ตึกเก่า กับ ย่านพระนคร ถือเป็นของคู่กันฉันใด ดอกไม้ กับ ปากคลองตลาด ก็เป็นของคู่กันฉันนั้น แต่การมาเยือนสี่แยกบ้านหม้อ จุดยุทธศาสตร์แห่งเขตพระนครคราวนี้ดูมีสีสันและประทับความทรงจำที่ยากจะลืมไว้มากกว่าครั้งก่อนๆ เพราะเรามีหมุดหมายอยู่ที่ ‘มาลี’ หรือ ‘MALEE BREW & BLOOM’ คาเฟ่สไตล์ Thai Minimalist ที่จับเอาตึกเก่า ร้านดอกไม้ไทย ลานแสดงนิทรรศการ และอาหารรูปรสยวนใจมาไว้ ณ ที่แห่งเดียว

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด อาจทำให้ธุรกิจคาเฟ่และร้านอาหารซบเซาลงไป แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ จะมีคาเฟ่กึ่งแกลเลอรี่ผุดขึ้นมาใต้ร่มหลังคาตึกเก่าอายุกว่า 100 ปี ด้วยความกล้าบ้าบิ่นของ บอส-ภาคภูมิ แก้วดวงดี เด็กหนุ่มจากชัยภูมิผู้หอบเสื้อผ้าและความฝัน แพ็กใส่กระเป๋าเข้าเมือง เริ่มต้นจากงานประดิษฐ์ดอกไม้ไทยในอินสตาแกรมส่วนตัว จนขยับขยายมาเป็นคาเฟ่รีโนเวตจากตึกเก่าที่ทั้งเท่และเก๋ไม่ซ้ำ 

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

พ้นเขตประตูกระจกใส สายตาเราจับจดอยู่ที่กลุ่มแถวของดอกไม้น้อยใหญ่ละลานตา ถึงแม้บางชนิดจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง แต่เพราะถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องจนมาดโก้ ทำให้ดอกไม้ไทยธรรมดา ดูหรูหราแปลกตาไปมากทีเดียว กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ คละเคล้าด้วยกลิ่นกรุ่นกาแฟ รัญจวนใจจนลืมไม่ลง

แม้จะเก็บกลิ่นหอมตลบและรสชาติอาหารจานตรงหน้ามาฝากไม่ได้ แต่เราขอจรุงจิตจรุงใจผู้อ่านทุกท่านด้วยบทสนทนาของเรากับบอส บอกเล่าถึงการผลิบานของสถานที่แห่งนี้ และการผลิบานในชีวิตของเขาเองด้วยเช่นกัน

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

มาลัย

“มันเริ่มจากตอนที่เราช่วยคุณยายร้อยมาลัย” 

บอสเล่าจุดเริ่มต้นของร้านมาลี และเรื่องราวที่จับพลัดจับผลูให้เขาผูกพันกับงานประดิษฐ์ดอกไม้ไทย ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอาศัยเวลาบ่มเพาะ ราวกับเขากำลังสนเข็มสาธิตวิธีการร้อยมาลัยที่แสนละเมียดละไมและประณีตเป็นที่สุด

“บอสมาจากชัยภูมิครับ ในต่างจังหวัด ถ้ามีงานบุญ คนสูงอายุเขาจะมารวมตัวเพื่อช่วยกันเตรียมงาน ร้อยพวงมาลัยบ้าง เย็บถาดขนมบ้าง ทำพานบายศรีบ้าง ยายเราก็จะไปช่วยทำ ซึ่งบอสติดยายมาก ยายไปไหนเราก็ตามไปด้วย

“เราเลยได้ลองจับลองทำ ซึบซับไปเรื่อยๆ จนรู้ว่าเราชอบสิ่งนี้ สมัยเรียนมัธยม เราก็รับจ้างทำงานฝีมือจากดอกไม้เป็นรายได้เสริม นั่นยิ่งทำให้เราชอบเข้าไปใหญ่ เพราะจากงานอดิเรก มันกลายเป็นว่าทำเงินให้เราได้ด้วย”

แม้จะมีทักษะทางด้านงานดอกไม้เป็นอย่างดี แต่ผิดโผ เด็กหนุ่มจากชัยภูมิเลือกศึกษาต่อด้านสถาปัตยกรรมภายใน และเดินหน้าทำงานในสายอาชีพนี้มายาวนานกว่า 7 ปี

