8 มิถุนายน 2564
5 K

คงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘มาม่า’ 

และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเป็นเหมือนเราที่เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกแบรนด์จนติดปากว่า มาม่า ไปแล้ว

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2501 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นในญี่ปุ่นโดย โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้อยากสร้างอาหารที่ทานได้ทุกวันโดยไม่ต้องออกไปข้างนอก ก่อนจะขยายไปยังประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลเช่นกัน

ใน พ.ศ. 2515 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เห็นโอกาสในการสร้างแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย โดยร่วมทุนกับยูนิ-เพรสซิเดนท์จากประเทศไต้หวัน เพื่อก่อตั้งบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมา

12 เคล็ดลับของ ‘มาม่า’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

ชื่อยี่ห้อ ‘มาม่า’ มีต้นกำเนิดมาจากคำว่า ‘แม่’ ด้วยเหตุผล 2 ข้อใหญ่ๆ

หนึ่ง เพราะเป็นคำแรกที่เด็กๆ มักจะพูดได้

สอง แม่คือคนที่ทำอาหารอร่อยๆ ให้เรากินอยู่เสมอ

เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท มาม่า

The Cloud มีนัดกับ เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท ซึ่งจะมาเล่าเรื่องแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ธุรกิจไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่วันแรก แต่ด้วยจุดแข็ง กลยุทธ์ที่แก้ปัญหาทั้งตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด และให้ความสำคัญกับ ‘สินค้าดี’ เป็นอันดับแรก ทำให้มาม่าเติบโตมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นแบรนด์ที่มียอดผลิตมากกว่า 6 ล้านซองต่อวัน

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในสินค้าที่เราเห็นกันบนชั้นขายของจนคุ้นตา แต่ตลอดบทสนทนานี้ เราพบว่ามันไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ที่เรากินจนคุ้นปาก หากเป็นสิ่งที่อยู่กับเราในแทบทุกช่วงสำคัญของชีวิต 

ข้อแนะนำ : หากต้มมาม่ากินระหว่างอ่านบทความนี้จะได้อรรถรสมากขึ้น

1. มาม่าเข้าตลาดในวันที่ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่าบะหมี่ชาม และเป็นผู้นำร่องกลยุทธ์การขายแบบชงชิม

ย้อนกลับไปวันแรกที่เข้าตลาดใน พ.ศ. 2515 ปีที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยหลายยี่ห้อวางจำหน่ายในเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยราคาขายที่แพงกว่าบะหมี่ชามที่ขายทั่วไปตามท้องถนน ธุรกิจในตอนนั้นตามคำบอกเล่าของเพชรคือ ‘ขายแทบไม่ได้เลย’

แบรนด์ต้องเจออุปสรรคมากหมาย ตั้งแต่ปัญหาในกระบวนการผลิต การกระจายสินค้าที่ยังไม่สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ จนยูนิ-เพรสซิเดนท์ บริษัทหุ้นส่วนจากไต้หวันตัดสินใจแยกทางไป

“แต่สหพัฒน์ฯ ไม่ยอมแพ้หรอก เราต้องไปให้ถึงเป้าหมาย” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

บริษัทตัดสินใจลองทุกวิถีทางตั้งแต่วิทยาศาสตร์จนถึงไสยศาสตร์ หากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการทำให้คนรู้จักสินค้าที่ไม่คุ้นชื่อ แบรนด์ใช้วิธีชงชิม (แบบที่เราคุ้นชินกันในวันนี้) เพื่อให้คนได้ลองทาน ในยุคที่ห้างสรรพสินค้ายังไม่เฟื่องฟู ก็ต้องไปตามสถานีรถสาธารณะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาศัยจุดแข็งในการกระจายสินค้า ทำให้มาม่าสามารถครอบคลุมได้ถึง 90 เปอร์เซ็นทั่วประเทศ พัฒนาจนสินค้าดี อร่อย มีคุณภาพ เพราะเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังไงสินค้าก็ต้องดีเป็นอันดับหนึ่ง

2. การเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า ‘มาม่า’ เป็นทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบทางธุรกิจ

หลังจากเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสูง ชื่อของ ‘มาม่า’ กลายมาเป็นชื่อเรียกแทนประเภทสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (Generic Name) เมื่อเราพูดคำว่า ‘มาม่า’ คำถามที่ต้องเจอต่อก็คือ “ยี่ห้อไหน” ทั้งๆ ที่มาม่าก็เป็นยี่ห้ออยู่แล้ว

ข้อได้เปรียบคือ คนชื่อชอบ ติดปาก เรียกง่าย ใครๆ ก็พูดถึง แต่พอถึงจุดหนึ่ง การเรียกเหมารวมผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดส่งผลต่อการจดจำแบรนด์ของผู้บริโภค และกลายเป็นข้อเสียเปรียบ

“เวลาทำโฆษณาก็กลายเป็นโฆษณาให้ยี่ห้ออื่นไปด้วย” เพชรเล่าติดตลก “แต่เราก็ภูมิใจนะ วันนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เมื่อก่อนรสชาติซ้ำกัน แพ็กเกจจิ้งก็เหมือนกัน หยิบผิดได้เลย มาวันนี้การรับรู้สื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

“การทำธุรกิจของเราก็เปลี่ยนไป เราจะพยายามไม่ออกรสชาติใหม่เหมือนคู่แข่ง ถ้าเขาออกแล้ว เราจะไม่ออกซ้ำ ฝั่งเขาก็เช่นเดียวกัน”

นอกจากนี้ แบรนด์ใช้วิธีเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นเอกลักษณ์ แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงใช้รูปพรีเซนเตอร์บนซองให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง และให้คนจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

