31 ปีก่อนเขาคือนายกองค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง

30 ปีก่อนเขาคือผู้สื่อข่าวสายการเมืองประจำหนังสือพิมพ์หัวที่ตีพิมพ์ภาพข่าวการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ขณะที่สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกควบคุมการเสนอข่าว และไม่รายงานการสูญเสียชีวิตของประชาชน

20 ปีก่อนเขาคือคนที่เล็งเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงของสื่อโลกใหม่ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต และเตือนหนังสือพิมพ์ไทยให้เตรียมรับมือกับ New Media ทว่าไม่มีใครเชื่อ

‘เขา’ ที่ว่าจึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในโมงยามที่ประเทศกำลังตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณสื่อ การเสพสื่อ การอยู่ในยุคที่สื่อเก่าถูก Disrupt อย่างสิ้นเชิง ใครมีสมาร์ทโฟนก็สร้างข่าวได้ หรือพื้นที่สื่อที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงสมัครแอคเคานต์เว็บไซต์ไม่ก็แอปพลิเคชัน และมี IO, Fake News, Propaganda เป็นโรคแทรกซ้อน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

‘เขา’ ที่ว่า คือ อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ถ้าใครจะพูดเรื่องสื่อต้องนึกถึง

“ได้ครับ” เป็นข้อความที่ได้รับแทบจะทันทีหลังตัวหนังสือ read ปรากฏ เมื่อเราส่งข้อความหาเพื่อชวนมานั่งคุยกัน

สองวันหลังจากนั้นซึ่งคือวันที่ 21 ตุลาคม เราจึงนั่งอยู่ในห้องทำงานเหนือตึกสูงใจกลางมหาวิทยาลัย ตรงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กำลังไถ Smart Phone และมี Smart Watch คาดข้อมือ

คิดยังไงกับปรากฏการณ์ทัวร์ลงดาราเรื่องการ Call Out ที่สร้าง Cancel Culture ปลดบิลบอร์ด

ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบ้านเราว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้สอนมาให้มีพื้นฐานประชาธิปไตย เราถูกสอนให้ฟังว่าครูบอกอะไร เรื่องอำนาจนิยมหรือประชาธิปไตยที่ต้องฟังความคิดเห็นหลากหลายไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้นไม่แปลก เด็กที่เรียกร้องวันนี้เขาก็เติบโตมาจากตรงนั้น 

ถ้าเราเรียกร้องให้คนที่ไม่แสดงจุดยืนมาแสดงจุดยืน เราต้องพร้อมด้วยว่าเขาอาจจะแสดงจุดยืนอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ และต้องยอมรับ คุณจะเห็นด้วยกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องไม่บอกว่าเขาต้องทำแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังใช้อำนาจนิยมผ่านสื่อออนไลน์เหมือนที่คุณก็ไม่ชอบหรือเปล่า 

ในขณะที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบที่ผู้มีอำนาจใช้พลังมาบีบให้คิดและเชื่อคล้อยตามกันหมด แต่คุณกำลังใช้อำนาจอีกทางหนึ่งทางเทคโนโลยี บีบให้ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดและเชื่อแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า การใช้อำนาจสื่อในมือมาเรียกร้องบีบเมนให้พูดก็เหมือนกับที่รัฐใช้อำนาจปิดสื่อ มันอาจจะเกินไปหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าพื้นฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยของคุณคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตยที่เราต้องการ ความต้องการประชาธิปไตยเราเท่ากันมั้ย

ถ้าเขาไม่ได้อยากออกเสียง หรือที่คนเรียกว่าเป็น Ignorance

ก็ต้องเป็นสิทธิ์ของเขา การที่จะยอมพูดหรือไม่พูดมันเป็นสิทธิ์เหมือนกัน เหมือนการเลือกตั้งอะ คุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตหรือโนโหวต มันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ควรจะเกิดจากการบังคับว่าคุณต้องโหวต แต่คุณก็จะเจอกฎทางสังคม

กลับกัน ถ้าพวกเขาออกมาพูด 

ไม่ใช่ลูกชุบใช่มั้ย (หัวเราะ)

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงรึเปล่า

ต้องยอมรับว่ามันจะมีพลังในการสื่อสาร แต่จะทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ไม่ใช่ว่าดาราคนนี้พูดอย่างนี้ออกมาแล้วทุกคนจะพร้อมเชื่อ เสียงมันดังขึ้น กว้างขึ้น คนอาจจะได้ยินแล้ว เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น 

เราจะอยู่ยังไงให้เท่าทันยุคที่สเตตัสเดียวกลายเป็นวาระแห่งชาติ

มันเป็นกระแสที่ขึ้นลงเร็ว และชีวิตจริงคนไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กรุ่นนี้เขาจำลองและเชื่อมโลกออนไลน์มาอยู่ออฟไลน์ให้เห็นมากขึ้น แม้กระทั่งการบริหารการจัดการม็อบคราวนี้ก็ต่างจากการบริหารจัดการม็อบในครั้งก่อนๆ มากกกกก (เน้นเสียง) 

เอาแค่การย้ายจุดชุมนุม เมื่อก่อนจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คุณต้องบอกล่วงหน้า แล้วสื่อที่บอกตอนนั้นคือที่ไหน วิทยุ ทีวี ไม่ได้ เพราะเป็นของทหาร คุณต้องหยิบประเด็นเพื่อการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคือหนังสือพิมพ์ 

แต่วันนี้ไม่ใช่ โอ้โห เกิดอะไรขึ้นคุณพร้อมที่จะย้ายภายในครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) คุณแกงเขาได้หมดเลย อยู่ๆ ไม่เอาแล้ว เลิก อ้าว ฉิบหาย ไวมาก คุณมี Agility คุณเปลี่ยนอะไรต่างๆ จริงๆ 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

True Information เป็นของ Luxury ในศตวรรษที่ 21 จริงรึเปล่า

ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความจริงแท้ หายากขึ้น ในโลกของดิจิทัลมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหยิบมุมไหนมาเล่า การเลือกเล่า เลือกตัดทอน ก็ทำให้ความจริงนั้นเหลื่อมไปด้วยเหมือนกัน ความจริงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับคนเล่า คนรับสารด้วย เช่นผมเล่าจากมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเป็นความจริงมั้ย มันคือความจริงในมุมนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่าด้วยอะไร มุมมองไหน 

แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่ง Luxury ที่สุด

ข้อมูลที่หลากหลายต่างหาก และต้องมาคิดวิเคราะห์เอง เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต เรื่องเล่าสมัยกรุงศรีฯ แตก มีหลายเรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องจริง วันที่กรุงศรีฯ แตก คนที่อยู่ตรงนั้นก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่ง มุมมองของพม่าที่ตีเมืองก็เรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง หรือคนที่หนีรอดมาได้ก็มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง แล้วอะไรคือความจริงแท้ 

ถ้าคุณอยากรู้เหตุการณ์นั้น คุณต้องดูหลายๆ อย่างแล้วประมวลเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ สังเคราะห์ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนคุณอีก ถ้าจุดยืนคือคนพม่าโดยมีเรื่องชาตินิยมมาเกี่ยวข้อง หรือมุมมองตอนนี้ที่มองไปยังเหตุการณ์นั้น คุณก็จะเลือกเล่าอีกแบบหนึ่ง

