เรายังอึ้งอยู่หลังจากที่เจ้าหน้าที่สถานีบอกว่ารถไฟดีเลย์หลายชั่วโมง คืนเงินให้เรา และให้เราหารถไปเอง ไม่มีบริการขนถ่ายใดๆ สภาพเราตอนนี้เหมือนคนเลิกกับแฟนแล้วขนของออกจากบ้านมาก กระเป๋าลาก 1 ใบ กระเป๋ากล้องอีก 1 ใบ เป้สะพายหลังอีก 1 ใบ พร้อมถุง KFC อีก 1 ถุง คือสัมภาระที่ลดสมรรถนะในการเดินกลางแดดบ่ายของเดือนเมษายนได้เป็นอย่างดี

ตอนนั้นมืดแปดด้านมาก จากนักท่องเที่ยวที่มีแผนการครบ กลายเป็นคนอ้างว้างกลางดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิดตัวเอง ซวยมากกว่านั้นคือคนแถวๆ นี้ก็ดันพูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้อีก

รถไฟ, มาเลเซีย

คนเดียวที่จะช่วยเราได้ตอนนี้คือ ‘พี่บอล’ เพื่อนรุ่นพี่ที่ชอบรถไฟมาเลเซียและรถไฟไทย เขาต้องช่วยเราได้แน่ๆ ว่าปั๊บก็คอลไปหาทันที

ปลายสายเอ่ยคำว่า สมน้ำหน้า ออกมาเป็นการต้อนรับ หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังแรมในหัวพี่บอลก็ประมวลอย่างไวว่องได้ความว่า ที่เกอมัสมีรถบัสอยู่ แต่ราคาแพงมาก จะเช็กเมืองใกล้ๆ ให้ ลองเดินถามใครไปก่อน น่าจะช่วยได้ ขอบคุณสวรรค์ที่ยังพอทำอะไรได้อยู่

ระหว่างนั้นสายตาไปเห็นคน 2 คนเดินตามมา ผู้ชายตัวใหญ่ๆ คนหนึ่งและหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางวัยทองคนหนึ่ง ซึ่งระลึกชาติได้ว่าเขาคือคนที่เดินตัดหน้าลงรถไฟมาก่อนหน้าเรานี่นา เอาล่ะ เจอคนที่ต้องลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ลืมความโกรธที่เขาตัดหน้าเราลงรถไฟจนเกือบชนไปก่อน รีบเข้าไปคุยกับเขาทันทีและได้ความว่าจะไปสิงคโปร์ คืนตั๋วไปเรียบร้อยเหมือนกัน และกำลังจะเดินไปที่ที่น่าจะเป็นป้ายรถเมล์ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่สถานี เรา 3 คนตัดสินใจเดินคลำทางไปทางเดียวกันจนพบสถานที่หนึ่งซึ่งมองเห็นปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือท่ารถเมล์แน่นอน

แต่…ไม่มีรถสักคัน ในป้ายมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ เราขอเรียกป้าคนนี้ว่า ‘ป้าอินเดีย’ ซึ่งอนุมานได้จากส่าหรีที่เธอใส่

เดชะบุญ ป้าอินเดียพูดภาษาอังกฤษได้ดีระดับเทพ

ป้าอินเดียบอกว่า รถไปยะโฮร์ไม่รู้ว่าจะมีไหม แต่เดี๋ยวจะพาไปที่ขายตั๋ว ว่าแล้วป้าก็สะบัดส่าหรีเดินนำไปโดยไว ป้าอินเดียเดินนำไปเรื่อยๆ บนเส้นทางที่คุ้นตาพิลึก

รถไฟ, มาเลเซีย

ใช่ครับ วนกลับมาที่เดิมตรงหน้าสถานีรถไฟนั่นเอง ตรงนี้เป็นตึกแถวเก่าๆ ข้างปั๊มมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วรถเมล์แต่เธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ป้าอินเดียจึงพูดคุยกับสาวขายตั๋วได้ความว่าที่นี่ไม่มีรถไปยะโฮร์ เราและแม่ลูกชาวมาเลย์จะต้องหารถบัสไปเมืองเซอกามัต (Segamat) ซึ่งห่างจากที่นี่ไป 1 ชั่วโมง ที่นั่นมีสถานีรถบัสอยู่หลายสาย ประจวบเหมาะพอดีที่พี่บอลโทรกลับมาบอกว่า รถเที่ยวสุดท้ายจะออกจาก เซอกามัตเวลา 1 ทุ่ม แต่รอบที่จะทันข้ามไปสิงคโปร์ด้วยรถไฟต้องเป็นรอบ 6 โมงเท่านั้น และตอนนี้นาฬิกาข้อมือของเราบอกเวลา 4 โมง 45 นาที…ว่าแต่จะไปเซอกามัตยังไง

เหมือนไม่รอคำตอบ รถบัสสีเหลืองแดงคล้ายรถเวียนในธรรมศาสตร์รังสิตก็มาจอดสนิทอยู่ตรงหน้าแบบงงๆ พร้อมป้ายหน้ารถที่เขียนภาษาอังกฤษว่า ‘Segamat’

อยากส่งเสียงกรีดร้องด้วยความดีใจออกมามาก ณ จุดจุดนี้เรารอดตายแล้ว

ป้าอินเดียบอกให้คนซวย 2018 ทั้งสามขึ้นรถคันนี้โดยด่วนก่อนที่จะตกรถบัสซ้ำซ้อนซ้ำซาก นี่อยากจะก้มลงกราบงามๆ 1 ครั้งไม่แบมือ อยากจารึกป้าไว้ใน Hall of Fame ของชีวิตจริงๆ

รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย

 

