‘ร้านฟุนาบาชิยะ’ เป็นร้านขนมญี่ปุ่นเก่าแก่ในโตเกียว ก่อตั้งใน ค.ศ.​1805 หรือ 213 ปีที่แล้ว

สินค้าหลักคือ วุ้นคุซุโมจิ วุ้นหนึบๆ ที่ราดน้ำเชื่อมคุโรมิตสึ โรยด้วยผงคินาโกะ

วุ้นร้านฟุนาบาชิยะนั้นเก็บไว้ได้เพียงแค่ 2 วัน แต่ใช้เวลาในการทำทั้งหมด 450 วัน หรือ 1 ปีครึ่ง กว่าจะได้วุ้นก้อนเล็กๆ แต่ละก้อน

ลูกค้ามักจะบอกว่า วุ้นของฟุนาบาชิยะนุ่ม หอมนิดๆ มีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

การบริหารธุรกิจ

www.funabashiya.co.jp

ช่างทำวุ้นต้องนำแป้งไปหมักข้ามปี นำแป้งมาล้างรสและกลิ่นหมักออกก่อน จึงค่อยกะจังหวะเทผสมผงวุ้น นำไปใส่แม่พิมพ์ แล้วจึงตัดขาย

มาซาชิ วาตานาเบ้ เข้ามาสืบทอดธุรกิจโดยขึ้นเป็นประธานบริษัทรุ่นที่ 8

เดิมวาตานาเบ้ทำงานธนาคารมาก่อน โดยดูด้านการปล่อยสินเชื่อ แต่หลังจากทำงานได้ 7 ปี ที่บ้านก็เรียกตัวเขากลับมา เขาจึงต้องกลับมาดูแลธุรกิจวุ้นเป็นเวลา 13 ปีก่อนก้าวขึ้นตำแหน่งประธาน

 

บริหารกำไร

เมื่อเข้าบริษัทวันแรก สิ่งที่วาตานาเบ้ตกใจคือความไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิงของพนักงาน

พนักงานชายเจาะหู​ พนักงานหญิงย้อมผมสีทองบ้าง สีแดงบ้าง ระหว่างงานช่างทำวุ้นก็จับกลุ่มกันดื่มเหล้าสาเกบ้าง

ความเป็นนายธนาคารของวาตานาเบ้ทำให้เขาตัดสินใจที่จะปฏิวัติองค์กร

เขาเริ่มจากการออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมพฤติกรรมพนักงาน …ห้ามย้อมผม ห้ามเจาะหู ห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร

วาตานาเบ้ตัดสินใจใช้เครื่องจักรมากขึ้น เพื่อให้ขนมมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ มีการเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อสั่งสมเป็นองค์ความรู้ให้ช่างทำขนมรุ่นใหม่ๆ แทนที่จะต้องคอยอาศัยประสบการณ์และการกะเกณฑ์เหมือนแต่ก่อน

บทสนทนาในการประชุมตอนเช้าระหว่างผู้บริหารกับพนักงานคือ เราทำยอดขายได้เท่าไรแล้ว และเราจะต้องทำอย่างไรถึงจะเพิ่มยอดขายได้อีก

ในตอนนั้น วาตานาเบ้เชื่อว่าหน้าที่ของผู้บริหารคือการสร้างกำไรให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวาตานาเบ้ก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว เขาสามารถลดต้นทุน และทำให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 50 ล้านเยน (ประมาณ 17 ล้านบาท)

 

บริหารวงออร์เคสตร้า

ในขณะที่กำไรที่เพิ่มขึ้น จำนวนพนักงานที่ขอยื่นใบลาออกก็เพิ่มจำนวนตามเช่นกัน

วันหนึ่งวาตานาเบ้เรียกพนักงานหญิง 2 คนที่ตนเองคุยด้วยบ่อยๆ และมักจะยิ้มให้เขาเสมอ

เขาวาดกราฟหนึ่งบนกระดาน แกนตั้งคือความกระตือรือร้นที่อยากจะทำงาน แกนนอนคือ รายได้

วาตานาเบ้ถามพนักงานสาว 2 คนว่า “งานของร้านฟุนาบาชิยะอยู่ตรงไหนตอนนี้”

คำตอบของพนักงานทั้งสองคนคือ จุดที่รายได้ต่ำ และความกระตือรือร้นของพนักงานก็ต่ำ

วาตานาเบ้ยืนอึ้งอยู่หน้ากระดาน เขาคิดว่าเขาทำได้ดีแล้ว และพนักงานสาวทั้งสองคนก็ดูก้มหน้าก้มตาทำงานไปได้เรื่อยๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้เป็นดังที่วาตานาเบ้คิด

วาตานาเบ้จึงตั้งโจทย์ใหม่ให้ตนเองและองค์กร

เขาจะไม่ทำให้องค์กรเป็นเหมือนพีระมิด กล่าวคือ ผู้บริหารระดับสูงมีอำนาจชี้สั่งเพียงอย่างเดียว แต่เขาตั้งใจจะสร้างการบริหารแบบ ‘วงออร์เคสตร้า’

