คำถามหนึ่งที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กลัวคือ “ทำอย่างไรดีถ้าโดนลอกผลงาน”

กว่าจะคิด กว่าจะออกแบบได้ แต่ละอย่าง แล้วจู่ๆ โดนคู่แข่งฉกไอเดียไปเฉยๆ แบบนี้

วันนี้ คอลัมน์ Makoto Marketing มีเรื่องราวของบริษัทหนึ่งซึ่งนอกจากไม่ป้องกันคู่แข่งลอกเลียนแบบสินค้าของตนเองแล้ว ยังยินดีสอนวิธีทำให้ร้านอื่นๆ อีก

มุมมองที่เจ้าของแบรนด์มีต่อคู่แข่งนี้ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ

โทชิโอะ คาวาฮาระ และภรรยา เปิดร้านค้าส่งวัตถุดิบและอาหารในเมืองฟุกุโอะกะใน ค.ศ.1948 พวกเขาตั้งชื่อร้านว่า ‘ฟุคุยะ’ สองสามีภรรยานำเข้าอาหารกระป๋องจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย เพื่อสร้างความแตกต่างจากร้านค้าส่งร้านอื่น เมื่อมีร้านอื่นเริ่มเลียนแบบ คาวาฮาระก็ลองมองหาสินค้าแปลกใหม่ชนิดอื่นมาขายเพิ่ม

จุดหนึ่งที่คาวาฮาระสร้างความแตกต่างจากร้านอื่นคือ บริการที่รวดเร็ว หากร้านอาหารใดโทรสั่งสินค้า คาวาฮาระจะรีบนำไปส่งให้ภายในวันนั้นเลย ด้วยสินค้าที่แตกต่างและบริการที่ฉับไวทันใจ ร้านฟุคุยะค่อยๆ ขยายขนาดจนกลายเป็นร้านค้าส่งขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของจังหวัดฟุกุโอะกะ

วันหนึ่ง ภรรยาของคาวาฮาระเปรยว่าอยากทานไข่ปลาที่เธอเคยทานสมัยอยู่เกาหลี คาวาฮาระเองก็คิดถึงรสชาตินั้นเช่นกัน เขาจึงลองคิดค้นวิธีทำไข่ปลาแบบเกาหลีดูว่าทำอย่างไรให้ไข่ปลาไม่เหม็นคาวและรสชาติดี

คาวาฮาระใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะพัฒนาสูตรไข่ปลาที่รสชาติอร่อยถูกปากคนญี่ปุ่น ไข่ปลาเม็ดละเอียด รสชาติเผ็ดๆ เค็มๆ ใครได้มีโอกาสทานไข่ปลานี้แล้วจะอยากทานข้าวอีกหลายจานเลยทีเดียว เขาตั้งชื่อไข่ปลารสพิเศษนี้ว่า ‘เมนไทโกะ’

เมนไทโกะ

เครดิต www.fukuya.com

ไข่ปลา

เครดิต www.fukuya.com

เมนไทโกะค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร้านอาหารนำไปทำอาหารเสิร์ฟ คนจากเมืองอื่นก็เริ่มติดใจเมนไทโกะ ชื่อเสียงของเมนไทโกะค่อยๆ กระจายออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ากันว่ามีลูกค้าที่ติดใจเมนไทโกะแล้วสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก จนคาวาฮาระต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนไข่ปลานำไปส่งลูกค้าถึงโอซาก้าก็มี

เมื่อชื่อเสียงร้านฟุคุยะเริ่มดัง ก็มีร้านค้าร้านอื่นติดต่อขอซื้อไข่ปลาไปจำหน่าย แต่คาวาฮาระกลับบอกว่าเขาจะสอนวิธีทำไข่ปลาให้ทุกคนที่สนใจให้ร้านอื่นๆ ลองทำลองขายเอง มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือ อย่าทำรสชาติเหมือนร้านฟุคุยะเป็นพอ

