วันก่อน ดิฉันได้ดูโฆษณา Crafted by Life ของกระเป๋าหนัง VIERA แบรนด์กระเป๋าหนังคุณภาพดีของไทย

สำหรับดิฉัน ประโยคหนึ่งที่สวยงามมากๆ คือ ‘เครื่องหนังก็เหมือนชีวิต ยิ่งใช้ ยิ่งสวย’

ในยุคที่สินค้าผลิตจากโรงงานได้ในพริบตา และผู้บริโภคบางคนก็พร้อมที่จะโยนของเก่าทิ้งเพื่อซื้อของใหม่ราคาย่อมเยานั้น แบรนด์ VIERA กลับรณรงค์ให้คนใช้กระเป๋าใบเดิมเป็นระยะเวลานานๆ

เหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันคิดถึงแบรนด์กระเป๋าผ้าแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่นที่คิดคล้ายๆ กัน แต่อินดี้กว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าชื่อดังจากเกียวโต ซึ่งมีอายุนานกว่า 113 ปี

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ความอินดี้ของแบรนด์นี้ เช่น

ไม่มีแบบกระเป๋าตายตัวให้ช่างเย็บกระเป๋า เพราะช่างจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสนุกกับการทำกระเป๋ามากกว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่ยอมเปิดร้านแฟรนไชส์ หรือขยายไปเมืองอื่น ไม่ยอมขายทางออนไลน์ เพราะอยากเห็นหน้าลูกค้า อยากให้ลูกค้ามาหาที่ร้าน (จนวันนี้ ก็ยังมีอยู่แค่สาขาเดียว)

ไม่มีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ตามฤดูกาล หรือกำหนดวันเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ที่แน่นอน เพราะไม่อยากดื้อดึงผลักดันยอดขายให้สูงขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่จ้างฝ่ายขาย เพราะลูกค้ามาหาที่ร้านอยู่แล้ว ส่วนพนักงานขาย ก็ให้ช่างเย็บกระเป๋าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเจอลูกค้า

ที่สำคัญ Shinzaburo Hanpu เป็นแบรนด์ที่ไม่ค่อยทำการตลาด ไม่ค่อยกระตุ้นยอดขาย สิ่งเดียวที่ทำคือ ก้มหน้าก้มตาทำกระเป๋าที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า คอยเฝ้ามอง สังเกต รับฟังเสียงลูกค้า และปรับปรุงสินค้าไปเรื่อยๆ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

สินค้ามีราคาตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋าที่มี ‘รสชาติ’

คุณอิชิซาว่า ชินซะบุโร่ ทายาทรุ่นที่ 4 ของร้าน กล่าวว่า “ปัจจุบัน กระเป๋าส่วนใหญ่ใช้เส้นใยสังเคราะห์ หรือใช้วัสดุที่ดูสวยงาม แต่นั่นทำให้กระเป๋าแบรนด์นั้นๆ ดูสวยที่สุดตอนเพิ่งซื้อใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใช้ ก็ยิ่งดูเก่า โทรม”

แต่กระเป๋า Shinzaburo Hanpu ไม่เป็นเช่นนั้น

ยิ่งใช้…ยิ่งมีรสชาติ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

สีกระเป๋าจะยิ่งดูคลาสสิก หูจับก็จะเข้ากับมือของคนใช้มากขึ้น ยิ่งใช้ ก็ยิ่งชิน และยิ่งชอบ

แม้รูปลักษณ์กระเป๋าดูเรียบๆ แต่รายละเอียดทุกจุดผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และสร้างขึ้นจากความตั้งใจของช่างฝีมือของร้านจริงๆ

หากไม่ลองถือ ไม่ลองใช้ จะไม่รู้เลยว่า กระเป๋าใช้ง่ายและดีแค่ไหน

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เริ่มตั้งแต่เส้นด้าย ผ่านการย้อมแบบพิเศษ เพื่อให้สีเข้าไปซึมซับถึงด้านในสุดของเส้นใย แม้กาลเวลาผ่านไป แต่สีก็ไม่ซีดง่ายๆ

