“คริสต์มาสปีนี้จะทำอะไรดี” 

เราสองคนนั่งมองหน้ากันอยู่ในบ้านเช่าแห่งหนึ่งที่บัวโนสไอเรส ภาพคริสต์มาสในปีเก่าๆ ย้อนกลับมาพร้อมความรู้สึกที่หลากหลาย 

ก่อนจะมาออกทริปมอเตอร์ไซค์ ความทรงจำเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสตั้งแต่เด็กจนโตของเรามีแค่การฝึกร้องเพลง Jingle Bells ในคาบวิชาภาษาอังกฤษ การแสดงละครเวทีที่โรงเรียน แล้วก็การเดินดูไฟประดับสวยๆ ในเมือง

แต่สำหรับคริสเตียน-แฟนชาวอเมริกันที่เดินทางมาด้วยกัน เทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งครอบครัวที่ทุกคนจะมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาและสังสรรค์กัน เวลาเทศกาลนี้วนเวียนมาทีไร ถ้ามีเหตุจำเป็นจะต้องอยู่ต่างประเทศและไม่ได้กลับไปฉลองกับครอบครัวที่สหรัฐฯ คริสเตียนก็จะดูเหงาหงอยและคิดถึงบ้านมากเป็นพิเศษ 

โชคดีที่ช่วงปีแรกของการเดินทาง เราสองคนยังวนเวียนอยู่ในประเทศเม็กซิโก ตอนนั้นเลยตัดสินใจเช่าโกดังเพื่อจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ที่เมืองลาปาซ (La Paz) แล้วซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไปฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวของคริสเตียนที่รัฐโคโลราโดในประเทศสหรัฐฯ 

“คืนนี้ถึงบ้านที่โคโลราโดแล้วรีบเข้านอนนะ พรุ่งนี้เราจะออกไปหาต้นคริสต์มาสกันตั้งแต่เช้า” 

ตอนนั้นเราฟังคริสเตียนแค่ผ่านๆ แล้วก็ตกปากรับคำแบบไม่ได้คิดอะไรมากมาย พอบินไปถึงก็พุ่งตรงกลับบ้านแล้วอาบน้ำเข้านอนเลย เพราะเดินทางกันมาตลอดทั้งวัน ตื่นเช้ามาก็ได้เจอญาติๆ คริสเตียนเต็มบ้าน ทั้งคุณปู่คุณย่า คุณพ่อคุณแม่ พี่สาวน้องชาย พี่เขยน้องสะใภ้ และหลานๆ นับรวมกันแล้วประมาณ 20 คนเห็นจะได้ หลายคนในครอบครัวเพิ่งเดินทางมาจากต่างเมืองและมาถึงในคืนก่อนหน้าเหมือนกัน 

หลังจากทุกคนทักทายกันแบบพอหอมปากหอมคอก็เตรียมตัวเคลื่อนพลออกจากบ้าน คริสเตียนหยิบเสื้อกันหนาวตัวหนามายื่นให้เราอีก 2 ตัวและพูดทำนองว่า วันนี้น่าจะมีทั้งลมและหิมะ ใส่ชั้นเดียวแบบนี้ไม่ไหวแน่ 

เราหันมองรอบๆ ตัว และเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าทุกคนแต่งตัวแบบเตรียมหนาวกันเต็มที่ แม้แต่หลานตัวเล็กๆ ที่ยังนอนกอดขวดนมอยู่ในรถเข็นก็ใส่รองเท้าบูต ถุงมือ ผ้าพันคอ และหมวกไหมพรม

เดี๋ยวนะ เราจะไปซื้อต้นคริสต์มาสกันไม่ใช่เหรอ จะไปซื้อกันที่ไหน ทำไมต้องมีทั้งลมทั้งหิมะ 

คริสเตียนฉีกยิ้มกว้าง แล้วตอบเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า 

“ก็ซื้อแหละ แต่ไม่ใช่ในห้างฯ เราจะเดินเข้าป่าแล้วตัดต้นคริสต์มาสเองเลย” 

“ไปตัดต้นคริสต์มาสในป่ากันเถอะ” 

ต้นสนคริสต์มาส

“ต้นสนคริสต์มาสพวกนี้อยู่ในเขตป่าสงวน ก่อนจะเข้าไปตัดได้ก็ต้องซื้อใบอนุญาตจากทางอุทยานให้เรียบร้อยก่อน มีขายทั้งทางอินเทอร์เน็ตแล้วก็ที่หน้างานด้วย ราคาตั้งแต่สิบถึงยี่สิบดอลลาร์ฯ ต่อใบ (ประมาณสามร้อยถึงหกร้อยบาท) ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนก็เริ่มหาซื้อได้แล้ว” 

คริสเตียนอธิบายให้เราฟังเพิ่มเติมระหว่างที่กำลังขับรถตามๆ กันไปที่อุทยาน ด้วยจำนวนสมาชิกครอบครัวที่ค่อนข้างเยอะ ทำให้ต้องใช้รถเดินทางไปด้วยกันถึง 3 คัน หนึ่งในนั้นเป็นรถกระบะขนาดใหญ่เพื่อใช้ขนต้นไม้กลับบ้าน

เราไปถึงอุทยานกันตอนสายๆ บรรยากาศรอบตัวค่อนข้างครึกครื้น เพราะแต่ละครอบครัวก็เตรียมตัวมาลุยกันทั้งนั้น รถคันที่จอดอยู่ข้างๆ รถเรา มีต้นไม้ขนาดใหญ่วางอยู่บนหลังคาและถูกมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา ส่วนเจ้าของรถก็น่าจะเป็นครอบครัวที่นั่งกินขนมและร้องเพลงท้าลมหนาวอย่างครื้นเครงอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น 

“เดี๋ยวช่วยกันหาต้นที่สูงไม่เกินสองเมตรนะ” 

เสียงคุณพ่อของคริสเตียนบอกกับหลานๆ พร้อมทั้งแจกจ่ายตลับเมตรหลากสีให้ และยังไม่ลืมกำชับว่า เมื่อเดินเข้าไปในป่าแล้วห้ามวิ่งไปไหนคนเดียวโดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเด็ดขาด เด็กๆ ก็ดูเชื่อฟังกันดีและไม่มีท่าทีอะไรให้ต้องกังวล

