Makkha อ่านว่า มัก-คา มีที่มาจากคำว่า มรรคา แปลว่าเส้นทาง 

คนต้นคิดได้ไอเดียตอนนั่งดื่มกาแฟอยู่ริมฟุตปาธ แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับมอคค่าและไม่เกี่ยวข้องกับมรรคทั้ง 8 ที่เป็นเส้นทางไปสู่นิพพานในคำสอนของพุทธศาสนาเช่นกัน กระนั้นก็แฝงโดยนัยว่า Makkha คือสตูดิโอออกแบบที่อยากเป็นทางเชื่อมระหว่างงานทำมือกับงานอินดัสเทรียล ผู้ผลิตกับผู้เสพศิลป์ และเรื่องเล่าของสิ่งไม่มีชีวิตกับผู้ฟังที่มีชีวิต

 Makkha Design Studio อย่าง นิว-โสภณัฐ สมรัตนกุล และ พี-พริษฐ์ นิรุตติศาสน์

บทสนทนาของเรากับนักออกแบบสองชีวิตผู้ปลุกปั้น Makkha Design Studio อย่าง นิว-โสภณัฐ สมรัตนกุล และ พี-พริษฐ์ นิรุตติศาสน์ คือการออกเดินทางไปสำรวจพื้นที่ที่ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน บนแนวคิดการสร้างงานที่จะบอกว่าเป็น Pure Art (งานศิลปะที่เน้นความงาม ไม่เน้นประโยชน์ใช้สอย) ก็ไม่ใช่ จะเป็น Design (งานออกแบบที่เน้นอรรถประโยชน์และการแก้ปัญหา) ก็ไม่เชิง แต่ที่ชัดเจนคือผลงานของทั้งคู่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด Innovative Craft Award: ICA จาก SACICT (กรมส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ) เมื่อ ค.ศ. 2019 

ผลงานที่คว้ารางวัลชื่อ ‘จิบ-เว-ลา’ เป็นวัสดุโลหะผสมผสานกับไม้ เล่าเรื่องราวของช่วงเวลากับคลื่นน้ำ

ขอให้วางเส้นแบ่งทุกรูปแบบไว้ตรงบทนำ 

และจงดำดิ่งไปกับเรื่องเล่าจากวัสดุที่นิวและพีขัดเกลาออกมาผ่านชิ้นงานไปด้วยกัน

เรื่องเล่าของวัสดุกับกระบวนการ

ย้อนกลับไปในวันที่ยังเป็นนักศึกษาภาควิชาประยุกต์ศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นิวและพีมีสถานะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง แต่ก็มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันหลายโปรเจกต์ สิ่งที่เชื่อมพวกเขาเอาไว้ก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใด 

นอกจากความคลั่งไคล้ใน ‘วัสดุ’

หลังจบการศึกษา เนิร์ดวัสดุทั้งสองคนแยกย้ายกันไปทำงานตามเส้นทางของตัวเองที่ไม่เข้ากันเอาเสียเลย พีทำงานเป็นนักออกแบบเครื่องประดับและ Decorative Items เน้นงานพาณิชย์และใช้กระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมเป็นหลัก ส่วนนิวทำงานกับบริษัทที่เขาคุ้นชินมาตั้งแต่ฝึกงาน โฟกัสที่งานคราฟต์ แต่ก็มีคาแรกเตอร์ของ Research & Development อยู่ด้วย แต่เส้นทางชีวิตก็พาพวกเขากลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งในงานประกวดของ SACICT 

Makkha สตูดิโอออกแบบของคนหนุ่มคลั่งวัสดุ ที่หยิบโลหะ ใบไม้ ฯลฯ มาเชื่อมคราฟต์กับดีไซน์
Makkha สตูดิโอออกแบบของคนหนุ่มคลั่งวัสดุ ที่หยิบโลหะ ใบไม้ ฯลฯ มาเชื่อมคราฟต์กับดีไซน์

พีเล่าจุดเริ่มต้นความสนใจเรื่องวัสดุว่า มาจากแนวคิดสัจจะวัสดุของสายประติมากรรมที่พวกเขาเรียน 

