วันก่อน ดิฉันได้ดูโฆษณา Crafted by Life ของกระเป๋าหนัง VIERA แบรนด์กระเป๋าหนังคุณภาพดีของไทย

สำหรับดิฉัน ประโยคหนึ่งที่สวยงามมากๆ คือ ‘เครื่องหนังก็เหมือนชีวิต ยิ่งใช้ ยิ่งสวย’

ในยุคที่สินค้าผลิตจากโรงงานได้ในพริบตา และผู้บริโภคบางคนก็พร้อมที่จะโยนของเก่าทิ้งเพื่อซื้อของใหม่ราคาย่อมเยานั้น แบรนด์ VIERA กลับรณรงค์ให้คนใช้กระเป๋าใบเดิมเป็นระยะเวลานานๆ

เหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันคิดถึงแบรนด์กระเป๋าผ้าแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่นที่คิดคล้ายๆ กัน แต่อินดี้กว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าชื่อดังจากเกียวโต ซึ่งมีอายุนานกว่า 113 ปี

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ความอินดี้ของแบรนด์นี้ เช่น

ไม่มีแบบกระเป๋าตายตัวให้ช่างเย็บกระเป๋า เพราะช่างจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสนุกกับการทำกระเป๋ามากกว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่ยอมเปิดร้านแฟรนไชส์ หรือขยายไปเมืองอื่น ไม่ยอมขายทางออนไลน์ เพราะอยากเห็นหน้าลูกค้า อยากให้ลูกค้ามาหาที่ร้าน (จนวันนี้ ก็ยังมีอยู่แค่สาขาเดียว)

ไม่มีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ตามฤดูกาล หรือกำหนดวันเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ที่แน่นอน เพราะไม่อยากดื้อดึงผลักดันยอดขายให้สูงขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่จ้างฝ่ายขาย เพราะลูกค้ามาหาที่ร้านอยู่แล้ว ส่วนพนักงานขาย ก็ให้ช่างเย็บกระเป๋าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเจอลูกค้า

ที่สำคัญ Shinzaburo Hanpu เป็นแบรนด์ที่ไม่ค่อยทำการตลาด ไม่ค่อยกระตุ้นยอดขาย สิ่งเดียวที่ทำคือ ก้มหน้าก้มตาทำกระเป๋าที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า คอยเฝ้ามอง สังเกต รับฟังเสียงลูกค้า และปรับปรุงสินค้าไปเรื่อยๆ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

สินค้ามีราคาตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋าที่มี ‘รสชาติ’

คุณอิชิซาว่า ชินซะบุโร่ ทายาทรุ่นที่ 4 ของร้าน กล่าวว่า “ปัจจุบัน กระเป๋าส่วนใหญ่ใช้เส้นใยสังเคราะห์ หรือใช้วัสดุที่ดูสวยงาม แต่นั่นทำให้กระเป๋าแบรนด์นั้นๆ ดูสวยที่สุดตอนเพิ่งซื้อใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใช้ ก็ยิ่งดูเก่า โทรม”

แต่กระเป๋า Shinzaburo Hanpu ไม่เป็นเช่นนั้น

ยิ่งใช้…ยิ่งมีรสชาติ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

สีกระเป๋าจะยิ่งดูคลาสสิก หูจับก็จะเข้ากับมือของคนใช้มากขึ้น ยิ่งใช้ ก็ยิ่งชิน และยิ่งชอบ

แม้รูปลักษณ์กระเป๋าดูเรียบๆ แต่รายละเอียดทุกจุดผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และสร้างขึ้นจากความตั้งใจของช่างฝีมือของร้านจริงๆ

หากไม่ลองถือ ไม่ลองใช้ จะไม่รู้เลยว่า กระเป๋าใช้ง่ายและดีแค่ไหน

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เริ่มตั้งแต่เส้นด้าย ผ่านการย้อมแบบพิเศษ เพื่อให้สีเข้าไปซึมซับถึงด้านในสุดของเส้นใย แม้กาลเวลาผ่านไป แต่สีก็ไม่ซีดง่ายๆ

เมื่อนำด้ายมาทอเป็นผ้า ก็มีการเคลือบสารกันน้ำ เพื่อไม่ให้กระเป๋าเลอะง่าย ขณะเดียวกัน ช่างทอก็ต้องระวังไม่ให้ผ้านิ่มเกินไป ซึ่งจะทำให้กระเป๋าขาดง่าย แต่ก็ต้องไม่แข็งเกินไป เพื่อให้สามารถพับเข้ามุมหรือเย็บขึ้นรูปได้