เราซะอีกที่เดินไปเรื่อยๆ และก็ต้องคอยระวังไม่ให้เดินเพลินจนออกนอกกลุ่ม… ถ้าจะมีใครสักคนในบ้านนี้ที่เดินหลงป่า ก็น่าจะเป็นเรานี่แหละ 

ต้นสนคริสต์มาส

ครึ่งชั่วโมงแรกก็ได้เจอต้นสนสวยๆ หลายแบบ ทั้งรูปทรงดีและขนาดพอเหมาะจะนำไปตกแต่งเป็นต้นคริสต์มาส แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันเดินผ่านไปโดยไม่หยุดดูเลย ส่วนหนึ่งเราเข้าใจว่าคงจะอยากเดินเล่นชมบรรยากาศกันก่อน แต่พอนานๆ เข้าก็ชักสงสัยว่านอกจากการหาต้นไม้ที่มีความสูงไม่เกิน 2 เมตรแล้ว ยังมีข้อกำหนดอะไรที่เราควรรู้อีกหรือเปล่า 

“อ๋อ เวลาปลูกต้นสนคริสต์มาสในป่าสงวน เขาจะไม่ปลูกเรียงเป็นระเบียบเหมือนในสวน แต่จะปลูกครั้งละเยอะๆ เพราะไม่รู้ต้นไหนจะปลูกขึ้นหรือไม่ขึ้นบ้าง ไอ้ที่ขึ้นมาทั้งหมดก็อาจจะอยู่รวมกันแน่นจนแย่งแสงแดดและอาหารกันเอง ต้นสนคริสต์มาสที่เราจะเลือกตัดจึงควรเป็นต้นที่ขึ้นใกล้ๆ หรือติดกับต้นอื่น พอเราตัดออกไปหนึ่งต้นแล้ว ต้นที่เหลือก็จะมีพื้นที่และมีโอกาสโตได้มากขึ้น แล้วก็ช่วยลดความเสี่ยงของการเสียดสีกันจนเกิดไฟไหม้ป่าด้วย” 

ถือว่า ‘win-win’ กันทั้งคู่ ชาวบ้านได้ต้นไม้ไปประดับบ้านในราคาถูก อุทยานก็ได้คนมาช่วยเคลียร์พื้นที่ป่า รู้แบบนี้แล้วเราก็มีแรงฮึดเดินหาต้นที่เหมาะสมขึ้นมาอีกหน่อย 

อันที่จริงจะเรียกว่า ‘เดินหา’ ก็คงไม่ตรงตามความจริงสักเท่าไหร่ ออกจะเอนเอียงไปทางเดินเล่น พูดคุยและชี้ชวนกันดูนู่นนี่ซะมากกว่า เพราะพอเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ต้นสนคริสต์มาสส่วนใหญ่ก็ขึ้นติดกันแน่นหนาทุกทิศทาง จะเอาต้นไหนก็ได้ทั้งนั้น เราน่ะหมดแรงหาไปตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้ว เลยเดินตามคนอื่นไปเรื่อยๆ แล้วก็แวะเก็บภาพลูกสนสวยๆ ฆ่าเวลาไปด้วย 

“This is it – ต้นนี้แหละ ใช่เลย”

ต้นสนคริสต์มาส

หลานสาวคนเล็กชี้ต้นสนที่ถูกใจแล้วก็หยิบตลับเมตรขึ้นมาพยายามจะวัดขนาด พี่สาวคริสเตียนก็เดินเข้าไปช่วยวัดส่วนสูงของต้นให้ เลื่อยมือขนาดกลางถูกนำออกมาใช้ หลานชายสองคนอายุประมาณเก้ากับสิบเอ็ดขวบเสนอตัวขอเป็นคนตัด ตอนแรกเรายังคิดว่าคงไม่มีใครอนุญาต แต่ปรากฏว่าสองหนุ่มน้อยได้สลับกันเลื่อยตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในครอบครัวคอยบอกวิธีและนั่งเป็นกำลังใจให้รอบๆ 

“อุทยานนี้มีกฎไม่ให้ใช้เลื่อยไฟฟ้า และให้ตัดได้บ้านละไม่เกินสองต้น ป้องกันไม่ให้คนมาตัดไปขายต่อเอากำไร” 

ฟังที่คริสเตียนบอกแล้วเราก็มาคิดว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ เพราะต้นสนคริสต์มาสของจริงที่ถูกตัดไปวางขายในเมืองราคาต้นละประมาณ 40 ดอลลาร์ฯ เป็นอย่างต่ำ และไล่ไปจนถึง 100 – 120 ดอลลาร์ฯ ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปทรง ส่วนถ้ามาตัดเอาเองแบบนี้ จะขนาดไหนก็จ่ายแค่ราคาเดียว 

หลานชายสองคนก้มหน้าก้มตาเลื่อยไปเรื่อยๆ พอตัดเข้าช่วงกลางต้นสนแล้ว หลายคนก็มาช่วยกันประคองให้ต้นตั้งตรง เพราะถ้าไม่เลื่อยให้ขาดทั้งต้นแต่ใช้วิธีผลักให้ล้ม ปลายต้นจะมีเสี้ยนยาวและบาดมือเอาได้-เรื่องนี้ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับคนที่ไม่เคยตัดต้นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิตอย่างเรา 

ต้นสนคริสต์มาส

ได้ต้นคริสต์มาสมาแล้ว ก็ค่อยๆ สลับกันแบกกลับไปจนถึงที่จอดรถและจัดแจงวางไว้ท้ายกระบะ พอเสร็จงานคุณแม่ของคริสเตียนก็แจกจ่ายแซนด์วิช กาแฟ และโกโก้ร้อน ที่เตรียมมาจากบ้านให้ทุกคนในครอบครัว แถมยังเผื่อแผ่ให้คู่หนุ่มสาวที่เพิ่งจะแบกต้นไม้ตามหลังกลุ่มเราออกมาไม่นานอีกด้วย 

