิงคโปร์ อุดมสมบูรณ์ขนาดยกให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าได้เลย เพราะมีทั้งป่าชายเลน พืชพรรณ และสัตว์ อาศัยอยู่มากมาย เลยกลายเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์สิงคโปร์เมื่อ 48 ปีก่อน ขยายเป็นธีมสวนสัตว์กลางคืนและจัดแสดงสัตว์น้ำอย่างไนท์ ซาฟารี และริเวอร์ ซาฟารี ต่อมา 

หากยังไม่เห็นภาพ เราขอพาทัวร์สั้นๆ 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

มาเริ่มกันที่สวนสัตว์เปิดสิงคโปร์ (Singapore Zoo) มีพื้นที่ 69 เอเคอร์หรือประมาณ 174 ไร่ แสดงสัตว์ตามธีมถึง 315 สปีชีส์ มากกว่า 3,000 ตัว โดยอิงจากแหล่งที่อยู่และให้สัตว์อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแทนที่จะให้อยู่ในกรง

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว
Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว
ภาพ : archdaily

ต่อด้วยริเวอร์ ซาฟารี (River Safari) อุทยานสัตว์ป่าธีมแม่น้ำแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย จัดแสดงแพนด้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกแบบมาให้คนเดินสำรวจสัตว์เสมือนอยู่ในแม่น้ำต่างๆ และสิ่งที่เจ๋งมากคือโซนพลาซ่า ซึ่งใช้วัสดุท้องถิ่นสร้างเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ 2 ชั้นรูปร่างเหมือนต้นไม้ เป็นทั้งร้านขายของกระจุกกระจิก ร้านอาหาร ไปจนถึงสำนักงาน 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ส่วนไนท์ ซาฟารี (Night Safari) เป็นสวนสัตว์เวลากลางคืนแห่งแรกของโลกที่กวาดรางวัลการออกแบบนับไม่ถ้วน เปิดให้สำรวจสัตว์เกือบ 900 ตัวจากประมาณ 100 สายพันธุ์ รวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ด้วยการนั่งรถราง โดยผู้เข้าชมจะถูกพาไปยังพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ 6 แห่ง ตั้งแต่เชิงเขาหิมาลัยถึงป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แค่ 30 นาทีเท่านั้น

ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะใน ค.ศ. 2016 บริษัทแม่ขององค์กรสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ในชื่อ Mandai Park Holdings (MPH) จัดตั้งโครงการฟื้นฟู Mandai ขึ้นมาเพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ทางธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ไม่เหมือนใครให้เกิดขึ้นในสิงคโปร์ ตอบรับโจทย์เมืองในสวนให้ทันท่วงที

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

มันได-มันได้ใจ

แน่นอนว่าในช่วงแรกของการพัฒนามีหลายข้อกังวลใจ ทั้งเรื่องที่ตั้งของพื้นที่ซึ่งค่อนข้างห่างไกล รวมถึงกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติต่างกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อสัตว์พื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งอาศัยอยู่ช่วงรอยต่อของมันได ไปจนถึงบริเวณอ่างเก็บน้ำ Central Catchment Nature Reserve

ทางทีมพัฒนาจึงพยายามลดความกังวลดังกล่าว ด้วยการสร้างบริการรับ-ส่งระหว่างสถานีรถไฟ Springleaf MRT ที่กำลังจะเกิดขึ้นจาก Thomson-East Coast ไปยังมันได เพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ภายใต้การแนะนำของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่จะได้รับการพัฒนาอย่างไม่ทำร้ายทุกชีวิตในเขตอนุรักษ์

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

รวมทั้งดูแลติดแท็กต้นไม้ในบริเวณตามสายพันธุ์ สุขภาพ ขนาด และสถานะการอนุรักษ์ ซึ่งการออกแบบทุกอย่างจะต้องคงต้นไม้เอาไว้ หรือใช้การปลูกถ่ายกล้าไม้ หากสร้างที่อยู่อาศัย ก็ต้องเป็นมิตรพอต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ มีจุดควบคุมความเร็วตามถนนโครงการจนถึงที่จอดรถ แถมยังมีทีมงานคอยดูเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และที่น่ารักมากๆ คือ เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องเข้าอบรมพิเศษ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงต้องทำความคุ้นเคยกับสัตว์ป่าในพื้นที่ด้วย 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

