เรายังอึ้งอยู่หลังจากที่เจ้าหน้าที่สถานีบอกว่ารถไฟดีเลย์หลายชั่วโมง คืนเงินให้เรา และให้เราหารถไปเอง ไม่มีบริการขนถ่ายใดๆ สภาพเราตอนนี้เหมือนคนเลิกกับแฟนแล้วขนของออกจากบ้านมาก กระเป๋าลาก 1 ใบ กระเป๋ากล้องอีก 1 ใบ เป้สะพายหลังอีก 1 ใบ พร้อมถุง KFC อีก 1 ถุง คือสัมภาระที่ลดสมรรถนะในการเดินกลางแดดบ่ายของเดือนเมษายนได้เป็นอย่างดี

ตอนนั้นมืดแปดด้านมาก จากนักท่องเที่ยวที่มีแผนการครบ กลายเป็นคนอ้างว้างกลางดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิดตัวเอง ซวยมากกว่านั้นคือคนแถวๆ นี้ก็ดันพูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้อีก

รถไฟ, มาเลเซีย

คนเดียวที่จะช่วยเราได้ตอนนี้คือ ‘พี่บอล’ เพื่อนรุ่นพี่ที่ชอบรถไฟมาเลเซียและรถไฟไทย เขาต้องช่วยเราได้แน่ๆ ว่าปั๊บก็คอลไปหาทันที

ปลายสายเอ่ยคำว่า สมน้ำหน้า ออกมาเป็นการต้อนรับ หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังแรมในหัวพี่บอลก็ประมวลอย่างไวว่องได้ความว่า ที่เกอมัสมีรถบัสอยู่ แต่ราคาแพงมาก จะเช็กเมืองใกล้ๆ ให้ ลองเดินถามใครไปก่อน น่าจะช่วยได้ ขอบคุณสวรรค์ที่ยังพอทำอะไรได้อยู่

ระหว่างนั้นสายตาไปเห็นคน 2 คนเดินตามมา ผู้ชายตัวใหญ่ๆ คนหนึ่งและหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางวัยทองคนหนึ่ง ซึ่งระลึกชาติได้ว่าเขาคือคนที่เดินตัดหน้าลงรถไฟมาก่อนหน้าเรานี่นา เอาล่ะ เจอคนที่ต้องลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ลืมความโกรธที่เขาตัดหน้าเราลงรถไฟจนเกือบชนไปก่อน รีบเข้าไปคุยกับเขาทันทีและได้ความว่าจะไปสิงคโปร์ คืนตั๋วไปเรียบร้อยเหมือนกัน และกำลังจะเดินไปที่ที่น่าจะเป็นป้ายรถเมล์ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่สถานี เรา 3 คนตัดสินใจเดินคลำทางไปทางเดียวกันจนพบสถานที่หนึ่งซึ่งมองเห็นปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือท่ารถเมล์แน่นอน

แต่…ไม่มีรถสักคัน ในป้ายมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ เราขอเรียกป้าคนนี้ว่า ‘ป้าอินเดีย’ ซึ่งอนุมานได้จากส่าหรีที่เธอใส่

เดชะบุญ ป้าอินเดียพูดภาษาอังกฤษได้ดีระดับเทพ

ป้าอินเดียบอกว่า รถไปยะโฮร์ไม่รู้ว่าจะมีไหม แต่เดี๋ยวจะพาไปที่ขายตั๋ว ว่าแล้วป้าก็สะบัดส่าหรีเดินนำไปโดยไว ป้าอินเดียเดินนำไปเรื่อยๆ บนเส้นทางที่คุ้นตาพิลึก

รถไฟ, มาเลเซีย

ใช่ครับ วนกลับมาที่เดิมตรงหน้าสถานีรถไฟนั่นเอง ตรงนี้เป็นตึกแถวเก่าๆ ข้างปั๊มมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วรถเมล์แต่เธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ป้าอินเดียจึงพูดคุยกับสาวขายตั๋วได้ความว่าที่นี่ไม่มีรถไปยะโฮร์ เราและแม่ลูกชาวมาเลย์จะต้องหารถบัสไปเมืองเซอกามัต (Segamat) ซึ่งห่างจากที่นี่ไป 1 ชั่วโมง ที่นั่นมีสถานีรถบัสอยู่หลายสาย ประจวบเหมาะพอดีที่พี่บอลโทรกลับมาบอกว่า รถเที่ยวสุดท้ายจะออกจาก เซอกามัตเวลา 1 ทุ่ม แต่รอบที่จะทันข้ามไปสิงคโปร์ด้วยรถไฟต้องเป็นรอบ 6 โมงเท่านั้น และตอนนี้นาฬิกาข้อมือของเราบอกเวลา 4 โมง 45 นาที…ว่าแต่จะไปเซอกามัตยังไง

เหมือนไม่รอคำตอบ รถบัสสีเหลืองแดงคล้ายรถเวียนในธรรมศาสตร์รังสิตก็มาจอดสนิทอยู่ตรงหน้าแบบงงๆ พร้อมป้ายหน้ารถที่เขียนภาษาอังกฤษว่า ‘Segamat’

อยากส่งเสียงกรีดร้องด้วยความดีใจออกมามาก ณ จุดจุดนี้เรารอดตายแล้ว

ป้าอินเดียบอกให้คนซวย 2018 ทั้งสามขึ้นรถคันนี้โดยด่วนก่อนที่จะตกรถบัสซ้ำซ้อนซ้ำซาก นี่อยากจะก้มลงกราบงามๆ 1 ครั้งไม่แบมือ อยากจารึกป้าไว้ใน Hall of Fame ของชีวิตจริงๆ

รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย

 

รางไปรถ

17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย

รถเมล์วิ่งปุเลงๆ เลียบทางรถไฟไปเรื่อยๆ อย่างเย็นใจราวกับ 3 คนบนรถไม่มีความรีบใดๆ ระหว่างทางคือชนบทจริงๆ ถนนสายหลักสองเลนสายนี้วิ่งผ่านสวนของชาวบ้าน นานๆ ทีจะมีหมู่บ้านใหญ่ๆ โผล่มาให้เห็นเป็นระยะๆ แสงแดดเริ่มเป็นสีทอง กระวนกระวายไปตอนนี้คงไม่ช่วยอะไร ไอ้ครั้นจะไปบอกลุงคนขับให้เหยียบมากกว่านี้ได้ไหม ก็กลัวลุงจะโมโหลุกให้มาขับเอง ซึ่งก็ขับไม่เป็น เลยแก้เซ็งโดยการหยิบ KFC ที่ซื้อมาจากเกอมัสยัดเข้าปากไปด้วย เพราะวิเคราะห์แล้วว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พึงทำได้ในตอนนี้

รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย

นอกจากรถไฟหวานเย็นก็มีรถเมล์ท้องถิ่นนี่แหละที่หวานเย็นสุดๆ ระหว่างทางลุงคนขับก็จอดไปเรื่อยๆ มีคนขึ้นบ้างลงบ้างสลับกันไป แม่ลูกชาวมาเลย์ที่ยอมตกลงปลงใจไปต่อรถบัสด้วยก็แยกกันนั่ง ดูคุณแม่ชิลล์เหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นแค่ฝันไป ส่วนคุณลูกนั้นนั่งเกร็งเหงื่อกาฬแตกซ่าน ซึ่งไม่รู้ว่ากำลังลุ้นว่าจะไม่ทันรถหรือว่าปวดท้องหนัก

รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย

บ้านเรือนเริ่มหนาตาขึ้น Google Maps บอกว่า นี่แหละเซอกามัต

เมืองนี้ถือว่าใหญ่กว่าเกอมัสเยอะ สถานีรถไฟเซอกามัตอยู่ตรงข้ามกับท่ารถบัส (aka บขส.) แค่ไม่กี่สิบก้าว เรามองสถานีรถไฟอย่างตาละห้อย ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะต้องอดนั่งทางรถไฟช่วงนี้จริงๆ ความรู้สึกโกรธระคนเสียใจผสมผิดหวังนิดๆ ก่อให้เกิดน้ำน้อยๆ คลอที่เบ้าตา

หยุดดราม่า! เอาตัวให้รอดก่อน นี่ไม่ใช่เวลาเสียใจ รีบไปซื้อตั๋วเดี๋ยวก็ไม่ทันด่านวู้ดแลนด์ส (Woodlands) ปิดหรอก!

รถไฟ, มาเลเซีย

แต้มบุญยังสูงอยู่ รถรอบ 6 โมงเย็นเหลือที่นั่ง 3 ที่สุดท้ายพอดิบพอดี 3 ชีวิตรู้สึกกระดี๊กระด๊าจนออกนอกหน้า ความเพลียบวกกับพลังงานที่ค่อยๆ หมดไปทำให้เราผล็อยหลับไปแทบจะทันทีที่อยู่บนรถบัส ซึ่งตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นแรงเหวี่ยงหรือไฟหน้ารถที่สวนบนท้องถนนก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว

เวลาล่วงเลยมาประมาณ 3 ชั่วโมง เราไล่สายตาไปบน Google Maps พบว่าสถานีขนส่งปลายทางของรถบัสคันนี้อยู่ห่างจากสถานี JB Sentral ราวๆ 7 กม. เมื่อลงจากรถแล้วภารกิจแรกคือวิ่งและวิ่งไปหารถบัสต่อไปสถานีรถไฟให้เร็วที่สุด หรือถ้าไม่คิดอะไรมาก Grab ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี

รถบัสจอดสนิทที่สถานีขนส่ง เราเช็กตารางรถไฟแล้วรู้สึกโล่งสุดๆ ทันรถไฟขบวนสุดท้ายแน่นอน พอลงจากรถปั๊บร่ำลาสองแม่ลูกที่ลงเรือลำเดียวกันมาตั้งแต่เกอมัสก่อนจะวิ่ง 4×100 ไปเรียก Grab ที่ด้านหน้าขนส่ง ความดีงามอีกอย่างหนึ่งของมาเลเซียคือไม่ต้องมาแอ๊บเป็นญาติกับ Grab แบบประเทศไทย อยากจะเรียกต่อหน้าแท็กซี่ก็เรียกได้เลย

ชั่วอึดใจ Grab ก็มาถึง คนขับดูอายุน้อยกว่าเราเสียอีก สิ่งแรกที่บอกเมื่อขึ้นรถเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก

“JB Sentral Station, hurry up PLEASE”

สิ้นเสียง Please พ่อหนุ่มคนขับเหมือนจะเดาใจออกว่าต้องการอะไร Grab พุ่งออกจากขนส่งยิ่งกว่า Fast & Furious รถเมล์สาย 8 ยังต้องอาย พ่อหนุ่มคนขับถามไถ่ว่าทำไมรีบนัก เราก็เล่าสิ เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่รถไฟเทจนมาเจอนายนี่แหละ เขาหัวเราะลั่นแล้วบอกกลับมาว่า “คุณ ใครเขานั่งรถไฟมายะโฮร์กันเล่า”