“เดี๋ยวเราเอาต้นที่ตัดกลับไปแช่น้ำที่บ้าน มันก็จะอยู่ได้ประมาณสามถึงสี่สัปดาห์ ใบจะค่อยๆ ร่วงไปเรื่อยๆ พอใช้งานเสร็จแล้ว จะเอาต้นไปตากแห้งแล้วตัดทำฟืนก็ได้ ส่วนใบที่ยังเขียวๆ ก็ใส่ถุงเล็กๆ วางไว้ให้มีกลิ่นหอมในบ้าน หรือไม่ก็เอาไปบริจาคให้สวนสัตว์ บริจาคให้โรงงานไปรีไซเคิลเป็นวัสดุคลุมดินต้นไม้ในสวนสาธารณะ ถ้าอยากได้มาปลูกต่อก็ต้องขุดแบบมีรากมาด้วยและดูแลด้วยการแช่น้ำ พอใช้เสร็จก็เอาไปปลูกลงดินได้เลย” 

ถ้าได้สะสมต้นคริสต์มาสที่ใช้เสร็จแล้วด้วยการปลูกไว้หลังบ้านทุกปีก็คงจะดีไม่น้อย แต่คงต้องใช้พื้นที่เยอะน่าดูเลยทีเดียว 

คืนนั้นกลับมาถึงบ้านทุกคนก็แยกย้ายกันไปพัก และนัดว่าจะมาช่วยกันตกแต่งต้นไม้ในคืนวันถัดไป เราเลยไปถามคริสเตียนว่าปกติต้องมีฤกษ์งามยามดีในการประดับต้นคริสต์มาสด้วยรึเปล่า

“ก็ไม่เชิงหรอก วันจัดต้นไม้สะดวกวันไหนก็ทำวันนั้น บางบ้านเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม บางบ้านก็รอจนสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันคริสต์มาส ส่วนวันที่เก็บของประดับลง ที่บ้านเรามักจะทำกันตั้งแต่วันสิ้นปีเก่า แต่ตามธรรมเนียมคือวันที่หกมกราคม นับไปสิบสองคืนหลังจากวันคริสต์มาส และเชื่อกันว่าถ้าวางไว้หลังจากวันที่หกไปแล้วจะโชคร้าย” 

แล้วคริสเตียนเชื่อไหมว่าจะโชคร้าย 

“ถ้าผ่านปีใหม่ไปเกือบสัปดาห์แล้วยังไม่เก็บต้นคริสต์มาส ผมว่าก็น่าจะสื่อถึงความขี้เกียจที่จะนำพามาแต่ผลร้ายในอนาคตนะ” 

เทศกาลแห่งความทรงจำ 

ต้นสนคริสต์มาส

ก่อนหน้านี้เวลาเราเห็นภาพบรรยากาศของวันคริสต์มาสจากในภาพยนตร์ต่างประเทศหรือจากคำบรรยายในหนังสือ เราก็เคยนึกสงสัยว่าการที่ฝรั่งตกแต่งบ้านช่วงเทศกาลแบบจัดหนักจัดเต็มกันขนาดนี้ทุกปีจะไม่เปลืองเงินแย่หรือยังไง 

เพิ่งมาได้คำตอบแบบง่ายๆ เอาก็ตอนนั้นว่า เขาไม่ได้ซื้อของตกแต่งแบบยกชุดใหม่ทั้งหมดทุกปี แต่มีบางส่วนแยกเก็บเอาไว้เป็นกล่องๆ พอเริ่มเข้าช่วงเทศกาลก็หยิบของประดับที่เก็บไว้ออกมาวางตามมุมต่างๆ ของบ้าน ดาวประดับหน้าประตูมีอายุอย่างน้อย 15 ปี ถุงเท้าใส่ของขวัญที่มีชื่อคริสเตียนและชื่อพี่สาวปักอยู่ถูกใช้มาตั้งแต่ทั้งสองคนยังอายุไม่ถึง 10 ขวบดี ผ้าคลุมโซฟาลายกวางเรนเดียร์เป็นฝีมือปักของคุณทวดที่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ฯลฯ

ของประดับแต่ละชิ้นที่ถูกหยิบออกมาจากกล่อง อัดแน่นไปด้วยความทรงจำของคนในครอบครัวหลายต่อหลายรุ่น เราในฐานะที่เป็นแขกก็พลอยได้นั่งฟังเรื่องราวเก่าๆ เหล่านี้ไปพร้อมกับเด็กๆ ด้วย 

ของที่ใช้ประดับต้นคริสต์มาสก็เหมือนกัน นอกจากลูกบอลหลากสี ดาว พู่ และไฟประดับแล้ว สมาชิกในบ้านแต่ละคนก็มีของที่มีความหมายส่วนตัวที่อยากจะนำไปแขวน หลานสาวอายุ 5 ขวบของคริสเตียนเลือกแขวนเลโก้สีเหลืองสด หลานชายอีกคนเลือกรถของเล่นคันเล็กที่ได้เป็นของขวัญจากคุณปู่ คุณแม่ของคริสเตียนแขวนเซรามิกรูปช้างที่ซื้อตอนมาเที่ยวเมืองไทย นอกจากนี้ ทุกคนยังแขวนการ์ดที่เขียนคำอวยพรสั้นๆ ให้แก่คนอื่นๆ ในครอบครัวด้วย

ต้นคริสต์มาสที่ตกแต่งเสร็จแล้ว ตั้งสว่างไสวอยู่ตรงมุมห้องตลอดเทศกาล และค่อยๆ มีกล่องของขวัญวางใต้ต้นไม้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเช้าตรู่ของวันคริสต์มาส

ต้นสนคริสต์มาส
ต้นสนคริสต์มาส

ตลอดทั้งสัปดาห์นั้นจะมีกิจกรรมที่สมาชิกทำร่วมกันในแต่ละวัน เช่น ออกไปเล่นสกี ปั้นตุ๊กตาหิมะ ช่วยกันปั้นคุกกี้ อบขนมปัง เค้ก และพาย พอทำเสร็จก็แบ่งใส่โหลแก้วเก็บไว้ให้สมาชิกในครอบครัว อีกส่วนก็แบ่งใส่กล่องผูกโบว์และให้เด็กๆ ถือไปเคาะประตูแจกจ่ายเพื่อนบ้าน และเด็กๆ ก็มักจะกลับมาพร้อมกับถุงขนมและกล่องคุกกี้ฝีมือเพื่อนบ้านอีกเหมือนกัน 

