31 ปีก่อนเขาคือนายกองค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง

30 ปีก่อนเขาคือผู้สื่อข่าวสายการเมืองประจำหนังสือพิมพ์หัวที่ตีพิมพ์ภาพข่าวการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ขณะที่สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกควบคุมการเสนอข่าว และไม่รายงานการสูญเสียชีวิตของประชาชน

20 ปีก่อนเขาคือคนที่เล็งเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงของสื่อโลกใหม่ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต และเตือนหนังสือพิมพ์ไทยให้เตรียมรับมือกับ New Media ทว่าไม่มีใครเชื่อ

‘เขา’ ที่ว่าจึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในโมงยามที่ประเทศกำลังตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณสื่อ การเสพสื่อ การอยู่ในยุคที่สื่อเก่าถูก Disrupt อย่างสิ้นเชิง ใครมีสมาร์ทโฟนก็สร้างข่าวได้ หรือพื้นที่สื่อที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงสมัครแอคเคานต์เว็บไซต์ไม่ก็แอปพลิเคชัน และมี IO, Fake News, Propaganda เป็นโรคแทรกซ้อน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

‘เขา’ ที่ว่า คือ อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ถ้าใครจะพูดเรื่องสื่อต้องนึกถึง

“ได้ครับ” เป็นข้อความที่ได้รับแทบจะทันทีหลังตัวหนังสือ read ปรากฏ เมื่อเราส่งข้อความหาเพื่อชวนมานั่งคุยกัน

สองวันหลังจากนั้นซึ่งคือวันที่ 21 ตุลาคม เราจึงนั่งอยู่ในห้องทำงานเหนือตึกสูงใจกลางมหาวิทยาลัย ตรงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กำลังไถ Smart Phone และมี Smart Watch คาดข้อมือ

คิดยังไงกับปรากฏการณ์ทัวร์ลงดาราเรื่องการ Call Out ที่สร้าง Cancel Culture ปลดบิลบอร์ด

ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบ้านเราว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้สอนมาให้มีพื้นฐานประชาธิปไตย เราถูกสอนให้ฟังว่าครูบอกอะไร เรื่องอำนาจนิยมหรือประชาธิปไตยที่ต้องฟังความคิดเห็นหลากหลายไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้นไม่แปลก เด็กที่เรียกร้องวันนี้เขาก็เติบโตมาจากตรงนั้น 

ถ้าเราเรียกร้องให้คนที่ไม่แสดงจุดยืนมาแสดงจุดยืน เราต้องพร้อมด้วยว่าเขาอาจจะแสดงจุดยืนอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ และต้องยอมรับ คุณจะเห็นด้วยกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องไม่บอกว่าเขาต้องทำแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังใช้อำนาจนิยมผ่านสื่อออนไลน์เหมือนที่คุณก็ไม่ชอบหรือเปล่า 

ในขณะที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบที่ผู้มีอำนาจใช้พลังมาบีบให้คิดและเชื่อคล้อยตามกันหมด แต่คุณกำลังใช้อำนาจอีกทางหนึ่งทางเทคโนโลยี บีบให้ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดและเชื่อแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า การใช้อำนาจสื่อในมือมาเรียกร้องบีบเมนให้พูดก็เหมือนกับที่รัฐใช้อำนาจปิดสื่อ มันอาจจะเกินไปหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าพื้นฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยของคุณคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตยที่เราต้องการ ความต้องการประชาธิปไตยเราเท่ากันมั้ย

ถ้าเขาไม่ได้อยากออกเสียง หรือที่คนเรียกว่าเป็น Ignorance

ก็ต้องเป็นสิทธิ์ของเขา การที่จะยอมพูดหรือไม่พูดมันเป็นสิทธิ์เหมือนกัน เหมือนการเลือกตั้งอะ คุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตหรือโนโหวต มันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ควรจะเกิดจากการบังคับว่าคุณต้องโหวต แต่คุณก็จะเจอกฎทางสังคม

กลับกัน ถ้าพวกเขาออกมาพูด 

ไม่ใช่ลูกชุบใช่มั้ย (หัวเราะ)

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงรึเปล่า

ต้องยอมรับว่ามันจะมีพลังในการสื่อสาร แต่จะทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ไม่ใช่ว่าดาราคนนี้พูดอย่างนี้ออกมาแล้วทุกคนจะพร้อมเชื่อ เสียงมันดังขึ้น กว้างขึ้น คนอาจจะได้ยินแล้ว เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น 

เราจะอยู่ยังไงให้เท่าทันยุคที่สเตตัสเดียวกลายเป็นวาระแห่งชาติ

มันเป็นกระแสที่ขึ้นลงเร็ว และชีวิตจริงคนไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กรุ่นนี้เขาจำลองและเชื่อมโลกออนไลน์มาอยู่ออฟไลน์ให้เห็นมากขึ้น แม้กระทั่งการบริหารการจัดการม็อบคราวนี้ก็ต่างจากการบริหารจัดการม็อบในครั้งก่อนๆ มากกกกก (เน้นเสียง) 

เอาแค่การย้ายจุดชุมนุม เมื่อก่อนจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คุณต้องบอกล่วงหน้า แล้วสื่อที่บอกตอนนั้นคือที่ไหน วิทยุ ทีวี ไม่ได้ เพราะเป็นของทหาร คุณต้องหยิบประเด็นเพื่อการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคือหนังสือพิมพ์ 

แต่วันนี้ไม่ใช่ โอ้โห เกิดอะไรขึ้นคุณพร้อมที่จะย้ายภายในครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) คุณแกงเขาได้หมดเลย อยู่ๆ ไม่เอาแล้ว เลิก อ้าว ฉิบหาย ไวมาก คุณมี Agility คุณเปลี่ยนอะไรต่างๆ จริงๆ 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

True Information เป็นของ Luxury ในศตวรรษที่ 21 จริงรึเปล่า

ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความจริงแท้ หายากขึ้น ในโลกของดิจิทัลมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหยิบมุมไหนมาเล่า การเลือกเล่า เลือกตัดทอน ก็ทำให้ความจริงนั้นเหลื่อมไปด้วยเหมือนกัน ความจริงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับคนเล่า คนรับสารด้วย เช่นผมเล่าจากมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเป็นความจริงมั้ย มันคือความจริงในมุมนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่าด้วยอะไร มุมมองไหน 

แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่ง Luxury ที่สุด

ข้อมูลที่หลากหลายต่างหาก และต้องมาคิดวิเคราะห์เอง เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต เรื่องเล่าสมัยกรุงศรีฯ แตก มีหลายเรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องจริง วันที่กรุงศรีฯ แตก คนที่อยู่ตรงนั้นก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่ง มุมมองของพม่าที่ตีเมืองก็เรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง หรือคนที่หนีรอดมาได้ก็มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง แล้วอะไรคือความจริงแท้ 

ถ้าคุณอยากรู้เหตุการณ์นั้น คุณต้องดูหลายๆ อย่างแล้วประมวลเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ สังเคราะห์ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนคุณอีก ถ้าจุดยืนคือคนพม่าโดยมีเรื่องชาตินิยมมาเกี่ยวข้อง หรือมุมมองตอนนี้ที่มองไปยังเหตุการณ์นั้น คุณก็จะเลือกเล่าอีกแบบหนึ่ง

ในฐานะของสื่อมวลชน จะทำยังไงให้สิ่งนี้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด 

คุณก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้หลากหลายมุมมองมากที่สุดและไม่ใส่ความคิดเห็น ถ้าฟังสื่อที่ถามแค่ฝ่ายเดียวแล้วบอกว่าเขาโกหก รู้ได้ยังไงว่าโกหก 

วันหนึ่งข้างหน้าคนเสพสื่อจะได้ความเห็นที่หลากหลาย ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่ออะไร 

แอคหลุม อวตาร เทียบเท่ากับอะไรในยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดีย

ข่าวลือ สมัยก่อนก็แค่ปากต่อปาก แต่ตอนนี้มันถูกส่งต่อในแชท วงในแจ้งว่า เพื่อนของเพื่อน เป็นญาติที่ทำงาน

แล้ว IO คืออะไร

คือการปฏิบัติการข่าวสารทางการทหาร ซึ่งมีทั้งรุกและรับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง ไปบอกให้ชาวบ้านกลัวว่าทหารจะมา การหลอกศัตรูว่าแม่ทัพตายแล้ว ปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งย้ายมาอยู่บนออนไลน์ ถ้ามองในแง่ของการเมือง ทุกประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้มาตลอด สำคัญคือเราจะรู้เท่าทันมากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

มันรับบทเป็นผู้ร้ายจริงรึเปล่า

ขึ้นอยู่กับว่า IO เป็นตัวร้ายของใคร เพราะ IO ถูกใช้ได้จากทุกฝ่าย

ยุคหนึ่งบ้านเรามีปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนต้อง ‘พยายาม’ ยัดสิ่งนี้ในวิชาสุขศึกษา ถ้ายุคนี้ที่ Fake News เป็นปัญหา เราควรมีวิธีรับมือในหลักสูตรการศึกษามั้ย

ใช่ ในต่างประเทศมีวิชาการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อย่างในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอนกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและสอนกันมาหลายสิบปีแล้ว ครูที่นั่นจะเปิดวิดีโอโฆษณาขนมให้เด็กดู จากนั้นถามเด็กๆ ว่า คิดอย่างไร

ฟังดีๆ นะ เขาถามเด็กว่า ‘คิดอย่างไร’ ไม่ได้บอกว่าโฆษณากำลังโฆษณาอะไร ระบบการศึกษาทำให้เด็กคิดเองตั้งแต่อนุบาล มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าอยากกิน และมีเด็กอีกคนยกมือขึ้นมาบอกว่าอย่ากิน กินแล้วฟันหลอ ครูถามต่อว่า ทำไมถึงคิดว่าฟันหลอ เพื่อนอีกคนแย้งว่า ในโฆษณาไม่เห็นมีใครฟันหลอ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าเด็กออสเตรเลียเรียนรู้ตั้งแต่อนุบาลว่าโฆษณาไม่ได้บอกความจริงทุกอย่าง ครูเองก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกเด็กว่าอย่ากินลูกกวาดลูกอมนะ ฟันจะผุ แต่ครูกระตุ้นให้เด็กคิดและคุยกันเองตั้งแต่อนุบาล

หลังจากคลาสนั้น ผมไปดูงานอีกคลาสซึ่งเป็นระดับไฮสคูล ครูตัดภาพข่าวมาคุยพร้อมถามความคิดเห็นว่าทำไมแต่ละสื่อพาดหัวข่าวแบบนี้ นักข่าวต้องการบอกอะไร ให้นักเรียนลองแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นในเนื้อข่าวออกมา อะไรที่สื่ออยากเล่า อะไรที่สื่อไม่อยากเล่า

เด็กจึงเกิดกระบวนการถกเถียง (Discuss) Critical Thinking จึงถูกสอนแต่เด็ก ผมจึงไม่แปลกใจว่าสมัยที่ผมเรียน ป.โท ที่นั่น ทำไมทุกคนยกมือแย่งกันแสดงความคิดเห็น เขาไม่สนใจว่าเพื่อนจะมีความคิดเห็นยังไง แต่เขาอยากจะบอกว่าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ ต่างคนต่างฟังและถกเถียงโต้แย้ง

ทวีตหนึ่งของคุณบอกไว้ เชื่อว่าจะมีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารของม็อบราษฎร 

มีแน่นอน เพราะม็อบมีทั้งการสื่อสารภายในกับการสื่อสารต่อสาธารณชน การปะทะกับ IO ในขณะที่กระบวนการ IO ก็ยังพยายามที่จะใช้วาทกรรมรูปแบบเดิมๆ 

ในออนไลน์คุณจะเห็นลักษณะของการกวน มี Meme ต่างๆ และพยายามสร้าง Engagement กับผู้เข้าร่วม ก่อนหน้านั้นสองวันบอกว่าให้โหวตกันว่าจะพักหรือไปต่อ โคตร Engage เลย แล้วแป๊บเดียว ไม่กี่นาที ก็โหวตกัน เห้ย มันขนาดนี้แล้วหรอ หรือเมื่อวานซืนที่บอกว่าห้าโมงสี่สิบห้าให้ไปรวมกันตามที่ต่างๆ แล้วเพจก็บอกว่าให้คนชูสามนิ้วถ่ายรูปโพสต์ มันคือการดึงเอาคนที่ร่วมชุมนุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี บางส่วน 

ผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) กันมากกว่ายุคเก่า ยุคก่อนๆ ม็อบ Top-down มาก จัดชุดแกนนำกี่คนๆ บอกว่าซ้ายทุกคนต้องซ้าย ขวาทุกคนต้องขวา หยุดเจ็ดวัน ทุกคนเลิกเจ็ดวัน วันนี้ไม่ใช่ แต่ม็อบยุคนี้ ต่อให้ Node ใหญ่หยุด ฉันไม่หยุด เพราะคุณบอกเขาว่า ทุกคนคือแกนนำ เข้าใจปะ (หัวเราะ)

เมื่อเราถึงยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ รายงาน Fact ได้และได้ดี อะไรทำให้สื่อต่างจากเขา

ผมว่าไม่แปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะรายงานข้อเท็จจริง (Fact) ได้และทำได้ดี ซึ่งสร้างความหลากหลายทางการรับข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนคือการรายงานข่าวรอบด้านที่สุด ไม่ใช่การรายงานข่าวมุมเดียว นี่คือข้อแตกต่าง 

สมมติว่าคุณอยู่ในที่ชุมนุม คนทั่วไปทำได้แค่รายงานสถานการณ์ แต่นักสื่อสารมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการสัมภาษณ์ตำรวจ รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี สื่อต้องไม่เลือกที่จะถามแค่ฝ่ายรัฐหรือแค่ฝ่ายผู้ชุมนุม สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองไม่ว่าของฝ่ายไหน นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นมืออาชีพของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่าคนธรรมดาที่มีแค่สื่อในมือ

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ข่าวสารเดินทางเร็ว มันสั่นสะเทือนจริยธรรมสื่อมั้ย

สั่นคลอน ทุกวันเราตั้งคำถามกับเนื้อหาบน New Media ว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ข่าว’ คุณค่าข่าวต่างออกไปจากเดิมตามนิยามของคุณค่าข่าว ความสนใจในข่าวของประชาชนก็ต่างไปจากเดิม ผมชอบยกตัวอย่างเรื่อง ‘แมวอโศก’ แมวจรจัดธรรมดาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ถ้าเป็นสื่อแบบเดิมเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นข่าว แมวจรจัดตัวหนึ่งจะเป็นข่าวได้ยังไง แต่คนที่เป็นทาสแมว ซึ่งใช้บริการรถไฟฟ้าเห็นทุกวันมองว่าน่ารัก ถ่ายรูปอัปลง Pantip.com ก็กลายเป็นข่าวของคนที่สนใจเรื่องนี้ ข่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นตามความสนใจ (Interest) ของยุคนี้และเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น 

ไม่ต่างจากข่าวลุงพล

ข่าวลุงพลชัดในความหมายของกลุ่มมวลชน (Mass) แบบนั้น เหมือนเพื่อนบ้านที่อยากรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นยังไง ไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร แต่ฐานในเรื่องเรตติ้งขึ้นมาก ทาร์เก็ตเขาชัด เขาได้เต็ม ขณะที่ชนชั้นกลางคนเมืองเอียนและเบื่อ ยิ่งเขามาจับเรื่องม็อบ เขายิงยาวเลย เพราะเขาไวและเก่งเรื่องการนำเสนอแบบนี้ เรตติ้งเป็นตัวบอก

ถูกแล้วหรอ ที่สื่อทำข่าวจากเรตติ้ง

อยู่ที่มุมมอง เขามองในแง่ธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมองผลกระทบต่อสังคม ข่าวแบบนี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่

และกระทบจรรยาบรรณสื่อ

กระทบสิ ข่าวมีอยู่สองประเภท ข่าวที่ประชาชนควรรู้กับข่าวที่ประชาชนสนใจ ต้องวางสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ บางเรื่องประชาชนไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ ก็ควรนำเสนอไม่ใช่หรือ

เรื่องที่ประชาชนควรรู้อาจเป็นเรื่องยากที่จะนำเสนอ แต่ทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) จะเป็นโจทย์ใหม่ของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เราโยนรูปแบบการเขียนข่าวยุคเดิมทิ้งไปได้เลย 

แล้วสื่อต้องปรับตัวให้ทันมั้ย 

สื่อกลุ่มไหน สื่อในความหมายของแต่ละคนต่างกัน คุณพูดว่าสื่อกับนักสื่อสารมวลชนยุคเก่า เขาจะมีความหมายแบบหนึ่ง อย่างเรื่องการเข้ามา Take Action ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อช่วยเหลือนักข่าวประชาไทที่ถูกคุมตัวระหว่างไลฟ์ในม็อบราษฎรเมื่อวันก่อน เกิดจากการปรับตัวที่ต้องการให้สื่อปราศจากการแทรกแซงของทางราชการและการเมือง จึงต้องมีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง โดยตอนนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงพยายามขยายเป็นสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติด้วย จากเดิมมีสมาชิกแค่หนังสือพิมพ์ เพื่อครอบคลุมสื่อทั้งวิทยุ ทีวี ออนไลน์ และตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ขณะที่เมื่อห้าปีก่อนกรอบความหมายสื่อสารมวลชนยังมีความหมายเดิมว่า Traditional Media อยู่

อย่างไรก็ตาม กรณีของประชาไท เมื่อได้รับป้ายนักข่าวจากสมาคมนักข่าว ยังไงองค์กรก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือและควบคุม

แล้ว The Cloud มองตัวเองเป็นอะไร

เป็นนิตยสาร

คุณมองตัวเองเป็นสื่อมวลชนไหม นี่ไง ความหลากหลายเริ่มมีแล้ว พอพูดคำว่าสื่อ มันไม่สามารถพูดกว้างๆ แบบเดิมแล้ว วันนี้คำว่าสื่อของแต่ละคนมีลักษณะย่อยลงไป ถ้าคุณพูดคำนี้กับคนที่ทำ Traditional Media เขาจะไม่จัดพวกคุณเป็นสื่อมวลชนตามความหมายของเขา เขาอาจจะบอกว่าคุณเป็นสื่อออนไลน์ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม แต่ในความหมายของเราที่เราทำสื่อ ฉันก็เป็นสื่อมวลชน 

ยุคหนึ่งสื่อทางเลือกคือสื่อที่ไม่สามารถนำเสนอในสื่อกระแสหลัก อยู่ใต้ดิน อย่างสมัยก่อนที่เรียกว่าประชาไทเป็นสื่อทางเลือก เพราะไม่มีทางนำเสนอข่าวเหล่านั้นผ่านสื่อกระแสหลักได้ แต่วันนี้คำว่าสื่อทางเลือกมีความหมายอีกแบบ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เปิดกว้างมากขึ้น 