หลังจากผ่านกระบวนการออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบต่อพืชและสัตว์ในพื้นที่แล้ว ก็ถึงเวลาออกทัวร์สถานที่ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกันต่อ

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ในอนาคต ที่นี่จะมีทั้งสวนสัตว์ป่าฝน (Rainforest Park) ขนาด 12.5 เฮกตาร์ โดยมีกิมมิกอยู่ที่ทางเดินลอยฟ้า ทำให้ผู้เข้าชมเห็นผืนป่าทอดยาวไปจนถึงยอดไม้ทรง Tree-top Canopies พร้อมยกให้เป็นแหล่งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนบกที่สำคัญที่สุดของโลกอีกแห่งหนึ่ง

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากคือ สวนนก (Bird Park) ซึ่งใช้องค์ความรู้จากสวนนกจูร่งมาสร้างที่นี่ เพื่อจัดแสดงกรงนกขนาดใหญ่ 9 แห่ง จำลองที่อยู่ตามธรรมชาติของนกทั่วทุกมุมโลก อาทิ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าไผ่ และป่าฝน กลายเป็นแหล่งรวบรวมนกมากกว่า 600 ตัว จาก 50 สายพันธุ์ ซึ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกเช่นกัน รวมถึงจัดตั้งเป็นศูนย์เพาะพันธุ์และวิจัยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ด้วย

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

เดินเชื่อมต่อมาอีกสักนิด จะเห็น Mandai Eco-Link จุดหมายปลายทางของสัตว์ป่าขนาดกว้าง 44 เมตรคร่อมถนนเอาไว้เหมือนเป็นสะพานลอย เชื่อมที่อยู่ของสัตว์ป่าทางด้านเหนือและใต้ของเขตอนุรักษ์ แยกเป็นชั้นๆ ตั้งแต่พื้นดินให้สัตว์ท้องถิ่น อย่างอีเห็น กระจง กระรอก กิ้งก่าตัวน้อย ไปจนถึงยอดไม้ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้มีทางเดินและเส้นทางสัญจรที่ปลอดภัย นอกจากหลีกเลี่ยงอันตรายจากการจราจรด้านล่าง อีกฟังก์ชันของสะพานแห่งนี้จะช่วยรักษาพืชพรรณท้องถิ่นสิงคโปร์เอาไว้

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

ไม่ใช่แค่สวนสัตว์นานาพันธุ์ ที่นี่ยังขอพิสูจน์การอยู่ร่วมกันของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ด้วยที่พักเชิงนิเวศกลางป่า ในชื่อ บันยันทรี อีโค่ รีสอร์ต (Banyantree Eco-Restort) ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกท้องถิ่นอย่าง WOW Architects และ Banyan Tree Hotels & Resorts 

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

รีสอร์ตบนพื้นที่ขนาด 4.6 เฮกตาร์ มีห้องพักทั้งหมด 338 ห้อง มาพร้อมแนวคิด ‘การอยู่อย่างมีสติ’ คือใช้พลังงานต่ำที่สุด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และออกแบบบ้านทรงต้นไม้ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบที่สุดด้วย ที่สำคัญคือ รักษาแนวต้นไม้เอาไว้ได้เกินครึ่ง และปลูกพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มอีก 2 เท่า

เอาเป็นว่าถ้านกหรือกระรอกกระโดดมาเกาะบ้านเราก็อย่าตกใจไป

ทริปจบ สวนสัตว์ยังไม่จบ

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

นอกจากความอลังการของ 6 สถานที่ที่เราพาไปทัวร์ทิพย์ ยังมีสถานที่ยิบย่อยอีกมากมายที่โครงการนี้กำลังจะเนรมิตให้เป็นจริง ทั้งเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ทางเดินริมทะเล ที่นั่งกลางแจ้ง ไปจนถึงสนามเด็กเล่น เพื่อให้มาทั้งกิน เที่ยว พัก ดูวิวหลากหลายได้ครบจบในที่เดียว 

คาดว่าเมื่อสร้างเสร็จ โครงการ Mandai Project : A Rejuvenated Mandai จะฟื้นฟูพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขนาดใหญ่ที่รองรับคนได้มากกว่าปีละ 10 ล้านคน สร้างงานจำนวนมากให้กับคนพื้นที่ ทั้งการท่องเที่ยวและบริการ ขยายไปถึงด้านการวิจัยเชิงอนุรักษ์

นี่เป็นตัวอย่างของการออกแบบเพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองในสวนอย่างรอบด้านและยั่งยืน ตลอดจนเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศเช่นเดียวป่าให้เกิดขึ้นจริงในเมือง

ถ้า ค.ศ. 2023 ทุกคนยังไม่มีนัดที่ไหน เราชวนจองตั๋วล่วงหน้าไปเยือนอาณาจักรสีเขียวในมันไดกันสักหน และหวังว่าจะมีใครสักคนได้ไอเดียมาพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสถานที่ท่องที่ยวเชิงนิเวศในบ้านเราบ้าง

ขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิง

www.mandai.com 

www.archdaily.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘ไปเชียงใหม่เที่ยวไหนดี?’