พอตกเย็นก็จะมีการโหวตเลือกหนังที่มีบรรยากาศเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสขึ้นมาหนึ่งเรื่องแล้วนั่งดูด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นหนังคลาสสิก เช่น Home Alone, Love Actually, It’s a Wonderful Life, Miracle on 34th Street, The Nightmare Before Christmas, How the Grinch Stole Christmas,The Polar Express, A Christmas Carol เป็นต้น-คริสเตียนบอกเราว่า มีหลายเรื่องที่เปิดดูกันทุกปีมาตั้งแต่เด็ก ดูจนจำบทพูดได้ทุกประโยคและทุกฉากเลยทีเดียว

 คืนไหนที่หิมะตกหนัก อากาศหนาวจัด สมาชิกในบ้านก็จะมี Eggnog เครื่องดื่มยอดนิยมในเทศกาลคริสต์มาส หรือไม่ก็โกโก้ร้อนโรยหน้าด้วยมาร์ชเมลโลว์ถืออยู่ในมือคนละแก้ว ใครอยากดูหนังก็ไปนั่งดู ที่ดูจนเบื่อแล้วก็ไปจับกลุ่มเล่นบอร์ดเกมกันที่อีกมุมห้อง ส่วนเราก็มักจะไปเลือกไปอยู่กับกลุ่มแรกและเผลอหลับตั้งแต่หนังยังไม่จบแทบทุกคืน 

สำหรับเด็กๆ บ้านนี้ปกติต้องเข้านอนกันตั้งแต่ 2 ทุ่ม ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันคริสต์มาสก็ได้รับอนุญาตให้หยิบหมอนและผ้าห่มออกมานั่งเล่นหน้าต้นคริสต์มาสกันจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม แต่พอถึงวันคริสต์มาสอีฟหรือคืนก่อนวันคริสต์มาส เด็กๆ กลับตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะรีบเข้าห้องนอนกันก่อนเวลาซะด้วยซ้ำ ทั้งที่เราก็ยังนึกว่าจะอยู่เล่นสนุกกันจนเกือบเช้า แต่ก็ได้คำตอบจากหลานสาววัย 7 ขวบที่เดินมากระซิบกับเราแบบเขินๆ ก่อนจะลาไปนอนว่า 

“หนูต้องรีบไปนอนก่อนซานต้ามา ฝากบอกซานต้าด้วยนะคะ ปีนี้หนูเป็นเด็กดีแล้วก็ผูกเชือกรองเท้าเองทุกวันเลย” 

คริสต์มาสของคนไกลบ้าน 

ต้นสนคริสต์มาส

“คริสต์มาสปีนี้จะทำอะไรดี” 

เราสองคนนั่งมองหน้ากันอยู่ในบ้านเช่าแห่งหนึ่งที่บัวโนสไอเรส ภาพคริสต์มาสในปีเก่าๆ ย้อนกลับมาพร้อมความรู้สึกที่หลากหลาย 

การได้ไปร่วมฉลองเทศกาลคริสต์มาสกับครอบครัวของคริสเตียนที่สหรัฐฯ ตลอดทั้งสัปดาห์ในคราวนั้น ทำให้เราเข้าใจความรู้สึก ‘คิดถึงบ้าน’ ของคริสเตียนได้ลึกซึ้งมากขึ้น แต่พอเข้าปีที่ 2 ของทริปมอเตอร์ไซค์ เราสองคนก็ติดงานที่ประเทศโคลอมเบียจนซื้อตั๋วกลับบ้านไม่ทัน ปีที่ 3 ก็ยังเดินทางอยู่ในอาร์เจนตินาและสู้ราคาตั๋วเครื่องบินกลับสหรัฐฯ ไม่ไหว

จากทั้ง 2 ปีและ 2 ประเทศที่ไม่ได้กลับบ้านช่วงนี้ เราก็ได้เรียนรู้ว่าถึงแม้จะมีคนมากมายออกมาเดินชมไฟที่ประดับอย่างสวยงามอลังการในเมืองหลวงของ 2 ประเทศนี้ แต่พอตกค่ำคนส่วนใหญ่ก็แยกย้ายกันไปฉลองกับครอบครัวอยู่ดี เหลือแต่นักท่องเที่ยวตาดำๆ (ฟ้าๆ) อย่างเราที่ไม่รู้จะทำอะไรหรือจะไปไหนต่อ

จะไปนั่งกินข้าวในร้านอาหารก็มีกันแค่สองคน หาความโรแมนติกก็ยากเพราะโต๊ะอื่นมากันเป็นกลุ่มใหญ่ จะซื้อของขวัญให้กันเองก็ไม่มีที่จะเก็บ แค่นี้กระเป๋าที่ติดอยู่กับมอเตอร์ไซค์ทุกกล่องก็แน่นจนจะปิดไม่สนิทอยู่แล้ว

สุดท้ายเลยต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำกิจกรรมอะไรที่มีความหมายสำหรับเราสองคนในเทศกาลครอบครัวแบบนี้ดี เพราะถ้ายังรักที่จะเดินทางไกลก็ต้องหาวิธีมีความสุขกับเทศกาลที่เราอาจจะต้องอยู่ไกลบ้านอีกในอนาคตให้ได้ 

เมืองนี้มันต้องมีคนที่เหงาเหมือนเราบ้างแหละ”

“ไม่ไปปาร์ตี้ในคลับแบบเด็กวัยรุ่นนะ สังขารไม่ให้แล้ว” 

“มันต้องมีคนที่อยากจะเจอครอบครัวแต่ไม่ได้เจอ อยากจะกลับบ้านแต่ก็ไม่ได้กลับ” 

“คนเร่ร่อนไง ครอบครัวไม่มี บ้านก็ไม่มี” – เราตอบไปด้วยความกวน แต่คริสเตียนหันขวับมาทันที 

“คนเร่ร่อน! เออ เราไปฉลองกับคนเร่ร่อนได้ เอาเงินที่จะไปกินข้าวมื้อใหญ่กับเงินที่จะซื้อของขวัญให้กันวันนี้ ไปซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เป็นของขวัญคริสต์มาสให้คนเร่ร่อนหลายๆ คนแทนกันดีกว่า” 

