ในห้องเรียนวิชาการตลาด ดิฉันประเดิมคาบเรียนแรกด้วยคำถามว่า “คนที่ทำธุรกิจ…เขาทำเพื่ออะไร

นิสิตคนแรกยกมือตอบว่า “เพื่อขายสินค้าหรือบริการที่เขาคิดว่าจะขายได้

เด็กอีกคนบอกว่า “ถ้าขายได้ ก็มีกำไรครับ

นิสิตอีกหลายคนพยักหน้าหงึกหงักเห็นคล้อยด้วย

ดิฉันจึงถามต่อว่า “ได้กำไรแล้วยังไงต่อ

ทุกคนนิ่งไป…เด็กๆ อาจกำลังจินตนาการภาพประธานบริษัทสวมแว่นกันแดดแบรนด์ดัง กำลังใช้เงินที่หามาอย่างคุ้มค่าด้วยการนอนผึ่งพุงอยู่บนเรือยอชท์สุดหรูกันเสียกระมัง

ทำธุรกิจเพื่อสร้างกำไร เมื่อได้กำไรมากๆ แล้วทำอะไรต่อ? เอาไปลงทุนเพิ่มทรัพย์สินให้มากขึ้น? ได้รายได้และกำไรมากขึ้น? แล้วยังไงต่อ?

จนใกล้จะหมดคาบเรียน ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าทำธุรกิจไปเพื่ออะไร หากมิใช่เพื่อแสวงหากำไร

ดิฉันจึงเริ่มเล่าเรื่องราวของชายญี่ปุ่น 3 คนที่ทำธุรกิจด้วย…หัวใจ

ร้านขนมปังที่หยุดความสำเร็จด้านเงินทอง

ทาเคอุจิ ฮิซาโนริ (竹内久典) เป็นผู้ชายตัวเล็ก สมัยเรียนเขาเรียนก็ไม่เก่ง เล่นกีฬาก็ไม่ได้ เขารู้สึกแย่กับตัวเองจนไม่ยอมไปเรียนที่โรงเรียนเลย เอาแต่กักตัวเองอยู่ในบ้าน วันๆ นั่งดูแต่โทรทัศน์

หนึ่งในรายการที่ทาเคอุจิโปรดปรานที่สุด คือรายการสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตของประธานบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ทาเคอุจิบอกตัวเองว่า “โตขึ้น เราจะต้องรวยให้ได้

เมื่อเขาเริ่มเรียนทำขนมปังและฝึกงานที่ร้าน ทาเคอุจิเป็นพนักงานที่ขยันที่สุด หัดอบขนมและทดลองสูตรต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เขาตัดสินใจทำร้านของตัวเองตอนอายุ 28 ปี ร้านของเขากลายเป็นร้านที่ลูกค้าโหวตให้เป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่น แต่ละวันมีลูกค้ามาเข้าคิวรอตั้งแต่ตี 4 ตี 5 และมีลูกค้ามาที่ร้านเฉลี่ยวันละ 1,000 รายเลยทีเดียว

ในตอนนั้น ทาเคอุจิคิดว่า “เราทำสำเร็จแล้ว! เราได้รับการยอมรับแล้ว!” เขาใช้ชีวิตตามฝันเหมือนในโทรทัศน์ที่เคยดู เขาเริ่มซื้อรถหรูมาขับ พาครอบครัวย้ายไปอยู่แมนชั่นหรูใจกลางเมือง จนเมื่อร้านเข้าปีที่ 13 ทาเคอุจิสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าของชีวิตเขา เขารู้สึกว่าอบขนมปังเท่าไรๆ ก็ไม่พอขายสักที สีหน้าเขาบึ้งตึงตลอดเวลา ลูกน้องหรือลูกค้าเองไม่มีใครกล้าคุยกับทาเคอุจิสักคน ความกระตือรือร้นอยากอบขนมปังหรือคิดเมนูใหม่หายไปไหนหมด ทาเคอุจิเดินมาถึงวันที่เขารู้สึกว่า เขาไม่อยากจับแป้งขึ้นมานวดหรือไม่อยากได้กลิ่นขนมปังหอมๆ เลย