บทบาทของสื่อมวลชนแบบเดิมมีอิทธิพลน้อยลง พลังน้อยลง ทั้งด้วยตัวมันเองและด้วยจำนวนคนเสพสื่อที่ลดลง เมื่อมีสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มเยอะขึ้นๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอ่านสื่อหลัก เพราะมันไม่ตอบโจทย์ผม ผมชอบแทงบอล ผมก็อ่านเว็บบอล นี่คือข่าวของผม ผมสนใจอันนี้ ถามว่าคนทำเว็บไก่ชนหรือคนทำเว็บพนันออนไลน์คือสื่อไหม

เขาผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มเขา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดความหมายยังไง ถ้าผมจัดตามความหมายแบบเดิม กลุ่มนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดผมจัดตามความหมายแบบใหม่ เขาก็คือผู้ผลิตเนื้อหา เป็น Content Creator

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

นิยามนี้ทำให้ไม่ต้องรับภาระเรื่องจริยธรรมเหรอ

ถูก แต่ Content Creator จำเป็นต้องมีจริยธรรมไหม (ยิ้ม) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของแต่ละกลุ่มต้องคุยกันเอง แล้วผมเชื่อว่าการคุมกันเองดีกว่าถูกคุมด้วยกฎหมายโดยรัฐ ดูก่อนว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือผู้เสพสื่อเป็นหลัก หรือรายได้เป็นหลัก สมดุลมันอยู่ตรงไหน ก็คุยกัน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

วันหนึ่งผู้บริโภคบอก ไม่เอา มึงรีวิวอันนี้เยอะเหลือเกิน เบื่อแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ต้องเพิ่มเรื่องจริยธรรมตรงนี้ เราไม่สามารถบอกให้ทุกคนปรับ แล้วปรับเหมือนกันหมด เพราะความหลากหลายเป็นปัญหาความท้าทายเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ 

จริยธรรมสื่อคือความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่เรานำเสนอต่อผู้รับสาร สื่อเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนได้ มันแตกต่างจากสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน เพราะฉะนั้น คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

สมัยก่อน รูปหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นรูปศพเกลื่อน เห็นชัดเจน บางเล่มก็เป็นภาพโป๊ พอวางที่แผงด้วยกันมันย้อนแย้งมากจนสงสัยว่าดูแล้วมึงเกิดอารมณ์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) แต่สมัยนั้นคนชอบมาก ขายดีมาก ต่อมาเริ่มมีคนตั้งคำถามว่า มันอุจาดไปไหม มันดูไม่เหมาะไหม ตัวสื่อเองก็ต้องปรับ เริ่มทำภาพเบลอ แต่ถึงเบลอแล้วคนก็ยังด่าอยู่ ก็เลยเอารูปออก เขาก็ต้องเรียนรู้เอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยสื่อทางเดียว

ถูกต้อง พลังของผู้บริโภคและสังคมเป็นคนเรียกร้องด้วยว่ามันควรเป็นยังไง หลายๆ สื่อออนไลน์ทำคอนเทนต์ทางการตลาด คุณทำได้ ถ้าประชาชนยอมรับได้และแยกแยะได้ แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อันไหนคือรีวิวแท้ อันไหนคือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คนทำต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไง 

อย่างเรื่องเด็ก เมื่อก่อนลงรูปหน้าเด็กได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจรรยาบรรณสื่อก็รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก

ในมุมมองของคุณ สื่อควรวางตัวแบบไหนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ความหลากหลายอย่างที่บอก และความแฟร์ ควรเป็นจุดยืนของสื่อในสภาวะความขัดแย้ง

ตอนนี้ถือว่าทั้งข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารถึงขั้นอยู่ในภาวะวิกฤตรึยัง

มันวิกฤตมานานแล้ว เพียงแต่จะอยู่ยังไงต่อไปมากกว่า ปัญหาสำคัญคือ ในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ คนทำสื่อ จะสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นมั้ย ขณะเดียวกัน ทำยังไงที่จะทำให้คนเสพสื่อเติบโตโดยเรียนรู้เรื่องของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สร้างเรื่องการคิดวิเคราะห์ให้คนในสังคมมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เสพสื่อจากมุมมองที่หลากหลายได้มากขึ้น

สัญญาณไหนที่บอกว่าวิกฤตแล้ว

ปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นเยอะแยะ เป็นผลพวงจากสื่อเองที่เป็นผู้ปลุกเร้า ก่อนจะมีสื่อโซเชียลก็มีวิกฤต แค่พลังน้อยกว่า เอาง่ายๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดเชื่ออะไรแบบเดียวกัน แต่ในตอนนั้นต้องเป็นคนที่อ่านออก เขียนได้ หรือได้ฟังมาจากที่คนอื่นเล่า แต่มาวันนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย

การใช้วิธีแอนะล็อกจัดการสื่อดิจิทัลแก้ปัญหาได้จริงมั้ย

มันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานคิดแล้ว สมัยก่อน สิ่งที่รัฐต้องการคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงหมายถึงเสรีภาพของรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเงียบ การเมืองนิ่ง ทุกคนต้องเชื่อฉัน ฟังฉัน ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกก็คิดแบบนี้ คิดว่าสื่อมีหน้าที่เป็นเหมือนแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ของรัฐ สื่อไม่ควรจะตั้งคำถาม แย้ง หรือทำให้เสถียรภาพของความเป็นรัฐสั่นคลอน จึงไม่แปลกที่ในอดีต เวลามีปัญหาขึ้นมาไม่ว่าจะยุคไหนๆ สื่อไหนที่ทำให้อำนาจของรัฐไม่โอเคหรือตั้งคำถามกับรัฐ ก็จะต้องโดนปิด วิทยุ ทีวี เขาคุมได้อยู่แล้ว ถ้ารายการไม่โอเคก็ถอดรายการนั้นออก หนังสือพิมพ์ไม่โอเคก็ปิดหนังสือพิมพ์

วันนี้พอใช้วิธีเดียวกันกับสื่อดิจิทัล คุณปิดไป พอเปิดทวิตเตอร์ก็เจออีกแล้ว อย่าลืมว่าสมัยก่อนการเปิดสื่อต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่วันนี้ผมมีมือถือเครื่องเดียว ผมเปิดเพจได้ภายในไม่กี่นาที จะทำช่องทีวีก็สมัคร YouTube Channel แป๊บเดียวเอง แล้วคุณใช้กรอบแบบเดิมปิด ฐานคิดที่คิดว่าสื่อมันมีอยู่จำกัดแล้วไม่สามารถขยาย อย่างที่ไปไล่ปิดฟ้าเดียวกัน แล้วดูสิ ตอนนี้ขายดีไปเลย