อ้าว นี่ฉันแปลกหรอ

รถไฟ, มาเลเซีย

สถานีรถไฟ JB Sentral สถานีสุดท้ายของประเทศมาเลเซีย

รถไฟ, มาเลเซีย

การวิ่งยังไม่จบ เมื่อ Grab มาถึงปุ๊บก็โกยอ้าวปั๊บ เหลือเวลาอีก 30 นาทีรถไฟจะออก เราต้องวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสองเพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟซึ่งช่องขายตั๋วกำลังจะปิด ตั๋วรถไฟข้ามไปสิงคโปร์นั้นราคาเพียง 5 ริงกิต ในขณะที่ฝั่งย้อนมาจากสิงคโปร์กลับมาเลเซียสนนราคาไปถึง 5 ดอลลาร์ฯ

ขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำคือการลงไปทำพิธีผ่านแดนที่ ตม. ฝั่งมาเลเซีย ด้านล่างมีการแยกแถวสำหรับชาวมาเลเซีย ชาวสิงคโปร์ และชาวต่างชาติ ชั่วเวลาไม่ถึง 10 นาที เราก็ตรวจพาสปอร์ตผ่านออกจากมาเลเซียเรียบร้อย ทางเดินหลังจุดตรวจพาสปอร์ตคือทางที่พาไปหารถไฟที่จอดรออยู่เรียบร้อยแล้ว

รถไฟ, มาเลเซีย

 

รถไฟข้ามเกาะ

รถไฟขบวนนี้มีความยาว 5 ตู้ มีหัวรถจักรประกบด้านหัวและท้ายเพื่อใช้ลากไปลากกลับได้เลยโดยไม่ต้องสับเปลี่ยนที่สถานีทั้งสองฝั่ง เรารีบเข้าไปที่ตู้ติดกับรถจักรที่เห็นมาแต่ไกลด้วยประสบการณ์ว่าเป็นรถนั่งชั้นหนึ่งที่นั่งกว้างและเหยียดขาได้เต็มที่ ตอนนี้รู้สึกโล่งใจสุดๆ ผ่อนคลายสุดๆ อย่างน้อยก็ได้นั่งรถไฟส่วนสุดท้ายข้ามไปสิงคโปร์

รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย

รถไฟค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี JB Sentral วิ่งผ่านความมืดไปบรรจบกับถนนข้ามไปเกาะสิงคโปร์ซึ่งรถไฟและถนนใช้สะพานเดียวกัน การข้ามช่องแคบยะโฮร์ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีเท่านั้น ยังไม่ทันได้หายหอบรถไฟก็มาจอดที่สถานี Woodlands Train Checkpoint หรือ Woodlands CIQ สถานีสุดท้ายจริงๆ ของการเดินทางทริปนี้ และเป็นสถานีสุดท้ายของทางรถไฟในอาเซียนแผ่นดินใหญ่ที่ทอดยาวมาตั้งแต่เชียงใหม่และเวียงจันทน์

คนบนรถรีบลงกันมาอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวกับที่รถจักรดับเครื่องพักผ่อนเพื่อรอทำงานอีกครั้งในวันถัดไป เจ้าหน้าที่ ตม. กวาดคนเข้าไปในห้องตรวจพาสปอร์ต เราได้ยินกิตติศัพท์ของ ตม. วู้ดแลนด์สว่าโหดยิ่งนัก ใครที่มาด้วยรถไฟแล้วตอบคำถามไม่ได้เป็นอันต้องถูกส่งเข้าห้องมืดกันเสียง่ายๆ

เราต่อคิวเป็นคนท้ายๆ และในที่สุดก็ถึงคิวเรา

รถไฟ, มาเลเซีย

สถานีรถไฟวู้ดแลนด์ส (Woodlands Train Checkpoint) สถานีรถไฟเดียวในสิงคโปร์

“สวัสดีตอนเย็นครับ” เราขอเปิดการทักทายก่อนเลย เพื่อแสดงว่าฉันมาอย่างมิตรนะ

“สวัสดีตอนเย็นครับ” ตม. ตอบเรียบๆ พร้อมมองหน้าเราสลับกับพาสปอร์ต “มาสิงคโปร์ทำไมครับ”

“มาเที่ยวครับ 2 วัน กลับวันที่ 16”

“ผ่านมาหลายประเทศนะครับ ไปทำอะไรมา”

“มาเที่ยวครับ นั่งรถไฟมาจากเวียงจันทน์ครับ”

“เพิ่งมาครั้งแรกหรือ แล้วทำไมไม่นั่งเครื่องบินมา จองโรงแรมไว้หรือยัง ไหนมีใบจองไหม” ตม. หนุ่มถามอีกครั้งเมื่อพลิกหน้าพาสปอร์ตแล้วไม่พบการลงตราเข้าสิงคโปร์

เราส่งเอกสารการจองทุกอย่างให้เขาดู เขาก็พินิจพิจารณาสลับกับมองพาสปอร์ตเราไปด้วย

“มีเงินมาเท่าไหร่”

“150 ดอลลาร์ฯ ครับ แล้วก็มีเงินบาทไทยกับเงินริงกิตมาเลย์อีกส่วนหนึ่งเอาไว้ใช้ขากลับ”

