ในญี่ปุ่น มีร้านอาหารฝรั่งเศสแค่ ‘2 ร้าน’

ที่มีเชฟเป็นชาวญี่ปุ่นและได้ดาวมิชลิน 3 ดาว

หนึ่งในเชฟญี่ปุ่นที่ทำได้คือ เชฟฮิโรชิ นากามิชิ แห่งเมืองฮอกไกโด

 

เชฟฮิโรชิ นากานิชิ

mpdeluxe.mingpao.com

เท่านั้นยังไม่พอ

เชฟนากามิชิบริหารร้านอาหารทั้งหมด 5 ร้าน

4 ใน 5 ร้านของเขาได้ดาวมิชลิน

ร้าน Molière ได้ 3 ดาว

ส่วนอีก 3 ร้าน ได้ดาวมิชลินร้านละ 1 ดาว

รวม 6 ดาวพอดี

นากามิชิเกิดที่คานาซาว่า แต่ย้ายตามพ่อไปอยู่ที่ฮอกไกโด หลังเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหาร เขาเดินทางตามความฝันที่จะเป็นเชฟ ไปฝึกงานที่ร้านอาหารฝรั่งเศสที่ฝรั่งเศสกว่า 3 ปี

เขาอยากทำงานและเปิดร้านอาหารของตนเองที่ฝรั่งเศส นากามิชิไม่อยากกลับมาที่ฮอกไกโดอีก คนฮอกไกโดยังไม่ค่อยพิถีพิถันในการทานอาหารอย่างประณีตเหมือนคนฝรั่งเศสสักเท่าไร

และไม่ค่อยมีคนรู้จักอาหารฝรั่งเศสดีนัก

แต่โชคชะตาก็เล่นตลก พ่อของนากามิชิป่วย ทำให้เขาต้องกลับมาดูแลพ่อ

เมื่ออยู่ที่ฮอกไกโดสักพัก นากามิชิก็เริ่มเห็นภูมิลำเนาตนเองเปลี่ยนไป เขาเห็นเกษตรกรตั้งอกตั้งใจทำไร่ปลูกผัก ทั้งที่อากาศเหน็บหนาวเกือบตลอดปี

เกษตรกรคนหนึ่งบอกนากามิชิด้วยความภาคภูมิใจว่า ผืนดินแห่งนี้เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษของพวกเรา”

นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้นากานิชิหันกลับมามองข้อดีของฮอกไกโด เมืองนี้มีวัตถุดิบชั้นยอด หากคนฮอกไกโดยังไม่ค่อยรู้จักอาหารฝรั่งเศส เขาจะเป็นคนสร้างวัฒนธรรมการกินแบบใหม่นี้ขึ้นมาเอง

ในขณะที่เชฟคนอื่นชอบคิดค้นและใช้เทคนิค หรืออุปกรณ์ทำอาหารใหม่ๆ ที่ทันสมัย นากามิชิกลับตัดสินใจทำอาหารแบบพื้นฐานอาหารฝรั่งเศสอย่างแท้จริง คืออาหารที่ทานในบ้าน เพราะฉะนั้น อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีแค่กระทะ หม้อ ธรรมดาๆ แต่สิ่งที่นากามิชิให้ความสำคัญ คือการดึงรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบนั้นๆ ให้ออกมาดีที่สุด

อาหารฝรั่งเศส อาหารฝรั่งเศส

 

www.sapporo-moliere.com

ตอนอายุ 33 ปี เขาเปิดร้านอาหารฝรั่งเศสของตนเอง ชื่อ Molière ด้วยรสชาติที่อร่อย และแปลกใหม่ ร้าน Molière เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ

วันหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านของเมืองมัคคาริมุระติดต่อมาหานากามิชิ

คุณสนใจมาเปิดร้านอาหารที่นี่ไหมครับ เราอยากสร้างเมืองของเราให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทางหมู่บ้านจะร่วมลงทุนกับคุณด้วย

นากามิชิติดใจธรรมชาติของเมืองนี้มาก ที่ดินห้อมล้อมไปด้วยภูเขา ด้านหลังเป็นผืนป่า มีผักและสมุนไพรรสเลิศอุดมสมบูรณ์