ในฐานะของสื่อมวลชน จะทำยังไงให้สิ่งนี้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด 

คุณก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้หลากหลายมุมมองมากที่สุดและไม่ใส่ความคิดเห็น ถ้าฟังสื่อที่ถามแค่ฝ่ายเดียวแล้วบอกว่าเขาโกหก รู้ได้ยังไงว่าโกหก 

วันหนึ่งข้างหน้าคนเสพสื่อจะได้ความเห็นที่หลากหลาย ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่ออะไร 

แอคหลุม อวตาร เทียบเท่ากับอะไรในยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดีย

ข่าวลือ สมัยก่อนก็แค่ปากต่อปาก แต่ตอนนี้มันถูกส่งต่อในแชท วงในแจ้งว่า เพื่อนของเพื่อน เป็นญาติที่ทำงาน

แล้ว IO คืออะไร

คือการปฏิบัติการข่าวสารทางการทหาร ซึ่งมีทั้งรุกและรับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง ไปบอกให้ชาวบ้านกลัวว่าทหารจะมา การหลอกศัตรูว่าแม่ทัพตายแล้ว ปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งย้ายมาอยู่บนออนไลน์ ถ้ามองในแง่ของการเมือง ทุกประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้มาตลอด สำคัญคือเราจะรู้เท่าทันมากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

มันรับบทเป็นผู้ร้ายจริงรึเปล่า

ขึ้นอยู่กับว่า IO เป็นตัวร้ายของใคร เพราะ IO ถูกใช้ได้จากทุกฝ่าย

ยุคหนึ่งบ้านเรามีปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนต้อง ‘พยายาม’ ยัดสิ่งนี้ในวิชาสุขศึกษา ถ้ายุคนี้ที่ Fake News เป็นปัญหา เราควรมีวิธีรับมือในหลักสูตรการศึกษามั้ย

ใช่ ในต่างประเทศมีวิชาการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อย่างในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอนกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและสอนกันมาหลายสิบปีแล้ว ครูที่นั่นจะเปิดวิดีโอโฆษณาขนมให้เด็กดู จากนั้นถามเด็กๆ ว่า คิดอย่างไร

ฟังดีๆ นะ เขาถามเด็กว่า ‘คิดอย่างไร’ ไม่ได้บอกว่าโฆษณากำลังโฆษณาอะไร ระบบการศึกษาทำให้เด็กคิดเองตั้งแต่อนุบาล มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าอยากกิน และมีเด็กอีกคนยกมือขึ้นมาบอกว่าอย่ากิน กินแล้วฟันหลอ ครูถามต่อว่า ทำไมถึงคิดว่าฟันหลอ เพื่อนอีกคนแย้งว่า ในโฆษณาไม่เห็นมีใครฟันหลอ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าเด็กออสเตรเลียเรียนรู้ตั้งแต่อนุบาลว่าโฆษณาไม่ได้บอกความจริงทุกอย่าง ครูเองก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกเด็กว่าอย่ากินลูกกวาดลูกอมนะ ฟันจะผุ แต่ครูกระตุ้นให้เด็กคิดและคุยกันเองตั้งแต่อนุบาล

หลังจากคลาสนั้น ผมไปดูงานอีกคลาสซึ่งเป็นระดับไฮสคูล ครูตัดภาพข่าวมาคุยพร้อมถามความคิดเห็นว่าทำไมแต่ละสื่อพาดหัวข่าวแบบนี้ นักข่าวต้องการบอกอะไร ให้นักเรียนลองแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นในเนื้อข่าวออกมา อะไรที่สื่ออยากเล่า อะไรที่สื่อไม่อยากเล่า

เด็กจึงเกิดกระบวนการถกเถียง (Discuss) Critical Thinking จึงถูกสอนแต่เด็ก ผมจึงไม่แปลกใจว่าสมัยที่ผมเรียน ป.โท ที่นั่น ทำไมทุกคนยกมือแย่งกันแสดงความคิดเห็น เขาไม่สนใจว่าเพื่อนจะมีความคิดเห็นยังไง แต่เขาอยากจะบอกว่าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ ต่างคนต่างฟังและถกเถียงโต้แย้ง

ทวีตหนึ่งของคุณบอกไว้ เชื่อว่าจะมีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารของม็อบราษฎร 

มีแน่นอน เพราะม็อบมีทั้งการสื่อสารภายในกับการสื่อสารต่อสาธารณชน การปะทะกับ IO ในขณะที่กระบวนการ IO ก็ยังพยายามที่จะใช้วาทกรรมรูปแบบเดิมๆ 

ในออนไลน์คุณจะเห็นลักษณะของการกวน มี Meme ต่างๆ และพยายามสร้าง Engagement กับผู้เข้าร่วม ก่อนหน้านั้นสองวันบอกว่าให้โหวตกันว่าจะพักหรือไปต่อ โคตร Engage เลย แล้วแป๊บเดียว ไม่กี่นาที ก็โหวตกัน เห้ย มันขนาดนี้แล้วหรอ หรือเมื่อวานซืนที่บอกว่าห้าโมงสี่สิบห้าให้ไปรวมกันตามที่ต่างๆ แล้วเพจก็บอกว่าให้คนชูสามนิ้วถ่ายรูปโพสต์ มันคือการดึงเอาคนที่ร่วมชุมนุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี บางส่วน 

ผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) กันมากกว่ายุคเก่า ยุคก่อนๆ ม็อบ Top-down มาก จัดชุดแกนนำกี่คนๆ บอกว่าซ้ายทุกคนต้องซ้าย ขวาทุกคนต้องขวา หยุดเจ็ดวัน ทุกคนเลิกเจ็ดวัน วันนี้ไม่ใช่ แต่ม็อบยุคนี้ ต่อให้ Node ใหญ่หยุด ฉันไม่หยุด เพราะคุณบอกเขาว่า ทุกคนคือแกนนำ เข้าใจปะ (หัวเราะ)

เมื่อเราถึงยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ รายงาน Fact ได้และได้ดี อะไรทำให้สื่อต่างจากเขา

ผมว่าไม่แปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะรายงานข้อเท็จจริง (Fact) ได้และทำได้ดี ซึ่งสร้างความหลากหลายทางการรับข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนคือการรายงานข่าวรอบด้านที่สุด ไม่ใช่การรายงานข่าวมุมเดียว นี่คือข้อแตกต่าง 

สมมติว่าคุณอยู่ในที่ชุมนุม คนทั่วไปทำได้แค่รายงานสถานการณ์ แต่นักสื่อสารมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการสัมภาษณ์ตำรวจ รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี สื่อต้องไม่เลือกที่จะถามแค่ฝ่ายรัฐหรือแค่ฝ่ายผู้ชุมนุม สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองไม่ว่าของฝ่ายไหน นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นมืออาชีพของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่าคนธรรมดาที่มีแค่สื่อในมือ