“ก็เราทำเป็นแล้ว เราไม่ต้องเรียนต่อในสาขานี้ก็ได้ มันเรียนนอกเวลาได้ เรียนอะไรที่เราไม่เคยเรียนดีกว่า” ใต้น้ำเสียงนุ่มนวล เรากลับสัมผัสได้ถึงความมั่นใจและแข็งแกร่งของเขาเช่นกัน

ชีวิตในเมืองหลวงอาจถูกใจและสะดวกสบายต่อใครหลายๆ คน แต่นั่นไม่ง่ายเลยสำหรับบอส เมื่อภาระหน้าที่และความไม่คุ้นชินในช่วงจังหวะชีวิตที่ต้องพลัดถิ่นฐานมาไกล บอสจึงหันหน้าใช้ศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว

“ถ้าอยู่ต่างจังหวัดแล้วเข้ามาเรียนหรือทำงานในกรุงเทพฯ จะรู้เลยว่าใช้ชีวิตลำบากมาก บอสเลยไปขอพรกับพระแก้วมรกต ให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรือง ให้เราอยู่ที่นี่ได้ หลังจากนั้นก็ดีขึ้นจริงๆ บอสเลยทำดอกไม้ไปถวายท่าน คิดใหม่ ทำใหม่ ตามสไตล์ที่เราชอบเลย

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

“จากนั้นมาเราก็ทำงานดอกไม้บ่อยขึ้น กลับจากที่ทำงานมา ก็คลายเครียดด้วยการร้อยดอกไม้ คนอื่นทำแบบไหนเราไม่รู้ แต่เราทำดอกไม้แล้วมีความสุข เราสบายใจ ทำเสร็จก็ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม พอเริ่มมีคนให้ความสนใจมากขึ้น เลยเปิดอินสตาแกรมสำหรับลงรูปงานดอกไม้และรับทำงานดอกไม้โดยเฉพาะ”

บอสหมายถึงร้านดอกไม้ในอินสตาแกรมที่ใช้ชื่อว่า thelegendbouquet ก่อนพบกัน เราเปิดดูผลงานบางส่วนของบอสมาเป็นที่เรียบร้อย ยิ่งได้มาเห็นของจริงก็ยิ่งตอกย้ำว่า ลายเซ็นของงานดอกไม้ไทยโมเดิร์นจากที่นี่ แข็งแรงและโดดเด่นสมคำร่ำลือ

เสียงหัวเราะแกมเขินของบอสดังขึ้น เมื่อเล่าถึงเมื่อครั้งเคยจัดดอกไม้เป็นช่อ แล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะของหัวหน้าที่ทำงาน นั่นยิ่งทำให้เราเห็นวัฏจักรการเติบโตของดอกไม้ในชีวิตบอสได้ชัดเจนขึ้น แม้ในขณะนั้นดอกไม้อาจยังไม่ได้มีบทบาทหลักในชีวิต แต่มันไม่เคยจางหายไปจากตัวตนของเขาเลย ตั้งแต่วันที่ได้ลองทำเป็นครั้งแรก 

“เราเริ่มมีงานดอกไม้เข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่งานสเกลเล็กๆ อย่างร้อยมาลัย พานพุ่ม พานบายศรี พวงหรีด ไปจนถึงสเกลใหญ่อย่างการตกแต่งงานทั้งงานด้วยดอกไม้ 

“พอมาถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่างานดอกไม้ก็สามารถสร้างอาชีพให้เราได้นี่ เราเลยอยากมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าด้วย ถ้าเรายังเป็นออนไลน์อยู่ ก็อาจจะสู้กับเจ้าอื่นไม่ได้”

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

มาไกล

จากกิจกรรมที่หัดทำตามคุณยาย สู่การหารายได้เสริมในวัยเด็ก เคล็ดบำบัดจิตใจ และภาพฝันที่จะใช้ดอกไม้เป็นอาชีพหลักในอนาคต จนเมื่อได้พบกับทำเลที่ถูกใจ ความฝันจึงเดินทางเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น บอสตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะหันมาเอาดีทางด้านงานดอกไม้ และวางมือจากงานประจำด้านออกแบบตกแต่งภายใน