3. สาเหตุหนึ่งที่รสต้มยำกุ้งเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เพราะมีน้ำหนักน้อยที่สุด

บะหมี่สำเร็จรูปที่นำเข้ามาจัดจำหน่ายในช่วงแรกๆ มีน้ำหนักถึง 70 กรัม ตามอิทธิพลที่ได้รับมาจากวัฒนธรรมประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่พอดีกับผู้บริโภคคนไทย เพราะตัวเล็กกว่า ทานน้อยกว่า บะหมี่ก้อนขนาดใหญ่จึงมีจำนวนมากเกินไป 

เมื่อทานได้น้อย เส้นก็อืดน้ำ รสชาติไม่ถูกปาก จึงไม่เกิดการซื้อซ้ำ แบรนด์เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจลดน้ำหนักของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหลือ 60 กรัมให้เหมาะสำหรับคนไทย 

จนกระทั่งวันที่มาม่ารสต้มยำกุ้งออกสู่ตลาดด้วยโฉมใหม่กับซอง Metalized (ฟิล์มพลาสติกฉาบด้วยโลหะอะลูมิเนียม) แบบมันวาวต่างจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ บนชั้น มีเครื่องปรุงอย่างน้ำพริกเผาเพิ่มเข้ามา และด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงต้องลดน้ำหนักเส้นบะหมี่เหลือ 55 กรัม ซึ่งกลายเป็นน้ำหนักที่พอดิบพอดี เมื่อเส้นรวมกับเครื่องปรุง เกิดรสเข้มข้นจนเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เทียบให้เห็นง่ายๆ ว่าถ้ายอดขายทั้งหมดคือ 100 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายต้มยำกุ้งก็เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว 

ทีมงานของมาม่าจึงพูดกันทีเล่นทีจริงเสมอว่า ต้มยำกุ้งขายดีที่สุดเพราะน้ำหนักน้อย

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

4. วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร คือเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

มาม่าเป็นแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกในโลกที่นำวัสดุ Metalized มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ของรสต้มยำกุ้ง

เพราะผู้บริหารมองว่า นี่คือปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้แบรนด์จากสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ในท้องตลาด จึงมีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกระดาษแก้ว ก่อนปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา

อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย ใช้วัสดุหลักๆ อยู่ 3 อย่าง คือ พลาสติก โฟม และกระดาษ ฮ่องกงใช้โฟม ประเทศไทยใช้พลาสติกมาก่อน ส่วนจีนก็เคยใช้พลาสติกแบบประเทศไทย

จีนเป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกเป็นกระดาษ เพราะเจอปัญหาเวลาที่มีวันหยุดประจำชาติ ข้างทางรถไฟจะเต็มไปด้วยขยะพลาสติก จึงออกกฎหมายว่าไม่อนุญาตให้ใช้พลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

มาม่าเองก็ศึกษาเกี่ยวกับแพ็กเกจจิ้งหลายรูปแบบที่จะมาทดแทนพลาสติก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อแม้ว่าราคาขายต้องเท่าเดิม ยุคนั้นถ้วยกระดาษมีใช้แค่กับกาแฟและไอศกรีม จนได้เจอวัสดุกระดาษที่ทำให้ไม่ต้องขึ้นราคาขายเมื่อ 15 ปีก่อน และเป็นเจ้าแรกในประเทศที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกมาเป็นกระดาษ ก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะปรับตัวด้วยซ้ำ

5. ตีตลาดต่างประเทศ โดยไม่คิดจะไปแทนที่แบรนด์ของชาติ

มาม่ามีโรงงานอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา กัมพูชา บังกลาเทศ และฮังการี ส่งออกไปยัง 60 ประเทศทั่วโลก โดยมียอดขายอันดับหนึ่งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

รสซุปไก่ขายดีที่สุดในต่างประเทศ แต่ไม่มีขายในไทย

ในยุโรปไม่มีรสหมูสับ เพราะโรงงานเป็นฮาลาล เครื่องปรุงทั้งหมดส่งตรงจากเมืองไทย น้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซีย ส่วนแป้งเป็นของในทวีป

บางประเทศมีรสชาติพิเศษที่ปรุงขึ้นเพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินของประเทศนั้นๆ เช่น รสหมี่กะทิในเมียนมา หรือรสอาหารประจำของบังกลาเทศ ซึ่งออกมาในรูปแบบบะหมี่แห้ง เพราะวัฒนธรรมเขาใช้มือกิน

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะไปแทนแบรนด์ของแต่ละชาติ และยังไงก็จะเป็นสินค้า Niche Market อย่างการเข้าไปตีตลาดในญี่ปุ่น ประเทศที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นกิจวัตร แบรนด์ก็เลือกจะไม่ทำรสชาติแบบญี่ปุ่น เพื่อเข้าไปแข่งขันในตลาด แต่ยืนยันจะทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี ขายในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี 

6. ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้

นอกจากการมีศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้า เพื่อค้นหารสชาติใหม่ที่โรงงานแล้ว เมื่อพูดถึงการคิดรสชาติใหม่ แบรนด์มีวิธีที่เรียบง่ายกว่านั้น 

ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้ ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานปฏิบัติการ โดยเริ่มจากคนไหนอยากกินอะไรก็แบ่งปันกัน ทำได้หรือเปล่ายังไม่รู้ แต่จะลองโดยเริ่มจากการทำรีเสิร์ชกลุ่มเล็กๆ ถ้าดูเข้าท่าก็เปลี่ยนไปทำรีเสิร์ชกลุ่มใหญ่ขึ้น หรือบางทีไอเดียก็มาจากพาร์ตเนอร์ที่ทำเรื่องรสและกลิ่น