ขณะที่แผนการกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ในการประชุมสภาหมู่บ้านครั้งหนึ่ง สมาชิกส่วนใหญ่รู้สึกกลัวว่า ในที่ชนบทแบบนี้จะมีคนยอมขับรถมาทานอาหารฝรั่งเศสหรือ สมาชิกบางส่วนจึงยังไม่เห็นด้วยกับการนำเงินของคนในหมู่บ้าน ไปลงทุนสร้างร้านอาหารแห่งนี้

บางคนถึงกับบอกผู้ใหญ่บ้านว่า ถ้าธุรกิจขาดทุน ผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดชอบ

เมื่อผู้ใหญ่บ้านเผลอเล่าเรื่องนี้ให้นากามิชิฟัง นากามิชิจึงตัดสินใจนำเงินที่จะเก็บไว้สร้างบ้านให้แม่ทั้งหมดมาลงทุนสร้างร้านอาหาร

เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาหมู่บ้านจึงยอมตกลงอนุมัติให้ก่อสร้างร้านได้

ความกล้าของนากามิชิคือ ตอนเขาวางแผนร้าน เขาวางแผน 3 ปี เพื่อจัดสรรเงินทุนบนสมมติฐานที่ว่า หากไม่มีลูกค้ามาที่ร้านนี้เลยตลอด 3 ปี ร้านจะยังอยู่ได้’

โชคดีที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนของนากามิชิ เนื่องจากร้านอาหารฝรั่งเศสเป็นของแปลกใหม่ในย่านนั้น นักข่าวจึงมาทำข่าวกันเยอะ ทำให้ผู้คนสนใจอยากมาลอง เมื่อลอง ก็ติดใจในรสชาติ และกลายมาเป็นลูกค้าประจำนั่นเอง

ด้วยเสน่ห์ของร้านอาหารของนากามิชิ เมืองเล็กๆ อย่างเมืองมัคคาริมุระที่มีประชากรแค่ 2,000 คน จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาปีละกว่า 8 แสนคน

สิ่งที่นากามิชิสัมผัสได้คือ เมื่อธุรกิจร้านอาหารไปได้ดี เกษตรกรก็มีกำลังใจ และมุ่งพัฒนาผักผลไม้ให้รสชาติดีขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้คนหนุ่มสาวก็เริ่มอยากหันกลับมาบ้านเกิดมากขึ้น เพราะเห็นกิจการของพ่อแม่ไปได้ดี

นั่นเป็นครั้งแรกที่นากามิชิได้เรียนรู้ว่า เพียงแค่อาหารอร่อยๆ ก็เปลี่ยนชะตาชีวิตของหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้เลย’

หลังจากนั้น นากามิชิก็สร้างโรงเรียนสอนทำอาหาร เพื่อให้คนหนุ่มสาวฮอกไกโดที่อยากเป็นเชฟ สามารถมาฝึกวิชาได้

โรงเรียนสอนทำอาหาร

crea.bunshun.jp

นอกจากนี้ เขายังเข้าไปช่วยเมืองบิเอะด้วยการคิดค้นขนมข้าวโพดสุดอร่อย ที่ชูความหวานนุ่มของข้าวโพดเมืองบิเอะได้เป็นอย่างดี

ขนมข้าวโพดเมืองบิเอะ

www.travel.co.jp

นากามิชิยังสร้างร้านอาหารที่ใช้ผักสดๆ อร่อยๆ ในเมืองมาเป็นเมนูอาหารทั้งหมด

ลูกค้าที่แวะมาทานที่ร้านและประทับใจ ก็ซื้อผักและผลไม้ที่ร้านสหกรณ์ด้านหน้ากลับไปด้วยได้เลย

ณ ที่แห่งนี้ อาหารอร่อยๆ ก็กำลังฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวอันสงบเงียบอย่างบิเอะให้กลับมาคึกคักได้อีกเช่นเดียวกัน

ฮอกไกโดมีวัตถุดิบที่ไม่สามารถหาได้จากเมืองอื่นๆ ในโลกนี้”

เพราะฉะนั้น ไม่ว่านากามิชิจะได้รับคำเชิญให้ไปเปิดร้านที่๋โตเกียวหรือเมืองใหญ่เมืองอื่นๆ เขาปฏิเสธทั้งหมด