สาเหตุที่คาวาฮาระยินดีเผยแพร่วิธีทำไข่ปลานี้เนื่องจากเขาต้องการให้ไข่ปลาเมนไทโกะเป็นที่นิยมในตลาด ให้ลูกค้าหาซื้อของอร่อยได้ง่ายขึ้น และต้องการให้เมนไทโกะกลายเป็นสินค้าชื่อดังของจังหวัดฟุกุโอะกะให้ได้

ถ้าเมนไทโกะร้านเราอร่อยจริง ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกค้าจะหนีไปซื้อของร้านอื่น” นั่นคือวิธีคิดของคาวาฮาระ เขาคิดถึงผลประโยชน์ของลูกค้าและของจังหวัดเป็นหลัก หากเมนไทโกะกลายเป็นของขึ้นชื่อได้ สุดท้าย ร้านเขาก็จะอยู่รอดได้เช่นกัน

 

ไม่ยอมนำจุดเด่นของตนมาทำการตลาด

ฟุคุยะ

เครดิต www.fukuya.com

ฟุคุยะ

เครดิต www.fukuya.com

จากการที่คาวาฮาระยอมเผยแพร่วิธีการทำไข่ปลาให้ร้านอื่น ร้านค้าในเมืองฟุกุโอะกะก็เริ่มหันมาผลิตและจำหน่ายเมนไทโกะมากขึ้น หลายร้านก็ตั้งชื่อคล้าย ๆ ‘ฟุกุยะ’ โดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘ฟุกุ…’

ครั้งหนึ่ง มีลูกค้ากล่าวกับลูกชายของคาวาฮาระว่า ทั้งๆ ที่ฟุกุยะเป็นร้านแรกที่ทำไข่ปลา ทำไมถึงไม่เขียนคำว่า ‘ดั้งเดิม’ ‘เจ้าตำรับ’ หรือ ‘เก่าแก่ที่สุด’ เพื่อสร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลูกชายของคาวาฮาระก็รีบนำไอเดียนี้ไปเล่าให้พ่อฟังทันที

คาวาฮาระกลับถามลูกชายตนเองสั้นๆ ว่า “ถ้าติดป้ายว่าต้นตำรับลงบนแพ็กเกจแล้วรสชาติไข่ปลาจะเปลี่ยนไปหรือ แทนที่จะนั่งคิดหาวิธีโปรโมตสินค้าตัวเองอย่างไร ไปหาวิธีทำเมนไทโกะให้อร่อยยิ่งขึ้นไม่ดีกว่าหรือ”

สำหรับคาวาฮาระแล้ว การเป็นเจ้าแรกที่ทำเมนไทโกะไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นที่หนึ่งในตลาด การที่ร้านใดร้านหนึ่งจะเป็นที่หนึ่งในตลาดได้นั้น ต้องเป็นเจ้าที่ปรุงรสชาติเมนไทโกะได้อร่อยที่สุดในใจลูกค้าจริงๆ

นอกจากนี้ ในสมัย 30 – 40 ปีก่อนหน้านี้ ร้านค้าญี่ปุ่นก็ยังขายสินค้าแบบอนุญาตให้ลูกค้าต่อรองราคาได้อยู่ แต่ฟุกุยะกลับไม่มีนโยบายนั้น ลูกค้าทุกคนจะซื้อสินค้าในราคาเดียวกัน

คาวาฮาระเห็นว่าหากให้มีการต่อรองราคาเกิดขึ้น ลูกค้าที่ต่อเก่งจะได้สินค้าราคาถูก ส่วนลูกค้าที่ต่อไม่เก่งก็ต้องจ่ายราคาแพง ซึ่งไม่ยุติธรรม เขาเน้นสร้างสินค้าให้เกิดคุณค่า ให้ลูกค้าได้รู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจนไม่ต้องต่อราคา (ในภายหลัง ร้านค้าญี่ปุ่นแทบทั้งประเทศก็ใช้วิธีนี้ กล่าวคือไม่ให้ลูกค้าต่อราคา)