ใช้ระบบคิดแบบ 0.4 มาบริหารจัดการสื่อยุค 4.0 อืม… มันคงทำได้หรอกนะ (ถอนหายใจ)

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

สำหรับใครที่ยังไม่เคยฟังเพลง คำแพง ของ แซ็ค ชุมแพ ผมอยากแนะนำให้ลองคลิกฟังเพลงความยาว 4.19 นาทีนี้ก่อนอ่านต่อไป

เมื่อวาน, 26 มิถุนายน 2560 เพลง คำแพง เพิ่งมียอดวิวทะลุ 300 ล้าน จากข้อมูลหลังบ้าน บอกเราว่ายอดวิวของเพลงนี้เพิ่มขึ้นราว 1 ล้านวิวต่อ 1 วัน ประเมินอย่างหยาบๆ คือจะมีเพลงนี้ดังเกิน 1 ล้านครั้งในทุกวัน ยังไม่นับจำนวนครั้งที่นักร้องในโลกออนไลน์คัฟเวอร์เพลงเพลงนี้

แม้ยอดวิวจะเป็นเพียงตัวเลขแต่มันก็สะท้อนอะไรได้มากมายในยุค Big Data

นอกจาก คำแพง ก่อนหน้านี้เพลงลูกทุ่งสั่นสะเทือนโลกออนไลน์มาแล้วจากเพลง ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน ของ ก้อง ห้วยไร่ ไล่เรียงมาจนกระทั่งล่าสุด ผู้สาวขาเลาะ ของ ลำไย ไหทองคำ ที่ยอดวิวก็อยู่ที่หลักร้อยล้านเช่นเดียวกัน หากสังเกตจุดร่วมของเพลงเหล่านั้นจะพบว่าแทบทั้งหมดหาได้เป็นเพลงจากค่ายเพลงใหญ่ที่มีกระบวนการโปรโมตเหนือชั้น แต่กลับเป็นเพลงจากค่ายหรือคนตัวเล็กๆ

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเพลง คำแพง นั้น ทำโดยค่ายเพลงขนาดกะทัดรัดในอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น อย่าง Tonmai Music & Studio เนื้อเพลงและทำนองแต่งโดยคนชุมแพ ร้องโดยคนชุมแพ ถ่ายมิวสิกวิดีโอโดยคนชุมแพ-ที่ชุมแพ

โลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงชีวิตและวิธีคิดของผู้คนในหลายวงการ ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการลูกทุ่ง

นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าเพลงจากชุมแพจะเป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไรในวงการเพลงยุคเก่า

ผมนัดพบชาวชุมแพ 2 ชีวิตผู้อยู่เบื้องหลังเพลงเพลงนี้ในวันที่ยอดวิวกำลังจะแตะ 300 ล้านวิวในอีกไม่กี่ชั่วโมง หนึ่งคือ แซ็ค ชุมแพ นักร้องที่เคยเป็นเพียงตัวประกอบในมิวสิกวิดีโอมาก่อน อีกหนึ่งคือ เอ๊ะ-สายชล แผ่นผา โปรดิวเซอร์และผู้แต่งเพลง ซึ่งคอยเฝ้ามองปรากฏการณ์ของวงการเพลงลูกทุ่งมาตลอด

ถ้าพร้อมแล้ว ลองย้อนกลับไปฟังเรื่องราวตั้งแต่วันที่ยอดวิวยังเป็นศูนย์จากปากของเขาทั้งสอง

แซ็ค ชุมแพ, เอ๊ะ สายชล แผ่นผา คำแพง

ทุกวันนี้แซ็คได้ลองนับไหมว่าร้องเพลง คำแพง ไปแล้วกี่รอบ

แซ็ค: นับไม่ถ้วนเลยครับ (หัวเราะ) บางงานร้องจบไปแล้วเขาก็มาขออีก

แล้วจุดเริ่มต้นของเพลงนี้เริ่มที่ไหน

เอ๊ะ: ที่ทุ่งนาเลยครับ ผมสร้างบ้านไว้ที่ทุ่งนา แล้วแซ็คก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน คือก่อนทำเพลงให้แซ็ค ค่ายเราทำเพลงมาแล้วเพลงนึง แซ็คก็มาแสดงเป็นตัวโจ๊กในมิวสิกวิดีโอเพลงนั้น ผมเลยรู้ว่าแซ็คเพิ่งแข่งชนะกลับมาจากรายการ กิ๊กดู๋ ผมเลยถามว่าไปแข่งชนะกลับมาแล้วไม่ทำอะไรต่อเหรอ ทำไมไม่ทำเพลงล่ะ ลองดูมั้ย เดี๋ยวพี่เขียนเพลงให้ หลังจากนั้นก็กลับมานั่งคิดว่า ตัวตนแบบเขา เสียงแบบเขา จะเขียนเพลงลักษณะยังไงดี ก็เลยนั่งเขียน แล้วเรียกเขามาฟัง กระบวนการง่ายๆ ไม่ได้มีกรอบอะไรมาก เราแค่อยากทำงาน ไม่มีกระบวนการอะไรที่ซับซ้อน

แซ็ค ชุมแพ คำแพง
แซ็ค ชุมแพ เมื่อครั้งแสดงเป็นตัวประกอบในมิวสิกวิดีโอเพลง ผิดที่อ้าย ของ โอ๋ อดิเทพ

กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ทำซาวนด์ อัดเสียง ถ่ายมิวสิกวิดีโอ ทำที่ชุมแพทั้งหมด ด้วยความที่พื้นที่ชุมแพมีความพิเศษอย่างหนึ่งคือเป็นชุมชนที่มีความดั้งเดิมพอสมควร ผู้คนยังมีความผูกพันกันในพื้นที่สูง สิ่งนี้ทำให้เพลง คำแพง เกิดขึ้น เพราะเรามีทีมงานที่รู้จักกัน เราอยากได้ฝ่ายไหน หาได้ในชุมแพ ทำให้งานเพลงที่จะสร้างมันง่าย หมายความว่า เราไม่ต้องมีเงินมากเราก็สามารถสร้างงานได้ เรียกใช้กัน พี่น้องกัน

ชีวิตของแซ็คที่ชุมแพเป็นยังไงบ้างก่อนเพลง คำแพง จะเป็นที่รู้จัก

แซ็ค: ผมก็ทำงานปกติ ช่วยคุณพ่อทำเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่บ้าน

