ตึกเก่า กับ ย่านพระนคร ถือเป็นของคู่กันฉันใด ดอกไม้ กับ ปากคลองตลาด ก็เป็นของคู่กันฉันนั้น แต่การมาเยือนสี่แยกบ้านหม้อ จุดยุทธศาสตร์แห่งเขตพระนครคราวนี้ดูมีสีสันและประทับความทรงจำที่ยากจะลืมไว้มากกว่าครั้งก่อนๆ เพราะเรามีหมุดหมายอยู่ที่ ‘มาลี’ หรือ ‘MALEE BREW & BLOOM’ คาเฟ่สไตล์ Thai Minimalist ที่จับเอาตึกเก่า ร้านดอกไม้ไทย ลานแสดงนิทรรศการ และอาหารรูปรสยวนใจมาไว้ ณ ที่แห่งเดียว

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด อาจทำให้ธุรกิจคาเฟ่และร้านอาหารซบเซาลงไป แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ จะมีคาเฟ่กึ่งแกลเลอรี่ผุดขึ้นมาใต้ร่มหลังคาตึกเก่าอายุกว่า 100 ปี ด้วยความกล้าบ้าบิ่นของ บอส-ภาคภูมิ แก้วดวงดี เด็กหนุ่มจากชัยภูมิผู้หอบเสื้อผ้าและความฝัน แพ็กใส่กระเป๋าเข้าเมือง เริ่มต้นจากงานประดิษฐ์ดอกไม้ไทยในอินสตาแกรมส่วนตัว จนขยับขยายมาเป็นคาเฟ่รีโนเวตจากตึกเก่าที่ทั้งเท่และเก๋ไม่ซ้ำ 

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

พ้นเขตประตูกระจกใส สายตาเราจับจดอยู่ที่กลุ่มแถวของดอกไม้น้อยใหญ่ละลานตา ถึงแม้บางชนิดจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง แต่เพราะถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องจนมาดโก้ ทำให้ดอกไม้ไทยธรรมดา ดูหรูหราแปลกตาไปมากทีเดียว กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ คละเคล้าด้วยกลิ่นกรุ่นกาแฟ รัญจวนใจจนลืมไม่ลง

แม้จะเก็บกลิ่นหอมตลบและรสชาติอาหารจานตรงหน้ามาฝากไม่ได้ แต่เราขอจรุงจิตจรุงใจผู้อ่านทุกท่านด้วยบทสนทนาของเรากับบอส บอกเล่าถึงการผลิบานของสถานที่แห่งนี้ และการผลิบานในชีวิตของเขาเองด้วยเช่นกัน

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

มาลัย

“มันเริ่มจากตอนที่เราช่วยคุณยายร้อยมาลัย” 

บอสเล่าจุดเริ่มต้นของร้านมาลี และเรื่องราวที่จับพลัดจับผลูให้เขาผูกพันกับงานประดิษฐ์ดอกไม้ไทย ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอาศัยเวลาบ่มเพาะ ราวกับเขากำลังสนเข็มสาธิตวิธีการร้อยมาลัยที่แสนละเมียดละไมและประณีตเป็นที่สุด

“บอสมาจากชัยภูมิครับ ในต่างจังหวัด ถ้ามีงานบุญ คนสูงอายุเขาจะมารวมตัวเพื่อช่วยกันเตรียมงาน ร้อยพวงมาลัยบ้าง เย็บถาดขนมบ้าง ทำพานบายศรีบ้าง ยายเราก็จะไปช่วยทำ ซึ่งบอสติดยายมาก ยายไปไหนเราก็ตามไปด้วย

“เราเลยได้ลองจับลองทำ ซึบซับไปเรื่อยๆ จนรู้ว่าเราชอบสิ่งนี้ สมัยเรียนมัธยม เราก็รับจ้างทำงานฝีมือจากดอกไม้เป็นรายได้เสริม นั่นยิ่งทำให้เราชอบเข้าไปใหญ่ เพราะจากงานอดิเรก มันกลายเป็นว่าทำเงินให้เราได้ด้วย”

แม้จะมีทักษะทางด้านงานดอกไม้เป็นอย่างดี แต่ผิดโผ เด็กหนุ่มจากชัยภูมิเลือกศึกษาต่อด้านสถาปัตยกรรมภายใน และเดินหน้าทำงานในสายอาชีพนี้มายาวนานกว่า 7 ปี

“ก็เราทำเป็นแล้ว เราไม่ต้องเรียนต่อในสาขานี้ก็ได้ มันเรียนนอกเวลาได้ เรียนอะไรที่เราไม่เคยเรียนดีกว่า” ใต้น้ำเสียงนุ่มนวล เรากลับสัมผัสได้ถึงความมั่นใจและแข็งแกร่งของเขาเช่นกัน

ชีวิตในเมืองหลวงอาจถูกใจและสะดวกสบายต่อใครหลายๆ คน แต่นั่นไม่ง่ายเลยสำหรับบอส เมื่อภาระหน้าที่และความไม่คุ้นชินในช่วงจังหวะชีวิตที่ต้องพลัดถิ่นฐานมาไกล บอสจึงหันหน้าใช้ศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว

“ถ้าอยู่ต่างจังหวัดแล้วเข้ามาเรียนหรือทำงานในกรุงเทพฯ จะรู้เลยว่าใช้ชีวิตลำบากมาก บอสเลยไปขอพรกับพระแก้วมรกต ให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรือง ให้เราอยู่ที่นี่ได้ หลังจากนั้นก็ดีขึ้นจริงๆ บอสเลยทำดอกไม้ไปถวายท่าน คิดใหม่ ทำใหม่ ตามสไตล์ที่เราชอบเลย

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

“จากนั้นมาเราก็ทำงานดอกไม้บ่อยขึ้น กลับจากที่ทำงานมา ก็คลายเครียดด้วยการร้อยดอกไม้ คนอื่นทำแบบไหนเราไม่รู้ แต่เราทำดอกไม้แล้วมีความสุข เราสบายใจ ทำเสร็จก็ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม พอเริ่มมีคนให้ความสนใจมากขึ้น เลยเปิดอินสตาแกรมสำหรับลงรูปงานดอกไม้และรับทำงานดอกไม้โดยเฉพาะ”