เข้าป่ารัฐโคโลราโด สหรัฐฯ ลุยหิมะหาต้นสนคริสต์มาสมาฉลองคริสต์มาสกับคนไกลบ้าน

จากการนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยในคืนวันคริสต์มาสที่โคตรเหงาในบัวโนสไอเรสปีนั้น ก็ทำให้การแพ็กของเล็กๆ น้อยๆ ใส่กล่องไปให้คนไร้บ้านในวันคริสต์มาสอีฟ กลายเป็นการฉลองในแบบของคนไกลบ้านอย่างเราสองคนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา 

และแม้ในวันนี้ที่ไม่มีคำถามว่า “คริสต์มาสปีนี้จะทำอะไร” เพราะทั้งคริสเตียนและเราจะไปเจอครอบครัวที่โคโลราโด้และไปตัดต้นสนคริสต์มาสจากในป่าด้วยกันอีก แต่เราสองคนก็ตั้งใจกันว่าจะยกเว้นของขวัญที่จะซื้อให้กันและเอาเงินนั้นไปเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนที่อาจจะต้องอยู่ไกลบ้านและอาจจะกำลังคิดถึงบ้านเหมือนที่เราสองคนเคยเป็นในระหว่างเทศกาลนี้ก็ได้ 🙂

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“แคมปิ้งที่แคนาดา เล่นเซิร์ฟที่เม็กซิโก ปีนภูเขาไฟที่กัวเตมาลา เดินป่าที่คอสตาริกา เรียนเต้นซัลซาที่โคลอมเบีย นั่งเขียนไดอารี่ในมาชูปิกชูที่เปรู กระเป๋าคนละใบ มอเตอร์ไซค์ 1 คัน ไปด้วยกันนะ”

“ภายใน 3 – 4 ปีนี้ ผมตั้งใจว่าจะต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์จากประเทศแคนาดาลงไปเที่ยวทวีปอเมริกาใต้กับเพื่อนสักสี่ห้าเดือนให้ได้”

‘คริสเตียน’ ผู้ชายที่เราตกลงใจออกมาเดตด้วยเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงกลางปี 2011 พูดเรื่องนี้ขึ้นมาตอนที่เราสองคนกำลังนั่งละเลียดกาแฟในร้านหนังสือมือสองกึ่งคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เรามองตามสายตาคริสเตียนไปเห็นลูกค้าคนใหม่ที่กำลังผลักประตูกระจกเข้ามาในร้าน ขณะที่มืออีกข้างก็มีหมวกกันน็อกห้อยอยู่

‘เพื่อน’ ที่คริสเตียนพูดถึงคือ ‘แอนดรูว์’ หนุ่มชาวแคนาดาที่รู้จักกันโดยบังเอิญตั้งแต่ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อประมาณต้นปี 2010 สองหนุ่มคุยกันถูกคอตั้งแต่แรกพบตามประสาคนชอบปีนเขาและชอบมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน

การเดินทาง

ทริปเหนือจรดใต้ของทวีปอเมริกามีจุดเริ่มต้นตอนที่สองเพื่อนซี้ชวนกันขึ้นรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ช่วงสุดสัปดาห์ แล้วเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปนอนเล่นที่ปาย 1 คืน เช้าวันจันทร์คริสเตียนกลับมาทำงานตามปกติ ส่วนแอนดรูว์ก็บินกลับประเทศไป แต่ปรากฏว่าทริปจบอารมณ์ไม่จบ หลังกลับไปแคนาดาได้ไม่นานแอนดรูว์ก็เขียนจดหมายและสแกนส่งมาให้คริสเตียนทางอีเมล ใจความรวมๆ คือทริปมอเตอร์ไซค์ที่ไปปายด้วยกันสนุกมาก สนุกจนทำให้กลับมานั่งคิดถึงความฝันที่อยากทำมานานแล้ว นั่นก็คือขี่รถมอเตอร์ไซค์เที่ยวอเมริกาใต้กับเพื่อนสนิทสักคน ตั้งต้นจากประเทศแคนาดาและลงไปจนถึงสุดแผ่นดินทางใต้ที่ประเทศอาร์เจนตินา และแอนดรูว์ก็อยากจะให้คริสเตียนไปทริปนี้ด้วยกัน

ว่าแล้วแอนดรูว์ก็วาดแผนที่แนบท้ายจดหมายมาให้ด้วย

บันทึก

“When you’re finished in Thailand, I need a partner.”

แน่นอน คริสเตียนเซย์เยสตั้งแต่เห็นคำว่ามอเตอร์ไซค์ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ แต่หลังจากได้จดหมายฉบับนี้มา คริสเตียนก็ตั้งเป้าทันทีว่าจะทำงาน เก็บเงิน และทำให้ทริปนี้กลายเป็นความจริงภายใน 5 ปีให้ได้

ตอนนั้นเรานั่งฟังแล้วก็ตอบกลับไปแบบไม่คิดอะไรมากว่า “น่าสนใจดีนะ”, “ขี่มอเตอร์ไซค์แบบไหน”, “ถ่ายวิดีโอด้วยสิ” ฯลฯ จำได้ว่าพอเราพูดจบคริสเตียนก็ยิ้มกว้างตาเป็นประกาย และบอกเราว่าเขาดีใจที่เราไม่ ‘ดราม่า’ เรื่องที่เขาจะไปกับเพื่อนสนิทแค่ 2 คนโดยไม่ชวนเรา แต่เราก็บอกเหตุผลไปตรงๆ ว่า เปล่าจ้ะ ไม่ได้จะเล่นบทนางเอกใจกว้าง แต่ที่เราไม่ได้สนใจอยากไปด้วยก็เพราะมอเตอร์ไซค์นั่นแหละ (ถึงตอนนี้คริสเตียนทำหน้าตกใจ) นี่ยังไม่พูดถึงอีกเหตุผลที่ว่า จริงๆ แล้วมันเป็นการวางแผนล่วงหน้าหลายปีด้วยซ้ำไปนะ เราสองคนจะคบกันรอดถึง 3 เดือนรึเปล่ายังไม่รู้เลย

