4 พฤศจิกายน 2564
2 K

‘Kitsuné’ คือคำภาษาญี่ปุ่น แปลว่า สุนัขจิ้งจอก สัตว์ในตำนานและสัญลักษณ์ของความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และเป็นชื่อเรียกในหมู่แฟนๆ ของไลฟ์สไตล์แบรนด์ในตระกูล Kitsuné
เริ่มจากค่ายเพลงในปารีสที่ปั้นศิลปินระดับโลกอย่างวง Two Doors Cinema Club แบรนด์แฟชั่น Maison Kitsuné ที่เน้นความคลาสสิกและเรียบง่ายซึ่งมีจุดขาย 400 แห่งทั่วโลก สู่ Café Kitsuné ที่มีโรงคั่วและเมล็ดกาแฟเบลนด์ของตัวเอง โดยหวังตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มที่สุด

แบรนด์ทำงาน Collaboration ร่วมกับแบรนด์ดังๆ จากทั่วโลก อาทิ Oliver Peoples, PUMA, 3CE Cosmetics, Samsung, Reebok Classic, Shu Uemura, MONTBLANC, the NBA และ ADER error

ธุรกิจภายใต้ชื่อนี้มีเป้าหมายเหมือนกัน คือนำเสนอศิลปะในการใช้ชีวิตให้ผู้คน ผ่านสินค้าและบริการที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสุข 

นั่นไม่ใช่กลยุทธ์ทางธุรกิจที่อยากเพิ่มยอดขาย และขยายทาร์เก็ตไปสู่ลูกค้าทุกกลุ่ม แต่เป็นวิสัยทัศน์และความหลงใหลของสองผู้ก่อตั้ง ณ วันแรกเริ่ม 

“เรื่องราวแบรนด์ของเราไม่เหมือนกรณีศึกษาที่สอนในคณะบริหารฯ”

หนึ่งในนั้นว่าไปอย่างนั้น

และนี่คือเรื่องราวของพวกเขา

1. Maison Kitsuné เริ่มต้นจากค่ายเพลงที่มองไกลว่า อยากมีธุรกิจครอบคลุมไลฟ์สไตล์ผู้คน

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

แบรนด์ก่อตั้งโดย จิลดาส์ โลแอ็ค (Gildas Loaëc) อดีตเจ้าของร้านขายแผ่นเสียงชาวฝรั่งเศส และมาซายะ คุโรกิ (Masaya Kuroki) สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้เป็นลูกค้าขาประจำ 

จุดเริ่มต้นมาจากตอนที่จิลดาส์ต้องไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นในฐานะอาร์ตไดเรกเตอร์ของวง Daft Punk เขาต้องการไกด์ที่รู้เรื่องท้องถิ่น จึงชวนมาซายะไปด้วยกัน จนตกลงเป็นหุ้นส่วนทำค่ายเพลง Kitsuné Musique ธุรกิจแรกในนามของสุนัขจิ้งจอกใน ค.ศ. 2002 เริ่มจากการรวบรวมดีเจเก่งๆ มาทำอัลบั้ม Kitsuné Maison Comprehension และจัดกิจกรรมทัวร์คอนเสิร์ตในที่ต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ให้มากขึ้น ก่อนจะต่อยอดมาเป็นธุรกิจแฟชั่นแ ละคาเฟ่ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนหลายๆ แบบ”

2. ‘ศิลปะแห่งชีวิต’ คือดีเอ็นเอของทุกธุรกิจภายใต้ชื่อ Kitsuné

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแบรนด์นี้คือ ธุรกิจที่ทำนั้นไม่เหมือนกันและอยู่แยกกันได้อย่างอิสระ แต่สำหรับ Kitsuné แล้ว ธุรกิจทั้งสามยึดโยงด้วยโจทย์เดียวคือ ‘Art de Vivre’ หรือศิลปะแห่งชีวิต เพื่อเข้าถึงชีวิตผู้คนให้มากที่สุด

แบรนด์เชื่อว่าทุกคนควรมีศิลปะในการใช้ชีวิต อาจจะเป็นด้านดนตรี ด้านแฟชั่น ศิลปะในการดื่มกาแฟที่รื่นรมย์และมีคุณภาพ หรือสิ่งอื่นๆ ที่เราหลงใหลในชีวิตประจำ 

Kitsuné Musique ทำเพลงมาสร้างความสุขให้คน
Maison Kitsuné ออกแบบเสื้อผ้าสดใหม่เพื่อความสนุกสนานในชีวิต

Café Kitsuné เป็นที่พักผ่อน มาแล้วมีความสุข สุขจากการฟังเพลงในร้าน สุขจากการดื่มกาแฟดีๆ

3. ให้ความสำคัญกับการผสมผสานวัฒนธรรม (Mixed Culture) 

เพราะแบรนด์เกิดขึ้นจากผู้ก่อตั้งสองสัญชาติ เลยทำให้ทุกรายละเอียดมีกลิ่นอายความเป็นฝรั่งเศสและญี่ปุ่นอยู่ด้วยกันโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลง แบรนด์เสื้อผ้า หรือคาเฟ่ ก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการผสมกันระหว่างวัฒนธรรมของสองชาตินี้เท่านั้น 