“ในทางประติมากรรมเขาไม่ค่อยใช้สีกัน เพราะมีความเชื่อเรื่องสัจจะวัสดุ คือการให้วัสดุได้แสดงตัวตนและเล่าเรื่องในแบบที่เขาเป็น วัสดุทุกอย่างเล่าเรื่องในแบบของมัน แน่นอนว่าแต่ละวัสดุเล่าเรื่องไม่เหมือนกัน เรามีหน้าที่พาเขาไปอยู่ในเส้นทางที่เขาจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุด” พีขยายความสัจจะวัสดุให้คนไม่รู้อย่างเราฟังแล้วเข้าใจง่ายขึ้น

“เบื้องต้นเราเริ่มจากงานโลหะก่อน งานเคาะ งานดุน งานประกอบ แต่ไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวว่าต้องเป็นโลหะเท่านั้น” นิวเล่าบ้าง ก่อนพีจะเสริมต่อว่า “เรานำวัสดุธรรมชาติมาใช้มากขึ้น ประยุกต์โลหะเข้าไปเป็นส่วนประกอบของงาน อย่าง ‘อนิจจัง’ งานล่าสุดที่จัดแสดงใน Mango Art Festival เราใช้เส้นใยของใบไม้เป็นแกนกลางและใช้เทคนิคการเกาะผลึก ทำให้ผลึกโลหะเข้าไปเกาะและกลายเป็นรูปทรงเดียวกับใบไม้ในที่สุด จริงๆ เป็นเทคนิคเก่าที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วงหลังไม่ค่อยมีคนใช้แล้ว เหมือนจะตายไป แต่เราสองคนก็อยากทดลองกับมันดูอีกครั้ง” 

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

สองนักออกแบบหนุ่มบอกกับเราว่า เทคนิคการขึ้นชิ้นงานไม่ใช่แก่นการทำงานของ Makkha Design Studio เสมอไป หลายต่อหลายครั้งพวกเขาใช้เรื่องราวที่ได้ยินจากชิ้นวัสดุเป็นสารตั้งต้นของผลงานที่กำลังจะทำ

“เราขลุกกับโลหะกันเยอะและเห็นบางอย่างกับมัน” นิวอธิบายหลังใช้เวลาคิดอยู่หลายวินาที “เวลาโลหะผุ มันมีเรื่องราวของความเก่า ถ้าอยู่ในฟอร์มของรถ เราก็เห็นรถเก่า ซากปรักหักพัง บางคนนึกถึงความ Dystopia แม้จะเป็นแค่โลหะผุ มันกำลังเล่าบางสิ่ง ตอนเราทำ จิบ-เว-ลา แค่นำรอยเคาะบนโลหะมาเรียงกันก็เกิดเอฟเฟกต์ที่ทำให้รู้สึกถึงน้ำ

“มนุษย์มองเห็นอะไรก็คิดต่อไปถึงสิ่งอื่นได้เสมอโดยธรรมชาติ เช่น คนทำงานโฆษณาอาจบอกว่า เขาไม่ได้นึกถึงแค่ความดี-ความชั่ว เวลาเห็นสีขาวกับสีดำ หรือประกันชีวิต อาจเท่ากับความรู้สึกปลอดภัย”

ฟังดูแล้วเหมือนนิวกำลังบอกกับเราว่า พวกเขาคุยกับวัสดุที่ไม่มีชีวิตได้อย่างไรอย่างนั้น

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

“ก็ไม่ใช่ว่านั่งคุยกับแม่ซื้อหรอกครับ” พีตอบติดตลก “เวลาที่เรามองหรือสัมผัสวัสดุ เรานึกไปได้เยอะมาก แยกองค์ประกอบมัน อยากรู้ว่ามันผลิตมาอย่างไร ทำไมถึงมีคุณสมบัติ พื้นผิว หรือสะท้อนแสงแบบนี้ แล้วเรารู้สึกอะไรเมื่อมองมัน ก็คงเหมือนเวลาที่จิตรกรเลือกสีใช้วาดภาพ เราว่าวัสดุแต่ละชิ้นก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง”