รางไปรถ

17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย

รถเมล์วิ่งปุเลงๆ เลียบทางรถไฟไปเรื่อยๆ อย่างเย็นใจราวกับ 3 คนบนรถไม่มีความรีบใดๆ ระหว่างทางคือชนบทจริงๆ ถนนสายหลักสองเลนสายนี้วิ่งผ่านสวนของชาวบ้าน นานๆ ทีจะมีหมู่บ้านใหญ่ๆ โผล่มาให้เห็นเป็นระยะๆ แสงแดดเริ่มเป็นสีทอง กระวนกระวายไปตอนนี้คงไม่ช่วยอะไร ไอ้ครั้นจะไปบอกลุงคนขับให้เหยียบมากกว่านี้ได้ไหม ก็กลัวลุงจะโมโหลุกให้มาขับเอง ซึ่งก็ขับไม่เป็น เลยแก้เซ็งโดยการหยิบ KFC ที่ซื้อมาจากเกอมัสยัดเข้าปากไปด้วย เพราะวิเคราะห์แล้วว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พึงทำได้ในตอนนี้

รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย

นอกจากรถไฟหวานเย็นก็มีรถเมล์ท้องถิ่นนี่แหละที่หวานเย็นสุดๆ ระหว่างทางลุงคนขับก็จอดไปเรื่อยๆ มีคนขึ้นบ้างลงบ้างสลับกันไป แม่ลูกชาวมาเลย์ที่ยอมตกลงปลงใจไปต่อรถบัสด้วยก็แยกกันนั่ง ดูคุณแม่ชิลล์เหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นแค่ฝันไป ส่วนคุณลูกนั้นนั่งเกร็งเหงื่อกาฬแตกซ่าน ซึ่งไม่รู้ว่ากำลังลุ้นว่าจะไม่ทันรถหรือว่าปวดท้องหนัก

รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย

บ้านเรือนเริ่มหนาตาขึ้น Google Maps บอกว่า นี่แหละเซอกามัต

เมืองนี้ถือว่าใหญ่กว่าเกอมัสเยอะ สถานีรถไฟเซอกามัตอยู่ตรงข้ามกับท่ารถบัส (aka บขส.) แค่ไม่กี่สิบก้าว เรามองสถานีรถไฟอย่างตาละห้อย ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะต้องอดนั่งทางรถไฟช่วงนี้จริงๆ ความรู้สึกโกรธระคนเสียใจผสมผิดหวังนิดๆ ก่อให้เกิดน้ำน้อยๆ คลอที่เบ้าตา

หยุดดราม่า! เอาตัวให้รอดก่อน นี่ไม่ใช่เวลาเสียใจ รีบไปซื้อตั๋วเดี๋ยวก็ไม่ทันด่านวู้ดแลนด์ส (Woodlands) ปิดหรอก!

รถไฟ, มาเลเซีย

แต้มบุญยังสูงอยู่ รถรอบ 6 โมงเย็นเหลือที่นั่ง 3 ที่สุดท้ายพอดิบพอดี 3 ชีวิตรู้สึกกระดี๊กระด๊าจนออกนอกหน้า ความเพลียบวกกับพลังงานที่ค่อยๆ หมดไปทำให้เราผล็อยหลับไปแทบจะทันทีที่อยู่บนรถบัส ซึ่งตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นแรงเหวี่ยงหรือไฟหน้ารถที่สวนบนท้องถนนก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว

เวลาล่วงเลยมาประมาณ 3 ชั่วโมง เราไล่สายตาไปบน Google Maps พบว่าสถานีขนส่งปลายทางของรถบัสคันนี้อยู่ห่างจากสถานี JB Sentral ราวๆ 7 กม. เมื่อลงจากรถแล้วภารกิจแรกคือวิ่งและวิ่งไปหารถบัสต่อไปสถานีรถไฟให้เร็วที่สุด หรือถ้าไม่คิดอะไรมาก Grab ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี

รถบัสจอดสนิทที่สถานีขนส่ง เราเช็กตารางรถไฟแล้วรู้สึกโล่งสุดๆ ทันรถไฟขบวนสุดท้ายแน่นอน พอลงจากรถปั๊บร่ำลาสองแม่ลูกที่ลงเรือลำเดียวกันมาตั้งแต่เกอมัสก่อนจะวิ่ง 4×100 ไปเรียก Grab ที่ด้านหน้าขนส่ง ความดีงามอีกอย่างหนึ่งของมาเลเซียคือไม่ต้องมาแอ๊บเป็นญาติกับ Grab แบบประเทศไทย อยากจะเรียกต่อหน้าแท็กซี่ก็เรียกได้เลย

ชั่วอึดใจ Grab ก็มาถึง คนขับดูอายุน้อยกว่าเราเสียอีก สิ่งแรกที่บอกเมื่อขึ้นรถเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก

“JB Sentral Station, hurry up PLEASE”

สิ้นเสียง Please พ่อหนุ่มคนขับเหมือนจะเดาใจออกว่าต้องการอะไร Grab พุ่งออกจากขนส่งยิ่งกว่า Fast & Furious รถเมล์สาย 8 ยังต้องอาย พ่อหนุ่มคนขับถามไถ่ว่าทำไมรีบนัก เราก็เล่าสิ เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่รถไฟเทจนมาเจอนายนี่แหละ เขาหัวเราะลั่นแล้วบอกกลับมาว่า “คุณ ใครเขานั่งรถไฟมายะโฮร์กันเล่า”

อ้าว นี่ฉันแปลกหรอ

รถไฟ, มาเลเซีย

สถานีรถไฟ JB Sentral สถานีสุดท้ายของประเทศมาเลเซีย

รถไฟ, มาเลเซีย

การวิ่งยังไม่จบ เมื่อ Grab มาถึงปุ๊บก็โกยอ้าวปั๊บ เหลือเวลาอีก 30 นาทีรถไฟจะออก เราต้องวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสองเพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟซึ่งช่องขายตั๋วกำลังจะปิด ตั๋วรถไฟข้ามไปสิงคโปร์นั้นราคาเพียง 5 ริงกิต ในขณะที่ฝั่งย้อนมาจากสิงคโปร์กลับมาเลเซียสนนราคาไปถึง 5 ดอลลาร์ฯ

ขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำคือการลงไปทำพิธีผ่านแดนที่ ตม. ฝั่งมาเลเซีย ด้านล่างมีการแยกแถวสำหรับชาวมาเลเซีย ชาวสิงคโปร์ และชาวต่างชาติ ชั่วเวลาไม่ถึง 10 นาที เราก็ตรวจพาสปอร์ตผ่านออกจากมาเลเซียเรียบร้อย ทางเดินหลังจุดตรวจพาสปอร์ตคือทางที่พาไปหารถไฟที่จอดรออยู่เรียบร้อยแล้ว

รถไฟ, มาเลเซีย

 

รถไฟข้ามเกาะ

รถไฟขบวนนี้มีความยาว 5 ตู้ มีหัวรถจักรประกบด้านหัวและท้ายเพื่อใช้ลากไปลากกลับได้เลยโดยไม่ต้องสับเปลี่ยนที่สถานีทั้งสองฝั่ง เรารีบเข้าไปที่ตู้ติดกับรถจักรที่เห็นมาแต่ไกลด้วยประสบการณ์ว่าเป็นรถนั่งชั้นหนึ่งที่นั่งกว้างและเหยียดขาได้เต็มที่ ตอนนี้รู้สึกโล่งใจสุดๆ ผ่อนคลายสุดๆ อย่างน้อยก็ได้นั่งรถไฟส่วนสุดท้ายข้ามไปสิงคโปร์

รถไฟ, มาเลเซีย รถไฟ, มาเลเซีย

รถไฟค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี JB Sentral วิ่งผ่านความมืดไปบรรจบกับถนนข้ามไปเกาะสิงคโปร์ซึ่งรถไฟและถนนใช้สะพานเดียวกัน การข้ามช่องแคบยะโฮร์ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีเท่านั้น ยังไม่ทันได้หายหอบรถไฟก็มาจอดที่สถานี Woodlands Train Checkpoint หรือ Woodlands CIQ สถานีสุดท้ายจริงๆ ของการเดินทางทริปนี้ และเป็นสถานีสุดท้ายของทางรถไฟในอาเซียนแผ่นดินใหญ่ที่ทอดยาวมาตั้งแต่เชียงใหม่และเวียงจันทน์

คนบนรถรีบลงกันมาอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวกับที่รถจักรดับเครื่องพักผ่อนเพื่อรอทำงานอีกครั้งในวันถัดไป เจ้าหน้าที่ ตม. กวาดคนเข้าไปในห้องตรวจพาสปอร์ต เราได้ยินกิตติศัพท์ของ ตม. วู้ดแลนด์สว่าโหดยิ่งนัก ใครที่มาด้วยรถไฟแล้วตอบคำถามไม่ได้เป็นอันต้องถูกส่งเข้าห้องมืดกันเสียง่ายๆ

เราต่อคิวเป็นคนท้ายๆ และในที่สุดก็ถึงคิวเรา

รถไฟ, มาเลเซีย

สถานีรถไฟวู้ดแลนด์ส (Woodlands Train Checkpoint) สถานีรถไฟเดียวในสิงคโปร์

“สวัสดีตอนเย็นครับ” เราขอเปิดการทักทายก่อนเลย เพื่อแสดงว่าฉันมาอย่างมิตรนะ

“สวัสดีตอนเย็นครับ” ตม. ตอบเรียบๆ พร้อมมองหน้าเราสลับกับพาสปอร์ต “มาสิงคโปร์ทำไมครับ”

“มาเที่ยวครับ 2 วัน กลับวันที่ 16”

“ผ่านมาหลายประเทศนะครับ ไปทำอะไรมา”

“มาเที่ยวครับ นั่งรถไฟมาจากเวียงจันทน์ครับ”

“เพิ่งมาครั้งแรกหรือ แล้วทำไมไม่นั่งเครื่องบินมา จองโรงแรมไว้หรือยัง ไหนมีใบจองไหม” ตม. หนุ่มถามอีกครั้งเมื่อพลิกหน้าพาสปอร์ตแล้วไม่พบการลงตราเข้าสิงคโปร์

เราส่งเอกสารการจองทุกอย่างให้เขาดู เขาก็พินิจพิจารณาสลับกับมองพาสปอร์ตเราไปด้วย

“มีเงินมาเท่าไหร่”

“150 ดอลลาร์ฯ ครับ แล้วก็มีเงินบาทไทยกับเงินริงกิตมาเลย์อีกส่วนหนึ่งเอาไว้ใช้ขากลับ”

อยู่ๆ บรรยากาศก็มาคุขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“150 ดอลลาร์ฯ อยู่ 2 วันพอหรือ แน่ใจนะว่าจะอยู่ในสิงคโปร์ด้วยเงินแค่นี้พอ”

อยู่ๆ ตม. คนที่ 2 ก็เข้ามาถามว่าประเทศอะไร พ่อหนุ่มที่กำลังสอบสวนผมก็บอกว่า ไทยแลนด์ และดูท่ากำลังจะเตรียมตัวพาเราไปไหนสักที่

ให้ตายเถอะ นี่นั่งรถไฟมาจากเวียงจันทน์เพื่อมาสิงคโปร์ ก็จะไม่ให้เข้าประเทศด้วยเหตุผลที่มีเงินแค่ 150 ดอลลาร์สิงคโปร์เนี่ยนะ

อยู่ๆ เราก็นึกได้ กลัวเราไม่กลับประเทศนักใช่ไหม ได้! ต้องใช้ไม้สุดท้าย

“เดี๋ยวคุณ ผมมีตั๋วรถไฟขากลับเอามายืนยันว่าผมอยู่แค่ 2 วันตามแผนที่ผมบอกคุณ”

พ่อหนุ่ม ตม. 2 คนหันขวับมามองเราเรียงตั๋วรถไฟที่หยิบจากกระเป๋าเป้ทีละใบ ทีละใบ จนเต็มเคาน์เตอร์

