คำถามหนึ่งที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กลัวคือ “ทำอย่างไรดีถ้าโดนลอกผลงาน”

กว่าจะคิด กว่าจะออกแบบได้ แต่ละอย่าง แล้วจู่ๆ โดนคู่แข่งฉกไอเดียไปเฉยๆ แบบนี้

วันนี้ คอลัมน์ Makoto Marketing มีเรื่องราวของบริษัทหนึ่งซึ่งนอกจากไม่ป้องกันคู่แข่งลอกเลียนแบบสินค้าของตนเองแล้ว ยังยินดีสอนวิธีทำให้ร้านอื่นๆ อีก

มุมมองที่เจ้าของแบรนด์มีต่อคู่แข่งนี้ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ

โทชิโอะ คาวาฮาระ และภรรยา เปิดร้านค้าส่งวัตถุดิบและอาหารในเมืองฟุกุโอะกะใน ค.ศ.1948 พวกเขาตั้งชื่อร้านว่า ‘ฟุคุยะ’ สองสามีภรรยานำเข้าอาหารกระป๋องจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย เพื่อสร้างความแตกต่างจากร้านค้าส่งร้านอื่น เมื่อมีร้านอื่นเริ่มเลียนแบบ คาวาฮาระก็ลองมองหาสินค้าแปลกใหม่ชนิดอื่นมาขายเพิ่ม

จุดหนึ่งที่คาวาฮาระสร้างความแตกต่างจากร้านอื่นคือ บริการที่รวดเร็ว หากร้านอาหารใดโทรสั่งสินค้า คาวาฮาระจะรีบนำไปส่งให้ภายในวันนั้นเลย ด้วยสินค้าที่แตกต่างและบริการที่ฉับไวทันใจ ร้านฟุคุยะค่อยๆ ขยายขนาดจนกลายเป็นร้านค้าส่งขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของจังหวัดฟุกุโอะกะ

วันหนึ่ง ภรรยาของคาวาฮาระเปรยว่าอยากทานไข่ปลาที่เธอเคยทานสมัยอยู่เกาหลี คาวาฮาระเองก็คิดถึงรสชาตินั้นเช่นกัน เขาจึงลองคิดค้นวิธีทำไข่ปลาแบบเกาหลีดูว่าทำอย่างไรให้ไข่ปลาไม่เหม็นคาวและรสชาติดี

คาวาฮาระใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะพัฒนาสูตรไข่ปลาที่รสชาติอร่อยถูกปากคนญี่ปุ่น ไข่ปลาเม็ดละเอียด รสชาติเผ็ดๆ เค็มๆ ใครได้มีโอกาสทานไข่ปลานี้แล้วจะอยากทานข้าวอีกหลายจานเลยทีเดียว เขาตั้งชื่อไข่ปลารสพิเศษนี้ว่า ‘เมนไทโกะ’

ชายผู้ใช้เวลา 8 ปีคิดค้นสูตรการทำเมนไทโกะ และยอมให้คู่แข่งเลียนแบบ เพราะอยากให้เป็นสินค้าประจำฟุกุโอะกะ
เครดิต www.fukuya.com
ชายผู้ใช้เวลา 8 ปีคิดค้นสูตรการทำเมนไทโกะ และยอมให้คู่แข่งเลียนแบบ เพราะอยากให้เป็นสินค้าประจำฟุกุโอะกะ
เครดิต www.fukuya.com

เมนไทโกะค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร้านอาหารนำไปทำอาหารเสิร์ฟ คนจากเมืองอื่นก็เริ่มติดใจเมนไทโกะ ชื่อเสียงของเมนไทโกะค่อยๆ กระจายออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ากันว่ามีลูกค้าที่ติดใจเมนไทโกะแล้วสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก จนคาวาฮาระต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนไข่ปลานำไปส่งลูกค้าถึงโอซาก้าก็มี

เมื่อชื่อเสียงร้านฟุคุยะเริ่มดัง ก็มีร้านค้าร้านอื่นติดต่อขอซื้อไข่ปลาไปจำหน่าย แต่คาวาฮาระกลับบอกว่าเขาจะสอนวิธีทำไข่ปลาให้ทุกคนที่สนใจให้ร้านอื่นๆ ลองทำลองขายเอง มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือ อย่าทำรสชาติเหมือนร้านฟุคุยะเป็นพอ