ณ วันนี้ เขายังคงมุ่งมั่นดึงรสชาติวัตถุดิบเมืองฮอกไกโด ที่สามารถลิ้มรสได้เฉพาะที่ฮอกไกโด ให้ออกมาดีที่สุด

จากเชฟที่เคยเกลียดฮอกไกโด วันนี้เขากลับกลายเป็นคนที่รักฮอกไกโด และทุ่มเทเพื่อเมืองนี้อย่างเต็มที่ที่สุด

 

ส่งท้าย: ธุรกิจที่ยั่งยืน

ในคอลัมน์ Makoto Marketing นี้ สิ่งที่ดิฉันย้ำอยู่เสมอคือ ธุรกิจไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างกำไรให้บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่พลังของธุรกิจที่แท้จริง คือการทำให้คนรอบๆ ธุรกิจมีความสุขนั่นเอง

ในบทความนี้ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าธุรกิจของนากามิชิได้ช่วยสังคมเพียงใด

ในตอนแรก นากามิชิเริ่มจากแค่ทำให้ลูกค้ามีความสุขด้วยอาหารอร่อยๆ แต่หลังจากนั้น เขาเริ่มขยายไปทำให้คู่ค้า ในที่นี้คือ เกษตรกรมีความสุข เมื่อยอดขายผักสูงขึ้น เกษตรกรก็มีรายได้มากขึ้น และสามารถคิดค้นทำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาได้ ลูกค้าก็ยิ่งได้ทานของอร่อย

นอกจากนี้ เมื่อธุรกิจของนากามิชิมั่นคง เขาเริ่มขยับไปช่วยหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ ให้มีรายได้จากการท่องเที่ยว เกิดการจ้างงานใหม่ๆ ในชุมชนนั้น และมีงานรองรับสำหรับหนุ่มสาวที่อยากอยู่ที่บ้านเกิดตนเอง

ธุรกิจที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างกำไรเฉพาะกลุ่มหรือพวกของตน แต่เป็นธุรกิจที่สร้างประโยชน์ให้คนรอบๆ ได้แก่ คู่ค้า ลูกค้า พนักงาน และสังคม ได้อย่างต่อเนื่อง หากดีแค่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ทำดีกับลูกค้า แต่กดราคาซัพพลายเออร์ หรือผลิตของที่ทำลายสิ่งแวดล้อม วันหนึ่ง บริษัทนั้นคงถูกฟ้องร้อง หรือไม่ได้รับความช่วยเหลือจากซัพพลายเออร์อีก ธุรกิจก็จะอยู่ไม่ได้ในที่สุด

ธุรกิจที่ดีนั้น ไม่ได้ Maximize profit แต่ต้อง Maximize everyone’s happiness ค่ะ

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

สมัยก่อน ดิฉันเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม Case Club ของหลักสูตร BBA จุฬาฯ เด็ก ๆ ในชมรมจะช่วยกันแก้โจทย์ธุรกิจต่าง ๆ เช่น ทำอย่างไรให้บริษัท A ยอดขายสูงขึ้นอีกร้อยละ 20 

เด็ก ๆ ในชมรมได้รับการเชื้อเชิญจากมหาวิทยาลัยทั่วโลกให้ไปแข่ง Business Plan Competition 

จำได้ว่ามีปีหนึ่ง เราได้รับเชิญไปแข่งที่เนเธอร์แลนด์ ไม่มีใครรู้ว่าผู้จัดจะออกโจทย์เกี่ยวกับอะไร ปรากฏว่าโจทย์ที่ออกคือ การหาวิธีลดและจัดการปริมาณขยะให้กับเมือง เด็ก ๆ ทุกคนเหวอ เพราะที่ผ่านมาเราฝึกเรื่องการเพิ่มยอดขาย ทำกำไรกันมาตลอด 

ดิฉันบอกทุกคนว่า แม้ครั้งนี้โจทย์เป็นการแก้ปัญหาสังคม แต่วิธีคิดเหมือนกัน ปัญหาคืออะไร ทางแก้คืออะไร ทำอย่างไรให้คนสนใจสิ่งที่เราทำ 

เรื่องราวของเมืองต่อไปนี้ก็เช่นกัน… เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขา แต่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยการตั้งเป้า Zero Waste และมุ่งมั่นลดขยะในเมืองมากว่า 30 ปี 