“แม้เราจะบอกว่าวัสดุบางชนิดคงทนถาวร แต่ทุกวัสดุมีครึ่งชีวิตของตัวเอง เวลามองพลาสติก เราจะรู้สึกว่ามันใหม่หรือเก่า หลายครั้งงานของ Makkha เลยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเวลา เพราะมันคือสิ่งที่วัสดุกำลังเล่าให้เราฟัง เราเลยไม่ได้ทำรูปร่างหวือหวามากมาย แต่ใช้เทกซ์เจอร์ของวัสดุนั้นๆ ในการเล่ามากกว่า” นิวเสริมขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะ เป็นการขมวดนิยามชิ้นงานของ Makkha ที่เลื่อนไหลไปมาระหว่างเรื่องเล่าของวัสดุกับกระบวนการที่พวกเขาหลงใหล

งานทำมือกับระบบอุตสาหกรรม

นอกเหนือจากการสื่อสารเรื่องงานผ่านแพสชันด้านวัสดุและกระบวนการแล้ว Makkha ยังย่ำเท้าอยู่เหนือเส้นพรมแดนระหว่างความเป็นงานคราฟต์กับความเป็นอุตสาหกรรมโดยตั้งใจ

“ชื่อ Makkha หมายถึงเส้นทาง” นิวเกริ่น

“มันเกี่ยวข้องกับ Position ของงานที่เราทำ ด้วยความเป็นประยุกต์ศิลป์ เราไม่คราฟต์ ไม่อาร์ต และไม่ดีไซน์ เสียทีเดียว แล้วเราเป็นอะไร สุดท้ายเราสองคนตกลงกันว่าเราจะเป็นจุดเชื่อม ให้ Makkha เป็นเส้นทางพาความคราฟต์ไปสู่คนเมือง ไปสู่คนที่ไม่เคยเห็นเทคนิค วิธีการ วัสดุประหลาดๆ หรือตัวงานที่หน้าตาดูชาวบ้าน ดูเป็นภูมิปัญญา”

“เรามองปัญหางานคราฟต์ในประเทศไทยว่า ช่าง ดีไซเนอร์ ผู้ประกอบการ มักต่อกันไม่ค่อยติด เราเลยเป็นสื่อกลาง พาเขามาเจอกัน” พีเสริม

ความเป็นพื้นที่เบลอๆ อาจฟังดูแล้วเข้าใจยากสำหรับใครต่อใคร แต่ในมุมมองของนิวกับพี นี่คือความยืดหยุ่นที่ทำให้พวกเขาได้ทดสอบ ทดลอง ขอบเขตต่างๆ ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการท้าทายเรื่องราวที่เล่าผ่านชิ้นงานของตน ทั้งที่งานมีกลิ่นอายคราฟต์ บางชิ้นทำด้วยมือและทำซ้ำไม่ได้ แต่กลับไม่ได้เล่าเรื่องวิถีชีวิตหรือประวัติศาสตร์

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

เมื่อมองผลงานแต่ละชิ้นของทางสตูดิโอ เราเห็นความงามและประณีตในแบบที่งานประติมากรรมควรมี ไม่น่าแปลกใจหากลูกค้าซื้อไปเพียงเพื่อเอาไว้อวดผู้มาเยี่ยมเยือน แต่บางชิ้นเราก็ได้เห็นประโยชน์ใช้สอยอยู่บางๆ เช่นกัน เป็นถาดรองเครื่องประดับหรือเปล่านะ หรือว่าจะเป็นภาชนะ บางชิ้นก็มีฟังก์ชันในแบบที่เจ้าของผลงานก็คาดไม่ถึง

