31 ปีก่อนเขาคือนายกองค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง

30 ปีก่อนเขาคือผู้สื่อข่าวสายการเมืองประจำหนังสือพิมพ์หัวที่ตีพิมพ์ภาพข่าวการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ขณะที่สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกควบคุมการเสนอข่าว และไม่รายงานการสูญเสียชีวิตของประชาชน

20 ปีก่อนเขาคือคนที่เล็งเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงของสื่อโลกใหม่ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต และเตือนหนังสือพิมพ์ไทยให้เตรียมรับมือกับ New Media ทว่าไม่มีใครเชื่อ

‘เขา’ ที่ว่าจึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในโมงยามที่ประเทศกำลังตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณสื่อ การเสพสื่อ การอยู่ในยุคที่สื่อเก่าถูก Disrupt อย่างสิ้นเชิง ใครมีสมาร์ทโฟนก็สร้างข่าวได้ หรือพื้นที่สื่อที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงสมัครแอคเคานต์เว็บไซต์ไม่ก็แอปพลิเคชัน และมี IO, Fake News, Propaganda เป็นโรคแทรกซ้อน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

‘เขา’ ที่ว่า คือ อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ถ้าใครจะพูดเรื่องสื่อต้องนึกถึง

“ได้ครับ” เป็นข้อความที่ได้รับแทบจะทันทีหลังตัวหนังสือ read ปรากฏ เมื่อเราส่งข้อความหาเพื่อชวนมานั่งคุยกัน

สองวันหลังจากนั้นซึ่งคือวันที่ 21 ตุลาคม เราจึงนั่งอยู่ในห้องทำงานเหนือตึกสูงใจกลางมหาวิทยาลัย ตรงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กำลังไถ Smart Phone และมี Smart Watch คาดข้อมือ

คิดยังไงกับปรากฏการณ์ทัวร์ลงดาราเรื่องการ Call Out ที่สร้าง Cancel Culture ปลดบิลบอร์ด

ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบ้านเราว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้สอนมาให้มีพื้นฐานประชาธิปไตย เราถูกสอนให้ฟังว่าครูบอกอะไร เรื่องอำนาจนิยมหรือประชาธิปไตยที่ต้องฟังความคิดเห็นหลากหลายไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้นไม่แปลก เด็กที่เรียกร้องวันนี้เขาก็เติบโตมาจากตรงนั้น 

ถ้าเราเรียกร้องให้คนที่ไม่แสดงจุดยืนมาแสดงจุดยืน เราต้องพร้อมด้วยว่าเขาอาจจะแสดงจุดยืนอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ และต้องยอมรับ คุณจะเห็นด้วยกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องไม่บอกว่าเขาต้องทำแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังใช้อำนาจนิยมผ่านสื่อออนไลน์เหมือนที่คุณก็ไม่ชอบหรือเปล่า 

ในขณะที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบที่ผู้มีอำนาจใช้พลังมาบีบให้คิดและเชื่อคล้อยตามกันหมด แต่คุณกำลังใช้อำนาจอีกทางหนึ่งทางเทคโนโลยี บีบให้ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดและเชื่อแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า การใช้อำนาจสื่อในมือมาเรียกร้องบีบเมนให้พูดก็เหมือนกับที่รัฐใช้อำนาจปิดสื่อ มันอาจจะเกินไปหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าพื้นฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยของคุณคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตยที่เราต้องการ ความต้องการประชาธิปไตยเราเท่ากันมั้ย

ถ้าเขาไม่ได้อยากออกเสียง หรือที่คนเรียกว่าเป็น Ignorance

ก็ต้องเป็นสิทธิ์ของเขา การที่จะยอมพูดหรือไม่พูดมันเป็นสิทธิ์เหมือนกัน เหมือนการเลือกตั้งอะ คุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตหรือโนโหวต มันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ควรจะเกิดจากการบังคับว่าคุณต้องโหวต แต่คุณก็จะเจอกฎทางสังคม

กลับกัน ถ้าพวกเขาออกมาพูด 

ไม่ใช่ลูกชุบใช่มั้ย (หัวเราะ)

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงรึเปล่า

ต้องยอมรับว่ามันจะมีพลังในการสื่อสาร แต่จะทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ไม่ใช่ว่าดาราคนนี้พูดอย่างนี้ออกมาแล้วทุกคนจะพร้อมเชื่อ เสียงมันดังขึ้น กว้างขึ้น คนอาจจะได้ยินแล้ว เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น 

เราจะอยู่ยังไงให้เท่าทันยุคที่สเตตัสเดียวกลายเป็นวาระแห่งชาติ

มันเป็นกระแสที่ขึ้นลงเร็ว และชีวิตจริงคนไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กรุ่นนี้เขาจำลองและเชื่อมโลกออนไลน์มาอยู่ออฟไลน์ให้เห็นมากขึ้น แม้กระทั่งการบริหารการจัดการม็อบคราวนี้ก็ต่างจากการบริหารจัดการม็อบในครั้งก่อนๆ มากกกกก (เน้นเสียง) 

เอาแค่การย้ายจุดชุมนุม เมื่อก่อนจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คุณต้องบอกล่วงหน้า แล้วสื่อที่บอกตอนนั้นคือที่ไหน วิทยุ ทีวี ไม่ได้ เพราะเป็นของทหาร คุณต้องหยิบประเด็นเพื่อการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคือหนังสือพิมพ์ 

แต่วันนี้ไม่ใช่ โอ้โห เกิดอะไรขึ้นคุณพร้อมที่จะย้ายภายในครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) คุณแกงเขาได้หมดเลย อยู่ๆ ไม่เอาแล้ว เลิก อ้าว ฉิบหาย ไวมาก คุณมี Agility คุณเปลี่ยนอะไรต่างๆ จริงๆ 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

True Information เป็นของ Luxury ในศตวรรษที่ 21 จริงรึเปล่า

ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความจริงแท้ หายากขึ้น ในโลกของดิจิทัลมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหยิบมุมไหนมาเล่า การเลือกเล่า เลือกตัดทอน ก็ทำให้ความจริงนั้นเหลื่อมไปด้วยเหมือนกัน ความจริงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับคนเล่า คนรับสารด้วย เช่นผมเล่าจากมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเป็นความจริงมั้ย มันคือความจริงในมุมนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่าด้วยอะไร มุมมองไหน 

แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่ง Luxury ที่สุด

ข้อมูลที่หลากหลายต่างหาก และต้องมาคิดวิเคราะห์เอง เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต เรื่องเล่าสมัยกรุงศรีฯ แตก มีหลายเรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องจริง วันที่กรุงศรีฯ แตก คนที่อยู่ตรงนั้นก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่ง มุมมองของพม่าที่ตีเมืองก็เรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง หรือคนที่หนีรอดมาได้ก็มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง แล้วอะไรคือความจริงแท้ 

ถ้าคุณอยากรู้เหตุการณ์นั้น คุณต้องดูหลายๆ อย่างแล้วประมวลเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ สังเคราะห์ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนคุณอีก ถ้าจุดยืนคือคนพม่าโดยมีเรื่องชาตินิยมมาเกี่ยวข้อง หรือมุมมองตอนนี้ที่มองไปยังเหตุการณ์นั้น คุณก็จะเลือกเล่าอีกแบบหนึ่ง