เห็นว่าตอนเด็กๆ เคยไปประกวดร้องเพลงด้วย ตอนนั้นไปประกวดทำไม หวังอะไร

แซ็ค: คุณครูบอกว่าถ้าชนะจะได้เงินรางวัล ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ผมไปทำงานต่างจังหวัด ผมอยู่กับยาย เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นลองประกวดดู เผื่อชนะ ตอนนั้นตั้งความหวังว่าถ้าได้เงินก็เอาให้เอาให้คุณยาย แต่ประกวดไปเรื่อยๆ ก็ไม่ชนะ ช่วงนั้นไปไหนเขาจำผมได้เกือบหมด แต่ไม่ได้ในฐานะแชมป์นะ ผมประกวดตั้งแต่ ป.5 – ป.6 ห้าหกปีไม่เคยได้แชมป์ ดีที่สุดคือได้ที่ 3

จากกี่คน

แซ็ค: 5 คน (หัวเราะ)

ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าการเป็นนักร้องเป็นเรื่องไกลตัวไหม

แซ็ค: ไกล ไม่คิดเลย พอประกวดแพ้ผมคิดว่าจะไม่ร้องเพลงแล้วด้วย ผมหยุดร้องไป 6 ปี ไปทำงานช่วยคุณพ่อ ไม่ได้จับไมค์เลย ฟังเพลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้พยายามที่จะกลับมาร้องเพลง ทีนี้ผมได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อแม่และคนรอบข้างถึงกลับมาร้อง จนกระทั่งไปประกวดรายการ กิ๊กดู๋ สงครามเพลง ชนะ แล้วมาเจอพี่เอ๊ะ ได้ร้องเพลง คำแพง

แซ็ค ชุมแพ คำแพง
แซ็ค ชุมแพ คำแพง

ครั้งแรกที่ฟังเพลง คำแพง แซ็ครู้สึกยังไง

แซ็ค: วันแรกที่ฟังมีพี่คนหนึ่งร้องไกด์ไว้ผมยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง พี่เอ๊ะก็ถามแล้วถามอีกว่าจะร้องเพลงเพลงนี้มั้ย ชอบมั้ย ผมใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะยืนยันว่าผมจะร้องเพลงนี้ เพราะผมไม่รู้ความหมายของเนื้อเพลง มันเป็นคำอีสานที่ความหมายลึก ผมเป็นเด็กวัยรุ่นยังไม่ค่อยเข้าใจ แล้วพี่ทีมงานก็ถามว่าเชื่อใจในทีมงานมั้ย ผมก็เลยบอกว่าผมเชื่อใจ โอเค ถ้าอย่างนั้นผมทำ ทุกวันนี้ทีมงานก็ยังพูดกันอยู่เลยว่าวันนั้นผมเกือบจะไม่ร้องแล้ว

แล้วพวกคุณเคยมาวิเคราะห์ไหมว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลง คำแพง มาไกลขนาดนี้

เอ๊ะ: โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสูงที่สุด ในพื้นที่การรับฟัง การดู การชม ทุกวันนี้จะมีกี่คนเข้าไปดูช่องของค่ายใหญ่ คนเขาดูยูทูบ

หมายความว่าถ้าไม่มียูทูบ เพลง คำแพง อาจจะไม่มีคนรู้จักขนาดนี้

เอ๊ะ: คงไม่มีเพลง คำแพง

ขนาดนั้นเลยหรือ

เอ๊ะ: สำหรับผมคิดอย่างนั้นนะ เพราะอย่างที่บอกว่าถ้ายื่นค่ายใหญ่ก็จะไม่มีใครเอา อาจจะทำได้แค่หาวิทยุให้เขาช่วยเปิด แต่เขาก็จะไม่ค่อยอยากเปิด เพราะเปิดไปคนก็ไม่ฟัง สมัยก่อนคนฟังสื่อเขาก็มีกรอบเหมือนกัน ลูกทุ่งก็ต้องเป็นดนตรีสไตล์แกรมมี่โกลด์ อาร์สยาม คนแรกที่เปิดการฟังให้สังคม ส่วนตัวผมคิดว่าคือ ก้อง ห้วยไร่ ที่ร้องเพลง ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน

เหมือนทุกวันนี้เราสามารถทำเพลงได้โดยไม่ต้องสังกัดค่ายใหญ่แล้ว

เอ๊ะ: ใช่ นอกจากพื้นที่ในการโชว์ผลงานไม่แตกต่างกัน ต้นทุนในการสร้างงานก็ลดน้อยลง โฮมสตูดิโอที่บ้านเราก็สร้างเองได้ ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ทุกคนต้องอยู่ค่ายใหญ่ นี่เป็นปัจจัยที่ทำให้งานเพลงหลากหลายขึ้น ส่วนตัวผมคิดว่า ณ ตอนนี้คนเริ่มอยากฟังทางเลือกใหม่ๆ ทางเลือกเก่าๆ ที่แนวการเขียนเพลงเหมือนเดิม ทำนองดนตรีเหมือนเดิม เป็นเรื่องเบื่อ

ลองดูเพลงที่ติดตลาดอยู่ตอนนี้ เป็นเพลงของศิลปินอย่าง ก้อง ห้วยไร่, ลำไย ไหทองคำ, ปู่จ๋าน ลองไมค์, แร็พอีสาน หรือแซ็ค ชุมแพ ส่วนใหญ่เป็นศิลปินจากค่ายเล็ก แต่ที่ดังขึ้นมาเพราะว่าคนเหล่านี้ไม่มีกรอบครอบเขา ไม่มีกรอบว่าอย่าเขียนคำแบบนี้ คำแบบนี้ตลาดจะไม่รับ อย่างเพลง คำแพง ถ้าให้นักวิเคราะห์เพลงที่เป็นรุ่นเก่าวิเคราะห์เขาจะบอกว่าขายไม่ได้ เพราะว่าใช้คำไม่รู้เรื่อง เป็นภาษาอีสาน มันก็จะแคบ คุณไม่สามารถขายเพลงนี้ได้ทั่วประเทศ อาจจะดีแต่สินค้าคุณขายได้เฉพาะหมู่บ้านเดียว คุณไปขายหมู่บ้านอื่นไม่ได้ สมมติว่าเป็นปลาร้า คุณจะไปขายภาคใต้เขาก็ไม่กิน

