ผมเรียกให้ผู้หญิงที่ผมรักแหงนมองนมเมฆ 

เธอตาโต

เมื่อ 10 ปีก่อน พวกเราไปฟัง พี่ชิว (ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ) เลกเชอร์เรื่องเมฆชนิดต่างๆ ในงานมีตติ้งครั้งแรกๆ ของ ‘ชมรมคนรักมวลเมฆ

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ‘เมฆนม’ จึงกลายเป็นเมฆที่ติดหู ติดตา และติดใจพวกเรามากที่สุด และนับตั้งแต่วันนั้นมาเราสองคนโดยเฉพาะอาบัน ก็ตั้งปณิธานกันว่าสักวันจะต้องเห็นเมฆนมกับตาตัวเองให้ได้

เมฆนมมีชื่อภาษาอังกฤษว่าเมฆแมมมาตัส (Mammatus) หรือเรียกย่อๆ ว่าเมฆแมมม่า (Mamma) ซึ่งหากใครชอบสังเกตเรื่องรากศัพท์ก็จะพบความละม้ายคล้ายคลึงกับคำว่าแมมมอล (Mammal) ที่แปลว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และแมมโมแกรม (Mammogram) ที่คุณผู้หญิงต้องไปรีดนมเพื่อตรวจมะเร็ง และคำว่า Mama หม่าม้า มอมมี่ แม่ และอื่นๆ อีกมากมายที่แปลว่าเจ้าของนมที่เด็กอยากดูด

ไม่แน่รากที่ลึกที่สุดจริงๆ ของศัพท์คำนี้ อาจจะมาจากเสียงของเด็กทารกที่ร้องแอ้ๆ อ้าๆ แล้วทำปากเปิดๆ ปิดๆ ไปด้วย จากนั้นเสียง มอ ม้า มันจะออกตามมาเองโดยธรรมชาติ กลายเป็น แม่ๆ มาม่า มอม ฯลฯ (แบบฝึกหัด : ให้นักเรียนทุกคนลองทำตามดู เริ่มจากส่งเสียง ออ อ่าง ก่อน แล้วอ้าปากหุบปากโดยไม่ต้องตั้งใจ เสียงมอม้าจะออกมาเอง) 

นี่น่าจะเป็นเสียงที่สร้างง่ายที่สุด เป็นเสียงแรกแห่งชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีไว้ดึงดูดความสนใจคนตัวใหญ่ๆ ให้เอานมมาเสียบปากหนูหน่อย หนูหิว สรุปแล้วคำว่า ‘แม่’ ก็คือคำที่เด็กเอาไว้ใช้เรียกคนมีนมนั่นเอง

ถามว่าทำไมเมฆถึงถูกตั้งชื่อตามนม ลักษณะของท้องฟ้าในยามปกคลุมด้วยเมฆแมมม่าจะเหมือนมีนมห้อยลงมาจากฟ้าเป็นร้อยๆ เต้า แต่ละเต้าเส้นผ่านศูนย์กลางเป็นกิโลเมตร นับเป็นนมที่ใหญ่และเยอะมาก ยิ่งครั้งที่ผมเห็นพร้อมอาบันวันนั้นเป็นเวลายามเย็น แสงอาทิตย์เริ่มสีสวย นมที่เห็นจึงเป็นนมเมฆสีทอง แลอร่าม

เราสองคนยืนดูมันด้วยกันจนเมื่อยคอ

เมฆนมสีทองที่อาบันกับผมยืนชมด้วยกันในยามเย็นวันหนึ่ง
เมฆนมสีทองที่อาบันกับผมยืนชมด้วยกันในยามเย็นวันหนึ่ง

