วันก่อน ดิฉันได้ดูโฆษณา Crafted by Life ของกระเป๋าหนัง VIERA แบรนด์กระเป๋าหนังคุณภาพดีของไทย

สำหรับดิฉัน ประโยคหนึ่งที่สวยงามมากๆ คือ ‘เครื่องหนังก็เหมือนชีวิต ยิ่งใช้ ยิ่งสวย’

ในยุคที่สินค้าผลิตจากโรงงานได้ในพริบตา และผู้บริโภคบางคนก็พร้อมที่จะโยนของเก่าทิ้งเพื่อซื้อของใหม่ราคาย่อมเยานั้น แบรนด์ VIERA กลับรณรงค์ให้คนใช้กระเป๋าใบเดิมเป็นระยะเวลานานๆ

เหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันคิดถึงแบรนด์กระเป๋าผ้าแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่นที่คิดคล้ายๆ กัน แต่อินดี้กว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าชื่อดังจากเกียวโต ซึ่งมีอายุนานกว่า 113 ปี

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ความอินดี้ของแบรนด์นี้ เช่น

ไม่มีแบบกระเป๋าตายตัวให้ช่างเย็บกระเป๋า เพราะช่างจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสนุกกับการทำกระเป๋ามากกว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่ยอมเปิดร้านแฟรนไชส์ หรือขยายไปเมืองอื่น ไม่ยอมขายทางออนไลน์ เพราะอยากเห็นหน้าลูกค้า อยากให้ลูกค้ามาหาที่ร้าน (จนวันนี้ ก็ยังมีอยู่แค่สาขาเดียว)

ไม่มีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ตามฤดูกาล หรือกำหนดวันเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ที่แน่นอน เพราะไม่อยากดื้อดึงผลักดันยอดขายให้สูงขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่จ้างฝ่ายขาย เพราะลูกค้ามาหาที่ร้านอยู่แล้ว ส่วนพนักงานขาย ก็ให้ช่างเย็บกระเป๋าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเจอลูกค้า

ที่สำคัญ Shinzaburo Hanpu เป็นแบรนด์ที่ไม่ค่อยทำการตลาด ไม่ค่อยกระตุ้นยอดขาย สิ่งเดียวที่ทำคือ ก้มหน้าก้มตาทำกระเป๋าที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า คอยเฝ้ามอง สังเกต รับฟังเสียงลูกค้า และปรับปรุงสินค้าไปเรื่อยๆ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

สินค้ามีราคาตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋าที่มี ‘รสชาติ’

คุณอิชิซาว่า ชินซะบุโร่ ทายาทรุ่นที่ 4 ของร้าน กล่าวว่า “ปัจจุบัน กระเป๋าส่วนใหญ่ใช้เส้นใยสังเคราะห์ หรือใช้วัสดุที่ดูสวยงาม แต่นั่นทำให้กระเป๋าแบรนด์นั้นๆ ดูสวยที่สุดตอนเพิ่งซื้อใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใช้ ก็ยิ่งดูเก่า โทรม”

แต่กระเป๋า Shinzaburo Hanpu ไม่เป็นเช่นนั้น

ยิ่งใช้…ยิ่งมีรสชาติ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

สีกระเป๋าจะยิ่งดูคลาสสิก หูจับก็จะเข้ากับมือของคนใช้มากขึ้น ยิ่งใช้ ก็ยิ่งชิน และยิ่งชอบ

แม้รูปลักษณ์กระเป๋าดูเรียบๆ แต่รายละเอียดทุกจุดผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และสร้างขึ้นจากความตั้งใจของช่างฝีมือของร้านจริงๆ

หากไม่ลองถือ ไม่ลองใช้ จะไม่รู้เลยว่า กระเป๋าใช้ง่ายและดีแค่ไหน

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เริ่มตั้งแต่เส้นด้าย ผ่านการย้อมแบบพิเศษ เพื่อให้สีเข้าไปซึมซับถึงด้านในสุดของเส้นใย แม้กาลเวลาผ่านไป แต่สีก็ไม่ซีดง่ายๆ