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ข่าวสารเดินทางเร็ว มันสั่นสะเทือนจริยธรรมสื่อมั้ย

สั่นคลอน ทุกวันเราตั้งคำถามกับเนื้อหาบน New Media ว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ข่าว’ คุณค่าข่าวต่างออกไปจากเดิมตามนิยามของคุณค่าข่าว ความสนใจในข่าวของประชาชนก็ต่างไปจากเดิม ผมชอบยกตัวอย่างเรื่อง ‘แมวอโศก’ แมวจรจัดธรรมดาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ถ้าเป็นสื่อแบบเดิมเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นข่าว แมวจรจัดตัวหนึ่งจะเป็นข่าวได้ยังไง แต่คนที่เป็นทาสแมว ซึ่งใช้บริการรถไฟฟ้าเห็นทุกวันมองว่าน่ารัก ถ่ายรูปอัปลง Pantip.com ก็กลายเป็นข่าวของคนที่สนใจเรื่องนี้ ข่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นตามความสนใจ (Interest) ของยุคนี้และเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น 

ไม่ต่างจากข่าวลุงพล

ข่าวลุงพลชัดในความหมายของกลุ่มมวลชน (Mass) แบบนั้น เหมือนเพื่อนบ้านที่อยากรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นยังไง ไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร แต่ฐานในเรื่องเรตติ้งขึ้นมาก ทาร์เก็ตเขาชัด เขาได้เต็ม ขณะที่ชนชั้นกลางคนเมืองเอียนและเบื่อ ยิ่งเขามาจับเรื่องม็อบ เขายิงยาวเลย เพราะเขาไวและเก่งเรื่องการนำเสนอแบบนี้ เรตติ้งเป็นตัวบอก

ถูกแล้วหรอ ที่สื่อทำข่าวจากเรตติ้ง

อยู่ที่มุมมอง เขามองในแง่ธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมองผลกระทบต่อสังคม ข่าวแบบนี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่

และกระทบจรรยาบรรณสื่อ

กระทบสิ ข่าวมีอยู่สองประเภท ข่าวที่ประชาชนควรรู้กับข่าวที่ประชาชนสนใจ ต้องวางสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ บางเรื่องประชาชนไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ ก็ควรนำเสนอไม่ใช่หรือ

เรื่องที่ประชาชนควรรู้อาจเป็นเรื่องยากที่จะนำเสนอ แต่ทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) จะเป็นโจทย์ใหม่ของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เราโยนรูปแบบการเขียนข่าวยุคเดิมทิ้งไปได้เลย 

แล้วสื่อต้องปรับตัวให้ทันมั้ย 

สื่อกลุ่มไหน สื่อในความหมายของแต่ละคนต่างกัน คุณพูดว่าสื่อกับนักสื่อสารมวลชนยุคเก่า เขาจะมีความหมายแบบหนึ่ง อย่างเรื่องการเข้ามา Take Action ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อช่วยเหลือนักข่าวประชาไทที่ถูกคุมตัวระหว่างไลฟ์ในม็อบราษฎรเมื่อวันก่อน เกิดจากการปรับตัวที่ต้องการให้สื่อปราศจากการแทรกแซงของทางราชการและการเมือง จึงต้องมีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง โดยตอนนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงพยายามขยายเป็นสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติด้วย จากเดิมมีสมาชิกแค่หนังสือพิมพ์ เพื่อครอบคลุมสื่อทั้งวิทยุ ทีวี ออนไลน์ และตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ขณะที่เมื่อห้าปีก่อนกรอบความหมายสื่อสารมวลชนยังมีความหมายเดิมว่า Traditional Media อยู่

อย่างไรก็ตาม กรณีของประชาไท เมื่อได้รับป้ายนักข่าวจากสมาคมนักข่าว ยังไงองค์กรก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือและควบคุม

แล้ว The Cloud มองตัวเองเป็นอะไร

เป็นนิตยสาร

คุณมองตัวเองเป็นสื่อมวลชนไหม นี่ไง ความหลากหลายเริ่มมีแล้ว พอพูดคำว่าสื่อ มันไม่สามารถพูดกว้างๆ แบบเดิมแล้ว วันนี้คำว่าสื่อของแต่ละคนมีลักษณะย่อยลงไป ถ้าคุณพูดคำนี้กับคนที่ทำ Traditional Media เขาจะไม่จัดพวกคุณเป็นสื่อมวลชนตามความหมายของเขา เขาอาจจะบอกว่าคุณเป็นสื่อออนไลน์ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม แต่ในความหมายของเราที่เราทำสื่อ ฉันก็เป็นสื่อมวลชน 

ยุคหนึ่งสื่อทางเลือกคือสื่อที่ไม่สามารถนำเสนอในสื่อกระแสหลัก อยู่ใต้ดิน อย่างสมัยก่อนที่เรียกว่าประชาไทเป็นสื่อทางเลือก เพราะไม่มีทางนำเสนอข่าวเหล่านั้นผ่านสื่อกระแสหลักได้ แต่วันนี้คำว่าสื่อทางเลือกมีความหมายอีกแบบ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เปิดกว้างมากขึ้น 

บทบาทของสื่อมวลชนแบบเดิมมีอิทธิพลน้อยลง พลังน้อยลง ทั้งด้วยตัวมันเองและด้วยจำนวนคนเสพสื่อที่ลดลง เมื่อมีสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มเยอะขึ้นๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอ่านสื่อหลัก เพราะมันไม่ตอบโจทย์ผม ผมชอบแทงบอล ผมก็อ่านเว็บบอล นี่คือข่าวของผม ผมสนใจอันนี้ ถามว่าคนทำเว็บไก่ชนหรือคนทำเว็บพนันออนไลน์คือสื่อไหม

เขาผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มเขา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดความหมายยังไง ถ้าผมจัดตามความหมายแบบเดิม กลุ่มนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดผมจัดตามความหมายแบบใหม่ เขาก็คือผู้ผลิตเนื้อหา เป็น Content Creator

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

นิยามนี้ทำให้ไม่ต้องรับภาระเรื่องจริยธรรมเหรอ

ถูก แต่ Content Creator จำเป็นต้องมีจริยธรรมไหม (ยิ้ม) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของแต่ละกลุ่มต้องคุยกันเอง แล้วผมเชื่อว่าการคุมกันเองดีกว่าถูกคุมด้วยกฎหมายโดยรัฐ ดูก่อนว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือผู้เสพสื่อเป็นหลัก หรือรายได้เป็นหลัก สมดุลมันอยู่ตรงไหน ก็คุยกัน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

วันหนึ่งผู้บริโภคบอก ไม่เอา มึงรีวิวอันนี้เยอะเหลือเกิน เบื่อแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ต้องเพิ่มเรื่องจริยธรรมตรงนี้ เราไม่สามารถบอกให้ทุกคนปรับ แล้วปรับเหมือนกันหมด เพราะความหลากหลายเป็นปัญหาความท้าทายเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ 

จริยธรรมสื่อคือความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่เรานำเสนอต่อผู้รับสาร สื่อเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนได้ มันแตกต่างจากสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน เพราะฉะนั้น คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

