Makkha อ่านว่า มัก-คา มีที่มาจากคำว่า มรรคา แปลว่าเส้นทาง 

คนต้นคิดได้ไอเดียตอนนั่งดื่มกาแฟอยู่ริมฟุตปาธ แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับมอคค่าและไม่เกี่ยวข้องกับมรรคทั้ง 8 ที่เป็นเส้นทางไปสู่นิพพานในคำสอนของพุทธศาสนาเช่นกัน กระนั้นก็แฝงโดยนัยว่า Makkha คือสตูดิโอออกแบบที่อยากเป็นทางเชื่อมระหว่างงานทำมือกับงานอินดัสเทรียล ผู้ผลิตกับผู้เสพศิลป์ และเรื่องเล่าของสิ่งไม่มีชีวิตกับผู้ฟังที่มีชีวิต

 Makkha Design Studio อย่าง นิว-โสภณัฐ สมรัตนกุล และ พี-พริษฐ์ นิรุตติศาสน์

บทสนทนาของเรากับนักออกแบบสองชีวิตผู้ปลุกปั้น Makkha Design Studio อย่าง นิว-โสภณัฐ สมรัตนกุล และ พี-พริษฐ์ นิรุตติศาสน์ คือการออกเดินทางไปสำรวจพื้นที่ที่ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน บนแนวคิดการสร้างงานที่จะบอกว่าเป็น Pure Art (งานศิลปะที่เน้นความงาม ไม่เน้นประโยชน์ใช้สอย) ก็ไม่ใช่ จะเป็น Design (งานออกแบบที่เน้นอรรถประโยชน์และการแก้ปัญหา) ก็ไม่เชิง แต่ที่ชัดเจนคือผลงานของทั้งคู่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด Innovative Craft Award: ICA จาก SACICT (กรมส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ) เมื่อ ค.ศ. 2019 

ผลงานที่คว้ารางวัลชื่อ ‘จิบ-เว-ลา’ เป็นวัสดุโลหะผสมผสานกับไม้ เล่าเรื่องราวของช่วงเวลากับคลื่นน้ำ

ขอให้วางเส้นแบ่งทุกรูปแบบไว้ตรงบทนำ 

และจงดำดิ่งไปกับเรื่องเล่าจากวัสดุที่นิวและพีขัดเกลาออกมาผ่านชิ้นงานไปด้วยกัน

เรื่องเล่าของวัสดุกับกระบวนการ

ย้อนกลับไปในวันที่ยังเป็นนักศึกษาภาควิชาประยุกต์ศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นิวและพีมีสถานะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง แต่ก็มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันหลายโปรเจกต์ สิ่งที่เชื่อมพวกเขาเอาไว้ก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใด 

นอกจากความคลั่งไคล้ใน ‘วัสดุ’

หลังจบการศึกษา เนิร์ดวัสดุทั้งสองคนแยกย้ายกันไปทำงานตามเส้นทางของตัวเองที่ไม่เข้ากันเอาเสียเลย พีทำงานเป็นนักออกแบบเครื่องประดับและ Decorative Items เน้นงานพาณิชย์และใช้กระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมเป็นหลัก ส่วนนิวทำงานกับบริษัทที่เขาคุ้นชินมาตั้งแต่ฝึกงาน โฟกัสที่งานคราฟต์ แต่ก็มีคาแรกเตอร์ของ Research & Development อยู่ด้วย แต่เส้นทางชีวิตก็พาพวกเขากลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งในงานประกวดของ SACICT 

Makkha สตูดิโอออกแบบของคนหนุ่มคลั่งวัสดุ ที่หยิบโลหะ ใบไม้ ฯลฯ มาเชื่อมคราฟต์กับดีไซน์
Makkha สตูดิโอออกแบบของคนหนุ่มคลั่งวัสดุ ที่หยิบโลหะ ใบไม้ ฯลฯ มาเชื่อมคราฟต์กับดีไซน์

พีเล่าจุดเริ่มต้นความสนใจเรื่องวัสดุว่า มาจากแนวคิดสัจจะวัสดุของสายประติมากรรมที่พวกเขาเรียน 

“ในทางประติมากรรมเขาไม่ค่อยใช้สีกัน เพราะมีความเชื่อเรื่องสัจจะวัสดุ คือการให้วัสดุได้แสดงตัวตนและเล่าเรื่องในแบบที่เขาเป็น วัสดุทุกอย่างเล่าเรื่องในแบบของมัน แน่นอนว่าแต่ละวัสดุเล่าเรื่องไม่เหมือนกัน เรามีหน้าที่พาเขาไปอยู่ในเส้นทางที่เขาจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุด” พีขยายความสัจจะวัสดุให้คนไม่รู้อย่างเราฟังแล้วเข้าใจง่ายขึ้น