“นี่ตั๋วจากลาวมาไทย อันนี้ตั๋วจากไทยไปมาเลย์ อันนี้ตั๋วมา KL มาที่นี่ และนี่ตั๋วจาก JB Sentral ไปตุมปัต (Tumpat) และนี่คือตั๋วจากชายแดนไทยกลับกรุงเทพฯ เรียงตามลำดับทั้งหมด แค่นี้พอไหมครับ”

ตม. คนแรกหยิบตั๋วไปดู พร้อมเอานิ้วไล่ไปตามวันที่บนตั๋ว

ไฟในห้อง ตม. ค่อยๆ ดับทีละดวง ใช่ครับ เราเป็นคนสุดท้ายของค่ำคืนนี้ที่ไม่รู้ว่าจะได้เข้าประเทศหรือไม่ แม้จะมีไม้ตายไพ่ใบสุดท้ายคือตั๋วรถไฟเป็นฟ่อนเลยก็ตาม

เกิดความเงียบขึ้นประมาณ 1 นาที ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงของพ่อหนุ่ม ตม. คนเดิม

“Welcome to Singapore”

 

Inbound

23.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์

ชายหนุ่มผู้ผ่านมาแล้ว 3 ประเทศหอบสังขารพร้อมสัมภาระที่เหลืออยู่ 3 ใบเข้ามาเหยียบประเทศที่ 4 โดยสมบูรณ์แบบ การเดินทางจากเวียงจันทน์ยันสิงคโปร์ (เกือบ) สมบูรณ์แล้ว ติดอยู่แค่ต้องเปลี่ยนจากรางมาเป็นรถกับระยะทาง 200 กิโลเมตรสุดท้าย แถมถึงที่หมายล่าช้าไป 3 ชั่วโมง สภาพตอนนี้น่าเวทนายิ่งนักเพราะยังไม่ถึงที่พัก แถมเหลือระยะทางอีกหลายกิโลเมตรกว่าจะไปถึง MRT Chinatown

ตอนนี้เราอยู่บนสุดของแผนที่ประเทศสิงคโปร์ จุดหมายคือเกือบใต้สุดของประเทศสิงคโปร์

และเหลือเวลาอีกเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่รถไฟฟ้า MRT จะหมด

การวิเคราะห์เส้นทางเกิดขึ้นบนรถเมล์จากสถานี Woodlands CIQ ไปที่สถานี MRT Woodlands ซึ่งเจ้าสองสถานีที่ชื่อเหมือนกันดันอยู่คนละที่กัน นี่ก็ไม่ทราบว่าใช้ไทยแลนด์โมเดลในการตั้งชื่อหรือเปล่า ทำให้นึกถึงสถานีรถไฟมักกะสันกับ Airport Rail Link มักกะสันที่อยู่ห่างกันเกือบ 2 กิโลเมตร ซึ่งแท็กซี่มักจะพาเราไปผิดเสมอ จนถึงขนาดที่ต้องบอกว่า “สถานีรถไฟปู๊นๆ นะพี่ไม่ใช่รถไฟฟ้า”

สิ่งที่ทำให้สิงคโปร์เดินทางสะดวกและไร้รอยต่อคือบัตร Ezy Link บัตรเดียวใช้งานได้หมดทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ เพียงแค่เราแตะบัตรทุกอย่างก็ง่ายดายโดยไม่ต้องควักเหรียญขึ้นมาจ่ายค่าโดยสาร

รถเมล์วิ่งปรู๊ดเดียวก็มาถึงสถานี MRT Woodlands สายสีแดง เราต้องนั่งต่อไปลงที่สถานีโดบี้ก็อธ (Dhoby Ghaut) และต่อสายสีม่วงไปสถานีไชน่าทาวน์ สิริรวมน่าจะทันขบวนรถเที่ยวสุดท้ายของสายสีม่วงที่นั่นพอดี (ถ้าคำนวณไม่ผิดนะ)

รถไฟ, มาเลเซีย

MRT ของสิงคโปร์มีจำนวนตู้ที่ยาวกว่าของไทย และขับปรู๊ดปร๊าดกระชากพอๆ กับ BTS นี่โชคดีที่ส่งอีเมลบอกโฮสเทลก่อนแล้วว่าเราจะไปถึงสาย จึงไม่ต้องกังวลว่าเขาจะตัดบัญชีรายชื่อของเราออกจากที่พัก แต่ขอเรียนตามตรงว่าใจเรากระวนกระวายมากที่ยังไม่ถึงสถานีโดบี้ก็อธเลย ในขณะที่เวลาใกล้เหยียบเที่ยงคืนไปทุกที

MRT สายสีแดงมาจอดที่สถานีโดบี้ก็อธในอีก 10 นาทีจะเที่ยงคืน วินาทีที่ประตูเปิดเราวิ่งหน้าตั้งไปตามลูกศรที่นำทางไปหาชานชาลาสายสีม่วง แต่คุณครับ สถานีนี้ช่างใหญ่โตยิ่งนัก ใหญ่พอๆ กับห้างห้างหนึ่งที่อยู่ใต้ดิน วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่ถึงที่หมายสักที จนกระทั่งเห็นบันไดเลื่อนที่เหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์พุ่งตรงไปถึงชานชาลา บทคนจะรีบบันไดเลื่อนที่ว่าเร็วก็ยังช้า เมื่อถึงชานชาลาปั๊บเราก็ไปยืนรอฝั่งที่จะวิ่งไปไชน่าทาวน์ปุ๊บ

10 นาทีผ่านไปยังไม่มีวี่แววของ MRT สายสีม่วงเข้ามาจอด ในใจตอนนั้นยังมองโลกในแง่ดีว่าดึกแล้ว Headway คงจะห่างน่ะ ไม่มีอะไร แกอะคิดมาก

แต่แล้วก็เหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ดับวูบไปทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่สถานีมาสะกิดบอกว่า ฝั่งที่เธอยืนน่ะ “รถหมดแล้ว ออกจากสถานีด้วยครับ”