บอสเล่าให้เราฟังว่า ความน่าแปลกใจอย่างหนึ่ง คือการที่เขามาปากคลองตลาดจนนับครั้งไม่ถ้วน เที่ยวเดินเสาะหาตึกเก่าที่ตรงสเปกมาแล้วร่วมปี แต่ก็ไม่มีวี่แวว จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่บอสเชื่อว่าเขาไม่ได้พกอะไรใส่ในกระเป๋าต่างจากวันอื่นๆ ยกเว้นโชคชะตา

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

“บอสกลับจากปากคลองตลาด เห็นแล้วก็แปลกใจว่ามีตึกนี้ด้วยหรือ ผู้เช่าเดิมคือ อมร อีเล็คโทรนิคส์ ซึ่งเขากำลังจะหมดสัญญาเช่า คืนนั้นเรานอนไม่หลับเลย ตื่นเช้ามาเราก็รีบมาที่ตึก เดินหาป้ายประกาศว่าจะติดต่อได้จากที่ไหน บอสคิดว่าเขาประทับใจในสิ่งที่เราจะทำนะ เขาเลยยอมปล่อยตึกนี้ให้กับเรา

“พอได้ตึก ก็ปรึกษาเงินในกระเป๋าก่อน (หัวเราะ) ตอนนั้นเราทำงานเก็บเงินมาได้สักก้อนหนึ่งแล้ว ก็โทรบอกแม่ว่าจะทำร้านนะ แต่ถ้ามันไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าบอสกลับบ้านพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียวเหมือนตอนที่บอสเข้ามากรุงเทพฯ แม่จะโอเคไหม”

แม้ในต้น พ.ศ. 2564 สถานการณ์โรคระบาดและสภาพเศรษฐกิจยังระส่ำระสาย บอสกลับลาออกจากงานประจำ ทุบหม้อข้าวในวันที่หลายคนหยอดเหรียญลงประปุก โดยเขาย้ำกับเราว่า โอกาสและความฝัน เป็น 2 สิ่งในชีวิตที่ไม่เคยรอเวลา 

บอสตั้งใจไว้แต่แรกว่าไม่อยากใช้พื้นที่ทั้งหมดไปกับร้านกาแฟและร้านขนม แต่อยากยกเคาน์เตอร์จัดดอกไม้ของตนมาไว้ในร้าน และอุทิศพื้นที่กว่า 2 ใน 3 ให้เป็นลานจัดนิทรรศการและเวิร์กชอปงานศิลปะหลายแขนง เมื่อได้ตึกเก่าหัวมุมสี่แยกบ้านหม้อมาเติมเต็ม ทุกอย่างก็ดูเหมาะเจาะเข้าทางเหมือนถูกจับวางไม่มีผิด

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว
มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

การผลิบานครั้งใหม่ของคาเฟ่มาลี เรียงกลีบผลิช่อได้อย่างราบรื่นและมีผลตอบรับที่ดีเกิดคาด แม้จะมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด มาระงับการให้บริการส่วนของร้านกาแฟไปบางช่วง แต่ก็ไม่กระทบกับธุรกิจงานจัดดอกไม้ ซึ่งเป็นรายได้หลักของร้านมากเท่าใดนัก

“ความต้องการใช้ดอกไม้ยังมีอยู่ตลอดนะครับ ทั้งก่อนและหลังโควิด-19 ระบาด แต่จะมีกระทบอยู่บ้างช่วงที่มีคลัสเตอร์ที่ปากคลองตลาด ซึ่งเรารับดอกไม้มาจากที่นั่น ลูกค้าบางคนเขาก็จะยังไม่กล้าสั่ง ยิ่งถ้าหากวัดปิด ความต้องการใช้ดอกไม้ก็จะลดลงตามไปด้วย อันนั้นแหละที่ทำให้เราได้รับผลกระทบจริงๆ”

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

มาลี

บอสตั้งชื่อเล่นให้คาเฟ่แห่งนี้ว่า ‘มาลี’ เมื่อมีชื่อเล่นก็ต้องมีชื่อจริงตามสไตล์คนไทย ชื่อ ‘MALEE BREW & BLOOM’ จึงถือกำเนิดขึ้น โครงสร้างภายนอกคือตึกเก่า 3 ชั้น อายุกว่า 100 ปีที่ตั้งเด่นเป็นสง่าท้าทายกาลเวลาและวันวาน บอสกระซิบบอกกับเราว่า เขาไม่ได้แตะต้องโครงสร้างภายนอกเลยแม้แต่น้อย

