8 มิถุนายน 2564
15 K

คงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘มาม่า’ 

และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเป็นเหมือนเราที่เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกแบรนด์จนติดปากว่า มาม่า ไปแล้ว

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2501 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นในญี่ปุ่นโดย โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้อยากสร้างอาหารที่ทานได้ทุกวันโดยไม่ต้องออกไปข้างนอก ก่อนจะขยายไปยังประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลเช่นกัน

ใน พ.ศ. 2515 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เห็นโอกาสในการสร้างแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย โดยร่วมทุนกับยูนิ-เพรสซิเดนท์จากประเทศไต้หวัน เพื่อก่อตั้งบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมา

12 เคล็ดลับของ ‘มาม่า’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

ชื่อยี่ห้อ ‘มาม่า’ มีต้นกำเนิดมาจากคำว่า ‘แม่’ ด้วยเหตุผล 2 ข้อใหญ่ๆ

หนึ่ง เพราะเป็นคำแรกที่เด็กๆ มักจะพูดได้

สอง แม่คือคนที่ทำอาหารอร่อยๆ ให้เรากินอยู่เสมอ

เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท มาม่า

The Cloud มีนัดกับ เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท ซึ่งจะมาเล่าเรื่องแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ธุรกิจไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่วันแรก แต่ด้วยจุดแข็ง กลยุทธ์ที่แก้ปัญหาทั้งตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด และให้ความสำคัญกับ ‘สินค้าดี’ เป็นอันดับแรก ทำให้มาม่าเติบโตมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นแบรนด์ที่มียอดผลิตมากกว่า 6 ล้านซองต่อวัน

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในสินค้าที่เราเห็นกันบนชั้นขายของจนคุ้นตา แต่ตลอดบทสนทนานี้ เราพบว่ามันไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ที่เรากินจนคุ้นปาก หากเป็นสิ่งที่อยู่กับเราในแทบทุกช่วงสำคัญของชีวิต 

ข้อแนะนำ : หากต้มมาม่ากินระหว่างอ่านบทความนี้จะได้อรรถรสมากขึ้น

1. มาม่าเข้าตลาดในวันที่ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่าบะหมี่ชาม และเป็นผู้นำร่องกลยุทธ์การขายแบบชงชิม

ย้อนกลับไปวันแรกที่เข้าตลาดใน พ.ศ. 2515 ปีที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยหลายยี่ห้อวางจำหน่ายในเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยราคาขายที่แพงกว่าบะหมี่ชามที่ขายทั่วไปตามท้องถนน ธุรกิจในตอนนั้นตามคำบอกเล่าของเพชรคือ ‘ขายแทบไม่ได้เลย’

แบรนด์ต้องเจออุปสรรคมากหมาย ตั้งแต่ปัญหาในกระบวนการผลิต การกระจายสินค้าที่ยังไม่สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ จนยูนิ-เพรสซิเดนท์ บริษัทหุ้นส่วนจากไต้หวันตัดสินใจแยกทางไป

“แต่สหพัฒน์ฯ ไม่ยอมแพ้หรอก เราต้องไปให้ถึงเป้าหมาย” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

บริษัทตัดสินใจลองทุกวิถีทางตั้งแต่วิทยาศาสตร์จนถึงไสยศาสตร์ หากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการทำให้คนรู้จักสินค้าที่ไม่คุ้นชื่อ แบรนด์ใช้วิธีชงชิม (แบบที่เราคุ้นชินกันในวันนี้) เพื่อให้คนได้ลองทาน ในยุคที่ห้างสรรพสินค้ายังไม่เฟื่องฟู ก็ต้องไปตามสถานีรถสาธารณะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาศัยจุดแข็งในการกระจายสินค้า ทำให้มาม่าสามารถครอบคลุมได้ถึง 90 เปอร์เซ็นทั่วประเทศ พัฒนาจนสินค้าดี อร่อย มีคุณภาพ เพราะเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังไงสินค้าก็ต้องดีเป็นอันดับหนึ่ง

2. การเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า ‘มาม่า’ เป็นทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบทางธุรกิจ

หลังจากเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสูง ชื่อของ ‘มาม่า’ กลายมาเป็นชื่อเรียกแทนประเภทสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (Generic Name) เมื่อเราพูดคำว่า ‘มาม่า’ คำถามที่ต้องเจอต่อก็คือ “ยี่ห้อไหน” ทั้งๆ ที่มาม่าก็เป็นยี่ห้ออยู่แล้ว

ข้อได้เปรียบคือ คนชื่อชอบ ติดปาก เรียกง่าย ใครๆ ก็พูดถึง แต่พอถึงจุดหนึ่ง การเรียกเหมารวมผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดส่งผลต่อการจดจำแบรนด์ของผู้บริโภค และกลายเป็นข้อเสียเปรียบ

“เวลาทำโฆษณาก็กลายเป็นโฆษณาให้ยี่ห้ออื่นไปด้วย” เพชรเล่าติดตลก “แต่เราก็ภูมิใจนะ วันนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เมื่อก่อนรสชาติซ้ำกัน แพ็กเกจจิ้งก็เหมือนกัน หยิบผิดได้เลย มาวันนี้การรับรู้สื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

“การทำธุรกิจของเราก็เปลี่ยนไป เราจะพยายามไม่ออกรสชาติใหม่เหมือนคู่แข่ง ถ้าเขาออกแล้ว เราจะไม่ออกซ้ำ ฝั่งเขาก็เช่นเดียวกัน”

นอกจากนี้ แบรนด์ใช้วิธีเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นเอกลักษณ์ แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงใช้รูปพรีเซนเตอร์บนซองให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง และให้คนจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

3. สาเหตุหนึ่งที่รสต้มยำกุ้งเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เพราะมีน้ำหนักน้อยที่สุด

บะหมี่สำเร็จรูปที่นำเข้ามาจัดจำหน่ายในช่วงแรกๆ มีน้ำหนักถึง 70 กรัม ตามอิทธิพลที่ได้รับมาจากวัฒนธรรมประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่พอดีกับผู้บริโภคคนไทย เพราะตัวเล็กกว่า ทานน้อยกว่า บะหมี่ก้อนขนาดใหญ่จึงมีจำนวนมากเกินไป 