ด้ายที่ใช้เย็บผ้าเข้าด้วยกัน ก็มีการเก็บปลายด้ายเข้าไปด้านใน ไม่ให้โผล่ออกมา ทำให้กระเป๋าทนทานยิ่งขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เคยมีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งสั่งทำกระเป๋าจาก Shinzaburo Hanpu เป็นพิเศษ โดยนำไปใส่ของเด็กทารก และมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญ โดยสื่อเป็นนัยว่า ตอนนี้เป็นกระเป๋าคุณแม่ แต่เมื่อเด็กๆ โตขึ้นมาก็ยังใช้กระเป๋าใบนี้ต่อได้ เป็นกระเป๋าที่ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น และไม่มีคำว่า ล้าสมัย

 

บริการซ่อมกระเป๋า

เมื่อกระเป๋าทนทาน ใช้ง่าย กระเป๋าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน กลายเป็นกระเป๋าใบเก่ง เพราะเจ้าของหยิบใช้ด้วยความรู้สึกคุ้นชิน

กระเป๋าใบเล็กๆ อาจติดตามเจ้านายไปออกเดต ไปเข้าค่าย ไปเดินป่า หรือไปทำงานที่ต่างประเทศ

Shinzaburo Hanpu จึงมีบริการรับซ่อมกระเป๋า สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้กระเป๋าอยู่กับพวกเขาไปอีกนานๆ

ช่างเย็บกระเป๋าจะมีเทคนิคการทำกระเป๋าเพื่อให้สามารถเลาะกระเป๋าได้เป็นส่วนๆ เมื่อต้องการซ่อม โดยจะเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างให้ลูกค้าได้

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

กระเป๋าใบนี้ใช้งานมานานกว่า 20 ปี
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ก่อนที่ช่างจะซ่อมกระเป๋า พวกเขาจะแอบดูชื่อ-ที่อยู่ลูกค้า เพื่อจินตนาการว่า ลูกค้าคนนั้นเป็นคนอย่างไร ไลฟ์สไตล์เป็นเช่นไร ขณะเดียวกัน ก็ภูมิใจที่กระเป๋าร้านของตนกลายเป็นกระเป๋าใบโปรดของลูกค้า และอยู่กับลูกค้ามาเป็นสิบๆ ปี

ตัวช่างเองก็สนุกสนานกับการชุบชีวิตใหม่ให้กับกระเป๋าแต่ละใบ ลูกค้าเองก็รู้สึกตื่นเต้นเมื่อหยิบกระเป๋าออกจากถุง แล้วเห็นว่า กระเป๋าใบโปรดของตน ได้รับการซ่อมแซมอย่างประณีตเรียบร้อยแล้ว นั่นยิ่งทำให้ลูกค้าติดใจ และกลับมาเยือนร้าน Shinzaburo Hanpu เสมอๆ

ภาพลูกค้ากับพนักงานขาย (ซึ่งเป็นช่างฝีมือ) ยืนคุยกันในร้าน จึงเป็นภาพปกติที่แสนอบอุ่นที่เกิดขึ้นในร้านกระเป๋าเล็กๆ แห่งนี้

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋า ‘รักษ์โลก’

ปัจจุบัน พวกเรากำลังรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก หลอดพลาสติก ร้านค้าหลายร้านแจกถุงช้อปปิ้ง หรือให้คะแนนสะสมเพิ่มหากลูกค้านำถุงมาเอง

แต่จากเรื่องราวของ Shinzaburo Hanpu ดิฉันคิดว่า นอกจากแบรนด์นี้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่สร้างสินค้าคุณภาพดี ทนทานแล้ว Shinzaburo Hanpu ยังเป็นแบรนด์ที่รักษ์โลก ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากๆ อีกด้วย