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลาไปไหนมาไหนก็ขี่และนั่งมอเตอร์ไซค์มากกว่ารถยนต์ แต่ถ้าจะเทียบการขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนของเรากับการขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่คริสเตียนกำลังพูดถึง ก็คงจะเหมือนเอาแอปเปิ้ลมาเปรียบเทียบกับส้ม เพราะมันคือการขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านไปโรงเรียนหรือจากบ้านไปตลาด เรานึกภาพไม่ออกว่าการขี่หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ที่กินเวลาสองสามชั่วโมงหรือมากกว่านั้นมันเป็นยังไง ขนาดย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ สิบกว่าปีก็ยังเคยนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไกลสุดแค่ปิ่นเกล้า-สีลมตอนเช้าเวลาไปทำงานสาย

แล้วนี่อะไร เขาจะขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามประเทศกัน 5 – 6 เดือน เป็นเรื่องที่ฟังแล้วสุดแสนจะไกลตัวและไม่เคยอยู่ในสารบบการเที่ยวของเราเลย ตอนนั้นเลยได้ข้อสรุปแบบจริงใจสุดๆ ให้กับคริสเตียนว่า

“ไปเถอะ มีเพื่อนที่สนิทกันไปด้วยก็ดีแล้ว ไปเที่ยวให้สนุก อย่าลืมส่งโปสการ์ดมาให้บ้างนะ”

แต่จะด้วยบุญหรือกรรมก็ไม่รู้ได้ 2 ปีหลังจากนั้นเรากับคริสเตียนก็ยังคบหากันอยู่ จนย่างเข้าปีที่ 3 เราสองคนตัดสินใจออกจากงานประจำแล้วย้ายไปเชียงใหม่ เหตุผลง่ายๆ คือเบื่อกรุงเทพฯ อยู่เชียงใหม่ก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระเต็มตัวทั้งคู่ ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลงเรื่องสถานที่ทำงานและเวลาทำงาน เราสองคนก็เลยได้ไปออกทริปด้วยกันอยู่บ่อยๆ และแน่นอนว่าคริสเตียนไม่พลาดโอกาสที่จะให้เราได้สัมผัสกับการเดินทางด้วยการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ระยะไกลกว่าปิ่นเกล้า-สีลม

ช่วงแรกที่ออกทริปเริ่มจากการเดินทางสั้นๆ ครึ่งชั่วโมงอย่างขี่ขึ้นลงดอยสุเทพ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นทริป 2 ชั่วโมง จาก 2 ชั่วโมงกว่ากลายเป็น 5 จาก 5 กลายเป็นทริปเต็มวัน ไปจนถึงทริป 2 – 3 วันซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากเชียงใหม่มาก แต่ใช้วิธีการหาเส้นทางที่อ้อมที่สุด หรือไม่ก็เลือกเส้นทางเล็กๆ ขับไปเจอร้านกาแฟร่มรื่นก็จอด หยิบงานไปนั่งทำ ถึงโรงแรมตอนเย็นก็เข้านอน เช้าอีกวันตื่นแล้วออกเดินทางกันต่อ พูดง่ายๆ ว่าเวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ มองวิวทิวทัศน์ มองชีวิตผู้คนข้างทาง มากกว่าการเน้นการขับตรงไปให้ถึงจุดหมาย

ภาคเหนือ

(หนึ่งในหลายๆ ทริปที่ออกไปด้วยกัน เชียงใหม่-ปาย-บ้านรักไทย-ปางอุ๋ง-ขุนยวม-ดอยอินทนนท์-ดอยขุนตาล-อุทยานแห่งชาติแม่ยม-อุทยานแห่งชาติขุนแจ-เชียงดาว-เชียงใหม่)

2 เดือนแรกเราถามตัวเองตลอดว่าทำไมต้องเอาตัวเองมาทรมานขนาดนี้ ปวดขา ปวดก้น เหน็บกิน ร้อนก็ร้อน ฝนตก หมาก็กลัว ไม่สนุกด้วยเลยจริงๆ ยิ่งช่วงไหนที่ทั้งงานเยอะทั้งเดินทางเหนื่อยก็ยิ่งชวนให้หงุดหงิดถึงขั้นทะเลาะกันเพราะความดึงดันที่จะเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ สุดท้ายคริสเตียนเลยเสนอวิธีแก้ปัญหาว่าลองเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์หลายๆ รุ่นดูไหม ถ้านั่งสบายขึ้นก็อาจจะสนุกขึ้น แต่ถ้าลองจนหมดแล้วไม่ใช่จริงๆ ก็จะไม่บังคับอีก

เรารับข้อเสนอ ตั้งแต่นั้นก็เลยใช้วิธีเช่ารถมอเตอร์ไซค์ทริปละรุ่น บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์วิบาก บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ซีซีสูงต่ำแล้วแต่ระยะทางและเส้นทางที่วางแผนกัน มีครั้งหนึ่งเช่าฮาร์เลย์ขับขึ้นไปเชียงดาว กว่าจะหมดวันเล่นเอาเราทั้งปวดหลัง ปวดก้น แถมขาโดนท่อไอเสียประทับตราความเป็น ‘สก๊อย’ ที่ยังคงเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้

มอเตอร์ไซค์

ในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากนั้นเราก็เริ่มค้นพบเสน่ห์ของการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะวิวสวยๆ ข้างทางที่ปกติไม่เคยได้เห็น เพราะถ้านั่งรถยนต์เราก็จะหลับยาว ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่อยู่เชียงใหม่เราออกทริปแทบทุกอาทิตย์ ถึงแม้จะเป็นการเปลี่ยนที่ทำงานมากกว่าเที่ยวพักผ่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าจากที่เคยมุ่งมั่นจะไปให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุด ก็หันมามีความสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้พบเห็นจากข้างทางมากขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนสิ้นปี 2014 เราลองของด้วยการตกลงไปออกทริปมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์กว่า เป็นทริปที่ยาวนานที่สุดของเราในตอนนั้น โดนกระหน่ำทั้งร้อน ทั้งฝน ทั้งหนาว ในแต่ละวัน ร่างกายประท้วงเต็มที่ ทั้งไอ ทั้งจาม น้ำมูกยืดตลอดทาง ทริปนั้นใช้วิธีขับวันครึ่งสลับจอดทำงานวันครึ่ง บางช่วงก็ขับ 2 วันหยุดทำงาน 2 วัน วนไปแบบนี้เรื่อยๆ

เหตุผลที่จำทริปนี้ได้แม่น เพราะในคืนสุดท้ายก่อนปิดทริปที่เชียงดาว อยู่ๆ คริสเตียนก็ถามเราขึ้นมาว่า

“ไปทริปอเมริกาใต้ด้วยกันไหม?”