ชายลามกคนแรกที่เห็นเมฆเป็นนมแล้วตั้งชื่อให้มันว่า Mammatus คือคุณ วิลเลียม เคลเมนต์ เลย์ (William Clement Ley) นักอุตุนิยมวิทยารุ่นแรกๆ ผู้ศึกษาเมฆและเขียนตำราชื่อ Cloudland ( ‘แดนเมฆ’ ตีพิมพ์ ค.ศ. 1894) ข้อสังเกตของเขาคือ ในขณะที่เมฆทั่วไปเวลาโตจะอวบฟูขึ้นบนในลักษณะที่เราชินตากัน เมฆแมมม่าเวลาโตจะอวบย้อยลงล่าง คล้ายว่ามีมวลอากาศเย็นบางอย่างดึงให้ท้องเมฆจมลงเป็นหย่อมๆ กลมๆ ซึ่งคุณวิลเลียมเขาเห็นเป็น ‘เต้าๆ’ จึงตั้งชื่อให้ตามนั้น

ชื่อและสัญลักษณ์เมฆแบบต่างๆ จากหนังสือ Cloudland ของคุณ William Clement Ley, 1894
ชื่อและสัญลักษณ์เมฆแบบต่างๆ จากหนังสือ Cloudland ของคุณ William Clement Ley, 1894

การเอานมไปตั้งชื่อสิ่งต่างๆ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เมฆ ไหนๆ วันนี้ก็พูดถึงนมแล้ว พูดเลยไปถึง ‘หัวนม’ ด้วยละกัน

หัวนมในภาษาชีวะใช้ศัพท์ว่าแมมมิลล่า (Mammilla) ซึ่งอาจคุ้นหูใครหลายคนที่ชอบเลี้ยงแคคตัส ในโลกของการเลี้ยงแคคตัสมีไม้อยู่กลุ่มหนึ่งชื่อว่าแมมมิลาเรีย (Mammillaria) เป็นที่นิยมมากทีเดียว คนไทยเรียกแคคตัสพวกนี้สั้นๆ ว่า ‘แมม’ แล้วก็ต่อท้ายด้วยขนนู่นขนนี่ เช่น แมมขนนก แมมขนแกะ แมมขนแมว อะไรก็ว่าไป ทุกๆ ชื่อล้วนสื่อไปในทางน่ารัก แต่คงมีน้อยคนมากที่จะนึกไปถึงขนหัวนม เหตุที่พืชชนิดนี้ได้สมยาหัวนมแต่แรก ก็เพราะหากแหวกขนของมันดูจะเห็นรูปแบบการเติบโตที่เป็นติ่งๆๆๆๆๆ ชูชันเรียงกันมากมาย เหมือนเอามือโดราเอมอนมาแปะหัวนมเข้าไปสัก 500 หัว

น้องแมมชนิดต่างๆ ที่บ้านผม มีทั้งแบบขนยาวขนสั้น อุยมาก อุยน้อย บ้างก็แตกเป็นกอหน้าตาเหมือนก้อนเมฆ
น้องแมมชนิดต่างๆ ที่บ้านผม มีทั้งแบบขนยาวขนสั้น อุยมาก อุยน้อย บ้างก็แตกเป็นกอหน้าตาเหมือนก้อนเมฆ

ชายลามกผู้รับผิดชอบการมองกระบองเพชรใสซื่อบริสุทธิ์ให้กลายเป็นกอหัวนม แล้วตั้งชื่อวิทย์ฐานให้มันจนคนเรียกขานต่อกันมาเป็นหลายร้อยปี ก็หาใช่ใครที่ไหน แต่คือคุณ คาร์ล ลินเนียส (Carl Linnaeus) ผู้ได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งอนุกรมวิธานของโลกนั่นเอง

คาร์ล ลินเนียส ผู้นี้โด่งดังมากในวงการจัดจำแนกและตั้งชื่อให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ อย่างเป็นระบบ ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ต้องประกอบด้วย 2 คำ อย่างเช่น Homo sapiens (มนุษย์) หรือ Felis catus (แมวเหมียว) ก็เป็นระบบที่เขาคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 และยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งถูกยืมไปใช้ในการจำแนกเมฆชนิดต่างๆ ด้วย ใครอยากเห็นหน้าตาของคุณลินเนียสให้ดูบนแบงก์ร้อยของสวีเดน จะเห็นแกอมยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ คุณลินเนียสภาคภูมิใจในความลามกของตัวเองมาก 