ในฐานะของสื่อมวลชน จะทำยังไงให้สิ่งนี้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด 

คุณก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้หลากหลายมุมมองมากที่สุดและไม่ใส่ความคิดเห็น ถ้าฟังสื่อที่ถามแค่ฝ่ายเดียวแล้วบอกว่าเขาโกหก รู้ได้ยังไงว่าโกหก 

วันหนึ่งข้างหน้าคนเสพสื่อจะได้ความเห็นที่หลากหลาย ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่ออะไร 

แอคหลุม อวตาร เทียบเท่ากับอะไรในยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดีย

ข่าวลือ สมัยก่อนก็แค่ปากต่อปาก แต่ตอนนี้มันถูกส่งต่อในแชท วงในแจ้งว่า เพื่อนของเพื่อน เป็นญาติที่ทำงาน

แล้ว IO คืออะไร

คือการปฏิบัติการข่าวสารทางการทหาร ซึ่งมีทั้งรุกและรับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง ไปบอกให้ชาวบ้านกลัวว่าทหารจะมา การหลอกศัตรูว่าแม่ทัพตายแล้ว ปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งย้ายมาอยู่บนออนไลน์ ถ้ามองในแง่ของการเมือง ทุกประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้มาตลอด สำคัญคือเราจะรู้เท่าทันมากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

มันรับบทเป็นผู้ร้ายจริงรึเปล่า

ขึ้นอยู่กับว่า IO เป็นตัวร้ายของใคร เพราะ IO ถูกใช้ได้จากทุกฝ่าย

ยุคหนึ่งบ้านเรามีปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนต้อง ‘พยายาม’ ยัดสิ่งนี้ในวิชาสุขศึกษา ถ้ายุคนี้ที่ Fake News เป็นปัญหา เราควรมีวิธีรับมือในหลักสูตรการศึกษามั้ย

ใช่ ในต่างประเทศมีวิชาการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อย่างในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอนกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและสอนกันมาหลายสิบปีแล้ว ครูที่นั่นจะเปิดวิดีโอโฆษณาขนมให้เด็กดู จากนั้นถามเด็กๆ ว่า คิดอย่างไร

ฟังดีๆ นะ เขาถามเด็กว่า ‘คิดอย่างไร’ ไม่ได้บอกว่าโฆษณากำลังโฆษณาอะไร ระบบการศึกษาทำให้เด็กคิดเองตั้งแต่อนุบาล มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าอยากกิน และมีเด็กอีกคนยกมือขึ้นมาบอกว่าอย่ากิน กินแล้วฟันหลอ ครูถามต่อว่า ทำไมถึงคิดว่าฟันหลอ เพื่อนอีกคนแย้งว่า ในโฆษณาไม่เห็นมีใครฟันหลอ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าเด็กออสเตรเลียเรียนรู้ตั้งแต่อนุบาลว่าโฆษณาไม่ได้บอกความจริงทุกอย่าง ครูเองก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกเด็กว่าอย่ากินลูกกวาดลูกอมนะ ฟันจะผุ แต่ครูกระตุ้นให้เด็กคิดและคุยกันเองตั้งแต่อนุบาล

หลังจากคลาสนั้น ผมไปดูงานอีกคลาสซึ่งเป็นระดับไฮสคูล ครูตัดภาพข่าวมาคุยพร้อมถามความคิดเห็นว่าทำไมแต่ละสื่อพาดหัวข่าวแบบนี้ นักข่าวต้องการบอกอะไร ให้นักเรียนลองแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นในเนื้อข่าวออกมา อะไรที่สื่ออยากเล่า อะไรที่สื่อไม่อยากเล่า

เด็กจึงเกิดกระบวนการถกเถียง (Discuss) Critical Thinking จึงถูกสอนแต่เด็ก ผมจึงไม่แปลกใจว่าสมัยที่ผมเรียน ป.โท ที่นั่น ทำไมทุกคนยกมือแย่งกันแสดงความคิดเห็น เขาไม่สนใจว่าเพื่อนจะมีความคิดเห็นยังไง แต่เขาอยากจะบอกว่าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ ต่างคนต่างฟังและถกเถียงโต้แย้ง

ทวีตหนึ่งของคุณบอกไว้ เชื่อว่าจะมีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารของม็อบราษฎร 

มีแน่นอน เพราะม็อบมีทั้งการสื่อสารภายในกับการสื่อสารต่อสาธารณชน การปะทะกับ IO ในขณะที่กระบวนการ IO ก็ยังพยายามที่จะใช้วาทกรรมรูปแบบเดิมๆ 

ในออนไลน์คุณจะเห็นลักษณะของการกวน มี Meme ต่างๆ และพยายามสร้าง Engagement กับผู้เข้าร่วม ก่อนหน้านั้นสองวันบอกว่าให้โหวตกันว่าจะพักหรือไปต่อ โคตร Engage เลย แล้วแป๊บเดียว ไม่กี่นาที ก็โหวตกัน เห้ย มันขนาดนี้แล้วหรอ หรือเมื่อวานซืนที่บอกว่าห้าโมงสี่สิบห้าให้ไปรวมกันตามที่ต่างๆ แล้วเพจก็บอกว่าให้คนชูสามนิ้วถ่ายรูปโพสต์ มันคือการดึงเอาคนที่ร่วมชุมนุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี บางส่วน 

ผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) กันมากกว่ายุคเก่า ยุคก่อนๆ ม็อบ Top-down มาก จัดชุดแกนนำกี่คนๆ บอกว่าซ้ายทุกคนต้องซ้าย ขวาทุกคนต้องขวา หยุดเจ็ดวัน ทุกคนเลิกเจ็ดวัน วันนี้ไม่ใช่ แต่ม็อบยุคนี้ ต่อให้ Node ใหญ่หยุด ฉันไม่หยุด เพราะคุณบอกเขาว่า ทุกคนคือแกนนำ เข้าใจปะ (หัวเราะ)

เมื่อเราถึงยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ รายงาน Fact ได้และได้ดี อะไรทำให้สื่อต่างจากเขา

ผมว่าไม่แปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะรายงานข้อเท็จจริง (Fact) ได้และทำได้ดี ซึ่งสร้างความหลากหลายทางการรับข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนคือการรายงานข่าวรอบด้านที่สุด ไม่ใช่การรายงานข่าวมุมเดียว นี่คือข้อแตกต่าง 

สมมติว่าคุณอยู่ในที่ชุมนุม คนทั่วไปทำได้แค่รายงานสถานการณ์ แต่นักสื่อสารมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการสัมภาษณ์ตำรวจ รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี สื่อต้องไม่เลือกที่จะถามแค่ฝ่ายรัฐหรือแค่ฝ่ายผู้ชุมนุม สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองไม่ว่าของฝ่ายไหน นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นมืออาชีพของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่าคนธรรมดาที่มีแค่สื่อในมือ

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ข่าวสารเดินทางเร็ว มันสั่นสะเทือนจริยธรรมสื่อมั้ย