“เราไม่ได้บอกว่างานคนอื่นไม่ใหม่นะครับ” นิวย้ำจุดยืนของพวกเขา เมื่อบอกกับเราว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ไม่ค่อยมีคนทำกันเท่าไหร่  “อาจมีคนอื่นพูดแล้วแต่ยังไม่เยอะ เราสองคนอยากเห็นว่าถ้าเราทำงานลักษณะนี้ ผู้ชมหรือลูกค้าจะรู้สึกอย่างไร จะยังรู้สึกว่ามันเป็นคราฟต์มั้ย ซึ่งบางคนก็บอกว่าเราเอาวัสดุมาเล่าเรื่องได้แปลกดี

“งานบางชิ้นของเรา ลูกค้าถามว่าเอาไปใช้แบบนั้นแบบนี้ได้มั้ย ซึ่งลูกค้าแต่ละคนบอกฟังก์ชันไม่ตรงกันเลย มีแก้วใบหนึ่งที่เราทำเป็นแก้วแตกๆ มีใบไม้ มีคนถามว่าจุดกำยานได้ไหม ใส่จิวเวลรี่ได้หรือเปล่า อีกคนบอกว่า คุณน่าจะทำให้มันไม่รั่วนะ ผมจะได้เอาไว้ดื่มไวน์ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราตั้งใจทำให้งานเป็น Art Piece ไว้โชว์ ไว้อวด” 

นิวเล่าประสบการณ์ในการทดสอบขอบเขตงานคราฟต์ที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจ พีเสริมไล่กันมาว่า การมองประโยชน์ใช้สอยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็เป็นพื้นที่ที่พวกเขาให้ความสนใจ และกำลังปล่อยให้สัญชาตญาณนำทางไปข้างหน้า

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

คำว่า คราฟต์ อาจฟังดูเป็นเรื่องของอดีต แต่สองนักออกแบบจาก Makkha กลับมองว่า หากงานคราฟต์ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ของผู้ใช้อย่างเหมาะสม งานทำมือก็อาจเป็นเรื่องของปัจจุบันและอนาคตได้เช่นเดียวกัน

นิวให้ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของงานคราฟต์ในพื้นที่ประเทศไทยว่า

“พื้นที่เบลอๆ มันจะกว้างขึ้น เทคโนโลยี นวัตกรรมก็พัฒนาขึ้น ทุกวันนี้เรามีเทคนิคใหม่ๆ เยอะเสียจนแทบจะตามกันไม่ทัน คนปลูกราเป็นเก้าอี้ คนทำแผ่นพลาสติกจากวัสดุใหม่ๆ โดยไม่ต้องใช้ความร้อน งานคราฟต์ก็ได้รับอิทธิพลเยอะ ซึ่งงานคราฟต์ก็คือฟังก์ชันของสมัยก่อน แค่กระบวนการผลิตต่างไป คนไม่ต้องมาเหลาหรือตอกเหมือนสมัยก่อน เราเอาความรู้จักสานไปทำอย่างอื่น ที่มันยังโตได้อีกมาก ความเป็นฟังก์ชันของงานคราฟต์ก็จะโตตามไปด้วย 

“ของทุกอย่างจะมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อคนให้คุณค่ากับมันด้วยเช่นกัน”

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

และเมื่อถามถึงอนาคตของ Makkha Design Studio ก็ดูเหมือนว่าจะอยู่ระหว่างการสำรวจตรวจตรา พวกเขายอมรับว่าได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ของโลกอยู่ไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกัน 

“ในวันนี้ทุกคนพูดถึงเรื่องรักษ์โลกใช่มั้ยครับ ในฐานะ Makkha ที่เป็นสตูดิโอออกแบบและทำงานเกี่ยวกับวัสดุ เราเองก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะทำงานออกมาให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีกนิด แต่ต้องยอมรับก่อนว่างานโลหะมีความรักษ์โลกน้อยมาก แค่จุดไฟเราก็ใช้พลังงานแล้วครับ” นิวเล่าพลางยิ้มเศร้าๆ