ในวงออร์เคสตร้านักดนตรีทุกคนต่างมีบทบาทที่สำคัญของตนเอง ขณะเดียวกัน ทุกคนก็พุ่งสายตาไปที่วาทยกร และเล่นเพลงเดียวกัน ในจังหวะเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

สร้างเวทีให้พนักงานแต่ละคน

วาตานาเบ้กลับมาทบทวนว่า ‘ริเน็น’ หรือปรัชญาธุรกิจของตนคืออะไร …นั่นคือบทเพลงที่เขาจะใช้ชวนเหล่านักดนตรีทั้งหลายให้มาร่วมบรรเลงเพลงกัน

ริเน็นของฟุนาบาชิยะคือซื่อสัตย์ต่อคุซุโมจิและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (ย่อมาบางส่วน)

คุซุโมจิเป็นขนมที่ผ่านการหมักจึงมีจุลินทรีย์ที่ดีต่อลำไส้และช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

ฟุนาบาชิยะซื่อสัตย์ต่อคุซุโมจิด้วยการไม่ใส่สารกันบูด ไม่แต่งสีหรือกลิ่น แต่พยายามหาวิธีตามธรรมชาติ เพื่อยืดอายุของคุซุโมจิแทน

วาตานาเบ้หมั่นชี้ให้พนักงานเห็นว่างานที่ตนทำสำคัญต่อสุขภาพคนอย่างไร และรักษาประวัติศาสตร์ขนมญี่ปุ่นอย่างไร

นอกจากนี้ วาตานาเบ้ยังให้โอกาสพนักงานได้เสนอความคิด โดยแบ่งทำเป็นโปรเจกต์ใหม่ๆ ตั้งแต่โปรเจกต์ช่วยชุมชนเก็บขยะ จนถึงโปรเจกต์ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือโปรเจกต์ทำอย่างไรให้คนในองค์กรรักกัน

พนักงานสามารถยกมือเสนอโปรเจกต์ที่ตนเองอยากทำได้ และสามารถขอความร่วมมือจากเพื่อนต่างแผนก ต่างระดับ ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น บางทีมอาจมีตั้งแต่รองประธานบริษัท ผู้จัดการ จนถึงหัวหน้าโรงงาน เข้ามานั่งระดมสมองไปด้วยกัน

นั่นทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของงาน เกิดความรู้สึกภูมิใจในผลงานของตนเอง และหมั่นพัฒนาฝีมือมากยิ่งขึ้น

ภาพแผนธุรกิจระยะกลางของฟุนาบาชิยะ

การบริหารธุรกิจ

www.youtube.com

การให้พนักงานมีส่วนร่วมนั้นมีไปถึงขั้นให้พนักงานร่วมกันคิดและวางแผนธุรกิจระยะกลาง (แผน 5 ปี)

วาตานาเบ้ทำแผนธุรกิจระยะกลาง 2 แบบ แบบแรกเป็นเอกสารเล่มหนาๆ ทั่วไปเพื่อส่งธนาคาร แต่อีกเล่มเป็นเล่มที่เต็มไปด้วยภาพการ์ตูนสีสันสดใส เอาไว้สื่อสารกับพนักงาน เพื่อให้พนักงานได้เข้าใจในทิศทางตรงกัน และเพื่อให้พนักงานได้เสนอไอเดียได้ง่ายขึ้น

ทุกปี ปีละ 2 ครั้ง ฟุนาบาชิยะจะส่งแบบสอบถามความสุขพนักงานจำนวน 30 ข้อให้ทุกคนประเมิน ตัวอย่างคำถาม เช่น “คุณยังอยากอยู่บริษัทนี้ต่อไปไหม” วาตานาเบ้และผู้บริหารจะมานั่งดูคะแนนเหล่านี้ หากคะแนนตกก็จะรีบหาสาเหตุ และตั้งทีมทำโปรเจกต์ปรับปรุงทันที

วาตานาเบ้พบว่าหลัง ๆ แม้เขาจะไม่ค่อยตะบี้ตะบันสร้างกำไรเหมือนแต่ก่อน แต่กำไรบริษัทกลับสูงขึ้นกว่าสมัยก่อนถึง 5 เท่า และที่สำคัญ พนักงานก็มีความสุข

“สมัยก่อนเราเชื่อว่าหากเราใช้ความพยายามเราก็จะประสบความสำเร็จ แล้วเราก็จะมีความสุข แต่ผมคิดกลับกัน ผมเชื่อว่าเมื่อไรที่เรามีความสุข เมื่อนั้นเราจะทำสำเร็จครับ” วาตานาเบ้กล่าวทิ้งท้าย

ตอนนี้องค์กรของท่านกำลังบริหารแบบไหนคะ บริหารกำไร หรือบริหารความสุขพนักงาน  

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load