เอาเลยจ้า ซวยให้สุดแล้วหยุดที่ตกรถไฟ

วันที่ 13 เมษายน 2561 00.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์

สังขาร ณ ตอนนั้นคือนอกจากง่วงมากยังหงุดหงิดมาก เพราะไม่รู้ว่าจะไปไชน่าทาวน์ยังไง รถเมล์ก็ไม่รู้สายไหน สิ่งเดียวที่พึ่งได้คือแท็กซี่ ก็โบกซะเลยก่อนที่จะดึกไปมากกว่านี้

แท็กซี่ที่จอดรับมีคุณลุงชาวจีนแก่ๆ เป็นคนขับ

ระหว่างทางลุงก็ถามไถ่ว่า มาจากไหน มาครั้งที่เท่าไหร่แล้ว จะไปเที่ยวไหนบ้าง ทำไมมาดึกจัง อ้าว ทำไมไม่มาเครื่องบิน มีที่ที่อยากไปแล้วหรือยัง แนะนำให้ไหม

นี่น่าจะเป็นคนสิงคโปร์คนแรกหลังจากเหยียบประเทศที่ทำให้เราไม่รู้สึกขวัญเสีย ลุงแนะนำร้านอาหารอร่อยๆ ตรงย่านไชน่าทาวน์ แล้วก็บอกให้เราไปคลาร์กคีย์ (Clark Quay) ช่วงเย็นๆ เพื่อรับลม (ซึ่งนั่นแทบจะอยู่นอกแผนทั้งหมดเลยก็ว่าได้) เมื่อถึง MRT ไชน่าทาวน์เราก็ขอลงปากซอยโฮสเทลพร้อมจะควักเงินจ่าย

“เท่าไหร่ครับ”  ลุงขยับตัวให้เห็นมิเตอร์ค่าโดยสาร

‘9 SGD’

9 ดอลลาร์ฯ…อื้อหือ จากจะหลับนี่ตื่นเลย นั่งแท็กซี่มาแค่ 3 สี่แยก โดนไป 9 ดอลลาร์ฯ ลืมไปเลยว่าเกินเที่ยงคืนจะชาร์จอีก 50 เปอร์เซ็นต์แน่ะ

อย่าเครียด บอกตัวเองไว้ ข้างหน้าตอนนี้คือที่พักคืนนี้ของเราแล้ว ประตูกระจกถูกปิดล็อกไว้ ต้องกดกริ่งเรียกพนักงานแทน เรากดปุ่มไม่นานนักพนักงานโฮสเทลก็ลงมารับในชุดพร้อมนอน แล้วพาเราไปเช็กอิน

เราขอโทษขอโพยเขาที่ทำให้ต้องลำบาก ระหว่างเช็กอินก็ระบายชะตากรรมที่เผชิญวันนี้ให้เขาฟัง ซึ่งพ่อหนุ่มสิงคโปร์คนนี้ก็สนใจที่จะฟังเป็นอย่างมาก เขาคงอยากรู้แหละว่าทำไมเราถึงมาช้าได้ขนาดนี้ เมื่อเช็กอินเรียบร้อยเขาก็บอกทางไปห้องพัก บอกที่อาบน้ำ ที่กินข้าว ก่อนจะแยกย้ายเขาก็เอ่ยกับเราสั้นๆ

Welcome to Singapore la.

รถไฟ, มาเลเซีย

สถานีรถไฟวู้ดแลนด์ส ปลายทางของการเดินทางยาวตั้งแต่เวียงจันทน์

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน หลายคนที่ขับรถผ่านไปแถวมักกะสัน คงได้เห็นรถไฟสีขาวรูปร่างหน้าตาแปลกแยกไปจากรถไฟที่คุ้นเคยจอดอยู่ในรั้วโรงงาน หรือเคยเห็นเหล่าเพจรถไฟถ่ายรูปเจ้ารถไฟหน้าตาประหลาดนี้วิ่งทดสอบอยู่ในเส้นทางสายตะวันออก เจ้ารถไฟหน้าตาเหมือนหุ่นกันดั้มนี้มีชื่อเรียกว่า ‘KIHA 183’ เป็นรถไฟจากเกาะฮอกไกโดที่เคยให้บริการอยู่กับ Hokkaido Railway Company หรือ JR Hokkaido ก่อนที่จะมาใช้ชีวิตหลังยุติการให้บริการในญี่ปุ่นที่ประเทศไทย

KIHA 183 เป็นรถดีเซลราง (Diesel Multiple Unit : DMU) ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีหัวรถจักรลากจูง ข้อเด่นของรถดีเซลรางคือมีความคล่องตัวสูง หัวและท้ายขบวนเป็นรถประเภทที่มีห้องขับ รถทุกคัน (หรือบางคัน) มีอุปกรณ์ในการขับเคลื่อน แรงม้าไม่สูงมากแต่เน้นการช่วยกันฉุดลาก จึงทำให้ทำความเร็วได้ดีกว่ารถไฟประเภทที่ต้องใช้หัวรถจักรในการลากจูง ซึ่งแม้ว่าจะมีแรงม้าที่สูง แต่การฉุดลากรถพ่วงที่ไม่มีกำลังด้วยน้ำหนักหลายร้อยตันนั้นทำให้การเร่งตัวเป็นไปได้ช้ากว่า รถดีเซลรางจึงเหมาะสมในการใช้งานกับรถโดยสารค่อนข้างมาก

KIHA 183 จากรถไฟรุ่นสุดคลาสสิกของญี่ปุ่น สู่รถไฟท่องเที่ยวของไทย
KIHA 183 วิ่งทดสอบสมรรถนะในประเทศไทย
ภาพ : พีระภัทร บุญมี

KIHA 183 เป็นรถที่สร้างและพัฒนาโดยการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น (Japan National Railway : JNR) ในสมัยก่อนที่จะแยกออกมาเป็นสารพัด JR ที่เราคุ้นเคย และประจำการอยู่กับหลาย ๆ JR หนึ่งในนั้นคือ JR Hokkaido ซึ่งในเซ็ตนั้นประกอบด้วยรถ 2 รุ่น คันที่มีห้องขับเราเรียกว่า KIHA 183 ทำหน้าที่เป็นตู้แรกและตู้สุดท้ายของขบวน โดยมี KIHA 182 เป็นรถไม่มีห้องขับอยู่ตรงกลาง แม้ว่าจะมีรถรุ่น 182 ผสมอยู่ในขบวนแต่หลัก ๆ เราก็ยังคงเรียก KIHA 183 เป็นหลักมากกว่า