สมัยก่อน รูปหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นรูปศพเกลื่อน เห็นชัดเจน บางเล่มก็เป็นภาพโป๊ พอวางที่แผงด้วยกันมันย้อนแย้งมากจนสงสัยว่าดูแล้วมึงเกิดอารมณ์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) แต่สมัยนั้นคนชอบมาก ขายดีมาก ต่อมาเริ่มมีคนตั้งคำถามว่า มันอุจาดไปไหม มันดูไม่เหมาะไหม ตัวสื่อเองก็ต้องปรับ เริ่มทำภาพเบลอ แต่ถึงเบลอแล้วคนก็ยังด่าอยู่ ก็เลยเอารูปออก เขาก็ต้องเรียนรู้เอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยสื่อทางเดียว

ถูกต้อง พลังของผู้บริโภคและสังคมเป็นคนเรียกร้องด้วยว่ามันควรเป็นยังไง หลายๆ สื่อออนไลน์ทำคอนเทนต์ทางการตลาด คุณทำได้ ถ้าประชาชนยอมรับได้และแยกแยะได้ แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อันไหนคือรีวิวแท้ อันไหนคือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คนทำต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไง 

อย่างเรื่องเด็ก เมื่อก่อนลงรูปหน้าเด็กได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจรรยาบรรณสื่อก็รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก

ในมุมมองของคุณ สื่อควรวางตัวแบบไหนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ความหลากหลายอย่างที่บอก และความแฟร์ ควรเป็นจุดยืนของสื่อในสภาวะความขัดแย้ง

ตอนนี้ถือว่าทั้งข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารถึงขั้นอยู่ในภาวะวิกฤตรึยัง

มันวิกฤตมานานแล้ว เพียงแต่จะอยู่ยังไงต่อไปมากกว่า ปัญหาสำคัญคือ ในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ คนทำสื่อ จะสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นมั้ย ขณะเดียวกัน ทำยังไงที่จะทำให้คนเสพสื่อเติบโตโดยเรียนรู้เรื่องของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สร้างเรื่องการคิดวิเคราะห์ให้คนในสังคมมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เสพสื่อจากมุมมองที่หลากหลายได้มากขึ้น

สัญญาณไหนที่บอกว่าวิกฤตแล้ว

ปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นเยอะแยะ เป็นผลพวงจากสื่อเองที่เป็นผู้ปลุกเร้า ก่อนจะมีสื่อโซเชียลก็มีวิกฤต แค่พลังน้อยกว่า เอาง่ายๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดเชื่ออะไรแบบเดียวกัน แต่ในตอนนั้นต้องเป็นคนที่อ่านออก เขียนได้ หรือได้ฟังมาจากที่คนอื่นเล่า แต่มาวันนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย

การใช้วิธีแอนะล็อกจัดการสื่อดิจิทัลแก้ปัญหาได้จริงมั้ย

มันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานคิดแล้ว สมัยก่อน สิ่งที่รัฐต้องการคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงหมายถึงเสรีภาพของรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเงียบ การเมืองนิ่ง ทุกคนต้องเชื่อฉัน ฟังฉัน ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกก็คิดแบบนี้ คิดว่าสื่อมีหน้าที่เป็นเหมือนแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ของรัฐ สื่อไม่ควรจะตั้งคำถาม แย้ง หรือทำให้เสถียรภาพของความเป็นรัฐสั่นคลอน จึงไม่แปลกที่ในอดีต เวลามีปัญหาขึ้นมาไม่ว่าจะยุคไหนๆ สื่อไหนที่ทำให้อำนาจของรัฐไม่โอเคหรือตั้งคำถามกับรัฐ ก็จะต้องโดนปิด วิทยุ ทีวี เขาคุมได้อยู่แล้ว ถ้ารายการไม่โอเคก็ถอดรายการนั้นออก หนังสือพิมพ์ไม่โอเคก็ปิดหนังสือพิมพ์

วันนี้พอใช้วิธีเดียวกันกับสื่อดิจิทัล คุณปิดไป พอเปิดทวิตเตอร์ก็เจออีกแล้ว อย่าลืมว่าสมัยก่อนการเปิดสื่อต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่วันนี้ผมมีมือถือเครื่องเดียว ผมเปิดเพจได้ภายในไม่กี่นาที จะทำช่องทีวีก็สมัคร YouTube Channel แป๊บเดียวเอง แล้วคุณใช้กรอบแบบเดิมปิด ฐานคิดที่คิดว่าสื่อมันมีอยู่จำกัดแล้วไม่สามารถขยาย อย่างที่ไปไล่ปิดฟ้าเดียวกัน แล้วดูสิ ตอนนี้ขายดีไปเลย

ใช้ระบบคิดแบบ 0.4 มาบริหารจัดการสื่อยุค 4.0 อืม… มันคงทำได้หรอกนะ (ถอนหายใจ)

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

Writer

Avatar

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เราเชื่อว่า แดน-วรเวช ดานุวงศ์ เป็นรักแรกของใครหลายๆ คน

เมื่อ 17 ปีที่แล้ว คนไทยทำความรู้จักแดนในฐานะนักร้องหนุ่มน้อยแห่ง D2B วงบอยแบนด์ในตำนาน ที่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีบอยแบนด์วงไหนไปถึงจุดที่ D2B เคยทำได้ ในยุคนั้นความดังของ D2B ไม่ได้มีแค่ในหมู่แฟนคลับเท่านั้น แต่ดังกระจายไปยังคนเกือบทุกกลุ่มทั้งประเทศ อัลบั้มเพลงขายได้นับล้านตลับ ส่งผลให้มีเพลงฮิตขึ้นชาร์ตวิทยุยาวนานนับปี

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา แดนพิสูจน์ตัวเองด้วยการต่อยอดฝีมือในวงการบันเทิง จากนักร้องสู่การเป็นนักแต่งเพลง ก่อนจะก้าวไปเป็นนักแสดง ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์

บทบาทใหม่ล่าสุดที่เขากำลังทำความรู้จักอยู่ตอนนี้ คือการเป็นนักแสดงละครเวทีเรื่องแรกในชีวิต ในละครเวทีเรื่อง บุปผาราตรี เกือบจะมิวสิคัล

“เราเป็นคนที่วิ่งเข้าหาโชคชะตาเสมอครับ” แดนในวัย 34 ปี ผ่านร้อนหนาวในวงการบันเทิงมาอย่างโชกโชน เขาปีนหน้าผาแห่งความสำเร็จนี้มาแล้วกว่าครึ่งชีวิต อะไรกันที่ทำให้เขายังคงปีนหน้าผาสูงใหญ่นี้ต่อไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

ชายหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังอายุน้อยคนนี้ ยังมีความฝันอะไรอีกไหมที่ยังไม่ได้ลงมือทำ


ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นคุณเล่นละครเวทีมาก่อนเลย

ก่อนหน้านี้ก็มีคนชวนไปเล่นละครเวทีอยู่เป็นระยะ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกว่าเรายังไม่พร้อม เพราะเราไม่คุ้นเคยกับศาสตร์ด้านนี้เลย ไกลตัวมาก รวมถึงเรื่องคิว เวลาการซ้อมด้วย แถมยังมีคนเตือนเยอะว่าละครเวทีมันยากนะ เราเลยมีความกลัวอยู่นิดหน่อย (ยิ้ม) ก็เลยบอกปัดมาตลอด