พีเสริมว่า “ก็เป็นเรื่องที่อยากแก้แหละครับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นไปได้มั้ย แต่เราได้รับผลกระทบโดยตรง ในช่วงปีที่ผ่านมาโลหะราคาแพงขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นต์ เพราะทั้งโลกต่างผลิตรถไฟฟ้า และต้องใช้ทองแดงปริมาณมาก ในอนาคตวัสดุต่างๆ ก็จะนำไปใช้กับการผลิตสิ่งที่จำเป็นมากขึ้น สิ่งที่เป็นปัจจัยรองลงมาอย่างงานศิลปะก็จะต้องถูกลดทอนความสำคัญไป

“มันน่าจะมีวิธีการอะไรบางอย่างที่เราทำได้สิ นี่ก็เป็นเรื่องที่เข้ามาในหัวช่วงนี้ ซึ่งเราก็ทดลองกันอยู่ มี Pending ไว้หลายอย่าง แต่ยังบอกไม่ได้ครับ” นิวหยอดข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ไว้ก่อนจะจบบทสนทนา

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

Makkha Design Studio หลังจากนี้ในฐานะสตูดิโอออกแบบจะมุ่งหน้าไปในเส้นทางแบบไหน จะมีส่วนในการผลักดันทั้งคราฟต์และอินดัสเทรียลของไทยไปในทิศทางใด น่าจะมีแต่อนาคตเท่านั้นที่ตอบได้ 

แต่เราก็หวังว่าจะได้เห็นการท้าทายขอบเขตใหม่ๆ เรื่อยไปจากนักออกแบบทั้งสองคนนี้

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

‘น่ารัก’

เมื่อเห็นสินค้าของ ‘ภูคราม’ (Bhukram) ครั้งแรก คำอุทานนี้ก็หล่นจากปากและดังก้องในสมอง ฉันอยากพุ่งตัวไปจับจองผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ไปจนถึงเสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติของแบรนด์จากสกลนครในบัดดล ไม่ใช่แค่เพราะสีน้ำเงินจากครามหรือดำจากมะเกลือที่ดึงดูดใจ แต่ลวดลายเล็กที่สาวๆ ชาวภูพานบรรจงปักบนผ้าฝ้ายทอมือต่างหากที่ทำให้ฉันตกหลุมรัก ดอกไม้ใบหญ้าที่กระจายตัวสร้างความงดงามบนผืนผ้าได้แรงบันดาลใจจากอุทยานแห่งชาติภูพาน ความเก๋ของลายผ้าจากบ้านเกิดที่ไม่มีทางซ้ำกันซักผืนช่างถูกจริตคนชอบงานฝีมือและธรรมชาติ

เมื่อได้โอกาสพูดคุยกับมะเหมี่ยว-ปิลันธน์ ไทยสรวง ผู้ก่อตั้งแบรนด์แสนป๊อปในกลุ่มคนรักสินค้าธรรมชาติและแม่บ้านญี่ปุ่น ฉันถึงได้รู้ว่าภูครามไม่ได้เกิดขึ้นจากความฝันของดีไซเนอร์เก๋ไก๋ แต่ผลิบานจากนักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่อยากกลับบ้าน

ภูคราม ภูคราม

ภูคราม

1

ค่อยๆ กลับบ้าน

มะเหมี่ยวเป็นคนอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร แต่เข้ากรุงเทพฯ มาทำงานเป็นนักประวัติศาสตร์ชุมชน การลงพื้นที่คลุกคลีกับชาวบ้านหลายจังหวัดทำให้เธอเข้าใจวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น ยิ่งพบปะผู้คนมากขึ้น หญิงสาวก็เริ่มตั้งคำถามถึงชุมชนบ้านเกิดที่ตนเองจากมา

“เราทำงานกับชุมชนเยอะ และใช้ความรู้เชิงบูรณาการของตัวเองเพื่อพัฒนาชุมชนอื่นๆ จนรู้สึกเหมือนเป็นลูกหลานบ้านนั้นบ้านนี้ แต่ไม่ได้คลุกคลีกับชุมชนบ้านเกิดเลย แม้กระทั่งกลับไปบ้าน ก็แทบไม่รู้จักใครหรือจำชื่อคนไม่ได้แล้ว อยู่บ้านเฉยๆ กับครอบครัว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับใคร เลยคิดว่าทำไมถึงไม่กลับไปใช้ความรู้ของเราพัฒนาที่บ้านบ้าง รวมกับความรู้สึกอยากกลับบ้านเพราะว่าอยู่กรุงเทพฯ มานาน และอยากกลับไปดูแลครอบครัวด้วย”