KIHA 183 จากรถไฟรุ่นสุดคลาสสิกของญี่ปุ่น สู่รถไฟท่องเที่ยวของไทย

รถ KIHA 183 (คันมีห้องขับ) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ด้านหน้าสุดเป็นห้องขับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่ารถไฟทั่วไปและเป็นเอกลักษณ์ของรถดีเซลราง (รวมถึงรถไฟฟ้า EMU) ของญี่ปุ่น จนทำให้หน้าตาดูเหมือนหุ่นยนต์ ฮิปโป หรือหมู อะไรก็ตามแต่ใครจะจินตนาการ ด้านล่างสุดเป็นกรอบไฟสี่เหลี่ยมสำหรับใส่ป้ายชื่อขบวนรถ ถัดจากห้องขับมาเป็นส่วนของห้องเครื่อง และหลังจากห้องเครื่องไปเป็นห้องโดยสารแอร์เย็นฉ่ำ มีที่นั่งเบาะกำมะหยี่แบบปรับเอนได้สีเทาจำนวน 40 ที่นั่ง รถมีห้องขับจะไม่มีห้องน้ำในตู้ ต้องเดินไปเข้าห้องน้ำที่รถไม่มีห้องขับแทน ส่วนรถไม่มีห้องขับ มีรหัสรุ่นว่า KIHA 182 เป็นห้องโดยสารยาวตลอดแนว นั่งเป็นเบาะกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูปรับเอนได้จำนวน 68 ที่นั่ง มีห้องน้ำระบบปิดพร้อมเตียงเปลี่ยนผ้าอ้อม

หากจัดชุดรถแบบ 3 ตู้ เราจะได้ที่นั่ง 148 ที่/ขบวน

หากจัดชุดรถแบบ 4 ตู้ จะได้ที่นั่ง 216 ที่/ขบวน

และถ้าจัดชุดรถแบบ 5 ตู้ ก็จะได้ที่นั่งมากถึง 284 ที่/ขบวน

โดยเมื่อประกอบร่างแล้ว จะใช้ความเร็วสูงสุดในการเดินรถได้ที่ 100 กม./ชม. เท่ากับดีเซลราง THN ของประเทศไทย

KIHA 183 จากรถไฟรุ่นสุดคลาสสิกของญี่ปุ่น สู่รถไฟท่องเที่ยวของไทย
KIHA 183 จากรถไฟรุ่นสุดคลาสสิกของญี่ปุ่น สู่รถไฟท่องเที่ยวของไทย

การรถไฟแห่งประเทศไทย รับรถ KIHA 183 และ KIHA 182 จากบริษัท JR Hokkaido จำนวน 17 คัน โดยเป็นรถรุ่น KIHA 183 (มีห้องขับ) แบบห้องขับสูงจำนวน 8 คัน และแบบห้องขับต่ำจำนวน 1 คัน ส่วนรุ่น KIHA 182 (ไม่มีห้องขับ) มีจำนวน 8 คัน ซึ่งเป็นการรับบริจาครถโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การรถไฟฯ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเฉพาะการขนส่งจากญี่ปุ่นมาไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นไทยเราก็เคยรับบริจาครถไฟใช้แล้วจากบริษัท West Japan Railway Company หรือ JR West เช่น รถดีเซลราง KIHA 28 KIHA 58 รวมถึงรถนอน Bluetrain ที่เคยใช้เป็นขบวนรถไฟพิเศษช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์ งานพืชสวนโลก รวมถึงใช้กับรถไฟนำเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งแม้ว่าในช่วงหลัง ๆ มีหลายคันที่ยุติการใช้งาน แต่ช่างของการรถไฟฯ ก็เพิ่มมูลค่าของรถบางคันโดยดัดแปลงให้เป็นตู้รถพิเศษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น รถ SRT Prestige หรือ รถ OTOP แต่กระนั้นแล้วก็ยังเป็นการเช่าเหมา ไม่ใช่รถที่ใช้สำหรับรถไฟนำเที่ยวประจำสัปดาห์

KIHA 183 จากรถไฟรุ่นสุดคลาสสิกของญี่ปุ่น สู่รถไฟท่องเที่ยวของไทย
รถ OTOP เป็นรถที่ดัดแปลงจากรถไฟญี่ปุ่นมือสอง เพื่อใช้เป็นรถไฟส่งเสริมการท่องเที่ยว

การรถไฟฯ จะดำเนินการฟื้นฟูสภาพจำนวน 8 คัน (2 ขบวน) ก่อน เพื่อใช้สำหรับให้บริการในรูปแบบของขบวนรถนำเที่ยวหรือขบวนรถพิเศษ ด้วยเหตุผลว่า รถไฟนำเที่ยวของการรถไฟฯ นั้น เป็นการดึงรถโดยสารที่ใช้งานโดยทั่วไปมารวมขบวนกันเพื่อเป็นขบวนรถไฟนำเที่ยว ซึ่งหลาย ๆ ครั้งพบว่าขบวนรถไม่อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยว หรือต้องดึงรถจากในระบบเพื่อเข้ามาใช้งาน ทำให้การบริหารจัดการตู้โดยสารนั้นไม่มีความคล่องตัว ประกอบกับรถส่วนใหญ่ที่เป็นตู้พัดลมนั้น ยิ่งทำให้การท่องเที่ยวมีความเหนื่อยมากกว่าความสบาย หากใช้รถเฉพาะที่มีความเหมาะสมกับการใช้งานในรูปแบบรถไฟนำเที่ยวไปเลยก็จะมีผลดีมากกว่า KIHA 183 จึงตอบโจทย์นั้น