แต่ ณ วันนี้ มันเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าเราก็ทำมาหลายอย่างแล้ว ทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง แต่ว่างานด้านนี้เรายังไม่เคย เลยคิดว่าถ้าเรื่องไหนชวนมาก่อนและไม่ได้ยากเกินไป เราจะรับเลย เพราะอยากลองดูสักครั้ง

แล้วทำไมตัดสินใจรับเล่นละครเวทีเรื่องนี้

นักแสดงร่วม ยิ่งพอรู้ว่าคนที่จะมารับบท ‘บุปผา’ คือ หนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) เราเองไม่เคยร่วมงานกับน้องแบบจริงๆ จังๆ แต่ก็เคยเห็นฝีมือทางการแสดงของน้อง ซึ่งเขาก็มีความเก๋าด้านละครเวที นั่นหมายถึงว่าน้องเขาน่าจะพยุงเราไปได้ (หัวเราะ) ก็ขอเกาะหนูนาไปแล้วกัน พี่ขอไปด้วย

และด้วยตัวบทที่มันไม่ได้มีแค่ดราม่าอย่างเดียว แต่มีคอมเมดี้ผสมอยู่เยอะ แล้วอีกเหตุผลที่ทำให้เราสนใจ คือมันจั่วหัวเรื่องมาว่าเป็นละครเวทีเกือบจะมิวสิคัล

อะไรคือละครเวทีเกือบจะมิวสิคัล

มันเป็นความกวนครับ (หัวเราะ) เราเองยังโดนหลอกเลย เพราะพอทีมงานบอกว่ามันเป็นเกือบจะมิวสิคัล เราก็คิดว่าจะมีร้องเพลงนิดเดียว อธิบายให้ฟังง่ายๆ ว่าละครเวทีก็เหมือนพวกหนังภาพยนตร์การ์ตูนวอลท์ดิสนีย์ที่ตัวละครพูดบทออกมาเป็นเมโลดี้ ซึ่งเมโลดี้หนึ่งมันมีหลายเนื้อ เช่นหนึ่งเมโลดี้ร้องตอนต้นก็จะพูดเรื่องหนึ่ง พอตอนจบก็เปลี่ยนเนื้อ แล้วพูดอีกเรื่องหนึ่ง

มันเหมือนเอาบทสนทนามาใส่ทำนอง ซึ่งจำยากกว่าเพลงปกติที่เนื้อเพลงจะวนเข้าท่อนฮุก ดังนั้น จำเนื้อเพลงในมิวสิคัลก็ไม่ต่างจากจำบทละครเลย


คุณร้องเพลงมาทั้งชีวิต เมื่อต้องมาร้องบทละครเจอปัญหาอะไรบ้างไหม

คงเป็นเรื่องการออกเสียง เพราะจะเล่นเสียงมากก็ไม่ได้ ไม่งั้นมันจะฟังยาก มันต้องเป็นการร้องเพลงที่ทำให้เหมือนการพูดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องปรับพอสมควรเลยครับ จะเข้าเพลงตอนจังหวะไหน บางเพลงมันไม่ On beat เลย คือเราร้องไป พูดไป ดนตรีต้องเล่นตาม ทำให้กะจังหวะยาก

แทบทุกซีนในละครเวทีเรื่องนี้ต้องมีเรา เพราะเรารับบทเป็นตัวละคร 2 คาแรกเตอร์ ทำให้ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกจากฉาก เปลี่ยนชุดเป็นอีกตัวละครหนึ่ง พอเป็นตัวนี้เสร็จ เล่าย้อนอดีตเป็นอีกตัว เปลี่ยนชุดว่ายากแล้ว ทำสมาธิและอารมณ์ให้สมูธในแต่ละซีนยิ่งยากกว่า

อีกอย่างคือเรื่องความจำ (หัวเราะ) ใช้ความจำเยอะมาก เพราะมันเล่นต่อเนื่องจากต้นไปจนจบเรื่อง ไม่มีคัต  ไม่มีเทก แบบการถ่ายหนังหรือละคร ออกจากเวทีด้านไหน เปลี่ยนชุดตรงไหน วิ่งเข้าฉากไปยืนตรงบล็อกกิ้ง บางทีเล่นๆ ไปก็แอบนับอยู่ในใจ นี่ถึงซีนไหนแล้ววะเนี่ย

คุณเล่นคอนเสิร์ตมาเยอะ สามารถเอาเทคนิคมาปรับใช้กับละครเวทีได้ไหม

องค์ประกอบของคอนเสิร์ตมันไม่เยอะครับ หมายความว่าบนเวทีคอนเสิร์ตที่เราไปยืนอยู่มันค่อนข้างอิสระพอสมควร เราจะเต้นผิด ลืมท่าเต้นแล้วหยุด ปล่อยให้แดนเซอร์เต้นไป หยุดร้องในบางท่อน วิ่งผิดทาง ก็สามารถอิมโพรไวซ์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไปได้

แต่ละครเวทีมันไม่ได้ เราผิดคิวไปนิดเดียวคนอื่นๆ บนเวทีหรือแม้แต่ทีมงานหลังเวทีก็จะได้ผลกระทบนั้นไปด้วย

ละครเวทีบุปผาราตรี เกือบจะมิวสิคัล Trailer

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นมาจาก ความรักของเขาและเธอ… พบกับเรื่องราวความสนุกปนสยองที่ออสการ์อพาร์ตเมนต์แห่งนี้ ในละครเวที "บุปผาราตรี เกือบจะมิวสิคัล"หนูนา หนึ่งธิดา เป็นบุปผาแดน วรเวช เป็นแฟนบุปผาเตรียมมาขนหัวลุก พร้อมขนหัวเราะกลับบ้านไปพร้อมกัน20 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2561ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน ชั้น7รายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้ที่ > https://bit.ly/2AZDyTy#บุปผาราตรีเกือบจะมิวสิคัล

Posted by KBank Siam Pic-Ganesha on Friday, September 28, 2018

ร่วมงานกับหนูนาครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง

หนูนาเป็นเด็กแอ็กทีฟ ตั้งใจ และเก่งมากครับ เรื่องการทำงานกับหนูนาเลยค่อนข้างง่าย น้องเขาเป็นนักแสดงที่คล้ายกับเรา คือไม่ได้คิดมาจากบ้านว่าจะเล่นแบบนี้ แบบนั้น เราไปซ้าย เขาก็ไปซ้าย เราไปขวา น้องเขาก็ไปขวา จะเน้นดูจังหวะและความรู้สึกกันระหว่างแสดงมากกว่า ก็เลยทำให้รู้สึกเหมือนคุยกับเพื่อน

