ในญี่ปุ่น มีร้านอาหารฝรั่งเศสแค่ ‘2 ร้าน’

ที่มีเชฟเป็นชาวญี่ปุ่นและได้ดาวมิชลิน 3 ดาว

หนึ่งในเชฟญี่ปุ่นที่ทำได้คือ เชฟฮิโรชิ นากามิชิ แห่งเมืองฮอกไกโด

 

เชฟฮิโรชิ นากานิชิ

mpdeluxe.mingpao.com

เท่านั้นยังไม่พอ

เชฟนากามิชิบริหารร้านอาหารทั้งหมด 5 ร้าน

4 ใน 5 ร้านของเขาได้ดาวมิชลิน

ร้าน Molière ได้ 3 ดาว

ส่วนอีก 3 ร้าน ได้ดาวมิชลินร้านละ 1 ดาว

รวม 6 ดาวพอดี

นากามิชิเกิดที่คานาซาว่า แต่ย้ายตามพ่อไปอยู่ที่ฮอกไกโด หลังเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหาร เขาเดินทางตามความฝันที่จะเป็นเชฟ ไปฝึกงานที่ร้านอาหารฝรั่งเศสที่ฝรั่งเศสกว่า 3 ปี

เขาอยากทำงานและเปิดร้านอาหารของตนเองที่ฝรั่งเศส นากามิชิไม่อยากกลับมาที่ฮอกไกโดอีก คนฮอกไกโดยังไม่ค่อยพิถีพิถันในการทานอาหารอย่างประณีตเหมือนคนฝรั่งเศสสักเท่าไร

และไม่ค่อยมีคนรู้จักอาหารฝรั่งเศสดีนัก

แต่โชคชะตาก็เล่นตลก พ่อของนากามิชิป่วย ทำให้เขาต้องกลับมาดูแลพ่อ

เมื่ออยู่ที่ฮอกไกโดสักพัก นากามิชิก็เริ่มเห็นภูมิลำเนาตนเองเปลี่ยนไป เขาเห็นเกษตรกรตั้งอกตั้งใจทำไร่ปลูกผัก ทั้งที่อากาศเหน็บหนาวเกือบตลอดปี

เกษตรกรคนหนึ่งบอกนากามิชิด้วยความภาคภูมิใจว่า ผืนดินแห่งนี้เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษของพวกเรา”

นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้นากานิชิหันกลับมามองข้อดีของฮอกไกโด เมืองนี้มีวัตถุดิบชั้นยอด หากคนฮอกไกโดยังไม่ค่อยรู้จักอาหารฝรั่งเศส เขาจะเป็นคนสร้างวัฒนธรรมการกินแบบใหม่นี้ขึ้นมาเอง

ในขณะที่เชฟคนอื่นชอบคิดค้นและใช้เทคนิค หรืออุปกรณ์ทำอาหารใหม่ๆ ที่ทันสมัย นากามิชิกลับตัดสินใจทำอาหารแบบพื้นฐานอาหารฝรั่งเศสอย่างแท้จริง คืออาหารที่ทานในบ้าน เพราะฉะนั้น อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีแค่กระทะ หม้อ ธรรมดาๆ แต่สิ่งที่นากามิชิให้ความสำคัญ คือการดึงรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบนั้นๆ ให้ออกมาดีที่สุด

อาหารฝรั่งเศส อาหารฝรั่งเศส

 

www.sapporo-moliere.com

ตอนอายุ 33 ปี เขาเปิดร้านอาหารฝรั่งเศสของตนเอง ชื่อ Molière ด้วยรสชาติที่อร่อย และแปลกใหม่ ร้าน Molière เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ

วันหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านของเมืองมัคคาริมุระติดต่อมาหานากามิชิ

คุณสนใจมาเปิดร้านอาหารที่นี่ไหมครับ เราอยากสร้างเมืองของเราให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทางหมู่บ้านจะร่วมลงทุนกับคุณด้วย

นากามิชิติดใจธรรมชาติของเมืองนี้มาก ที่ดินห้อมล้อมไปด้วยภูเขา ด้านหลังเป็นผืนป่า มีผักและสมุนไพรรสเลิศอุดมสมบูรณ์

ขณะที่แผนการกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ในการประชุมสภาหมู่บ้านครั้งหนึ่ง สมาชิกส่วนใหญ่รู้สึกกลัวว่า ในที่ชนบทแบบนี้จะมีคนยอมขับรถมาทานอาหารฝรั่งเศสหรือ สมาชิกบางส่วนจึงยังไม่เห็นด้วยกับการนำเงินของคนในหมู่บ้าน ไปลงทุนสร้างร้านอาหารแห่งนี้

บางคนถึงกับบอกผู้ใหญ่บ้านว่า ถ้าธุรกิจขาดทุน ผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดชอบ

เมื่อผู้ใหญ่บ้านเผลอเล่าเรื่องนี้ให้นากามิชิฟัง นากามิชิจึงตัดสินใจนำเงินที่จะเก็บไว้สร้างบ้านให้แม่ทั้งหมดมาลงทุนสร้างร้านอาหาร

เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาหมู่บ้านจึงยอมตกลงอนุมัติให้ก่อสร้างร้านได้

ความกล้าของนากามิชิคือ ตอนเขาวางแผนร้าน เขาวางแผน 3 ปี เพื่อจัดสรรเงินทุนบนสมมติฐานที่ว่า หากไม่มีลูกค้ามาที่ร้านนี้เลยตลอด 3 ปี ร้านจะยังอยู่ได้’