เมื่อทานได้น้อย เส้นก็อืดน้ำ รสชาติไม่ถูกปาก จึงไม่เกิดการซื้อซ้ำ แบรนด์เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจลดน้ำหนักของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหลือ 60 กรัมให้เหมาะสำหรับคนไทย 

จนกระทั่งวันที่มาม่ารสต้มยำกุ้งออกสู่ตลาดด้วยโฉมใหม่กับซอง Metalized (ฟิล์มพลาสติกฉาบด้วยโลหะอะลูมิเนียม) แบบมันวาวต่างจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ บนชั้น มีเครื่องปรุงอย่างน้ำพริกเผาเพิ่มเข้ามา และด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงต้องลดน้ำหนักเส้นบะหมี่เหลือ 55 กรัม ซึ่งกลายเป็นน้ำหนักที่พอดิบพอดี เมื่อเส้นรวมกับเครื่องปรุง เกิดรสเข้มข้นจนเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เทียบให้เห็นง่ายๆ ว่าถ้ายอดขายทั้งหมดคือ 100 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายต้มยำกุ้งก็เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว 

ทีมงานของมาม่าจึงพูดกันทีเล่นทีจริงเสมอว่า ต้มยำกุ้งขายดีที่สุดเพราะน้ำหนักน้อย

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

4. วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร คือเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

มาม่าเป็นแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกในโลกที่นำวัสดุ Metalized มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ของรสต้มยำกุ้ง

เพราะผู้บริหารมองว่า นี่คือปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้แบรนด์จากสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ในท้องตลาด จึงมีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกระดาษแก้ว ก่อนปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา

อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย ใช้วัสดุหลักๆ อยู่ 3 อย่าง คือ พลาสติก โฟม และกระดาษ ฮ่องกงใช้โฟม ประเทศไทยใช้พลาสติกมาก่อน ส่วนจีนก็เคยใช้พลาสติกแบบประเทศไทย

จีนเป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกเป็นกระดาษ เพราะเจอปัญหาเวลาที่มีวันหยุดประจำชาติ ข้างทางรถไฟจะเต็มไปด้วยขยะพลาสติก จึงออกกฎหมายว่าไม่อนุญาตให้ใช้พลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

มาม่าเองก็ศึกษาเกี่ยวกับแพ็กเกจจิ้งหลายรูปแบบที่จะมาทดแทนพลาสติก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อแม้ว่าราคาขายต้องเท่าเดิม ยุคนั้นถ้วยกระดาษมีใช้แค่กับกาแฟและไอศกรีม จนได้เจอวัสดุกระดาษที่ทำให้ไม่ต้องขึ้นราคาขายเมื่อ 15 ปีก่อน และเป็นเจ้าแรกในประเทศที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกมาเป็นกระดาษ ก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะปรับตัวด้วยซ้ำ

5. ตีตลาดต่างประเทศ โดยไม่คิดจะไปแทนที่แบรนด์ของชาติ

มาม่ามีโรงงานอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา กัมพูชา บังกลาเทศ และฮังการี ส่งออกไปยัง 60 ประเทศทั่วโลก โดยมียอดขายอันดับหนึ่งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

รสซุปไก่ขายดีที่สุดในต่างประเทศ แต่ไม่มีขายในไทย

ในยุโรปไม่มีรสหมูสับ เพราะโรงงานเป็นฮาลาล เครื่องปรุงทั้งหมดส่งตรงจากเมืองไทย น้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซีย ส่วนแป้งเป็นของในทวีป

บางประเทศมีรสชาติพิเศษที่ปรุงขึ้นเพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินของประเทศนั้นๆ เช่น รสหมี่กะทิในเมียนมา หรือรสอาหารประจำของบังกลาเทศ ซึ่งออกมาในรูปแบบบะหมี่แห้ง เพราะวัฒนธรรมเขาใช้มือกิน

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะไปแทนแบรนด์ของแต่ละชาติ และยังไงก็จะเป็นสินค้า Niche Market อย่างการเข้าไปตีตลาดในญี่ปุ่น ประเทศที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นกิจวัตร แบรนด์ก็เลือกจะไม่ทำรสชาติแบบญี่ปุ่น เพื่อเข้าไปแข่งขันในตลาด แต่ยืนยันจะทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี ขายในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี 

6. ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้

นอกจากการมีศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้า เพื่อค้นหารสชาติใหม่ที่โรงงานแล้ว เมื่อพูดถึงการคิดรสชาติใหม่ แบรนด์มีวิธีที่เรียบง่ายกว่านั้น 

ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้ ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานปฏิบัติการ โดยเริ่มจากคนไหนอยากกินอะไรก็แบ่งปันกัน ทำได้หรือเปล่ายังไม่รู้ แต่จะลองโดยเริ่มจากการทำรีเสิร์ชกลุ่มเล็กๆ ถ้าดูเข้าท่าก็เปลี่ยนไปทำรีเสิร์ชกลุ่มใหญ่ขึ้น หรือบางทีไอเดียก็มาจากพาร์ตเนอร์ที่ทำเรื่องรสและกลิ่น

รสชาติใหม่ๆ ของมาม่าจึงเริ่มจากทุกส่วน ไม่เพียงแต่ R&D Center ที่โรงงานเท่านั้น บางรสชาติใช้เวลาพัฒนาเพียง 3 เดือน แต่บางรสชาติก็นานกว่านั้นมาก

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

“ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็ม” เพชรบอกว่าโปรดักต์นี้เริ่มต้นจากเขา “ผมได้กินมันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็มที่มาเลเซีย บริษัทผลิตบะหมี่และมันฝรั่งทอดกรอบที่นั่นเอามาให้ลองชิมว่าโอเคไหม จำได้ว่านั่งกันสี่ห้าคนในร้านกาแฟ เปิดถุงมา กลิ่นตีขึ้นมาเหมือนจะกินไม่ได้ แต่พอเริ่มกิน มันหยุดไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็มี Irvins ของสิงคโปร์ออกมา”

เขาตั้งคำถามว่า ถ้าทำบะหมี่รสไข่เค็มจะเป็นไปได้ไหม

“เราคุยกับ R&D ตอนแรกกินแล้วไม่เหมือน ก็ปรับๆ กันจนได้ เสร็จแล้วเลยเอาไปให้ คุณเวทิต โชควัฒนา ชิม แกกินเสร็จปุ๊บก็บอกเลยว่า ‘ตัวนี้ต้องขายทันที’ แล้วก็หลุดทุกโผ แซงทุกอย่าง แซงตั้งแต่ตอนทำรีเสิร์ช ผลรีเสิร์ชออกมาทุกคนตกใจมาก เพราะ Purchasing Intention เก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ เต็มร้อย”

ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้ฉีกวิธีคิดของแบรนด์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซองบรรจุพื้นผิวด้าน วิธีการขายที่ผ่านออนไลน์อย่างเดียวให้เป็น Rare Item จนมีกระแสหามาม่าไข่เค็มไม่ได้ และทำให้โปรดักต์นี้กลายเป็นรสชาติใหม่ รองจากหมูสับ ต้มยำกุ้ง และต้มยำกุ้งน้ำข้น

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

7. ฟังเสียงกลุ่มเล็กๆ ของผู้บริโภคแม้ไม่ตามเทรนด์ เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครอบคลุมที่สุด

ในวันที่ทุกคนมองว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเผ็ดมาแรงมาก โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ พากันออกสินค้ารสจัดจ้านตามกระแสในตอนนั้น นั่นคือเสียงคนส่วนใหญ่

แต่ยังมีเสียงของผู้บริโภคบางส่วนที่ไม่กินเผ็ด

มาม่าได้ยินเสียงนั้น และเข้าใจว่าสินค้าหนึ่งไม่สามารถถูกใจคนทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทำสิ่งนั้นออกไปให้เพื่อจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

เช่นเดียวกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมมากในวันนี้ หากคุณลองสังเกต จะพบว่ามาม่าบางซองเริ่มมีตรา Healthy Choice เพื่อบอกผู้บริโภคว่ารสชาตินี้ปรับส่วนผสมให้เหมาะสำหรับสุขภาพมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งไอเดียในอนาคตที่ตั้งใจจะเพิ่มเส้นบอกระดับน้ำ เพื่อบอกผู้บริโภคว่าหากทานน้ำซุปถึงแค่เส้นนี้ จะลดโซเดียมลงได้อีกมาก เป็นต้น

8. เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด

99 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องปรุงมาม่า คือวัตถุดิบธรรมชาติจากแหล่งผลิตภายในประเทศ ทุกเช้าจะมีรถของชาวบ้านนำวัตถุดิบทางการเกษตรต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอม กระเทียม มาส่งที่โรงงาน แล้วจึงนำวัตถุดิบมาทำความสะอาด ก่อนบดเป็นผงละเอียดเป็นซองเครื่องปรุงที่เราคุ้นเคย

9. มีวิธีจัดการกับบะหมี่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อลดปริมาณของเสียให้น้อยที่สุด

การควบคุมคุณภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกธุรกิจ ตลอดสายพานการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แน่นอนว่าย่อมมีบะหมี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ หรือรูปร่างไม่สวย ทางบริษัทมีวิธีการจัดการกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าไม่ผ่านเกณฑ์ในขั้นตอนไหน 

หากไม่ผ่านในขั้นตอนสารอันตรายจะถูกนำไปทำลายทิ้ง แต่หากไม่ผ่านในขั้นตอนอื่นๆ ที่ไม่มีผลต่อความปลอดภัยของอาหาร จะมีวิธีจัดการต่อโดยไม่เหลือทิ้งให้เป็นของเสีย

ก้อนบะหมี่ที่น้ำหนักเบา ไม่ถึงมาตรฐาน สีอ่อน หรือแก่เกินไป แต่ยังปลอดภัยต่อผู้รับประทาน ก็นำไปจำหน่ายเป็นหมี่ราคาประหยัดให้แก่พนักงานและคนในท้องที่ 

ในขณะที่บะหมี่ที่ร่วงหล่นเป็นเศษๆ ระหว่างการผลิต หรือมีลักษณะไม่สวยงาม ก็จะรวบรวมเพื่อจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ต่อไป

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

10. มองว่าตัวเองเป็นผู้นำเทรนด์ ไม่ใช่ผู้ตามเทรนด์

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ารสชาติของมาม่านำเทรนด์หรือมาพร้อมเทรนด์เสมอ ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็มซึ่งเป็นเจ้าแรกของ Mass Consumer Products ที่ออกรสชาตินี้ รสเกาหลีก็มาตั้งแต่เทรนด์ยังไม่บูม แม้กระทั่งรสชาเขียวในยุคที่ทุกอย่างเป็นชาเขียวทั้งหมด

ในปัจจุบัน การปรับตัวเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกๆ แบรนด์ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ที่มีอายุกว่า 50 ปีที่มีกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ มาม่าจึงออกผลิตภัณฑ์ Oriental Kitchen เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนั้น ด้วยการนำพรีเซนเตอร์มาใช้ ทำให้ Oriental Kitchen กลายเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผล

มากไปกว่านั้น แบรนด์ยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับรสชาติของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจากเส้นที่ใช้แป้งสาลี 100 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตมาเป็นการเติมแป้งชนิดอื่นๆ เข้าไป เพื่อให้ได้ความเหนียวนุ่มมากยิ่งขึ้น หรือการสร้างสรรค์สิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งเป็นเจ้าแรก

“เรามองตัวเองเป็น Trend Setter เราไม่ใช่ Follower” เพชรว่าอย่างนั้น

ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่และมีคนเดินรอยตามหรือเปล่า ผู้บริโภคจะเป็นคนบอกเอง

11. สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่างคือเอกภาพ

จุดเด่นของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือทิศทางในอนาคต สำหรับเพชรคือความเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ระหว่างผู้ผลิต คู่ค้า คนทำการตลาดและโฆษณา 

การเป็นผู้นำของแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากเส้นทางที่ราบเรียบ แต่ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเอากลับมานั่งถกกัน แล้วต่างคนต่างทำหน้าที่ตามแต่ตัวเองถนัด

“เราไม่สามารถเก่งทุกอย่าง ทุกๆ คน ทุกๆ ปัจจัย ทำให้มาม่าประสบความสำเร็จทั้งหมด”

12. ผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และสโลแกนไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 48 ปี

กลยุทธ์การตลาดเบื้องต้นที่ทุกองค์กรต้องใช้คือ 4P ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) สถานที่จำหน่าย (Place) และโปรโมชัน (Promotion)