สาเหตุที่คาวาฮาระยินดีเผยแพร่วิธีทำไข่ปลานี้เนื่องจากเขาต้องการให้ไข่ปลาเมนไทโกะเป็นที่นิยมในตลาด ให้ลูกค้าหาซื้อของอร่อยได้ง่ายขึ้น และต้องการให้เมนไทโกะกลายเป็นสินค้าชื่อดังของจังหวัดฟุกุโอะกะให้ได้

ถ้าเมนไทโกะร้านเราอร่อยจริง ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกค้าจะหนีไปซื้อของร้านอื่น” นั่นคือวิธีคิดของคาวาฮาระ เขาคิดถึงผลประโยชน์ของลูกค้าและของจังหวัดเป็นหลัก หากเมนไทโกะกลายเป็นของขึ้นชื่อได้ สุดท้าย ร้านเขาก็จะอยู่รอดได้เช่นกัน

ไม่ยอมนำจุดเด่นของตนมาทำการตลาด

ชายผู้ใช้เวลา 8 ปีคิดค้นสูตรการทำเมนไทโกะ และยอมให้คู่แข่งเลียนแบบ เพราะอยากให้เป็นสินค้าประจำฟุกุโอะกะ
เครดิต www.fukuya.com
ชายผู้ใช้เวลา 8 ปีคิดค้นสูตรการทำเมนไทโกะ และยอมให้คู่แข่งเลียนแบบ เพราะอยากให้เป็นสินค้าประจำฟุกุโอะกะ
เครดิต www.fukuya.com

จากการที่คาวาฮาระยอมเผยแพร่วิธีการทำไข่ปลาให้ร้านอื่น ร้านค้าในเมืองฟุกุโอะกะก็เริ่มหันมาผลิตและจำหน่ายเมนไทโกะมากขึ้น หลายร้านก็ตั้งชื่อคล้าย ๆ ‘ฟุกุยะ’ โดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘ฟุกุ…’

ครั้งหนึ่ง มีลูกค้ากล่าวกับลูกชายของคาวาฮาระว่า ทั้งๆ ที่ฟุกุยะเป็นร้านแรกที่ทำไข่ปลา ทำไมถึงไม่เขียนคำว่า ‘ดั้งเดิม’ ‘เจ้าตำรับ’ หรือ ‘เก่าแก่ที่สุด’ เพื่อสร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลูกชายของคาวาฮาระก็รีบนำไอเดียนี้ไปเล่าให้พ่อฟังทันที

คาวาฮาระกลับถามลูกชายตนเองสั้นๆ ว่า “ถ้าติดป้ายว่าต้นตำรับลงบนแพ็กเกจแล้วรสชาติไข่ปลาจะเปลี่ยนไปหรือ แทนที่จะนั่งคิดหาวิธีโปรโมตสินค้าตัวเองอย่างไร ไปหาวิธีทำเมนไทโกะให้อร่อยยิ่งขึ้นไม่ดีกว่าหรือ”

สำหรับคาวาฮาระแล้ว การเป็นเจ้าแรกที่ทำเมนไทโกะไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นที่หนึ่งในตลาด การที่ร้านใดร้านหนึ่งจะเป็นที่หนึ่งในตลาดได้นั้น ต้องเป็นเจ้าที่ปรุงรสชาติเมนไทโกะได้อร่อยที่สุดในใจลูกค้าจริงๆ

นอกจากนี้ ในสมัย 30 – 40 ปีก่อนหน้านี้ ร้านค้าญี่ปุ่นก็ยังขายสินค้าแบบอนุญาตให้ลูกค้าต่อรองราคาได้อยู่ แต่ฟุกุยะกลับไม่มีนโยบายนั้น ลูกค้าทุกคนจะซื้อสินค้าในราคาเดียวกัน

คาวาฮาระเห็นว่าหากให้มีการต่อรองราคาเกิดขึ้น ลูกค้าที่ต่อเก่งจะได้สินค้าราคาถูก ส่วนลูกค้าที่ต่อไม่เก่งก็ต้องจ่ายราคาแพง ซึ่งไม่ยุติธรรม เขาเน้นสร้างสินค้าให้เกิดคุณค่า ให้ลูกค้าได้รู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจนไม่ต้องต่อราคา (ในภายหลัง ร้านค้าญี่ปุ่นแทบทั้งประเทศก็ใช้วิธีนี้ กล่าวคือไม่ให้ลูกค้าต่อราคา)