อยู่ๆ บรรยากาศก็มาคุขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“150 ดอลลาร์ฯ อยู่ 2 วันพอหรือ แน่ใจนะว่าจะอยู่ในสิงคโปร์ด้วยเงินแค่นี้พอ”

อยู่ๆ ตม. คนที่ 2 ก็เข้ามาถามว่าประเทศอะไร พ่อหนุ่มที่กำลังสอบสวนผมก็บอกว่า ไทยแลนด์ และดูท่ากำลังจะเตรียมตัวพาเราไปไหนสักที่

ให้ตายเถอะ นี่นั่งรถไฟมาจากเวียงจันทน์เพื่อมาสิงคโปร์ ก็จะไม่ให้เข้าประเทศด้วยเหตุผลที่มีเงินแค่ 150 ดอลลาร์สิงคโปร์เนี่ยนะ

อยู่ๆ เราก็นึกได้ กลัวเราไม่กลับประเทศนักใช่ไหม ได้! ต้องใช้ไม้สุดท้าย

“เดี๋ยวคุณ ผมมีตั๋วรถไฟขากลับเอามายืนยันว่าผมอยู่แค่ 2 วันตามแผนที่ผมบอกคุณ”

พ่อหนุ่ม ตม. 2 คนหันขวับมามองเราเรียงตั๋วรถไฟที่หยิบจากกระเป๋าเป้ทีละใบ ทีละใบ จนเต็มเคาน์เตอร์

“นี่ตั๋วจากลาวมาไทย อันนี้ตั๋วจากไทยไปมาเลย์ อันนี้ตั๋วมา KL มาที่นี่ และนี่ตั๋วจาก JB Sentral ไปตุมปัต (Tumpat) และนี่คือตั๋วจากชายแดนไทยกลับกรุงเทพฯ เรียงตามลำดับทั้งหมด แค่นี้พอไหมครับ”

ตม. คนแรกหยิบตั๋วไปดู พร้อมเอานิ้วไล่ไปตามวันที่บนตั๋ว

ไฟในห้อง ตม. ค่อยๆ ดับทีละดวง ใช่ครับ เราเป็นคนสุดท้ายของค่ำคืนนี้ที่ไม่รู้ว่าจะได้เข้าประเทศหรือไม่ แม้จะมีไม้ตายไพ่ใบสุดท้ายคือตั๋วรถไฟเป็นฟ่อนเลยก็ตาม

เกิดความเงียบขึ้นประมาณ 1 นาที ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงของพ่อหนุ่ม ตม. คนเดิม

“Welcome to Singapore”

 

Inbound

23.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์

ชายหนุ่มผู้ผ่านมาแล้ว 3 ประเทศหอบสังขารพร้อมสัมภาระที่เหลืออยู่ 3 ใบเข้ามาเหยียบประเทศที่ 4 โดยสมบูรณ์แบบ การเดินทางจากเวียงจันทน์ยันสิงคโปร์ (เกือบ) สมบูรณ์แล้ว ติดอยู่แค่ต้องเปลี่ยนจากรางมาเป็นรถกับระยะทาง 200 กิโลเมตรสุดท้าย แถมถึงที่หมายล่าช้าไป 3 ชั่วโมง สภาพตอนนี้น่าเวทนายิ่งนักเพราะยังไม่ถึงที่พัก แถมเหลือระยะทางอีกหลายกิโลเมตรกว่าจะไปถึง MRT Chinatown

ตอนนี้เราอยู่บนสุดของแผนที่ประเทศสิงคโปร์ จุดหมายคือเกือบใต้สุดของประเทศสิงคโปร์

และเหลือเวลาอีกเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่รถไฟฟ้า MRT จะหมด

การวิเคราะห์เส้นทางเกิดขึ้นบนรถเมล์จากสถานี Woodlands CIQ ไปที่สถานี MRT Woodlands ซึ่งเจ้าสองสถานีที่ชื่อเหมือนกันดันอยู่คนละที่กัน นี่ก็ไม่ทราบว่าใช้ไทยแลนด์โมเดลในการตั้งชื่อหรือเปล่า ทำให้นึกถึงสถานีรถไฟมักกะสันกับ Airport Rail Link มักกะสันที่อยู่ห่างกันเกือบ 2 กิโลเมตร ซึ่งแท็กซี่มักจะพาเราไปผิดเสมอ จนถึงขนาดที่ต้องบอกว่า “สถานีรถไฟปู๊นๆ นะพี่ไม่ใช่รถไฟฟ้า”

สิ่งที่ทำให้สิงคโปร์เดินทางสะดวกและไร้รอยต่อคือบัตร Ezy Link บัตรเดียวใช้งานได้หมดทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ เพียงแค่เราแตะบัตรทุกอย่างก็ง่ายดายโดยไม่ต้องควักเหรียญขึ้นมาจ่ายค่าโดยสาร

รถเมล์วิ่งปรู๊ดเดียวก็มาถึงสถานี MRT Woodlands สายสีแดง เราต้องนั่งต่อไปลงที่สถานีโดบี้ก็อธ (Dhoby Ghaut) และต่อสายสีม่วงไปสถานีไชน่าทาวน์ สิริรวมน่าจะทันขบวนรถเที่ยวสุดท้ายของสายสีม่วงที่นั่นพอดี (ถ้าคำนวณไม่ผิดนะ)