จินตนาการของแกไม่ได้จำกัดอยู่แค่นมอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งมีชีวิตที่แกตั้งชื่อแนวอีโรติกให้มีตั้งแต่เห็ดสกุล Phallus แปลว่าเห็ดลึงค์ วงศ์กล้วยไม้ Orchidaceae ซึ่งรากศัพท์กรีก Orchid แปลว่าอัณฑะ และที่พีกสุดในความคิดผมคือ แกตั้งชื่อให้ดอกไม้ชนิดหนึ่งว่า Clitoria ternatea คำหลังไม่มีอะไรเป็นแค่ชื่อแหล่งที่ค้นพบ (เกาะเตอร์นาเต อินโดนีเซีย) แต่คำแรกนั้นแปลตรงตัวได้อย่างชัดเจนว่า ‘ดอกคลิตอริส’ ดอกไม้นี้ในเมืองไทยเป็นดอกที่พบได้ดื่นดาษมาก คือ ‘ดอกอัญชัน’ นั่นเอง เมื่อรู้ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันแล้ว จงไปหารูปมาเพ่งพินิจพิจารณาดูอย่างถ้วนถี่อีกครั้ง แล้วคุณจะมองดอกอัญชันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ดอกอัญชัญ ชื่อวิทยาศาสตร์ Clitoria ternatea
ดอกอัญชัญ ชื่อวิทยาศาสตร์ Clitoria ternatea

ตะวันลับฟ้าไปแล้ว เมฆนมก็หายไปแล้ว

ผมมารู้ทีหลังว่า อาบันเข้าใจผิดมาตลอดว่าเมฆนี้ชื่อเมฆนมแมว เลยทำให้รู้สึกว่ามันน่าร้ากกก

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าอาบันรู้จักมันในนามเมฆนมเฉยๆ จะยังชอบมันเท่านี้หรือเปล่า

มนุษย์เราคือนักเชื่อมโยง

บางทีเชื่อมโยงแบบฟุ้งๆ แล้วก็จางหายไปเหมือนไอเมฆ

บางทีเชื่อมโยงแล้วก็หยดลงบนกระดาษ รอคอยให้คนอื่นเก็บไปโยงต่อ

เมฆยังมีนม แล้วทำไมผมจะมีคอลัมน์ไม่ได้


Special thanks to

พี่ชิว ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ – ผู้ชี้นำให้ผมรู้จักเมฆนมตั้งแต่แรก ตลอดจนจุดประกายให้ผมฉุกคิดเรื่องรากศัพท์ของคำว่า Mamma

พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน – ผู้ให้เกียรติและตื๊อเก่งจนผมได้กลับมาเขียนคอลัมน์อีกรอบ

น้องมารีญา – ผู้เล่าให้ฟังเรื่องแบงก์สวีเดนมีรูปคุณลินเนียส ทำให้ฉุกคิดเรื่องแกขึ้นมา

ขอบคุณอาบัน – ที่อยู่ดูนมเมฆด้วยกัน

ขอบคุณตัวเอง – ที่เปิดใจลองกลับมาเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานเหลือเกิน

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ความเงียบเกิดจากอะไร

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยเขียนบทความชื่อ “จิ้งหรีดไม่ส่งเสียง หิ่งห้อยไม่ส่องแสง”

บทความนั้นเริ่มต้นแบบนี้

ที่เกาะ Kauai (อ่านว่า ‘คาไวอิ’) ในหมู่เกาะฮาวาย เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วครับ

จิ้งหรีดที่นั่น อยู่ดี ๆ ก็พากันแขวนไมค์เลิกร้องเพลงเกือบหมด มันเกิดอะไรขึ้น ขึ้นชื่อว่าเป็นจิ้งหรีดหนุ่มก็ต้องร้องเพลงจีบสาวสิ จิ้งหรีดที่ไม่มีดนตรีกาลแบบนี้ ในสันดานช่างเป็นจิ้งหรีดชอบกลนัก ทำไมนะทำไม 