คุณต้องรับบทเป็นตัวละครถึง 2 คาแรกเตอร์ มีวิธีตีความตัวละครยังไงบ้าง

คาแรกเตอร์แรกอายุเท่าๆ กับเรา ส่วนอีกคาแรกเตอร์อายุน้อยกว่า ซึ่งการตีความตัวละครที่ 2 หลักๆ เป็นเรื่องของความคิดที่เป็นเส้นตรงมากขึ้น ด้วยความที่เป็นเด็ก การตัดสินใจ การกระทำต่างๆ มันจะไม่ซับซ้อน ทำให้ไม่ได้คิดถึงผลกระทบหน้าหลังที่จะเกิดขึ้นตามมา

ซึ่งความไม่คิดหน้าคิดหลังนี่แหละเป็นต้นเหตุของเรื่องราวใน ‘บุปผาราตรี เกือบจะมิวสิคัล’

ตั้งแต่เข้าวงการมา ตัวตนของคุณเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน

ก็คงมีส่วนเหมือนตัวละครที่ผมรับบทนั่นแหละครับ (ยิ้ม) ตอนเด็กๆ เราคิดอะไรไม่ซับซ้อน แต่พอโตขึ้นองค์ประกอบต่างๆ ของชีวิตเยอะขึ้น รายละเอียดมากขึ้น ความคิดย่อมซับซ้อนขึ้นเป็นธรรมดา ความมุทะลุดุดันสมัยยังวัยรุ่นก็น้อยลง

มันเหมือนกับเราเคยผ่านมันมาแล้ว เราเคยเห็นแล้วว่าถ้าทำแบบนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น หรือบางสถานการณ์เราไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้มั้ง ประสบการณ์สอนเราให้เรียนรู้มากขึ้น

เข้าวงการมาเกือบ 20 ปี อะไรที่ทำให้ทุกวันนี้คุณยังสนุกกับการทดลองทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

น่าจะเป็นเพราะเราชอบพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา คือพัฒนามันไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถนะ บางทีความสามารถของบางคนก็มีขีดจำกัดของมันอยู่ แต่การพัฒนามุมมองความคิดที่มีต่องานหลากหลายรูปแบบในวงการบันเทิงทำให้ตัวเองไม่ล้าหลัง 

คุณต้องยอมรับความเก่งของคนอื่นอยู่เสมอ อย่ามองว่าเรามาถึงจุดนี้คือเราเก่งแล้ว เราก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าพี่คนนั้นเก่งว่ะ น้องคนนั้นเจ๋ง เพื่อให้เรารู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอว่าต้องเดินต่อไป ถ้าเรายอมรับและพัฒนาเรื่องพวกนี้ได้ มันจะทำให้เราพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เราเก่งขึ้นและเติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับคนเจ๋งๆ คนอื่น

ถ้าทุกคนคิดจะพัฒนาตัวเองโดยที่ไม่ได้เคลือบแฝงว่าอยากจะแก่งแย่งชิงดีหรือทำร้ายกัน วงการบันเทิงบ้านเราก็จะเจริญเติบโต จริงๆ เราสามารถเอาหลักการนี้ไปใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิตเลยนะ

หลากหลายบทบาทในชีวิตของคุณทุกวันนี้ มันเป็นสิ่งที่คุณคิดมาตั้งแต่เด็กหรือเปล่าว่าสักวันจะต้องได้ทำ

ตอนนั้นเราคิดแค่ว่าน่าจะได้เป็นนักร้องแหละ ไม่น่าพลาดเป้าหมายแรก (ยิ้ม) แล้วหลังจากนั้นก็คิดเป็นสเต็ปว่าเราน่าจะแต่งเพลงได้ เราน่าจะมีเพลงสักเพลงที่เขายอมให้เป็นเครดิตของเรา เขาน่าจะยอมให้เรากำกับเอ็มวีสักตัวหนึ่ง เราน่าจะทำหนังได้ว่ะ พอทำหนังได้เราก็น่าจะทำละครได้นะ ผมก็ค่อยๆ ทำจนมั่นใจไปทีละสเต็ปของชีวิต

แต่ทีนี้พอถึงจุดหนึ่งที่มันเป็นจุดที่ได้ทำ เราก็ไม่อยากให้คนมองว่าไอ้นี่แค่พอทำได้ เรารักสิ่งที่เราทำ มันไม่ใช่แค่การทดลองแล้ว เราก็ต้องมาหาทางว่าจะทำยังไงให้เราได้เป็นคนในสายงานนั้นจริงๆ แบบเต็มตัว ไม่ใช่แค่มือสมัครเล่น แต่ต้องให้ทุกคนยอมรับในฝีมือให้ได้

เหมือนคุณจะไม่ได้หยุดพักเลยนะเนี่ย

คือเรามองว่าเป็นอาชีพ พอเรามองว่ามันเป็นอาชีพปุ๊บ เราจะเริ่มคิดแล้วว่าจะอยู่กับอาชีพนี้ไปนานแค่ไหน นี่คืองานของเรา ออฟฟิศของเรา ก็ต้องทำงานไม่ให้โดนไล่ออก (ยิ้ม) ผลงานมันจะเป็นตัววัดมาตรฐานและความตั้งใจของเราเอง

คุณเป็นคนที่ดำดิ่งไปกับการทำงานแค่ไหน

ถ้างานเพลงเราจะค่อนข้างสบายๆ แต่ถ้าเป็นงานกำกับอะไรพวกนี้ปัญหามันเยอะ ทั้งเรื่องบท เวลาทำงานไม่เพียงพอ งบประมาณที่ต้องจัดสรร ปัญหาเรื่องคนอีก ยิ่งทำงานกับคนเยอะเรื่องจุกจิกก็จะตามมาเยอะเช่นกัน เพราะความตั้งใจในการทำงานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน แล้วเราจะเป็นคนที่อยู่กับคนไม่ตั้งใจไม่ได้

ถ้าเราสามารถเอาคนที่ไม่ตั้งใจออกไปจากสารบบการทำงานได้มันก็ดีไป แต่บางครั้งเราทำอย่างนั้นไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีดีลกับเขา ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็จะเดินหนี ไม่ปะทะ ปล่อยเขาไป ถ้าเขาไม่ตั้งใจแบบนี้ต่อไปเรือยๆ เดี๋ยวชีวิตเขาก็พังไปเอง

ชีวิตตอนนี้เป็นวัย 30 กลางๆ แบบที่คุณเคยคิดไว้หรือยัง

เราคิดไว้ว่าวัยนี้จะต้องเป็นช่วงที่หน้าที่การงานชัดเจน ซึ่งตอนนี้ก็เป็นแบบนั้น ในที่สุดเราก็สามารถทำงานทุกอย่างได้โดยไม่ต้องวิ่งขายงานแล้ว มีงานเข้ามาเสนอให้เราทำ นั่นหมายถึงผลงานที่ผ่านมาของเรามันแตะมาตรฐานบางอย่างที่คนยอมรับ

แต่เราดันลืมคิดไว้ว่าในวันที่งานกำลังไปได้ดี ร่างกายของเราก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาเช่นกัน (หัวเราะ) มันเหนื่อยกว่าที่คิด บางครั้งผมเบลอไปเลยเพราะมีหลายอย่างอยู่ในหัว ทำให้คิดไม่ทัน ซึ่งเวลาเป็นแบบนั้น ถ้าไม่รีบดึงตัวเองกลับมาให้เร็วที่สุด งานจะล้มตามๆ กันเหมือนโดมิโนเลย