เมื่อนำด้ายมาทอเป็นผ้า ก็มีการเคลือบสารกันน้ำ เพื่อไม่ให้กระเป๋าเลอะง่าย ขณะเดียวกัน ช่างทอก็ต้องระวังไม่ให้ผ้านิ่มเกินไป ซึ่งจะทำให้กระเป๋าขาดง่าย แต่ก็ต้องไม่แข็งเกินไป เพื่อให้สามารถพับเข้ามุมหรือเย็บขึ้นรูปได้

ด้ายที่ใช้เย็บผ้าเข้าด้วยกัน ก็มีการเก็บปลายด้ายเข้าไปด้านใน ไม่ให้โผล่ออกมา ทำให้กระเป๋าทนทานยิ่งขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เคยมีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งสั่งทำกระเป๋าจาก Shinzaburo Hanpu เป็นพิเศษ โดยนำไปใส่ของเด็กทารก และมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญ โดยสื่อเป็นนัยว่า ตอนนี้เป็นกระเป๋าคุณแม่ แต่เมื่อเด็กๆ โตขึ้นมาก็ยังใช้กระเป๋าใบนี้ต่อได้ เป็นกระเป๋าที่ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น และไม่มีคำว่า ล้าสมัย

 

บริการซ่อมกระเป๋า

เมื่อกระเป๋าทนทาน ใช้ง่าย กระเป๋าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน กลายเป็นกระเป๋าใบเก่ง เพราะเจ้าของหยิบใช้ด้วยความรู้สึกคุ้นชิน

กระเป๋าใบเล็กๆ อาจติดตามเจ้านายไปออกเดต ไปเข้าค่าย ไปเดินป่า หรือไปทำงานที่ต่างประเทศ

Shinzaburo Hanpu จึงมีบริการรับซ่อมกระเป๋า สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้กระเป๋าอยู่กับพวกเขาไปอีกนานๆ

ช่างเย็บกระเป๋าจะมีเทคนิคการทำกระเป๋าเพื่อให้สามารถเลาะกระเป๋าได้เป็นส่วนๆ เมื่อต้องการซ่อม โดยจะเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างให้ลูกค้าได้

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

กระเป๋าใบนี้ใช้งานมานานกว่า 20 ปี
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ก่อนที่ช่างจะซ่อมกระเป๋า พวกเขาจะแอบดูชื่อ-ที่อยู่ลูกค้า เพื่อจินตนาการว่า ลูกค้าคนนั้นเป็นคนอย่างไร ไลฟ์สไตล์เป็นเช่นไร ขณะเดียวกัน ก็ภูมิใจที่กระเป๋าร้านของตนกลายเป็นกระเป๋าใบโปรดของลูกค้า และอยู่กับลูกค้ามาเป็นสิบๆ ปี

ตัวช่างเองก็สนุกสนานกับการชุบชีวิตใหม่ให้กับกระเป๋าแต่ละใบ ลูกค้าเองก็รู้สึกตื่นเต้นเมื่อหยิบกระเป๋าออกจากถุง แล้วเห็นว่า กระเป๋าใบโปรดของตน ได้รับการซ่อมแซมอย่างประณีตเรียบร้อยแล้ว นั่นยิ่งทำให้ลูกค้าติดใจ และกลับมาเยือนร้าน Shinzaburo Hanpu เสมอๆ

ภาพลูกค้ากับพนักงานขาย (ซึ่งเป็นช่างฝีมือ) ยืนคุยกันในร้าน จึงเป็นภาพปกติที่แสนอบอุ่นที่เกิดขึ้นในร้านกระเป๋าเล็กๆ แห่งนี้

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋า ‘รักษ์โลก’

ปัจจุบัน พวกเรากำลังรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก หลอดพลาสติก ร้านค้าหลายร้านแจกถุงช้อปปิ้ง หรือให้คะแนนสะสมเพิ่มหากลูกค้านำถุงมาเอง

แต่จากเรื่องราวของ Shinzaburo Hanpu ดิฉันคิดว่า นอกจากแบรนด์นี้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่สร้างสินค้าคุณภาพดี ทนทานแล้ว Shinzaburo Hanpu ยังเป็นแบรนด์ที่รักษ์โลก ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากๆ อีกด้วย