บทความนั้นเล่าต่อยืดยาวถึงงานวิจัยที่พยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้จิ้งหรีดบนเกาะหยุดร้องเพลง แต่ถ้าให้สรุปสั้น ๆ เลย สาเหตุนั้นก็คือแมลงวัน

แมลงวันสาวที่มีไข่ในท้องจะเกิดรสนิยมหลงใหลเสียงจิ้งหรีด และออกตามหาตัวนักร้องจนเจอ จากนั้นก็จะเข้าไปขอสัมผัสร่างกายแล้วฝากลูกเอาไว้ หนอนแมลงวันน้อย ๆ จะมุดเข้าไปเติบโตและกินเครื่องในจิ้งหรีดหนุ่ม เหมือนกินเอแคลร์จากข้างในออกมาข้างนอก จนกระทั่งร่างนักร้องเหลือแต่เพียงเปลือกแห้ง ๆ หนอนอ้วนจึงไชทะลุออกมาและเติบใหญ่เป็นแมลงวันปรสิตรุ่นต่อไป

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง
การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

หลังจากแมลงวันชนิดนี้ (Ormia ochracea) ขึ้นเกาะคาไวอิมาได้ 20 กว่าชั่วอายุจิ้งหรีด ยามราตรีของที่นั่นก็เหลือเพียงความเงียบสงัด

หรีดหริ่งเรไร เจ้าหายไปไหนกันหมด คุณซุค (Marlene Zuk) นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่าการรุกรานของแมลงวันปรสิต อาจจะทำให้จิ้งหรีดสูญพันธุ์ไปจากเกาะแล้ว

เธอให้สัมภาษณ์รายการวิทยุของแคนาดารายการหนึ่งว่า “พวกเราขับรถวนไปวนมาอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเลยแม้แต่ตัวเดียว ตอนแรกก็คิดว่า เออ มันคงไม่เหลือแล้วล่ะ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองลงจากรถไปดูสักหน่อยละกันผลปรากฏว่า ตกใจแทบช็อกแน่ะค่ะ! ในความมืดบริเวณที่ไฟหน้ารถสาดแสงออกไปนั้น มีจิ้งหรีดเดินอยู่เต็มพื้นไปหมด!

“คุณต้องเข้าใจนะ ว่าสำหรับคนที่ศึกษาจิ้งหรีดมาเยอะ ๆ อย่างดิฉันเนี่ย การได้เห็นภาพจิ้งหรีดอยู่รวมกันเยอะ ๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มันเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกเป็นอย่างมาก!”

หลังจากนั้น คุณซุคและคณะก็มุ่งมั่นศึกษาปรากฏการณ์นี้ต่อ จนค้นพบว่าประชากรจิ้งหรีดเกือบทั้งเกาะได้วิวัฒนาการกลายเป็นจิ้งหรีดใบ้ไปเสียแล้ว เมื่อส่องดูใต้กล้อง ซี่หวีที่อยู่บนปีกของพวกมัน ซึ่งปกติเอาไว้เสียดสีกันเพื่อให้เกิดเสียง บัดนี้ได้กลายเป็นปีกเรียบ ๆ ที่สีไม่ดังไปเรียบร้อย

ถามว่าถ้าไม่ร้องเพลงแล้ว พวกมันยังหาคู่ได้สำเร็จจนไม่สูญพันธุ์ได้ยังไง นั่นเป็นคำถามที่ดีแต่ขอเก็บเอาไว้ก่อน เฉพาะหน้านี้ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดและสำรวจคือ ปรากฏการณ์ที่ว่า เมื่อมีภัยคุกคามบางอย่างคอยกดเสรีภาพในการแสดงออกเอาไว้ แสดงออกแล้วเสี่ยงอันตราย แสดงออกแล้วโดนกินไส้ นาน ๆ เข้า ธรรมชาติก็คัดเลือกให้เหลือแต่ความเงียบ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดแต่ในจิ้งหรีด แต่ยังเกิดในหิ่งห้อย ‘เงียบแสง’