สิ่งที่แบรนด์ทำ มิใช่แค่งดแจกถุงพลาสติก หรือทำกิจกรรมง่ายๆ ให้รางวัลลูกค้า

Shinzaburo Hanpu ผลิตเท่าที่จำเป็น ไม่ผลิตมากจนเกินไป จนต้องทำโปรโมชันกระตุ้นให้คนมาซื้อ ขณะเดียวกัน ก็ทำสินค้าให้ดี ทน และเป็นที่รักของลูกค้า จนลูกค้าไม่อยากซื้อของใหม่ แต่นำของเก่ามาให้ซ่อมแซม เพื่อยืดชีวิตกระเป๋าไปอีก 40 – 50 ปี

ไม่ต้องไปรักษ์โลกกันที่ปลายทาง แต่เริ่มรักตั้งแต่กระบวนการผลิตเลย

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ท่านไหนมีโอกาสไปเมืองเกียวโต ลองแวะไปสัมผัสความคลาสสิก เรียบง่าย ไม่ติดกับกาลเวลาของ Shinzaburo Hanpu กันนะคะ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ในอดีต บริษัท BALMUDA เป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็กๆ น้อยๆ เช่น พัดลม CPU ไว้เป่าให้คอมพิวเตอร์เย็น หรือโคมไฟ LED ตั้งโต๊ะ แต่หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเลห์แมน บราเดอร์ ยอดขายของบริษัทก็สะดุดกึก เปิดโอกาสให้ เก็น เทราโอะ ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้คิดทบทวนว่า เกิดอะไรขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท

ผลิตภัณฑ์ BALMUDA ล้วนถูกออกแบบอย่างประณีตสวยงาม และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ แต่เทราโอะยอมรับว่า เขาและลูกน้องไม่ได้ผลิตของที่มนุษย์ต้องการจริงๆ เขาเชื่อว่า หากผลิตของที่คนต้องการจริงๆ แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะไม่ดี ยอดขายก็คงไม่ตกฮวบฮาบเช่นนี้

แล้วอะไรคือสิ่งที่ผู้บริโภคยุคนี้ต้องการ

เทราโอะได้คำตอบนี้จากการไปร้านหนังสือ และหนังสือสอนทำอาหาร

วันหนึ่ง เทราโอะซื้อหนังสือวิธีทำอาหารของเชฟร้านอาหารชื่อดัง และลองทำสเต๊กแฮมเบอร์เกอร์ตามสูตรในหนังสือเล่มนั้น ลูกสาวของเขาดีใจมาก

เทราโอะถามตัวเองว่า ทำไมเขาต้องซื้อหนังสือเล่มนั้น ถ้าอยากทานสเต๊กอร่อยๆ ไปทานที่ร้านอาหารร้านนั้นก็ได้ ร้านก็ไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านเขาเลย แต่เขาพบว่า เขาตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนั้นเพราะตอนพลิกดูสูตรอาหาร เขาจินตนาการเห็นภาพตัวเองทำอาหารแล้วลูกๆ ดีใจ เขาอยากเห็นลูกชมว่า “ปะป๊าเก่งจังเลย” เขาเลยตัดสินใจจ่ายเงิน เพื่อแลกกับจินตนาการว่า ลูกๆ จะมีความสุข

นั่นคือคำตอบ

ในยุคที่ทุกบ้านมีเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้อย่างสะดวกสบาย ผู้คนในยุคนี้ไม่ได้ต้องการสิ่งของ แต่ไขว่คว้าหา ‘ประสบการณ์’

นั่นเปลี่ยนวิธีพัฒนาสินค้าทั้งหมดของ BALMUDA จากการมุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นการสร้างประสบการณ์

สินค้าขายดีตัวหนึ่งของ BALMUDA คือ BALMUDA The Toaster หรือเครื่องปิ้งขนมปัง

เทราโอะได้ไอเดียนี้ตอนบริษัทจัดทริปไปปิ้งบาร์บีคิวทานกันข้างนอก วันนั้น ฝนตกหนักมาก ชาว BALMUDA  จึงต้องปิ้งหมูปิ้งผักกันท่ามกลางสายฝน เผอิญมีพนักงานคนหนึ่งนำขนมปังแถวมา เลยมีคนเอาไปปิ้งบนเตาด้วย หวังว่าจะให้อุ่น แต่ปรากฏว่า ขนมปังปิ้งนั้นอร่อย ‘มากกกก’ ข้างนอกกรอบ ข้างในนุ่ม หอมและอุ่น จนชาว BALMUDA เริ่มคิดว่า เราสามารถ ‘เลียนแบบ’ ความอร่อยของขนมปังปิ้งแบบนี้ได้อีกหรือไม่

พวกเขาลองทดสอบสมมติฐานต่างๆ อะไรทำให้ขนมปังปิ้งวันนั้นอร่อย

เตา? ถ่านไม้? อุณหภูมิหรือความแรงของไฟ?