การผสมผสานวัฒนธรรมกลายเป็นแนวคิดหลักที่ทำให้แบรนด์แตกต่าง เช่น เพลงที่ใช้เครื่องดนตรีหลากหลาย การ Collaboration กับแบรนด์ชาติอื่นๆ หรือเมนูที่รังสรรค์ให้ประเทศนั้นโดยเฉพาะ เป็นการดึงจุดเด่นของวัฒนธรรมต่างๆ ออกมา และสร้างสินค้าที่ตรงกับดีเอ็นเอของแบรนด์มากที่สุด 

4. แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ Collab กับแบรนด์จากทั่วโลกมาแล้วมากกว่า 35 แบรนด์

Maison Kitsuné เกิดขึ้นใน ค.ศ. 2008 โดยมีจุดเด่น 2 ข้อใหญ่ๆ คือ Silhouette เนี้ยบกริบแบบฝรั่งเศส กับคุณภาพวัสดุและวิธีตัดเย็บแสนประณีตแบบญี่ปุ่น แต่เพราะตั้งใจจะสร้าง ‘ศิลปะแห่งชีวิต’ จึงเสาะหาแบรนด์ต่างๆ จากทั่วโลกมาทำงานร่วมกัน เพื่อออกแบบเสื้อผ้าและสินค้าไลฟ์สไตล์ที่แปลกใหม่ ทำให้ผู้ใช้มีความสุข ทั้งยังมีส่วนผสมระหว่างหลายวัฒนธรรมของแบรนด์ที่เลือกด้วยเช่นกัน

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

สินค้า Collaboration ของแบรนด์นี้สนุกและน่าตื่นเต้นเสมอ ที่น่าสนใจกว่านั้น คือการร่วมงานไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน ซึ่งก็ตรงกับความหมายเชิงสัญลักษณ์ของสุนัขจิ้งจอก ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี

ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยทำงานร่วมกับ Pernod บริษัทเครื่องดื่มที่ฝรั่งเศส ก่อนจะจับมือกับ LINE FRIENDS ทำสติกเกอร์ หรือ Helinox ทำอุปกรณ์เอาต์ดอร์ ในฝั่งคาเฟ่ก็ทำงานร่วมกับหลายแบรนด์อย่าง KINTO จากญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่ง Le Chocolat des Français แบรนด์ช็อกโกแลต Made in France

ซึ่งการ Collaboration แต่ละครั้ง สำนักงานใหญ่ที่ฝรั่งเศสจะเป็นคนริเริ่ม โดยดูจากเทรนด์ในตอนนั้น และต้องเข้ากันได้กับความเชื่อหลักของ Maison Kitsuné 

5. คาเฟ่ที่มีโรงคั่วและเมล็ดกาแฟเบลนด์ของตัวเอง เพื่อสร้างมาตรฐานทั้งโลก

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

วัฒนธรรมฝรั่งเศสและญี่ปุ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของ Café Kitsuné เช่นกัน ไลฟ์สไตล์การดื่มกาแฟริมถนนเป็นของคนปารีส ส่วนตัวแทนของชาวญี่ปุ่นคือความพิถีพิถันในการเลือกเมล็ดกาแฟ 

คาเฟ่สุนัขจิ้งจอกมีสาขาในประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา จีน อินโดนีเซีย และไทย มีโรงคั่วของตัวเองที่เมืองโอคายาม่าและปารีส ร้านในเอเชียจะใช้กาแฟจากโรงคั่วที่ญี่ปุ่นทั้งหมด เลือกเมล็ดกาแฟจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนิการากัว เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ผสมเป็น Kitsuné Blend เพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพและรสชาติของกาแฟในทุกสาขา

6. เปิดกว้างให้ร้านในแต่ละประเทศออกแบบเมนูได้เอง เพราะพนักงานท้องถิ่นเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่า

นอกจากเมนูขนมประจำที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสและญี่ปุ่น คาเฟ่ในแต่ละประเทศยังสามารถเสนอเพิ่มเมนูพิเศษของตัวเองได้ เช่น สาขาในไทยมี Fox Latte และไอศกรีมแบบถ้วยซื้อกลับบ้าน ซึ่งแตกต่างจากหลายๆ แบรนด์สากลที่เน้นให้ทุกสาขาทั่วโลกเหมือนกันทั้งหมด

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

Café Kitsuné มองว่าพนักงานท้องถิ่นจะเข้าใจกลุ่มลูกค้าดีกว่า จึงเปิดกว้างให้เสนอไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดข้อได้เปรียบ 2 ข้อด้วยกัน หนึ่ง มีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในประเทศนั้นจริงๆ และสอง เมื่อยืดหยุ่นและพร้อมรับไอเดียใหม่ๆ ก็ทำให้แบรนด์มีความสนุกสนานเกิดขึ้นตลอดเวลา