รสชาติใหม่ๆ ของมาม่าจึงเริ่มจากทุกส่วน ไม่เพียงแต่ R&D Center ที่โรงงานเท่านั้น บางรสชาติใช้เวลาพัฒนาเพียง 3 เดือน แต่บางรสชาติก็นานกว่านั้นมาก

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

“ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็ม” เพชรบอกว่าโปรดักต์นี้เริ่มต้นจากเขา “ผมได้กินมันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็มที่มาเลเซีย บริษัทผลิตบะหมี่และมันฝรั่งทอดกรอบที่นั่นเอามาให้ลองชิมว่าโอเคไหม จำได้ว่านั่งกันสี่ห้าคนในร้านกาแฟ เปิดถุงมา กลิ่นตีขึ้นมาเหมือนจะกินไม่ได้ แต่พอเริ่มกิน มันหยุดไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็มี Irvins ของสิงคโปร์ออกมา”

เขาตั้งคำถามว่า ถ้าทำบะหมี่รสไข่เค็มจะเป็นไปได้ไหม

“เราคุยกับ R&D ตอนแรกกินแล้วไม่เหมือน ก็ปรับๆ กันจนได้ เสร็จแล้วเลยเอาไปให้ คุณเวทิต โชควัฒนา ชิม แกกินเสร็จปุ๊บก็บอกเลยว่า ‘ตัวนี้ต้องขายทันที’ แล้วก็หลุดทุกโผ แซงทุกอย่าง แซงตั้งแต่ตอนทำรีเสิร์ช ผลรีเสิร์ชออกมาทุกคนตกใจมาก เพราะ Purchasing Intention เก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ เต็มร้อย”

ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้ฉีกวิธีคิดของแบรนด์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซองบรรจุพื้นผิวด้าน วิธีการขายที่ผ่านออนไลน์อย่างเดียวให้เป็น Rare Item จนมีกระแสหามาม่าไข่เค็มไม่ได้ และทำให้โปรดักต์นี้กลายเป็นรสชาติใหม่ รองจากหมูสับ ต้มยำกุ้ง และต้มยำกุ้งน้ำข้น

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

7. ฟังเสียงกลุ่มเล็กๆ ของผู้บริโภคแม้ไม่ตามเทรนด์ เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครอบคลุมที่สุด

ในวันที่ทุกคนมองว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเผ็ดมาแรงมาก โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ พากันออกสินค้ารสจัดจ้านตามกระแสในตอนนั้น นั่นคือเสียงคนส่วนใหญ่

แต่ยังมีเสียงของผู้บริโภคบางส่วนที่ไม่กินเผ็ด

มาม่าได้ยินเสียงนั้น และเข้าใจว่าสินค้าหนึ่งไม่สามารถถูกใจคนทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทำสิ่งนั้นออกไปให้เพื่อจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

เช่นเดียวกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมมากในวันนี้ หากคุณลองสังเกต จะพบว่ามาม่าบางซองเริ่มมีตรา Healthy Choice เพื่อบอกผู้บริโภคว่ารสชาตินี้ปรับส่วนผสมให้เหมาะสำหรับสุขภาพมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งไอเดียในอนาคตที่ตั้งใจจะเพิ่มเส้นบอกระดับน้ำ เพื่อบอกผู้บริโภคว่าหากทานน้ำซุปถึงแค่เส้นนี้ จะลดโซเดียมลงได้อีกมาก เป็นต้น

8. เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด

99 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องปรุงมาม่า คือวัตถุดิบธรรมชาติจากแหล่งผลิตภายในประเทศ ทุกเช้าจะมีรถของชาวบ้านนำวัตถุดิบทางการเกษตรต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอม กระเทียม มาส่งที่โรงงาน แล้วจึงนำวัตถุดิบมาทำความสะอาด ก่อนบดเป็นผงละเอียดเป็นซองเครื่องปรุงที่เราคุ้นเคย

9. มีวิธีจัดการกับบะหมี่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อลดปริมาณของเสียให้น้อยที่สุด

การควบคุมคุณภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกธุรกิจ ตลอดสายพานการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แน่นอนว่าย่อมมีบะหมี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ หรือรูปร่างไม่สวย ทางบริษัทมีวิธีการจัดการกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าไม่ผ่านเกณฑ์ในขั้นตอนไหน 

หากไม่ผ่านในขั้นตอนสารอันตรายจะถูกนำไปทำลายทิ้ง แต่หากไม่ผ่านในขั้นตอนอื่นๆ ที่ไม่มีผลต่อความปลอดภัยของอาหาร จะมีวิธีจัดการต่อโดยไม่เหลือทิ้งให้เป็นของเสีย

ก้อนบะหมี่ที่น้ำหนักเบา ไม่ถึงมาตรฐาน สีอ่อน หรือแก่เกินไป แต่ยังปลอดภัยต่อผู้รับประทาน ก็นำไปจำหน่ายเป็นหมี่ราคาประหยัดให้แก่พนักงานและคนในท้องที่ 

ในขณะที่บะหมี่ที่ร่วงหล่นเป็นเศษๆ ระหว่างการผลิต หรือมีลักษณะไม่สวยงาม ก็จะรวบรวมเพื่อจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ต่อไป

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

10. มองว่าตัวเองเป็นผู้นำเทรนด์ ไม่ใช่ผู้ตามเทรนด์

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ารสชาติของมาม่านำเทรนด์หรือมาพร้อมเทรนด์เสมอ ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็มซึ่งเป็นเจ้าแรกของ Mass Consumer Products ที่ออกรสชาตินี้ รสเกาหลีก็มาตั้งแต่เทรนด์ยังไม่บูม แม้กระทั่งรสชาเขียวในยุคที่ทุกอย่างเป็นชาเขียวทั้งหมด