สิ่งที่แบรนด์ทำ มิใช่แค่งดแจกถุงพลาสติก หรือทำกิจกรรมง่ายๆ ให้รางวัลลูกค้า

Shinzaburo Hanpu ผลิตเท่าที่จำเป็น ไม่ผลิตมากจนเกินไป จนต้องทำโปรโมชันกระตุ้นให้คนมาซื้อ ขณะเดียวกัน ก็ทำสินค้าให้ดี ทน และเป็นที่รักของลูกค้า จนลูกค้าไม่อยากซื้อของใหม่ แต่นำของเก่ามาให้ซ่อมแซม เพื่อยืดชีวิตกระเป๋าไปอีก 40 – 50 ปี

ไม่ต้องไปรักษ์โลกกันที่ปลายทาง แต่เริ่มรักตั้งแต่กระบวนการผลิตเลย

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ท่านไหนมีโอกาสไปเมืองเกียวโต ลองแวะไปสัมผัสความคลาสสิก เรียบง่าย ไม่ติดกับกาลเวลาของ Shinzaburo Hanpu กันนะคะ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

“จงออกแบบเก้าอี้

โจทย์นี้ชวนให้พวกเราคิดเพลินๆ ว่า จะออกแบบเก้าอี้ทรงไหน ลายใด ใช้วัสดุสีอะไร จะบุกำมะหยี่ หรือทาสีดำไหม

แต่หากถามคุณนาโอโตะ ฟุกุซาว่า ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก และที่ปรึกษาด้านดีไซน์ของ MUJI แล้ว เขาไม่ได้เริ่มจากเก้าอี้เหมือนพวกเรา

คุณนาโอโตะจะเริ่มจากการเดินวนไปวนมาบริเวณ ‘บรรยากาศ’ รอบ ๆ ที่ที่ควรเป็นที่ตั้งของเก้าอี้นั้น

เขาจะคิดว่าคนนั่งจะเดินเข้ามานั่งจากฝั่งซ้าย หรือฝั่งขวาของเก้าอี้

เขาจะจินตนาการต่อว่าคนนั่งคนนั้นมีเสื้อแจ็กเก็ตมาด้วยหรือเปล่า แล้วคนคนนั้นจะถอดเสื้อไหม จะแขวนกับเก้าอี้หรือเปล่า และแขวนกับตรงไหน

เขาจะพยายามมองหา ‘บรรยากาศ’​ และออกแบบเก้าอี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศนั้น

ทำอย่างไรให้เก้าอี้นั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบรรยากาศ โดยไม่แหวกหรือขัดแย้ง

คุณนาโอโตะพูด …เหมือนเขากำลัง ‘เห็น’ บรรยากาศ (Ambient) อยู่รอบๆ ผลิตภัณฑ์ที่เขาจะดีไซน์

 

ดิฉันได้มีโอกาสไปฟังคุณนาโอโตะเล่าเรื่องปรัชญาการออกแบบมูจิในงานเปิดตัว flagship store เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

What is MUJI?

คือชื่อของงานเสวนาครั้งนี้

ในสายตาของคนส่วนใหญ่แล้ว หัวใจของมูจิก็คือความเรียบง่าย

แต่จริงๆ แล้ว มูจิลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ขณะเดียวกัน ก็ธรรมดากว่านั้น

ขอต้อนรับสู่โลกแห่งมูจิค่ะ

 

Harmony

คุณนาโอโตะแสดงภาพหนึ่งให้พวกเราดู

ภาพแรก เป็นภาพจิ๊กซอว์

ภาพที่สองคือ ภาพจิ๊กซอว์อื่นๆ แล้วมีช่องโหว่ตรงกลาง

เขาถามพวกเราว่า จะมองจิ๊กซอว์หรือจะมองช่องที่อยู่ตรงกลาง

ความแตกต่างคือ แบบแรกเป็นการพุ่งมองไปที่ผลิตภัณฑ์ หากเห็นแบบนี้ ดีไซเนอร์ก็จะคิดว่าออกแบบผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นอย่างไรให้ดีที่สุด

แต่แบบที่สอง คือการมองว่าจิ๊กซอว์ตัวอื่นๆ สร้างรูโหว่ตรงกลาง จะออกแบบอะไรมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ให้ได้พอดี

กล่าวคือ จุดเริ่มต้นดีไซน์แบบมูจินั้นไม่ได้มาจากการมองหาสินค้าที่จะออกแบบ แต่จะเฟ้นหาช่องโหว่ต่างๆ เช่นนี้ในชีวิตประจำวันของคน และเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนั้น เมื่อเราวางสินค้ามูจิ มันจะไม่ได้ลอยเด่นออกมา แต่จะกลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบ ๆ

