เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันพานิสิต MBA จุฬาฯ ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น

ธีมปีนี้คือ ‘การทำธุรกิจที่ยั่งยืน’

เผอิญวันที่ดิฉันเดินทางมาถึงญี่ปุ่นนั้นเป็นวันที่ คิริน คิกิ นักแสดงอาวุโสชื่อดังของญี่ปุ่นเสียชีวิตพอดี

บริษัทญี่ปุ่น

ภาพ: jin115.com

คิกิแสดงหนังและละครหลายเรื่อง เช่น Like Father, Like Son หรือ Our Little Sister หรือเรื่อง Shoplifters ส่วนใหญ่บทที่เธอเล่นหนีไม่พ้นบท ‘คุณยาย’

คิกิเริ่มรับบทคุณยายตอนเธออายุเพียง 29 ปี ในช่วงนั้นคิกิเล่นบทเป็นคุณยายเอะอะมะเทิ่ง และกลายเป็นบทที่ทำให้บรรยากาศในหนังดูสนุกสนานและอบอุ่น หลังจากนั้น คนดูก็ชินกับตัวละครคุณยายคิกิไปแล้ว

ในเมืองไทย บทคุณยายหรือแม่นางเอกมักตกเป็นของดาราที่เคยเล่นเป็นนางเอกสมัยสาวๆ มาก่อน  

แต่จะมีนักแสดงสักกี่คนที่ได้รับบทคุณยายตั้งแต่ยังสาว แล้วก็ยังได้รับบทคุณยายนี้มาอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 50 ปีของชีวิตนักแสดง

ที่สำคัญ เธอเป็นนักแสดงที่ผู้ชมรักและกล่าวถึงอย่างชื่นชม

เรื่องราวของคิริน คิกิ เกี่ยวข้องอะไรกับการดูงานในครั้งนี้และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน?

ทั้งสามบริษัทที่ดิฉันและนิสิต MBA ไปดูงานนั้นเป็นบริษัทที่รับบท ‘คุณยาย’ หมดเลย

กล่าวคือ ทุกบริษัทที่อยู่ยืนยาว ต่างมุ่งมั่นทำ ‘บท’ ของตนเองอย่างเต็มที่ ให้ดีที่สุดในแบบตัวเอง

ร้านชา Fukujuen ร้านชาชื่อดังในเมืองเกียวโต ก่อตั้ง ค.ศ. 1790 ขายชามา 228 ปีแล้ว

บริษัทญี่ปุ่น

ภาพ: www.google.co.jp

ร้านชา Fukujuen เริ่มจากการค้าส่งใบชา จากนั้นเขยิบมาเปิดร้านขายชาให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ในปัจจุบัน Fukujuen ส่งใบชาส่วนหนึ่งให้บริษัท Suntory ไปแปรรูปเป็นชาบรรจุขวดพลาสติก เพื่อให้วัฒนธรรมการดื่มชาสามารถแทรกซึมเข้าไปในชีวิตผู้คนได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน กำไรที่ได้จากการขายชาใส่ขวด บริษัทก็นำไปลงทุนสร้างร้าน Flagship Store ขึ้น เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมการดื่มชาให้กับผู้คน

ในร้านนี้ ลูกค้าสามารถมาลองบดผงชาเขียว มาเรียนรู้วิธีชงชาชนิดต่างๆ ให้อร่อยที่สุด มาชิมอาหารฝรั่งเศสที่มีส่วนผสมจากชาเขียวอย่างลงตัว และได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของชา

ท่านประธานเล่าให้พวกเราฟังว่า

“อย่าไปคิดเรื่องการทำกำไรให้ได้มาก ๆ สิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักเสมอ คือการสร้างคุณค่าเพื่อผู้อื่น อย่างในกรณีของผม พวกเราบริษัท Fukujuen คิดเสมอว่า จะทำอย่างไรให้วัฒนธรรมการดื่มชา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอันงดงามของญี่ปุ่นมาตั้งแต่ 1 พันปีก่อนนี้ ยังคงอยู่ต่อไป”

นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ท่านประธานไม่ได้ขยายไปทำธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากชามากนัก เพราะท่านยังคงเห็นว่า บริษัทของท่าน เกิดขึ้นเพื่อรักษาวัฒนธรรมโบราณอายุนับพันปีนี้นั่นเอง

ส่วน ร้าน Eirakuya ร้านที่จำหน่ายผ้าฝ้ายอเนกประสงค์ (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Tenugui) ก็ขายผ้าเช่นนี้มาตั้งแต่ ค.ศ.​ 1615 (เกิน 400 ปี!)