ความคิดถึงบ้านของเธอก่อตัวตั้งแต่เห็นชาวบ้านภูพานกลับมาทอผ้ามากขึ้นเพื่อทำผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ย้อมครามเพื่อส่งขาย หลังจากที่หยุดทอผ้าถุงใช้เองและเลิกย้อมครามมานานหลายปี หญิงสาวช่วยรับของจากป้าๆ น้าๆ ที่อายุมากมาขายในออฟฟิศที่กรุงเทพฯ ผลตอบรับที่ดีเกินคาดทำให้เธอเริ่มจริงจัง และในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกเพื่อกลับบ้านและทำธุรกิจร้านผ้าย้อมครามอย่างเต็มตัว แม่ค้ามือใหม่เข้าอบรมด้านดีไซน์และธุรกิจแบบ Social Enterprise เพื่อค้นหาว่าจุดเด่นที่จะทำให้แบรนด์ของเธอแตกต่างจากคนอื่นๆ คืออะไร

คำตอบรอคอยเธออย่างสงบอยู่ที่บ้าน ภูมิปัญญาการปลูกฝ้าย เข็นฝ้าย ทอฝ้าย และย้อมครามอยู่ที่ภูพานมาเนิ่นนานแล้ว มะเหมี่ยวละทิ้งการขายผ้าเรยอนทอตามแพตเทิร์นที่แพร่หลายในสกลนครในขณะนั้น และชักชวนชาวบ้านให้กลับไปทำสิ่งที่พวกเขาเคยเชี่ยวชาญอีกครั้ง

ภูคราม ภูคราม

2

ปักป่าบนผืนผ้า

ผ้าฝ้ายทอมือโดดเด่นก็จริง แต่เอกลักษณ์ของภูครามเกิดจากการทดลองง่ายๆ ครั้งหนึ่งของมะเหมี่ยวที่ภูพาน

เราเป็นคนชอบธรรมชาติ คือเราเห็นผ้า เห็นเข็ม เห็นหลอดฝ้าย อยู่ข้างๆ ก็เริ่มมานั่งคิด ตอนเเรกอยากจะดีไซน์ธรรมชาติลงบนผืนผ้า ในสมองไม่ได้คิดอะไรเยอะ ก็เลยร้อยเข็มแล้วปักดอกไม้ที่เราเห็นรอบข้างในชุมชน พอโพสต์ภาพผ้าลง Facebook ปรากฏว่าคนชอบ มันแปลกดี น่ารักดี เลยคิดว่าทำแบบนี้ดีกว่า”

เนื่องจากงานปักมือไม่เคยอยู่ในวิถีดั้งเดิมของชาวภูพาน ช่วงแรกๆ เจ้าของไอเดียต้องจ้างช่างฝีมือที่กรุงเทพฯ แต่ต่อมาก็ค้นพบมือปักชั้นยอดในบ้านเกิด คือ ดา-คุณแม่ที่อยากหารายได้เสริมระหว่างเลี้ยงลูก 3 คนไปด้วย

“งานปักมันมีเยอะมาก ใครๆ ก็ทำได้ แต่เราอยากจะสะท้อนพื้นที่เราอยู่และมุมมองของคนในพื้นที่ให้คนได้รู้จักผ่านงาน ตอนดาบอกว่า ‘พี่เหมี่ยว ดาเลี้ยงลูกในทุ่งนา น้องจับดอกนี้ขึ้นมา แล้วดาเลยลองปัก’ เราเลยค้นพบว่า เฮ้ย ในผืนผ้าแต่ละผืนของเรามันมีเรื่องราวของคนปัก มีแรงบันดาลใจที่เขาได้จากธรรมชาติรอบตัว นี่แหละ concept หลักของเรา”