เมื่อเมืองจำเป็นต้องจัดการเรื่องขยะ

ก่อนหน้านี้สัก 20 ปี คงไม่ค่อยมีคนญี่ปุ่นคนไหนรู้จักเมืองคามิคัตสึ จังหวัดโทคุชิมะ สักเท่าไร เมืองเล็ก ๆ กลางหุบเขาเขียวขจี มีประชากรแค่ 1,500 คนเท่านั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
หมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขา
ภาพ : www.env.go.jp

ในอดีต ชาวเมืองคามิคัตสึจัดการขยะโดยการเผากลางแจ้ง แต่เมื่อปริมาณขยะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางเมืองจึงเริ่มวางแผนรีไซเคิลขยะในปี 1994 และจัดการติดตั้งเตาเผาขยะในปี 1998 

ทว่าหลังจากติดตั้งเตาเผาขยะได้ไม่นาน ทางเมืองก็พบว่าเตาแบบที่ใช้อยู่ก่อให้เกิดมลพิษจากสารไดออกซิน ทำให้ต้องหยุดการใช้เตาเผา และทางเมืองก็ไม่มีงบพอจะซื้อเตาเผาแบบใหม่แล้ว ทั้งเทศบาลเมืองและชาวเมืองจึง ‘จำเป็น’ ต้องช่วยกันแยกขยะเพื่อนำขยะไปรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด และกำจัดโดยการเผาให้ได้น้อยที่สุด 

พวกเขาค่อย ๆ เริ่มแยกประเภทขยะ จาก 9 ประเภทในปี 1997 เป็น 22 ประเภท แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 35 ประเภท และ 45 ประเภทในปัจจุบันในที่สุด

ชาวเมืองต้องช่วยกันแยกขยะทุกชิ้น เช่น ฝาขวดที่เป็นโลหะ ขวดแก้ว ต้องแยกออกจากกันหมด พลาสติกที่ห่ออาหาร ก็ต้องล้างและตากก่อนนำไปที่ที่ทิ้งขยะ หากบ้านไหนจะทิ้งของชิ้นใหญ่ เช่น โซฟาหรือยางรถยนต์ ก็ต้องมีคนในหมู่บ้านมาช่วยกันแยกชิ้นส่วน เช่น ผ้าคลุมโซฟา สปริงในโซฟา ฟองน้ำ ขาไม้ ทุกอย่างต้องถูกแยกส่วนทั้งหมด 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.env.go.jp

ชาวเมืองยอมรับการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ได้อย่างไร และทางเมืองทำอย่างไรให้ชาวเมืองยอมจัดการเรื่องขยะกันนะ 

การประกาศเป้าหมายและสร้างหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

เมืองคามิคัตสึค่อย ๆ เริ่มแยกและรีไซเคิลขยะมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 1990 ในปี 2003 ทางเมืองประกาศ Zero Waste ไว้ว่า พวกเขาจะ 

1. พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก

2. ดำเนินการรีไซเคิลขยะหรือนำไปใช้ต่อ และพยายามลดการเผาหรือฝังขยะให้ได้มากที่สุดภายในปี 2020 

3. สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน 

ในปี 2005 ทางเมืองสร้างองค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) ชื่อ Zero Waste Academy เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างเมืองกับชาวเมือง โดยองค์กรนี้จะช่วยจัดการขยะ ดำเนินการอบรมและสื่อสารเรื่องการจัดการขยะกับชาวเมืองอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ทางเมืองยังสร้างระบบสะสมแต้ม นำแต้มที่ได้จากการแยกขยะอย่างถูกต้องนี้ไปแลกเป็นกระดาษทิชชู หมวก เสื้อผ้า กระติกน้ำ ฯลฯ 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.recruit.co.jp

นอกจากนี้ ทางเมืองและ NPO ยังช่วยกันคิดสร้างระบบที่ทำให้ชาวเมือง ‘สนุก’ กับแยกขยะและจัดการขยะได้มากที่สุด
แนวคิดหลักในการสร้างระบบ คือ ทำอย่างไรให้ชาวเมืองลำบากน้อยที่สุด โดยพยายามอำนวยความสะดวกให้ชาวเมืองที่สุดดังนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 1 – สร้างสถานที่ทิ้งขยะที่ผู้คนอยากมา