“เบื้องต้นเราเริ่มจากงานโลหะก่อน งานเคาะ งานดุน งานประกอบ แต่ไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวว่าต้องเป็นโลหะเท่านั้น” นิวเล่าบ้าง ก่อนพีจะเสริมต่อว่า “เรานำวัสดุธรรมชาติมาใช้มากขึ้น ประยุกต์โลหะเข้าไปเป็นส่วนประกอบของงาน อย่าง ‘อนิจจัง’ งานล่าสุดที่จัดแสดงใน Mango Art Festival เราใช้เส้นใยของใบไม้เป็นแกนกลางและใช้เทคนิคการเกาะผลึก ทำให้ผลึกโลหะเข้าไปเกาะและกลายเป็นรูปทรงเดียวกับใบไม้ในที่สุด จริงๆ เป็นเทคนิคเก่าที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วงหลังไม่ค่อยมีคนใช้แล้ว เหมือนจะตายไป แต่เราสองคนก็อยากทดลองกับมันดูอีกครั้ง” 

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

สองนักออกแบบหนุ่มบอกกับเราว่า เทคนิคการขึ้นชิ้นงานไม่ใช่แก่นการทำงานของ Makkha Design Studio เสมอไป หลายต่อหลายครั้งพวกเขาใช้เรื่องราวที่ได้ยินจากชิ้นวัสดุเป็นสารตั้งต้นของผลงานที่กำลังจะทำ

“เราขลุกกับโลหะกันเยอะและเห็นบางอย่างกับมัน” นิวอธิบายหลังใช้เวลาคิดอยู่หลายวินาที “เวลาโลหะผุ มันมีเรื่องราวของความเก่า ถ้าอยู่ในฟอร์มของรถ เราก็เห็นรถเก่า ซากปรักหักพัง บางคนนึกถึงความ Dystopia แม้จะเป็นแค่โลหะผุ มันกำลังเล่าบางสิ่ง ตอนเราทำ จิบ-เว-ลา แค่นำรอยเคาะบนโลหะมาเรียงกันก็เกิดเอฟเฟกต์ที่ทำให้รู้สึกถึงน้ำ

“มนุษย์มองเห็นอะไรก็คิดต่อไปถึงสิ่งอื่นได้เสมอโดยธรรมชาติ เช่น คนทำงานโฆษณาอาจบอกว่า เขาไม่ได้นึกถึงแค่ความดี-ความชั่ว เวลาเห็นสีขาวกับสีดำ หรือประกันชีวิต อาจเท่ากับความรู้สึกปลอดภัย”

ฟังดูแล้วเหมือนนิวกำลังบอกกับเราว่า พวกเขาคุยกับวัสดุที่ไม่มีชีวิตได้อย่างไรอย่างนั้น

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

“ก็ไม่ใช่ว่านั่งคุยกับแม่ซื้อหรอกครับ” พีตอบติดตลก “เวลาที่เรามองหรือสัมผัสวัสดุ เรานึกไปได้เยอะมาก แยกองค์ประกอบมัน อยากรู้ว่ามันผลิตมาอย่างไร ทำไมถึงมีคุณสมบัติ พื้นผิว หรือสะท้อนแสงแบบนี้ แล้วเรารู้สึกอะไรเมื่อมองมัน ก็คงเหมือนเวลาที่จิตรกรเลือกสีใช้วาดภาพ เราว่าวัสดุแต่ละชิ้นก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง”

“แม้เราจะบอกว่าวัสดุบางชนิดคงทนถาวร แต่ทุกวัสดุมีครึ่งชีวิตของตัวเอง เวลามองพลาสติก เราจะรู้สึกว่ามันใหม่หรือเก่า หลายครั้งงานของ Makkha เลยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเวลา เพราะมันคือสิ่งที่วัสดุกำลังเล่าให้เราฟัง เราเลยไม่ได้ทำรูปร่างหวือหวามากมาย แต่ใช้เทกซ์เจอร์ของวัสดุนั้นๆ ในการเล่ามากกว่า” นิวเสริมขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะ เป็นการขมวดนิยามชิ้นงานของ Makkha ที่เลื่อนไหลไปมาระหว่างเรื่องเล่าของวัสดุกับกระบวนการที่พวกเขาหลงใหล

งานทำมือกับระบบอุตสาหกรรม

นอกเหนือจากการสื่อสารเรื่องงานผ่านแพสชันด้านวัสดุและกระบวนการแล้ว Makkha ยังย่ำเท้าอยู่เหนือเส้นพรมแดนระหว่างความเป็นงานคราฟต์กับความเป็นอุตสาหกรรมโดยตั้งใจ