แม้วันนี้ Positioning ของมาม่าจะเปลี่ยนจากอาหารพรีเมี่ยมที่ราคาแพงกว่าบะหมี่ทั่วไปในวันแรก เป็นอาหารที่คนนึกถึงเพราะราคาถูก แต่สิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญที่สุดกลับไม่เคยเปลี่ยน

“Product” เพชรตอบแบบไม่ต้องหยุดคิด

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

สโลแกนมาม่าที่ไม่เคยเปลี่ยนตลอด 48 ปีคือ อร่อย สั้นๆ ง่ายๆ และเป็นเหตุผลที่แบรนด์พยายามคิดค้นรสชาติใหม่ๆ หาวิธีใหม่ๆ ให้สินค้าออกมารสชาติดีที่สุด ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

โปรดักต์หลายชิ้นผ่านอุปสรรคและการลองผิดลองถูกมามากมาย อย่างต้มยำกุ้งน้ำข้นที่ตอนแรกต้องแก้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบสำหรับน้ำกะทิ

และก็เป็นโปรดักต์นี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของหลายๆ คน

“เราอยากให้คนมีประสบการณ์กับสินค้าของเรา อยากให้จดจำว่ามันเป็นมากกว่าอาหารที่คุณกินตอนสิ้นเดือน แต่ละคนจะมีโมเมนต์ว่าเคยกินกับเพื่อนสมัยมหาลัย กินตอนโดนเจ้านายไล่ออก มีเรื่องราวและความประทับใจของเขา

“เราเปรียบมาม่าเป็นความรัก”

แต่การจะผลิตสินค้าที่สร้างความรัก ก็ต้องเกิดจากความสุขของคนทำ บรรยากาศการทำงานที่นี่อยู่แบบพี่น้องเพื่อให้ทุกคนตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานเปิดใจคุยกันได้ ทำให้งานที่ทำอยู่เป็นเรื่องสนุก ถ้าพนักงานสนุก เขาจะรักงานตัวเอง ผลงานที่ออกมาก็จะเกิดจากความสุข ซึ่งก็เหมือนกับการส่งต่อความรักออกไป”

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

“CURAPROX ต้องการส่งต่อความรู้และทักษะการดูแลสุขภาพช่องปากที่มากกว่าฟันขาวและลมหายใจสดชื่น แต่รวมถึงสุขภาพร่างกายด้วย

“เราอยากให้คนไข้รู้สึกแตกต่างเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ ให้รู้สึกว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก เพราะทั้งง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดี

“เราทำงานหนักเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สวยที่สุดและดีที่สุดในโลก ครองใจผู้ใช้ใหม่ ๆ กว่าล้านคนทุกปี

“คนไม่ได้เรียกเราว่า ‘ชาวสวิสผู้หมกมุ่นเรื่องฟัน’ โดยไม่มีสาเหตุหรอกนะ”

ส่วนหนึ่งของเรื่องราวบนเว็บไซต์เขียนโดย Ueli Breitschmid เขาก่อตั้งแบรนด์นี้เมื่อครึ่งทศวรรษก่อนในปี 1972 ตั้งต้นจากการจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรมในสวิตเซอร์แลนด์ภายใต้บริษัท Curaden

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

CURAPROX ตั้งเป้าจะเปลี่ยนคนธรรมดา ให้ใส่ใจและดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเองได้ ผ่านเครื่องมือที่ออกแบบให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการใช้งานได้อย่างถูกวิธี ที่สำคัญต้องทำให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก

เราเจอกับ เอก-เอกสิทธิ์ นนทรีย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คูราเดน (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อ 2 เดือนก่อน เขาเล่าเรื่องแบรนด์ให้ฟังอย่างออกรส จนต้องนัดหมายเพื่อพูดคุยกันต่อในวันนี้

“นาฬิกาเป็นยังไง การทำธุรกิจก็เป็นแบบนั้น” เขานิยามการทำธุรกิจกับคนสวิส “คำไหนคำนั้น เราสบายใจได้เลย”

Ueli เจ้าของแบรนด์เชื่อในธุรกิจนี้มาก แม้แต่ละปีจะมีบริษัทแปรงสีฟันยักษ์ใหญ่มาขอซื้อกิจการมากกว่า 1 ครั้งก็ไม่เคยคิดขาย

เอก ในฐานะ Curaden Thailand ก็มีเป้าหมายใหญ่กว่าแค่ตัวเลขยอดขายสิ้นรอบบัญชี

เป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือสังคมที่ดูแลสุขภาพช่องปากเป็นกิจวัตร และทันตแพทย์ให้ความสำคัญที่กระบวนการป้องกันมากกว่ามุ่งแต่จะแก้ไข 

คุณสมบัติที่พวกเขามีเหมือนกันคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เจ้าของที่รักแบรนด์ยิ่งกว่าอะไรจึงไว้ใจให้นักธุรกิจในอีกซีกโลกพาธุรกิจไปยังปลายทางที่วางไว้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

1. แบรนด์ที่อยากให้คนดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตัวเอง

ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ Ueli ได้ฟังบรรยายของทันตแพทย์ท่านหนึ่ง เขาเล่าถึงการหาแนวทางไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่ต้นเหตุ และดูแลไม่ให้ต้องเจ็บป่วยอีก โดยเชื่อเรื่องการป้องกันมากกว่าซ่อมแซม ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอฟันได้รับการปลูกฝังต่อ ๆ กันมา

หมอท่านนี้สอนเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเอง แต่เป็นการดูแลในมาตรฐานของหมอฟัน ไม่ใช่คนทั่วไป

“การพยายามเปลี่ยนคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้และไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพช่องปาก มาดูแลฟันได้เหมือนที่หมอทำมันไม่ง่ายนะ เวลาเราทำความสะอาดฟัน เราก็คิดว่าที่ทำนั้นสะอาดแล้ว ซึ่งสะอาดของเรากับหมอไม่เหมือนกัน” 

เอกเล่าต่อว่า Ueli ได้แรงบันดาลใจครั้งใหญ่จากหมอท่านนี้ ความเชื่อที่ว่าถ้าทุกคนดูแลช่องปากได้ ก็ไม่ต้องเป็นโรคอีกต่อไป คือจุดเริ่มต้นและจุดยืนเดียวของธุรกิจนี้ในอีก 50 ปีต่อมา