เมื่อใช้ชีวิตมาสักระยะ ผมก็เริ่มเห็นว่า ดีไซน์ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนประทับใจ ผมว่าดีไซน์ที่เป็นตัวกระตุ้นกิเลสตัณหาคนนั้นพูดมากเกินไป ผมเลยเริ่มไม่พูดว่าใครเป็นคนออกแบบ การที่เราเห็นว่าความเป็นตัวตนของดีไซเนอร์จะออกมาในผลงานนั้น มันก็เหมือนอัตตา

นี่เป็นสาเหตุที่มูจิไม่เคยออกมาประกาศว่า นาโอโตะ ฟุกาซาว่า เป็นผู้ออกแบบเครื่องเล่นซีดีติดผนังสุดเก๋นั้น เช่นเดียวกับสินค้ามูจิตัวอื่นที่ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกออกแบบ หากพลิกฉลากสินค้ามูจิดู ก็จะไม่มีการเขียนว่าออกแบบโดยใครเช่นเดียวกัน

ลดอัตตา และกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม

คุณนาโอโตะเปรียบเทียบปรัชญาการดีไซน์ของเขากับกลอนไฮกุไว้อย่างน่าสนใจ

กวีไฮกุจะไม่พรรณนาสภาพจิตใจหรืออารมณ์ของเขา แต่จะพรรณนาถึงภาพทิวทัศน์หรือปรากฏการณ์ต่างๆ แทน ดังเช่นกลอนไฮกุชื่อดัง สระโบราณ กบกระโจนลงไป เสียงของน้ำ” ผู้อ่านก็จะจินตนาการและสัมผัสได้ถึงความสงบเงียบนั้น

มูจิ จึงออกแบบให้ ‘คน’ เป็นตัวเอกในการใช้ชีวิต ไม่ใช่สินค้า ผลิตภัณฑ์เป็นแค่ทิวทัศน์หรือพระรอง ที่คอยสนับสนุนชีวิตของพระเอกคนนั้นเท่านั้น ดีไซน์ของมูจิจึงเรียบง่าย ไม่โดดเด่นเกินไป แต่แฝงด้วยความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ นั่นเอง

 

Micro Consideration: ใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

เมื่อคุณนาโอโตะเห็นบรรยากาศรอบๆ ของสิ่งนั้น เข้าใจพฤติกรรมของคนใช้แล้ว เขาก็จะออกแบบสินค้าที่ไม่ขัดกับการเคลื่อนไหวของคน เช่น

เมื่อออกแบบหม้อหุงข้าว เขาเห็นปัญหาหนึ่ง คือคนไม่รู้จะวางทัพพีตักข้าวไว้ตรงไหน วางไว้ตรงถ้วยข้างๆ เอาไปเสียบกลับไว้ที่อื่น หม้อหุงข้าวบางรุ่นมีที่เสียบอยู่ด้านข้าง แต่คุณนาโอโตะมองว่าการเคลื่อนไหวของร่างกายคนนั้นยังไม่ลื่นไหลดีที่สุด

เขาจึงออกแบบหม้อหุงข้าวที่ตรงฝาด้านบนมีจะงอยยื่นออกมาเล็กน้อย ให้คนวางที่ตักข้าวได้ ตักข้าวเสร็จ มือซ้ายถือชามข้าว มือขวาปิดฝาหม้อ แล้วก็วางทัพพีได้เลย

www.muji.com/jp/

www.muji.us

Flow การตักข้าวของคน   Source: Naoto Fukasawa

ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แม้เป็นจุดที่เล็กที่สุดนี้ มูจิเรียกว่า ‘Micro Consideration’ กล่าวคือ ใส่ใจในระดับไมโคร แม้ผู้บริโภคไม่รู้รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เหล่านี้ แต่พวกเขาก็จะรู้สึกได้ว่า สินค้ามูจิ ‘ใช้ง่าย’

 