ในที่สุด ทาเคอุจิตัดสินใจปิดกิจการที่กำลังไปได้สวย เขาพักไป 3 ปีและกลับมาเปิดร้านขนมปังที่ชานเมืองในเมืองโกเบแทน เขาพบแล้วว่า สุดท้ายเขามีความสุขที่สุดในการทำขนมปัง หาใช่การได้ขับรถหรูหรือพักที่พักดีๆ ไม่

“ขนมปังคือชีวิตของผม” ทาเคอุจิกล่าว

ทุกอาทิตย์เขาสนุกกับการได้ลองทำขนมปังแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาลองผสมน้ำลงไปในแป้งขนมปังมากเสียจนแป้งเกือบไม่เกาะตัวกัน กลายเป็นก้อนแป้งที่เกือบเหลว แต่วิธีนี้ทำให้ขนมปังทาเคอุจินุ่มอย่างถึงที่สุด ในช่วงวันหยุด เขาขับรถไปหาผลไม้อร่อยๆ หรือหาชีสชั้นดีเพื่อมาพัฒนาขนมปังหน้าใหม่ๆ

บางครั้ง แม้เขาจะกำหนดเมนูใหม่สำหรับสัปดาห์นั้นได้แล้ว แต่หากผ่านไปสัก 2 – 3 วันแล้วเขาปิ๊งไอเดียวิธีที่จะอบขนมปังสูตรนั้นให้อร่อยยิ่งขึ้นไปอีก เขาก็จะทำ

ทาเคอุจิยังสุขใจในการเห็นสีหน้าลูกค้าเข้าคิวรอซื้อขนมปังอย่างตื่นเต้นและใบหน้าอิ่มใจที่ได้ทานขนมปังอบสดๆ ที่ร้าน สุขกับการมีเวลาไปพูดคุยกับเพื่อนฝูงวงการร้านอาหารหรือร้านขนมปังเพื่อหาไอเดียใหม่ๆ

เมื่อทาเคอุจิหยุดการทำงานของตนเอง สลัดเปลือกนอกแห่งการไล่ล่าในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ปรารถนาอย่างแท้จริง เขาก็ได้พบกับความหมายของการทำงานตลอดจนความสุขของชีวิต… ชีวิตที่ได้ทำขนมปังอร่อยๆ ดีๆ เพื่อคนอื่นนั่นเอง

ปัจจุบัน ร้านของทาเคอุจิรับจองทางโทรศัพท์เท่านั้น และลูกค้าต้องสั่งเป็นเซ็ตเท่านั้น เปิดจองวันจันทร์ระหว่างเวลา 10.00 – 14.00 น. ลูกค้านัดมารับขนมปังได้ตั้งแต่วันอังคารถึงวันศุกร์ระหว่าง 10.00 – 14.00 น. โดยทาเคอุจิจะอบขนมปังพิเศษเพื่อให้ลูกค้าสามารถมาเลือกซื้อหน้าร้านเพิ่มได้ ขนมปังของเขาถูกจองเต็มเกือบทุกสัปดาห์

ร้านขนมปังเพื่อท้องถิ่น

หลังจากเรียนจบด้านการเกษตร อิตารุ วาตานาเบะ (渡邉格) ได้เข้าทำงานที่บริษัทจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ด้วยความหวังว่าเขาจะช่วยพัฒนาอาหารปลอดสารพิษให้เป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้น ทว่าบริษัทดังกล่าวกลับไม่ซื่อตรง เขาจึงลาออกมาเรียนทำขนมปังและเปิดร้านขายขนมปังของตนเอง

ร้านขนมปังทั่วไปใช้แป้งสาลีจากฝรั่งเศส เพราะแป้งสาลีญี่ปุ่นอบขนมได้ไม่ดีเท่า แต่อิตารุและภรรยาเชื่อว่า พวกเขาต้องพยายามหาวิธีนำวัตถุดิบจากท้องถิ่นมาใช้ให้ได้ พวกเขาหาวิธีทำขนมปังแบบธรรมชาติ โดยเริ่มจากการพยายามหมักยีสต์ขึ้นมาเอง