บอสหมายถึงร้านดอกไม้ในอินสตาแกรมที่ใช้ชื่อว่า thelegendbouquet ก่อนพบกัน เราเปิดดูผลงานบางส่วนของบอสมาเป็นที่เรียบร้อย ยิ่งได้มาเห็นของจริงก็ยิ่งตอกย้ำว่า ลายเซ็นของงานดอกไม้ไทยโมเดิร์นจากที่นี่ แข็งแรงและโดดเด่นสมคำร่ำลือ

เสียงหัวเราะแกมเขินของบอสดังขึ้น เมื่อเล่าถึงเมื่อครั้งเคยจัดดอกไม้เป็นช่อ แล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะของหัวหน้าที่ทำงาน นั่นยิ่งทำให้เราเห็นวัฏจักรการเติบโตของดอกไม้ในชีวิตบอสได้ชัดเจนขึ้น แม้ในขณะนั้นดอกไม้อาจยังไม่ได้มีบทบาทหลักในชีวิต แต่มันไม่เคยจางหายไปจากตัวตนของเขาเลย ตั้งแต่วันที่ได้ลองทำเป็นครั้งแรก 

“เราเริ่มมีงานดอกไม้เข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่งานสเกลเล็กๆ อย่างร้อยมาลัย พานพุ่ม พานบายศรี พวงหรีด ไปจนถึงสเกลใหญ่อย่างการตกแต่งงานทั้งงานด้วยดอกไม้ 

“พอมาถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่างานดอกไม้ก็สามารถสร้างอาชีพให้เราได้นี่ เราเลยอยากมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าด้วย ถ้าเรายังเป็นออนไลน์อยู่ ก็อาจจะสู้กับเจ้าอื่นไม่ได้”

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

มาไกล

จากกิจกรรมที่หัดทำตามคุณยาย สู่การหารายได้เสริมในวัยเด็ก เคล็ดบำบัดจิตใจ และภาพฝันที่จะใช้ดอกไม้เป็นอาชีพหลักในอนาคต จนเมื่อได้พบกับทำเลที่ถูกใจ ความฝันจึงเดินทางเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น บอสตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะหันมาเอาดีทางด้านงานดอกไม้ และวางมือจากงานประจำด้านออกแบบตกแต่งภายใน

บอสเล่าให้เราฟังว่า ความน่าแปลกใจอย่างหนึ่ง คือการที่เขามาปากคลองตลาดจนนับครั้งไม่ถ้วน เที่ยวเดินเสาะหาตึกเก่าที่ตรงสเปกมาแล้วร่วมปี แต่ก็ไม่มีวี่แวว จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่บอสเชื่อว่าเขาไม่ได้พกอะไรใส่ในกระเป๋าต่างจากวันอื่นๆ ยกเว้นโชคชะตา

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

“บอสกลับจากปากคลองตลาด เห็นแล้วก็แปลกใจว่ามีตึกนี้ด้วยหรือ ผู้เช่าเดิมคือ อมร อีเล็คโทรนิคส์ ซึ่งเขากำลังจะหมดสัญญาเช่า คืนนั้นเรานอนไม่หลับเลย ตื่นเช้ามาเราก็รีบมาที่ตึก เดินหาป้ายประกาศว่าจะติดต่อได้จากที่ไหน บอสคิดว่าเขาประทับใจในสิ่งที่เราจะทำนะ เขาเลยยอมปล่อยตึกนี้ให้กับเรา

“พอได้ตึก ก็ปรึกษาเงินในกระเป๋าก่อน (หัวเราะ) ตอนนั้นเราทำงานเก็บเงินมาได้สักก้อนหนึ่งแล้ว ก็โทรบอกแม่ว่าจะทำร้านนะ แต่ถ้ามันไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าบอสกลับบ้านพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียวเหมือนตอนที่บอสเข้ามากรุงเทพฯ แม่จะโอเคไหม”

แม้ในต้น พ.ศ. 2564 สถานการณ์โรคระบาดและสภาพเศรษฐกิจยังระส่ำระสาย บอสกลับลาออกจากงานประจำ ทุบหม้อข้าวในวันที่หลายคนหยอดเหรียญลงประปุก โดยเขาย้ำกับเราว่า โอกาสและความฝัน เป็น 2 สิ่งในชีวิตที่ไม่เคยรอเวลา 

บอสตั้งใจไว้แต่แรกว่าไม่อยากใช้พื้นที่ทั้งหมดไปกับร้านกาแฟและร้านขนม แต่อยากยกเคาน์เตอร์จัดดอกไม้ของตนมาไว้ในร้าน และอุทิศพื้นที่กว่า 2 ใน 3 ให้เป็นลานจัดนิทรรศการและเวิร์กชอปงานศิลปะหลายแขนง เมื่อได้ตึกเก่าหัวมุมสี่แยกบ้านหม้อมาเติมเต็ม ทุกอย่างก็ดูเหมาะเจาะเข้าทางเหมือนถูกจับวางไม่มีผิด

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว
มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

การผลิบานครั้งใหม่ของคาเฟ่มาลี เรียงกลีบผลิช่อได้อย่างราบรื่นและมีผลตอบรับที่ดีเกิดคาด แม้จะมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด มาระงับการให้บริการส่วนของร้านกาแฟไปบางช่วง แต่ก็ไม่กระทบกับธุรกิจงานจัดดอกไม้ ซึ่งเป็นรายได้หลักของร้านมากเท่าใดนัก

“ความต้องการใช้ดอกไม้ยังมีอยู่ตลอดนะครับ ทั้งก่อนและหลังโควิด-19 ระบาด แต่จะมีกระทบอยู่บ้างช่วงที่มีคลัสเตอร์ที่ปากคลองตลาด ซึ่งเรารับดอกไม้มาจากที่นั่น ลูกค้าบางคนเขาก็จะยังไม่กล้าสั่ง ยิ่งถ้าหากวัดปิด ความต้องการใช้ดอกไม้ก็จะลดลงตามไปด้วย อันนั้นแหละที่ทำให้เราได้รับผลกระทบจริงๆ”

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

มาลี

บอสตั้งชื่อเล่นให้คาเฟ่แห่งนี้ว่า ‘มาลี’ เมื่อมีชื่อเล่นก็ต้องมีชื่อจริงตามสไตล์คนไทย ชื่อ ‘MALEE BREW & BLOOM’ จึงถือกำเนิดขึ้น โครงสร้างภายนอกคือตึกเก่า 3 ชั้น อายุกว่า 100 ปีที่ตั้งเด่นเป็นสง่าท้าทายกาลเวลาและวันวาน บอสกระซิบบอกกับเราว่า เขาไม่ได้แตะต้องโครงสร้างภายนอกเลยแม้แต่น้อย