“ชื่อ Makkha หมายถึงเส้นทาง” นิวเกริ่น

“มันเกี่ยวข้องกับ Position ของงานที่เราทำ ด้วยความเป็นประยุกต์ศิลป์ เราไม่คราฟต์ ไม่อาร์ต และไม่ดีไซน์ เสียทีเดียว แล้วเราเป็นอะไร สุดท้ายเราสองคนตกลงกันว่าเราจะเป็นจุดเชื่อม ให้ Makkha เป็นเส้นทางพาความคราฟต์ไปสู่คนเมือง ไปสู่คนที่ไม่เคยเห็นเทคนิค วิธีการ วัสดุประหลาดๆ หรือตัวงานที่หน้าตาดูชาวบ้าน ดูเป็นภูมิปัญญา”

“เรามองปัญหางานคราฟต์ในประเทศไทยว่า ช่าง ดีไซเนอร์ ผู้ประกอบการ มักต่อกันไม่ค่อยติด เราเลยเป็นสื่อกลาง พาเขามาเจอกัน” พีเสริม

ความเป็นพื้นที่เบลอๆ อาจฟังดูแล้วเข้าใจยากสำหรับใครต่อใคร แต่ในมุมมองของนิวกับพี นี่คือความยืดหยุ่นที่ทำให้พวกเขาได้ทดสอบ ทดลอง ขอบเขตต่างๆ ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการท้าทายเรื่องราวที่เล่าผ่านชิ้นงานของตน ทั้งที่งานมีกลิ่นอายคราฟต์ บางชิ้นทำด้วยมือและทำซ้ำไม่ได้ แต่กลับไม่ได้เล่าเรื่องวิถีชีวิตหรือประวัติศาสตร์

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

เมื่อมองผลงานแต่ละชิ้นของทางสตูดิโอ เราเห็นความงามและประณีตในแบบที่งานประติมากรรมควรมี ไม่น่าแปลกใจหากลูกค้าซื้อไปเพียงเพื่อเอาไว้อวดผู้มาเยี่ยมเยือน แต่บางชิ้นเราก็ได้เห็นประโยชน์ใช้สอยอยู่บางๆ เช่นกัน เป็นถาดรองเครื่องประดับหรือเปล่านะ หรือว่าจะเป็นภาชนะ บางชิ้นก็มีฟังก์ชันในแบบที่เจ้าของผลงานก็คาดไม่ถึง

“เราไม่ได้บอกว่างานคนอื่นไม่ใหม่นะครับ” นิวย้ำจุดยืนของพวกเขา เมื่อบอกกับเราว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ไม่ค่อยมีคนทำกันเท่าไหร่  “อาจมีคนอื่นพูดแล้วแต่ยังไม่เยอะ เราสองคนอยากเห็นว่าถ้าเราทำงานลักษณะนี้ ผู้ชมหรือลูกค้าจะรู้สึกอย่างไร จะยังรู้สึกว่ามันเป็นคราฟต์มั้ย ซึ่งบางคนก็บอกว่าเราเอาวัสดุมาเล่าเรื่องได้แปลกดี

“งานบางชิ้นของเรา ลูกค้าถามว่าเอาไปใช้แบบนั้นแบบนี้ได้มั้ย ซึ่งลูกค้าแต่ละคนบอกฟังก์ชันไม่ตรงกันเลย มีแก้วใบหนึ่งที่เราทำเป็นแก้วแตกๆ มีใบไม้ มีคนถามว่าจุดกำยานได้ไหม ใส่จิวเวลรี่ได้หรือเปล่า อีกคนบอกว่า คุณน่าจะทำให้มันไม่รั่วนะ ผมจะได้เอาไว้ดื่มไวน์ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราตั้งใจทำให้งานเป็น Art Piece ไว้โชว์ ไว้อวด” 

นิวเล่าประสบการณ์ในการทดสอบขอบเขตงานคราฟต์ที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจ พีเสริมไล่กันมาว่า การมองประโยชน์ใช้สอยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็เป็นพื้นที่ที่พวกเขาให้ความสนใจ และกำลังปล่อยให้สัญชาตญาณนำทางไปข้างหน้า

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

คำว่า คราฟต์ อาจฟังดูเป็นเรื่องของอดีต แต่สองนักออกแบบจาก Makkha กลับมองว่า หากงานคราฟต์ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ของผู้ใช้อย่างเหมาะสม งานทำมือก็อาจเป็นเรื่องของปัจจุบันและอนาคตได้เช่นเดียวกัน

นิวให้ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของงานคราฟต์ในพื้นที่ประเทศไทยว่า