เมื่อนำด้ายมาทอเป็นผ้า ก็มีการเคลือบสารกันน้ำ เพื่อไม่ให้กระเป๋าเลอะง่าย ขณะเดียวกัน ช่างทอก็ต้องระวังไม่ให้ผ้านิ่มเกินไป ซึ่งจะทำให้กระเป๋าขาดง่าย แต่ก็ต้องไม่แข็งเกินไป เพื่อให้สามารถพับเข้ามุมหรือเย็บขึ้นรูปได้

ด้ายที่ใช้เย็บผ้าเข้าด้วยกัน ก็มีการเก็บปลายด้ายเข้าไปด้านใน ไม่ให้โผล่ออกมา ทำให้กระเป๋าทนทานยิ่งขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เคยมีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งสั่งทำกระเป๋าจาก Shinzaburo Hanpu เป็นพิเศษ โดยนำไปใส่ของเด็กทารก และมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญ โดยสื่อเป็นนัยว่า ตอนนี้เป็นกระเป๋าคุณแม่ แต่เมื่อเด็กๆ โตขึ้นมาก็ยังใช้กระเป๋าใบนี้ต่อได้ เป็นกระเป๋าที่ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น และไม่มีคำว่า ล้าสมัย

 

บริการซ่อมกระเป๋า

เมื่อกระเป๋าทนทาน ใช้ง่าย กระเป๋าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน กลายเป็นกระเป๋าใบเก่ง เพราะเจ้าของหยิบใช้ด้วยความรู้สึกคุ้นชิน

กระเป๋าใบเล็กๆ อาจติดตามเจ้านายไปออกเดต ไปเข้าค่าย ไปเดินป่า หรือไปทำงานที่ต่างประเทศ

Shinzaburo Hanpu จึงมีบริการรับซ่อมกระเป๋า สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้กระเป๋าอยู่กับพวกเขาไปอีกนานๆ

ช่างเย็บกระเป๋าจะมีเทคนิคการทำกระเป๋าเพื่อให้สามารถเลาะกระเป๋าได้เป็นส่วนๆ เมื่อต้องการซ่อม โดยจะเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างให้ลูกค้าได้

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

กระเป๋าใบนี้ใช้งานมานานกว่า 20 ปี
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ก่อนที่ช่างจะซ่อมกระเป๋า พวกเขาจะแอบดูชื่อ-ที่อยู่ลูกค้า เพื่อจินตนาการว่า ลูกค้าคนนั้นเป็นคนอย่างไร ไลฟ์สไตล์เป็นเช่นไร ขณะเดียวกัน ก็ภูมิใจที่กระเป๋าร้านของตนกลายเป็นกระเป๋าใบโปรดของลูกค้า และอยู่กับลูกค้ามาเป็นสิบๆ ปี

ตัวช่างเองก็สนุกสนานกับการชุบชีวิตใหม่ให้กับกระเป๋าแต่ละใบ ลูกค้าเองก็รู้สึกตื่นเต้นเมื่อหยิบกระเป๋าออกจากถุง แล้วเห็นว่า กระเป๋าใบโปรดของตน ได้รับการซ่อมแซมอย่างประณีตเรียบร้อยแล้ว นั่นยิ่งทำให้ลูกค้าติดใจ และกลับมาเยือนร้าน Shinzaburo Hanpu เสมอๆ

ภาพลูกค้ากับพนักงานขาย (ซึ่งเป็นช่างฝีมือ) ยืนคุยกันในร้าน จึงเป็นภาพปกติที่แสนอบอุ่นที่เกิดขึ้นในร้านกระเป๋าเล็กๆ แห่งนี้

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋า ‘รักษ์โลก’