ในปัจจุบัน การปรับตัวเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกๆ แบรนด์ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ที่มีอายุกว่า 50 ปีที่มีกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ มาม่าจึงออกผลิตภัณฑ์ Oriental Kitchen เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนั้น ด้วยการนำพรีเซนเตอร์มาใช้ ทำให้ Oriental Kitchen กลายเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผล

มากไปกว่านั้น แบรนด์ยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับรสชาติของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจากเส้นที่ใช้แป้งสาลี 100 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตมาเป็นการเติมแป้งชนิดอื่นๆ เข้าไป เพื่อให้ได้ความเหนียวนุ่มมากยิ่งขึ้น หรือการสร้างสรรค์สิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งเป็นเจ้าแรก

“เรามองตัวเองเป็น Trend Setter เราไม่ใช่ Follower” เพชรว่าอย่างนั้น

ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่และมีคนเดินรอยตามหรือเปล่า ผู้บริโภคจะเป็นคนบอกเอง

11. สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่างคือเอกภาพ

จุดเด่นของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือทิศทางในอนาคต สำหรับเพชรคือความเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ระหว่างผู้ผลิต คู่ค้า คนทำการตลาดและโฆษณา 

การเป็นผู้นำของแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากเส้นทางที่ราบเรียบ แต่ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเอากลับมานั่งถกกัน แล้วต่างคนต่างทำหน้าที่ตามแต่ตัวเองถนัด

“เราไม่สามารถเก่งทุกอย่าง ทุกๆ คน ทุกๆ ปัจจัย ทำให้มาม่าประสบความสำเร็จทั้งหมด”

12. ผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และสโลแกนไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 48 ปี

กลยุทธ์การตลาดเบื้องต้นที่ทุกองค์กรต้องใช้คือ 4P ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) สถานที่จำหน่าย (Place) และโปรโมชัน (Promotion)

แม้วันนี้ Positioning ของมาม่าจะเปลี่ยนจากอาหารพรีเมี่ยมที่ราคาแพงกว่าบะหมี่ทั่วไปในวันแรก เป็นอาหารที่คนนึกถึงเพราะราคาถูก แต่สิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญที่สุดกลับไม่เคยเปลี่ยน

“Product” เพชรตอบแบบไม่ต้องหยุดคิด

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

สโลแกนมาม่าที่ไม่เคยเปลี่ยนตลอด 48 ปีคือ อร่อย สั้นๆ ง่ายๆ และเป็นเหตุผลที่แบรนด์พยายามคิดค้นรสชาติใหม่ๆ หาวิธีใหม่ๆ ให้สินค้าออกมารสชาติดีที่สุด ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

โปรดักต์หลายชิ้นผ่านอุปสรรคและการลองผิดลองถูกมามากมาย อย่างต้มยำกุ้งน้ำข้นที่ตอนแรกต้องแก้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบสำหรับน้ำกะทิ

และก็เป็นโปรดักต์นี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของหลายๆ คน

“เราอยากให้คนมีประสบการณ์กับสินค้าของเรา อยากให้จดจำว่ามันเป็นมากกว่าอาหารที่คุณกินตอนสิ้นเดือน แต่ละคนจะมีโมเมนต์ว่าเคยกินกับเพื่อนสมัยมหาลัย กินตอนโดนเจ้านายไล่ออก มีเรื่องราวและความประทับใจของเขา

“เราเปรียบมาม่าเป็นความรัก”

แต่การจะผลิตสินค้าที่สร้างความรัก ก็ต้องเกิดจากความสุขของคนทำ บรรยากาศการทำงานที่นี่อยู่แบบพี่น้องเพื่อให้ทุกคนตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานเปิดใจคุยกันได้ ทำให้งานที่ทำอยู่เป็นเรื่องสนุก ถ้าพนักงานสนุก เขาจะรักงานตัวเอง ผลงานที่ออกมาก็จะเกิดจากความสุข ซึ่งก็เหมือนกับการส่งต่อความรักออกไป”

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

อเมริกันสแตนดาร์ด (American Standard) ชื่อนี้ทำให้มั่นใจได้ถึงมาตรฐานของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ

146 ปีของการเป็นผู้นำวงการสุขภัณฑ์

52 ปีที่ดำเนินกิจการมาในไทย

ริเริ่มคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต้นแบบในห้องน้ำและพัฒนานวัตกรรมจนถึงปัจจุบันเรื่อยมา

ยึดจุดแตกต่างที่สุขอนามัยเป็นหลัก ตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของโรคระบาด

ผสานทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์สวยงาม และความยั่งยืน เข้าด้วยกัน

เป็นแบรนด์สุขภัณฑ์แบรนด์แรกในไทยที่เริ่มทำโฆษณาทางทีวี

และเป็นสุขภัณฑ์แบรนด์แรกในสมัยนี้ที่ทำแคมเปญใน TikTok 

แบรนด์ที่ขายสินค้าสุขภัณฑ์ครบวงจร อย่างอ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ ฝักบัว โถสุขภัณฑ์ อ่างอาบน้ำ รวมทั้ง อุปกรณ์ประกอบภายในห้องน้ำ

แต่ก่อนจะทำความรู้จักอเมริกันสแตนดาร์ดลึกลงไปกว่านี้ ต้องรู้จักลิกซิล (LIXIL) เสียก่อน เพราะแบรนด์นี้อยู่ภายใต้ลิกซิล โดยลิกซิลเป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยและสุขภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาความท้าทายที่ผู้ใช้งานต้องประสบในชีวิตประจำวัน และยังมุ่งเน้นที่จะเนรมิตบ้านที่ดีกว่าเดิมให้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกเพื่อให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตที่ดี