“เราชอบแล้ว คิดว่าไม่มีอะไรทำให้นางสวยได้นอกจากเวลา” เจ้าของร้านเอ่ย 

เมื่อเดินเข้ามาที่ชั้นหนึ่ง คุณจะได้พบสวนดอกไม้ตระการตาขนาดย่อม ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและการจัดธีมของร้าน ถัดไปเป็นเคาน์เตอร์สีขาวสะอาดตา ที่ตั้งของครัวเล็กๆ สำหรับผลิตกาแฟและขนมอบสดใหม่หลากหลายชนิด ส่วนอีกฟากคือโซนจัดดอกไม้ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของร้าน แทนที่จะมีพื้นที่ว่างวางโต๊ะเก้าอี้มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเข้ามานั่งจิบกาแฟได้มากที่สุด เขากลับเนรมิตเป็นลานจัดแสดงนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนจากดอกไม้ ให้แวะมาเยี่ยมชมได้ไม่มีเบื่อ ที่สำคัญ บอสยังเชิญชวนเพื่อนๆ จากแวดวงงานศิลปะหลายแขนง มาร่วมรังสรรค์ผลิบานความสดใหม่ในนิทรรศการทุกครั้งเมื่อมีโอกาสอีกด้วย

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

ชั้นสองเป็นพื้นที่สำหรับนั่งทานขนมและกาแฟ ประดับประดาด้วยหมู่มวลดอกไม้และเครื่องแขวนวิจิตรบรรจงนานาชนิด ตั้งแต่ราวบันไดจนสุดปลายเพดาน ทั้งกระเช้ามาลี วิมานพระอินทร์ และโคมระย้าอีกน้อยใหญ่ ทุกชนิดขึ้นรูปร้อยร่างจากดอกไม้ไทยสดใหม่ พับกลีบซ่อนมุมไว้อย่างประณีต ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ช่วยให้เจริญอาหารได้หลายทบทวี

ส่วนชั้นสาม บอสมีโครงการ Glasshouse Workshop ทดไว้ในใจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวเขาและศิลปินรับเชิญที่มาร่วมจัดนิทรรศการแต่ละครั้ง ได้มาแบ่งปันแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดมิติความรู้ด้านงานศิลปะแขนงที่ตนเองช่ำชองให้แก่ผู้สนใจ แวะเวียนมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ไปพร้อมกับการเยี่ยมชมงานดอกไม้ และลิ้มรสจานอาหารแสนสนุกในคราวเดียว

“สมมติว่ามีศิลปินงานผ้ามาคอลแลบกับบอส ก็จะเกิดงานดอกไม้ผสมกับงานผ้า กลายเป็น Exhibition ที่จัดอยู่ชั้นหนึ่ง แล้วก็จะมีกิมมิกเหล่านั้นลามมาที่การตกแต่งดอกไม้บนชั้นสองด้วย ส่วนชั้นสามก็จะเป็นเวิร์กชอปของศิลปินท่านนั้น เราคิดมาแล้วว่าอยากให้ทุกอย่างมันล้อไปด้วยกันทั้งหมด

“ในอนาคต บอสอยากจัดดินเนอร์ให้คนที่มาเวิร์กชอปได้ร่วมทานมื้อเย็นกับเรานะครับ เพราะแสงตอนเย็นของที่นี่สวยมาก ซึ่งคิดว่ายังไม่ค่อยมีใครเคยเห็น”

มาชิม

มาเยือนถิ่น MALEE BREW & BLOOM ทั้งที ใช่ว่าจะมีแต่ดอกไม้ให้ชม หากไม่ได้ชิมสารพัดเครื่องดื่มและขนมจากที่นี่ ก็จะถูกซุบซิบว่าเสียเที่ยวได้

ผู้อยู่เบื้องหลังเมนูสุดครีเอตที่ทั้งรวยรูปและอร่อยรสทั้งหลาย ต้องยกความดีความชอบให้ ปาล์ม-ณัทพงษ์ ลีละวัฒนพันธ์ หุ้นส่วนของบอส ผู้ทดลองคิดค้นสูตรและดูแลเคาน์เตอร์อาหารที่เสิร์ฟภายในร้าน โดยมีการใช้ดอกไม้คอยเชื่อมโยงทุกเมนูให้เข้ากับตัวตนของมาลีได้อย่างกลมกล่อม ความน่ารักมากของที่นี่ คือการตกแต่งอาหารด้วยดอกไม้ออร์แกนิกทานได้ ให้คุณได้ละเลียดรสชาติแบบคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

เมนูแนะนำที่ถึงเชลล์ไม่ชวนก็ควรชิม คือเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อย่าง Siam Rose สัมผัสหอมเบาจากกาแฟสกัดเย็นผสมกับกุหลาบและลิ้นจี่ แม้ไม่ใส่น้ำแข็งก็ดื่มคล่องคอเย็นชื่นใจ อีกแก้วที่มาแล้วไม่สั่งไม่ได้คือ Into the Woods แก้วนี้ผสมผสานระหว่างเมล็ดกาแฟ 2 สัญชาติกับชาสูตรพิเศษของทางร้าน เบลนด์พร้อมกลีบกุหลาบ มะม่วง และราสเบอร์รี่ ให้ความหอมหวานโดดเด่นเฉพาะตัว

ส่วนจานขนมโฮมเมด ก็เสริมทัพจัดขบวนมาไม่น้อยหน้า ทั้ง Lemon Tart เมนูท็อปฮิตยอดนิยม ตัวไส้ทำจากเลม่อนแท้ รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี หรือจะเป็น Coconut Tart ก็เข้าที เพราะเห็นแค่หน้าตาก็รู้ทันทีว่าต้องชิม ทางร้านคัดส่วนผสมจากมะพร้าวน้ำหอมแท้ นุ่มละมุนละลายในปาก ถูกใจสายหวานน้อยแน่นอน