ปัจจุบัน พวกเรากำลังรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก หลอดพลาสติก ร้านค้าหลายร้านแจกถุงช้อปปิ้ง หรือให้คะแนนสะสมเพิ่มหากลูกค้านำถุงมาเอง

แต่จากเรื่องราวของ Shinzaburo Hanpu ดิฉันคิดว่า นอกจากแบรนด์นี้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่สร้างสินค้าคุณภาพดี ทนทานแล้ว Shinzaburo Hanpu ยังเป็นแบรนด์ที่รักษ์โลก ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากๆ อีกด้วย

สิ่งที่แบรนด์ทำ มิใช่แค่งดแจกถุงพลาสติก หรือทำกิจกรรมง่ายๆ ให้รางวัลลูกค้า

Shinzaburo Hanpu ผลิตเท่าที่จำเป็น ไม่ผลิตมากจนเกินไป จนต้องทำโปรโมชันกระตุ้นให้คนมาซื้อ ขณะเดียวกัน ก็ทำสินค้าให้ดี ทน และเป็นที่รักของลูกค้า จนลูกค้าไม่อยากซื้อของใหม่ แต่นำของเก่ามาให้ซ่อมแซม เพื่อยืดชีวิตกระเป๋าไปอีก 40 – 50 ปี

ไม่ต้องไปรักษ์โลกกันที่ปลายทาง แต่เริ่มรักตั้งแต่กระบวนการผลิตเลย

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ท่านไหนมีโอกาสไปเมืองเกียวโต ลองแวะไปสัมผัสความคลาสสิก เรียบง่าย ไม่ติดกับกาลเวลาของ Shinzaburo Hanpu กันนะคะ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

จากบทเรียนก่อน สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว การทำธุรกิจมิใช่การมุ่งแสวงหากำไร แต่เป็นการสร้างความสุขหรือสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น โดยเกิดขึ้นจากความปรารถนาดี ทำให้พวกเขามีความสุขในการทำงาน และมุ่งมั่นทำสินค้าหรือบริการดีๆ อย่างเต็มที่ (ตามที่พวกเราชาวไทยได้เห็นและได้ชื่นชม) เมื่อสินค้าหรือบริการดีจริง ลูกค้าประทับใจ ยอดขายและกำไรก็ตามมา

แล้วเราจะมีวิธีหาหรือสร้างความหมายของธุรกิจเราอย่างไรได้บ้าง?

1. อย่ามอง “สินค้า” เป็นแค่ “สินค้า”

แทนที่จะมองว่าเราจะทำสินค้าอะไร ลองถามตนเองว่า “สินค้า/บริการของเราจะสร้างความสุขให้กับคนอื่นได้อย่างไร

ดังเช่นคุณฟุรุตะ ทาเครุ (古田武)เจ้าของร้านซักผ้าเล็กๆ แห่งหนึ่งในย่านมินามิอาซาบุ กรุงโตเกียว ร้านนี้มีผู้มาเยือนเป็นเซเลบไฮโซญี่ปุ่น ตลอดจนพนักงานห้างสรรพสินค้าสุดหรู อย่างไม่ขาดสาย

ทุกครั้งที่ลูกค้านำเสื้อผ้ามาให้ซัก ฟุรุตะจะหยิบเสื้อผ้าแต่ละชิ้นขึ้นมาพิจารณาโดยละเอียด เส้นใยอะไร ทอแบบไหน คราบที่เลอะน่าจะเป็นคราบอะไร จากนั้นถึงค่อยเลือกวิธีซักผ้าและน้ำยาที่เหมาะสม บางครั้งฟุรุตะถึงต้องกับใช้ไม้จิ้มฟันค่อยๆ แตะน้ำยามาขจัดคราบเล็กๆ

ทั้งที่ค่าซักร้าน Rejouir แพงกว่าที่อื่นประมาณ 3 – 10 เท่า แต่ก็มีลูกค้าส่งเสื้อผ้ามาให้ฟุรุตะซักอย่างไม่ขาดสาย หากลูกค้าส่งซักหลายๆ ครั้ง เผลอๆ ค่าซักอาจแพงกว่าค่าเสื้อก็เป็นได้

ทำไมลูกค้าถึงยอมส่งเสื้อผ้าซักร้านแพงๆ แทนที่จะซื้อใหม่?