“เราชอบแล้ว คิดว่าไม่มีอะไรทำให้นางสวยได้นอกจากเวลา” เจ้าของร้านเอ่ย 

เมื่อเดินเข้ามาที่ชั้นหนึ่ง คุณจะได้พบสวนดอกไม้ตระการตาขนาดย่อม ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและการจัดธีมของร้าน ถัดไปเป็นเคาน์เตอร์สีขาวสะอาดตา ที่ตั้งของครัวเล็กๆ สำหรับผลิตกาแฟและขนมอบสดใหม่หลากหลายชนิด ส่วนอีกฟากคือโซนจัดดอกไม้ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของร้าน แทนที่จะมีพื้นที่ว่างวางโต๊ะเก้าอี้มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเข้ามานั่งจิบกาแฟได้มากที่สุด เขากลับเนรมิตเป็นลานจัดแสดงนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนจากดอกไม้ ให้แวะมาเยี่ยมชมได้ไม่มีเบื่อ ที่สำคัญ บอสยังเชิญชวนเพื่อนๆ จากแวดวงงานศิลปะหลายแขนง มาร่วมรังสรรค์ผลิบานความสดใหม่ในนิทรรศการทุกครั้งเมื่อมีโอกาสอีกด้วย

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

ชั้นสองเป็นพื้นที่สำหรับนั่งทานขนมและกาแฟ ประดับประดาด้วยหมู่มวลดอกไม้และเครื่องแขวนวิจิตรบรรจงนานาชนิด ตั้งแต่ราวบันไดจนสุดปลายเพดาน ทั้งกระเช้ามาลี วิมานพระอินทร์ และโคมระย้าอีกน้อยใหญ่ ทุกชนิดขึ้นรูปร้อยร่างจากดอกไม้ไทยสดใหม่ พับกลีบซ่อนมุมไว้อย่างประณีต ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ช่วยให้เจริญอาหารได้หลายทบทวี

ส่วนชั้นสาม บอสมีโครงการ Glasshouse Workshop ทดไว้ในใจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวเขาและศิลปินรับเชิญที่มาร่วมจัดนิทรรศการแต่ละครั้ง ได้มาแบ่งปันแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดมิติความรู้ด้านงานศิลปะแขนงที่ตนเองช่ำชองให้แก่ผู้สนใจ แวะเวียนมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ไปพร้อมกับการเยี่ยมชมงานดอกไม้ และลิ้มรสจานอาหารแสนสนุกในคราวเดียว

“สมมติว่ามีศิลปินงานผ้ามาคอลแลบกับบอส ก็จะเกิดงานดอกไม้ผสมกับงานผ้า กลายเป็น Exhibition ที่จัดอยู่ชั้นหนึ่ง แล้วก็จะมีกิมมิกเหล่านั้นลามมาที่การตกแต่งดอกไม้บนชั้นสองด้วย ส่วนชั้นสามก็จะเป็นเวิร์กชอปของศิลปินท่านนั้น เราคิดมาแล้วว่าอยากให้ทุกอย่างมันล้อไปด้วยกันทั้งหมด

“ในอนาคต บอสอยากจัดดินเนอร์ให้คนที่มาเวิร์กชอปได้ร่วมทานมื้อเย็นกับเรานะครับ เพราะแสงตอนเย็นของที่นี่สวยมาก ซึ่งคิดว่ายังไม่ค่อยมีใครเคยเห็น”

มาชิม

มาเยือนถิ่น MALEE BREW & BLOOM ทั้งที ใช่ว่าจะมีแต่ดอกไม้ให้ชม หากไม่ได้ชิมสารพัดเครื่องดื่มและขนมจากที่นี่ ก็จะถูกซุบซิบว่าเสียเที่ยวได้

ผู้อยู่เบื้องหลังเมนูสุดครีเอตที่ทั้งรวยรูปและอร่อยรสทั้งหลาย ต้องยกความดีความชอบให้ ปาล์ม-ณัทพงษ์ ลีละวัฒนพันธ์ หุ้นส่วนของบอส ผู้ทดลองคิดค้นสูตรและดูแลเคาน์เตอร์อาหารที่เสิร์ฟภายในร้าน โดยมีการใช้ดอกไม้คอยเชื่อมโยงทุกเมนูให้เข้ากับตัวตนของมาลีได้อย่างกลมกล่อม ความน่ารักมากของที่นี่ คือการตกแต่งอาหารด้วยดอกไม้ออร์แกนิกทานได้ ให้คุณได้ละเลียดรสชาติแบบคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