มาชม

ร้านกาแฟบนตึกเก่าในย่านพระนครหาได้ง่ายพอๆ กับร้านสะดวกซื้อ ชนิดที่ว่าหลบไปมุมไหนก็หาร้านกาแฟซุกตัวได้อยู่ไม่ขาด แต่สิ่งที่ทำให้มาลีเป็นที่รู้จักในบรรดาสายคาเฟ่และนักเสพงานศิลป์จากทั่วฟ้าเมืองกรุงภายในระยะเวลาไม่ถึงขวบปี บอสมองว่าเป็นเรื่องของตัวตนและจุดยืนที่มาลีหนักแน่นมาเสมอ

“ลูกค้าจำเราได้ตั้งแต่เราขายดอกไม้อยู่ในไอจี พอเรามาทำร้าน เราก็ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของเราออกมา บอสมองว่าความเป็นตัวตนมันยั่งยืนกว่าการทำไปตามกระแสนะครับ มันดีกว่าทำการตลาดไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นว่าช้ำหมด แล้วก็เงียบไป

“ถ้าเรามีตัวตน เราจะทำอะไร อยู่ที่ไหน คนก็จำเราได้”

อีกหนึ่งประการที่ทำให้ลูกค้าหน้าใหม่แวะเวียนเข้ามาที่คาเฟ่แห่งนี้จนหัวกระไดไม่แห้ง และเชื้อเชิญให้ขาประจำแวะมาซ้ำเป็นครั้งที่สองสามเรื่อยไป คือการหมุนเวียนเปลี่ยนโฉมการตกแต่งร้านอยู่เสมอ ก้าวขาเข้ามาแต่ละครั้ง ก็พบความตื่นเต้นหรรษากับบรรยากาศใหม่ ณ ขณะก็เหมือนว่าเป็นบรรยากาศเดิมที่คุ้นเคยเมื่อคราวก่อน

“บอสมองว่า Exhibition มันดีตรงที่เขาเข้ามาที่เดิม แต่เขาไม่ได้รูปเดิม

“เราเน้นไปที่ดอกไม้ไทย ดอกไม้ตามฤดูกาล และดอกไม้ที่คนไม่ค่อยนึกถึง ให้เห็นว่ามันเอามาทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย เทคนิคต่างๆ ที่บอสใช้ก็มาจากการดูจากภาพจิตรกรรมหรืองานจิวเวลรี่ต่างๆ ถ้าเราทำงานดอกไม้ แล้วเราไปดูงานดอกไม้ของคนอื่น มันก็จะออกมาเหมือนกัน เราต้องดูจากศาสตร์อื่นๆ แล้วค่อยมาแปลงให้เป็นงานดอกไม้”

เมื่อเราถามถึงความถี่ของแบบสเก็ตช์ใหม่ๆ ที่บอสจะนำมาใช้จัดนิทรรศการ คำตอบของบอสทำให้เราทุกคน ณ ที่นั้นหัวเราะออกมาพร้อมกันด้วยความคาดไม่ถึง

“คิดทุกวันครับ (หัวเราะ) ​​เพราะร้านเราอยู่ปากคลอง เราอยู่ใกล้วัตถุดิบ แบบที่อยากจะทำมันมาทุกวันอยู่แล้ว”

ดอกไม้อาจเป็นเม็ดเงินและธุรกิจที่หล่อเลี้ยงปากท้อง แต่นั่นคือชีวิตและจิตวิญญาณของบอสเช่นกัน ด้วยพรสวรรค์ในการช่างคิดช่างทำ บอสจึงชอบเนรมิตแบบสเก็ตช์ที่เก็บซ่อนไว้บนแผ่นกระดาษ ให้ได้วาดลวดลายอยู่บนลานนิทรรศการในร้านอยู่เสมอ ทำให้ร้านมาลีทำหน้าที่เป็นพอร์ตเก็บผลงาน และลานปล่อยของของเขาไปด้วยในตัว 

หากลูกค้าเดินเข้ามาเลือกแบบดอกไม้ บอสก็พร้อมกางพอร์ตเล่มโตให้คุณได้เลือกสรรตามใจ หากผูกสมัครรักชอบผลงานชิ้นไหน บอสก็พร้อมเนรมิตทั้งหมดให้ได้อย่างไม่รีรอ

แม้สถาปนิกออกแบบตกแต่งภายในกับนักจัดดอกไม้จะแตกต่างกัน แต่บอสคิดว่าวิชาความรู้ด้านการออกแบบที่ติดตัวอยู่ ช่วยให้เขาเข้าใจองค์ประกอบ สัดส่วน โทนสี และฟังก์ชัน ของงานดอกไม้แต่ละชิ้นได้อย่างรู้จักมักคุ้น ผลงานที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นเครื่องการันตีว่างานดอกไม้ทุกชิ้นจากที่นี่ ผสมความทันสมัย ความแปลกใหม่ และคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีไทย มาแขวนเข้าคู่กันไว้ได้อย่างลงตัว

“เวลาเรารักอะไร เราจะทำออกมาได้ดีเสมอ ซึ่งบอสคิดว่า ทุกอย่างที่บอสทำในวันนี้ เป็นเพราะความรักล้วนๆ เลย” 

เรื่องราวการผลิบานของร้านมาลี และช่วงชีวิตที่เผชิญกับความกล้าบ้าบิ่นของบอส ช่วยเสกสรรค์ให้ขนมและเครื่องดื่มบนโต๊ะหวานละมุนกลมกล่อมยิ่งกว่าเก่า กลิ่นรัญจวนจิตของพรรณไม้ที่ฟุ้งไปทั่วร้าน ยังติดอยู่ที่ปลายจมูกไม่จาง เมื่อได้รู้ว่านอกจากกลิ่นดอกไม้และขนม ที่แห่งนี้ยังตลบอบอวลไปด้วยความฝันและความทะเยอทะยานของเด็กหนุ่มไกลบ้าน ผู้หอบเอาร่องรอยความทรงจำแห่งวัยเยาว์ มาลงหลักปักฐานไว้ ณ ร้านดอกไม้ที่เสิร์ฟอาหารและนิทรรศการศิลปะเป็นเครื่องเคียง

จานขนม เครื่องดื่ม และบทสนทนาของเราดำเนินมาจนถึงปลายทาง ประหนึ่งว่าพวงมาลัยที่เขาบรรจงจัดร้อยให้เราเห็นเป็นขวัญตาเมื่อแรกเอ่ยคำทักทาย ได้ม้วนปมตัดปลายด้ายเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมทำหน้าที่เป็นพวงมาลัยคล้องใจให้เราอยากกลับมาเยี่ยมเยียน ณ ที่แห่งนี้อีกเป็นครั้งที่สาม สี่ ห้า และอาจมีครั้งที่อนันต์ตามมาในที่สุด

มาลี / MALEE BREW & BLOOM

ที่ตั้ง : 180 ถนนบ้านหม้อ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : อังคาร-ศุกร์ 11.00 – 19.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 10.00 – 19.00 น.