สั่นคลอน ทุกวันเราตั้งคำถามกับเนื้อหาบน New Media ว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ข่าว’ คุณค่าข่าวต่างออกไปจากเดิมตามนิยามของคุณค่าข่าว ความสนใจในข่าวของประชาชนก็ต่างไปจากเดิม ผมชอบยกตัวอย่างเรื่อง ‘แมวอโศก’ แมวจรจัดธรรมดาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ถ้าเป็นสื่อแบบเดิมเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นข่าว แมวจรจัดตัวหนึ่งจะเป็นข่าวได้ยังไง แต่คนที่เป็นทาสแมว ซึ่งใช้บริการรถไฟฟ้าเห็นทุกวันมองว่าน่ารัก ถ่ายรูปอัปลง Pantip.com ก็กลายเป็นข่าวของคนที่สนใจเรื่องนี้ ข่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นตามความสนใจ (Interest) ของยุคนี้และเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น 

ไม่ต่างจากข่าวลุงพล

ข่าวลุงพลชัดในความหมายของกลุ่มมวลชน (Mass) แบบนั้น เหมือนเพื่อนบ้านที่อยากรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นยังไง ไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร แต่ฐานในเรื่องเรตติ้งขึ้นมาก ทาร์เก็ตเขาชัด เขาได้เต็ม ขณะที่ชนชั้นกลางคนเมืองเอียนและเบื่อ ยิ่งเขามาจับเรื่องม็อบ เขายิงยาวเลย เพราะเขาไวและเก่งเรื่องการนำเสนอแบบนี้ เรตติ้งเป็นตัวบอก

ถูกแล้วหรอ ที่สื่อทำข่าวจากเรตติ้ง

อยู่ที่มุมมอง เขามองในแง่ธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมองผลกระทบต่อสังคม ข่าวแบบนี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่

และกระทบจรรยาบรรณสื่อ

กระทบสิ ข่าวมีอยู่สองประเภท ข่าวที่ประชาชนควรรู้กับข่าวที่ประชาชนสนใจ ต้องวางสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ บางเรื่องประชาชนไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ ก็ควรนำเสนอไม่ใช่หรือ

เรื่องที่ประชาชนควรรู้อาจเป็นเรื่องยากที่จะนำเสนอ แต่ทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) จะเป็นโจทย์ใหม่ของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เราโยนรูปแบบการเขียนข่าวยุคเดิมทิ้งไปได้เลย 

แล้วสื่อต้องปรับตัวให้ทันมั้ย 

สื่อกลุ่มไหน สื่อในความหมายของแต่ละคนต่างกัน คุณพูดว่าสื่อกับนักสื่อสารมวลชนยุคเก่า เขาจะมีความหมายแบบหนึ่ง อย่างเรื่องการเข้ามา Take Action ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อช่วยเหลือนักข่าวประชาไทที่ถูกคุมตัวระหว่างไลฟ์ในม็อบราษฎรเมื่อวันก่อน เกิดจากการปรับตัวที่ต้องการให้สื่อปราศจากการแทรกแซงของทางราชการและการเมือง จึงต้องมีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง โดยตอนนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงพยายามขยายเป็นสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติด้วย จากเดิมมีสมาชิกแค่หนังสือพิมพ์ เพื่อครอบคลุมสื่อทั้งวิทยุ ทีวี ออนไลน์ และตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ขณะที่เมื่อห้าปีก่อนกรอบความหมายสื่อสารมวลชนยังมีความหมายเดิมว่า Traditional Media อยู่

อย่างไรก็ตาม กรณีของประชาไท เมื่อได้รับป้ายนักข่าวจากสมาคมนักข่าว ยังไงองค์กรก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือและควบคุม

แล้ว The Cloud มองตัวเองเป็นอะไร

เป็นนิตยสาร

คุณมองตัวเองเป็นสื่อมวลชนไหม นี่ไง ความหลากหลายเริ่มมีแล้ว พอพูดคำว่าสื่อ มันไม่สามารถพูดกว้างๆ แบบเดิมแล้ว วันนี้คำว่าสื่อของแต่ละคนมีลักษณะย่อยลงไป ถ้าคุณพูดคำนี้กับคนที่ทำ Traditional Media เขาจะไม่จัดพวกคุณเป็นสื่อมวลชนตามความหมายของเขา เขาอาจจะบอกว่าคุณเป็นสื่อออนไลน์ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม แต่ในความหมายของเราที่เราทำสื่อ ฉันก็เป็นสื่อมวลชน 

ยุคหนึ่งสื่อทางเลือกคือสื่อที่ไม่สามารถนำเสนอในสื่อกระแสหลัก อยู่ใต้ดิน อย่างสมัยก่อนที่เรียกว่าประชาไทเป็นสื่อทางเลือก เพราะไม่มีทางนำเสนอข่าวเหล่านั้นผ่านสื่อกระแสหลักได้ แต่วันนี้คำว่าสื่อทางเลือกมีความหมายอีกแบบ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เปิดกว้างมากขึ้น 

บทบาทของสื่อมวลชนแบบเดิมมีอิทธิพลน้อยลง พลังน้อยลง ทั้งด้วยตัวมันเองและด้วยจำนวนคนเสพสื่อที่ลดลง เมื่อมีสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มเยอะขึ้นๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอ่านสื่อหลัก เพราะมันไม่ตอบโจทย์ผม ผมชอบแทงบอล ผมก็อ่านเว็บบอล นี่คือข่าวของผม ผมสนใจอันนี้ ถามว่าคนทำเว็บไก่ชนหรือคนทำเว็บพนันออนไลน์คือสื่อไหม

เขาผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มเขา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดความหมายยังไง ถ้าผมจัดตามความหมายแบบเดิม กลุ่มนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดผมจัดตามความหมายแบบใหม่ เขาก็คือผู้ผลิตเนื้อหา เป็น Content Creator

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

นิยามนี้ทำให้ไม่ต้องรับภาระเรื่องจริยธรรมเหรอ

ถูก แต่ Content Creator จำเป็นต้องมีจริยธรรมไหม (ยิ้ม) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของแต่ละกลุ่มต้องคุยกันเอง แล้วผมเชื่อว่าการคุมกันเองดีกว่าถูกคุมด้วยกฎหมายโดยรัฐ ดูก่อนว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือผู้เสพสื่อเป็นหลัก หรือรายได้เป็นหลัก สมดุลมันอยู่ตรงไหน ก็คุยกัน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

วันหนึ่งผู้บริโภคบอก ไม่เอา มึงรีวิวอันนี้เยอะเหลือเกิน เบื่อแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ต้องเพิ่มเรื่องจริยธรรมตรงนี้ เราไม่สามารถบอกให้ทุกคนปรับ แล้วปรับเหมือนกันหมด เพราะความหลากหลายเป็นปัญหาความท้าทายเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ 

จริยธรรมสื่อคือความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่เรานำเสนอต่อผู้รับสาร สื่อเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนได้ มันแตกต่างจากสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน เพราะฉะนั้น คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

สมัยก่อน รูปหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นรูปศพเกลื่อน เห็นชัดเจน บางเล่มก็เป็นภาพโป๊ พอวางที่แผงด้วยกันมันย้อนแย้งมากจนสงสัยว่าดูแล้วมึงเกิดอารมณ์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) แต่สมัยนั้นคนชอบมาก ขายดีมาก ต่อมาเริ่มมีคนตั้งคำถามว่า มันอุจาดไปไหม มันดูไม่เหมาะไหม ตัวสื่อเองก็ต้องปรับ เริ่มทำภาพเบลอ แต่ถึงเบลอแล้วคนก็ยังด่าอยู่ ก็เลยเอารูปออก เขาก็ต้องเรียนรู้เอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยสื่อทางเดียว