หัวใจการทำการตลาดที่แท้จริงของฟุกุยะจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงเอาจุดแข็งของตน ประวัติศาสตร์แบรนด์ หรือการเป็นผู้คิดค้นสินค้าเป็นคนแรก ขึ้นมาเป็นจุดโฆษณา ร้านฟุกุยะมองการตลาดได้ลึกซึ้งกว่านั้น กล่าวคือ ไม่ต้องหาวิธีขายหรือเน้นโปรโมชัน แต่มุ่งเน้นไปที่ลูกค้า ทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ดีที่สุดนั่นเอง

 

ไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่

กับดักหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับแบรนด์เก่าแก่คือ การพยายามรักษาสินค้าเดิมไว้ หรือติดกับดักความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในสมัยก่อน จนลืมพัฒนาปรับปรุงสินค้าตนเอง รู้ตัวอีกที รสชาตินั้นๆ ก็ไม่ถูกปากคนรุ่นใหม่ หรือโดนคู่แข่งอื่นๆ แซงหน้าไปแล้ว

สิ่งที่คาวาฮาระกล่าวกับลูกชายตนเองทั้งสองคน ซึ่งเข้ามาสืบทอดกิจการของพ่อคือ

“รสชาติมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดรักษารสชาติดั้งเดิม ลงมือเปลี่ยนแปลงได้เลย”

ลูกชายของคาวาฮาระจึงช่วยกันคิดค้นสินค้าใหม่อื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นไข่ปลาที่เลือกระดับความเผ็ดได้ 3 ระดับ ไข่ปลาที่ผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ เช่น บ๊วย สาหร่าย ปลาหมึก และจัดเป็นเซ็ตให้คนได้ลิ้มลองไข่ปลาหลากรสชาติ

ไขปลา

www.shokutu.com

ไข่ปลาในหลอด เพื่อให้เก็บรักษาได้ง่าย เมื่อหยิบมาใช้ ก็สามารถบีบได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าหั่นแล้วจะเลอะหรือไข่ปลาแตก

 

ฟุคุยะ

www.rakuten.co.jp

หรือขนมข้าวเกรียบไข่ปลาผสมกับชีส ซึ่งนำเอาความตะวันตกมาผสมผสานกับเมนไทโกะได้เป็นอย่างดี

www.shokutu.com

การตลาดสไตล์ฟุกุยะ หนึ่งในร้านขายเมนไทโกะที่ประสบความสำเร็จที่สุดเป็นอย่างไร

แทนที่จะมองคู่แข่งว่าเป็นคนแย่งส่วนแบ่งการตลาด แต่กลับมองเป็นผู้ช่วยเสริมสร้างตลาดให้ยิ่งกว้างขวางมากขึ้น

แทนที่จะเน้นวิธีสื่อสารทางการตลาดให้โดดเด่น เช่น ติดฉลากคำว่า ‘ต้นตำรับ’ ฟุกุยะกลับมองว่า การตลาดที่แท้จริง คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ในที่นี้ คือการทำไข่ปลาให้รสชาติอร่อยที่สุดไม่ว่าผ่านไปนานเท่าไรนั่นเอง

แทนที่จะยึดติดกับผลิตภัณฑ์เดิมๆ ของทางร้าน ฟุกุยะกลับพยายามปรับตัว เร่งพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การทานเมนไทโกะของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ไม่น่าแปลกใจที่ฟุกุยะสามารถอยู่คู่ตลาดมาได้เกือบ 60 ปี และยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ท่านใดมีโอกาสไปคิวชู ภาคใต้ของญี่ปุ่น ลองมองหาไข่ปลาร้านฟุกุยะ และทดสอบการตลาดของแบรนด์นี้กันนะคะ

เมนไทโกะ

เครดิต www.fukuya.com

ไข่ปลา

เครดิต www.fukuya.com

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load