Facebook : MALEE BREW & BLOOM.

Instagram : malee.brewandbloom

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

20 พฤศจิกายน 2564
1,143

หากพูดถึงการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าบอคเซียเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ผู้คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ในฐานะกีฬาความหวังเหรียญทองของประเทศ ชื่อของกีฬาบอคเซียมักมาพร้อมภาพความสำเร็จที่มีเหรียญรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านเสมอ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ภาพที่เราเห็นเป็นเพียงส่วนเดียวจากความพยายามเบื้องหลังทั้งหมด

คอลัมน์ Share Location ในครั้งนี้ จึงอยากชวนผู้อ่านร่วมเดินทางสำรวจเส้นทางที่ผ่านมาของกีฬาบอคเซีย และเป้าหมายในระดับต่อไปของพวกเขา ผ่านการเยี่ยมชมสนามฝึกซ้อมแห่งใหม่ ที่ถูกวางไว้เป็นส่วนหนึ่งใน Road Map สู่ความสำเร็จ

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

Boccia

กีฬาบอคเซียมีจุดเริ่มต้นจากกีฬาในสมัยกรีกโบราณ มีระบบการเล่นคล้ายเปตอง โดยแข่งขันผ่านการโยนลูกบอลให้เข้าใกล้กับบอลที่เป็นเป้าหมายให้ได้มากที่สุด ด้วยลักษณะการเล่นที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมานี้ ทำให้บอคเซียได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นกีฬาที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสมองใช้เป็นกิจกรรมผ่อนคลาย ฝึกฝนร่างกาย สมาธิ และได้มีส่วนร่วมกับโลกของการกีฬาในที่สุด โดยนิยมเล่นอย่างแพร่หลายในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ก่อนจะถูกบรรจุในการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1984 

“เราเริ่มเล่นหลังเขาสามสิบปี”

คุณอนุสรณ์ พิมงา เลขาธิการสมาคมกีฬาคนพิการทางสมองแห่งประเทศไทย เกริ่นถึงก้าวแรกของกีฬาบอคเซียในประเทศไทย ที่เริ่มเล่นหลังจากเจ้าตำรับ

“แต่คุณเชื่อมั้ยว่าหลังจากที่เราล้มเหลวมาสองสามครั้ง ความล้มเหลวมันจุดประกายให้เรามุ่งมั่นที่จะเอาชนะเขา ในกีฬาที่ไม่ปะทะ ไม่ต้องต่อสู้เรื่องสภาพร่างกาย มีแต่ความพิการที่สู้กันให้ได้ในคลาสนั้นๆ”

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

และวันเวลาก็พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า ความสำเร็จไม่เคยเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับใจซึ่งไม่ย่อท้อต่อข้อจำกัด ด้วยรางวัลเจ้าเหรียญทองประเภททีม 3 สมัยซ้อน และเหรียญทองประเภทบุคคลอีกหลายรายการในการแข่งระดับ World Class

แต่สิ่งที่ยากกว่าการประสบความสำเร็จ คือการยืนระยะรักษาความสำเร็จนั้น

“เราจะไม่ยอมให้ขาดรอยต่อของเจนเนอเรชัน เพราะฉะนั้น เราต้องหาเงินมาเพื่อสร้างเจนเนอเรชันต่อไปให้ได้”

ถึงจะได้รางวัลระดับโลกมาครองในหลายประเภทการแข่งขัน แต่สมาคมกีฬาคนพิการทางสมองก็ยังไม่หยุดพัฒนาปัจจัยต่างๆ เพื่อผลักดันทีมกีฬาบอคเซียไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เวลา และการหานักกีฬา แต่ความพยายามกับความมุ่งมั่นก็ทำให้เกิดสนามฝึกซ้อม Boccia Training Center ได้ภายในต้น พ.ศ. 2564 ผ่านความร่วมมือของผู้คนในหลายภาคส่วนจากกระบวนการ CSR และได้รับการสนันสนุนจากบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)

การสร้างสนามฝึกซ้อม Boccia Training Center ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างอาคาร แต่เป็นการสร้างประวัติศาสตร์

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย
ภาพ : ©Yamastudio

Special Spatial Requirements

“อาจจะเป็นกีฬาเดียวมั้งที่ผมเล่นได้ เพราะกีฬานี้เกณฑ์ความพิการค่อนข้างเฉพาะ เลยหานักกีฬายาก ไม่เหมือน Wheelchair Racing หรือว่ายน้ำ ที่พิการจากอุบัติเหตุก็เล่นได้”

รวุฒิ แสงอำภา และ วัชรพล วงษา สองนักกีฬาบอคเซียทีมชาติไทยที่ใช้เวลากว่าสิบปี ฟันฝ่าอุปสรรคกว่าจะมาถึงวันนี้ ที่เป็นเจ้าของเหรียญทองระดับ World Class และล่าสุดกับเหรียญทองประเภททีม BC1-2 และเหรียญเงินประเภทบุคคลจากพาราลิมปิกส์เกมส์ 2020 ณ กรุงโตเกียว ทั้งคู่เล่าให้เราฟังถึงเกณฑ์การคัดเลือกนักกีฬาบอคเซีย ซึ่งจำแนกจากลักษณะความพิการทางสมอง การควบคุมความเคลื่อนไหวของร่างกาย และประเภทของการช่วยเหลือ แบ่งเป็น 4 คลาส ตั้งแต่ BC1 ถึง BC4 

BC1 สำหรับผู้เล่นที่โยนบอลได้เอง อาศัยผู้ช่วยในการปรับตำแหน่งเก้าอี้หรือคลึงบอลเท่านั้น

BC2 สำหรับผู้เล่นที่โยนบอลได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยผู้ช่วย 

BC3 ผู้เล่นที่เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก ต้องอาศัยอุปกรณ์รางปล่อยบอลพร้อมผู้ช่วย 

BC4 ผู้เล่นที่เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก แต่ยังปล่อยบอลเองได้ ไม่ต้องอาศัยผู้ช่วยในการแข่งขัน 