ถูกต้อง พลังของผู้บริโภคและสังคมเป็นคนเรียกร้องด้วยว่ามันควรเป็นยังไง หลายๆ สื่อออนไลน์ทำคอนเทนต์ทางการตลาด คุณทำได้ ถ้าประชาชนยอมรับได้และแยกแยะได้ แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อันไหนคือรีวิวแท้ อันไหนคือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คนทำต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไง 

อย่างเรื่องเด็ก เมื่อก่อนลงรูปหน้าเด็กได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจรรยาบรรณสื่อก็รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก

ในมุมมองของคุณ สื่อควรวางตัวแบบไหนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ความหลากหลายอย่างที่บอก และความแฟร์ ควรเป็นจุดยืนของสื่อในสภาวะความขัดแย้ง

ตอนนี้ถือว่าทั้งข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารถึงขั้นอยู่ในภาวะวิกฤตรึยัง

มันวิกฤตมานานแล้ว เพียงแต่จะอยู่ยังไงต่อไปมากกว่า ปัญหาสำคัญคือ ในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ คนทำสื่อ จะสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นมั้ย ขณะเดียวกัน ทำยังไงที่จะทำให้คนเสพสื่อเติบโตโดยเรียนรู้เรื่องของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สร้างเรื่องการคิดวิเคราะห์ให้คนในสังคมมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เสพสื่อจากมุมมองที่หลากหลายได้มากขึ้น

สัญญาณไหนที่บอกว่าวิกฤตแล้ว

ปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นเยอะแยะ เป็นผลพวงจากสื่อเองที่เป็นผู้ปลุกเร้า ก่อนจะมีสื่อโซเชียลก็มีวิกฤต แค่พลังน้อยกว่า เอาง่ายๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดเชื่ออะไรแบบเดียวกัน แต่ในตอนนั้นต้องเป็นคนที่อ่านออก เขียนได้ หรือได้ฟังมาจากที่คนอื่นเล่า แต่มาวันนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย

การใช้วิธีแอนะล็อกจัดการสื่อดิจิทัลแก้ปัญหาได้จริงมั้ย

มันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานคิดแล้ว สมัยก่อน สิ่งที่รัฐต้องการคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงหมายถึงเสรีภาพของรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเงียบ การเมืองนิ่ง ทุกคนต้องเชื่อฉัน ฟังฉัน ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกก็คิดแบบนี้ คิดว่าสื่อมีหน้าที่เป็นเหมือนแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ของรัฐ สื่อไม่ควรจะตั้งคำถาม แย้ง หรือทำให้เสถียรภาพของความเป็นรัฐสั่นคลอน จึงไม่แปลกที่ในอดีต เวลามีปัญหาขึ้นมาไม่ว่าจะยุคไหนๆ สื่อไหนที่ทำให้อำนาจของรัฐไม่โอเคหรือตั้งคำถามกับรัฐ ก็จะต้องโดนปิด วิทยุ ทีวี เขาคุมได้อยู่แล้ว ถ้ารายการไม่โอเคก็ถอดรายการนั้นออก หนังสือพิมพ์ไม่โอเคก็ปิดหนังสือพิมพ์

วันนี้พอใช้วิธีเดียวกันกับสื่อดิจิทัล คุณปิดไป พอเปิดทวิตเตอร์ก็เจออีกแล้ว อย่าลืมว่าสมัยก่อนการเปิดสื่อต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่วันนี้ผมมีมือถือเครื่องเดียว ผมเปิดเพจได้ภายในไม่กี่นาที จะทำช่องทีวีก็สมัคร YouTube Channel แป๊บเดียวเอง แล้วคุณใช้กรอบแบบเดิมปิด ฐานคิดที่คิดว่าสื่อมันมีอยู่จำกัดแล้วไม่สามารถขยาย อย่างที่ไปไล่ปิดฟ้าเดียวกัน แล้วดูสิ ตอนนี้ขายดีไปเลย

ใช้ระบบคิดแบบ 0.4 มาบริหารจัดการสื่อยุค 4.0 อืม… มันคงทำได้หรอกนะ (ถอนหายใจ)

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

นอนไม่หลับ ปวดหัว จิตใจไม่สงบ ขอเพียงได้ยินเสียงอันกังวานของขันอันคุ้นเคยในช่อง TikTok ของ ‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog’ ทั้งผู้ฟังที่ตั้งใจเข้ามาและบังเอิญกดเข้ามาเจอ ต่างก็ติดใจในความสงบไปตาม ๆ กัน เพราะนี่คือศาสตร์การบำบัดร่างกายและจิตใจด้วยพลังงานบริสุทธิ์ของชายที่ชื่อว่า ไกรสร พรหมพิทักษ์

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ เป็นลูกชาวนาผู้หลงรักเครื่องยนต์ จนนำตัวเองเข้าสู่วงการนิตยสาร ตามด้วยวงการวิทยุ และล่าสุดคือวงการ TikTok ที่มีแฟนคลับหลากหลายช่วงวัยมาติดตามกว่า 8 แสนคน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

ใครหลายคนคงเคยได้ยินเสียงของลุงหงอกอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับพลังงานบริสุทธิ์ รวมถึงจิตศาสตร์ พุทธศาสตร์ ฟิสิกส์ และธรรมะอยู่แล้ว แต่น้อยคนนักที่รู้จักตัวตนและเรื่องราวเบื้องหลังดาวโซเชียลคนนี้อย่างแท้จริง คอลัมน์ Talk of The Cloud เลยพาทุกท่านไปรู้จักกับชีวิตลุงหงอก ชนิดที่เก็บตกทุกช่วงเวลาของการเติบโต โดยมีลุงหงอกเป็นผู้เขียนเล่าอัตชีวประวัติของตนเอง! พิเศษสุด ๆ เฉพาะสัปดาห์ The Cloud Golden Week เท่านั้น

ก่อนหัวจะหงอกและยังไม่มีคำนำหน้าว่าลุง

ไกรสร พรหมพิทักษ์ คือลูกชาวนาเต็มขั้นผู้มีกำปั้นเป็นหัวใจ เกิดไหนไม่เกิดดันเกิดกลางทุ่งนา ขณะที่ นางคำมี กำลังดำนา จู่ ๆ ก็หลุดพรวดโดยไม่มีเสียงโอดโอย นอกจากลูกชาวนาแล้ว ไกรสรยังอุปโลกน์โดยไม่มีเปเปอร์และใบเซอร์ฯ ติดข้างฝามารองรับและรับรอง ว่าเป็นศิษย์พระตถาคตผู้อยู่หางแถว รู้แล้วจึงมาเล่าและเขียนให้อ่าน มีติดตัวแล้วจึงนำมาทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชนิดจับต้องได้ เช่น ใช้ 2 มือเปล่า 1 ความเข้าใจ กับความบริสุทธิ์ผ่านเสียง เพื่อรักษามนุษย์ โดยไม่ต้องกิน ทา ฉีด หรืออาบด้วยเคมีกับรังสีนานาชนิด