ทำไมฟุรุตะถึงตั้งใจซักรีดผ้าขนาดนี้?

สองคำถามนี้ ตอบได้ด้วยคำตอบเดียว… เสื้อผ้าคือ ความทรงจำ

เสื้อผ้าทุกชิ้นล้วนมีความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าของ ผู้หญิงคนหนึ่งนำเสื้อไหมพรมมาฝากที่ร้านซัก เธอเล่าว่า สามีเธอซื้อให้เป็นของขวัญเมื่อ 20 ปีก่อน มันช่างมีความหมายกับเธอเหลือเกิน เพราะตอนนี้สามีเธอนอนป่วยเป็นอัมพาต เสื้อตัวนี้ทำให้เธอนึกถึงวันดีๆ ที่ทั้งคู่ได้เดินซื้อของด้วยกัน และนึกถึงความรักที่สามีมีต่อตนเอง เธอยังอยากใส่เสื้อตัวนี้ดูแลเขา

เพราะฉะนั้น ฟุรุตะไม่ได้มองว่าเขากำลังซักผ้า และไม่ได้ตั้งใจซักผ้าเพราะเสื้อผ้าตัวนั้นราคาแพง แต่เขามุ่งมั่นทำความสะอาดเสื้ออย่างดีที่สุด เพราะมองว่าเขากำลังซัก “ความทรงจำ” ของลูกค้า และช่วยรักษาให้ความทรงจำเหล่านั้นสะอาด หอม ใหม่เสมอ

2. มองหาเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง

หมั่นสังเกตเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเรา ดูว่าสินค้าหรือบริการของเราได้สร้างความสุขหรือความประทับใจให้กับใคร อย่างไรบ้าง หมั่นนึกถึงสีหน้าดีใจหรือคำขอบคุณของผู้รับ

บางครั้ง เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจอาจมาจากการนั่งรถไฟเพียงขบวนเดียวก็เป็นได้…

ทุกปี ญี่ปุ่นจะมีการประกวดขนมระดับประเทศ ขาประจำในการกวาดรางวัล คือร้าน Ryugetsu (柳月) จากจังหวัดฮอกไกโด ภายใน 6 ปีนี้ ร้านนี้กวาดรางวัลเหรียญทอง เงิน ทองแดง รวมแล้วกว่า 33 รางวัล

Ryugetsu ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1947 โดยทามุระ ฮิเดยะ (田村英也) บุตรชายคนที่ 4 ในครอบครัวชาวนาธรรมดาๆ ที่ฮอกไกโด ช่วงสงครามทามุระถูกส่งไปรบที่จีน

ระหว่างนั่งรถไฟจากจีนกลับมาบ้านเกิด เขานั่งใกล้หญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่ง เธอกอดลูกไว้แน่น เหมือนกลัวว่าสงครามจะพลัดพรากเขาไปจากเธอ ขบวนรถไฟก็เบียดเสียดไปด้วยผู้คน ทั้งร้อน ทั้งชื้น เด็กทารกคงไม่สบายตัว แกร้องไห้ตลอดทาง ไม่ว่าแม่จะโอ๋เท่าไร แกก็ไม่หยุดร้องเสียที