หิ่งห้อยแต่ละชนิดมีระบบจีบกันด้วยภาษากะพริบแสงที่หลากหลายมาก บ้างรวมกลุ่มกันเยอะ ๆ เกาะนิ่ง ๆ บนใบไม้แล้วกะพริบพร้อม ๆ กัน (แบบที่คนชอบไปลงเรือดูกันแถวอัมพวา) บ้างก็บินไปกะพริบไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เหนือพงหญ้าหรือหนองน้ำ ในหิ่งห้อยประเภทนี้ ตัวผู้แต่ละชนิดจะมีรหัสกะพริบจีบของตัวเอง และตัวเมียที่เป็นชนิดเดียวกัน ก็จะมีรหัสในการกะพริบตอบขึ้นมาจากพื้น เช่น สมมติตัวผู้บินกะพริบ ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… แปลได้ว่า “เฮ่ น้องสาว… เฮ่ น้องสาว…” 

พอตัวเมียของชนิดนี้มองขึ้นมาเห็นก็อาจจะกะพริบตอบกลับว่า ปุ๊บ ๆ ปั๊บ… “เฮ่ พี่ชาย… เฮ่ พี่ชาย” แล้วพอรหัสถูกต้องกันทั้งสองฝ่าย ตัวผู้ก็จะบินลงไปหาตัวเมียแล้วเจรจาระยะใกล้กันต่อ ซึ่งจะเสพสมบ่มิสมยังไงก็ต้องลุ้นกันอีกที

ในขณะเดียวกัน ตัวผู้ของชนิดอื่นในท้องถิ่นเดียวกันก็อาจจะบินกะพริบเป็นรหัสอื่น เช่น ป้าด ปุบ ๆ… ป้าด ปุบ ๆ … แปลได้ว่า “แม่ยอดหญิงอยู่ไหน แม่ยอดหญิงอยู่ไหน” ซึ่งตัวเมียของชนิดแรกพอเห็นรหัสนี้อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่เกิดอารมณ์ แต่ตัวเมียของชนิดที่ตรงกันอาจจะรีบกะพริบตอบทันทีว่า ปุริ ๆ ปริ๊บ ๆ… “อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย” และโลกการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อยก็ดำเนินมาอย่างผาสุก… เกือบจะผาสุก

ที่ประเทศอเมริกา มีหิ่งห้อยตัวเมียอยู่ชนิดหนึ่งชื่อโฟทูริส (Photuris sp.) นางรู้รหัสตอบรับการจีบของตัวผู้แทบทุกชนิดในละแวกที่นางอยู่ ตัวผู้น้องสาวมา นางก็พี่ชายกลับไป ตัวผู้แม่หญิงมา นางก็พ่อหนุ่มกลับไป ไม่ว่าตัวผู้ชนิดไหนบินผ่านมาจีบ นางก็ตอบสนองเรียกลงมาหาได้หมด เพียงแต่ว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมการหาคู่ผสมพันธุ์ของนาง แต่เป็นพฤติกรรมการหาอาหาร

จากมุมมองของหิ่งห้อยตัวผู้ หนุ่มที่คิดว่าคืนนี้ได้คู่แล้ว ค่อย ๆ ร่อนลงมาแลนดิ้งตรงจุดที่สาวกะพริบไฟตอบด้วยความปรีดา ปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือตัวเมียร่างยักษ์ซึ่งใหญ่กว่ามันประมาณ 4 – 5 เท่า เขี้ยวยาวน้ำลายหยด ตากลมโตกำลังจ้องเหยื่ออันโอชะ ง่ำ! นั่นคือภาพสุดท้ายในชีวิตที่มันได้เห็น หิ่งห้อยหนุ่มอาจไม่ได้ตายในทันที แต่ในระหว่างที่ถูกเคี้ยว ไฟที่ตูดมันก็อาจกะพริบปริบ ๆ “ไม่น่าเลยตู… ไม่น่าเลยตู…”