KIHA 183 จากรถไฟรุ่นสุดคลาสสิกของญี่ปุ่น สู่รถไฟท่องเที่ยวของไทย

รถ KIHA ที่เราได้รับมายุติการให้บริการในเส้นทางของ JR Hokkaido เมื่อ พ.ศ. 2560 มีอายุการใช้งานเท่า ๆ กับรถดีเซลราง THN และดีเซลราง Daewoo ของประเทศไทย

ฝูงรถ KIHA เดินทางมาถึงประเทศไทยที่ท่าเรือแหลมฉบังเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 และเข้าสู่กระบวนการดัดแปลงรถเพื่อใช้งานเบื้องต้นในประเทศไทยโดยทันที ภายนอกของมันดูมีคราบสนิมเล็กน้อยจากการใช้งานและสภาพอากาศที่ฮอกไกโด ซึ่งเจอทั้งหิมะและไอทะเลจากท่าเรือที่จอดนิ่ง ๆ รอการขนย้ายมา ส่วนภายในนั้นดูดีเลยทีเดียว ยิ่งตอกย้ำว่าบริษัทรถไฟญี่ปุ่นดูแลบำรุงรักษารถไฟที่ใช้ได้เป็นอย่างดี

KIHA 183 จากรถไฟรุ่นสุดคลาสสิกของญี่ปุ่น สู่รถไฟท่องเที่ยวของไทย
ห้องโดยสารของ KIHA 183 (รถมีห้องขับ) แบบเดิม ๆ ก่อนการปรับปรุงภายใน

กระบวนการดัดแปลงนั้นออกจะดูหลายขั้นตอนสักหน่อย

เนื่องจากว่ารถไฟของญี่ปุ่นมีขนาดความกว้างของล้อที่ใช้กับทางระบบกว้างขนาด 1.067 ม. ซึ่งของไทยเราใช้อยู่ที่ 1.000 ม. ต่างกันอยู่ 6.7 เซนติเมตร วิศวกรของการรถไฟต้องทำการบีบอัดล้อเพื่อปรับขนาดลง (Re-gauge) เพื่อให้เพลาที่มีความกว้าง 1.067 ม. วิ่งบนทางกว้าง 1.000 ม. ได้

ขั้นตอนแรกต้องแยกโบกี้ (ชุดล้อ) ออกจากตัวรถ นำขึ้นขบวนพิเศษบรรทุกไปที่โรงงานมักกะสันเพื่อ Re-gauge ล้อทั้งหมด โดยทิ้งตัวรถทั้ง 17 คันไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบังก่อน เมื่อโบกี้พร้อมล้อทั้งหมดถึงโรงงานมักกะสัน ก็จะลำเลียงเข้าโรงล้อภายในโรงงานเพื่อ Re-gauge ด้วยเครื่องดันเพลาของโรงงาน เมื่อตรวจค่าความกว้างอย่างละเอียดแล้ว ล้อที่บีบอัดเสร็จก็จะประกอบกลับเข้าไปที่โบกี้ และส่งขึ้นขบวนพิเศษไปที่สถานีแหลมฉบังเพื่อรอประกอบเข้ากับตัวรถ

ในขณะเดียวกัน เมื่อล้อพร้อมโบกี้ที่ขนาดพร้อมลงทางกว้าง 1 เมตรกำลังเดินทางไปแหลมฉบัง ก็จะยกตัวตู้รถทั้งหมดขึ้นรถบรรทุกจากในท่าเรือมารอประกอบโบกี้ที่สถานีแหลมฉบัง

ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย

เมื่อล้อพร้อมโบกี้เดินทางมาถึง ก็ค่อย ๆ ใช้เครนยกรถเพื่อวางลงบนโบกี้และประกอบร่างบนราง ทำไปจนครบ 17 คัน จากนั้นแยกรถออกเป็น 2 ขบวนเพื่อลำเลียงไปโรงงานมักกะสันด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดทางมีเหล่าแฟนรถไฟทั้งไทยญี่ปุ่น (ที่อยู่ในไทย) มาคอยต้อนรับ KIHA 183 และ 182 เกือบตลอดทาง โดยเฉพาะที่สถานีมักกะสัน มีกองทัพ Railfan นับสิบชีวิตเฝ้ารอการเดินทางมาถึง และเห็นรถดีเซลรางญี่ปุ่นจาก JR Hokkaido ตัวเป็น ๆ ในประเทศไทย

เมื่อเจ้า KIHA ทั้ง 17 คันถึงโรงงานมักกะสันแล้ว ต่อไปคือกระบวนการแต่งหล่อและเสริมสภาพให้นำมาวิ่งใช้งานได้ โดยในลำดับแรกจะเริ่มที่ 4 คันก่อน โดยใช้รถ KIHA 183 ห้องขับสูงจำนวน 2 คัน และ KIHA 182 ไม่มีห้องขับอีก 2 คัน เพื่อประกอบร่างเป็น 1 ขบวนความยาว 4 ตู้

ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย

อะไรบ้างที่ต้องดำเนินการตรวจเช็กและปรับปรุงเพื่อให้ใช้งานได้ เริ่มจากเครื่องยนต์ประธาน (Main Engine) สำหรับการลากจูง ที่ต้องตรวจสภาพ ทำวาระ ถ่ายสารหล่อลื่น เปลี่ยนกรองเชื้อเพลิง กรองหล่อลื่น ตรวจสอบระบบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ว่ายังใช้งานได้ในระดับไหน หลังจากนั้นจะไปดูต่อที่ระบบถ่ายทอดกำลัง (Transmission) ระบบห้ามล้อ (Brake System) แก้ไขระยาง (Link Gauge) ต่าง ๆ เพื่อให้แมตช์กับล้อที่ปรับขนาดลงสำหรับทางกว้าง 1.000 ม.