หากกล่าวถึงสถานที่ทิ้งขยะ หลายท่านอาจนึกภาพสถานที่มืด ๆ ส่งกลิ่นเหม็น มีแมลงบินบ้าง เดินบ้าง แน่นอนว่าคงไม่มีชาวเมืองคนไหนอยากมาทิ้งขยะในที่แบบนี้บ่อย ๆ แน่ 

ทางเมืองจึงสร้างศูนย์แยกขยะที่ผู้คนอยากมา โดยที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ทิ้งขยะเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ให้ผู้คนมาพบปะ พูดคุยกัน มีโต๊ะและเก้าอี้เล็ก ๆ วางอยู่ 

ตัวสถานที่ทิ้งเป็นอาคารโปร่ง มีถังหรือตะกร้าขนาดใหญ่ของขยะแต่ละประเภทเขียนไว้ชัดเจน พื้นมีผู้ดูแลให้สะอาดเรียบร้อย ขยะทุกชิ้นที่ชาวเมืองนำมาที่นี่เป็นขยะแห้ง จึงไม่มีปัญหาส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่น ส่วนขยะเปียก ทางเมืองติดตั้งเครื่องจัดการขยะเปียก และรณรงค์ให้ชาวเมืองนำเศษอาหารต่าง ๆ ไปทำเป็นปุ๋ยแทน 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : https://zwtk.jp/

นอกจากนี้ยังมีร้าน คุรุคุรุ ซึ่งชาวเมืองคนใดก็ได้สามารถนำข้าวของที่ไม่ใช้แล้วมาวางที่นี่ ใครต้องการมาหยิบ ก็หยิบกลับไปได้ ในร้านมีทั้งเสื้อผ้า จาน ชาม อุปกรณ์ ข้าวของกระจุกกระจิกต่าง ๆ ชาวเมืองที่เดินมาทิ้งขยะ ก็อาจแวะร้านคุรุคุรุสักนิดก่อนกลับบ้านก็ได้ ใครมาดูงานเรื่องการแยกขยะที่เมืองนี้ ก็หยิบข้าวของในนี้ติดไม้ติดมือไปเป็นที่ระลึกได้เช่นกัน

ร้านคุรุคุรุนี้สร้างการ Reuse สิ่งของได้ปีละประมาณ 15 ตันเลยทีเดียว 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
คุรุคุรุ แปลว่า หมุนวนไป เดิมเป็นร้านเล็ก ๆ แต่มีการรีโนเวต ทำให้ร้านดูโปร่งและสวยขึ้น เหมือนเป็นร้านค้าขายของจริง ๆ
ภาพ : sotokoto-online.jp

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 2 – ตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนในเมืองแยกขยะได้อย่างละเอียดจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน คือการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ 

โดยปกติแล้ว คนญี่ปุ่นจะแยกขยะเป็นประเภทต่าง ๆ คร่าว ๆ แล้วใส่รวมในถุงขยะขนาดใหญ่ แต่ชาวเมืองคามิคัตสึจะหยิบขยะจากตะกร้าทีละชิ้น ๆ ใส่ลงไปในตะกร้าหรือถังขนาดใหญ่ตามประเภทของขยะนั้น ๆ 

ทีนี้ บางครั้งชาวเมืองอาจไม่แน่ใจว่าขยะแบบไหนต้องแยกอย่างไร เช่น สติกเกอร์ที่ติดบนเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องลอกออกไหมหรือไปทิ้งแบบไหน เจ้าหน้าที่ก็จะเป็นคนช่วยแนะนำ เพื่อให้ชาวเมืองเข้าใจ รู้สึกอุ่นใจ และได้เรียนรู้การแยกขยะที่ถูกต้องยิ่งขึ้น

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ทิ้งขยะแบบไหนไม่ถูก ก็ปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้เสมอ 
ภาพ : www.ana.co.jp

หากไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ชาวเมืองอาจรู้สึกว่าการแยกขยะยุ่งยาก ไม่รู้จะแยกแต่ละประเภทอย่างไร สุดท้ายก็อาจใส่ขยะผิดประเภทจนนำไปรีไซเคิลต่อไม่ได้ 

การมีเจ้าหน้าที่สักคนคอยประจำและดูแลอยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จในการแยกขยะได้ขนาดนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 3 – การสื่อสาร