บริษัทญี่ปุ่น

ภาพ: www.eirakuya.jp

ขายแต่ผ้าอย่างเดียว…

ปัจจุบัน เมื่อคนญี่ปุ่นซื้อผ้าขนหนูถูกๆ ที่ทำในจีน ร้าน Eirakuya ก็ตัดสินใจใช้เส้นด้ายอย่างดีในการทอผ้า ปรับลวดลายต่างๆ ที่ยังสะท้อนความเป็นญี่ปุ่น แต่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เช่น สาวกิโมโนตีกอล์ฟ สาวกิโมโนเล่นสกี หรือสกรีนผ้าด้วยสีสันที่สดใสมากขึ้น

บริษัทญี่ปุ่น

ภาพ: books.rakuten.co.jp

ด้วยความน่ารักชวนอมยิ้มเช่นนี้ ลูกค้าไม่ได้ซื้อผ้า Eirakuya เพื่อใช้เองอย่างเดียวเหมือนในอดีตแล้ว แต่ยังซื้อเป็นของฝากฝากคนอื่นด้วย ทางร้านเองก็คิดหาวิธีแปลงผ้าเหล่านี้ให้กลายเป็นหมวกบ้าง ผ้าพันคอบ้าง เพื่อให้คนใช้ผ้าผืนนี้ได้อย่างอเนกประสงค์จริง ๆ

บริษัทญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่น

ภาพ: www.eirakuya.jp

เพื่อให้คนรุ่นใหม่ยังเห็นความสำคัญของผ้า Tenugui ท่านประธานปัจจุบัน (ทายาทรุ่นที่ 14) สกรีนลวดลายบนผ้า Tenugui ผืนยาวนับสิบเมตร แล้วนำผ้านั้นมาจัดแสดง เช่น นิทรรศการใบไม้เปลี่ยนสี ก็มีผ้า Tenugui เป็นลายใบเมเปิลค่อย ๆ เปลี่ยนสี

บริษัทญี่ปุ่น

ภาพ: eirakuya.shop-pro.jp

วิธีการค่อยๆ สกรีนผ้าทีละส่วนๆ เช่นนี้ทำให้ลวดลายบนผ้าเสมือนจริงกว่าการพิมพ์ลายบนผ้า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาชมงานนิทรรศการนี้ล้วนตื่นตากับความงดงามของผ้า Tenugui ผ้าที่ผลิตขึ้นแบบภูมิปัญญาญี่ปุ่น

เทศกาลตุ๊กตาดารุมะผ่านผ้า Tenugui

บริษัทญี่ปุ่น

ภาพ: eirakuya.shop-pro.jp

ส่วนบริษัทที่ 3 ก็น่าสนใจมาก บริษัท Hardlock Industry Co.,Ltd. ผู้ผลิตน็อตสำหรับรถไฟชินคันเซ็น เครื่องบิน สะพาน ตลอดจนแท่นขุดเจาะน้ำมัน

ที่น่าสนใจ เพราะตลอด 43 ปีที่ทำธุรกิจมา บริษัทนี้ขายแต่ ‘น็อต’ เพียงอย่างเดียว

สโลแกนของบริษัทนี้คือ น็อตที่ไม่มีทางหลวม

ด้วยดีไซน์แบบพิเศษ ไม่ว่าเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างไร น็อตที่ยึดวัตถุไว้จะไม่มีทางหลุด

บริษัทญี่ปุ่น

ภาพ: www.funaisoken.co.jp

ท่านประธานบอกว่า มีลูกค้าหรือเพื่อนๆ ท่านเคยชวนให้ท่านทำอะไหล่แบบอื่นด้วย แต่ท่านยืนยันว่าอยากจะทำน็อตที่มีอยู่นี้ให้ดีที่สุด

แม้จะทำน็อตอย่างเดียว แต่บริษัท Hardlock Industry ก็มียอดขายปีละกว่า 2 พันล้านเยนเลยทีเดียว (ประมาณ 700 ล้านบาท)

ประธานบริษัทรถไฟ JR ถึงกับเคยบอกว่า “หากไม่มีบริษัท Hardlock เราอาจไม่มีรถชินคันเซ็นที่วิ่งได้เร็วและปลอดภัยอย่างทุกวันนี้”​

บางครั้ง เวลาเราเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ โดดเด่น เราก็นึกอยากเป็นแบบคนนั้นคนนี้บ้าง

แต่ทุกคน ทุกบริษัท ในบทความนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าทุกคนล้วนแตกต่าง และสามารถจะโดดเด่นในแบบของตัวเอง ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างประโยชน์และทำให้ผู้คนมีความสุขได้ในแบบของตนเองได้

คุณยายคิกิทำให้ผู้คนหัวเราะและยิ้มไปกับบทคุณยายของเธอในหนังทุกๆ เรื่อง

ร้านชา Fukujuen ก็มุ่งมั่นสืบทอดวัฒนธรรมการดื่มชาให้อยู่คู่กับสังคมญี่ปุ่นต่อไป

ร้าน Eirakuya สนุกกับการออกแบบลายใหม่ๆ เพื่อให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจกับผ้า Tenugui และหลงรักผ้าผืนนั้นๆ

บริษัท Hardlock Industry มุ่งทำน็อตที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด เพื่อบริษัทอื่นๆ และที่ผ่านมายังไม่เคยมีลูกค้าบริษัทไหนเคลมเรื่องสินค้าเสียหายหรือทำให้เกิดอุบัติเหตุเลย

ทำอะไรทำให้ถึงที่สุด เพราะคู่แข่งที่ดีที่สุดของเราคือตัวเราเอง

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.29 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load