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

เช่นเดียวกับในจิ้งหรีด ภัยคุกคามต่อการแสดงออกอย่างเสรีได้กดดันให้หิ่งห้อยจำนวนหนึ่งเกิดวิวัฒนาการกลายเป็นหิ่งห้อยเงียบแสง พวกมันเลิกกะพริบไฟ บอกลาพระจันทร์ แล้วย้ายช่วงเวลาหาคู่ไปอยู่ตอนกลางวันแทน หิ่งห้อยกลางวันหรือหิ่งห้อยมืด (Dark Fireflies) มีให้พบได้ทั้งที่อเมริกาและอีกหลาย ๆ ประเทศ นักวิทย์สันนิษฐานว่า ปรากฏการณ์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นผลตอบสนองต่อการโดนหิ่งห้อยด้วยกันเองเล่นงาน ก็คงเป็นเพราะภัยคุกคามอื่น ๆ อันตามมาจากการกล้าแสดงตัวในความมืด

หิ่งห้อยกลางวันหลายชนิดทุกวันนี้ยังคงมีซากตะเกียงที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่ง บรรพบุรุษของพวกเจ้าเคยส่องแสงสู้รัตติกาล

คอลัมน์นี้เริ่มต้นมาด้วยการเอาเมฆไปโยงกับนม

เพราะฉะนั้น ในตอนจบซีซั่นนี้ ขอกระผมลองเอาแสงหิ่งห้อยและเสียงจิ้งหรีดมาโยงกับความรู้สึกคนบ้างจะเป็นไรไป

ผมสังเกตตัวเองและหลายคนรอบตัว

ผมเห็นบางคนที่มีโลกภายในงดงามมหัศจรรย์ราวกับป่าเวทมนตร์ แต่มักกดตัวเองเอาไว้ ไม่กล้าปล่อยแสงหรือเปล่งเสียงออกมา เพราะกลัวเป็นตัวประหลาด กลัวถูกมองว่าอยากเด่น กลัวจะโดนริษยา ตัดสิน รังแก รังเกียจ

ผมเห็นใจบางดวงที่เจ็บแล้วจ๋อย บางดวงที่ช้ำแล้วหวาดระแวง

ผมเห็นกรอบ ระบบ และสังคม ที่กดทับความคิดสร้างสรรค์

ผมเห็นเด็กที่เติบโตมาในยุคที่ผู้คนโดนไวรัสง้างให้ห่างจากกัน

ผมรู้สึกถึงบรรยากาศของหลาย ๆ แห่ง ที่ความตายด้านติดต่อได้เหมือนไวรัสซอมบี้ ติดแล้วไม่ได้อยากกินสมอง แต่อยากใช้สมองให้น้อยที่สุด แล้วทำให้มันจบไปวัน ๆ จะแสดงออกทำไม ถ้าทำไปก็ไร้ประโยชน์

ผมเห็นหิ่งห้อยที่เคยเปล่งแสงเต็มที่ แต่เมื่อไม่เคยเจอเพื่อนร่วมสปีชีส์กะพริบตอบกลับมาเลย แสงก็ค่อย ๆ หรี่ลง มอดลง

กระนั้นก็ตามแต่ แม้โลกนี้จะมีปัจจัยมากมายคอยบีบกดให้เราเงียบเสียงและดับแสง แต่พลังชีวิตก็เป็นพลังประหลาดที่สุดท้ายหาช่องทางแสดงออกของมันได้เสมอ

หิ่งห้อยกลางวัน ทิ้งโลกวับ ๆ วิบ ๆ ของการกะพริบแสงยามค่ำคืน มาเริงรัญจวนกันทางกลิ่นแทน ระบบสื่อสารผ่านฟีโรโมนและหนวดที่เอาไว้รับกลิ่นของพวกมันพัฒนาดีมาก ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่นและปลอดภัย