รถไฟ, มาเลเซีย

MRT ของสิงคโปร์มีจำนวนตู้ที่ยาวกว่าของไทย และขับปรู๊ดปร๊าดกระชากพอๆ กับ BTS นี่โชคดีที่ส่งอีเมลบอกโฮสเทลก่อนแล้วว่าเราจะไปถึงสาย จึงไม่ต้องกังวลว่าเขาจะตัดบัญชีรายชื่อของเราออกจากที่พัก แต่ขอเรียนตามตรงว่าใจเรากระวนกระวายมากที่ยังไม่ถึงสถานีโดบี้ก็อธเลย ในขณะที่เวลาใกล้เหยียบเที่ยงคืนไปทุกที

MRT สายสีแดงมาจอดที่สถานีโดบี้ก็อธในอีก 10 นาทีจะเที่ยงคืน วินาทีที่ประตูเปิดเราวิ่งหน้าตั้งไปตามลูกศรที่นำทางไปหาชานชาลาสายสีม่วง แต่คุณครับ สถานีนี้ช่างใหญ่โตยิ่งนัก ใหญ่พอๆ กับห้างห้างหนึ่งที่อยู่ใต้ดิน วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่ถึงที่หมายสักที จนกระทั่งเห็นบันไดเลื่อนที่เหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์พุ่งตรงไปถึงชานชาลา บทคนจะรีบบันไดเลื่อนที่ว่าเร็วก็ยังช้า เมื่อถึงชานชาลาปั๊บเราก็ไปยืนรอฝั่งที่จะวิ่งไปไชน่าทาวน์ปุ๊บ

10 นาทีผ่านไปยังไม่มีวี่แววของ MRT สายสีม่วงเข้ามาจอด ในใจตอนนั้นยังมองโลกในแง่ดีว่าดึกแล้ว Headway คงจะห่างน่ะ ไม่มีอะไร แกอะคิดมาก

แต่แล้วก็เหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ดับวูบไปทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่สถานีมาสะกิดบอกว่า ฝั่งที่เธอยืนน่ะ “รถหมดแล้ว ออกจากสถานีด้วยครับ”

เอาเลยจ้า ซวยให้สุดแล้วหยุดที่ตกรถไฟ

วันที่ 13 เมษายน 2561 00.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์

สังขาร ณ ตอนนั้นคือนอกจากง่วงมากยังหงุดหงิดมาก เพราะไม่รู้ว่าจะไปไชน่าทาวน์ยังไง รถเมล์ก็ไม่รู้สายไหน สิ่งเดียวที่พึ่งได้คือแท็กซี่ ก็โบกซะเลยก่อนที่จะดึกไปมากกว่านี้

แท็กซี่ที่จอดรับมีคุณลุงชาวจีนแก่ๆ เป็นคนขับ

ระหว่างทางลุงก็ถามไถ่ว่า มาจากไหน มาครั้งที่เท่าไหร่แล้ว จะไปเที่ยวไหนบ้าง ทำไมมาดึกจัง อ้าว ทำไมไม่มาเครื่องบิน มีที่ที่อยากไปแล้วหรือยัง แนะนำให้ไหม

นี่น่าจะเป็นคนสิงคโปร์คนแรกหลังจากเหยียบประเทศที่ทำให้เราไม่รู้สึกขวัญเสีย ลุงแนะนำร้านอาหารอร่อยๆ ตรงย่านไชน่าทาวน์ แล้วก็บอกให้เราไปคลาร์กคีย์ (Clark Quay) ช่วงเย็นๆ เพื่อรับลม (ซึ่งนั่นแทบจะอยู่นอกแผนทั้งหมดเลยก็ว่าได้) เมื่อถึง MRT ไชน่าทาวน์เราก็ขอลงปากซอยโฮสเทลพร้อมจะควักเงินจ่าย

“เท่าไหร่ครับ”  ลุงขยับตัวให้เห็นมิเตอร์ค่าโดยสาร

‘9 SGD’

9 ดอลลาร์ฯ…อื้อหือ จากจะหลับนี่ตื่นเลย นั่งแท็กซี่มาแค่ 3 สี่แยก โดนไป 9 ดอลลาร์ฯ ลืมไปเลยว่าเกินเที่ยงคืนจะชาร์จอีก 50 เปอร์เซ็นต์แน่ะ

อย่าเครียด บอกตัวเองไว้ ข้างหน้าตอนนี้คือที่พักคืนนี้ของเราแล้ว ประตูกระจกถูกปิดล็อกไว้ ต้องกดกริ่งเรียกพนักงานแทน เรากดปุ่มไม่นานนักพนักงานโฮสเทลก็ลงมารับในชุดพร้อมนอน แล้วพาเราไปเช็กอิน

เราขอโทษขอโพยเขาที่ทำให้ต้องลำบาก ระหว่างเช็กอินก็ระบายชะตากรรมที่เผชิญวันนี้ให้เขาฟัง ซึ่งพ่อหนุ่มสิงคโปร์คนนี้ก็สนใจที่จะฟังเป็นอย่างมาก เขาคงอยากรู้แหละว่าทำไมเราถึงมาช้าได้ขนาดนี้ เมื่อเช็กอินเรียบร้อยเขาก็บอกทางไปห้องพัก บอกที่อาบน้ำ ที่กินข้าว ก่อนจะแยกย้ายเขาก็เอ่ยกับเราสั้นๆ

Welcome to Singapore la.