“พื้นที่เบลอๆ มันจะกว้างขึ้น เทคโนโลยี นวัตกรรมก็พัฒนาขึ้น ทุกวันนี้เรามีเทคนิคใหม่ๆ เยอะเสียจนแทบจะตามกันไม่ทัน คนปลูกราเป็นเก้าอี้ คนทำแผ่นพลาสติกจากวัสดุใหม่ๆ โดยไม่ต้องใช้ความร้อน งานคราฟต์ก็ได้รับอิทธิพลเยอะ ซึ่งงานคราฟต์ก็คือฟังก์ชันของสมัยก่อน แค่กระบวนการผลิตต่างไป คนไม่ต้องมาเหลาหรือตอกเหมือนสมัยก่อน เราเอาความรู้จักสานไปทำอย่างอื่น ที่มันยังโตได้อีกมาก ความเป็นฟังก์ชันของงานคราฟต์ก็จะโตตามไปด้วย 

“ของทุกอย่างจะมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อคนให้คุณค่ากับมันด้วยเช่นกัน”

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

และเมื่อถามถึงอนาคตของ Makkha Design Studio ก็ดูเหมือนว่าจะอยู่ระหว่างการสำรวจตรวจตรา พวกเขายอมรับว่าได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ของโลกอยู่ไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกัน 

“ในวันนี้ทุกคนพูดถึงเรื่องรักษ์โลกใช่มั้ยครับ ในฐานะ Makkha ที่เป็นสตูดิโอออกแบบและทำงานเกี่ยวกับวัสดุ เราเองก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะทำงานออกมาให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีกนิด แต่ต้องยอมรับก่อนว่างานโลหะมีความรักษ์โลกน้อยมาก แค่จุดไฟเราก็ใช้พลังงานแล้วครับ” นิวเล่าพลางยิ้มเศร้าๆ

พีเสริมว่า “ก็เป็นเรื่องที่อยากแก้แหละครับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นไปได้มั้ย แต่เราได้รับผลกระทบโดยตรง ในช่วงปีที่ผ่านมาโลหะราคาแพงขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นต์ เพราะทั้งโลกต่างผลิตรถไฟฟ้า และต้องใช้ทองแดงปริมาณมาก ในอนาคตวัสดุต่างๆ ก็จะนำไปใช้กับการผลิตสิ่งที่จำเป็นมากขึ้น สิ่งที่เป็นปัจจัยรองลงมาอย่างงานศิลปะก็จะต้องถูกลดทอนความสำคัญไป

“มันน่าจะมีวิธีการอะไรบางอย่างที่เราทำได้สิ นี่ก็เป็นเรื่องที่เข้ามาในหัวช่วงนี้ ซึ่งเราก็ทดลองกันอยู่ มี Pending ไว้หลายอย่าง แต่ยังบอกไม่ได้ครับ” นิวหยอดข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ไว้ก่อนจะจบบทสนทนา

ของตกแต่งบ้านที่เล่นสนุกกับวัสดุและกระบวนการ งานทำมือและระบบอุตสาหกรรม และ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

Makkha Design Studio หลังจากนี้ในฐานะสตูดิโอออกแบบจะมุ่งหน้าไปในเส้นทางแบบไหน จะมีส่วนในการผลักดันทั้งคราฟต์และอินดัสเทรียลของไทยไปในทิศทางใด น่าจะมีแต่อนาคตเท่านั้นที่ตอบได้ 

แต่เราก็หวังว่าจะได้เห็นการท้าทายขอบเขตใหม่ๆ เรื่อยไปจากนักออกแบบทั้งสองคนนี้

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“ลองนิก่ะ” ประโยคทางเหนือที่แปลเป็นภาษากลางได้ว่า “ลองอันนี้สิ” ดังขึ้นจากหนุ่มลำพูนเบื้องหน้าฉัน 

เราเจอกันในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ภายใต้การดูแลของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่รวบรวมหลากหลายธุรกิจในชุมชนต่าง ๆ มาพูดคุย แลกเปลี่ยน และพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่การสร้างผลกำไรเชิงธุรกิจควบคู่กับกำไรทางสังคม จนเกิดเป็นสังคมธุรกิจที่มีฐานของชุมชนเข้มแข็ง เป็นหนึ่งเดียว เกื้อกูล และยั่งยืน 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตลำไยบ้านเหล่าดู่ ยื่นสินค้าที่ทำจากผลไม้บ้านเกิดให้ฉันดู บนขวดแปะฉลากเผยชื่อแบรนด์ ‘Longniga (ลองนิกา)’ ที่พ้องมาจากประโยคเชื้อเชิญให้รู้จักเมื่อสักครู่ 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