แต่ปิ้งเท่าไรก็ไม่เหมือน

สุดท้าย ทีม BALMUDA พบคำตอบว่า เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ ‘หยาดฝน’ นั่นเอง

เครื่องปิ้งขนมปัง BALMUDA จึงมีที่ใส่น้ำด้วย โดยผู้ใช้ต้องรินน้ำลงไปในเครื่องก่อนจะปิ้งขนมปังทุกครั้ง

หากเข้าไปดูในเว็บ BALMUDA เราจะแทบไม่ค่อยเห็นภาพเครื่องปิ้งขนมปังสักเท่าไร มีแต่ภาพขนมปังอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมปังฝรั่งเศส หรือขนมปังหน้าชีสเยิ้มๆ นั่นเป็นเพราะพวกเขากำลังออกแบบ ‘ประสบการณ์การทานขนมปังสุดแสนอร่อยนั่นเอง’

ทำอย่างไรให้คนได้ทานขนมปังที่อร่อยที่สุด

เครื่องปิ้งขนมปังทั่วไปมักมีปุ่มหมุนปรับเวลาว่า จะปิ้งกี่นาที หรืออย่างมาก ก็มีปุ่มปรับระดับความร้อน

แต่สำหรับเครื่องปิ้งขนมปัง BALMUDA มีปุ่มให้เลือกแบบนี้

โหมดปิ้งขนมปังปิ้งธรรมดา …ปิ้งแล้วขนมปังด้านนอกกรอบ แต่ด้านในยังนุ่มฟู

โหมดขนมปังปิ้งหน้าชีส …จะทำให้ชีสมีรอยเกรียมสีน้ำตาลน้อยๆ

โหมดครัวซองต์ …ปิ้งแล้วครัวซองต์จะไม่แห้งแข็ง แต่ยังคงกรอบเหมือนตอนเพิ่งอบใหม่ๆ จากเตา

และโหมดขนมปังฝรั่งเศส …จะไม่ทำให้ขนมปังแข็งเป็นท่อนไม้ แต่คงความนุ่มเล็กน้อยด้านใน พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของขนมปัง

หรือจะปรับอุณหภูมิเอง ก็มีปุ่มปรับระดับอุณหภูมิให้

นอกจากนี้ หากเป็นขนมปังแช่แข็ง ก็นำมาปิ้งในเครื่องปิ้งของ BALMUDA ได้อย่างอร่อยเช่นกัน เพียงแค่ปิ้งให้นานกว่าเดิมแค่ 1 นาทีเท่านั้น

ตอนสร้างเครื่องปิ้งขนมปัง พวกเราไม่ได้คิดว่าเรากำลังพัฒนาเครื่องปิ้ง แต่เรามุ่งมั่นที่จะสร้างรอยยิ้มตอนที่ได้ทานขนมปังที่อร่อยๆ ครับ” เทราโอะกล่าว

จากงานออกแบบกว่า 2,000 แบบ และการทดลองกว่า 1,000 ชั่วโมง จนได้เครื่องปิ้งที่สร้างประสบการณ์ความอร่อยได้สมบูรณ์แบบที่สุด

นั่นทำให้ในปีแรก BALMUDA จำหน่ายเครื่องปิ้งขนมปังรุ่นนี้ได้กว่า 100,000 เครื่อง ทั้งที่ราคาสูงถึงเกือบ 8 พันบาท สูงกว่าแบรนด์อื่นในตลาดเกือบ 8 เท่า

ลูกค้าไม่ได้อยากได้เครื่องปิ้งขนมปังราคา 8 พันบาท แต่อยากลองทานขนมปังปิ้งที่อร่อยที่สุดในโลก จึงตัดสินใจซื้อ BALMUDA ครับ” เทราโอะกล่าวทิ้งท้ายไว้

 

www.balmuda.com/jp/toaster
หมายเหตุ: เครื่องปิ้งขนมปังนี้ ใช้ไฟ 110 โวลต์ อาจใช้กับเมืองไทยไม่ได้ค่ะ
ภาพ: www.balmuda.com

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load