รถไฟ, มาเลเซีย

สถานีรถไฟวู้ดแลนด์ส ปลายทางของการเดินทางยาวตั้งแต่เวียงจันทน์

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

สถานการณ์โรคระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้การเดินทางและการท่องเที่ยวหยุดชะงักไปก็ไม่น้อย ความคิดถึงการเดินทางด้วยรถไฟมันก็คุกรุ่นอยู่ในใจ อยากคว้ารองเท้าผ้าใบออกมาสวม เอาเป้มาสะพาย เอากล้องออกไปส่องโลกบนสองรางเหล็กให้หายคิดถึง

จนเมื่อความคลี่คลายค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ล้อเหล็กที่เคยหยุดนิ่งกลับมาหมุนวนบนรางเหล็กอีกครั้ง รถไฟขบวนยาวเริ่มเดินทางต่อแม้สมาชิกจะไม่ครบทุกขบวนก็ตาม

และนี่คือภาพถ่ายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บนเส้นทางรถไฟประเทศไทย

#01

ขบวนสุดท้าย…ก่อนบายเธอ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย-ท่านาแล้ง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ก่อนการระบาดใหญ่จนต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ รถไฟขบวนน้อยน่ารักที่เชื่อมการเดินทางระหว่างไทย-ลาว วิ่งข้ามประเทศเป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าการงดรถไฟระหว่างประเทศจะกินเวลายาวเป็นปี

ทางรถไฟจากไทยข้ามไปลาวใช้สะพานเดียวกับถนน รางเหล็กถูกฝังอยู่บนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ข้ามแม่น้ำโขงที่เป็นพรมแดนธรรมชาติ เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ถนนจะถูกกั้นทั้งสองฝั่ง จนกว่ารถไฟขบวนน้อยจะวิ่งข้ามไปจนถึงอีกฝั่งการจราจรบนถนนจึงกลับมาเป็นปกติ

นี่เป็นขบวนสุดท้าย ก่อนบายเธอไป…เกือบ 2 ปี

#02

คนดูรถ

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน รถไฟทุกตู้จะต้องถูกเช็ดถูภายนอกและภายในรถ ภายนอกรถอาจจะเป็นส่วนที่สกปรกง่ายที่สุด เพราะต้องวิ่งฝ่าแดดลมฝนฝุ่นในแต่ละวัน มดงานเหล่านี้มีหน้าที่ชำระล้างก่อนรถไฟจะออกจากสถานี

ไม่ใช่เพียงแค่ข้างนอก แต่ข้างในเองก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงที่โรคระบาดแพร่ใหม่ ๆ งานทำความสะอาดต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเพื่อเช็ดเบาะที่นั่งทุก ๆ ที่ ให้เราได้นั่งรถไฟกันอย่างสบายใจ

#03

คนดูราง

สถานีบ้านด่าน จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน ที่รถไฟวิ่งบนรางเหล็กย่อมมีความชำรุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน คนดูแลรางของฝ่ายโยธาจำเป็นต้องตรวจสภาพทางทุก ๆ วันด้วยรถยนต์รางหรือที่เรียกกันว่ารถต๊อก

รถเหล็กหน้าตาน่ารักสีเหลืองส่งเสียงดัง ต๊อก ๆๆๆๆๆ พร้อมธงสีแดงปักเอาไว้ เป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า หน้าที่ของคนตรวจทางได้เริ่มขึ้นในช่วงเช้าของทุกวัน เพื่อสอดส่องสายตาหาความชำรุดเล็ก ๆ น้อย ๆ และจัดการซ่อมแซมให้การเดินทางด้วยรถไฟปลอดภัยต่อไป

#04

รอคอย

สถานีพิจิตร จ.พิจิตร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

แม้ในช่วงที่งดวิ่งรถไฟไปหลายขบวน ตามมาตรการของรัฐเพื่อลดการเดินทางระหว่างจังหวัดและเคอร์ฟิวในช่วงเวลากลางคืน จนรถไฟข้ามคืนต้องงดให้บริการทุกขบวน แต่กระนั้นแล้วชีวิตของคนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางยังคงมีอยู่ จนการผ่อนคลายเกิดขึ้นในช่วงระยะหนึ่ง มีการเปิดขบวนรถสายยาวช่วงกลางวันขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้คนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางได้ไปมาหาสู่ทำธุระกันได้ เราเห็นผู้คนมากมายยืนรอคอยรถไฟบนชานชาลา และเมื่อรถไฟขบวนนั้นออกจากสถานีไป ความเงียบก็กลับมาปกคลุมสถานีรถไฟอีกครั้ง

#05

อรุณสวัสดิ์

ตลาดเก๊าจาว จ.ลำปาง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟตัดผ่านที่ไหน ชุมชนย่อมเกิดขึ้นที่นั่น เมื่อชุมชนเกิดขึ้นก็ต้องมีเส้นทางสัญจรข้ามไปมา และเมื่อพบกับทางรถไฟก็จะต้องตัดผ่านเพื่อข้ามไปอีกฟาก ในบางเมืองนั้นทางรถไฟกับถนนอยู่คนละระดับกัน ไม่ถนนก็ทางรถไฟต้องเป็นฝ่ายที่ต้องยกหนี

ตลาดเก๊าจาวอยู่ใกล้กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำวัง เมืองลำปางในช่วงเช้านั้นคึกคักและวุ่นวายมาก ทั้งรถราและรถไฟจากกรุงเทพฯ ที่มาถึงในช่วงเช้าพอดี ถนนเส้นเล็กนี้ลอดใต้ทางรถไฟเพื่อเชื่อมชุมชนสองฝั่งให้ถึงกัน ถ้าช่วงไหนรถไฟผ่านมา เราก็จะได้เห็นพี่รถไฟไซส์จัมโบ้ข้ามสะพาน จนรถราบนถนนดูเล็กจ้อยทีเดียว