เมนูแนะนำที่ถึงเชลล์ไม่ชวนก็ควรชิม คือเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อย่าง Siam Rose สัมผัสหอมเบาจากกาแฟสกัดเย็นผสมกับกุหลาบและลิ้นจี่ แม้ไม่ใส่น้ำแข็งก็ดื่มคล่องคอเย็นชื่นใจ อีกแก้วที่มาแล้วไม่สั่งไม่ได้คือ Into the Woods แก้วนี้ผสมผสานระหว่างเมล็ดกาแฟ 2 สัญชาติกับชาสูตรพิเศษของทางร้าน เบลนด์พร้อมกลีบกุหลาบ มะม่วง และราสเบอร์รี่ ให้ความหอมหวานโดดเด่นเฉพาะตัว

ส่วนจานขนมโฮมเมด ก็เสริมทัพจัดขบวนมาไม่น้อยหน้า ทั้ง Lemon Tart เมนูท็อปฮิตยอดนิยม ตัวไส้ทำจากเลม่อนแท้ รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี หรือจะเป็น Coconut Tart ก็เข้าที เพราะเห็นแค่หน้าตาก็รู้ทันทีว่าต้องชิม ทางร้านคัดส่วนผสมจากมะพร้าวน้ำหอมแท้ นุ่มละมุนละลายในปาก ถูกใจสายหวานน้อยแน่นอน

มาชม

ร้านกาแฟบนตึกเก่าในย่านพระนครหาได้ง่ายพอๆ กับร้านสะดวกซื้อ ชนิดที่ว่าหลบไปมุมไหนก็หาร้านกาแฟซุกตัวได้อยู่ไม่ขาด แต่สิ่งที่ทำให้มาลีเป็นที่รู้จักในบรรดาสายคาเฟ่และนักเสพงานศิลป์จากทั่วฟ้าเมืองกรุงภายในระยะเวลาไม่ถึงขวบปี บอสมองว่าเป็นเรื่องของตัวตนและจุดยืนที่มาลีหนักแน่นมาเสมอ

“ลูกค้าจำเราได้ตั้งแต่เราขายดอกไม้อยู่ในไอจี พอเรามาทำร้าน เราก็ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของเราออกมา บอสมองว่าความเป็นตัวตนมันยั่งยืนกว่าการทำไปตามกระแสนะครับ มันดีกว่าทำการตลาดไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นว่าช้ำหมด แล้วก็เงียบไป

“ถ้าเรามีตัวตน เราจะทำอะไร อยู่ที่ไหน คนก็จำเราได้”

อีกหนึ่งประการที่ทำให้ลูกค้าหน้าใหม่แวะเวียนเข้ามาที่คาเฟ่แห่งนี้จนหัวกระไดไม่แห้ง และเชื้อเชิญให้ขาประจำแวะมาซ้ำเป็นครั้งที่สองสามเรื่อยไป คือการหมุนเวียนเปลี่ยนโฉมการตกแต่งร้านอยู่เสมอ ก้าวขาเข้ามาแต่ละครั้ง ก็พบความตื่นเต้นหรรษากับบรรยากาศใหม่ ณ ขณะก็เหมือนว่าเป็นบรรยากาศเดิมที่คุ้นเคยเมื่อคราวก่อน

“บอสมองว่า Exhibition มันดีตรงที่เขาเข้ามาที่เดิม แต่เขาไม่ได้รูปเดิม

“เราเน้นไปที่ดอกไม้ไทย ดอกไม้ตามฤดูกาล และดอกไม้ที่คนไม่ค่อยนึกถึง ให้เห็นว่ามันเอามาทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย เทคนิคต่างๆ ที่บอสใช้ก็มาจากการดูจากภาพจิตรกรรมหรืองานจิวเวลรี่ต่างๆ ถ้าเราทำงานดอกไม้ แล้วเราไปดูงานดอกไม้ของคนอื่น มันก็จะออกมาเหมือนกัน เราต้องดูจากศาสตร์อื่นๆ แล้วค่อยมาแปลงให้เป็นงานดอกไม้”