จังหวะนั้น คุณลุงผอมๆ ที่นั่งข้างๆ ทามุระหยิบลูกอมเม็ดเล็กๆ ให้คุณแม่ส่งให้เด็กทาน พอเด็กอมลูกอมปุ๊บ ก็หยุดร้องไห้ทันใด แถมยิ้มอย่างร่าเริงเสียด้วย ทามุระเองประทับใจกึ่งสงสัยว่าคุณลุงผอมๆ คนหนึ่งจะมีขนมติดตัวได้อย่างงไร ขณะเดียวกัน นั่นเป็นครั้งแรกที่ทามุระสัมผัสถึงพลังของขนม

ขนมมีพลังในการทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจ และมีความสุข

พลังนั้นแรงกล้าพอที่ทำให้เขาตัดสินใจเปิดร้านทำขนมขึ้น

ทามุระมุ่งมั่นพัฒนารสชาติขนมมาเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง จนร้านเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อยๆ เขาสังเกตว่า มีลูกค้าที่มาซื้อขนมเค้กเป็นผู้ชายอยู่เยอะทีเดียว ผู้ชายเหล่านี้คงจะแวะซื้อเค้กไปฝากครอบครัว เวลาพ่อซื้อเค้กกลับมาฝากลูกๆ ที่บ้าน เด็กๆ กระโดดโลดเต้นดีใจ เมื่อทานข้าวเย็นเสร็จ ทุกคนในบ้านคงจะมานั่งล้อมวงกันเพื่อลุ้นว่า วันนี้พ่อจะซื้อเค้กอะไรกลับมาฝาก

ทามุระเห็นว่าขนมเป็นสิ่งที่เชื่อมสายสัมพันธ์คนในครอบครัว ขนมเค้กชิ้นเดียวทำให้พ่อแม่ลูกมานั่งร่วมโต๊ะอาหารเดียวกันได้ และพูดคุยอย่างมีความสุข เขาจึงพยายามทำเค้กรสชาติดี ในราคาย่อมเยา กล่าวคือ เค้ก 3 ชิ้น (สำหรับพ่อ แม่ ลูก) รวมแล้วราคาประมาณเหรียญ 500 เยน 1 เหรียญ (160 บาท) เพื่อให้พ่อซื้อไปฝากลูกๆ ได้บ่อย ๆ

ทางบริษัทไม่ได้พยายามลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอดของบริษัท พวกเขาพยายามอย่างยิ่งเพื่อทำเค้กที่อร่อยที่สุด ในราคาถูกที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสทานได้บ่อยๆ นั่นเอง

3. อย่ายึดติดกับความหมายของธุรกิจเพียงอย่างเดียวตลอดไป

นิยามความหมายของธุรกิจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นศักยภาพของสินค้าหรือบริการตนว่าจะสามารถช่วยเหลือคนได้มากเพียงใด ยิ่งใหญ่เพียงใด

Chuo Taxi เป็นแท็กซี่รายใหญ่ที่สุดในจังหวัดนากาโนะ บริษัทแห่งนี้สร้างตำนานและความประทับใจ

ให้ผู้คนในจังหวัดนากาโนะอย่างไม่ขาดสาย

อุสุโนะมิยะ ทสึเนฮิสะ (宇都宮恒久) เข้ามาช่วยธุรกิจแท็กซี่ของบิดาด้วยความมุ่งมั่น เขามักจะบอกลูกน้องเสมอๆ ว่า อย่าคิดว่าเราเพียงแค่ “ขับแท็กซี่” แต่งานของเราพิเศษตรงที่เราสามารถเข้าไปสัมผัสชีวิตคนได้ ดังเช่นเข้าไปสัมผัสชีวิตของคู่แม่ลูกที่กำลังจะไปงานแต่งงาน…

ครั้งหนึ่ง มีแม่ลูกจากโตเกียวมางานแต่งงานที่นากาโนะ เธอและลูกขึ้นแท็กซี่มุ่งหน้าไปโรงแรม แต่อากาศที่นั่นหนาวกว่าที่โตเกียวมาก ระหว่างทางคุณแม่จึงขอให้คนขับวนหาร้านขายถุงเท้าเพื่อจะซื้อให้ลูกชายใส่ เนื่องจากตอนนั้นยังเช้าอยู่มาก ยังไม่มีร้านค้าที่ไหนเปิด แม่ลูกจึงจำใจต้องตัดใจไปที่โรงแรมเลย