#06

เพื่อนเดินทาง

สถานีสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

สถานีสุไหงโก-ลก คือสุดท้ายปลายทางของสายใต้ และเป็นสถานีใต้สุดของประเทศไทยที่ห่างจากกรุงเทพฯ ถึงพันกว่ากิโลเมตร ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขบวนรถที่มาถึงปลายทางแห่งนี้มีเพียงรถเร็วขบวนเลขที่ 171 และ 172 เท่านั้น ทำให้การเดินทางมีเพียงแค่เที่ยวเดียวต่อวันจากกรุงเทพฯ ผู้โดยสารมากมายที่ใช้รถไฟเดินทางข้ามคืนมากับขบวนนี้

เวลาบนรถร่วม 20 ชั่วโมงสร้างความสัมพันธ์ของผู้เดินทางได้ไม่ยากจากการพูดคุย เมื่อเริ่มต้นเดินทางเราอาจจะยังไม่รู้จักใคร แต่เมื่อลงจากรถ เราอาจโบกมือลาเพื่อนเดินทางในตู้เดียวกันนั้นโดยไม่รู้ตัว

#07

เผชิญหน้า

สถานีปางต้นผึ้ง จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟส่วนใหญ่ของไทยยังคงเป็นทางเดี่ยว การสวนทางต้องเกิดขึ้น ณ จุดที่เป็นสถานีเท่านั้น การสวนทางกันในสถานีหรือที่เรียกว่า ‘รอหลีก’ มักเป็นช่วงที่คนบนรถไฟลงมายืดเส้นยืดสาย และถือโอกาสเยี่ยมชมสถานีนั้น ๆ ไปด้วย ซึ่งก็มีไม่น้อยที่บรรยากาศดี

ปางต้นผึ้งที่นี่ก็เช่นกัน นับว่าเป็นสถานีแรกเลยก็ว่าได้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทางรถไฟซึ่งไต่ไปตามขุนเขาของภาคเหนือ และในวันที่ประจวบเหมาะ รถด่วน 51 ปลายทางเชียงใหม่ และรถเร็ว 112 จากเด่นชัย ก็จะมาเจอกันที่นี่ โดยรถด่วน 51 จะจอดรถในทางประธาน และรถเร็ว 112 จะลงเขามาเพื่อเลี้ยวเข้าทางหลีกมารับคนหน้าสถานี ภาพที่เห็นข้างหน้าก็คือรถไฟ 2 ขบวนเผชิญหน้ากัน

#08

พี่เห็นหนูด้วยหรอคะ

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เห็นสิ ทำไมจะไม่เห็น

บนลานกางเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล มีพื้นที่ชมวิวที่มองออกไปต้องสดชื่นเพราะความเขียวขจีของป่า เห็นหมู่บ้านเป็นเวิ้งเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ และถ้ามองลงต่ำลงมาอีกหน่อย จะเห็นเส้นสีขาว ๆ จาง ๆ ของทางรถไฟเลี้ยวลดไปตามไหล่เขา

เมื่อเสียงหวีดดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟกำลังออกจากสถานีขุนตาน ไม่กี่อึดใจเดียว เจ้ารถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้างก็ค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากเงาไม้ ละม้ายคล้ายงูเหล็กที่เลื้อยผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า ความสนุกสนานคือคนที่ลานกางเต็นท์จะชี้ชวนกันดูรถไฟ บ้างก็เห็น บ้างก็ไม่เห็น

แล้วพี่ล่ะ เห็นน้องไหมจากบนดอยนั้น

#09

รับน้อง

สะพานทาชมภู จ.ลำพูน

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหัวรถจักร QSY สีแดง/เทา หน้าตาดูแปลกตาเพราะไม่หน้าเหลืองเหมือนรถจักรที่รถไฟไทยใช้อยู่ ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ที่รุ่นพี่จับตามอง เพราะความสดใส (ของสี) และใหม่สด ไม่ว่าจะเป็นแฟนรถไฟคนไหนก็อยากเห็นน้องตัวเป็น ๆ

แต่ก่อนที่น้องจะต้องออกทำงานทำการนั้น ต้องมีการทดสอบสมรรถนะเสียก่อน และโจทย์ใหญ่ที่สุดคือการทดสอบลากจูงบนเส้นทางภูเขา ซึ่งดอยขุนตาลเป็นเหมือนข้อสอบไฟนอลของน้องที่ถ้าทำข้อสอบไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ

นี่น่าจะเป็นกิจกรรมดักถ่ายรูปรถไฟต่างจังหวัดแรก ๆ ของเราเลยก็ว่าได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะพานทาชมภูเป็นหมุดหมายหนึ่งที่ตั้งใจจะต้องเก็บภาพให้ได้ และโชคหล่นทับที่มีคาเฟ่ความสูง 3 ชั้นตั้งอยู่ตรงมุมทองของโค้งนี้พอดี จึงทำให้ได้ภาพที่สะสวยรูปนี้มา