“มีกล่องใส่ของคนละใบกับมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ใช้เวลาประมาณสี่ห้าเดือน คิดว่าไหวรึเปล่า”

ไปเมื่อไหร่ ไปยังไง วีซ่าล่ะ เงินล่ะ งานล่ะ ไปแล้วไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง สมบัติกล่องเดียวมันจะอยู่ได้นานขนาดนั้นเลยเหรอ ฯลฯ สารพัดคำถามขึ้นมาในหัว แต่สุดท้ายเราก็ตอบตกลงไปทั้งที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกหัวออกก้อย แล้วก็ปลอบตัวเองว่า “ลองดูสักตั้ง ไม่ไหวก็ซื้อตั๋วกลับบ้านกลางทางเอาแล้วกันนะเรา”

To the World’s End

“ไหนๆ ก็จะลงไปใต้สุดแล้ว จะเริ่มที่แคนาดาทำไม ขึ้นไปเริ่มที่เหนือสุดเลยดีไหม”

‘ลี’ เพื่อนเก่าสมัยเรียนของคริสเตียนที่วนเวียนมาเจอกันโดยบังเอิญที่เชียงใหม่ถามขึ้นมากลางวงกินข้าว คำถามนี้ทำให้เรากลับมานั่งหาข้อมูลเพิ่ม แล้วก็พบว่าการเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาด้วยมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานไม่ใช่ของใหม่ซะทีเดียว มีทั้งคนขี่มอเตอร์ไซค์ ปั่นจักรยาน แบบเดี่ยว แบบคู่ หรือแบบยกครอบครัว ก็มีมาแล้ว แต่ละกลุ่มก็มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัยเฉพาะของตัวเอง ที่นิยมกันมากมีอยู่ 2 แบบ
ทวีปอเมริกา

หมุดสีแดง เริ่มต้นจากอ่าวพรูโด (Prudhoe Bay) จุดสิ้นสุดแผ่นดินทางฝั่งโลกเหนือในอะแลสกา ลงไปจบที่อูซัวยา (Ushuaia) ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในพาตาโกเนีย (Patagonia) ดินแดนสุดขอบโลกทางใต้ในประเทศอาร์เจนตินา

หมุดสีเขียว เริ่มต้นจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) ในอะแลสกา ซึ่งอยู่ต่ำลงมาจากอ่าวพรูโดไม่มาก ลงไปจนถึงอูซัวยาในพาตาโกเนียเหมือนกับทริปหมุดสีแดง แต่ต่อด้วยการลงเรือไปเหยียบแผ่นดินแอนตาร์กติกา (Antarctica) และจบที่เส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล (Antarctic Circle) นักเดินทางบางคนก็เอามอเตอร์ไซค์ลงเรือไปด้วย เรียกว่าถึงแม้ทวีปแอนตาร์กติกาจะไม่มีถนนให้วิ่ง แต่ขอให้ได้เอามอเตอร์ไซค์ลงไปแตะแผ่นดินบนฝั่งก็ยังดี ทริปหมุดสีเขียวนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าหมุดสีแดง เพราะค่าเรือจากอูซัวยาไปถึงแอนตาร์กติกเซอร์เคิลสูงจนคนอยากไปหายใจหายคอกันไม่ค่อยคล่อง

การเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาสามารถเดินทางได้ด้วยทางหลวงสายแพน-อเมริกา (Pan-Amerian Highway) ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมทวีปอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ เข้าด้วยกัน โดยมีระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 48,000 กิโลเมตร หรือ 30,000 ไมล์ ถึงแม้ว่าแพน-อเมริกาจะได้รับการบันทึกในหนังสือกินเนสส์บุ๊คให้เป็นทางหลวงที่ยาวที่สุดในโลก แต่ทางหลวงสายนี้ก็ยังมีจุดขาดตอนเป็นระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร หรือ 100 ไมล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกกันว่า ‘ดาเรียนแก็ป’ (The Darién Gap-ตำแหน่งที่จุด B และ A เจอกันเกือบจุดกึ่งกลางแผนที่ในภาพด้านบน) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างประเทศปานามาในทวีปอเมริกากลางและประเทศโคลอมเบียในทวีปอเมริกาใต้

พื้นที่ในบริเวณดาเรียนแก็ปเป็นผืนป่าดิบชื้นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ใช้เรือเป็นพาหนะหลัก มีกองกำลังทหารของทั้งสองประเทศคอยดูแลคุมควบตามจุดต่างๆ เนื่องจากยังมีปัญหาของการเป็นแหล่งซ่องสุมกลุ่มโจร การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และการใช้เส้นทางนี้ลักลอบขนส่งยาเสพติด

ที่ผ่านมามีนักสำรวจและนักเดินทางหลายกลุ่มพยายามจะเดินทางผ่านผืนป่ารกชัฏนี้ด้วยวิธีการต่างๆ กัน ทั้งเดิน นั่งเรือ ปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ หลายรายโดนดักปล้นทำร้าย หลายรายโดนลักพาตัว และหลายรายต้องแลกด้วยชีวิต อย่างไรก็ตามในปี 1960 รถยนต์คันแรกขับผ่านดาเรียนแก็ปไปได้สำเร็จโดยใช้เวลาเดินทางกว่า 136 วัน เฉลี่ยความเร็วประมาณ 200 เมตรต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งบางส่วนของการเดินทางในครั้งนั้นก็ยังจำเป็นต้องเอารถยนต์ขึ้นแพล่องไปตามน้ำ จนกระทั่งในปี 1985 มีกลุ่มนักเดินทางที่ขับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์อีก 1 คันเดินทางข้ามดาเรียนแก็ปโดยใช้เส้นทางบนบกเพียงอย่างเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ใช้เวลาในการเดินทางกว่า 741 วัน ระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 201 กิโลเมตร หรือ 125 ไมล์