ซึ่งจากการแบ่งคลาสเบื้องต้นนี้ ทำให้เราเห็นภาพข้อจำกัดในการแข่งขันกีฬาบอคเซียชัดเจนมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เสน่ห์ของกีฬาบอคเซียในทรรศนะของวรวุฒิกลับตรงกันข้าม

“ผมว่ามันคือการที่เล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย เล่นได้ทั้งครอบครัว เป็นกีฬาในร่มด้วยสำหรับบางคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายข้างนอก มันช่วยฝึกสมาธิ ความแม่นยำได้”

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

นอกจากรายละเอียดของกีฬาที่เป็นความรู้ใหม่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของสนามฝึกซ้อม Boccia Training Center คือการออกแบบอาคารเพื่อรองรับความต้องการพิเศษ เราจึงถือโอกาสพูดคุยกับผู้ใช้งานจริงอย่างนักกีฬาทั้งสองท่าน ถึงมุมมองเกี่ยวกับอาคารต่างๆ ที่พวกเขาเคยใช้งานมาก่อนหน้านี้ โดยเริ่มจากอาคารฝึกซ้อม

“ของที่สุพรรณบุรี รวมหลายกีฬา เป็นของราชการ ทำเป็นโถงใหญ่ แต่ที่นี่เป็นดีไซน์ของเราเลย บางทีคนข้างนอกยังมายืนถ่ายรูป มันสวยดีนะ โมเดิร์นไปเลย ถ้าไม่ดูป้ายไม่รู้หรอกว่าเป็นศูนย์ฝึกกีฬา

“อาคารฝึกซ้อมหลังใหม่นี้สะดวกกว่าตึกทั่วไป มีทั้งทางลาด ลิฟต์ เพราะตึกทั่วไปไม่ค่อยมีทางลาด หรือถ้ามีก็ชัน เหมือนทำแค่ว่ามีทางลาดเฉยๆ ไม่ได้ทำเพื่อเอามาใช้จริง

“อย่าว่าแต่พวกตึกเลย อย่างรถไฟฟ้า ถึงผมไม่ค่อยได้ใช้ แต่เวลานั่งรถผ่านเราก็มองหาว่าทางลาดอยู่ตรงไหน ลิฟต์อยู่ตรงไหน ซึ่งถึงแม้จะมีแต่บางทีมันก็มีป้าย มีเสาไฟมาบัง อีกตัวอย่างคือราวกั้นไม่ให้มอเตอร์ไซค์ผ่านบนฟุตปาธ รถเข็นก็ผ่านไม่ได้เหมือนกัน ผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาคิดยังไง

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

“อยากให้ออกแบบโดยนึกถึงวีลแชร์บ้าง อาจจะไม่ต้องทั้งหมด แค่สิ่งจำเป็น เช่น ห้องน้ำ ทางลาด ลิฟต์ เป็นปัจจัยหลักสามอย่างที่ผ่านมาผมเจอแล้วรู้สึกว่ามันลำบาก ทางลาดไม่จำเป็นต้องใหญ่ขนาดในตึกนี้ เอาแค่ขึ้นพวกด้านหน้าสำนักงานได้ก็พอ ไม่อย่างงั้นผมก็ต้องเข้าแต่ห้างอย่างเดียว”

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

จากคำบอกเล่าของวรวุฒิ เราพออนุมานได้ว่าอาคารทำหน้าที่ได้ดีในแง่การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ มากกว่าภาพโรงยิมฝึกซ้อมที่ทุกคนคุ้นตา แต่ส่วนที่สำคัญไปมากกว่านั้นคือรายละเอียดการใช้งาน ที่หากเราใส่ใจอีกเพียงนิด ก็จะทำให้งานออกแบบเป็นได้มากกว่าคำว่างานออกแบบ แต่เป็นการออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของ ‘ทุกคน’

ซึ่งกลายเป็นอีกโจทย์ที่ถูกส่งต่อไปทางผู้ออกแบบด้วย

Perfectly Imperfect

“อาคารนี้เป็นโครงการ CSR ที่เกิดจากความร่วมมือและร่วมใจจากหลายๆ ฝ่ายมาช่วยกัน เราจึงเลือกการออกแบบที่มุ่งเน้นถึงการใช้งาน และการใช้ต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อตอบสนองการใช้งานจริง และเกิดประโยชน์ให้มากที่สุด”

ข้อจำกัดคือจุดเริ่มต้นของ เมธ-เมธพร วิสิฐพงศ์พันธ์ Senior Architect และ พีร์-สุวิจักขณ์ ยตินันท์สกุล สถาปนิกจากบริษัท pbm ผู้ออกแบบ Boccia Training Center

เริ่มจากข้อจำกัดด้านเวลาที่ได้รับบรีฟในช่วง พ.ศ. 2563 และมีกำหนดจะต้องก่อสร้างแล้วเสร็จต้น พ.ศ. 2564 โชคดีที่ทีมเจ้าของพื้นที่มอบบรีฟมาให้อย่างครบถ้วน ทีม pbm จึงขยับไปทำงานในข้อจำกัดถัดไป อย่างเรื่องการวางผังอาคารในที่ดินที่มีขนาดจำกัด เพื่อให้ได้ประโยชน์ใช้สอยสูงสุด

Boccia Field Training Center สนามฝึกบอคเซีย ที่ออกแบบเพื่อนักกีฬาพาราลิมปิกไทย

“เราเอาความต้องการเบื้องต้นมาตบเป็นแนวความคิดเพิ่มเติมในการออกแบบ โดยแนวคิดที่เราเอามาผสมผสาน คือการเคลื่อนไหวที่เกิดจากความมั่นคงและความเรียบง่าย 

“ความมั่นคงแรกคือเส้นสายของเส้นตั้ง เส้นนอนของตัวอาคาร และแนวอาคารที่มีความทอดยาว ซึ่งนำไปสู่การแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในด้วย

“ส่วนถัดมาความเรียบง่าย เกิดจากการกำหนดตัววัสดุ และรูปร่างรูปทรงเรขาคณิตมาช่วยในการออกแบบ เอามาจัดเรียงเป็นแพตเทิร์น Facade เราตีความโดยได้แรงบันดาลใจมาจากล้อของล้อวีลแชร์ เพื่อให้อาคารนี้เป็นเสมือนล้อ ที่ขับเคลื่อนนักกีฬาให้ประสบความสำเร็จ” พีร์เล่าถึงคอนเซ็ปต์เบื้องต้นที่ใช้เป็นแนวทางสำหรับการออกแบบ Boccia Training Center 