นี่คือคำถามยอดฮิตที่โดนถามมาตั้งแต่อายุ 10 กว่าจนล่วงมาจะ 30 ในฐานะตัวแทนหมู่บ้านฝ่ายเหนือ ที่ผ่านมาแนะนำเพื่อนไปก็หลายที่ เปลี่ยนไปตามความสนใจในแต่ละขวบปี แต่พอนึกดี ๆ มีที่เดียวที่ไม่เคยห่างหายไปจากลิสต์เลยคือ ‘อ่างแก้ว’ อ่างเก็บน้ำขนาด 400,000 ลบ.ม. อยู่ชิดมาทางด้านหน้าของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะเป็นที่ที่เรียบง่ายและผ่อนคลายที่สุด ในการนั่งดูพระอาทิตย์ลาลับเหลี่ยมเขา

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

แรกเริ่มเดิมที อ่างแก้วสร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำจาก 5 ลำห้วยที่ไหลลงมาตามแนวร่องของภูเขา 2 ใน 5 ของลำห้วยที่มีปริมาณน้ำเยอะที่สุดคือ ‘ห้วยแก้ว’ และ ‘ห้วยกู่ขาว’ มหาวิทยาลัยเลยขอให้กรมชลประทานสร้างเขื่อนตรงที่ลำห้วยทั้งสองสายไหลมาบรรจบกัน เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ใช้สำหรับการประปาภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้ชื่อว่า ‘อ่างแก้ว’ ตั้งแต่ พ.ศ.2504 เป็นต้นมา 

ภาพจำติดตาคือสันอ่างโค้งครึ่งวงกลมจรดแนวป่า กับผืนน้ำนิ่งสะท้อนภาพท้องฟ้าและดอยสุเทพ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

จากนกเป็ดน้ำถึงเจ้านายสี่ขา

“เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ชวนกันไปดูหมา แต่ยุคก่อนหน้าเขาพากันไปดูนกเป็ดน้ำ”

ใช่แล้ว ฟังไม่ผิด นกเป็ดน้ำ ศิษย์เก่ารุ่นดึกดำบรรพ์ท่านหนึ่ง (เรียกสั้น ๆ ว่าแม่) เล่าให้เราฟังว่าสมัยก่อน ในช่วงเดือนมกราคมจนถึงกุมภาพันธ์ จะมีนกเป็ดน้ำอพยพหนีหนาวจากทางตอนเหนือ บินมาอวดโฉม ลอยคอกันเป็นฝูงอยู่ที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ เป็นอีกกิจกรรมที่นักศึกษาหนุ่มสาวชักชวนกันมาดู นอกเหนือจากการพักผ่อนหย่อนใจปกติที่ปรากฏแทรกอยู่ในเนื้อเพลงประจำมหาวิทยาลัย ในสมัยที่ยังสามารถขับรถเลียบขอบอ่างได้

“ผ่อนอารมณ์ สุขสมยามเคียงคู่ ทุกแห่งชวนพิศดูชมเล่น รอบวารีนี้เพลินตา สายลมมาพาให้เย็นแสนสบาย จึงหมายเป็นศูนย์หย่อนใจไว้ชื่นทรวง…”

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ภาพ : ภก.กำชัย ทวีทรัพย์
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