นี่คือน้ำตาลลำไยสกัดเข้มข้นที่ทำจากลำไยสด 100 เปอร์เซ็นต์ เก็บเกี่ยวผลผลิตจากสวนในชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ พูดอย่างสัตย์จริง ฉันเพิ่งเคยได้ยินชื่อน้ำตาลลำไยครั้งแรก แต่ความหวานนั้นดึงดูดใจเกินกว่าจะเก็บไว้ชิมคนเดียว 

เสน่ห์ของบ้านเหล่าดู่ อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน คือแทบทุกครัวเรือนจะมีสวนลำไยเป็นของตัวเอง ทุกเจนเนอเรชันไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ต่างเติบโตท่ามกลางอาณาจักรลำไยที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบ้านเหล่าดู่ไปแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาเลือกมาทำแบรนด์นี้เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้มันหายไป

“น้ำตาลลำไยยังไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก ผมเลยอยากแนะนำให้รู้จัก” 

เพราะอยากให้คนรู้ว่าน้ำตาลลำไยนั้นมีอยู่จริง แถมเก๋าเกมในเรื่องคุณประโยชน์ที่น้ำตาลสังเคราะห์ให้ไม่ได้ ทั้งช่วยปรับสมดุลร่างกาย มอบความกระปรี้กระเปร่า และยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหลับไม่สนิท (ดูทรงแล้ว ท่าจะเหมาะกับคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ) โดยใช้กรรมวิธีแบบฉบับของชาวบ้าน คงกลิ่นฟืนอ่อน ๆ จากการเคี่ยวลำไยลูกโตอย่างประณีต แถมธุรกิจนี้ยังช่วยต่อลมหายใจสวนลำไยในท้องถิ่น ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ที่ประสบปัญหาลำไยราคาตก แต่ต้นทุนสูงขึ้น จนบางบ้านเลือกจะวางมือจากสวนที่ฟูมฟักกันมารุ่นสู่รุ่น ไปหาทางรอดอื่น และเพื่อไม่ให้สวนลำไยที่บ้านเหล่าดู่รักต้องหายไปจนหมด ปอนด์จึงมุ่นมั่นที่จะทำให้สวนลำไยกลับมามีชีวิต ผ่านการสร้างแบรนด์ที่ทำให้คนในชุมชนรอดไปด้วยกัน

นอกจากทางรอดด้านเศรษฐกิจ Longniga ยังคำนึงถึงทางรอดด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการยึดมั่นในหลัก Zero Waste สร้างระบบนิเวศสะอาดในชุมชน โดยนำขยะจากลำไยไปทำปุ๋ยหมุนเวียน ทำให้ทุกกระบวนการผลิตไม่หลงเหลือขยะรบกวนธรรมชาติไว้แม้แต่ชิ้นเดียว จนได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัด

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง
Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

แบรนด์ที่เติบโตมาพร้อมสวนลำไย

เจ้าของแบรนด์วัย 36 ปีคนนี้ เดิมทีไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกร แม้จะโตมากับสวนลำไย แต่เขากลับมีเส้นทางหลังเรียนจบไม่ต่างจากคนหมู่มากในสังคม นั่นคือการเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำอยู่ 2 ปีก็คิดถึงอนาคตบั้นปลาย เมื่องานประจำนั้นมีอายุงาน และเด็กรุ่นใหม่ก็พร้อมจะผลัดเปลี่ยนขึ้นมาทำในตำแหน่งเดียวกันได้เสมอ ตอนนั้นเองที่ทำให้เขาคิดถึงสวนผลไม้ประจำบ้าน

“ความน่ารักของหมู่บ้านเหล่าดู่คือทุกบ้านปลูกสวนลำไย บ้านผมก็ปลูก ผมโตมากับลำไย ได้รดน้ำ เลี้ยงดู คลุกคลีกับมัน แต่ยังไม่ถึงขั้นสนใจอยากจะต่อยอดอะไร เพราะตอนนั้นพ่อแม่ผมเขาดูแลอยู่ ทีนี้หลังจากได้ลองไปทำงานที่กรุงเทพฯ ผมก็เริ่มคิดว่า เราเป็นลูกคนเดียว ยังไงคงต้องได้กลับไปทำงานที่สวนแน่ ๆ แถมเกษตรกรมันเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องเข้างานหรือเลิกงานตรงเวลาแบบที่ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่ทำ ผมว่ามันไม่กดดันดี”