ไกรสรทำงานผ่านโลกโซเชียลหลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะ TikTok ในนาม ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog ชื่อนี้มีแต่นางสาวรจนาตาถึงเท่านั้น ที่จะรู้ว่าภายในตัวไอ้เงาะป่ามีดีเรื่องอะไร

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

แต่ก่อนจะหงอก ช่วงอายุ 7 ปี โดยประมาณ มีรถยนต์โดยสารหน้าตัดเชฟโรเลต หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจอดรับส่งผู้โดยสารทุกวันศุกร์ จากตำบลดอนจิก ถึงอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เห็นผู้ใหญ่เขาทำให้เครื่องยนต์ติดโดยการหมุน เราก็อยากทำบ้าง สมัยนั้นเขาเรียกว่า ‘เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง’ ส่วนสมัยนี้เขาเรียกว่า ‘ซน ไฮเปอร์ สมาธิสั้นสุด ๆ’ ผลที่ได้คือ ถูกเครื่องมือที่ใช้หมุนตีกลับ เจาะเข้าระหว่างคิ้ว เลือดสาดมีแผลเป็นจนถึงทุกวันนี้

ไม่ต้องถามว่าเสียเลือดกี่ลิตร เย็บไปกี่เข็ม ทั้งหมดจบลงด้วยสองมือเปล่ากับลมปากเป่าของ นายจูม (ผู้ทำให้เกิด) มาปิดปากแผลให้โดยไม่รู้จักเชื้อโรค เชื้อรา หรือบาดทะยัก ที่แน่ ๆ แพสชันด้านเครื่องยนต์มีต้นทุนมาจากหัวคิ้ว นึกในใจไม่มีใครรู้ ถ้าไม่บอกกล่าวเล่าขาน ต่อมาก็หายใจเข้า หายใจออก กิน นอนเป็นเครื่องยนต์

จากจับประแจซ่อม สู่จับปากกาเขียน

  ต่อมาทำงานบุกตะลุยอู่ซ่อมสารพัดช่าง ทะลุถึงแคมป์ทหารอเมริกัน ถูกคัดเลือกจาก 1 ใน 11 คน เป็นโอเปอเรเตอร์ควบคุมทั้งเครื่องยนต์และไฟฟ้า ถลำลึกจากบุกอุบลฯ ถึงกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟ ไปเป็นคนสอนวิชาเครื่องยนต์ใน โรงเรียนนางเลิ้งยานยนต์ หน้าสนามม้านางเลิ้ง ปัจจุบันเหลือแต่อาคาร ป้ายชื่อโรงเรียนหายไปไหนไม่ทราบ!

รู้และจำแต่เพียงว่า ณ วันนั้นเกิดวิวาทะเรื่องค่าเหนื่อยระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ลงตัว นึกได้แต่เพียงว่า

“ฉันทำงานให้กับเธอ คือความสามารถของฉัน ถ้าฉันทำงานให้กับฉันล่ะ คือความสามารถของใคร”

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

คำตอบสุดท้ายก็ออกมาด้วยวาจา ความว่า “ความสามารถของการกระทำสิ่งใด ๆ = ความรู้ + ความเข้าใจ และการเข้าถึงของสิ่งนั้น ๆ + การกระทำ” ประจำกายใจถึงทุกวันนี้แล พร้อม ๆ กับเป็นที่มาของภาษากระแทกกลุ่มอนุรักษ์นิยมว่า การกระทำและการปฏิบัติเกิดก่อนทฤษฎีเป็นจริงฉันใด บุคคลที่ได้รับปริญญาทุก ๆ ใบในปัจจุบัน จะมาจากบุคคลที่ไม่เคยมีใบปริญญามาก่อนเป็นจริงฉันนั้น

ต่อมาก็เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองทั้งภายในและภายนอกเรื่องยานยนต์ นึกเสียดายประสบการณ์ตรง ครั้นจะเปลี่ยนเส้นทางไปศึกษาถึงขั้นนั่งบัลลังก์สั่งเป็นสั่งตายแก่มนุษย์ ใจก็ไม่โดนเป้า เพราะไม่ชอบคำว่า ‘ถูกกับผิด’ ที่มนุษย์รุ่นก่อน ๆ สั่งสมกันมาเป็นตำราร่ำเรียน ว่าแล้วก็สูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็มพร้อม กลั้นจนกว่านิวเคลียร์ของออกซิเจนจะแตก กลายเป็นพลังงานแผ่ซ่านไปทั้งตัว นำเอาประสบการณ์ทั้งทำ ทั้งสอน มาร้อยเรียงเป็นภาษาพ่อขุนฯ ซึ่งเป็นภาษาของพระอรหันต์ เสนอต่อเจ้าของนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์ กรังด์ปรีซ์ หวังจะให้ระเบิดเถิดเทิง

ปรากฏว่าต่ำกว่ามาตรฐานหลายลี้ จึงถูกขยี้ทิ้งตะกร้าถึง 2 ครั้ง 2 ครา

ผลการพิจารณาได้ 1 ใน 10 ฐานะลูกเขยกำนันยอมไม่ได้ เสนอครั้งที่ 3 ถามตรง ๆ ตั้งชื่อเรื่องมาเลย แม้ไม่เคยก็อยากลองครับ เป็นผู้นำความคิดและการกระทำไม่ได้ ก็ขอเป็นผู้ตาม อย่างน้อยก็กันหมากัด

วลีจากเจ้าของนิตยสาร คุณปราจิน เอี่ยมลำเนา เปรยทีเล่นทีจริง อยากจะได้เรื่องราวชาวยูสเซอร์ซื้อรถมือสองป้องกันผู้ขายย้อมแมวท่าจะดี เพราะอย่างน้อยถือเป็นการทำบุญ เท่านั้นแหละ เลือดบอร์นทูบีฉีดกลางแสกหน้าระหว่างคิ้วได้ชื่อเรื่องทันที เคล็ดลับ 16 ข้อของการเลือกซื้อรถเก่า เปิดตัวหน้าปกนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์นาม ‘กรังด์ปรีซ์’ พ.ศ. 2517 เป็นนิตยสารด้านยานยนต์และไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังมีนิตยสารในเครือ ได้แก่ นิตยสาร มอเตอร์ไซค์ นิตยสาร ออฟโรด นิตยสาร เอ็กซ์โอออโต้สปอร์ต นิตยสาร การาจไลฟ์ และหนังสือพิมพ์ ยวดยาน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์
ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

จากนั้นก็ถูกตีพิมพ์ติดลมบนมาจนลืมลมล่าง กลายเป็นคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ ประจำในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ FC ก็เริ่มก่อตัว เป้าหมายคือขยายยอดจำหน่ายครองใจผู้อ่าน บริการผู้สนับสนุน ทั้งการจัดแข่งรถ ช่างเทคนิค การตลาดโฆษณา งานมอเตอร์โชว์ ฯลฯ จากบันไดขั้นแรกถึงบันไดขั้นสุดท้ายใน พ.ศ. 2528