ภูคราม ภูคราม

“พอเริ่มจาก 1 คน คนอื่นก็เห็นดามีรายได้ ซึ่งต้องให้ราคาสูงพอสมควรสำหรับการทำงานปัก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่ได้มีในชุมชนมาก่อน พวกเขาก็สนใจ ตอนแรกคงอยากได้เงินก่อน แต่พอเขาปักไปเรื่อยๆ เราให้ความสำคัญว่าทุกคนมีผลงานของตัวเอง มีอิสระในการดีไซน์ เพราะแรงบันดาลใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขาก็เกิดความภูมิใจว่านี่คือชิ้นงานของเขา มีการนำเสนอลวดลาย  บางทีก็มีป้ามาสะกิด ‘ป้าไปเก็บเห็ด แล้วป้าเห็นเห็ด เห็นโขดหิน ป้าจะปักอันนี้’ เพียงแค่ว่าเขาไม่ได้ใช้โทรศัพท์มาถ่ายภาพแล้วเอามาเปรียบเทียบก่อนปัก แต่เขาจำผ่านมุมมองของเขาแล้วเขาปักลงไปเลย

เราเป็นคนดีไซน์ภาพรวมก็จริง แต่ไม่จับมือเขียนแบบให้ชาวบ้าน คนที่ฝังฝีเข็มลงไปคือพวกเขาเอง แต่ละคนมีศักยภาพเยอะมาก ดูถูกไม่ได้เลยนะ ถ้าเขามีโอกาสทำ เขาก็เป็นศิลปินได้”

มือปักตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงานร่วมพัฒนาลวดลายด้วยกัน ร่วมคิดเทกนิคให้ผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ใช้ได้ทั้งสองด้าน จนดอกไม้ป่า ดอกหญ้าฤดูร้อน และกลีบบอบบางสารพันฟุ้งกระจายในภูคราม อาจดูดิบซื่อ ตรงไปตรงมา แต่รอยปักเหล่านี้ไม่ใช่แค่ดอกไม้อ่อนหวาน หากซ่อนคำว่าธรรมชาติไว้ในทุกฝีเข็ม

3

ผลลัพธ์ของความเชื่องช้า

สมัยนี้ถ้าอยากกินผลไม้ เดินเข้าห้างไปซื้อมาสักกิโลก็ได้ชิมรสหวาน ถ้าใจร้อนอยากได้ชุดสวย สั่งเสื้อสำเร็จรูปก็ได้ของเร็วทันใจ วิถีสะดวกสบายมีข้อดีนานัปการ

แต่ความอดทนมีดอกผลงดงามในแบบของมัน

เบื้องหลังผลผลิต 1 ผืนของภูคราม เปรียบเหมือนการปลูกผลไม้ทั้งสวนไว้ล่วงหน้า และรอคอย 2 – 3 เดือนกว่าชิ้นงานจะปรากฏ เริ่มจากปลูกฝ้าย รอไร่ครามเติบโต เก็บฝ้ายที่มีและรับซื้อฝ้ายจากบริเวณใกล้เคียงมาเข็นฝ้ายสำหรับทอ อาจผสมฝ้ายโรงงานเท่าที่จำเป็น และใช้สีย้อมธรรมชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสีจากต้นคราม เปลือกมะม่วง เปลือกประดู่ แก่นต้นเข หรือผลมะเกลือ แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการตัดเย็บและปักผ้า โดยมะเหมี่ยวจ้างช่างตัดเสื้อจากกรุงเทพฯ มาสอนเรื่องแพตเทิร์นและเทคนิคต่างๆ ให้คนท้องถิ่นโดยเฉพาะ และรับช่างฝีมือดีที่กลับมาอยู่บ้านเข้าทำงาน เพื่อให้การผลิตทุกขั้นตอนของแบรนด์มาจากชาวภูพานจริงๆ