เจ้ายีสต์นี้กลายมาเป็นจุดเด่นของร้านขนมปังอิตารุ ร้านขนมปังทั่วไปจะใส่น้ำตาลลงไปผสมเพื่อเป็นอาหารยีสต์ แต่อิตารุพยายามคิดค้นวิธีทำขนมปังแบบพิเศษโดยไม่ใส่น้ำตาล วัตถุดิบทุกอย่างที่อิตารุใช้ล้วนมาจากธรรมชาติ แป้งสาลีก็ใช้แป้งที่ผลิตในญี่ปุ่น น้ำเป็นน้ำบริสุทธิ์จากภูเขา เกลือจากธรรมชาติ ตลอดจนยีสต์ที่หมักเอง หากวัตถุดิบไม่ดีจริง รสชาติจะไม่อร่อยเลย

อิตารุเริ่มขอบคุณธรรมชาติ หากไม่มีธรรมชาติ เขาจะไม่สามารถทำขนมปังเลิศรสได้ การจะทำยีสต์ได้นั้น ต้องอาศัยอากาศและน้ำที่สะอาด เขาจึงใส่ใจและพยายามรักษาธรรมชาติให้ดีที่สุด

เขาขอบคุณธุรกิจในท้องถิ่น หากไม่มีชาวนาปลูกข้าวสาลีหรือผลไม้อื่นๆ เขาก็จะไม่มีวัตถุดิบไปทำขนมปัง อิตารุจึงเลือกใช้วัตถุดิบทั้งหมดในจังหวัดเพื่อให้เกษตรกรคนอื่นๆ ยังมีงานทำ และยังรักษาพื้นที่เกษตร หากในจังหวัดยังมีพื้นที่สีเขียวเยอะ อากาศและน้ำก็จะยังบริสุทธิ์

นอกจากนี้ เขาตั้งใจอบขนมปังให้ดีที่สุด อร่อยที่สุด พิเศษที่สุด เพราะเขารู้ว่าหากขายขนมปังได้มาก เขาก็จะช่วยเหลือเกษตรกรคนอื่นๆ ได้อีกมาก และช่วยให้ผู้บริโภคได้สัมผัสรสชาติจากธรรมชาติ ได้ขอบคุณและรักธรรมชาติเฉกเช่นเดียวกับที่เขารู้สึก

อิตารุต้องการเผยแพร่แนวคิดนี้ไปสู่สังคม จึงตัดสินใจเขียนหนังสือ เศรษฐกิจที่ย่อยสลายได้: บทเรียนจากร้านขนมปังบ้านนอก มีเนื้อหาเกี่ยวกับจุดอ่อนของทุนนิยมและการสร้างธุรกิจแบบยั่งยืน หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในญี่ปุ่น และได้รับการแปลเป็นภาษาเกาหลี (และโด่งดังในเกาหลีมากเช่นกัน)

ร้านขนมปังที่ช่วยร้านขนมปัง

คาวาคามิ ทซึทากะ (河上 祐隆) เป็นเจ้าของร้านขนมปังที่ขายดีที่สุดในจังหวัดโอกายาม่า ร้านเขามีขนมปังหลากหลายกว่า 85 ชนิด ขนมปังยอดนิยมอย่างขนมปังทอดไส้แกงกะหรี่นั้นขายได้วันละ 1,000 ชิ้นเลยทีเดียว

เดิมทีคาวาคามิตั้งใจจะทำงานด้านรักษาสัตว์ แต่คุณพ่อของเขาทำธุรกิจล้มเหลว ทำให้คาวาคามิไม่สามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ เขา ‘จำใจ’ เรียนด้านการทำขนมปัง วันหนึ่ง เขาได้พบกับเชฟชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านการทำขนมปังและขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์