ทางเมืองเข้าใจดีว่าการแยกขยะนั้นยุ่งยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวเมืองมากขนาดไหน เพียงแค่กล่องนมธรรมดา ๆ ก็ไม่สามารถโยนลงถังขยะได้ แต่ต้องตัดออกมาเป็นแผ่น ล้างน้ำให้สะอาด ตากให้แห้ง แล้วถึงค่อยนำไปทิ้งที่ศูนย์แยกขยะ 

เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้การแยกขยะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวเมือง ทางเมืองคามิคัตสึจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารและให้ความรู้เรื่องการแยกขยะ 

ช่องทางสื่อสารมีตั้งแต่การตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลศูนย์แยกขยะ การจัดทำเว็บไซต์ที่สอนและค้นหาประเภทขยะได้ การร่วมกับโรงเรียนประถม จัดทริปพาเด็ก ๆ มาดูงานที่ศูนย์แยกขยะด้วย

วิธีการสื่อสารก็ใส่ใจในรายละเอียดถึงที่สุด มีการใช้ภาพประกอบให้คนเข้าใจง่าย ส่วนที่ศูนย์แยกขยะนั้นใช้ภาพขนาดใหญ่ ติดไว้ที่แต่ละตะกร้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ชาวเมืองหรือแม้แต่เด็กเล็กไม่ต้องเสียเวลาอ่านตัวอักษร แค่เห็นภาพก็เข้าใจและแยกขยะได้เลย 

นอกจากนี้ ป้ายอีกชนิดที่ติดตรงหน้าตะกร้าแต่ละใบ คือ ป้ายบอกว่าขยะแต่ละชนิดจะถูกนำไปรีไซเคิลที่ไหน กลายเป็นอะไร และมีค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลเท่าไร 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ตัวอย่างป้ายราคา
ภาพ : www.sustainablebrands.jp

ยกตัวอย่าง 2 ป้ายนี้ แม้จะเป็นขยะพลาสติกเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่ายในการกำจัดพลาสติกประเภทซ้ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 53.8 เยน ส่วนพลาสติกแบบขวามีค่าใช้จ่ายเพียงกิโลกรัมละ 0.51 เยน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวเมืองค่อย ๆ เรียนรู้และเห็นคุณค่าของขยะแต่ละชิ้นมากขึ้น ส่งผลให้ชาวเมืองยิ่งร่วมมือร่วมใจกัน และปัจจุบัน ขยะกว่าร้อยละ 80 ของเมืองคามิคัตสึนำไปรีไซเคิลได้ 

เมื่อชาวเมืองหรือภายในแข็งแกร่ง ทางเมืองก็เริ่มสื่อสารกับคนภายนอก 

ในปี 2020 เมืองคามิคัตสึเปิดโรงแรมชื่อโรงแรม WHY เป็นโรงแรมที่ชวนคนมาตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงซื้อสิ่งนี้ ทำไมเราถึงทิ้งสิ่งนั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
โรงแรมอยู่ติดกับสถานที่แยกขยะ มองจากด้านบนจะเป็นรูปเครื่องหมาย Question Mark พอดี
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ

เศษไม้ เครื่องประดับต่าง ๆ ในโรงแรม ได้รับการบริจาคมาจากชาวเมืองทั้งนั้น บางบ้านให้บานประตู บางบ้านให้แท่งไม้ที่นำมาทำใหม่เป็นกรอบหน้าต่าง 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ห้องพักมุม Mountain View 
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ของประดับหลายชิ้นมาจากบ้านเรือนของชาวบ้านในเมือง
ภาพ : sotokoto-online.jp

แขกที่มาพักสามารถสัมผัสประสบการณ์การแยกขยะ และเห็นความตั้งใจลดขยะของชาวเมืองยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่ตอนเช็กอิน
ที่นี่ แขกต้องนำแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และเครื่องอาบน้ำมาเอง หากไม่มีก็ซื้อที่ล็อบบี้ได้ ส่วนสบู่ หากไม่ได้เอามา ทางพนักงานจะให้แขก ‘หั่นสบู่’ โดยกะปริมาณที่ตนเองใช้แต่พอดี 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีที่หั่นสบู่พร้อม ทำให้เราฉุกคิดเหมือนกันว่า วันหนึ่งเราใช้สบู่ปริมาณเท่าไรกันนะ
ภาพ : www.awanavi.jp