ก่อนเกิดเป็นมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์

ปลดสร้อยทองคล้องคอหนัก 5 บาท ขึ้นเครื่องเจแปนแอร์ไลน์มุ่งสู่กรุงโตเกียว มอเตอร์โชว์ครั้งแรกของชีวิต ไปปล่อยไก่สัตว์สองเท้าบนเครื่อง ขณะเครื่องกำลังรักษาระดับการบินคงที่ ทุกคนปลดเข็มขัดรัดเอว เราก็ทำบ้าง สักพักแอร์โฮสเตสเดินมากระซิบผู้โดยสาร พอมาถึงเรา เขาก็กล่าวสั้น ๆ ว่า “ดู ยู วอน ไวฟ์?” เราก็สวนทันทีว่า “เยส” ตามด้วย “อิส ชี บิวตี้ฟูล?” แอร์โฮสเตสกลับมาอีกทีพร้อมกับส่งแก้วไวน์ตามสไตล์สาวกิโมโน ปัดโธ่เอ้ย! นึกในใจว่าจะได้สละโสดรับลูกสาวแม่ยาย สายเลือดลูกพระอาทิตย์มาฝากแม่ตัวเองที่กรุงเทพฯ เสียแล้ว จ๋อยไปเลยเพ่!

2 วันเต็ม เดินวนขาลากดูงานมอเตอร์โชว์ให้เต็มตา เก็บตกให้หมดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำมาขยายผลในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ กลับมาจับปากการ่ายยาวขึ้นปกหน้าเรียกแขก ‘บักเสี่ยวเที่ยวงานมอเตอร์โชว์ที่โตเกียว’ ฮากันตลอดปี แถมเพิ่ม FC ขึ้นเรื่อย ๆ จนได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งบรรณาธิการเทคนิค และบรรณาธิการขั้นท็อปบางกอกมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์ จากนั้นก็ติดลมบนมาจนถึงทุก ๆ วันนี้แล

เรื่องยิบย่อยระหว่างทาง

วันหนึ่งมีวิวาททางวาทะกับบรรณาธิการชื่อ อุดร เขามาตัดช่วงหนึ่งของบทความทางเทคนิคของเครื่องยนต์จนขาดใจความสำคัญ เพราะเขาไม่รู้ว่าเราคิดและเขียนตั้งแต่เป็นเศษเหล็ก ไปจนถึงดัดแปลงแก้ไขเพิ่มแรงม้าให้เป็นรถแข่ง

ถึงขั้นตบโต๊ะใส่กัน แต่สุดท้ายเขาก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ

ยังมีเรื่องเล่าชาวหลังพวงมาลัยอีกเรื่อง ครั้งแรก วันหนึ่งเวลานั้นมีการทดสอบสมรรถนะรถยนต์ใหม่เอี่ยมก่อนออกสู่ตลาด มีนักเขียนหัวนอกเข้ามาทำงานในกองบรรณาธิการ พูดจาคุยโตโอ้อวดยกตนข่มเขา ซึ่งเราไม่ชอบ

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ จากช่างยนต์ นักเขียน สู่ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

“มา ๆ ขอพี่ขับเองร้องเพลงไปด้วย ช่วยรัดเข็มขัดให้เรียบร้อยนะ” บนถนนลูกรังกว้างประมาณ 10 เมตรเศษ ริมคลองประปา ด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทรีอินวันบวกความรู้สึกตัวที่ยอดเยี่ยม แตะเบรก ดึงเบรกมือ และกระชากพวงมาลัยทันทีครึ่งรอบ รถหมุนกลับพร้อมฝุ่นตลบจบลงทันที (ทำได้ครั้งเดียว) นี่แหละคือวิชาปราบองคุลีมาล

นึกในใจทีหลังอย่าซ่า รู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ ไอ้น้อง!

ครั้งที่ 2 ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์เท้าเบาที่สุดในรอบปี ครั้งนั้นจัดแข่งขับรถประหยัดน้ำมันยี่ห้อฟอร์ดเลเซอร์ จากกรุงเทพฯ ถึงสวนสามพราน บริษัทเขาเชิญบรรดานิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกฉบับในตลาดสดและตลาดแห้ง นับรวมแล้วได้ 10 คัน 10 คนขับ เราเป็นหนึ่งในนาม กรังด์ปรีซ์ และในฐานะบรรณาธิการเทคนิคต้องใช้ทักษะขั้นเทพ ปรากฏได้ระยะทาง 22.3 กิโลเมตรต่อลิตร พิชิตเดอะวินเนอร์ ตีพิมพ์ขึ้นปกเรียกแขกเพิ่ม FC ช่างวันหยุดอีก ทำให้เขาขายแบบเทกระจาดหมดสต็อกด่วน สุดท้ายได้พิมพ์ ‘หนังสือคู่มือซ่อมเครื่องยนต์ช่างวันหยุด’ วางตลาดขายใช้หนี้ที่อยู่อาศัย ปลดปล่อยทาสทางใจได้อย่างสิ้นเชิง สมใจนึกบางลำพู

นักการช่างยนต์ช่วยราชการ

เดินเล่นเพลิน ๆ ก็ถูกเชิญไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม โดยมีหน้าที่ทำมาตรฐานขั้น 1 2 3 ให้แจ๋วเหมือนแก้วเจียระไน ออกข้อทดสอบ และจัดการแข่งขัน ฯลฯ

ทุกอย่างเริ่มต้นจาก ก เอ๋ย ก ไก่ กว่าจะรวบรวมเป็นคณะอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิค จากตัวแทนบริษัทขายรถจักรยานยนต์ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ซูซูกิ คาวาซากิ ฮอนด้า และยามาฮ่า ได้สำเร็จก็หมดเหงื่อหลายซีซี และกว่าจะมองตาถึงขั้นรู้ใจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต่างรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตน คนกลางนั่งหัวโต๊ะรักพี่เสียดายน้อง ต้องละเมียดที่สุดแบบไร้รอยต่อ จึงจะเกิดรอยยิ้มทุกครั้งที่มีการประชุม

เสียอย่างเดียวในฐานะประธาน เสนองานให้กรมฯ ออก พ.ร.บ. กำหนดอัตราค่าจ้างฝีมือแรงงานที่สอบผ่านมาตรฐาน 1 2 3 ป้องกันนายจ้างผู้ประกอบการเอาเปรียบลูกจ้างยังไม่สำเร็จ ก็จำต้องจบข่าวครับเจ้านาย

ยัง ๆ ยังถูกเชิญไปช่วยกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดการแข่งขันช่างยนต์ประจำปีติดต่อกันหลายปี จนกระทั่งอธิบดีกรมอาชีวศึกษามอบเสื้อสามารถ (Victory Jacket) สีเลือดหมู อ.ช.ท. (องค์การช่างเทคนิคในอนาคตแห่งประเทศไทย) ให้เป็นรางวัล

เดินถนนสายวิทยุกระจายเสียง

หอบประสบการณ์ การเมืองยังไม่ยุ่ง กางมุ้งยังไม่เกี่ยว จะเด็ดเดี่ยวเผยไต๋เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ในตัวตน แอบฟังรายการ ‘หมอรถหมอเรือ’ อยู่นาน ผลงานตอบปัญหาเครื่องยนต์ออกทะเลแดงทะเลดำไปหมด (คิดในใจ ถ้าเป็นเรานะ)