เกือบสิบปีให้หลัง จากครั้งแรกที่แม่พามาดูนกเป็ดน้ำ ชีวิตก็วนกลับมาให้ได้ใกล้ชิดอ่างแก้วอีกครั้งในฐานะนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่นึกอะไรไม่ออกบอกอ่างแก้วไว้ก่อน เพราะเป็นทั้งที่วิ่งตอนเช้า ที่เดินเล่น หัดถ่ายรูป เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ซื้ออาหารมานั่งทานรับลม พร้อมชมพระอาทิตย์ตกกับเพื่อน ๆ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ร่วมของใครอีกหลายคน โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ขยายวงต้อนรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว พร้อมรูปแบบกิจกรรมหลากหลายมากขึ้น โดยล่าสุดที่ทำให้อ่างแก้วกลายเป็นสถานที่ยอดฮิตขึ้นมาคือสมาคมสี่ขายามเย็น บริเวณลานสังคีตหรือลานควายยิ้ม ซึ่งทาสหมาทั้งหลายพร้อมใจกันพาเจ้านายมาเดินเล่น พบปะทำความรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นหมากับหมา คนกับหมา พัฒนาไปจนคนกับคน ผ่านการทักทายกันของเจ้าของ นั่นเปลี่ยนให้คนแปลกหน้าทั้งหลายกลายมาเป็นมิตร

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

พื้นที่สาธารณะที่ดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน 

จริง ๆ แล้วไม่ถึง 10 เพราะ คุณลุงญาน เกห์ล (Jan Gehl) สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบเมืองจากเดนมาร์ก บอกเอาไว้ว่าพื้นที่สาธารณะที่ดีมักมีกิจกรรม 3 รูปแบบเอาไว้เป็นตัวชี้วัด

หนึ่ง กิจกรรมจำเป็น เป็นกิจวัตรปกติที่ทุกคนต้องทำเป็นประจำ โดยสภาพแวดล้อมของพื้นที่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจทำ เช่น การไปทำงานหรือการไปเรียน 

สอง กิจกรรมทางเลือก เป็นกิจกรรมที่คนจะทำก็ต่อเมื่อเวลาและสภาพแวดล้อมเหมาะสม ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมพักผ่อน อย่างการออกไปเดินเล่น นั่งดูวิว ไปจนถึงการอาบแดด 

สาม กิจกรรมเชิงสังคม เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากทั้ง 2 ข้อ ส่วนนี้เป็นสิ่งที่วัดให้เราเห็นคุณภาพของพื้นที่สาธารณะได้ชัด เพราะพื้นที่สาธารณะที่ดีจะเปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนมากขึ้น ไม่ว่าทางเดียว อย่างการนั่งมองผู้คนที่เดินผ่าน หรือสองทางอย่างการรวมกลุ่มเล่นของเด็ก หรือการเริ่มบทสนทนาของผู้คน

ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่ในฐานะผู้ใช้งานมาร่วมสิบกว่าปี เราพบว่าอ่างแก้วที่ดูเหมือนเป็นพื้นที่สาธารณะธรรมดา น่าสนใจตรงที่นำพาให้ผู้คนไปสู่กิจกรรมเชิงสังคมได้อย่างง่ายดาย

แล้วอะไรคือปัจจัยสำคัญ ตามเรามา จะพาไปไขความลับ

ความลับข้อที่ 1 เข้าถึงได้ง่าย 

ปัจจัยแรกที่ทำให้อ่างแก้วเป็นที่นิยม คือการเข้าถึงง่าย เพราะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองนัก พอนึกอยากเดินเล่นปุ๊บ ก็หักพวงมาลัยเลี้ยวรถมาปั๊บ ขับรถถึงได้ภายในไม่เกิน 20 นาที 

นอกจากนั้น การมีลานจอดรถที่ขนาบอยู่สองฝั่งทั้งบริเวณศาลาอ่างแก้วและบริเวณหน้าคณะมนุษยศาสตร์ ช่วยทำให้ระยะการเดินจากที่จอดรถไปถึงส่วนที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ไกลจนเกินไป สะดวกสบายทั้งการย้ายคน สัตว์ สิ่งของ ทำให้ใคร ๆ ก็เลือกมาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่