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
ภาพ : ©Yamastudio

พื้นที่ใช้งานภายในอาคารแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่สนามฝึกซ้อมมาตรฐานของกีฬาบอคเซีย 4 สนาม ชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่สำนักงานของทีม เป็นชั้นลอยที่มีมุมมองเชื่อมกับพื้นที่สนามฝึกซ้อมชั้น 1 ส่วนชั้น 3 เป็นห้องพักนักกีฬาและโค้ช โดยทั้งสามชั้นถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านบันได ลิฟต์ และทางลาดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

ในอาคารทั่วไป ทางลาดในอัตราส่วนความสูง 1 เมตรต่อความยาว 12 เมตร อาจถูกกำหนดไว้โดยกฎหมาย แต่ทางลาด 3 ชั้นภายในอาคารแห่งนี้ สร้างเอาไว้เพื่อทลายข้อจำกัด 

“ในตอนแรก เราตั้งใจเลยที่จะออกแบบอาคารนี้ ให้มีจุดเด่นด้าน Universal Design เพราะเป็นอาคารสำหรับนักกีฬาผู้พิการ เราไม่ต้องการส่วนที่ซัพพอร์ตนักกีฬาเหล่านี้ ให้เป็นเพียงส่วนเสริมเพิ่มเติมอีกต่อไป

“เราจึงชูจุดเด่นด้วยการนำทางลาดมาไว้ในอาคาร และวางไว้ในตำแหน่งที่โดดเด่น ออกแบบสัดส่วนให้สง่างาม มีความลาดที่สะดวก และใช้งานได้แบบมีความสุข

“ทางลาดนี้ยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์สะท้อนตัวตนของพื้นที่ที่ออกแบบมาพิเศษ ให้ทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และภูมิใจที่ได้ก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของอาคารนี้”

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

เมธเล่าให้ฟังถึงการตัดสินใจจัดพื้นที่ฝั่งซ้ายของโถงทางเข้า ให้เป็นที่ตั้งของทางลาดขนาดใหญ่เชื่อมต่อพื้นที่ชั้น 1 ไปจนถึงชั้น 3 ทำให้พื้นที่ภายในอาคารมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากอาคารอื่นๆ อย่างชัดเจน

ในการใช้งานทั่วไป ทางลาดนี้ถูกวางไว้ให้เป็นอีกทางเลือกสำหรับการสัญจรของนักกีฬาที่ใช้รถเข็นไฟฟ้า ซึ่งใช้งานได้สะดวกกว่าลิฟต์ที่ต้องอาศัยการกลับตัวในพื้นที่แคบ ส่วนในเรื่องจิตใจ ทีมสถาปนิกตั้งใจให้ทางลาดที่ทอดยาวนี้เป็นเหมือนพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างกิจกรรม เพื่อให้นักกีฬาได้มีช่วงเวลาที่ทอดยาวมากขึ้นสำหรับปรับตัว เตรียมความพร้อมระหว่างการพักผ่อนและการฝึกซ้อม

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

We had made it in detail.

ถ้ามองจากภายนอก Facade อันโดดเด่นเกิดจากการประกอบกันของวัสดุอะลูมิเนียมที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาค โดยพวกเขาหยิบเรขาคณิตมาผสานในการออกแบบ เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมด้านไม่เท่า ช่วยแบ่งแนวรอยต่อแผ่นอะลูมิเนียมที่หุ้มอาคารให้อยู่ในขนาดเหมาะสม และลดทอนสัดส่วนอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ เพื่อให้แต่ละด้านของอาคารมีความน่าสนใจในแบบของตัวเอง ช่วยสร้างมิติแสงเงาให้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก เปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลาของวัน เป็นความสวยงามที่เกิดจากความไม่สมบูรณ์แบบ เหมือนกับกีฬาบอคเซียที่ประสบความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นที่ไม่สมบูรณ์แบบ

“ในรายละเอียดวัสดุ แผ่นอะลูมิเนียมเจาะรูช่วยเรื่องการระบายอากาศของอาคาร เอาลมเย็นเข้ามา เอาลมร้อนออกจากอาคารได้ และจากที่เราเดินกันเมื่อกี้ ก็จะเห็นแสงที่ทอดเข้ามาในทางเดินอาคาร ช่วยสร้างมุมมองที่ดีให้กับผู้ใช้งานด้านใน และช่วยบังงานระบบ คอมเพรสเซอร์แอร์ สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับช่องกระจกที่เป็นห้องพักด้วย”

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
ภาพ : ©Yamastudio

จากการเดินสำรวจตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 3 เราพบว่าถึงแม้ผู้มาเยือนจะไม่รู้มาก่อนว่าเป็นอาคารที่ออกแบบมาเพื่อรองรับนักกีฬาคนพิการ แต่เชื่อว่าทุกคนรับรู้ได้ผ่านรายละเอียดในการออกแบบ

ย่างก้าวแรกที่เข้ามาในอาคาร โดยเฉพาะเมื่อเดินอยู่ในโถงทางเดิน เราอาจรู้สึกตัวเล็กลงบ้าง แต่นั่นไม่ใช่เพราะเราเข้าอุโมงค์ลดขนาดหรือเล่นแร่แปรธาตุแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพราะการออกแบบให้ขนาดทางเดินกว้างมากพอที่วีลแชร์จะวิ่งสวนกันได้สบาย และมีการจัดแสงสว่างอย่างเพียงพอ เพื่อให้ทุกคนใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย 

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

ห้องน้ำทุกชั้นมีราวจับพยุงติดตั้งครบครันทุกสุขภัณฑ์ พร้อมที่นั่งอาบน้ำ อีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ นอกจากนั้นยังเผื่อพื้นที่กลับตัวรัศมี 1.50 เมตรบริเวณกลางห้อง ทำให้หมุนวีลแชร์ในห้องน้ำได้สะดวก ไม่ต้องขยับเดินหน้าถอยหลังหลายครั้งเพื่อกลับตัวในการเข้าออกห้องน้ำ ส่วนการเปลี่ยนระดับและจบรอยต่อของวัสดุต่างๆ ระหว่างพื้นที่ ก็ทำอย่างเรียบร้อย ทำให้การสัญจรไม่ว่าจะ