วันนั้นก็มาถึง พ.ศ. 2525 ได้เวลาชื่อรายการ ‘พิทักษ์ยานยนต์’ ออกอากาศทาง FM 90.0 เมกะเฮิรตซ์ สถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เวลา 30 นาที หลังข่าวเที่ยงวัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตอบปัญหาเครื่องยนต์จนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งยอดโต ติดลมบนตามสไตล์ไกรสร พรหมพิทักษ์

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พ.ศ. 2528 สถานีปรับผังรายการ ขอเสนอเพิ่มเวลาและเพิ่มรายการ ดันไปผิดนโยบายสถานี เพราะความโลภ จึงถูกตัดออกจากผัง แต่ไม่เป็นไรเพราะความสามารถอยู่ที่เรา ไปโผล่อีกทีที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. (กรมการขนส่งทหารบก) ระบบ AM ในปีเดียวกัน ได้ 2 ช่วงเวลาในการออกอากาศ รายการพิทักษ์ยานยนต์สไตล์เดิม กับรายการ ‘เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา’

เพลงไตเติ้ล เย้ยฟ้าท้าดิน วิพากษ์ วิจารณ์ วิจวกทุกระดับยกเว้นยอดพีระมิด เพราะกลัวเจ็บและกลัวตายก่อนวัยอันควร เป็นขวัญใจคนหลังพวงมาลัย มีฉายา ‘ลูกสาวแม่ยายด่ากลางดึก’ เพราะกินนอนที่สถานีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 11 ปี

งานใหญ่ของสังคม ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’

วันหนึ่งมีคนขับแท็กซี่มืออาชีพ นายจำนงค์ มนัส เก็บปืนพร้อมทะเบียนที่ผู้โดยสารทำหล่นไว้ในรถ เขานำมาให้เจ้าของรายการ เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา ประกาศหาเจ้าของ 7 วันผ่านไป เจ้าของเป็นทนายใจดีมารับพร้อมกล่าวขอบคุณ

จากนั้นต่อมความคิดระเบิดเกิดสำนึก ถ้าคนดีออกมาปรากฏตัว คนชั่วก็จะหายไปจากแผ่นดิน จึงประกาศจัดตั้ง ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’ มีสมาชิก 1,458 ชีวิต ทุกคนมีป้ายโลโก้ ชื่อ-นามสกุล หมายเลขสมาชิก ติดหน้าอกเสื้อสีฟ้า ชายเสื้อสวมในกางเกง รองเท้าหุ้มส้น สวมถุงเท้าพร้อมซักทุกวัน ทุกคนมีเป้าหมายคือ ทำประโยชน์ให้กับสังคม จัดสวัสดิการช่วยเหลือกันและกัน เช่น สมาชิกเกิดอุบัติเหตุขณะอยู่หลังพวงมาลัย บาดเจ็บ แขนขาหัก ตลอดจนเสียชีวิต รับสวัสดิการ 5 หมื่น 3 หมื่น ลดหลั่นกันไป แถมลงขันช่วยกันอีกต่างหาก ตลอดจนคนในครอบครัวด้วย

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ทั้งหมดพร้อมใจกันเป็นหูเป็นตา เป็นสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม ช่วยตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล สมัย พล.ต.ท.มนัส ครุฑไชยันต์ เป็นผู้บัญชาการ ทั้งนี้เพื่อลดอคติกับตำรวจจราจรสองข้างทางด้วย

ประกาศคืนทรัพย์สินของผู้โดยสารที่หลงลืมในรถ ซึ่งมีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท

ลงขันในวันที่จะเปิดสะพานพระราม 9 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ให้แก่โรงพยาบาลศิริราช 45,000 บาท กลางดึกตั้งแถวเรียง 4 ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีหางแถวอยู่ที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. ท่าน้ำเกียกกาย ไม่มีสะกิดกันแม้แต่น้อย ปัจจุบันเป็นอาคารรัฐสภาแล้ว

พบปะสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์

1 มกราคม พ.ศ. 2537 เวลาบ่าย 3 โมง ตั้งใจขับรถคนเดียวเดินทางไปเคารพ คารวะ สักการะพระนเรศวรมหาราชที่ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ขับขี่อย่างละเมียดทั้งไปและกลับ 3 ชั่วโมง ล้มตัวลงนอนแบบรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่เกิน 20 นาที โลกใบนี้หมุนรอบตัวเองอย่างเร็ว ประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที รู้สึกตัวเองหลุดออกนอกโลก แล้วหวนกลับมาที่เดิมอย่างช้า ๆ เซ็ตอัปเป็นหนึ่งเดียวจึงรู้ว่า ‘เราคือโลก โลกคือเรา’ และมั่นใจว่าเป็นสมาธิขั้นสูงสุดจนสุดที่สูง มองเห็นสภาวะด้านที่ 3 ของเหรียญ หรือขั้วที่ 3 ของแม่เหล็ก จึงถามหาตัวเองอยู่ 3 ปี จึงพออนุมานได้ว่า นี่คืออภิมหาปรัชญาเกิดขึ้นในตัวเองแล้วซิ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พลังงานบริสุทธิ์ คือ พลังงานที่มีค่าคงที่ ไม่เพิ่มขึ้น ไม่ลดลง ทำลายไม่ได้ และมีมากมายมหาศาลเต็มทั่วทั้งกาแล็กซี่ แม้แต่แสงซึ่งเป็นค่าไม่คงที่ ก็ต้องอาศัยเป็นยานพาหนะในการเคลื่อนที่เร็วแบบไร้ขีดจำกัด ต่อให้นำระเบิดนิวเคลียร์ในโลก มาทำให้ระเบิดพร้อมกันก็ทำลายไม่ได้ สิ่งนี้แหละที่เรียกว่า รู้ได้เป็นการเฉพาะตัวเท่านั้น (ปัจจัตตัง) 7 – 8 พันล้านคนน่าจะรู้ไม่เกิน 5 คน (ขอให้ท่านที่กำลังอ่านเป็นหนึ่งในนั้น)

แต่ศูนย์วิจัยพลังงานบริสุทธิ์รักษามนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยนายไกรสร พรหมพิทักษ์ เป็นผู้ค้นพบ ซึ่งอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนทุกท่าน ลุงหงอกเรียกว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่ในศตวรรษที่ 21 เพราะฉะนั้นจึงมีพลานุภาพ ทำให้มนุษย์หลับยาก หลับง่ายได้อย่างง่ายดาย อนึ่ง คำว่าพลังงานบริสุทธิ์ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตุรกีฉบับ ISSN: 2651 – 4451 JUNE 2021

เปิดประเดิมรายการปรัชญาชีวิต

“รายการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา พัฒนาสุขภาพกายและจิตเพื่อพิชิตอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ให้หายไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติร่วมกัน ๆ ๆ ๆ ๆ (เอคโค่)”

ณ สถานีวิทยุยานเกราะ AM 540 เวลาตี 1 – 2 ไตเติ้ลตามองตา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านอันเดอร์แอร์! ได้ปล่อยของอยู่ 4 ศาสตร์ คือ หนึ่ง จิตศาสตร์ สอง พุทธศาสตร์ สาม ฟิสิกส์ศาสตร์ (6 พลังงาน) และ สี่ ธรรมะศาสตร์ (ไม่ใช่ท่าพระจันทร์และรังสิต) หากแต่เป็นศาสตร์ของธรรมชาตินะจ๊ะ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