และผู้ที่จะมาเล่าเรื่องอเมริกันสแตนดาร์ดให้เราฟังกันวันนี้คือ ออดรีย์ โหย่ว ลีดเดอร์ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำเอเชียแปซิฟิก (LWT APAC) นั่นเอง

สำนักงานใหญ่ของลิกซิลตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ลิกซิลเกิดจากการควบรวมกันของ 5 บริษัท ขายสินค้าสู่ 150 ประเทศ 5 ภูมิภาค ทั้งญี่ปุ่น เอเชียแปซิฟิก จีน อเมริกา และยุโรป โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่ถือว่ามีความหลากหลายทางพื้นที่และวัฒนธรรมมากที่สุด

ในประเทศไทยมีโรงงานลิกซิลอยู่ 5 แห่ง รองรับการผลิตสำหรับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเกี่ยวกับบ้านและกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำ เพื่อการจัดจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

เมื่อพูดถึงสุขภัณฑ์ บางคนอาจฟังแล้วรู้สึกว่าเข้าใจยาก แต่หากบอกว่าสินค้าของลิกซิลแก้ปัญหาการใช้ชีวิตของผู้คนด้วยเทคโนโลยีการใช้น้ำ ด้วยหลักการออกแบบที่มุ่งสร้างสินค้าและไลฟ์สไตล์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ภายในบ้าน คอลัมน์ Big Brand ในวันนี้อาจทำให้คุณสนใจเรื่องราวของแบรนด์สุขภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นได้

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

1. ชื่อดั้งเดิมของอเมริกันสแตนดาร์ด คือ สแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง

140 กว่าปีที่แล้ว ในยุคที่สาธารณสุขเริ่มทวีความสำคัญ ผู้คนให้ความสนใจห้องน้ำแบบถูกสุขอนามัยในที่อยู่อาศัยมากขึ้น

ใน ค.ศ. 1875 บริษัท สแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง ก่อตั้งขึ้นโดย เจมส์ อาร์นอต (James Arnott) และ ฟรานซิส เจ ทอร์รันซ์ (Francis J. Torrance) โดยเริ่มจากการผลิตโถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า และอ่างอาบน้ำจากเหล็กหล่อ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สแตนดาร์ด แซนิทอรี่ และควบรวมกับบริษัท อเมริกัน เรดิเอเตอร์ กลายเป็น ธุรกิจครบวงจรในนาม อเมริกัน สแตนดาร์ด

2. คิดค้นสุขภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้กันทั่วโลก

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน บริษัทค้นพบว่าอ่างอาบน้ำแบบเหล็กหล่อมีจุดอ่อนคือ ทำความสะอาดยากและแลดูไม่สวยงาม จึงแก้ปัญหาด้วยการฉาบเคลือบผิวแก้วแบบละเอียดลงบนเหล็กหล่อร้อน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของอ่างอาบน้ำผิวขาว เรียบเนียน ทำความสะอาดง่าย แถมทนทานต่อการกัดกร่อนจากน้ำ การจับตัวของแบคทีเรีย ที่พัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงสมัยนี้ 

ก๊อกน้ำแบบดึงและกด อ่างอาบน้ำแบบมีกันลื่น วาล์วเซรามิกในก๊อกน้ำที่ใช้กันทุกวันนี้ เหล่านี้ได้ต้นแบบมาจากการคิดค้นของสแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง ในยุค 80 โดยเฉพาะวาล์วเซรามิกที่ช่วยแก้ปัญหาก๊อกน้ำรั่วซึม กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในสมัยนั้น

การคิดค้นและพัฒนาสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำ แจ้งเกิดให้อเมริกันสแตนดาร์ดกลายเป็นผู้บุกเบิกด้านนวัตกรรมสุขภัณฑ์จนถึงทุกวันนี้ 

3. Classic TV AD ที่ทำให้อเมริกันสแตนดาร์ดครองใจคนรุ่นเก่า

หากถามคนไทยรุ่นก่อนว่าจดจำอเมริกันสแตนดาร์ดได้อย่างไร คงหนีไม่พ้นโฆษณาทีวีที่ทำให้จดจำได้ว่า มาตรฐานของสุขภัณฑ์ที่ดีต้องอเมริกันสแตนดาร์ด  

อเมริกันสแตนดาร์ดเป็นแบรนด์แรกที่เริ่มสร้างแบรนด์ด้วยการทำโฆษณาทีวีจนประสบความสำเร็จ หากย้อนกลับไปดูโฆษณาเหล่านั้นในสมัยนี้ จะพบความคลาสสิกพร้อม Tagline คมกริบโดยเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำในยุค 80

โฆษณาตัวแรกในช่วงปลายยุค พ.ศ. 2520 พูดถึงความทนทานและคุณภาพของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ ต่อมายังออกโฆษณาต่อเนื่องอีกหลายตัว โดยสื่อสารเรื่องการดีไซน์ที่สวยงามมากขึ้นด้วย Tagline ที่จำติดหู ผ่านฉากรักคลาสสิกในโฆษณา ทั้งฉากกำลังอินเลิฟพาแฟนมาบ้านและอกหัก

“ถ้าเป็น American Standard ห้องที่สวยที่สุดในบ้านคุณอาจไม่ใช่ห้องรับแขกก็ได้”

“10 ปีแห่งความทรงจำล้างหมดจดด้วยน้ำเพียง 6 ลิตร” 

ไม่ใช่แค่โฆษณาประโยชน์การใช้งาน แต่พูดถึงดีไซน์ความงามของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าเชื่อใจในมาตรฐานของอเมริกันสแตนดาร์ด