ที่ผ่านมา เราเลยพยายามจะเริ่มจัดตารางชีวิตตัวเอง เราจะบ้าพลังแบบเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว รู้ตัวเลย (ยิ้ม)

คุณคิดว่างานในวงการบันเทิงมันมีวันหมดอายุไหม

ถ้ามองในภาพรวมมันไม่มีวันหมดอายุอยู่แล้วครับ เราก็เห็นตัวอย่างมากมายในวงการ นักแสดง นักร้อง เขาก็ยังมีการทำงานด้านนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ จนเขาสิ้นลมหายไปใจ หรือแม้กระทั่งคนทำงานเบื้องหลังก็ตาม ผู้กำกับรุ่นเก๋าของไทยบางท่านอายุ 70 กว่า ก็ยังสนุกกับการทำงานอยู่เลย ในความคิดของเรา อายุการทำงานของคนในวงการนี้ จริงๆ แล้วค่อนข้างยาว ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเขาเองว่าจะไปต่อถึงจุดไหน

ส่วนตัวเราเองคงไม่หยุดทำงานในวงการนี้หรอก แต่คงทำให้น้อยลง ต่อไปอาจจะรับแค่ปีละ 1 ศาสตร์ คือเพลง หนัง กำกับ ก็อย่างละแค่ 1 ชิ้น มันคงไม่เป็นการทำงาน 7 วันทั้งปีแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว เราอยากมีชีวิตมากกว่านั้น ตอนนี้เหมือนชีวิตของเราหายไป

คำว่ามีชีวิตของคุณคือยังไง

คือการตื่นเช้ามามีเวลานั่งดูหมาวิ่งวนไปวนมา มีเวลาเช็กหนังเข้าใหม่สัปดาห์นี้ มีเวลาไปดูหนังในโรงแบบคนอื่นๆ มีเวลาได้ดูซีรีส์ที่อยากดูแค่วันละตอนก็ยังดี การใช้ชีวิตสามัญธรรมดาแบบนี้แหละที่มันหายไป

ดูคุณจะเป็นคนที่ครุ่นคิดกับชีวิต

เราเป็นคนชิลล์มากเลยนะ (หัวเราะ) หลายๆ คนชอบบอกว่าเราเป็นคนซีเรียสกับชีวิต ทั้งที่จริงเราเป็นคนสบายๆ เวลาอยู่บ้านนี่เราโคตรไร้สาระเลย ล่องลอยมาก

เวลาทำงานเราจริงจังแต่ก็มีความยืดหยุ่นสูง เราไม่ใช่คนประเภทที่จะวีนแตกใส่ลูกทีมเลย ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทุกคนในทีมจะทำได้ก็พอ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างที่บอกว่าผมชอบทำงานกับคนตั้งใจ คือถ้าคุณพยายามเต็มที่แล้วแต่มันไม่ได้ แบบนั้นผมโอเค เราพยายามหล่อเลี้ยงบรรยากาศการทำงานให้มันดีอยู่เสมอ ในกองถ่าย ในห้องอัด เรามีแต่เสียงหัวเราะ เมื่อทุกคนมีความสุข ทุกคนจะอยากมาทำงานด้วยใจ

เพราะเคยทำงานเบื้องหน้ามาด้วยหรือเปล่า เลยทำให้เรารู้วิธีดีลกับการทำงานเบื้องหลัง

นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่หลักๆ มันน่าจะเป็นเพราะผมเป็นคนที่ค่อนข้างใส่ใจความรู้สึกคนอื่นมากกว่า มันเหมือนเป็นอัตโนมัติของเราอยู่แล้ว

คุณยังมีบทบาทหรือความฝันอะไรอีกไหมที่ยังไม่ได้ลองทำ

เราอยากมีโอกาสร่วมทำงานโปรดักชันที่ต่างประเทศ ในงานด้านไหนก็ได้ ฟิล์ม ซีรีส์ หรืองานเพลงก็ได้ มันเป็นประสบการณ์ที่ผมเองก็อยากรู้ว่าเขาทำงานกันยังไง คิดงานกันยังไง แม้กระทั่งระยะเวลาการทำงาน เราอยากรู้ว่าเขามีเวลามากน้อยแค่ไหนในการทำผลงานขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง

หลายคนมองวงการบันเทิงไทยว่าทำไมเราไม่เทียบเท่าฮอลลีวูด ไม่เทียบเท่าเกาหลีใต้หรือไต้หวันสักที แต่ถ้ามองลึกมาจนถึงเบื้องหลัง ณ วันนี้ ระยะเวลาหรืองบประมาณที่ใช้ในการผลิตผลงานสักชิ้นของไทยมันก็ยังไม่ไปถึงจุดเดียวกับวงการบันเทิงประเทศอื่นๆ ด้วยค่าตัวผู้กำกับ นักแสดง และทีมงาน มันก็ไม่เพียงพอ ทำให้เขาต้องรับงานมากกว่า 1 ชิ้นในแต่ละช่วงเวลา

ซึ่งแน่นอนปัญหาที่ตามมาคือความไม่ 100% เพราะต้องแบ่งเวลาไปให้กับอีกงานหนึ่งด้วย ต่างจากประเทศที่อุตสาหกรรมด้านนี้เติบโตมากๆ เขามีงบประมาณ มีเวลาเพียงพอ นักแสดงไม่ต้องไปวิ่งรับอีเวนต์คู่ สามารถโฟกัสที่งานงานเดียวได้อย่างเต็มที่

ทำให้เราอยากลองเอาตัวเองไปอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ที่ประเทศอื่นดู ถ้าเราอยู่ในจุดนั้น เราจะทำงานได้โอเคไหม จริงๆ บุคลากรของไทยเก่งๆ ทั้งนั้น เพียงแต่เราไม่มีเงินทุน ไม่มีเวลาที่จะผลิตได้ถึงขนาดนั้น อย่างการที่ Netflix เข้ามาที่ไทย มันค่อนข้างสร้างความตื่นตัวและแรงกระเพื่อมที่ใหญ่ทีเดียวให้กับวงการบันเทิงบ้านเรา

แต่คุณก็เคยไปใช้ชีวิตที่อังกฤษอยู่พักใหญ่ ตอนนั้นไปทำอะไร

ผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้ว ตอนนั้นเราแค่อยากไปพักเลย มันเป็นช่วงทบทวนชีวิตของตัวเองว่าเราจะทำอะไรกันแน่ ที่ตรงนี้เป็นที่ของเราจริงๆ หรือเปล่า หรือมันเป็นแค่ความฝันของเด็กคนหนึ่งที่เดินเข้ามาเสาะแสวงหา ตื่นเต้นกับมัน แล้วก็ถึงเวลาที่โชว์จะต้องจบลงแล้ว ตอนนั้นผมอายุ 29 ปี เป็นเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตให้ต้องคิดทบทวนว่าสิ่งที่เราทำมาตลอด เรารักมันจริงๆ ไหม เราจะเดินต่อไปกับมันหรือเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น