เมื่อเราถามถึงความถี่ของแบบสเก็ตช์ใหม่ๆ ที่บอสจะนำมาใช้จัดนิทรรศการ คำตอบของบอสทำให้เราทุกคน ณ ที่นั้นหัวเราะออกมาพร้อมกันด้วยความคาดไม่ถึง

“คิดทุกวันครับ (หัวเราะ) ​​เพราะร้านเราอยู่ปากคลอง เราอยู่ใกล้วัตถุดิบ แบบที่อยากจะทำมันมาทุกวันอยู่แล้ว”

ดอกไม้อาจเป็นเม็ดเงินและธุรกิจที่หล่อเลี้ยงปากท้อง แต่นั่นคือชีวิตและจิตวิญญาณของบอสเช่นกัน ด้วยพรสวรรค์ในการช่างคิดช่างทำ บอสจึงชอบเนรมิตแบบสเก็ตช์ที่เก็บซ่อนไว้บนแผ่นกระดาษ ให้ได้วาดลวดลายอยู่บนลานนิทรรศการในร้านอยู่เสมอ ทำให้ร้านมาลีทำหน้าที่เป็นพอร์ตเก็บผลงาน และลานปล่อยของของเขาไปด้วยในตัว 

หากลูกค้าเดินเข้ามาเลือกแบบดอกไม้ บอสก็พร้อมกางพอร์ตเล่มโตให้คุณได้เลือกสรรตามใจ หากผูกสมัครรักชอบผลงานชิ้นไหน บอสก็พร้อมเนรมิตทั้งหมดให้ได้อย่างไม่รีรอ

แม้สถาปนิกออกแบบตกแต่งภายในกับนักจัดดอกไม้จะแตกต่างกัน แต่บอสคิดว่าวิชาความรู้ด้านการออกแบบที่ติดตัวอยู่ ช่วยให้เขาเข้าใจองค์ประกอบ สัดส่วน โทนสี และฟังก์ชัน ของงานดอกไม้แต่ละชิ้นได้อย่างรู้จักมักคุ้น ผลงานที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นเครื่องการันตีว่างานดอกไม้ทุกชิ้นจากที่นี่ ผสมความทันสมัย ความแปลกใหม่ และคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีไทย มาแขวนเข้าคู่กันไว้ได้อย่างลงตัว

“เวลาเรารักอะไร เราจะทำออกมาได้ดีเสมอ ซึ่งบอสคิดว่า ทุกอย่างที่บอสทำในวันนี้ เป็นเพราะความรักล้วนๆ เลย” 

เรื่องราวการผลิบานของร้านมาลี และช่วงชีวิตที่เผชิญกับความกล้าบ้าบิ่นของบอส ช่วยเสกสรรค์ให้ขนมและเครื่องดื่มบนโต๊ะหวานละมุนกลมกล่อมยิ่งกว่าเก่า กลิ่นรัญจวนจิตของพรรณไม้ที่ฟุ้งไปทั่วร้าน ยังติดอยู่ที่ปลายจมูกไม่จาง เมื่อได้รู้ว่านอกจากกลิ่นดอกไม้และขนม ที่แห่งนี้ยังตลบอบอวลไปด้วยความฝันและความทะเยอทะยานของเด็กหนุ่มไกลบ้าน ผู้หอบเอาร่องรอยความทรงจำแห่งวัยเยาว์ มาลงหลักปักฐานไว้ ณ ร้านดอกไม้ที่เสิร์ฟอาหารและนิทรรศการศิลปะเป็นเครื่องเคียง

จานขนม เครื่องดื่ม และบทสนทนาของเราดำเนินมาจนถึงปลายทาง ประหนึ่งว่าพวงมาลัยที่เขาบรรจงจัดร้อยให้เราเห็นเป็นขวัญตาเมื่อแรกเอ่ยคำทักทาย ได้ม้วนปมตัดปลายด้ายเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมทำหน้าที่เป็นพวงมาลัยคล้องใจให้เราอยากกลับมาเยี่ยมเยียน ณ ที่แห่งนี้อีกเป็นครั้งที่สาม สี่ ห้า และอาจมีครั้งที่อนันต์ตามมาในที่สุด

มาลี / MALEE BREW & BLOOM

ที่ตั้ง : 180 ถนนบ้านหม้อ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : อังคาร-ศุกร์ 11.00 – 19.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 10.00 – 19.00 น.

Facebook : MALEE BREW & BLOOM.

Instagram : malee.brewandbloom

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load