4. สแตนดาร์ดของอเมริกันสแตนดาร์ดที่ปรับมาตรฐานให้สูงขึ้นเสมอ

โดยทั่วไป มาตรฐาน (น.) คือ สิ่งที่ถือเอาเป็นเกณฑ์รับรอง สำหรับอเมริกันสแตนดาร์ด นิยามของมาตรฐานนั้นไม่หยุดนิ่ง ต้องปรับปรุงระดับมาตรฐานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ 

Always Set & Reset Standard

พันธกิจที่ใหญ่กว่าการขายสินค้าคือ การแก้ปัญหาให้ลูกค้าด้วยการคิดว่า สินค้าสุขภัณฑ์จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตในแต่ละวันของผู้คนได้อย่างไร และแบรนด์จะส่งมอบประสบการณ์การใช้ห้องน้ำที่ดีที่สุดได้อย่างไร 

วิธีคิดแบบนี้ทำให้คิดค้นนวัตกรรมและสินค้าใหม่ที่แตกต่างและตอบโจทย์ได้อย่างต่อเนื่อง จากยุคแรกที่สินค้าสุขภัณฑ์เน้นแค่ฟังก์ชันการใช้งาน ก็เพิ่มมาจนมี 4 ด้าน ทั้งดีไซน์สวย ประสิทธิภาพเหนือกว่า ทนทาน และตอบทุกความต้องการ

แม้จะมีประเภทสินค้าและราคาหลากหลาย แต่คุณภาพความทนทานนั้นเหมือนกัน ต่างแค่ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่ใช้

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

5. แบรนด์ที่เชื่อว่าสุขอนามัยเป็นหัวใจของแบรนด์สุขภัณฑ์ 

ปัญหาของคนใช้ห้องน้ำคือ ผู้คนมักรู้สึกว่าการรีโนเวทห้องน้ำเป็น Messy Job ที่เลอะเทอะและยุ่งยากกว่าห้องอื่นในบ้าน การดูแลรักษาความสะอาดต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง

สำหรับอเมริกันสแตนดาร์ด สุขอนามัยจึงเป็นหัวใจของสุขภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้

เมื่อพูดถึงสุขอนามัยประกอบด้วย 2 ส่วน

หนึ่ง การบำรุงรักษา (Maintenance) หาวิธีที่ทำให้เสียเวลาทำความสะอาดห้องน้ำน้อยลง

สอง สุขภาพ (Health) ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

จาก 10 กว่าปีที่แล้ว อเมริกันสแตนดาร์ดเริ่มแนะนำ Family Health Technology ในสุขภัณฑ์ และเทคโนโลยี Super Low-Lead ในก๊อกน้ำ และพัฒนาต่อยอดจนมาเป็นเทคโนโลยี HygieneClean System ในปัจจุบันที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อยกระดับสุขอนามัยจากปัญหาสองข้อดังกล่าว 

เทคโนโลยี HygieneClean System เป็นเหมือนเครื่องทุ่นแรงที่ทำงานให้แบรนด์อเมริกันสแตนดาร์ด ทั้งระบบฟลัช Double Vortex ที่ชำระล้างได้สะอาดดั่งพายุหมุนด้วยการกดฟลัชเพียงครั้งเดียว มาพร้อมโถ Rimless แบบไร้ขอบ รูปแบบของสุขภัณฑ์ยุคใหม่ที่ลดการสะสมของคราบ ให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นแบบไม่เหนื่อย   

สารเคลือบอย่าง Aqua Ceramic ก็ทำให้คราบสกปรกและคราบน้ำหลุดออกไปได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีล้างห้องน้ำหรือออกแรงขัดถูอีกต่อไป  

ส่วนนวัตกรรมเซรามิกเคลือบ Comfort Clean™ ช่วยป้องกันและยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ   อีโคไลจากสิ่งปฏิกูล ที่เป็นพาหะโรคท้องร่วงได้

ทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาโดยยึดจากปัญหาของผู้ใช้เป็นหลัก (Human-Centric)  เพื่อให้สุขภัณฑ์คงความสะอาดได้อย่างยาวนาน

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

6. Bathroom For Good คิดถึงโลกในทุกครั้งที่กดฟลัช

เพราะสินค้าเป็น Water Solution เทคโนโลยีการใช้น้ำ แบรนด์จึงคำนึงถึงการรักษาน้ำให้โลกด้วย
ทุกครั้งที่กดฟลัช เปิดก๊อก ขอให้รู้ว่าสุขภัณฑ์ในห้องน้ำโดยอเมริกันสแตนดาร์ดกำลังช่วยประหยัดน้ำของคุณเพื่อให้โลกเราน่าอยู่

Double Vortex เป็นเทคโนโลยีระบบฟลัชที่พยายามลดการใช้น้ำลงแต่ยังคงประสิทธิภาพการชำระล้างไว้ กำหนดตำแหน่งของน้ำให้ออกมาแค่ 2 จุด ทำให้ในสุขภัณฑ์บางรุ่นใช้น้ำเพียง 2.6/4 ลิตร เรียกได้ว่า Minimum Water, Maximum Performance

นอกจากนี้ยังมีก๊อกน้ำบางรุ่นที่มี Click Technology สามารถปรับปริมาณน้ำได้ 2 ระดับตามจังหวะการเปิด ลดการสิ้นเปลืองน้ำจากการเปิดก๊อกให้สุดเพียงเพราะความเคยชิน

มาตรฐานของอเมริกันสแตนดาร์ดจึงไม่ใช่แค่ยกระดับคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

7. เส้น-สายอัตลักษณ์งานดีไซน์ของอเมริกันสแตนดาร์ด 

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้ใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้นตามไปด้วย ห้องน้ำไม่ได้เป็นเพียงที่ทำธุระอีกต่อไป แต่มีความสำคัญมากขึ้นเทียบเท่ากับห้องนั่งเล่น เป็นที่ส่วนตัวสำหรับผ่อนคลาย  สุขภัณฑ์เปรียบเป็นศิลปะที่สร้างสุนทรียภาพในห้องน้ำ