แต่คุณไม่คิดอย่างนั้น

เอ๊ะ: ไม่คิด เราคิดว่าเราจะสร้างงานที่มันแตกต่าง ที่เหลือให้คนเสพเขาเป็นคนตัดสิน พอกระแสมันเริ่มขึ้นมา คนที่ฟังก็เริ่มเปิดกว้าง

เอ๊ะ สายชล แผ่นผา คำแพง

กลายเป็นว่าตอนนี้ คำแพง ก็ไม่ได้ดังแค่ในอีสานใช่ไหม

เอ๊ะ: เราเพิ่งกลับจากชุมพรเมื่อเช้า ก่อนหน้านั้นก็ไปสุราษฎร์ธานี

ทำไมคนทุกภาคถึงเปิดรับเพลงภาษาอีสาน

เอ๊ะ: ผมว่าเพราะเทคโนโลยีอย่างโลกออนไลน์มันกว้างขึ้น คนเลยเสพอะไรเยอะมากขึ้น สมัยก่อนคนฟังก็มีแค่ช่องค่ายเพลงใหญ่ เขาก็รับสื่อแค่นั้น ไม่ใช่ว่าตอนนั้นเขาไม่อยากรับสื่อใหม่ แต่มันไม่มีสื่ออื่น ทุกวันนี้พอมีสื่ออื่น คนก็เลยเริ่มหาสิ่งใหม่ๆ ฟัง เราลงไปใต้เราก็หวั่นๆ แต่เขาร้องได้หมด คนใต้คัฟเวอร์เพลง คำแพง เยอะด้วยในยูทูบ และตอนนี้งานหลักอยู่ที่ภาคกลาง เทคโนโลยีมันทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน ศิลปินมีโอกาสมากขึ้น

พูดได้ไหมว่าโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงวงการลูกทุ่งไป

เอ๊ะ: สำคัญ สมัยก่อนเทคโนโลยียังไม่ทั่วถึงอย่างทุกวันนี้ การผลิตเพลงอยู่ที่ค่ายใหญ่หมด พอการผลิตเพลงอยู่ที่ค่ายใหญ่ ศิลปินที่เข้าไปเป็นนักร้องในค่ายใหญ่ก็จะถูกกรอบครอบไว้ ผู้ใหญ่เลือกเพลงให้ ทีมงานเลือกเพลงให้ เพลงต้องเป็นแบบนี้ ดนตรีต้องแบบนี้ถึงมีความเป็นไปได้ที่จะดัง แต่พอเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมาเร็ว แล้วต้นทุนต่ำ คนก็เรียนรู้จะสร้างงานเองที่บ้าน ทำให้ไม่มีกรอบ ไม่มีใครบอกว่าดนตรียังไงดี ไม่มีใครบอกว่าการเขียนแบบไหนดี พอปล่อยออกมาแล้วสังคมยอมรับ มันก็เป็นกระแสใหม่ที่น่าจับตามอง

ถ้าอย่างนั้นการเปิดกว้างของเทคโนโลยี ของโลกออนไลน์มีข้อเสียไหม

เอ๊ะ: ข้อเสียมันก็มี เราสามารถทำงานอะไรก็ได้อย่างรวดเร็วแล้วปล่อยออกไป แต่เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมันก็จะลงอย่างรวดเร็วถ้าคุณภาพเราไม่ดี พูดภาษาชาวบ้านก็คือถ้าคุณดังเพราะโชค คุณก็จะอยู่ได้ไม่นาน เราต้องผลิตงานที่มีคุณภาพไปเรื่อยๆ

แล้วการที่เพลง คำแพง มียอดวิวสูงถึง 300 ล้าน เป็นเพราะโชคหรือเปล่า

เอ๊ะ: สำหรับผม ผมคิดว่าไม่ใช่เพราะโชค ทุกอย่างเป็นไปด้วยผู้ฟังเขาแชร์กันเอง ปากต่อปาก และเราไม่มีกระบวนการปั่น ไม่มีการซื้อโฆษณา ไม่มีการจ้าง ไม่มีการสร้างกระแส เราแค่ผลิตงานที่เราตั้งใจเต็มที่ ปล่อยออกไป แต่ถามว่าเราหวังแค่ไหน เราไม่ได้หวังแน่นอน ถือว่าเพลงทำงานของมันได้ดีมาก เราไม่ใช่เพลงประกอบหนังใหญ่แล้วได้ 300 ล้าน

แซ็ค ชุมแพ คำแพง

คุณคิดว่าถ้าไม่ใช่แซ็คร้อง เพลงนี้จะทำงานขนาดนี้ไหม

เอ๊ะ: เสียงคนร้องเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง เพลงมี 3 ส่วนหลัก คือตัวเพลง ดนตรี และเสียงร้อง ทั้งสามส่วนนี้ต้องเข้ากัน ขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ เพลงดี เสียงร้องดี ดนตรีคุณทำไม่ดี ก็ไม่ได้ หรือดนตรีดี เพลงดี คนร้องเสียงไม่ดี ไม่ส่งอารมณ์เพลง ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพลงนี้ทุกอย่างมันลงตัวพอดี

คนทำเพลงจะมีประโยคนึงว่า ‘เพลงเพลงนึงมันเกิดมาเพื่อคนคนนึง’ คือมันไม่ใช่เพลงเพลงนึงจะให้ใครร้องก็ได้ ทำไมคนเขียนเพลงสมัยก่อนเขาถึงต้องเลือกว่าเพลงนี้จะให้ใคร เพราะเขาจะดูว่าคนไหนน่าจะใช่ที่สุด

คุณเคยเล่าว่าแซ็คใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะร้องเพลง คำแพง ได้ ทำไมถึงนานขนาดนั้น

เอ๊ะ: เพราะตอนแรกเขาก็จะร้องเหมือน ไมค์ ภิรมย์พร เหมือนไหมไทย ใจตะวัน ซึ่งเป็นไอดอลเขา เราก็บอกเขาว่าร้องแบบนี้ไม่ได้ เราจะไปร้องทับศิลปินที่เขาดังอยู่แล้วไม่ได้ ต้องหาตัวเองให้เจอ ผมมีหลักการสร้างงานอย่างนึง สำหรับตัวเองคือเราจะไม่สร้างงานที่เหมือนใคร แม้แต่การเขียนเพลง การทำดนตรี การร้อง เพราะอย่างนั้นมันไม่ใช่การสร้างศิลปะ มันเป็นการก๊อปปี้ เหมือนคนที่ซื้อภาพก๊อปปี้ไปติดบ้าน ถามว่ามันสวยมั้ย สวย แต่มันมีค่ามั้ย ศิลปินที่สร้างงานที่แตกต่างอาจจะขายได้ยาก แต่ถ้ามีคนเห็นคุณค่า มันจะมีคุณค่ามากกว่า