ปอนด์เลือกกลับมาเป็นเกษตรกรทั้งที่ยังหนุ่ม โดยให้เหตุผลว่าอายุยังไม่มาก อาจจะยังมีเรี่ยวแรงในการคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ให้กับสวนลำไยได้ดีกว่า เพราะเขากลัวว่าหากกลับมาในวัยเกษียณจะไม่มีพลังเท่าตอนนี้ แต่เมื่อกลับมา เขาพบกับปัญหาที่ชาวบ้านเจอคือราคาลำไยตก สวนทางกับต้นทุนการปลูกที่สูงขึ้น จึงเกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมา

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

“ตอนแรกผมและชาวบ้านรวมตัวกันทำปุ๋ยหมัก เพื่อจะมาลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากปุ๋ยราคาแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชน เราเลยเอาเศษซากที่เหลือจากการเกษตรทั้งใบลำไย มูลสัตว์ และนำเอาองค์ความรู้เรื่องปุ๋ยไม่กลับกองที่เราเรียนรู้มาจากที่แม่โจ้มาทำกัน แต่มันก็ยังไม่พอช่วยให้เกิดการจ้างงานคนในหมู่บ้านหรือไปต่อได้ เพราะหลายบ้านแบกต้นทุนไม่ไหว เลิกปลูกไปกลางคัน ลำไยในหมู่บ้านเลยลดลงเรื่อย ๆ และผมก็ไม่อยากให้ชุมชนที่มีเสน่ห์เรื่องลำไยมันหายไป เลยเริ่มคิดเรื่องการแปรรูป”

“ผมทดลองหลายอย่าง ทั้งเอาไปต้มเบียร์ เริ่มแบ่งสัดส่วนการปลูกพืชชนิดอื่น เช่น โกโก้และเลม่อน ที่อนาคตเราอาจจะเอามาดัดแปลงทำอะไรสักอย่างควบคู่กับลำไยได้ ประจวบเหมาะกับผมได้พูดคุยกับอาจารย์ด้านแปรรูปอาหารและสมุนไพรท่านหนึ่ง เขาแนะนำให้ผมรู้จักน้ำตาลลำไยสกัด เราเลยเห็นช่องทางว่า ทุกวันนี้คนในท้องถิ่นทำลำไยอบแห้งกันเยอะแล้ว แต่แทบจะไม่มีใครรู้จักน้ำตาลลำไย หรือไปเสิร์ชกูเกิลซื้อน้ำตาลลำไยมาใช้ เราเลยอยากลองทำ เพื่อให้คนได้รู้จักสิ่งนี้ และรู้ว่ามันมีดี แล้วก็มีอยู่จริงนะ”

หนุ่มลำพูนคนนี้พยายามแนะนำน้ำตาลลำไยในรูปแบบไซรัปตรงหน้าให้ฉันรู้จักอย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากแนะนำเพื่อนใหม่ให้รู้จัก เขาบอกว่าเพื่อนคนนี้เป็นน้ำตาลผลไม้ มีคุณประโยชน์หลายด้าน โดยศึกษาจากงานวิจัยต่าง ๆ ว่าเมล็ดของมันนั้นมีคนเอาไปทำยาหม่อง แก้ปวดเข่า ปวดข้อ และขึ้นชื่อว่าความหวานจากแหล่งธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่ง คุณประโยชน์ที่ได้จึงดีต่อร่างกายอย่างไม่ต้องสืบ แน่นอนว่าเหมาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวเบาหวาน ความดัน หรือหัวใจ บริโภคได้ทั้งแบบเพียว ๆ เป็นซอฟต์ดริงก์ให้ร่างกายสดชื่น หรือใส่ปรุงอาหารตามใจชอบ… ฟังดูแล้วเพื่อนใหม่แบรนด์นี้น่าสนใจไม่ใช่น้อย

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

เสน่ห์น้ำตาลลำไยจากวิถีชุมชน

Longniga เลือกใช้ลำไยพันธุ์อีดอลูกโตซึ่งนิยมปลูกในบ้านเหล่าดู่ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าคนจีนที่แวะเวียนมาจับจ่ายใช้สอยในหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่การนำลำไยมาสกัดเป็นน้ำตาลนั้น ต้องคว้านเอาแต่เนื้อออกมาหลายกิโลกรัมเพื่อเอาออกมาใช้ต่อหนึ่งขวด ปอนด์จึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้ขั้นตอนการผลิตรวดเร็วขึ้น คำตอบที่ได้คือใช้เครื่องคว้านเอา ทว่าหากใช้เครื่องคว้าน ต้องแลกมากับการไม่จ้างแรงงานในหมู่บ้าน ซึ่งผิดจากความตั้งใจแรกของเขาอยู่พอสมควร