2. สุขภาพที่ดีที่ไม่ใช่แค่ในช่องปาก และการป้องกัน (Prevention) ดีกว่าการซ่อมแซม (Restoration)

ชื่อของ CURAPROX มาจาก 2 คำ

Cura แปลว่า การรักษา

Proximal หมายถึงช่องว่างระหว่างฟัน 

สโลแกนของแบรนด์คือ Better Health for You สุขภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพในช่องปาก แต่หมายถึงสุขภาพโดยรวม เพราะหลาย ๆ ครั้งโรคทางกายก็เชื่อมโยงกับโรคในปาก 

“รู้ไหมว่า หมอฟันพยายามแก้ปัญหาช่องปากมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย มีการค้นพบฟันปลอมที่ทำจากฟันคนหรือสัตว์ และการสอนแปรงฟันก็มีมาตั้งนานแล้ว มีหลากหลายเทคนิค อย่างเทคนิคหนึ่งเรียกว่า Bass Technique คิดค้นโดย Dr.Charles Bass”

ที่น่าสนใจคือ หมอแบสคนนี้ไม่ใช่หมอฟัน แต่เป็นแพทย์ผู้พัฒนาวิธีการแปรงฟันจนเป็นที่ยอมรับในหมู่ทันตแพทย์ ย้ำเตือนว่าในแวดวงทันตกรรมยังให้ความสำคัญกับการซ่อมแซม (Restoration) มากกว่าการป้องกัน (Prevention) อยู่จริง

Curaden จึงตั้งใจให้แปรงสีฟัน CURAPROX เป็นเครื่องมือป้องกันโรคทางช่องปาก และคนธรรมดาต้องทำเองได้

3. ดีไซน์ที่อนุญาตให้คนลองผิดได้โดยไม่เจ็บตัว

ปัญหาของการทำความสะอาดฟันมี 2 ข้อ หนึ่ง คนไม่รู้วิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง สอง ต่อให้รู้วิธีที่ถูกต้อง มาตรฐานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน 

“เราอาจจะคิดว่าตัวเองทำดีแล้ว แต่อย่างที่บอก ดีของเราอาจยังไม่ดีพอตามหลักของแพทย์”

ทีมโปรดักต์ดีไซน์ของแบรนด์ทำงานหนักบนโจทย์ใหญ่ พวกเขาต้องออกแบบแปรงสีฟันที่ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาแปรงฟันได้สะอาดที่สุด

“ผมชอบเทียบแปรงของเรากับไอโฟน ตอนออกมายุคแรก ๆ แม่ผมถามตลอดว่ามันกดยังไง ก่อนหน้านี้ถ้าเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมาพร้อมคู่มือการใช้ แต่ไอโฟนไม่เคยมีคู่มือตั้งแต่วันแรก เขาดีไซน์ออกมาให้ User เรียนรู้วิธีใช้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมนุษย์ชอบลองผิดลองถูกอยู่แล้ว เอามนุษย์มาขังในห้อง เดี๋ยวก็หาวิธีเปิดประตูได้”

คำตอบของทีมดีไซเนอร์คือการออกแบบโปรดักต์ที่ให้คนลองผิดได้โดยไม่เกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็ต้องเอื้อให้คนทำถูกได้ง่าย เหมือนที่เอกย้ำ “ถูกง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เป็นไร”

4. แปรงสีฟันที่ทำให้มีพฤติกรรมเดิม แต่ได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป

ปัญหาสุขภาพช่องปากส่วนใหญ่มาจากแบคทีเรียที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งสำคัญในการทำความสะอาดช่องปากคือ ตำแหน่ง น้ำหนัก และการแปรงให้ครบทุกซี่และทุกซอก

“ถ้าตำแหน่งถูก แต่น้ำหนักผิดหรือแปรงไม่ครบ ก็ทำให้เกิดปัญหาได้”

แปรงสีฟันในท้องตลาดมีขนแปรงอยู่ที่ 800 – 1,000 เส้น และจำนวนขนแปรงไม่ใช่จุดขายในประเทศไทย ณ วันนั้น

“หมอฟันมักแนะนำว่า การแปรงฟันให้สะอาดที่สุดต้องใช้เวลานาน 2 นาที ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปไม่เคยใช้เวลาเป็นตัววัดความสะอาด แต่ใช้ความรู้สึก การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงต้องปรับไปตามพฤติกรรมการใช้งานจริง การแปรงฟันจาก 2 นาทีตามคำแนะนำหมอ เราอาจแปรงแค่ 30 – 45 วินาที เลยต้องคิดต่อว่าจะทำยังไงให้การกวาดแปรงทำความสะอาดฟันทีเดียวมีประสิทธิภาพเท่ากับกวาด 5 ที 

“จึงเป็นที่มาว่า ทำไมแปรงรุ่นแรกของเราต้องมีขนแปรงมากกว่า 5,000 เส้น”

5. 5460 แปรงรุ่นแรกที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ทันตแพทย์ รูปลักษณ์สวยเซ็กซี่เอาใจผู้ใช้ และไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี

“การจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มันต้องง่ายและไม่น่าเบื่อ ต้องทำให้สนุก ให้คูลให้ได้”

โจทย์ของหมอฟันคือ แปรงสีฟันที่ไม่เป็นอันตรายต่อทั้งเหงือกทั้งฟัน และทำความสะอาดได้ดี 

เมื่อออกแบบตามความต้องการทันตแพทย์ โปรโตไทป์แรก ๆ ของ CURAPROX จึงไม่สนุกเซ็กซี่เหมือนอย่างวันนี้ที่เราเห็น 

ทีมดีไซเนอร์กลับไปรวมหัวกันใหม่จนเกิดรุ่น 5460 แปรงสีฟันรุ่นแรกที่ไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี ด้วยหัวแปรงที่โน้มมาข้างหน้าเพื่อให้แปรงฟันด้านในได้สะดวก ขนแปรงตัดตรง ด้ามแปรง 8 เหลี่ยมจับเหมือนปากกา หากหมุนตามมุมจะทำให้หัวแปรงหัน 45 องศา ตรงตามหลักการแปรงฟันที่ถูกต้อง พอดีกับการแปรงคราบแบคทีเรียสะสมบนขอบเหงือกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเลือดออก เพราะขนแปรงนุ่มเฉพาะตัว