ปกติแล้วเชฟมักสอนลูกน้องให้กะปริมาณหรือสัมผัสความนิ่มของแป้งจนชิน จะได้รู้ว่าแบบไหนได้หรือไม่ได้ แต่อาจารย์เชฟคนนี้กลับสอนวิชาเคมีให้คาวาคามิ สอนให้เข้าใจโครงสร้างส่วนผสมต่างๆ จนถึงการหมักยีสต์ เมื่อคาวาคามิตัดสินใจจะออกมาเปิดร้านของตนเอง เขามีปัญหาเรื่องเงินทุน ธนาคารก็ไม่ให้กู้เนื่องจากยังไม่มีเครดิต อาจารย์จึงให้ยืมเงิน 4 ล้านเยน และยอมค้ำประกันเงินกู้อีก 10 ล้านเยน เรียกได้ว่าอาจารย์ให้ทั้งวิชาความรู้และเงินทุนเลยทีเดียว

หากไม่มีอาจารย์ ก็คงไม่มีร้านวันนี้ เมื่อกิจการของคาวาคามิขยายไปได้ดี เขาจึงคิดส่งต่อสิ่งดีๆ เหล่านี้ให้กับรุ่นน้อง เขามักจะถามลูกน้องเสมอๆ ว่า มีใครอยากออกไปเปิดร้านเองบ้าง เขาจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ห้องอบขนมแบ่งเป็น 7 แผนก ลูกน้องคนใดอยากฝึกการอบขนมประเภทไหนเป็นพิเศษ ก็ไปฝึกอยู่ในแผนกนั้นได้เป็นระยะเวลานาน

นอกจากนี้ คาวาคามิเห็นว่าปัจจุบันมีคนอยากเปิดร้านขนมปังลดลง เนื่องจากต้องเรียนรู้และฝึกวิชาชีพนานกว่าจะเชี่ยวชาญ ร้านขนมปังเล็กๆ ตามชุมชนจำต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีผู้สืบทอดกิจการ คาวาคามิรู้สึกเสียดายโอกาสนี้ เขาจึงสร้างโครงการ Liaison Project เขาพัฒนาหลักสูตร ‘เรียน 5 วันเปิดร้านขนมปังได้’

ผู้เรียนจะเป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการทำขนมมาก่อน เขาจะสอนวิธีการทำขนมปัง (แบบการหมักยีสต์ธรรมชาติ) เพียงแค่ 15 ชนิดที่เป็นที่นิยม ทุกสูตรจะบอกส่วนผสมเป๊ะๆ ตั้งแต่ขนาดแป้ง จนถึงปริมาตรการวัดตวง เพื่อไม่ต้องให้ผู้เรียนใช้ประสบการณ์ในการกะหรือเดาว่าขนมปังอบได้ที่หรือยัง ใครเรียนจบก็รับคำปรึกษาเกี่ยวกับการเปิดร้าน การเลือกทำเล ตลอดจนการประดับตกแต่งร้านได้

คาวาคามิเปิดให้บริการนี้มาตั้งแต่ ค.ศ.​ 2009 ปัจจุบัน เขาช่วยผู้คนต่างๆ ที่ฝันอยากเปิดร้านขนมปังให้มีร้านเป็นของตัวเองได้แล้วกว่า 120 ราย

ถ้าเป้าหมายของการทำธุรกิจคือการแสวงหากำไรสูงสุด…

ทาเคอุจิ (ร้านขนมปังที่หยุดความสำเร็จด้านเงินทอง) ก็คงไม่หยุดกิจการร้านขนมปังอันโด่งดังของตน เขาอาจจ้างผู้บริหารสักคนมาเป็น CEO บริหารธุรกิจแทนเขาก็เป็นได้

อิตารุ (ร้านขนมปังเพื่อท้องถิ่น) ก็คงใช้ความพยายามหาวัตถุดิบคุณภาพดีราคาถูกจากจังหวัดอื่นหรือประเทศอื่น แทนการซื้อวัตถุดิบในท้องถิ่น