ความลับข้อที่ 2 เดินต่อไปได้เรื่อยๆ

 นอกจากเรื่องกิจกรรม 3 แบบแล้ว หนังสือของคุณลุง Jan Gehl ยังเล่าให้เราฟังอีกว่า ปกติแล้ว ผู้ใหญ่มักจะเดินในระยะเฉลี่ย 500 เมตรต่อวัน ซึ่งถ้าอยากทำให้ได้มากกว่านั้น การจัดเส้นทางการเดินมีส่วนสำคัญมาก ทางเดินที่ดีควรค่อย ๆ เผยให้เห็นเส้นทางทีละนิด เพื่อกระตุ้นให้เราเกิดความอยากรู้อยากเห็น จูงใจให้ออกแรงเดินไปต่อ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความเป็นเนินและความโค้งของสันอ่างได้ทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดี เพราะทฤษฎีกล่าวไว้ว่า ผู้คนรับรู้ระยะทางผ่านการเปลี่ยนผ่านพื้นที่มากกว่าชี้จากการวัดเป๊ะ ๆ การเดินเลาะไปตามขอบถนนโค้ง ผ่านที่โล่งสลับต้นไม้ใหญ่ จึงทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์หลากหลายในเส้นทางที่เลือกเดิน ไม่ว่าจะเป็นทางสั้นที่เดินไปถึงแค่บริเวณสะพาน และทางยาวที่เดินข้ามเพื่อมุ่งหน้าไปยังอ่างเก็บน้ำตาดชมพูที่อยู่ไม่ไกลกัน และเดินวนกลับมาบรรจบครบรอบใหญ่ได้

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

นอกจากนั้น ระดับความชันก็เป็นอีกเรื่องที่มีผลต่อการจูงใจให้น่าเดิน เพราะการเปลี่ยนระดับโดยเน้นการใช้เนิน เป็นอะไรที่ทำให้เดินได้เพลิดเพลินกว่าบันได

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับข้อที่ 3 ลุกนั่งสบาย

จากงานสำรวจของ จอห์น ไบบ์ ในสวนทิโวลี เมืองโคเปนเฮเกน เขาพบว่าม้านั่งซึ่งได้รับความนิยมที่สุด คือม้านั่งที่วางไว้ตามแนวทางเดินสายหลัก มีวิวให้มองเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และจะให้ดีควรมีทุก 100 เมตร 

 อ่างแก้วเองก็ทำแบบเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ที่นั่งจัดวางไว้ตามขอบทางเดินของสันอ่าง ห่างบ้างชิดบ้างตามจังหวะที่ว่างอย่างเหมาะสม ม้านั่งออกแบบอย่างเรียบง่ายให้ใช้งานได้ทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะหันหน้ามองผืนน้ำและยอดดอย หรือจะมองการแสดงสี่ขาที่ลานด้านล่างก็ทำได้อย่างสะดวก ถือเป็นที่นั่งหลักที่ออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ใช้งานทุกเพศทุกวัย 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ในขณะที่ที่นั่งรองจะอยู่ในรูปแบบขององค์ประกอบที่มีระยะเหมาะสมกับการนั่ง เช่น ขอบทาง หรือเนินหญ้า ซึ่งเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่วัยรุ่นมากกว่า เพราะว่าจับกลุ่มทำกิจกรรมได้หลากหลาย โดยไม่มีอะไรมาคั่นกลางระหว่างที่นั่งกับวิวผืนน้ำกว้างข้างหน้า 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

นอกจากนั้น เนินหญ้าบริเวณลานสังคีตที่ทุกคนชอบ ก็เอื้อให้เกิดลักษณะการนั่งเหมือนกันกับจัตุรัสเก่าของยุโรป สโลปของเนินทำหน้าที่คล้ายผนัง ทำให้รู้สึกว่าหลังได้รับการปกป้อง ส่วนด้านหน้าก็นั่งมองกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั่วทั้งลานสนามหญ้าได้อย่างชัดเจน

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับข้อที่ 4 พื้นที่ริมขอบ

“พื้นที่ริมขอบสำคัญ ถ้าหากพื้นที่ริมขอบล้มเหลวเสียแล้ว พื้นที่ว่างทั้งผืนก็ไม่มีทางมีชีวิตชีวาได้เลย” 

จากหนังสือ A Pattern Language โดย Christopher Alexander ทำให้เราเห็นอีกข้อสำคัญที่ทำให้อ่างแก้วกลายมาเป็นพื้นที่ที่คนนิยมกัน โดยเฉพาะส่วนของลานสังคีตที่มีพื้นที่ริมขอบให้ผู้คนได้เลือกจับจองตามความสมัครใจ

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก
ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

 เพราะมีทั้งคนที่เกาะกลุ่มอยู่ใต้ต้นไม้ บ้างผูกเปลนอน บางคนก็เลือกที่จะเอาเก้าอี้สนามมากาง นั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ เลียบขอบทางเดิน บางคนเลือกนั่งบนเนิน เพื่อจะได้เห็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในมุมสูง 