หัวใจการทำการตลาดที่แท้จริงของฟุกุยะจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงเอาจุดแข็งของตน ประวัติศาสตร์แบรนด์ หรือการเป็นผู้คิดค้นสินค้าเป็นคนแรก ขึ้นมาเป็นจุดโฆษณา ร้านฟุกุยะมองการตลาดได้ลึกซึ้งกว่านั้น กล่าวคือ ไม่ต้องหาวิธีขายหรือเน้นโปรโมชัน แต่มุ่งเน้นไปที่ลูกค้า ทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ดีที่สุดนั่นเอง

ไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่

กับดักหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับแบรนด์เก่าแก่คือ การพยายามรักษาสินค้าเดิมไว้ หรือติดกับดักความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในสมัยก่อน จนลืมพัฒนาปรับปรุงสินค้าตนเอง รู้ตัวอีกที รสชาตินั้นๆ ก็ไม่ถูกปากคนรุ่นใหม่ หรือโดนคู่แข่งอื่นๆ แซงหน้าไปแล้ว

สิ่งที่คาวาฮาระกล่าวกับลูกชายตนเองทั้งสองคน ซึ่งเข้ามาสืบทอดกิจการของพ่อคือ

“รสชาติมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดรักษารสชาติดั้งเดิม ลงมือเปลี่ยนแปลงได้เลย”

ลูกชายของคาวาฮาระจึงช่วยกันคิดค้นสินค้าใหม่อื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นไข่ปลาที่เลือกระดับความเผ็ดได้ 3 ระดับ ไข่ปลาที่ผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ เช่น บ๊วย สาหร่าย ปลาหมึก และจัดเป็นเซ็ตให้คนได้ลิ้มลองไข่ปลาหลากรสชาติ

ไข่ปลาในหลอด เพื่อให้เก็บรักษาได้ง่าย เมื่อหยิบมาใช้ ก็สามารถบีบได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าหั่นแล้วจะเลอะหรือไข่ปลาแตก

หรือขนมข้าวเกรียบไข่ปลาผสมกับชีส ซึ่งนำเอาความตะวันตกมาผสมผสานกับเมนไทโกะได้เป็นอย่างดี

การตลาดสไตล์ฟุกุยะ หนึ่งในร้านขายเมนไทโกะที่ประสบความสำเร็จที่สุดเป็นอย่างไร

แทนที่จะมองคู่แข่งว่าเป็นคนแย่งส่วนแบ่งการตลาด แต่กลับมองเป็นผู้ช่วยเสริมสร้างตลาดให้ยิ่งกว้างขวางมากขึ้น

แทนที่จะเน้นวิธีสื่อสารทางการตลาดให้โดดเด่น เช่น ติดฉลากคำว่า ‘ต้นตำรับ’ ฟุกุยะกลับมองว่า การตลาดที่แท้จริง คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ในที่นี้ คือการทำไข่ปลาให้รสชาติอร่อยที่สุดไม่ว่าผ่านไปนานเท่าไรนั่นเอง

แทนที่จะยึดติดกับผลิตภัณฑ์เดิมๆ ของทางร้าน ฟุกุยะกลับพยายามปรับตัว เร่งพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การทานเมนไทโกะของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ไม่น่าแปลกใจที่ฟุกุยะสามารถอยู่คู่ตลาดมาได้เกือบ 60 ปี และยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ท่านใดมีโอกาสไปคิวชู ภาคใต้ของญี่ปุ่น ลองมองหาไข่ปลาร้านฟุกุยะ และทดสอบการตลาดของแบรนด์นี้กันนะคะ

ชายผู้ใช้เวลา 8 ปีคิดค้นสูตรการทำเมนไทโกะ และยอมให้คู่แข่งเลียนแบบ เพราะอยากให้เป็นสินค้าประจำฟุกุโอะกะ
เครดิต www.fukuya.com
ชายผู้ใช้เวลา 8 ปีคิดค้นสูตรการทำเมนไทโกะ และยอมให้คู่แข่งเลียนแบบ เพราะอยากให้เป็นสินค้าประจำฟุกุโอะกะ
เครดิต www.fukuya.com

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

8 พฤศจิกายน 2565
599

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load