7. ใครก็สนุกกับความเป็นแบรนด์ Kitsuné ได้

แม้จะมีความสดใสกับความสนุกสนานเป็นเอกลักษณ์ และตอนเปิดแบรนด์ Maison Kitsuné และ Café Kitsuné ครั้งแรกในประเทศไทย ทีมการตลาดตั้งใจเจาะกลุ่มลูกค้าอายุระหว่าง 20 – 35 ปี แต่ท้ายที่สุดพบว่า มีคนทุกเพศทุกวัยเป็นลูกค้าประจำ ตั้งแต่เด็กนักเรียนจนถึงคุณพ่อวัยเกษียณ เหตุผลต้องย้อนกลับไปยังความตั้งใจแรกของแบรนด์ ที่อยากสร้าง Art of Life ทำให้สินค้าทุกชิ้นออกแบบอย่างเอาใจใส่ เรียบง่าย คลาสสิก และมั่นใจว่าใส่ได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน บางไอเท็มก็ใส่กิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ให้มีสีสันและสนุกสนานมากขึ้น 

ใครไม่สนใจแฟชั่นก็ยังมานั่งดื่มกาแฟฟังเพลงพร้อมขนมชิมซิกเนเจอร์ที่คาเฟ่ นั่นแปลว่าไม่ว่าคุณจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ก็ดื่มด่ำกับความเป็นแบรนด์และศิลปะการใช้ชีวิตได้เหมือนกัน ซึ่งนั่นคือภาพใหญ่ที่ทั้งจิลดาส์และมาซายะมองไว้ตั้งแต่ต้น

8. บูรณาการ 3 ธุรกิจให้ส่งเสริมกันและกัน

แม้จะมี 3 ธุรกิจที่แตกต่างกัน แบรนด์ทั้งหมดภายใต้ชื่อ Kitsuné ก็นำจุดเด่นและสินค้าของตัวเองมาส่งเสริมกันและกันได้อย่างพอดี 

บรรยากาศในคาเฟ่เคล้าคลอด้วยเสียงเพลงจากค่ายเพลง เช่นเดียวกับร้านเสื้อผ้า นานๆ ทีมีดีเจมาเปิดเพลงสร้างความสนุกสนานอีกแบบ

ร้านเสื้อผ้าเองก็จับเอาเอกลักษณ์ของคาเฟ่ไปทำเป็นคอลเลกชัน มีทั้งเสื้อผ้า แก้ว หมวก กระเป๋า 

โดยทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการนำเสนอศิลปะการใช้ชีวิตให้มีความสุข ซึ่งยิ่งทำให้ความเป็นแบรนด์แข็งแรงและเป็นที่จดจำมากขึ้นอีก

9. ร้านที่ออกแบบอย่างดี จนกลายเป็นจุดเช็กอินของผู้มาเยือน

เนื่องจากมาซายะเป็นสถาปนิก การออกแบบสาขาต่างๆ ของทั้งร้านเสื้อผ้าและคาเฟ่จึงต้องละเอียด หลักการคือนำเอกลักษณ์ประจำวัฒนธรรมของประเทศที่ตั้งมาใช้ ให้เข้ากับบริบทและสภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น ที่เกาหลีใต้ใช้ไม้ไผ่และสวน หรือที่ลอสแอนเจลิสเน้นโทนสีสด ให้เข้ากับบรรยากาศเมืองริมฝั่ง ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็มีการหยิบบานไม้ฉลุจากชานอ้อยมาตกแต่ง พร้อมเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ท้องถิ่นของไทย ทุกสาขาจึงมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แตกต่าง แต่อยู่บนหลักการเดียวกัน

คาเฟ่มีสาขาใน 7 ประเทศทั่วโลก ส่วนร้านบูติกมีถึง 16 สาขาในเมืองสำคัญๆ

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่มีขายเฉพาะสาขาแต่ละประเทศ ทำให้ Café Kitsuné และ Maison Kitsuné กลายเป็นมากกว่าร้านเสื้อผ้าและคาเฟ่ของคนท้องถิ่น แต่เป็นปลายทางของผู้มาเยือนที่ต้องไปเยี่ยมเยียนให้ได้

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต
10 เรื่องเบื้องหลัง Kitsuné Musique, Maison Kitsuné และ Cafe Kitsuné ไลฟ์สไตล์แบรนด์จากปารีสที่เชื่อในศิลปะในการใช้ชีวิต
10 เรื่องเบื้องหลัง Kitsuné Musique, Maison Kitsuné และ Cafe Kitsuné ไลฟ์สไตล์แบรนด์จากปารีสที่เชื่อในศิลปะในการใช้ชีวิต

10. สิ่งที่ทำให้แบรนด์กลุ่ม Kitsuné ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วคือ แพสชัน

ครั้งหนึ่งจิลดาส์เคยพูดไว้ว่า “เรื่องราวแบรนด์ของเราไม่เหมือนกรณีศึกษาที่สอนในคณะบริหารฯ” 

การทำธุรกิจไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ความต้องการหลายอย่างของเขา ไม่ได้ตั้งต้นจากเป้าหมายทางการตลาด แต่เป็นความเชื่อ ตัวตน และสิ่งที่ทุกคนในทีมตั้งใจสร้างขึ้น 