อเมริกันสแตนดาร์ดเชื่อว่าทุกฟังก์ชันควรมาพร้อมรูปแบบที่ออกแบบมาอย่างดี ผลิตภัณฑ์จึงถูกนำเสนอในสไตล์ที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เข้าถึงได้ และน่าพึงพอใจ เป็นสไตล์ที่เข้ากับชีวิตของทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบ

การออกแบบสุขภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ดจึงมีอัตลักษณ์แห่งการดีไซน์ (Signature Element) แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทำให้จดจำรูปลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นอเมริกันสแตนดาร์ดได้

Pillow รูปทรงโค้งมนที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและเชื้อเชิญให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ หรือการสัมผัส

Line เส้นตรงที่ยืดหยุ่น ใช้ลงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ช่วยเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานและช่วยเสริมรูปลักษณ์อันซับซ้อนในงานดีไซน์

Frame กรอบที่สื่อถึงการบุกเบิกนวัตกรรมล้ำสมัย

ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นล้วนมีเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ หลายตัวได้รับรางวัลด้านการออกแบบสินค้าระดับสากลอย่าง Good Design Award,  Red Dot Design Award หรือ iF Product Design Award เป็นต้น

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok
12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

8. สุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมโดยดีไซเนอร์ชาวไทย

กล่าวได้ว่าสุขภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ดผสานทั้งศาสตร์เทคโนโลยีและศิลป์แห่งการออกแบบโดยคำนึงถึงความสวยงาม ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและสุนทรียภาพ เหมือนที่รุ่นยอดนิยมอย่าง Acacia Evolution ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Best of Design and Technology

โดยสุขภัณฑ์ Acacia รุ่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 2004 หรือเมื่อ 17 ปี ที่ผ่านมา โดยทางด้านดีไซน์ รุ่นนี้ออกแบบโดย ขุมทอง เจนสุวรรณ์ ดีไซเนอร์ชาวไทย โดยคำนึงถึงรสนิยม ไลฟ์สไตล์ของคนไทย ผสานกับความโมเดิร์น มีรูปทรงและเส้นสายที่เรียบง่าย เหมาะกับการตั้งในห้องน้ำสไตล์โมเดิร์นของคนยุคใหม่ ด้านเทคโนโลยี นับว่าเป็นคอลเลกชันเปิดตัวเทคโนโลยี HygieneClean System รุ่นแรกเลยทีเดียว

Acacia Evolution นับว่าเป็นรุ่นยอดนิยมที่ขายดีทั้งในเมืองไทยและทั่วเอเชีย ปัจจุบัน คอลเลกชันนี้ได้มีการปรับรูปโฉมใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น ในนามว่า Acacia SupaSleek

จากงานดีไซน์ยุคเริ่มต้นจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่คุณขุมทองเป็นผู้นำการออกแบบ จนกระทั่งมาถึงงานดีไซน์ในยุคปัจจุบันที่กุมบังเหียนโดย อองตวน เบสเซเร เดส ฮอท (Antoine Besseyre Des Horts) Leader LIXIL Global Design, Asia และทีมนักออกแบบนานาชาติที่ระดมสมองกันเพื่อหาแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบที่สดใหม่และน่าสนใจ พวกเขาทำงานร่วมกันภายใต้ปรัชญาการออกแบบของแบรนด์ ซึ่งประกอบด้วยจิตวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ระเบียบวิธีคิดแบบสากล การให้คุณค่าการออกแบบอย่างจริงจัง ด้วยการสื่อความหมายออกมาเป็นอัตลักษณ์ของการออกแบบที่นักออกแบบทุกคนในทีมรับรู้ร่วมกัน

และด้วยวัตถุประสงค์ของแบรนด์ ‘การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของผู้คน ด้วยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตทั้งด้านสุนทรียศาสตร์ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน” ทีมนักออกแบบจึงได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงมอบความสวยงามเชิงสุนทรียศาสตร์ แต่ยังคำนึงถึงฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับเป็นสิ่งสำคัญ เห็นได้ชัดจากคอลเลกชันห้องน้ำยอดนิยม ได้แก่ Acacia SupaSleek, Kastello และ Signature

9. ความล้มเหลวคือหัวใจของการสร้างนวัตกรรม 

กว่าจะคิดค้นเทคโนโลยีและดีไซน์จนก้าวมาเป็นผู้นำในวงการสุขภัณฑ์มาตลอดกว่าศตวรรษแบบนี้ได้ เคล็ดลับที่ทำให้อเมริกันสแตนดาร์ดก้าวทันกระแสโลกคือ Experiment and Learn ทดลองและเรียนรู้อยู่เสมอ

สำหรับการออกแบบสินค้าโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric) ความล้มเหลวคือหัวใจของการสร้างนวัตกรรม หากยึดมั่นในอ่างอาบน้ำเหล็กหล่อตั้งแต่วันแรกที่หล่อสำเร็จว่าพอแล้ว คงไม่มีอ่างอาบน้ำรุ่นถัดมาที่ใช้กันในทุกวันนี้ 

ทุกวัน เป้าหมายของอเมริกันสแตนดาร์ดคือ หาวิธียกระดับคุณภาพชีวิตทั้งในและพื้นที่รอบๆ ห้องน้ำและห้องครัว บางครั้งก็ด้วยวิธีที่ชัดเจน บางครั้งก็ด้วยวิธีที่แยบยลขึ้น รวมทั้งตรวจสอบและพร้อมรับความท้าทายทุกอย่าง ไม่ว่าวันนี้ผลิตภัณฑ์จะดีแค่ไหน ทางแบรนด์รู้ว่าพรุ่งนี้จะทำได้ดีกว่าเสมอ