โชคดีที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนของนากามิชิ เนื่องจากร้านอาหารฝรั่งเศสเป็นของแปลกใหม่ในย่านนั้น นักข่าวจึงมาทำข่าวกันเยอะ ทำให้ผู้คนสนใจอยากมาลอง เมื่อลอง ก็ติดใจในรสชาติ และกลายมาเป็นลูกค้าประจำนั่นเอง

ด้วยเสน่ห์ของร้านอาหารของนากามิชิ เมืองเล็กๆ อย่างเมืองมัคคาริมุระที่มีประชากรแค่ 2,000 คน จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาปีละกว่า 8 แสนคน

สิ่งที่นากามิชิสัมผัสได้คือ เมื่อธุรกิจร้านอาหารไปได้ดี เกษตรกรก็มีกำลังใจ และมุ่งพัฒนาผักผลไม้ให้รสชาติดีขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้คนหนุ่มสาวก็เริ่มอยากหันกลับมาบ้านเกิดมากขึ้น เพราะเห็นกิจการของพ่อแม่ไปได้ดี

นั่นเป็นครั้งแรกที่นากามิชิได้เรียนรู้ว่า เพียงแค่อาหารอร่อยๆ ก็เปลี่ยนชะตาชีวิตของหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้เลย’

หลังจากนั้น นากามิชิก็สร้างโรงเรียนสอนทำอาหาร เพื่อให้คนหนุ่มสาวฮอกไกโดที่อยากเป็นเชฟ สามารถมาฝึกวิชาได้

โรงเรียนสอนทำอาหาร

crea.bunshun.jp

นอกจากนี้ เขายังเข้าไปช่วยเมืองบิเอะด้วยการคิดค้นขนมข้าวโพดสุดอร่อย ที่ชูความหวานนุ่มของข้าวโพดเมืองบิเอะได้เป็นอย่างดี

ขนมข้าวโพดเมืองบิเอะ

www.travel.co.jp

นากามิชิยังสร้างร้านอาหารที่ใช้ผักสดๆ อร่อยๆ ในเมืองมาเป็นเมนูอาหารทั้งหมด

ลูกค้าที่แวะมาทานที่ร้านและประทับใจ ก็ซื้อผักและผลไม้ที่ร้านสหกรณ์ด้านหน้ากลับไปด้วยได้เลย

ณ ที่แห่งนี้ อาหารอร่อยๆ ก็กำลังฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวอันสงบเงียบอย่างบิเอะให้กลับมาคึกคักได้อีกเช่นเดียวกัน

ฮอกไกโดมีวัตถุดิบที่ไม่สามารถหาได้จากเมืองอื่นๆ ในโลกนี้”

เพราะฉะนั้น ไม่ว่านากามิชิจะได้รับคำเชิญให้ไปเปิดร้านที่๋โตเกียวหรือเมืองใหญ่เมืองอื่นๆ เขาปฏิเสธทั้งหมด

ณ วันนี้ เขายังคงมุ่งมั่นดึงรสชาติวัตถุดิบเมืองฮอกไกโด ที่สามารถลิ้มรสได้เฉพาะที่ฮอกไกโด ให้ออกมาดีที่สุด

จากเชฟที่เคยเกลียดฮอกไกโด วันนี้เขากลับกลายเป็นคนที่รักฮอกไกโด และทุ่มเทเพื่อเมืองนี้อย่างเต็มที่ที่สุด

 

ส่งท้าย: ธุรกิจที่ยั่งยืน

ในคอลัมน์ Makoto Marketing นี้ สิ่งที่ดิฉันย้ำอยู่เสมอคือ ธุรกิจไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างกำไรให้บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่พลังของธุรกิจที่แท้จริง คือการทำให้คนรอบๆ ธุรกิจมีความสุขนั่นเอง

ในบทความนี้ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าธุรกิจของนากามิชิได้ช่วยสังคมเพียงใด

ในตอนแรก นากามิชิเริ่มจากแค่ทำให้ลูกค้ามีความสุขด้วยอาหารอร่อยๆ แต่หลังจากนั้น เขาเริ่มขยายไปทำให้คู่ค้า ในที่นี้คือ เกษตรกรมีความสุข เมื่อยอดขายผักสูงขึ้น เกษตรกรก็มีรายได้มากขึ้น และสามารถคิดค้นทำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาได้ ลูกค้าก็ยิ่งได้ทานของอร่อย

นอกจากนี้ เมื่อธุรกิจของนากามิชิมั่นคง เขาเริ่มขยับไปช่วยหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ ให้มีรายได้จากการท่องเที่ยว เกิดการจ้างงานใหม่ๆ ในชุมชนนั้น และมีงานรองรับสำหรับหนุ่มสาวที่อยากอยู่ที่บ้านเกิดตนเอง

ธุรกิจที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างกำไรเฉพาะกลุ่มหรือพวกของตน แต่เป็นธุรกิจที่สร้างประโยชน์ให้คนรอบๆ ได้แก่ คู่ค้า ลูกค้า พนักงาน และสังคม ได้อย่างต่อเนื่อง หากดีแค่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ทำดีกับลูกค้า แต่กดราคาซัพพลายเออร์ หรือผลิตของที่ทำลายสิ่งแวดล้อม วันหนึ่ง บริษัทนั้นคงถูกฟ้องร้อง หรือไม่ได้รับความช่วยเหลือจากซัพพลายเออร์อีก ธุรกิจก็จะอยู่ไม่ได้ในที่สุด

ธุรกิจที่ดีนั้น ไม่ได้ Maximize profit แต่ต้อง Maximize everyone’s happiness ค่ะ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load