จากค่ายเพลงที่ริเริ่มใน ค.ศ. 2002 มาเป็นแบรนด์เสื้อผ้าใน ค.ศ. 2008 และคาเฟ่ที่มีสาขาในหลายประเทศเมื่อ ค.ศ. 2013 เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ในการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ ในแบบที่ผู้ก่อตั้งทั้งสองอยากเห็น

แต่จะยกความดีให้แพสชันสำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงหลักหน่วยปีคงไม่พอ ต้องให้เครดิตความมุ่งมั่นและความตั้งใจ รวมถึงภาพในหัวที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก 

ธุรกิจที่ 4 ในตระกูลสุนัขจิ้งจอกคือ Hotel Kitsuné ที่กำลังพัฒนาอยู่ คงต้องรอดูต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

ภาพ : Maison Kitsuné

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

“CURAPROX ต้องการส่งต่อความรู้และทักษะการดูแลสุขภาพช่องปากที่มากกว่าฟันขาวและลมหายใจสดชื่น แต่รวมถึงสุขภาพร่างกายด้วย

“เราอยากให้คนไข้รู้สึกแตกต่างเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ ให้รู้สึกว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก เพราะทั้งง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดี

“เราทำงานหนักเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สวยที่สุดและดีที่สุดในโลก ครองใจผู้ใช้ใหม่ ๆ กว่าล้านคนทุกปี

“คนไม่ได้เรียกเราว่า ‘ชาวสวิสผู้หมกมุ่นเรื่องฟัน’ โดยไม่มีสาเหตุหรอกนะ”

ส่วนหนึ่งของเรื่องราวบนเว็บไซต์เขียนโดย Ueli Breitschmid เขาก่อตั้งแบรนด์นี้เมื่อครึ่งทศวรรษก่อนในปี 1972 ตั้งต้นจากการจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรมในสวิตเซอร์แลนด์ภายใต้บริษัท Curaden

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

CURAPROX ตั้งเป้าจะเปลี่ยนคนธรรมดา ให้ใส่ใจและดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเองได้ ผ่านเครื่องมือที่ออกแบบให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการใช้งานได้อย่างถูกวิธี ที่สำคัญต้องทำให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก

เราเจอกับ เอก-เอกสิทธิ์ นนทรีย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คูราเดน (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อ 2 เดือนก่อน เขาเล่าเรื่องแบรนด์ให้ฟังอย่างออกรส จนต้องนัดหมายเพื่อพูดคุยกันต่อในวันนี้

“นาฬิกาเป็นยังไง การทำธุรกิจก็เป็นแบบนั้น” เขานิยามการทำธุรกิจกับคนสวิส “คำไหนคำนั้น เราสบายใจได้เลย”

Ueli เจ้าของแบรนด์เชื่อในธุรกิจนี้มาก แม้แต่ละปีจะมีบริษัทแปรงสีฟันยักษ์ใหญ่มาขอซื้อกิจการมากกว่า 1 ครั้งก็ไม่เคยคิดขาย

เอก ในฐานะ Curaden Thailand ก็มีเป้าหมายใหญ่กว่าแค่ตัวเลขยอดขายสิ้นรอบบัญชี

เป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือสังคมที่ดูแลสุขภาพช่องปากเป็นกิจวัตร และทันตแพทย์ให้ความสำคัญที่กระบวนการป้องกันมากกว่ามุ่งแต่จะแก้ไข 

คุณสมบัติที่พวกเขามีเหมือนกันคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เจ้าของที่รักแบรนด์ยิ่งกว่าอะไรจึงไว้ใจให้นักธุรกิจในอีกซีกโลกพาธุรกิจไปยังปลายทางที่วางไว้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

1. แบรนด์ที่อยากให้คนดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตัวเอง

ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ Ueli ได้ฟังบรรยายของทันตแพทย์ท่านหนึ่ง เขาเล่าถึงการหาแนวทางไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่ต้นเหตุ และดูแลไม่ให้ต้องเจ็บป่วยอีก โดยเชื่อเรื่องการป้องกันมากกว่าซ่อมแซม ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอฟันได้รับการปลูกฝังต่อ ๆ กันมา

หมอท่านนี้สอนเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเอง แต่เป็นการดูแลในมาตรฐานของหมอฟัน ไม่ใช่คนทั่วไป

“การพยายามเปลี่ยนคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้และไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพช่องปาก มาดูแลฟันได้เหมือนที่หมอทำมันไม่ง่ายนะ เวลาเราทำความสะอาดฟัน เราก็คิดว่าที่ทำนั้นสะอาดแล้ว ซึ่งสะอาดของเรากับหมอไม่เหมือนกัน” 

เอกเล่าต่อว่า Ueli ได้แรงบันดาลใจครั้งใหญ่จากหมอท่านนี้ ความเชื่อที่ว่าถ้าทุกคนดูแลช่องปากได้ ก็ไม่ต้องเป็นโรคอีกต่อไป คือจุดเริ่มต้นและจุดยืนเดียวของธุรกิจนี้ในอีก 50 ปีต่อมา