พี่มารับน้องใหม่แล้วนะเออ

#10

มุมบังเอิญ

สถานีการเคหะ กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

การถ่ายรูปรถจักรไอน้ำทุกครั้งที่วิ่งเป็นภารกิจสำคัญของคนรักรถไฟที่มักมาพร้อมหน้ากันโดยมิได้นัดหมายเหมือนวันมาฆบูชา แต่นับวันผ่านไปสถานที่ที่ถ่ายรูปเริ่มซ้ำ เริ่มคนเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องสรรหาสถานที่ใหม่ ๆ เพื่อให้รูปดูใหม่สดและมุมแปลกอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นชัยภูมิที่สวยงามจากการลากกระเป๋ามาขึ้นรถไฟฟ้า นั่นคือสถานีการเคหะ

วันจริง มีเพียงไม่กี่คนที่มาอยู่มุมนี้ (ใช่ เราคงคิดเหมือนกัน) มุมมองนี้มันสวยมาก โล่งมาก และเห็นรถจักรไอน้ำแบบเต็มขบวนโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาบังหน้ากล้อง แต่ที่บังเอิญไปยิ่งกว่าราวกับนัดแต่ไม่ได้นัด เมื่อรถจักรไอน้ำสีดำทะมึนกำลังวิ่งมาถึงจุดถ่ายรูปนั้น เจ้ารถไฟสายสีแดงตัวขาวก็เคลื่อนออกจากสถานีแบบพอดิบพอดี จนได้รูปของรุ่นทวดและรุ่นเหลนมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายแบบบังเอิญ ๆ

#11

กลับบ้าน

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

วันนั้นฝนตกหนักมาก เป็นวันสิ้นสุดภารกิจของขบวนรถจักรไอน้ำนำเที่ยว ปกติแล้วคุณทวดจะโชว์ตัวอยู่ที่สถานีกรุงเทพระยะหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับ แต่เผอิญว่าพระพิรุณไม่รู้ไปโกรธใครมา ไม่พูดไม่จาก็ถล่มลงมาจนไปไหนไม่ได้

แต่รถจักรไอน้ำกลับได้

ความร้อนของไอน้ำและตัวถังรถ มาเจอกับความเย็นของฝนเม็ดใหญ่ที่ถล่มลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเป็นฝ้าไปหมด ทำให้ไอน้ำสีขาวของคุณทวดไอน้ำยิ่งเด่นชัดขึ้นในสายฝนนั้น

ความดำทะมึนของตัวรถ ความขาวของไอน้ำ และแสงไฟสีแดงสองดวงเหมือนลูกตาเหมือนกับอสุรกายดุดันที่กำลังจ้องเราอยู่จากสายฝนที่โหมกระหน่ำ

แต่คุณทวดไม่ใช่อสุรกาย เขาคือคนแก่ใจดีที่ส่งเสียงฉึกฉักแข่งกับเสียงฝนเสียงฟ้า ก่อนจะค่อย ๆ ลับหายไปในม่านฝนเพื่อพักผ่อนรอออกมาเจอพวกเราใหม่ในรอบถัดไป

#12

แดงไหน

สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหนูลมกรดหน้าแป้นทะยานตัวด้วยความเร็วจากสถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อไปทางรังสิตและตลิ่งชัน นี่คือรถไฟสายสีแดงทีเป็นน้องใหม่ไฟแรง (รถก็แรง) ของชาวกรุงเทพฯ และปทุมธานี

ในช่วงแรกที่สายสีแดงเปิดใช้งาน มีเหล่า Railfan มากมายไปนั่งเล่น (เพราะมันฟรี) จากคนน้อยในช่วงแรก ๆ เพราะคน Work from Home ก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณคนเยอะขึ้นหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จนตอนนี้น้องแดงมีเพื่อนใหม่เป็นมนุษย์มากมายหลังจากเหงาหงอยมานาน

ทุกครั้งที่ขึ้นมาบนชานชาลา ก็จะต้องเซย์ไฮทักทายน้องก่อนจากมุมบันไดนี้ทุกครั้ง และถ้ามีน้องเข้ามา2 ขบวน ก็จะเห็นเจ้าหนูหน้าแป้นยืนต้อนรับเราอยู่ตรงชานชาลานั้นเอง

#13

ขึ้นทางด่วน

สถานีจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

พ.ศ. 2566 เมื่อโลกเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเดินทางกลับมาคึกคักขึ้น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทาง และรถไฟไทยกำลังจะใช้สถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่เราเคยรู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งรถไฟปู๊น ๆ ส่วนใหญ่จะย้ายจากหัวลำโพงมาสถานีกลางด้วย จึงทำให้รถไฟที่ออกจากสถานีกลางต้องวิ่งบนทางยกระดับร่วมกับรถไฟสายสีแดง ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้มีการซ้อมเดินรถร่วมกับสายสีแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อทดสอบการเดินรถ รวมถึงฝึกอบรมคนขับให้เรียนรู้กับสภาพทางและเส้นทางใหม่

มันเลยดูเหมือนรถไฟปู๊น ๆ ไปวิ่งอยู่บนทางด่วน ไม่ใช่แค่รถที่ออกจากสถานีกลาง รถที่ออกหัวลำโพงก็จะต้องขึ้นมาวิ่งบนนี้เหมือนกัน คงน่าตื่นเต้นเหมือนกันที่จากเดิมเคยนั่งรถไฟวิ่งบนพื้นขนานกับถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ส่วนของใหม่มาวิ่งด้านบนขนานระดับเดียวกับดอนเมืองโทลเวย์ด้วยความเร็วแบบเต็มพิกัด

วิวจากหน้าต่างจะเป็นยังไงกันเนี่ย

แค่คิดก็สนุกแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load