ภูคราม ภูคราม

“ตั้งแต่แรกที่เราร่วมกันทำกับชาวบ้าน เราเน้นความสุขในการทำงาน เพราะเราอยู่ได้เมื่อชาวบ้านมีความสุข เราเคยคิดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเยอะๆ พอมาคำนวณดู ถ้าเพิ่มเยอะแล้วความสุขจะลดลงมั้ย คุยกับชาวบ้านตลอดจนรู้ใจกัน เขาเริ่มรู้แล้วว่าเหมี่ยวจะไปได้ เขาก็ต้องทำของที่ดีมีคุณภาพ

“เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าภูครามจะได้เงินมากๆ แต่สิ่งที่วางแผนไว้คืออยากจะอยู่กับชุมชนที่ทุกคนมีความสุข มันอาจจะเป็นภาพฝันหน่อย แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เขามีรายได้ เรามีรายได้ เราเอื้อกันและกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็เติบโตไปด้วยกันในเชิงพัฒนาคุณภาพชีวิต เราต้องเห็นและเข้าใจจริงๆ ว่าชุมชนต้องการอะไร ไม่ใช่แค่เราคนเดียว ในเมื่อเราลงมือทำกับชุมชนแล้ว เราทิ้งเรื่องนี้ไม่ได้”

รายได้ที่สม่ำเสมอตลอดทั้งปีจากภูคราม ช่วยให้ผู้หญิงในชุมชนไม่ต้องรอเงินก้อนจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาล พวกเธอช่วยเหลือครอบครัวได้มากขึ้นจากการแบ่งเวลามาทอผ้าหรือปักผ้า ในขณะเดียวกันก็ยังใช้ชีวิตประจำวัน เก็บเห็ด ดำนา และเลี้ยงลูก ไปตามปกติ

จังหวะชีวิตที่ต้องสอดคล้องกันทั้งชุมชนดูเชื่องช้าในโลกที่หมุนเร็วจี๋ แต่ระบบนิเวศของภูครามกำลังเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อใจเย็น รอคอย และแบ่งปัน

ผลลัพธ์ของมันหอมหวานไปทั้งอุทยานภูพาน

ภูคราม ภูคราม ภูคราม

4

ส่งต่อธรรมชาติ

ปัจจุบันภูครามมีหน้าร้านออนไลน์และออกร้านตามตลาดสินค้าดีไซน์ ของออร์แกนิก สินค้าชุมชน รวมถึงวางจำหน่ายชั่วคราวในห้างสรรพสินค้าและส่งผ้าคลุมไหล่สำหรับกิโมโนไปญี่ปุ่น ขอเพียงลูกค้ามีเวลารอคอยกระบวนการสักหน่อย ภูครามจะรับออเดอร์ผ้าฝ้ายปักดอกไม้น่ารักแบบดิบๆ ตาม signature ของแบรนด์

“เรานั่งถามตัวเองว่าภูครามขายสินค้าอะไร รู้สึกว่าขายธรรมชาติในมุมมองของเรา ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอน วิถีชีวิตของชาวบ้าน หรือกระทั่งการปักลายธรรมชาติรอบตัว บางทีคนซื้อชอบมาก เราก็จะดีใจมาก เพราะกว่าจะได้ผืนหนึ่งมันยากมากเลย อย่างพวกเสื้อ เวลาออกแบบช่างกับเราจะช่วยกันเยอะมาก พยายามทำให้มันใส่ง่าย ใส่สบาย และสวยงามตรงใจตลาด ลูกค้าส่วนมากของเราเป็นลูกค้าเดิมที่กลับมาซื้อซ้ำ เป็นคนรักธรรมชาติ ชอบงานผ้า งานอนุรักษ์ และอยากสนับสนุนเรื่องนี้ เราก็พยายามออกแบบรูปแบบใหม่ๆ ให้พวกเขาใช้ได้”

มะเหมี่ยวตบท้ายด้วยรอยยิ้ม ฉันลูบผ้าคลุมไหล่สีน้ำเงินลายดอกไม้ป่าที่เธอวางขายแล้วอดยิ้มตามไม่ได้ รอยปุ่มป่ำนุ่มนวลที่มือสัมผัสมีโลกธรรมชาติบรรจุอยู่ทั้งใบ

ภูคราม

FB | ภูคราม Bhukram

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load