2. สุขภาพที่ดีที่ไม่ใช่แค่ในช่องปาก และการป้องกัน (Prevention) ดีกว่าการซ่อมแซม (Restoration)

ชื่อของ CURAPROX มาจาก 2 คำ

Cura แปลว่า การรักษา

Proximal หมายถึงช่องว่างระหว่างฟัน 

สโลแกนของแบรนด์คือ Better Health for You สุขภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพในช่องปาก แต่หมายถึงสุขภาพโดยรวม เพราะหลาย ๆ ครั้งโรคทางกายก็เชื่อมโยงกับโรคในปาก 

“รู้ไหมว่า หมอฟันพยายามแก้ปัญหาช่องปากมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย มีการค้นพบฟันปลอมที่ทำจากฟันคนหรือสัตว์ และการสอนแปรงฟันก็มีมาตั้งนานแล้ว มีหลากหลายเทคนิค อย่างเทคนิคหนึ่งเรียกว่า Bass Technique คิดค้นโดย Dr.Charles Bass”

ที่น่าสนใจคือ หมอแบสคนนี้ไม่ใช่หมอฟัน แต่เป็นแพทย์ผู้พัฒนาวิธีการแปรงฟันจนเป็นที่ยอมรับในหมู่ทันตแพทย์ ย้ำเตือนว่าในแวดวงทันตกรรมยังให้ความสำคัญกับการซ่อมแซม (Restoration) มากกว่าการป้องกัน (Prevention) อยู่จริง

Curaden จึงตั้งใจให้แปรงสีฟัน CURAPROX เป็นเครื่องมือป้องกันโรคทางช่องปาก และคนธรรมดาต้องทำเองได้

3. ดีไซน์ที่อนุญาตให้คนลองผิดได้โดยไม่เจ็บตัว

ปัญหาของการทำความสะอาดฟันมี 2 ข้อ หนึ่ง คนไม่รู้วิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง สอง ต่อให้รู้วิธีที่ถูกต้อง มาตรฐานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน 

“เราอาจจะคิดว่าตัวเองทำดีแล้ว แต่อย่างที่บอก ดีของเราอาจยังไม่ดีพอตามหลักของแพทย์”

ทีมโปรดักต์ดีไซน์ของแบรนด์ทำงานหนักบนโจทย์ใหญ่ พวกเขาต้องออกแบบแปรงสีฟันที่ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาแปรงฟันได้สะอาดที่สุด

“ผมชอบเทียบแปรงของเรากับไอโฟน ตอนออกมายุคแรก ๆ แม่ผมถามตลอดว่ามันกดยังไง ก่อนหน้านี้ถ้าเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมาพร้อมคู่มือการใช้ แต่ไอโฟนไม่เคยมีคู่มือตั้งแต่วันแรก เขาดีไซน์ออกมาให้ User เรียนรู้วิธีใช้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมนุษย์ชอบลองผิดลองถูกอยู่แล้ว เอามนุษย์มาขังในห้อง เดี๋ยวก็หาวิธีเปิดประตูได้”

คำตอบของทีมดีไซเนอร์คือการออกแบบโปรดักต์ที่ให้คนลองผิดได้โดยไม่เกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็ต้องเอื้อให้คนทำถูกได้ง่าย เหมือนที่เอกย้ำ “ถูกง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เป็นไร”

4. แปรงสีฟันที่ทำให้มีพฤติกรรมเดิม แต่ได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป

ปัญหาสุขภาพช่องปากส่วนใหญ่มาจากแบคทีเรียที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งสำคัญในการทำความสะอาดช่องปากคือ ตำแหน่ง น้ำหนัก และการแปรงให้ครบทุกซี่และทุกซอก

“ถ้าตำแหน่งถูก แต่น้ำหนักผิดหรือแปรงไม่ครบ ก็ทำให้เกิดปัญหาได้”

แปรงสีฟันในท้องตลาดมีขนแปรงอยู่ที่ 800 – 1,000 เส้น และจำนวนขนแปรงไม่ใช่จุดขายในประเทศไทย ณ วันนั้น

“หมอฟันมักแนะนำว่า การแปรงฟันให้สะอาดที่สุดต้องใช้เวลานาน 2 นาที ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปไม่เคยใช้เวลาเป็นตัววัดความสะอาด แต่ใช้ความรู้สึก การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงต้องปรับไปตามพฤติกรรมการใช้งานจริง การแปรงฟันจาก 2 นาทีตามคำแนะนำหมอ เราอาจแปรงแค่ 30 – 45 วินาที เลยต้องคิดต่อว่าจะทำยังไงให้การกวาดแปรงทำความสะอาดฟันทีเดียวมีประสิทธิภาพเท่ากับกวาด 5 ที 

“จึงเป็นที่มาว่า ทำไมแปรงรุ่นแรกของเราต้องมีขนแปรงมากกว่า 5,000 เส้น”

5. 5460 แปรงรุ่นแรกที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ทันตแพทย์ รูปลักษณ์สวยเซ็กซี่เอาใจผู้ใช้ และไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี

“การจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มันต้องง่ายและไม่น่าเบื่อ ต้องทำให้สนุก ให้คูลให้ได้”

โจทย์ของหมอฟันคือ แปรงสีฟันที่ไม่เป็นอันตรายต่อทั้งเหงือกทั้งฟัน และทำความสะอาดได้ดี 

เมื่อออกแบบตามความต้องการทันตแพทย์ โปรโตไทป์แรก ๆ ของ CURAPROX จึงไม่สนุกเซ็กซี่เหมือนอย่างวันนี้ที่เราเห็น 

ทีมดีไซเนอร์กลับไปรวมหัวกันใหม่จนเกิดรุ่น 5460 แปรงสีฟันรุ่นแรกที่ไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี ด้วยหัวแปรงที่โน้มมาข้างหน้าเพื่อให้แปรงฟันด้านในได้สะดวก ขนแปรงตัดตรง ด้ามแปรง 8 เหลี่ยมจับเหมือนปากกา หากหมุนตามมุมจะทำให้หัวแปรงหัน 45 องศา ตรงตามหลักการแปรงฟันที่ถูกต้อง พอดีกับการแปรงคราบแบคทีเรียสะสมบนขอบเหงือกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเลือดออก เพราะขนแปรงนุ่มเฉพาะตัว

“กระบวนการออกแบบหัวและขนแปรงก็ท้าทายมาก” เขาเล่า “การที่เราจะใส่ขนแปรงกว่า 5,000 เส้น ถ้าหัวแปรงไม่ใหญ่ ขนแปรงก็ต้องเล็ก ซึ่งก็มีปัญหาตามมาอีก ถ้าเล็กมากเวลาเปียกน้ำจะย้วย เหมือนผู้หญิงผมเส้นเล็ก ซึ่งไม่มีวัสดุในท้องตลาดที่ตอบโจทย์นี้ บริษัทเลยต้องเริ่มจากศูนย์ พัฒนาวัตถุดิบใหม่ เกิดขนแปรงชนิดใหม่ที่แข็งเท่าเดิมถึงแม้เปียกน้ำ แต่นุ่มระดับที่สามารถแปรงบนขอบเหงือกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของเราเท่านั้น”

ส่วนสีสันสดใสมาภายหลัง ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่อยากให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปโดยปริยาย

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

6. ผลลัพธ์ที่แตกต่างไม่ได้สร้างแค่ยอดขาย แต่เกิดประสบการณ์เฉพาะตัว

CURAPROX Experience คือประสบการณ์ของผู้ใช้แปรงสีฟันแบรนด์นี้ เมื่อผลลัพธ์ที่ได้แตกต่าง คนก็ไม่อยากให้ปากสกปรก

“จริง ๆ แล้ว ปากที่สะอาดที่สุดคือตอนที่เพิ่งขูดหินปูนเสร็จใหม่ ๆ แต่นั่นคือหมอทำ ส่วนการแปรงฟันคือความสะอาดที่เราทำได้เอง มันคือความภูมิใจ

“พอแปรงฟันได้สะอาดขนาดนั้น ผมไม่กล้าดื่มกาแฟเลยนะ กลัวเปื้อน ความรู้สึกแบบนี้ทำให้คนแสวงหาผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดขั้นกว่า”

จากแปรงสีฟันรุ่น 5460 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์เฉพาะทางตามลักษณะของช่องปาก เช่น แปรงของคนจัดฟัน หรือแปรงกระจุกที่ใช้ทำความสะอาดฟันในตำแหน่งเฉพาะ ไปจนถึงแปรงรุ่น Velvet ที่มีขนแปรงถึง 12,000 เส้น

7. เพิ่มความสนุกด้วยแปรงสีฟันรุ่นลิมิเต็ด และรุ่นตอบโจทย์การใช้งานแบบเฉพาะที่ออกแบบเพื่อคนใช้งานจริง ๆ

แม้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากจะเป็นสินค้าแบบ Disposible คือใช้จนสิ้นอายุก็ต้องทิ้ง แต่แบรนด์นี้ก็ยังมีรุ่น Limited Edition ให้คนซื้อตื่นเต้นสนุกสนานอยู่เรื่อยมา อย่างครั้งที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก แบรนด์ก็ออกรุ่นพิเศษเป็นขนแปรงลายธงชาติบราซิลขายเอาใจคนในประเทศและแฟนกีฬาเสียเลย

หรืออีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เอกชอบมาก ๆ คือ Travel Set ประกอบไปด้วยแปรง 5460 ขนาดจริง แปรงซอกฟัน และยาสีฟัน บรรจุในกล่องขนาดพกพาที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน

“ผู้ใช้คือคนที่อยากทำความสะอาดช่องปากนอกสถานที่ แบบ Anytime, Anywhere อันดับแรกเลยต้องพกง่าย ขนาดกล่องต้องใส่กระเป๋าเสื้อได้ แล้วเขาก็ใส่กิมมิกให้เหมือนกระเป๋าเดินทาง