แล้วแซ็คมีอะไรที่แตกต่างจากนักร้องลูกทุ่งคนอื่น

เอ๊ะ: แซ็คไม่มีความเป็นลูกทุ่ง เขาจะไม่ค่อยมีลูกเอื้อน ลูกโหน เขาจะมีแค่วิธีการร้องด้วยธรรมชาติของเขา จากการที่มีคนนั้นคนนี้เป็นไอดอล แล้วร้องบ่อยๆ ไม่มีกรอบในการฝึก เพราะฉะนั้น เขาก็จะไม่ได้เป็นลูกทุ่ง เพราะเขาไม่ได้เรียนลูกทุ่ง สิ่งที่อยู่ในตัวเขาคือสิ่งที่เขาได้ฟังมาจากชีวิตเขา

มันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย

เอ๊ะ: เป็นสิ่งที่ดี ศิลปะควรเป็นอย่างนั้น ควรเป็นธรรมชาติ ผมเจอนักร้องรุ่นน้องเยอะมากที่ร้องเพลงแบบแซ็คอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พอถึงวัยหนึ่งเขาไปเรียนเอกดนตรี กลับมาเขาจะร้องเพลงไม่เหมือนเดิม สำหรับผมไม่ดีเลย มันขาดความเป็นธรรมชาติ ไปเอาทฤษฎีเข้าตัวเอง พอทฤษฎีมากทำให้เราขาดความเป็นอิสระ ถ้าเราเรียนรู้ทฤษฎีเพื่อสร้างธรรมชาติเราให้ดี อันนี้โอเค แต่ส่วนมากพอไปรับทฤษฎีก็เอามาใช้หมด ธรรมชาติหายไป ธรรมชาติเกิดก่อนทฤษฎี แต่เราเอาทฤษฎีมาคุมธรรมชาติไว้ มนุษย์ไม่ได้เรียนทฤษฎีมาก่อนร้องเพลงใช่มั้ย เขาร้องกันมาตั้งแต่โบราณ แล้วเราค่อยเอาทฤษฎีไปครอบมันไว้ ผมจะบอกแซ็คแค่ว่า ร้องแบบนี้จะเพราะกว่า โหนเสียงตรงนี้ ตรงนี้น่าจะดึงลงมา แต่ไม่บอกว่าถูกหรือผิด

ทุกวันนี้มีช่วงเวลาไหนบ้างมั้ยที่มานั่งคุยกัน รำลึกกันถึงวันแรกๆ

เอ๊ะ: คุยกันแทบทุกวัน เพราะทีมงานอยู่ด้วยกันทุกวัน เป็นบรรยากาศที่ดี และเราพูดคุยกันเพื่อให้เราเข้าใจว่าเรามาจากตรงไหน ในเมื่อมีชื่อเสียง เงินทอง เข้ามา เราก็ต้องมั่นคงในวิธีคิดในการทำงาน การใช้ชีวิต การใช้เงินทอง ใช้ชื่อเสียงที่มีไม่ให้มันทำลายเรา

แซ็ค ชุมแพ, คำแพง

สำหรับพวกคุณ ยอดวิวมีความหมายแค่ไหน

แซ็ค: ผมเชื่อในทีมงานและเชื่อในงานมากกว่า ยอดวิวเป็นแค่สิ่งที่ทำให้คนรู้จักเพลง คำแพง และ แซ็ค ชุมแพ เฉยๆ

เอ๊ะ: สำหรับตัวผม ยอดวิวมันมีคุณค่าน้อยกว่าตัวงาน เพลงที่ผมทำมาทั้งหมด มีอยู่เพลงนึงที่มีคุณค่ากับผมมาก มากกว่าทุกเพลง แต่ยอดวิวน้อยกว่าทุกเพลง แล้วผมก็ยังเข้าไปฟัง และยังชื่นชอบมันอยู่

คือเมื่อจุดยืนเริ่มต้นเราไม่ได้ตั้งมาตรฐานความสำเร็จว่าเราต้องดังนะ เราต้องมีเงินนะ จุดยืนเราตั้งแต่ครั้งแรกเราบอกว่าเราสร้างงานเรามีความสุขนะ แซ็คร้องมีความสุขนะ ทีมงานทำเอ็มวี ทำดนตรี ทำเพลงพวกพี่มีความสุข พอจุดยืนเราอยู่ตรงนั้น ครั้งต่อไปเราก็ยังยืนจุดเดิม แล้วมันก็จะไม่กดดัน ถ้าเราไปยืนบอกว่าเราต้องดัง แล้วพอวันนึงเราดัง จุดยืนต่อไปมันจะบอกว่ามึงต้องดังกว่าเดิม มันจะไม่มีความสุขในงาน เราต้องมีความสุขในการทำงานเหมือนเดิม แล้วก็เลือกงานที่ดีที่สุดของเรา คัดกันมาเหมือนเดิม อย่างที่ผมบอก มันไม่มีทฤษฎีอะไรมาบอกว่าเพลงไหนจะดังไม่ดัง มันมีแค่มาตรฐานตัวเราว่าเราต้องสร้างงานให้ดีที่สุด ถ้าจะไม่ได้ 300 ล้านวิวอีกแล้วก็ไม่ซีเรียส

ทุกวันนี้เวลาแซ็คกลับไปชุมแพ เวลาเดินไปบนท้องถนนคนอื่นมองคุณเปลี่ยนไปบ้างไหม

แซ็ค: ชุมแพเป็นบ้าน ก็มีแต่พี่น้อง รู้จักกันหมดตั้งแต่เด็กๆ จะมีก็แค่โดนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แซวว่าลืมชุมแพแล้วมั้ง ไปอยู่กรุงเทพฯ ผมก็บอกว่าไม่ได้ลืม แค่ต้องทำงาน ไม่มีเวลากลับบ้าน

เคยคิดเล่นๆ ไหมว่าถ้าวันนี้เพลง คำแพง ไม่ดังขนาดนี้วันนี้คุณจะทำอะไรอยู่

แซ็ค: ผมก็คงทำงานช่วยคุณพ่อทำเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่บ้าน

 
แซ็ค ชุมแพ คำแพง

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load