“กระบวนการออกแบบหัวและขนแปรงก็ท้าทายมาก” เขาเล่า “การที่เราจะใส่ขนแปรงกว่า 5,000 เส้น ถ้าหัวแปรงไม่ใหญ่ ขนแปรงก็ต้องเล็ก ซึ่งก็มีปัญหาตามมาอีก ถ้าเล็กมากเวลาเปียกน้ำจะย้วย เหมือนผู้หญิงผมเส้นเล็ก ซึ่งไม่มีวัสดุในท้องตลาดที่ตอบโจทย์นี้ บริษัทเลยต้องเริ่มจากศูนย์ พัฒนาวัตถุดิบใหม่ เกิดขนแปรงชนิดใหม่ที่แข็งเท่าเดิมถึงแม้เปียกน้ำ แต่นุ่มระดับที่สามารถแปรงบนขอบเหงือกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของเราเท่านั้น”

ส่วนสีสันสดใสมาภายหลัง ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่อยากให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปโดยปริยาย

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

6. ผลลัพธ์ที่แตกต่างไม่ได้สร้างแค่ยอดขาย แต่เกิดประสบการณ์เฉพาะตัว

CURAPROX Experience คือประสบการณ์ของผู้ใช้แปรงสีฟันแบรนด์นี้ เมื่อผลลัพธ์ที่ได้แตกต่าง คนก็ไม่อยากให้ปากสกปรก

“จริง ๆ แล้ว ปากที่สะอาดที่สุดคือตอนที่เพิ่งขูดหินปูนเสร็จใหม่ ๆ แต่นั่นคือหมอทำ ส่วนการแปรงฟันคือความสะอาดที่เราทำได้เอง มันคือความภูมิใจ

“พอแปรงฟันได้สะอาดขนาดนั้น ผมไม่กล้าดื่มกาแฟเลยนะ กลัวเปื้อน ความรู้สึกแบบนี้ทำให้คนแสวงหาผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดขั้นกว่า”

จากแปรงสีฟันรุ่น 5460 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์เฉพาะทางตามลักษณะของช่องปาก เช่น แปรงของคนจัดฟัน หรือแปรงกระจุกที่ใช้ทำความสะอาดฟันในตำแหน่งเฉพาะ ไปจนถึงแปรงรุ่น Velvet ที่มีขนแปรงถึง 12,000 เส้น

7. เพิ่มความสนุกด้วยแปรงสีฟันรุ่นลิมิเต็ด และรุ่นตอบโจทย์การใช้งานแบบเฉพาะที่ออกแบบเพื่อคนใช้งานจริง ๆ

แม้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากจะเป็นสินค้าแบบ Disposible คือใช้จนสิ้นอายุก็ต้องทิ้ง แต่แบรนด์นี้ก็ยังมีรุ่น Limited Edition ให้คนซื้อตื่นเต้นสนุกสนานอยู่เรื่อยมา อย่างครั้งที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก แบรนด์ก็ออกรุ่นพิเศษเป็นขนแปรงลายธงชาติบราซิลขายเอาใจคนในประเทศและแฟนกีฬาเสียเลย

หรืออีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เอกชอบมาก ๆ คือ Travel Set ประกอบไปด้วยแปรง 5460 ขนาดจริง แปรงซอกฟัน และยาสีฟัน บรรจุในกล่องขนาดพกพาที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน

“ผู้ใช้คือคนที่อยากทำความสะอาดช่องปากนอกสถานที่ แบบ Anytime, Anywhere อันดับแรกเลยต้องพกง่าย ขนาดกล่องต้องใส่กระเป๋าเสื้อได้ แล้วเขาก็ใส่กิมมิกให้เหมือนกระเป๋าเดินทาง

“เขาดีไซน์ให้ด้ามแปรงสีฟันรุ่น 5460 แบ่งเป็น 2 ท่อน พอเสียบต่อกันปุ๊บ กลายเป็นไซส์จริง ข้อต่อก็แข็งแรงมาก ไม่หัก ไม่งอ ไม่โครง พอกล่องเล็ก ทุกอย่างต้องใส่พอดี แต่เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องจำว่าอะไรวางยังไง เขาก็ออกแบบให้บนกล่องมีบอกตำแหน่งการวางทุกอย่าง แปรงวางแบบนี้ แปรงซอกวางแบบนี้”

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

ทีมออกแบบคิดเผื่อผู้ใช้งาน แม้กระทั่งป้ายบ่งบอกรสชาติยาสีฟันนอกกล่อง เพราะ CURAPROX มียาสีฟันหลากหลาย ซึ่งก็เกิดมาจากโจทย์ความต้องการของคนเช่นเดียวกัน

“ยาสีฟัน Be You ก็มีคอนเซ็ปต์ที่สนุกมาก มันเริ่มจากคำถามว่า เราขายแปรงสีฟันเก่งมาก แต่ทำไมคนที่ใช้แปรงเรา ไม่เห็นซื้อยาสีฟันของเราเลย”

เช่นเดียวกัน ยาสีฟัน CURAPROX รุ่นแรกดูยังไงก็เหมือนยาที่หมอจ่าย จนได้พัฒนาเป็นรุ่น Be You ให้ผู้ใช้เป็นตัวของตัวเองได้ ไอเดียเหมือนน้ำหอมที่แสดงตัวตนและบุคลิกผ่านกลิ่น ทำหน้าที่เป็นน้ำหอมของปาก มาพร้อมกลิ่นที่สนุกไม่แพ้สี เช่น Pure Happiness กลิ่น Peach & Apricot หรือ Challenger กลิ่น Gin & Tonic เป็นต้น

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

8. Curaden Thailand เกิดขึ้นในปี 2017 โดยกลุ่มคนที่เข้าใจวงการทันตกรรม

Curaden มีอยู่ 70 ประเทศทั่วโลกในรูปแบบตัวแทนจำหน่าย ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการทำตลาด บริษัทแม่จะเข้ามาลงทุนร่วม

ด้วยความที่เป็นแฟนพันธุ์แท้แปรงสีฟันยี่ห้อนี้อยู่แล้ว ทั้งยังมีเครือข่ายกับทันตแพทย์และคลินิกทั่วประเทศ เอกตัดสินใจติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อนำเสนอแผนธุรกิจ