แต่ก่อนที่พิธีจะเริ่ม คนขับคนเดิมได้มาที่สถานที่จัดงานอีกครั้ง เขาขับไปรอร้านขายถุงเท้าเปิด พอซื้อเสร็จก็รีบนำมาให้แม่ลูก ในมือเขามีถุงเท้า 2 คู่ เนื่องจากเขาไม่ทราบไซส์ของเด็กผู้ชายคนนั้น แม่ลูกประทับใจจนน้ำตาไหล และยังเก็บถุงเท้า 2 คู่นั้นจนถึงบัดนี้

อุสุโนะมิยะฝึกให้พนักงานคิดถึงลูกค้า ให้รู้จักขอบคุณกันและกัน และมุ่งมั่นทำให้ผู้อื่นมีความสุข เรื่องราวน่าประทับใจที่พนักงาน Chuo สร้างขึ้นนั้นเกิดขึ้นเกือบทุกวัน

วันหนึ่ง ทางบริษัทได้รับจดหมายจากคุณยายท่านหนึ่ง แกเล่าว่า โดยปกติแล้วเวลาขึ้นรถแท็กซี่เจ้าอื่น คนขับมักจะหงุดหงิดแก เพราะแกสูงอายุ แถมเท้าซ้ายพิการ กว่าจะเดินมาถึงรถ กว่าจะขึ้นรถ ก็ใช้เวลานาน จนวันหนึ่งแกได้ขึ้นรถแท็กซี่ของ Chuo โดยบังเอิญ คนขับพูดคุยกับแกอย่างเป็นมิตร แถมลงจากรถมาประคองแกขึ้นรถ แกรู้สึกประทับใจมาก และใช้บริการของ Chuo เรื่อยมา คุณยายเขียนในตอนท้ายของจดหมายว่า แกเคยคิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนกัน แต่ขอบคุณที่คนขับทุกคนทำให้แกรู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อ รู้สึกว่าชีวิตตัวเองก็มีค่า ทุกครั้งที่แกเดินไปไหนมาไหน และเห็นรถแท็กซี่ Chuo วิ่งผ่านไป แกก็รู้สึกดีใจแล้ว

จดหมายฉบับนั้นทำให้อุสุโนะมิยะเห็นว่า บริษัทตนไม่เพียงแค่อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร แต่อาจทำให้คนคนหนึ่งอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเสียด้วยซ้ำ เขาเล่าเรื่องนี้ให้ลูกน้องฟัง และบอกพวกเขาว่า

“Chuo Taxi อยู่เพื่อรับใช้คนจังหวัดนากาโนะให้มีชีวิตที่สะดวกสบาย ตลอดจนสำคัญต่อผู้ที่เดินทางเองลำบาก เช่น ผู้สูงอายุ จากนี้ไปพวกเราจะคงความเป็น ‘คนสำคัญ’ สำหรับลูกค้า เป็นที่พึ่งพิงของพวกเขา เป็นคนที่สำคัญต่อพวกเขา และเป็นคนที่ลูกค้ารู้สึกดีใจจนน้ำตาซึมว่า มีพวกเราอยู่เคียงข้าง นี่คือสิ่งที่เรามุ่งหวังจะเป็น และจะคงรักษาสืบต่อไป”

ศัพท์ในทางธุรกิจเรียก “ความหมายของธุรกิจ” นี้ว่า mission แปลเป็นภาษาไทย (ยากๆ) ว่า พันธกิจองค์กร กล่าวคือ การบอกว่าบริษัทเราทำธุรกิจอะไร และต้องการจะเป็นอะไรในอนาคต