“เขาดีไซน์ให้ด้ามแปรงสีฟันรุ่น 5460 แบ่งเป็น 2 ท่อน พอเสียบต่อกันปุ๊บ กลายเป็นไซส์จริง ข้อต่อก็แข็งแรงมาก ไม่หัก ไม่งอ ไม่โครง พอกล่องเล็ก ทุกอย่างต้องใส่พอดี แต่เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องจำว่าอะไรวางยังไง เขาก็ออกแบบให้บนกล่องมีบอกตำแหน่งการวางทุกอย่าง แปรงวางแบบนี้ แปรงซอกวางแบบนี้”

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

ทีมออกแบบคิดเผื่อผู้ใช้งาน แม้กระทั่งป้ายบ่งบอกรสชาติยาสีฟันนอกกล่อง เพราะ CURAPROX มียาสีฟันหลากหลาย ซึ่งก็เกิดมาจากโจทย์ความต้องการของคนเช่นเดียวกัน

“ยาสีฟัน Be You ก็มีคอนเซ็ปต์ที่สนุกมาก มันเริ่มจากคำถามว่า เราขายแปรงสีฟันเก่งมาก แต่ทำไมคนที่ใช้แปรงเรา ไม่เห็นซื้อยาสีฟันของเราเลย”

เช่นเดียวกัน ยาสีฟัน CURAPROX รุ่นแรกดูยังไงก็เหมือนยาที่หมอจ่าย จนได้พัฒนาเป็นรุ่น Be You ให้ผู้ใช้เป็นตัวของตัวเองได้ ไอเดียเหมือนน้ำหอมที่แสดงตัวตนและบุคลิกผ่านกลิ่น ทำหน้าที่เป็นน้ำหอมของปาก มาพร้อมกลิ่นที่สนุกไม่แพ้สี เช่น Pure Happiness กลิ่น Peach & Apricot หรือ Challenger กลิ่น Gin & Tonic เป็นต้น

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

8. Curaden Thailand เกิดขึ้นในปี 2017 โดยกลุ่มคนที่เข้าใจวงการทันตกรรม

Curaden มีอยู่ 70 ประเทศทั่วโลกในรูปแบบตัวแทนจำหน่าย ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการทำตลาด บริษัทแม่จะเข้ามาลงทุนร่วม

ด้วยความที่เป็นแฟนพันธุ์แท้แปรงสีฟันยี่ห้อนี้อยู่แล้ว ทั้งยังมีเครือข่ายกับทันตแพทย์และคลินิกทั่วประเทศ เอกตัดสินใจติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อนำเสนอแผนธุรกิจ

ในอีเมลเล่าถึงศักยภาพของตลาดประเทศไทย พร้อมความเชื่อว่าคนไทยจะรักแบรนด์นี้ และแม้จะไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม Oral Care มาก่อน เขากลับมั่นใจว่าจะพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายได้ด้วย 2 เหตุผล

หนึ่ง เขามีความเข้าใจในตลาดทันตกรรม เพราะเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้เจ้าของคลินิกทำฟันมานับสิบปี หนึ่งในนั้นคือคลินิก Protech Dents ที่เราเคยไปเยี่ยมเยียน

และสอง ซึ่งนับว่าสำคัญที่สุด คือเขาเป็นผู้ใช้งานจริง และเคยผ่านประสบการณ์ที่เรียกว่า CURAPROX Experience มาแล้ว

จาก Exclusive Distributor ประจำประเทศ ก็พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ เขาสามารถพาแบรนด์เติบโตในทุกด้าน ตั้งแต่การรับรู้ ยอดขาย ไปจนถึงการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพช่องปาก ซึ่งรวมถึงผู้ใช้งาน ทันตแพทย์ หรือร้านค้าพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ จนแบรนด์แม่เลือกที่จะเข้ามาลงทุนร่วมในไทยอย่างจริงจังในปี 2019 โดยมีข้อแม้ว่า Curaden Thailand จะต้องดำเนินการโดยเอกและทีมงานเดิมทั้งหมด

9. นักขายทุกคนต้องผ่านการทดสอบเรื่องสุขภาพช่องปาก

หนึ่งตำแหน่งที่สำคัญมากที่สุดของธุรกิจในแวดวงทันตกรรมคือ นักการขาย หรือที่ Curaden Thailand เรียกว่า Partner Development Executive

ทุกคนต้องผ่านการอบรมและทดสอบ จะผ่านโปรเบชันต้องได้คะแนน 80 จาก 100 ทั้งระดับ Non-dentist Level 1 และ Level 2 ข้อสอบก็ไม่ใช่การท่องจำคุณสมบัติหรือจำนวนขนแปรงสีฟันอย่างที่หลายคนคิด แต่ต้องเรียนรู้เรื่องสุขภาพช่องปากตั้งแต่ต้นตอ ลึกไปถึงการทำงานของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เอกบอกว่า มีหลายคนไม่ผ่านโปรเบชัน