ไม่ใช่แค่ ‘มาตรฐานของแบรนด์’ แต่เป็น ‘มาตรฐาน’ สำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี มีความรับผิดชอบ และอย่างมีสุนทรียภาพในทุกที่ เป็นมาตรฐานที่อเมริกันสแตนดาร์ดกำหนดและปรับปรุงมาตั้งแต่ ค.ศ. 1875 เป็นมาตรฐานที่สะท้อนให้เห็นในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทำ แสดงให้เห็นความปรารถนาสูงสุดและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะส่งต่อคุณค่าสู่พนักงาน คู่ค้า ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงสุขภัณฑ์และลูกค้าทั่วโลก

10. แค่โบกไม่ต้องกด การปรับตัวของสุขภัณฑ์ในยุคไร้สัมผัส

ช่วงก่อนโรคระบาด COVID-19 เวลาเห็น Smart Toilet อย่างโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ฝารองนั่งอัตโนมัติ ก๊อกน้ำอัตโนมัติที่มีเซ็นเซอร์ในตัว ความรู้สึก คือ ‘เท่จัง’ ทำให้สะดวกสบายขึ้น แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้แค่ทำให้ชีวิตสมาร์ตเท่านั้น สิ่งสำคัญคือ สุขอนามัย  

Contactless Smart Hygiene สร้าง New Norm ของการสั่งงานชักโครกด้วย Sensor Flush เพียงโบกมือ ไม่ต้องกด (Wave & Go) ก็ช่วยป้องกันการสัมผัสกับเชื้อโรคได้  

อเมริกันสแตนดาร์ดพัฒนาเทคโนโลยีนี้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนช่วงโรคระบาด เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเป็นผู้นำนวัตกรรมต้องคิดล่วงหน้า เตรียมพัฒนามาก่อนแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็พร้อมนำมาใช้ทันที

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

11. การตลาด Cross-generational Marketing ที่เชื่อในพลังชักจูงของคนบ้านเดียวกัน

ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์เก่าแก่ มีอายุยาวนาน มีแฟนคลับเป็นคนรุ่น 30+ ผู้คุ้นชินกับสินค้ารุ่นเก่า แต่อเมริกันสแตนดาร์ดต้องแนะนำนวัตกรรมสินค้ารุ่นใหม่ที่ยกระดับสุขอนามัยให้ผู้คนรู้จักอยู่เสมอ

ความท้าทายของแบรนด์คือ จะทำยังไงให้ลูกค้าเจเนอเรชันใหม่รู้จักแบรนด์ รวมถึงให้คนที่คุ้นเคยกับการใช้โถสุขภัณฑ์แบบใช้มือกดฟลัชหันมาลองใช้เซ็นเซอร์ฟลัชแบบโบกมือ

ทางออกคือ การลดช่องว่างระหว่างคนต่างเจเนอเรชั่น

ในบ้านหลังเดียวกันที่มีทั้งรุ่น Baby Boomer อย่างปู่ย่าตายาย พ่อแม่รุ่น Gen X พี่น้องวัยทำงานอย่าง Gen Y Gen Z ถือเป็นกลุ่มที่เป็น Trendsetter และ Early Adopter มากที่สุด เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ นำเทรนด์และทันสมัย ทั้งยังมีสถิติการใช้โซเชียลมีเดียและช้อปปิ้งออนไลน์สูง พร้อมแนะนำและบอกต่อเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดให้สมาชิกในบ้าน

แบรนด์จึงตั้งใจปรับภาพลักษณ์ให้เด็กขึ้น ตั้งกลุ่มเป้าหมายไปที่ Gen Z โดยคาดว่าคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจในครอบครัว อีกทั้งจะเติบโตเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ในอนาคต แม้ไม่ได้อยู่ในวัยที่สนใจเลือกซื้อสุขภัณฑ์ตอนนี้ก็ตาม

และนี่คือที่มาของการตลาดต่างวัยที่เรียกว่า Cross-Generational Marketing

12. Dance Challenge ใน TikTok ครั้งแรกของแบรนด์สุขภัณฑ์

เมื่อกลุ่มเป้าหมายคือ Gen Z ก็ต้องไปอยู่ในที่ที่กลุ่มวัยรุ่นอยู่ นั่นคือแอปพลิเคชัน TikTok นั่นเอง ซึ่งขึ้นชื่อว่า TikTok กิจกรรมสุดฮิตในแอปฯ ก็คือ การเต้น 

อเมริกันสแตนดาร์ดนำท่าโบกมือกับ Sensor Flush มาอยู่ใน Dance Challenge เพลง ‘สะอาดแน่ แค่ Wave & Go’ เพื่อสื่อสารว่า แค่โบกก็ช่วยลดเชื้อโรคได้ ไม่จำเป็นต้องกดฟลัชแบบเดิมๆ

ถือเป็นสุขภัณฑ์แบรนด์แรกในไทยที่ให้ความรู้ด้วยวิธีสนุกสนานอย่าง Edutainment ใช้ดนตรีมาประกอบการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและสุขอนามัย ทำให้เกิดการพูดถึง Sensor Flush ในโลกออนไลน์โดยเหล่าผู้ร่วมแคมเปญและออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ ผ่านแฮชแท็ก #สะอาดแน่แค่WaveandGo

แน่นอนว่าที่แบรนด์กล้าบุกเบิกทำการตลาดที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะนี่ก็คือส่วนหนึ่งของวิถีลิกซิล ที่เชื่อในการทดลองทำและเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ นั่นเอง

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load