ในอีเมลเล่าถึงศักยภาพของตลาดประเทศไทย พร้อมความเชื่อว่าคนไทยจะรักแบรนด์นี้ และแม้จะไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม Oral Care มาก่อน เขากลับมั่นใจว่าจะพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายได้ด้วย 2 เหตุผล

หนึ่ง เขามีความเข้าใจในตลาดทันตกรรม เพราะเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้เจ้าของคลินิกทำฟันมานับสิบปี หนึ่งในนั้นคือคลินิก Protech Dents ที่เราเคยไปเยี่ยมเยียน

และสอง ซึ่งนับว่าสำคัญที่สุด คือเขาเป็นผู้ใช้งานจริง และเคยผ่านประสบการณ์ที่เรียกว่า CURAPROX Experience มาแล้ว

จาก Exclusive Distributor ประจำประเทศ ก็พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ เขาสามารถพาแบรนด์เติบโตในทุกด้าน ตั้งแต่การรับรู้ ยอดขาย ไปจนถึงการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพช่องปาก ซึ่งรวมถึงผู้ใช้งาน ทันตแพทย์ หรือร้านค้าพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ จนแบรนด์แม่เลือกที่จะเข้ามาลงทุนร่วมในไทยอย่างจริงจังในปี 2019 โดยมีข้อแม้ว่า Curaden Thailand จะต้องดำเนินการโดยเอกและทีมงานเดิมทั้งหมด

9. นักขายทุกคนต้องผ่านการทดสอบเรื่องสุขภาพช่องปาก

หนึ่งตำแหน่งที่สำคัญมากที่สุดของธุรกิจในแวดวงทันตกรรมคือ นักการขาย หรือที่ Curaden Thailand เรียกว่า Partner Development Executive

ทุกคนต้องผ่านการอบรมและทดสอบ จะผ่านโปรเบชันต้องได้คะแนน 80 จาก 100 ทั้งระดับ Non-dentist Level 1 และ Level 2 ข้อสอบก็ไม่ใช่การท่องจำคุณสมบัติหรือจำนวนขนแปรงสีฟันอย่างที่หลายคนคิด แต่ต้องเรียนรู้เรื่องสุขภาพช่องปากตั้งแต่ต้นตอ ลึกไปถึงการทำงานของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เอกบอกว่า มีหลายคนไม่ผ่านโปรเบชัน

“เขาก็สงสัยว่าทำไมแบรนด์แปรงสีฟันต้องเข้มงวดกับการสอบขนาดนี้ ถ้าไม่เข้มงวด ทุกคนจะเป็นแค่เซลส์ขายแปรงสีฟัน เพราะเรามองแปรงสีฟันเป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ที่จะแปลงร่างลูกค้าให้เป็นคนใหม่ เป็นคนที่ดูแลสุขภาพช่องปากตัวเองอย่างถูกต้อง

“ผมเลือกที่จะไม่รับคนที่มาจาก Supplier เครื่องมือทันตกรรม แม้รู้ดีว่าเขาจะพาคอนเนกชันหมอกับคลินิกเข้ามาอีกมากมาย สิ่งนั้นสร้างได้ แต่การจะสอนให้เขาเปลี่ยนจากบทบาทเซลส์มาเป็น Educator หรือ Business Consultant ได้นั้นยากกว่าเยอะ”

พนักงานในตำแหน่งนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ด้าน Business Development ก็ต้องเคยทำ Marketing มาก่อน

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

10. ทำธุรกิจแบบมียอดขายเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ต้นเหตุ

อ่านมาถึงข้อนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามว่า แล้วธุรกิจนี้สนใจเรื่องยอดขายหรือเปล่า 

“สนสิ” เอกตอบทันที “แต่สนในฐานะผลลัพธ์ เราไม่ได้เอายอดขายมาตั้งต้น”

เขาเปรียบเทียบกับการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รางวัลออสการ์ รางวัลมาทีหลัง มาจากผลลัพธ์ของผลงานที่ดี คนที่มาร่วมงานกับเขาจึงต้องสนุกกับการเรียนรู้ เรียนรู้ว่าจะทำให้ลูกค้า ทันตแพทย์ และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ได้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง 

11. จัดกิจกรรมให้ทันตแพทย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของแบรนด์

เป้าหมายของ Curaden คือการทำงานร่วมกับทันตแพทย์ เพื่อให้คนไทยดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองได้ด้วยตัวเองจริง ๆ

แบรนด์ต้องการสนับสนุนทันตแพทย์ภาคเอกชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 2 โครงการที่ทำมาตลอดหลายปีอย่าง กลุ่ม Prevé และ Business Development Conference

โครงการแรกจัดทำขึ้นเพื่อหมอฟันที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ให้ความสำคัญในการสอนคนไข้ดูแลช่องปาก เน้นป้องกันมากกว่าซ่อมแซม แต่จะทำให้หมอฟันสนใจได้ ก็ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร

ต่อเนื่องมายังโครงการที่สอง คอร์สอบรมเรื่องการทำธุรกิจทันตกรรมโดยเอกและวิทยากรรับเชิญจากหลายสาขา ทั้งอาจารย์ภาควิชาการตลาด สอนกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจที่ไม่ใช่ราคา รวมถึงแนวคิดการทำธุรกิจคิดดีแบบ อาจารย์เกด-ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือ เกตุวดี Marumura ที่ผู้อ่าน The Cloud รู้จักเป็นอย่างดี

“เราไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่โฆษณาแบรนด์ ไม่ขายของ และหมอเจ้าของคลินิกที่มาร่วมงาน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของเรา ที่ทำตรงนี้เพราะรู้ดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังเป็นธุรกิจบริการทางการแพทย์ ที่จรรยาบรรณเป็นเรื่องสำคัญ 

“เราอยากเห็นคนไข้ขอบคุณหมอ มากกว่าพูดถึงหมอฟันในแง่ลบ ผมว่าบุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนสมควรได้รับคำขอบคุณนี้

“เราอยากให้หมอกลับไปพัฒนาคลินิกของตัวเอง เพราะสุดท้ายวงการก็จะพัฒนาต่อไปด้วย”