ความสุขแบบธรรมดา

คุณนาโอโตะบอกว่า มันยากที่จะกล่าวว่า มูจิ ดียังไง

ผมได้รับคำถามบ่อยๆ ว่า อะไรคือคุณค่าของมูจิ มูจิดียังไง ผมเองก็ตอบยากนะ แต่ผมจะบอกว่า… แต่ถ้าไม่มีมูจิ คุณก็จะลำบากใช่ไหมล่ะ

นั่นคือ คุณค่าของมูจิ

ดิฉันประทับใจตอนที่คุณนาโอโตะเล่าเรื่องโปรเจ็ค MUJI To Go

MUJI To Go เป็นคอลเลกชันสินค้ามูจิที่เกี่ยวกับการเดินทาง เช่น กระเป๋าเดินทาง ขวดเครื่องสำอาง เสื้อแจ็กเก็ตผ้าร่ม

www.muji.com/th/mujitogo

สินค้าที่คุณนาโอโตะยกตัวอย่างขึ้นมาคือ ที่ตากผ้าเล็กๆ ขนาดพกพาอันนี้

www.muji.net

สารภาพตามตรงว่า ตอนแรกที่ดิฉันเห็นดิฉันก็งงว่าทำไมเราต้องเอาที่ตากผ้าไปด้วยเวลาเที่ยว แต่คุณนาโอโตะก็เฉลยว่า

สมมติว่าพวกเราไปเที่ยว…ที่ไหนดี…เอาภูเก็ตก็แล้วกัน เมื่อลากกระเป๋าเข้าห้อง ถอดถุงเท้าซัก

“เปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบเอาที่ตากผ้านี้มาแขวนตรงระเบียงเพื่อตากถุงเท้า ระหว่างตาก มองออกไป เห็นหาดทรายกับทะเล มีความสุขออก

แนวคิดของ MUJI To Go คือ การนำชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ติดตัวไปในสถานที่พิเศษที่เราเดินทางไปด้วย มูจิจึงออกแบบแผ่นรองซักผ้าเล็กๆ ที่ตากผ้าเล็กๆ เสื้อกัน UV เบาๆ ให้คนพกติดตัวไปออกกำลังกาย ไปซักผ้า ไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองทำเป็นปกติในชีวิตประจำวันได้

ความสุขของผู้ใช้มูจิ จึงไม่ใช่ความสุขจากการได้ทำอะไรหวือหวาหรือลองอะไรแปลกใหม่ แต่เป็นความสุขเรียบง่าย ธรรมดาๆ ที่สัมผัสได้จากการใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละวันนั่นเอง

 

 

เราเรียนรู้อะไรจากมูจิและคุณนาโอโตะ?

คุณนาโอโตะ ฟุกาซาว่า ไม่ได้บอกให้พวกเราออกแบบสินค้าให้เรียบง่ายแล้วจะดี

เราเห็นบรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมรอบๆ ผลิตภัณฑ์นั้นไหม

เราได้คิดถึงผู้ใช้…ตลอดจนการเคลื่อนไหวของพวกเขามากแค่ไหน

ถ้าต้องออกแบบเก้าอี้ คุณนาโอโตะไม่ได้บอกให้พวกเรากระโจนไปวาดเก้าอี้ แต่ให้ลองเดินแบบผู้ใช้เดิน นั่งแบบผู้ใช้จะนั่ง สัมผัสการเคลื่อนไหว มองเห็นสิ่งรอบๆ ก่อนจะลงมือออกแบบ

นั่นจึงจะสร้างดีไซน์ที่ดี ดีไซน์ที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และสร้างความสุขแบบธรรมดาๆ ที่ผู้ใช้หยิบใช้เมื่อไรก็มีความสุข แบบสินค้ามูจินั่นเอง

ขอขอบพระคุณ MUJI Thailand ที่จัดงานดีๆ ให้ไอเดียและแรงบันดาลใจพวกเราเช่นนี้ และให้โอกาสดิฉันได้พบดีไซเนอร์ระดับโลกอย่างคุณนาโอโตะค่ะ

 

Source:

https://www.muji.com/jp/flagship/huaihai755/archive/fukazawa.html 

http://globe.asahi.com/feature/side/2017020200004.html 

NAOTO FUKASAWA (2014) (หนังสือ)

 

อ่านเพิ่มเติม:

ความมั่งคั่งรูปแบบใหม่” โดย Naoto Fukasawa

https://www.muji.com/th/compactlife/column002.html

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load