“เรามานั่งคิดกันในกลุ่ม และเลือกใช้แรงงานคนเหมือนเดิม เพราะเราอยากกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วม ถึงรู้ว่ามันอาจจะช้ากว่าเครื่องจักร แต่เขาได้มีส่วนร่วมแน่ ๆ ตอนนี้อาจจะมองว่าช้า แต่ผมมองว่าทำบ่อย ๆ ความเร็วจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความชำนาญ”

ความมุ่งมั่นของปอนด์ มอบจุดเด่นให้กับแบรนด์อย่างหนึ่ง คือการสร้างรายได้หมุนเวียนกันเองในชุมชน แต่ละคนในวิสาหกิจมีหน้าที่ต่างกัน คนหนึ่งหาผลผลิต อีกคนส่งต่อลำไยไปให้กลุ่มแม่บ้านช่วยกันคว้าน อีกคนไปหาตลาด อีกหน้าที่ทำการดีลกับเกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด รวมถึงการออกงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ทำการแบ่งหน้าที่กันไป จึงอาจตอบได้ว่าแบรนด์ Longniga เข้ามาช่วยให้ทั้งชาวบ้านมีรายได้จากปัญหาทางเศรษฐกิจ และปลุกให้บ้านเหล่าดู่ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยลำไยอีกครั้ง

น้ำตาลลำไยจากฝีมือคนในชุมชน ผ่านการลองผิดลองถูก แรก ๆ ความตั้งใจแรกของปอนด์ คืออยากผลิตเป็นน้ำตาลกรวด ใช้แทนน้ำตาลทรายสังเคราะห์ แต่เมื่อทดลองแล้วไม่เวิร์ก เพราะน้ำตาลลำไยจะคืนตัวเป็นของเหลวได้ง่ายเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป เขาจึงเบนเข็มมาทำรูปแบบไซรัปแทน 

เริ่มจากลองใช้ลำไยแบบไม่ปอกเปลือกก่อน ช่วงแรกได้รสชาติเฝื่อน ๆ กินยาก เขาจึงลองแกะเปลือกเหลือแต่เมล็ด ก็ยังมีรสเฝื่อนอยู่ ถัดมาเลยลองเอาเมล็ดออก เหลือไว้แค่เฉพาะเนื้อ แน่นอนว่าอร่อย กินง่าย แต่ประโยชน์ที่ติดมากับเมล็ดนั้นหายไป ปอนด์เลยค่อย ๆ ทดลองใส่เมล็ดเข้าไปเรื่อย ๆ และดูว่าประมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่เฝื่อน ไม่ฝาด จนได้น้ำตาลลำไยที่ยังคงประโยชน์ของเมล็ดลำไยไว้อยู่ แต่รสชาติยังคงความหวานนุ่ม ควบคู่กับการใช้เสน่ห์ชุมชนที่เครื่องจักรมอบให้ไม่ได้ คือการเคี่ยวน้ำตาลด้วยฟืนบนกระทะไปเรื่อย ๆ จนได้ความหวานที่ 50 บริกซ์ ทำให้ได้กลิ่นฟืนอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

น้ำตาลลำไยที่เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม

แนวคิด ‘ไม่หยุดอยู่กับที่’ เป็นสิ่งที่ปอนด์ยึดมั่นมาตลอด 2 ปีในการทำแบรนด์ วันนี้เขาได้ช่วยให้สวนลำไยอยู่คู่บ้านเหล่าดู่เป็นของดีประจำถิ่นต่อไป ได้ช่วยเหลือคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และยังมีเครือข่ายพันธมิตรที่คอยเกื้อหนุนกันในชุมชน ผ่านการแตกไลน์เป็นโปรดักต์ลำไยฟรีซดรายฝืมือคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเดียวกัน

นอกจากนี้ยังสร้างระบบนิเวศในชุมชนด้วยกระบวนการ Zero Waste ซึ่งทำให้การผลิตไซรัปในหมู่บ้านไม่มีของเสียหลงเหลือแม้แต่น้อย ด้วยการทำปุ๋ยหมักจากกากลำไย

“สิ่งที่เหลืออยู่จากกระบวนการล้างคว้านลำไย คือเปลือกและเมล็ด ซึ่งก่อนหน้านี้หมู่บ้านเราทำปุ๋ยจากใบลำไยอยู่แล้ว และทุกครัวเรือนมักจะนำเศษอาหารหรือเศษใบไม้จากบ้านตัวเองมาทับกันบนกองปุ๋ย ตอนนี้ก็แค่เพิ่มเอาเปลือกและเมล็ดลงไปในกองปุ๋ยด้วย เพื่อให้ชุมชนของเราไม่มีขยะ เพราะผมไม่อยากให้กองขยะนั้นเน่าเสียหรือถูกเผาทิ้ง จนเกิดปัญหามลพิษตามมา”

ไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเหล่าดู่ถึงกลายเป็นชุมชนสะอาด ได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัดได้ เพราะนี่คือการหมุนเวียนทรัพยากรภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

แบรนด์ชุมชนที่อยากขยายสู่โลกภายนอก

“การดื่มไซรัปลำไยที่เราแนะนำ คือก่อนนอน 1 ช้อน จะช่วยให้หลับลึก ตื่นเช้ามาจะสดชื่น ส่วนช่วงเช้าดื่มได้อีก 1 ช้อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หากนำไปปรุงอาหาร ใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้เลย ทั้งชงกาแฟ ใส่แทนน้ำผึ้งกินผสมมะนาว หรือกับอาหารคาว ก็ต้ม ผัด แกง ทอด โดยไม่ทำให้รสชาติอาหารเสีย” ปอนด์อธิบายให้ฟัง เขาเสริมว่าปัจจุบันแบรนด์ Longniga ยังเน้นทำธุรกิจแบบ Made to Order อยู่ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นคนในเกษตรอำเภอและคนในจังหวัด แต่ในอนาคตเขาตั้งใจขยายฐานลูกค้าออกนอกชุมชน เพื่อให้คนได้รู้จักน้ำตาลลำไยมากขึ้น และเพื่อจับทางความต้องการของลูกค้านอกชุมชนให้แม่นยำ ซึ่งถือเป็นการบ้านที่ท้าทาย

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“พวกเราอยากนำสินค้าออกไปสู่สายตาคนแต่ละจังหวัดให้มากขึ้น เพราะการได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าตามงานอีเวนต์ หรือเอาสินค้าไปไปแนะนำให้ชุมชนอื่น ๆ ได้เห็น ได้รู้จัก มันทำให้เรานำฟีดแบ็กกลับมาพัฒนาแบรนด์ต่อไป”

“ผมเคยคิดว่าน้ำตาลลำไยที่ช่วยเรื่องการหลับลึก กลุ่มลูกค้าส่วนมากน่าจะเป็นช่วงอายุ 40 – 60 ปี ซึ่งมีปัญหานอนยาก แต่พอได้เอาแบรนด์เราไปออกงานจริง ๆ กลับพบว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาถาม เข้ามาสนใจ เป็นช่วงวัย 30 ต้น ๆ ถึง 30 ปลาย ๆ ซึ่งคือวัยทำงานที่มีปัญหานอนยากและชอบตื่นมากลางดึก ทำให้เราได้ข้อคิดว่า บางทีจากสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดทั้งหมด เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“ทุกวันนี้เราพอมองลูกค้าออกว่าเป็นกลุ่มรักสุขภาพ เรารู้ว่าลูกค้าคือใคร แต่เรายังเข้าถึงเขาไม่ทั่วถึง นี่ยังเป็นโจทย์ที่พวกเราต้องจัดการต่อไป” นั่นทำให้ปอนด์พาแบรนด์ Longniga ของเขามาแนะนำให้คนรู้จักในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ในครั้งนี้

“ในอนาคตผมจะผลักดันให้ชาวบ้านผลิตสินค้าเป็นของตัวเองได้ และทางวิสาหกิจจะช่วยกันพัฒนาทางด้านการตลาด เพื่อให้คนในชุมชนได้เห็นว่า เรายังมีทิศทางอื่นนอกจากขายลำไยสด แต่มันแปรรูปเป็นอะไรได้อีกหลายอย่าง”

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

แนวคิดของปอนด์ไม่ต่างอะไรจากคอนเซ็ปต์ ‘คน-ของ-ตลาด’ เพราะเขาต้องการมุ่งเน้นให้ทั้งระบบเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ต้นน้ำที่เริ่มจาก ‘คน’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการประกอบธุรกิจ ถัดมาคือ ‘ของ’ ที่มาจากวัตถุดิบซึ่งโดดเด่นในชุมชน และปิดท้ายด้วย ‘ตลาด’ ที่เน้นการพัฒนาแบรนด์ให้ลงไปอยู่ในใจของลูกค้าหลาย ๆ คน

หากตอนนี้คุณมองหาความหวานให้กับร่างกาย น้ำตาลลำไยถือเป็นตัวเลือกใหม่ที่แวะเวียนมาทักทายคุณท่ามกลางสารพัดน้ำตาลในตลาด แต่ต่างกันตรงที่ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Longniga เป็นน้ำตาลลำไยที่นอกจากช่วยดูแลร่างกายจากสารให้ความหวานที่เกิดจากธรรมชาติแล้ว ยังช่วยดูแลคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และหล่อเลี้ยงสิ่งแวดล้อมด้วยวิถีชุมชนที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งคน ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

Writer

Avatar

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load