12. ตั้งใจเป็นมากกว่า Supplier

อุตสาหกรรมทันตกรรมประกอบไปด้วย 3 ผู้เล่นหลัก ๆ

Supplier ผู้จำหน่ายเครื่องมือให้ทันตแพทย์นำไปรักษาคนไข้

ทันตแพทย์ ผู้ประกอบธุรกิจบริการ

และคนไข้ที่มาใช้บริการรักษา

ถ้าใครเคยดูหนังหรือมีความเข้าใจวงการนี้อยู่บ้าง คงพอเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างเซลส์ผู้ขายกับแพทย์ผู้ซื้อ ความสัมพันธ์ที่มีลำดับขั้นและเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อให้ยอดขายทะลุเป้า

แต่ภาพในหัวของ CURAPROX ไม่ใช่แบบนั้น

เอกและทีมอยากเป็นมากกว่า Supplier ที่คอยหาสินค้ามาให้เมื่อต้องการ แต่เป็นที่ปรึกษาที่หมอดีใจทุกครั้งที่เข้าไปหา และพร้อมเล่าปัญหาให้ฟังเพื่อช่วยหาวิธีแก้ให้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

13. ขายของอย่างตรงไปตรงมา อะไรดีบอกดี ถ้ามีที่ดีกว่าก็ยินดีแนะนำ

“ผมไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อการอยู่รอด แต่ทำเพราะอยากแก้ปัญหาทางสังคม เครือข่ายทันตแพทย์เจ้าของคลินิกเอกชน ปัญหาสุขภาพช่องปากของคนไทย ไปจนถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เป็นภาระของภาครัฐ ซึ่งมีแต่จะมากขึ้นทุกวัน” เอกพูดเสียงหนักแน่น

สำหรับเขา การทำธุรกิจมีหลายวิธี มีทั้งแบบกีฬาเทนนิส คือการทำทุกทางให้อีกฝ่ายลำบากที่สุด ตัวเองถึงชนะ หรือแบบกอล์ฟ ที่กดดันอีกฝั่งด้วยจิตวิทยา

CURAPROX ทำธุรกิจเหมือน The Voice รอบชิงชนะเลิศ

“ให้มวลชนโหวต ไม่ใช้กรรมการตัดสิน คู่แข่งอยากทำอะไร ทำเลย เราไปแย่งไมค์จากมือเขาไม่ได้ แต่เราจะชนะก็ต่อเมื่อเราร้องเพลงถูกใจมวลชนมากกว่า เท่านั้นเอง”

สิ่งนี้สะท้อนผ่านวิธีการทำงานของ CURAPROX ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาทันตแพทย์ต้องการโซลูชันที่แบรนด์อาจไม่มีคำตอบให้

“หมอฟันอยากได้ไหมขัดฟัน เรารู้ว่ายี่ห้อไหนดี เราก็แนะนำไปหรือผมรู้ว่าหมอตุ๊กตา-ทพญ.ปวีณา คุณนาเมือง ทำยาสีฟันเด็ก ของเราก็มีนะ แต่ของหมอตุ๊กตาก็ตอบโจทย์และมีคุณภาพ  ผมก็แนะนำต่อให้ร้านค้าที่เป็นพาร์ตเนอร์เรา”

เพราะไม่ได้ทำธุรกิจแบบ ‘เธอตาย แล้วฉันถึงรอด’ ต่างคนเลยต่างเติบโตไปด้วยกัน

14. จะตกลงขายก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์ต่อคนซื้อ 

ในอุตสาหกรรมทันตกรรมพูดถึง CURAPROX ว่าเป็นแบรนด์ที่เลือกคลินิก เอกอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าหมอมองสินค้าเป็นแค่แปรงสีฟันไว้ขายคนไข้ แต่ไม่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ก็จะไม่ยอมขายให้เด็ดขาด

วิธีการขายของแบรนด์ก็น่าสนใจมาก เขาไม่ขายขาด แต่ใช้วิธีฝากขาย ขายได้ 1 ด้าม วางบิลแค่ 1 ด้าม ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือใช้วิธีจำกัดจำนวน เพื่อไม่ต้องการให้เป็นภาระกับคลินิก

“เราอยากช่วยหมอ สมัยก่อนวิธีขายของ ถ้าซื้อเยอะจะมีส่วนลด มีของแถม แต่เราไม่อยากผลักภาระให้เขา ไม่อยากบีบให้ซื้อเยอะเพื่อเอาส่วนลด ทั้ง ๆ ที่ของขายไม่ได้ เมื่อเขาขายของเราไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์กับเขา ต่อให้ขายขาด เขาก็ซื้อเราแค่ครั้งเดียว เราเลยไม่ได้ขายทุกคลินิก ต้องมั่นใจก่อนว่ามันจะมีค่ากับเขา เราถึงขายให้”

15. แบรนด์แปรงสีฟันที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการทันตกรรมและสังคมไทย

ตั้งแต่ปี 2017 CURAPROX เข้ามาเปลี่ยนแวดวงทันตกรรมในหลายด้าน 

ด้านโปรดักต์ เราเริ่มเห็นแปรงสีฟันสี ๆ เห็นคนพูดถึงความสำคัญของความนุ่ม การจับแปรงแบบปากกา เริ่มเห็นแบรนด์อื่นในท้องตลาดใช้จุดขายคล้าย ๆ กัน

ด้านความสัมพันธ์กับทันตแพทย์ แบรนด์เปลี่ยนภาพจำจาก Supplier ที่เน้นขายเยอะ เป็นที่ปรึกษาที่อยากเติบโตไปด้วยกัน

ด้านทันตกรรม มีหมอฟันจากทั่วประเทศที่มุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) เพิ่มขึ้นทุกวัน 

ด้านผู้ใช้ เกิดคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพช่องปาก ที่สนุกกับการแปรงฟันอย่างถูกวิธีจนเป็นนิสัย

เอกนึกไปถึงวันที่ Ueli เดินทางมาพบที่เมืองไทย ภาพที่เขาเดินยิ้มลงจากรถตู้ยังชัดเจน

“วันนั้น ผมยังนึกกับตัวเองอยู่เลยว่าเขาจะรู้สึกยังไงนะ ถ้าวันหนึ่งผมเดินทางไปประเทศเล็ก ๆ แล้วมีหมอฟันในประเทศนั้นเดินมาจับมือผมแล้วบอกว่า เขา Appreciate กับสิ่งที่เราทำมาก ๆ 

“เป็นผม ก็คงเดินลงจากรถตู้ยิ้มกว้างเหมือน Ueli วันนั้นแหละ”

15 เรื่อง CURAPROX แบรนด์แปรงสีฟัน Made in Switzerland ที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load