จิ้งหรีดรอบ ๆ เกาะคาไวอิยิ่งมีวิวัฒนาการประหลาดล้ำหลายทิศทาง บางประชากรกลับมาส่งเสียงร้องเพลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นเสียงครางเบา ๆ ต่ำ ๆ เหมือนแมวคราง ซึ่งเอาไว้ใช้กระซิบบอกรักกันในระยะใกล้แบบไม่ให้แมลงวันรู้ จิ้งหรีดตัวเมียเองก็เปลี่ยนรสนิยมมาชอบเพลงแนวนี้ แทนที่จะชอบเสียงแหกปีกแหลม ๆ ดัง ๆ เหมือนเมื่อก่อน

ขณะเดียวกัน ถ้าไปดูในบางพื้นที่ ตัวเมียก็ยังคงชอบตัวผู้ที่เสียงดังอยู่ และกลายเป็นว่าประชากรจิ้งหรีดในยุคแมลงวันระบาด เหลือตัวผู้ใจกล้าไม่กี่ตัวที่ปักหลักเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว นอกนั้นเป็นตัวผู้ปีกใบ้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ที่มาคอยรายล้อมให้กำลังใจเงียบ ๆ พร้อมทั้งคอยดักจีบสาว ๆ ที่ถูกดึงดูดมาด้วยเสียงของลูกพี่ซูเปอร์สตาร์กับบทเพลงกรีดปีกท้าทายปรสิต แม้เสี่ยงตาย แต่สุดท้ายลูกพี่ได้ใจสาวทั้งตำบล ต่อให้พบจุดจบด้วยการโดนหนอนไชพุงก็ถือว่าคุ้มแล้ว

จะเห็นว่าการตอบสนองต่อภัยคุกคามการแสดงออกนั้นมีทุกรูปแบบ

มีกระทั่งหิ่งห้อยที่นอกจากส่องแสงแล้ว ยัง ‘ส่งเสียง’ สู้กับค้างคาวได้ด้วย!

นี่เป็นเรื่องที่เพิ่งค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้เลย ว่าหิ่งห้อยหลายๆ ชนิดกระพือปีกให้เกิดคลื่นความถี่เสียงย่านอัลตราซาวด์ซึ่งตรงกับที่หูค้างคาวได้ยินพอดี นักวิจัยยังไม่ฟันธงว่าหิ่งห้อยใช้ความสามารถนี้ทำอะไรกันแน่ แต่ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ พวกมันสร้างสารพิษสะสมในตัว แล้วใช้เสียงประกาศก้องให้ค้างคาวรู้ชัดไปเลยว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “ฉันแดนเจอรุส!” แนวคิดเดียวกับที่สัตว์มีพิษยามกลางวันมักใช้ลวดลายสีสันฉูดฉาดบอกเตือนให้ผู้ล่าจดจำได้ ปรากฏการณ์นี้ในหิ่งห้อยอาจจะเป็นเรื่องใหม่อยู่ แต่ตัวอย่างการใช้เสียงสู้ค้างคาวในผีเสื้อกลางคืนนั้นได้รับการศึกษาและยืนยันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้อัลตราซาวด์เพื่อประกาศความอันตราย หรือเพื่อแจมระบบโซนาร์ของค้างคาวก็ตามแต่

ในกรณีเหล่านี้ ภัยคุกคามอาจเป็นเครื่องท้าทายให้ชีวิตที่ไม่เคยส่งเสียงมาก่อน เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาได้เช่นกัน

ทว่า ในบางค่ำคืน

ผมก็พบตัวเองยืนมองแสงหิ่งห้อยและฟังเสียงจิ้งหรีด

และค้นพบใจที่ดำรงอยู่อย่างไม่ต้องดิ้นรนแสดงตน

ใจที่ดังโดยไม่ต้องส่งเสียง

ใจที่สว่างโดยไม่ต้องส่องแสง

เลยเสียงหรีดหริ่งเรไรและแสงหิ่งห้อยขึ้นไป

เหนือเมฆและดวงจันทร์สู่จักรวาลอันไกลโพ้น มีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน

แสงดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ดำรงอยู่ได้ ด้วยแรงกดดันที่สมดุล

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load