เดินเท้าหรือรถวีลแชร์ก็ใช้งานได้อย่างไม่มีสะดุด

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน
เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

ห้องพักออกแบบมาสำหรับนักกีฬาและผู้ดูแล ที่ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ลดภาระในการเดินทางระหว่างบ้านและสถานที่ฝึกซ้อม ซึ่งในส่วนนี้ยังคิดฟังก์ชันละเอียดไปจนถึงราวตากผ้า ที่มักเป็นปัญหาการอยู่อาศัยในหอพัก แต่สำหรับที่นี่ นักกีฬาใช้งานได้ต่อเนื่อง เพราะโซนเปียกถูกออกแบบโดยรวมห้องอาบน้ำ ส่วนซักล้าง และราวตากผ้าไว้ด้วยกัน โดยอยู่ในสองฝั่งอาคารที่แสงแดดส่องเข้ามาได้ทั่วถึง

การระบายอากาศถูกออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากลมธรรมชาติมากที่สุด ทำให้เข้าใช้งานได้ทุกฤดูกาล ลดการพึ่งพาการใช้งานเครื่องปรับอากาศ ด้วยชุดหน้าต่างที่ติดตั้งมุ้งลวดภายในตัว ทำให้แข็งแรง ใช้งานสะดวก และดูเรียบร้อยสบายตา เป็นอีกวัสดุที่ได้รับมาจากการสนับสนุนผ่านระบบ CSR

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

โถงทางลาดเป็นส่วนที่เปิดโล่งเพื่อระบายอากาศ ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้ว ในพื้นที่กึ่งเปิดกึ่งปิดจะมีข้อจำกัดเรื่องการกันฝน แต่เมื่อเทียบกับการใช้งานทั้งปี การรับลมระบายอากาศได้เป็นประโยชน์มากกว่า ทีมนักออกแบบจึงวางแนวรางระบายน้ำไว้รอบๆ เพื่อรับมือกับความไม่สมบูรณ์แบบที่จะเกิดขึ้น 

“ภาพรวมเราอยากให้อาคารนี้เป็นสถานที่ที่บ่มเพาะนักกีฬา ให้ออกไปสู่สังคมได้อย่างภาคภูมิ โดยมีสถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสาร เมื่อคนทั่วไปมองผ่านมา หรือมีโอกาสเข้ามาใช้งาน ก็จะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ไปด้วย”

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

The winner is not just a hero.

การได้มีโอกาสมาเยี่ยมชม พูดคุยกับนักกีฬา ทีมเจ้าหน้าที่และผู้ออกแบบครั้งนี้ เราพบว่าเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ขอบเขตของนิยามคำว่าดีไซน์ที่ดีถูกขยายออกไปจากเดิม เพราะ Boccia Training Center บอกเราผ่านเรื่องราวที่มาและดีเทลต่างๆ ภายในอาคาร ว่าสำหรับงานดีไซน์ที่ดี มากกว่าความสวยงาม คือการออกแบบอย่างใส่ใจและไม่ทิ้งใครเอาไว้ข้างหลัง 

ที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงอาคารสำหรับฝึกซ้อม หรือเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับนักกีฬาบอคเซียเท่านั้น แต่จะเป็นพื้นที่สร้างโอกาสสำหรับทุกคน ขณะเดียวกันก็พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการกีฬาผู้พิการ 

“หลายคนคิดว่าเราจะเป็นโรงซ้อม เป็นยิมธรรมดา แต่มันไม่ใช่ เราสร้างเพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกแรกในเอเชียสำหรับกีฬาบ็อกเซีย เพื่อสร้างความสำเร็จระดับพาราลิมปิกและระดับโลก ตึกนี้เราใส่ใจรายละเอียดมาก ถกเถียงกันเรื่องความลาดชัน วัสดุทุกอย่าง 

“ตอนนี้เรามีที่อยู่อาศัยแล้ว มีข้าวมีน้ำที่ทางบุญรอดส่งมาให้ มีอาหารที่ซีพีซัพพอร์ตบางครั้ง มีเม็ดเงินจากรัฐที่เป็นค่าตอบแทน ส่วนนักกีฬา ก็ปรับให้เขาไปอยู่กับภาคเอกชน แต่ขอตัวมาตลอดทั้งปี ซึ่งกลายเป็นว่านักกีฬาที่เป็นทีมชาติทุกคนมีรายได้หมด มันเลยทำให้เขารู้สึกไม่ถูกทอดทิ้งเหมือนเมื่อก่อน เขามีงานดูแล ไม่ใช่ว่าวันนี้คุณเสร็จแล้วคุณเลิกเลย อีกสองปีมีซีเกมส์ค่อยไปเอาเขามาซ้อมใหม่ นักกีฬาเรา เลิกเล่นแล้วปรับตัวไปเป็นโค้ชหรืออาจารย์ตามโรงเรียนต่างๆ ไปสร้างแรงจูงใจ

“สิ่งเหล่านี้เรามองมันเป็นมากกว่ากีฬา เพราะการกีฬา ทำเพื่อ Goal ที่จะเป็น The Winner แต่ในไบเบิ้ลของโอลิมปิกส์ เขาเขียนไว้ว่า The winner is not just a hero. แต่ฮีโร่คือทุกคนที่เข้าร่วมโอลิมปิกส์ คือคุณต้องนับถือทุกคนที่ได้ไปแข่ง” คุณอนุสรณ์เล่าถึงก้าวต่อไปของทีมกีฬาบอคเซีย ก่อนปิดท้ายด้วยความภาคภูมิใจต่ออาคารแห่งนี้

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

โครงการนี้สำเร็จได้ไม่ใช่แค่เพียงเพราะงานที่เห็นเป็นรูปธรรม แต่เป็นเพราะแรงขับเคลื่อนจากผู้คนมากมายหลายภาคส่วน ที่มีฝันเดียวกันคือการสร้างอาคาร Boccia Training Center เพื่อพากีฬาบอคเซียไปสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในระดับโลก

“เพราะทุกคนที่มาช่วยกันสร้างตึกนี้มีค่าเป็นหนึ่ง แต่พอมารวมกันมันเกิดมูลค่าที่มากกว่า” 

เข้าสำรวจสนามฝึกซ้อมกีฬาบอคเซียขนาด 3 ชั้น ที่ออกแบบด้วย Universal Design เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load