ระบบเครื่องยนต์ผ่านไป ไปต่อที่ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบห้องสุขาที่เป็นแบบระบบปิดมีถังเก็บ รวมถึงการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อที่นั่งภายในพร้อมผ้าม่าน ปรับปรุงป้ายสัญลักษณ์ในรถจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ และที่ชอบมาก ๆ คือประตูระหว่างห้องโดยสารกับห้องน้ำเป็นระบบอัตโนมัติที่ไม่ได้ใช้เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว แต่ซ่อนกลไกไว้ในพรมเช็ดเท้า ถ้าเราเหยียบพรมเมื่อไหร่ ประตูก็จะทำงานทันที ตัดปัญหาเข้าใกล้เซ็นเซอร์แล้วประตูเปิดไม่หยุดได้ดีทีเดียว

ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย

ภายในห้องโดยสารใช้ไฟส่องสว่างเป็นโทนอุ่น นั่งแล้วรู้สึกสบาย เบาะนั่งเอนได้ในระดับเหมาะสม มีขอบเบาะนูนขึ้นมาเพื่อกันหัวเอนไปซบคนข้าง ๆ ตอนหลับ นอกจากนั้นแล้วยังมีที่ทำการพนักงานที่กว้างขวาง มีตู้เย็นสำหรับแช่เครื่องดื่ม รวมถึงมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพื้นฐานที่น่าจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวด้วยดีเซลราง KIHA เปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายสไตล์รถไฟนิฮงทีเดียว

ส่วนที่ต้องมีการดัดแปลงเพื่อให้ใช้งานในประเทศไทย อันดับแรกคือการตัดโคมไฟส่องทาง (Headlight) ตำแหน่งบนสุดออก เนื่องจากมีความสูงเกินเขตบรรทุกของรถไฟไทย จึงดัดแปลงย้ายโคมไฟส่องทางหลักมาไว้ที่หน้ารถใต้กระจกหน้าแทน ส่วนต่อมาที่ต้องทำคือบันไดขึ้นลง เพราะของเดิมเป็นประตูสำหรับชานชาลาสูงระดับพื้นรถ ซึ่งของไทยมีชานชาลาทั้ง 2 ระดับ คือชานชาลาสูงสำหรับสถานีที่สร้างใหม่ และชานชาลาต่ำสำหรับสถานีเดิม ยิ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายความสูง ชานชาลาทั้งประเทศก็จะต้องติดตั้งขั้นบันไดเพิ่มแบบนี้เนี่ยแหละ เพื่อให้ใช้งานได้กับชานชาลาทั้ง 2 แบบ

ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย

สีสันของตัวรถนั้น วิศวกรของการรถไฟฯ เลือกใช้เฉดสีเดิมทั้งหมด ตัวรถพื้นหลักเป็นสีขาว มีแถบสีม่วงอ่อน สีเขียว และแถบหน้าต่างออกเป็นสีน้ำตาลเข้ม เพื่อคงความเป็นต้นฉบับและรักษาเอกลักษณ์ของ KIHA 183 มีส่วนเดียวที่เพิ่มเข้ามา คือสัญลักษณ์ SRT ที่อยู่ด้านข้างรถใกล้กับเลขประจำตู้

เมื่อการดำเนินการปรับปรุงตัวรถเสร็จสิ้นสมบูรณ์จำนวน 3 คัน (คันที่ 4 อยู่ระหว่างทำสี) ก็ได้มีการวิ่งทดสอบสมรรถนะทางไกลจากสถานีมักกะสันไปชุมทางศรีราชา ระยะทาง 230 กม. (ไป-กลับ) เพื่อตรวจสอบระบบต่าง ๆ รวมถึงบันทึกข้อมูลสถิติเพื่อนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงต่อไป ถือได้ว่าวันนั้นเป็นวันรวมตัวเหล่าคนรักรถไฟให้ไปยืนถ่ายรูปถ่าย-คลิปสองข้างทางตั้งแต่มักกะสันยันศรีราชา

ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
KIHA 183 วิ่งทดสอบสมรรถนะจากมักกะสัน-ศรีราชา รูปถ่ายโดยคุณ Napat Kuhapunya

การปรับปรุงใหญ่ในช่วงที่ 2 คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี เพื่อเพิ่มสมรรถนะของขบวนรถให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น การเปลี่ยนล้อใหม่แบบยกกระบิ เปลี่ยนเครื่องยนต์ต้นกำลัง เปลี่ยนเครื่องยนต์ขับเคลื่อน เปลี่ยนเครื่องถ่ายทอดกำลัง เปลี่ยนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เปลี่ยนระบบปรับอากาศ รวมถึงระบบไฟฟ้าในรถ ซึ่งหากทั้ง 17 คันผ่านการปรับปรุงใหญ่แล้ว ขีดจำกัดของการให้บริการจะลดน้อยลง จากเดิมที่วิ่งไปกลับได้ไม่เกิน 300 กม. ต่อวัน ก็จะไปได้ไกลกว่านั้น เราอาจจะได้นั่งรถ KIHA 183 เที่ยวในเส้นทางไกลขึ้น รวมถึงมีรถไฟนำเที่ยวในเส้นทางต่าง ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การนั่งรถไฟท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องยากหรือมีตัวเลือกน้อยอีกต่อไป

นี่คงเป็นก้าวแรกสำหรับการมี ‘รถไฟนำเที่ยว’ ที่เป็นชุดรถเฉพาะของตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ปนกับรถไฟทั่วไปแบบที่รถไฟญี่ปุ่นเป็นเสียที

ขอบคุณวิศวกรและช่างของการรถไฟฯ ทุกคน ที่ทุ่มเททั้งพลังกาย พลังใจ เพื่อทำให้ KIHA 183 และ 182 ได้มารับหน้าที่ใหม่ที่ประเทศไทยในบั้นปลายได้อย่างมีคุณค่า

ขอฝาก KIHA 183 ไว้ในอ้อมใจผู้โดยสารที่น่ารักด้วย

ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย
ความพิเศษของ KIHA 183 รถไฟรุ่นตำนานของญี่ปุ่น กับการดัดแปลงครั้งใหญ่จนใหม่กริ๊บ พร้อมวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวของไทย

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load