ส่วนคาวาคามิ (ร้านขนมปังที่ช่วยร้านขนมปัง) คงไม่ต้องลำบากคิดค้นหลักสูตรทำขนมปังภายใน 5 วันหรือสนับสนุนหนุ่มสาวให้ออกไปสร้างร้านของตัวเอง เขาแค่เปิดร้านขายแฟรนไชส์หรือขยายสาขา น่าจะทำกำไรได้มากกว่า เสียเวลาน้อยกว่าด้วย

แต่เพราะสิ่งที่ ‘นักธุรกิจ’ เหล่านี้แสวงหามิใช่กำไร แต่คือความสุข…เป็นความสุขที่ไม่ได้ทำเพื่อตนเอง แต่เป็นความสุขที่เกิดจากการมอบความสุขให้ผู้อื่น

ทาเคอุจิค้นพบว่า ตัวเองรักการทำขนมปัง เนื่องจากเห็นว่าขนมปังรสเลิศที่ตนเองทำทำให้คนตื่นเต้น มีความสุข เขาก็มีความสุข (สุขจนยอมทิ้งรายได้หลายร้อยล้านเยนจากร้านเก่าไปเปิดร้านใหม่ที่ขายได้น้อยลง)

อิตารุค้นพบว่า ร้านขนมปังเล็กๆ ของตัวเองสามารถช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้เกษตรกรคนอื่นมีงาน ทำให้คนหันมาใกล้ชิดธรรมชาติ ชื่นชมวิถีธรรมชาติ

คาวาคามิค้นพบว่า เขามีวันนี้ได้เพราะอาจารย์เชฟ เขามีความสุขในการส่งต่อความช่วยเหลือทั้งด้านความรู้และเงินทุนที่เขาเคยได้รับไปยังคนรุ่นใหม่ และช่วยทำให้ชุมชนต่างๆ มีร้านขนมปังเล็กๆ ดีๆ มาเปิดอีกครั้ง

คนญี่ปุ่น 3 คนข้างต้นล้วนเปิดร้านทำขนมปังเหมือนกัน แต่สร้างคุณค่าในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยมีจุดร่วมเหมือนกัน คือ ‘ทำให้ผู้อื่นมีความสุข’ เพราะฉะนั้น สำหรับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มีหัวใจนั้น พวกเขาไม่ได้มองว่า การทำธุรกิจคือการตักตวงกำไรหรือผลประโยชน์ แต่เป็นการสร้างความสุขให้กับลูกค้า ซัพพลายเออร์ หรือคนในสังคมนั่นเอง

การเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการทำธุรกิจ จะทำให้ผู้ประกอบการมีแรงบันดาลใจที่มุ่งมั่นทำสินค้าและบริการดีๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาทำให้ลูกค้ามีความสุขได้ ผลกำไรย่อมตามมา เพราะฉะนั้น กำไรมิใช่เป้าหมาย แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากความปรารถนาดี ความปรารถนาที่จะสร้างความสุขให้ผู้อื่นนั่นเอง

ข้อมูลร้านขนมปังในบทความ

1. ร้านขนมปังที่หยุดความสำเร็จด้านเงินทอง
ชื่อร้าน: Namaze Hutte (生瀬ヒュッテ)
พิกัด: 669-1101 Hyogo Prefecture, Nishinomiya, Shiosecho Namaze, 1285−22
โทร:  +81-797-24-2712
(โปรดโทรจองก่อน ทางร้านเปิดรับจองวันจันทร์ เวลา 10.00 – 14.00 น. ได้ข่าวว่าโทรติดยากมาก)
Website: boulangerie-takeuchi.com 
2. ร้านขนมปังเพื่อท้องถิ่น
ชื่อร้าน: Talmary (タルマリー)
พิกัด: 〒689-1451 Tottori Prefecture, Yazu District, Ose, 214−1
โทร: +81-858-71-0106
Website: www.talmary.com 
3. ร้านขนมปังที่ช่วยร้านขนมปัง
ชื่อร้าน: Okayamakobo (岡山工房)
พิกัด: 〒700-0951 Okayama Prefecture, Okayama, Kitaku Tanaka 112-103
โทร: +81 86-243-0722
Website: www.okayamakobo.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

8 พฤศจิกายน 2565
599

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load