21 ปีเต็ม สดตลอดเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นขวัญใจของคนนอนดึกหรือหลับไม่ลงของกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายสายฮา ว่าด้วยการจำกัดอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเล็บ ด้วยลมปากจากโทรศัพท์สายตรง ตกกลางวันบริการด้วยสองมือเปล่ากับ 1 ความเข้าใจถึงบ้าน ที่ทำงาน ชุมชน และวัดวาอาราม ไม่กิน ทา หรือฉีดเคมี ใช้องค์ความรู้ 4 ศาสตร์เป็นสำคัญ โดยมีตู้ขอทาน ค่าน้ำ ค่าไฟ และปากท้องของผู้กำจัดอาการทั้งหมด ผ่านความรู้สึกล้วน ๆ ปฏิเสธโรคต่าง ๆ ที่เขาว่าทุกกรณี

เข้าสู่โลกโซเชียลเต็มรูปแบบ

มีคนสงสัย ทำไมคนวัยเกิน 77 ปี จึงมาโดดเด่นในโลกโซเชียลแทบทุกแฟลตฟอร์ม โดยเฉพาะ ‘TikTok’

สำหรับลุงหงอก เชื่อว่ามีของดีและมีสาระล้นแก้ว ในการใช้มือถือเป็นพาหนะนำพลังงานบริสุทธิ์ส่งถึงผู้บริโภคทั้งหญิงและชาย ทั้งต่างวัยและต่างเพศ ให้หลับสนิทและสลายอาการเจ็บปวดทุกชนิดได้อย่างดีมีประสิทธิผล จนเป็นที่ประจักษ์ในเวลาน้อยที่สุด ประหยัด คุ้มค่า และปลอดภัย โดยไม่ต้องกิน ทา หรือฉีดยาเคมี ดีไหมล่ะ เช่น เมา ๆ หรือลูกหลานเล่นเกมจนมึนโก่งโก้ง เดินเซตาลาย เห็นช้างตัวเท่าหนู เห็นหมูตัวเท่ามด เห็นบิดามารดาเป็นคนรับใช้ เพียงเก๊งเดียวหายวับไปกับลมหายใจ ฟังดี ๆ มีทักษะระดับเสียงต่ำกว่า 5 เดซิเบลแล้วกัน ใช้เวลา 1 ปี มีผู้ติดตามเกินล้านจ้า

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

เราคือโลก โลกคือเรา เราเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนย่อยของโลก สมองคือส่วนย่อยของตัวเราเอง และสมองเป็นส่วนย่อยของจักรวาล นี่แหละคือทฤษฎีความเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่ต้องใช้สูตรสมการผ่านตัวเลขที่ซับซ้อนจนปวดเฮด!

หากคนอื่นสงสัยว่าเรียนรู้ได้อย่างไรในอายุปูนนี้ ขอบอกว่ามนุษย์เราตราบใดที่อายตนะทั้ง 5 (หู ตา จมูก ลิ้น และกายสัมผัส) ยังตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้ดีมีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าอายุเท่าใดย่อมปรับตัวเข้ากับยุคสมัย และเรียนรู้จากอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีได้เสมอ

สำหรับคุณสมบัติของลุงหงอก สิ่งที่ต้องรู้จริงถึงขั้นคิดได้ พูดได้ เขียนได้ และทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ โดยเฉพาะทำงานผ่านสื่อตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ผ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์รายวัน วิทยุ และรายการโทรทัศน์ เป็นวันแมนโชว์มาทั้งหมด โลกโซเชียลจะต้องเข้าใจอัลกอริทึมและเอไอ แต่ปัญญาประดิษฐ์จะมาสู้ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ สติ สมาธิ ปัญญา หรือปัญญาบริสุทธิ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้แก่ประชาชนชาวโลกได้อย่างไร สิ่งนั้นลุงจะเรียกว่าพระธรรมและค่าคงที่เป็นสิ่งเดียวกัน อยู่ที่ว่าเข้าถึงหรือไม่ และเข้าถึงในระดับใด

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ในการทำงานโซเชียลมีเดีย ลุงทำงานร่วมกับคณะที่เรียกกันว่าแอดมิน ทีมแอดมินต้องตีทัศนะของมนุษย์ให้แตก สำคัญที่สุดทีมต้องวินิจฉัยมนุษย์ทั้งแผ่นดินออกมาเป็น 4 กลุ่มให้ได้ เช่น 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มปัญญาหรือยอดพีระมิด กลุ่มนี้จะส่งเสริมกันและกันเพื่อความเจริญก้าวหน้า แลกเปลี่ยนความรู้ ส่งเสริมความสามารถ มีลักษณะเสนอแนะ และเป็นผู้นำ อีก 90 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 30 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่ 1 จะเห็นด้วยในเรื่องที่เรานำเสนอผ่านจอ กลุ่มที่ 2 จะไม่เห็นด้วย เขาจะแสดงกิริยาผ่านภาษาพิมพ์ที่แย่ เราต้องเมิน ห้ามโต้ตอบทุกกรณี กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มเฉย ๆ พร้อมจะรับรู้ในสิ่งที่เรานำเสนอ เราต้องช้อนกลุ่มเฉย ๆ ขึ้นมาหากลุ่มเห็นด้วยให้ได้ สำหรับกลุ่มไม่เห็นด้วย 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ปล่อยไป

สิ่งที่พวกเราต่อสู้ทั้งที่รู้ว่าสู้เขาไม่ได้คือคณิตศาสตร์และอัลกอริทึม เพราะเรามองเห็นว่า เขาไม่ได้ส่งเสริมความสามารถพิเศษของมนุษย์จริง ๆ เช่น การปิดตาของผู้ติดตามเรา (ถ้าเขาประกาศรับที่ปรึกษาก็อยากเสนอตัวเข้าไปพัฒนาอัลกอริทึมกับเอไอ เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์เก่งและดีมายืนอย่างสง่างามระดับท็อปของประเทศ)

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ร่ายยาวเรื่องชีวิตตั้งแต่บนผืนนาเข้าสู่เมืองกรุงมาตั้งนาน ถือเป็นการสรุปเรื่องราว 77 ปีได้อย่างครบถ้วน

หลังจากนี้ หากใครยังอยากรู้จักลุงหงอกมากขึ้น หรืออยากฟังเสียงขันก่อนนอน ที่จะพาทุกท่านไปพบกับความสงบก็ไปติดตามกันได้ที่ TikTok ช่อง LoongNgork GigGog TikTok Family

ตอนนี้ลุงหงอกขอลาไปก่อน

“สาธุ อามีน อาเมน โอม อามิตาพุทธ แทงคิว เวรี่บิ้ก!” ปิดท้ายตามสไตล์ลุงหงอกจ้า

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ไกรสร พรหมพิทักษ์

ลูกชาวนาเต็มขั้น ผู้มีแต่กำปั้นกับหัวใจ เกิดที่ไหนไม่เกิด เกิดกลางทุ่งนาในขณะแม่ดำนา ศิษย์พระตถาคต ผู้อยู่หางแถว รู้แล้วมาบอก มีแล้วจึงนำมาให้

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load