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่า การสร้าง mission เป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่ หรือไม่ก็เป็นองค์ประกอบที่เขียนไว้สวยๆ ในเว็บ เราพุ่งความสนใจไปที่การคิดว่าจะขายอะไร สร้างรายได้อย่างไรมากกว่า

ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการญี่ปุ่น (ที่มีหัวใจ) จะเริ่มจากการหาความหมายของธุรกิจเป็นอันดับแรก แม้พวกเขาจะไม่ได้กล่าวตรงๆ ว่า นี่คือ mission ขององค์กร แต่พวกเขาจะรู้ว่าบริษัทตนทำธุรกิจเพื่ออะไร สามารถช่วยให้สังคมหรือโลกดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

เมื่อเข้าใจความหมายและความสำคัญของธุรกิจ พวกเขาก็จะเห็นคุณค่าของสินค้าหรือบริการที่ตนเองทำ ดังเช่นคุณฟุรุตะที่ไม่ได้มองว่าตนเองเป็นแค่ร้านซักเสื้อผ้า แต่คิดเสมอว่ากำลังช่วยซักความทรงจำให้ลูกค้า หรือคุณทามุระที่เห็นว่าขนมของตนทำให้ครอบครัวนั่งล้อมวงทานข้าวอย่างอบอุ่น

เมื่อเข้าใจคุณค่าของงานที่ตนทำ ก็จะมีพลังในการทำธุรกิจ อยากพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริหารที่เข้าใจความหมายของธุรกิจและสินค้า ก็จะสามารถถ่ายทอดแนวคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกน้อง ทำให้ลูกน้องมุ่งมั่นทำงานเพื่อผู้อื่นอย่างเต็มที่ ดังเช่นคุณอุสุโนะมิยะทำให้คนขับแท็กซี่เห็นคุณค่าของงานตนเอง และสร้างสุดยอดการบริการขึ้นมาได้นั่นเอง

ท่านใดที่กำลังทำธุรกิจ และยังมองไม่เห็นว่าคุณค่าของธุรกิจหรือสินค้าเราคืออะไร (เช่น ฉันก็ขายเสื้อผ้า ขายรองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์ IT ฯลฯ) ลองเริ่มง่ายๆ จากการถามตนเองว่า

  1. เรากำลังสร้างความสุขให้ใคร
  2. สร้างอย่างไร
  3. ทำไมเขาถึงมีความสุข

สำหรับคนที่ขายเสื้อผ้า คำตอบอาจเป็นแบบนี้ค่ะ

  1. เรากำลังสร้างความสุขให้ใคร -> ให้วัยรุ่นผู้หญิงที่ไม่ได้อยากดูหวาน
  2. สร้างอย่างไร -> ขายเสื้อผ้าแบบ Minimalism เรียบๆ
  3. ทำไมเขาถึงมีความสุข -> ลูกค้าได้สนุกกับการ mix & match เอง ได้แสดงตัวตน

จากการมองว่าตัวเองขายเสื้อผ้า เราก็อาจเห็นคุณค่าของเสื้อผ้าว่าเป็นเครื่องมือในการช่วยให้ลูกค้าได้แสดงตัวตน หรือได้สนุกกับการแต่งตัว เมื่อเห็นดังนี้ แทนที่จะตั้งคำถามว่า “ซีซั่นถัดไปจะเอาเสื้อผ้าอะไรมาขายดี” ก็จะเปลี่ยนเป็น “จะทำยังไงให้ลูกค้าสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น” นั่นอาจนำไปสู่ไอเดียใหม่ๆ เช่น ทำ content ในเฟซบุ๊กสอนวิธี mix & match หรือดีไซน์เสื้อที่ใส่ได้หลายแบบ …ก็เป็นได้

ลองคิดดูนะคะ ขอให้ทุกท่านได้พบนิยามดีๆ ให้สินค้าและธุรกิจที่ทำค่ะ

 

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load