ด้วยเหตุนี้นักเดินทางที่ออกเดินทางในทริปเหนือจรดใต้ ไม่ว่าจะด้วยการปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ จึงมักจะนิยมใช้วิธีการขนส่งยานพาหนะเหล่านี้ด้วยเรือสินค้าหรือเครื่องบินในการเดินทางระหว่างประเทศปานามา-โคลอมเบีย บางรายก็ใช้วิธีขายทิ้งที่เมืองต้นทางและซื้อใหม่ในอีกประเทศเพื่อเดินทางต่อไป

ระยะเวลาในการเดินทางของทริปอะแลสกา-อาร์เจนตินาโดยเฉลี่ย

การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์จากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาใช้เวลาตั้งแต่ 8 เดือน ปีนึง ปีครึ่ง และนานกว่านั้น บางคนทำงานเก็บเงินเพื่อจะทำทริปนี้ให้สำเร็จในครั้งเดียว บางคนค่อยๆ เดินทางไปเรื่อยๆ วิธีที่นิยมกันในกลุ่มนักเดินทางช่วงอายุ 18 – 25 ปี มักจะเป็นการขอทำงานในโฮสเทลเพื่อแลกกับที่พักและอาหาร บางคนใช้วิธีเดินทาง 3 สัปดาห์หรือ 1 เดือน แล้วจอดมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ตามเมืองต่างๆ ขึ้นเครื่องบินกลับไปทำงานที่บ้าน 2 – 3 เดือน แล้วก็บินกลับมาออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ต่อ และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนลงไปถึงปลายทางที่ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อชีวิตคือการเดินทาง

ตามแผนเดิมที่ ‘แอนดรูว์’ ชวนมา เราคุยกันไว้ว่าจะเดินทางจากแคนาดาลงไปอเมริกาใต้ ตอนนั้นเลยตั้งใจจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ แบบม้วนเดียวจบภายใน 5 – 6 เดือน จอดพักบ้างประปราย แต่เน้นเดินทางและหยุดทำงานไปเลย แต่เมื่อเราหันมาสนใจทริปเหนือสุดลงใต้สุดอย่างที่ ‘ลี’ หรือเพื่อนอีกคนเสนอมา ก็เลยปรึกษากันว่าถ้าเราจะยืดระยะทางออกขนาดนี้ เราก็เดินทางไปด้วย ‘ใช้ชีวิต’ ไปด้วยเลยดีไหม ทำเหมือนกับตอนอยู่เชียงใหม่ คือเดินทางสลับกับจอดรถเคลียร์งาน จากเหนือลงใต้ผ่านประเทศไหนหรือเมืองอะไรที่ให้ความรู้สึกว่า ‘น่าอยู่’ ซึ่งสำหรับเราหมายถึงอินเทอร์เน็ตมีความเสถียร สภาพแวดล้อมปลอดภัย บรรยากาศดีเอื้ออำนวยต่อการทำงาน และค่าครองชีพไม่สูงมากนัก ก็อาจจะหยุดพักการเดินทางประมาณ 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน 3 เดือน หรือแม้แต่ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับจังหวะว่าจะมีงานเข้ามากน้อยแค่ไหน เมื่อไหร่ที่ออกเดินทางต่อ เราก็มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ จนสุดแผ่นดินใต้ สุดท้ายก็เลยได้ข้อสรุปกันว่าเราจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี

จุดเริ่มต้นกับเส้นชัยของเราก็วางเอาไว้แบบเผื่อเหลือเผื่อขาด โดยตั้งใจจะขึ้นไปให้ถึงเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลที่อะแลสกา และถ้าเดินทางขึ้นไปทันก่อนหิมะจะเริ่มตกก็จะไปให้ถึงอ่าวพรูโด ส่วนทางใต้ก็จะลงไปจนสุดแผ่นดินพาตาโกเนียในอาร์เจนตินาแน่ๆ ส่วนจะออกไปถึงเส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิลหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นว่าจะเก็บเงินทันรึเปล่า

หลังหาข้อสรุปกันได้คร่าวๆ ลีก็ตกลงใจมาร่วมทริปด้วยอีกคน แต่อาจจะลงมาด้วยกันถึงแค่ประเทศเม็กซิโก หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ ‘อาร์เจ’ เพื่อนที่รู้จักกันในเชียงใหม่ มาร่วมขบวนการเป็นคนที่ 3 อาร์เจตั้งใจจะร่วมเดินทางด้วยเฉพาะช่วงอเมริกาเหนือเหมือนกัน เราตกลงกันว่าจะเริ่มออกเดินทางช่วงปลายปี 2015 และเนื่องจากทุกคนมีจุดเริ่มต้นกันคนละแห่ง เรากับคริสเตียนเริ่มที่รัฐโคโลราโด (Colorado) ลีเริ่มที่เท็กซัส (Texas) ประเทศสหรัฐฯ ส่วนอาร์เจเริ่มที่โตรอนโต (Toronto) ประเทศแคนาดา ก็เลยสรุปว่าจะไปเจอกันที่เมืองคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดาช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องผ่านขึ้นไปก่อนถึงอะแลสกานั่นเอง

สำหรับแอนดรูว์ตัวต้นคิด เพิ่งจะเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศแคนาดาได้ไม่นาน เลยตัดสินใจถอนตัว เพราะไม่อยากพลาดโอกาสก้าวหน้าในระยะยาว แต่ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างว่าแอนดรูว์อาจจะปลีกตัวมาร่วมทริปด้วยช่วงที่เราเดินทางผ่านประเทศแคนาดา  

ที่สุดแล้ว ทีมเรามีผู้เดินทางในช่วงทวีปอเมริกาเหนือด้วยกันทั้งหมด 4 คน คือคริสเตียน (ชาวอเมริกัน), ลี (ชาวอเมริกัน), อาร์เจ (ชาวแคนาดา) และเรา หลังจากนั้น ในช่วงของทวีปอเมริกากลางและใต้ก็จะเหลือแค่เรากับคริสเตียนที่ตั้งใจจะลุยกันไปจนถึงอาร์เจนตินาตามที่ตั้งใจไว้ให้ได้

การเดินทาง

การเดินทาง

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load