แล้วตอนนั้นตกตะกอนได้ว่า

ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วเราคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง เราเพลิดเพลินกับอะไร อะไรที่มันพุ่งเข้ามาสะกิดหู สะกิดตา สะกิดใจ ให้เราอยากจะนั่งอยู่ตรงนั้น และดื่มด่ำไปกับมัน ซึ่งสิ่งที่ตอบเราได้มากที่สุดก็คือเสียงเพลง เพราะเราใช้ชีวิตตอนเรียนที่ลอนดอนด้วยการนั่งฟังคนเล่นดนตรี ร้องเพลงเปิดหมวก ตลอดเวลา ผมก็ซื้อ KFC McDonald’s ไปนั่งกินและฟังเขาเล่นดนตรีแบบนั้นทุกวันๆ

พอเราได้เอาตัวเองออกไปจากสิ่งที่ทำระยะหนึ่ง เราก็รู้ว่านี่คือสิ่งที่เป็นตัวตน เราคงแค่เหนื่อยและอยากพัก

ชีวิตหลังจากนั้นเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

กลับมาพร้อมพลัง (ยิ้ม) เราก็กลับมาทำงานหลายอย่างเหมือนเดิม แต่พอโตขึ้นเราก็ยอมรับและแยกแยะได้ว่างานบางงานมันก็เป็นงานที่ทำเพื่อเลี้ยงชีพ ในขณะที่งานซึ่งมอบความสุข มอบแพสชันให้ บางครั้งมันไม่สามารถเลี้ยงเราได้

สำหรับคนที่ยังสับสนนะครับ เรามีทริกในการสำรวจความคิดตัวเองง่ายๆ ที่ใช้กับตัวเองมาแล้วคือ งานที่ต่อให้เราเหนื่อยกับมันแค่ไหน แต่ทุกครั้งที่ตื่นเช้าขึ้นมาเราไม่ได้อยากจะกดปิดนาฬิกาปลุก ทิ้งตัวนอนต่อ แล้วคิดในใจว่า แม่งเอ๊ย กูต้องไปทำงานนี้อีกแล้วหรอวะ (หัวเราะ)

งานที่ต่อให้เหนื่อยแทบตาย แต่คุณก็มีพลังที่จะสู้ต่อเสมอ งานที่ต่อให้ทำจนถึงตี 2 ตี 3 รู้น่าว่ามันดึกแล้ว แต่มันก็ยังมีเวลาให้ลุยอีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะเช้า สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครให้คำตอบได้ นอกจากใจของคุณเอง

คุณเป็นคนที่ทำงานด้วยพลังและความตั้งใจ สิ่งเหล่านี้มีวันหมดไปหรือเปล่า

เอาจริงๆ ว่าพลังในการทำงานหรือใช้ชีวิตมันเป็นสิ่งที่มีวันหมดนะ (หัวเราะ) ช่วงที่ผ่านมา 2 – 3 ปี เชื่อไหมว่าเราแทบไม่ฟังเพลงเลย ขึ้นรถก็ขับเงียบๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เหมือนคนเบื่ออาหาร


แล้วคุณเอาตัวเองกลับมาจากอาการเบื่อนั้นยังไง

เรากลับมาฟังเพลงอีกครั้ง ตอนที่เริ่มตระหนักได้ว่าเสียงเพลงเป็นเหมือนหลุมหลบภัย กันให้เราออกจากโลกรอบข้างที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เป็นอีกแหล่งพลังงานที่ช่วยเติมเชื้อไฟ ในวันที่ต้องลากตัวเองไปทำงานเลี้ยงชีพ เพลงมันช่วยชีวิตเราได้ว่ะ (หัวเราะ)

แม้จะรักสิ่งที่ตัวเองทำแค่ไหน แต่มันก็มีอุปสรรคอยู่ในรายละเอียดนะ อย่างเราเป็นคนที่เข้ากับคนยาก แถมยังยิ้มยาก แต่งานของเราต้องเจอคนเยอะแยะ และเราก็ไม่อยากให้คนคิดว่าเราหยิ่ง เราเลยต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นมนุษย์ปกติ เสียงเพลงก็ช่วยจูนอารมณ์พวกนี้ให้เรา พอได้ใส่หูฟังเข้าสู่โลกของตัวเอง เมื่อถอดหูฟังก็พร้อมก้าวเข้าไปในโลกที่แชร์กับคนอื่นๆ

เพลงมันมีอิทธิพลกับเรามากเลย

ปกติคุณเป็นคนที่มีพฤติกรรมการฟังเพลงยังไง

เราเป็นคนที่ฟังเพลงซ้ำไปซ้ำมา (หัวเราะ) เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ เลย ผมฟังย้ำจนกว่าจะเบื่อเพลงนั้นไป โดยที่ระยะเวลาการฟังนี่นานมากๆ บางเพลงฟังวนอยู่หลายเดือน

เวลาเราฟังเพลงไหนย้ำๆ เราจะมีความรู้สึกดีร่วมกับเพลงนั้น แล้วถ้าเราหยุดฟังเพลงนั้นไปสัก 1 – 2 ปี เมื่อเพลงนั้นมันถูกเล่นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพโมเมนต์ช่วงที่เราฟังย้ำจะปรากฏขึ้นมาในหัวเราทันที เพลงเป็นเหมือนเครื่องบันทึกความทรงจำของเราได้เลย นี่คือเสน่ห์และความเจ๋งของดนตรี

คุณเป็นคนแบบไหน ระหว่างคนที่รอให้โชคชะตาพัดพากับไขว่คว้าหาเส้นทางของตัวเอง

เราเป็นคนที่วิ่งเข้าหาโชคชะตาเสมอครับ แต่เมื่อถึงจุดเส้นชัยเราจะชิลล์กับความสำเร็จนั้นนะ เราจะยังไม่วิ่งต่อ แต่จะปล่อยให้ตัวเองได้ดื่มด่ำไปกับความสวยงามของความสำเร็จตรงหน้า

เหมือนเราเป็นนักปีนเขา ในระหว่างปีนเราก็เหนื่อยนะ แต่ทุกครั้งที่เราหยุดพักเหนื่อย เรามีเวลานั่งรับลมมองดูเส้นทางโคตรยากที่ปีนผ่านมา แล้วในแต่ละขั้นก่อนจะไปถึงยอดเขาของความสำเร็จ วิวที่เห็นมันไม่เหมือนกันเลย

และเมื่อถึงจุดสูงสุดที่เราปักธงลงไป เราจะตั้งแคมป์เสพบรรยากาศอยู่บนนั้นนานมาก (ยิ้ม)

ละครเวที ‘บุปผาราตรี เกือบจะมิวสิคัล’ บุปผากลับมาคราวนี้ เฮี้ยนเหมือนเดิม… เพิ่มเติมคือเล่นสดบนเวที!หนูนา หนึ่งธิดา เป็นบุปผา แดน วรเวช เป็นแฟนบุปผา เตรียมมาขนหัวลุกพร้อมขนหัวเราะกลับบ้านไปพร้อมกัน 20 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2561 ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน ชั้น 7 เปิดขายบัตรวันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2561 ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาข

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load