และกลุ่มสุดท้าย เจ้านายสี่ขาที่มักจะจับจองพื้นที่บริเวณกลางลานในการวิ่งเล่นออกกำลังกาย ทำให้พื้นที่ลานสนามหญ้าแห่งนี้เกิดความเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวาตลอดเวลา โดยที่ผู้ชมริมขอบเองก็มีอิสระ เลือกที่จะนั่งดูหรือเข้าไปร่วมกิจกรรม ทักทายกันทั้งหมาทั้งคนตรงกลางลานได้อย่างไม่เคอะเขิน 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับข้อที่ 5 เป็นสัญญาณบอกวันเวลา

นอกจากเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมหลากหลายแล้ว อ่างแก้วยังทำอีกหน้าที่หนึ่งในฐานะพื้นที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลา ผ่านองค์ประกอบธรรมชาติร่วมกับกิจกรรมตลอดปีด้วยเช่นกัน

ก้าวแรกของนักศึกษามาพร้อมหน้าฝน ต้นไม้พากันผลิใบสีเขียวชอุ่ม พ่วงด้วยหมอกตอนเช้าเป็นครั้งคราวตามความเบาแรงของฝน กิจกรรมรับน้อง ร้องเพลงเชียร์ เตรียมตัวขึ้นขึ้นดอย เกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยมีม่านฝนเป็นฉากหลัง

ท้องฟ้าใสทาบทับด้วยกิ่งไม้แห้ง เป็นภาพจำของฤดูหนาว ต้นไม้เริ่มทิ้งใบและสีสันของตัวเองออกไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของดอกทองกวาวสีแสด และแดดยามเย็นสีส้มอมชมพู 

ในฤดูที่ผู้คนมักมาปรากฏตัวพร้อมเสื้อกันหนาว ซึ่งอุณหภูมิจะต่ำจะสูงไม่รู้ แต่ชาวเหนืออย่างเราถือเป็นช่วงแฟชั่นโอกูร์ตูร์ที่จะงัดทั้งตู้ออกมาประชันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร นอกจากนั้นยังมีแก๊งชุดครุยดำคละแถบสี ที่มีนัยยะสำคัญเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน จากอดีตเฟรชชี่หน้าใหม่สู่บัณฑิตที่ตั้งใจมาบันทึกภาพคู่กับอ่างแก้ว ไว้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและความสำเร็จ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

เสียงของจั๊กจั่นร่วมกับเสียงฝีเท้าย่ำลงบนใบสักแห้ง ที่แปลงจากสีเขียวเป็นเหลืองอมสีน้ำตาล หล่นกองอยู่เกลื่อนพื้น เป็นสัญญาณเริ่มต้นของปิดเทอมฤดูร้อน ที่นักศึกษาอาจบางตาลงไปบ้าง เพราะลงเรียนกันเพียงบางส่วน และบางคนก็เน้นหลบแดดตอนกลางวัน รอเวลาออกมาเดินเล่นคลายร้อนตอนแดดร่มลมตก

การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่คู่ขนานไปกับกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูนี้ ทำให้หากเห็นอะไรคล้ายกับที่นี่ จะมีภาพความทรงจำฉายชัดขึ้นมา เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนอ่างแก้วจากพื้นที่สาธารณะธรรมดา ให้กลายเป็นถิ่นที่อยากกลับมาในทุก ๆ ปี

พื้นที่ที่ดี คือพื้นที่ ‘ที่มี สำหรับทุกคน

จากการไขความลับในวันนี้ ทำให้เราเชื่อว่าทุกจังหวัดในประเทศไทยมีและควรมีพื้นที่สาธารณะที่ดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องเน้นความหวือหวาหรือการทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากอ่างแก้วที่เริ่มต้นจากการเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมดา ๆ ก่อนจะพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใครมาก็ตกหลุมรัก สิ่งสำคัญคือความใส่ใจในการร้อยเรียงพื้นที่ให้มีความหลากหลายมากพอที่จะรองรับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปของสาธารณชน และเปิดโอกาสให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กันจากกิจกรรมทั้งสามประเภทอย่างที่คุณลุง Jan Gehl ได้กล่าวเอาไว้ 

ความลับของลานควายยิ้ม-อ่างแก้ว มช. พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก

ข้อมูลอ้างอิง :

หนังสือเมืองมีชีวิต การใช้พื้นที่สาธารณะ ผู้เขียน Jan Gehl

www.chiangmainews.com

www.library.cmu.ac.th 

Writer & Photographer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load