 ส่วนอาหารเช้า จะมีพนักงานนำมาเสิร์ฟเป็นขนมปังเบเกิลใส่มาในกล่องเบนโตะ เพื่อลดปริมาณการใช้ขยะอีกเช่นกัน 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
หน้าตาอาหารเช้า
ภาพ : kamipara.jp
ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีคำอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ ในเบเกิลนี้ 
ภาพ : kamipara.jp

แขกที่มาพักคงกลับไปพร้อมความเข้าใจวงจรขยะมากขึ้น เข้าใจวิธีการแยกขยะได้ดีขึ้น และเห็นความสำคัญของการรีไซเคิล โรงแรมนี้ทำให้ปณิธาน 2 ใน 3 ข้อของเมือง กล่าวคือ พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก และ สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน เป็นจริงยิ่งขึ้นนั่นเอง

ถอดบทเรียนความสำเร็จ

โจทย์ของเมืองคามิคัตสึ คือการเปลี่ยนพฤติกรรมชาวเมืองให้ยอมรับการแยกขยะที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ดิฉันคิดว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เราปรับแนวคิดนี้กับโจทย์ธุรกิจได้หลายอย่าง เช่น ทำอย่างไรให้พนักงานหันมาทำ CSR ทำอย่างไรให้ลูกค้าร้านกาแฟยอมซื้อหลอดพลาสติก ทำอย่างไรให้ลูกค้าที่ซื้อครีมทาหน้าของเราไปตั้งใจนวดหน้าอย่างถูกวิธี 

หากให้สรุปสิ่งที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จนั้น ดิฉันคิดว่ามีดังต่อไปนี้

1. ตั้งเป้าหมายที่ดีและไม่ใช่แค่เพื่อตนเอง 

เป้าหมายของเมืองนั้นมีทั้งตัวเลขและคุณค่าทางจิตใจ เป้าหมายทางตัวเลข เช่น ปริมาณขยะที่รีไซเคิลได้ เป็นตัวเลขที่เห็นชัด เข้าใจง่าย แต่ลูกค้า (ชาวเมือง) อาจยิ่งกระตือรือร้นอีกหากมีเป้าหมายที่ให้คุณค่าทางจิตใจ เช่น พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก 

2. การแต่งตั้งตำแหน่งและผู้รับผิดชอบ กับงานที่คนอาจเกี่ยงกันไม่อยากทำ

หากเกณฑ์แรงของชาวเมืองมาช่วยกัน ชาวเมืองคงต้องวุ่นวายจัดตั้งเวรกันดูแล ส่งคนไปอบรมเรื่องการแยกขยะ คุณภาพการดูแลอาจไม่สม่ำเสมอ และเริ่มเกิดปัญหาบางคนไม่อยากทำ ส่วนทางเทศบาลเมือง หากต้องเจรจากับชาวเมืองเอง อาจใช้เวลานาน หรือบอกอะไรก็ลำบากใจกัน เพราะรู้จักกันดีอยู่ ทางเมืองจึงต้องสร้าง NPO และจัดตั้งตำแหน่งผู้รับผิดชอบที่จะประจำที่ศูนย์แยกขยะไว้ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คน 

ในบางกรณี คนกลางนี้จะเป็นคนช่วยประสานและผลักดันให้งานต่าง ๆ ดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

3. ทำให้สิ่งที่ยากเป็นเรื่องง่าย 

การเปลี่ยนแปลงในชีวิตล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายและยากที่จะทำ ทางเมืองจึงมุ่งทำให้การแยกขยะเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องสนุกที่สุด เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ กลไกที่ทางเมืองใช้มีตั้งแต่การสะสมแต้ม ป้ายที่เข้าใจง่าย การเล่าว่าขยะแต่ละชิ้นจะกลายเป็นอะไร มีต้นทุนเท่าไร การใช้ภาพประกอบ 

ทางเมืองไม่ผลักภาระการเรียนรู้หรือการแยกขยะไปที่ชาวเมือง ไม่มีการเพ่งเล็งหรือทำโทษว่าใครทำผิด แต่มองตนเองเป็น Facilitator เพื่อช่วยให้ชาวเมืองทุกคนไปถึงเป้าหมาย Zero Waste ด้วยกันมากกว่า

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load