“เขาก็สงสัยว่าทำไมแบรนด์แปรงสีฟันต้องเข้มงวดกับการสอบขนาดนี้ ถ้าไม่เข้มงวด ทุกคนจะเป็นแค่เซลส์ขายแปรงสีฟัน เพราะเรามองแปรงสีฟันเป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ที่จะแปลงร่างลูกค้าให้เป็นคนใหม่ เป็นคนที่ดูแลสุขภาพช่องปากตัวเองอย่างถูกต้อง

“ผมเลือกที่จะไม่รับคนที่มาจาก Supplier เครื่องมือทันตกรรม แม้รู้ดีว่าเขาจะพาคอนเนกชันหมอกับคลินิกเข้ามาอีกมากมาย สิ่งนั้นสร้างได้ แต่การจะสอนให้เขาเปลี่ยนจากบทบาทเซลส์มาเป็น Educator หรือ Business Consultant ได้นั้นยากกว่าเยอะ”

พนักงานในตำแหน่งนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ด้าน Business Development ก็ต้องเคยทำ Marketing มาก่อน

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

10. ทำธุรกิจแบบมียอดขายเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ต้นเหตุ

อ่านมาถึงข้อนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามว่า แล้วธุรกิจนี้สนใจเรื่องยอดขายหรือเปล่า 

“สนสิ” เอกตอบทันที “แต่สนในฐานะผลลัพธ์ เราไม่ได้เอายอดขายมาตั้งต้น”

เขาเปรียบเทียบกับการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รางวัลออสการ์ รางวัลมาทีหลัง มาจากผลลัพธ์ของผลงานที่ดี คนที่มาร่วมงานกับเขาจึงต้องสนุกกับการเรียนรู้ เรียนรู้ว่าจะทำให้ลูกค้า ทันตแพทย์ และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ได้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง 

11. จัดกิจกรรมให้ทันตแพทย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของแบรนด์

เป้าหมายของ Curaden คือการทำงานร่วมกับทันตแพทย์ เพื่อให้คนไทยดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองได้ด้วยตัวเองจริง ๆ

แบรนด์ต้องการสนับสนุนทันตแพทย์ภาคเอกชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 2 โครงการที่ทำมาตลอดหลายปีอย่าง กลุ่ม Prevé และ Business Development Conference

โครงการแรกจัดทำขึ้นเพื่อหมอฟันที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ให้ความสำคัญในการสอนคนไข้ดูแลช่องปาก เน้นป้องกันมากกว่าซ่อมแซม แต่จะทำให้หมอฟันสนใจได้ ก็ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร

ต่อเนื่องมายังโครงการที่สอง คอร์สอบรมเรื่องการทำธุรกิจทันตกรรมโดยเอกและวิทยากรรับเชิญจากหลายสาขา ทั้งอาจารย์ภาควิชาการตลาด สอนกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจที่ไม่ใช่ราคา รวมถึงแนวคิดการทำธุรกิจคิดดีแบบ อาจารย์เกด-ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือ เกตุวดี Marumura ที่ผู้อ่าน The Cloud รู้จักเป็นอย่างดี

“เราไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่โฆษณาแบรนด์ ไม่ขายของ และหมอเจ้าของคลินิกที่มาร่วมงาน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของเรา ที่ทำตรงนี้เพราะรู้ดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังเป็นธุรกิจบริการทางการแพทย์ ที่จรรยาบรรณเป็นเรื่องสำคัญ 

“เราอยากเห็นคนไข้ขอบคุณหมอ มากกว่าพูดถึงหมอฟันในแง่ลบ ผมว่าบุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนสมควรได้รับคำขอบคุณนี้

“เราอยากให้หมอกลับไปพัฒนาคลินิกของตัวเอง เพราะสุดท้ายวงการก็จะพัฒนาต่อไปด้วย”

12. ตั้งใจเป็นมากกว่า Supplier

อุตสาหกรรมทันตกรรมประกอบไปด้วย 3 ผู้เล่นหลัก ๆ

Supplier ผู้จำหน่ายเครื่องมือให้ทันตแพทย์นำไปรักษาคนไข้

ทันตแพทย์ ผู้ประกอบธุรกิจบริการ

และคนไข้ที่มาใช้บริการรักษา

ถ้าใครเคยดูหนังหรือมีความเข้าใจวงการนี้อยู่บ้าง คงพอเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างเซลส์ผู้ขายกับแพทย์ผู้ซื้อ ความสัมพันธ์ที่มีลำดับขั้นและเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อให้ยอดขายทะลุเป้า

แต่ภาพในหัวของ CURAPROX ไม่ใช่แบบนั้น

เอกและทีมอยากเป็นมากกว่า Supplier ที่คอยหาสินค้ามาให้เมื่อต้องการ แต่เป็นที่ปรึกษาที่หมอดีใจทุกครั้งที่เข้าไปหา และพร้อมเล่าปัญหาให้ฟังเพื่อช่วยหาวิธีแก้ให้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

13. ขายของอย่างตรงไปตรงมา อะไรดีบอกดี ถ้ามีที่ดีกว่าก็ยินดีแนะนำ

“ผมไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อการอยู่รอด แต่ทำเพราะอยากแก้ปัญหาทางสังคม เครือข่ายทันตแพทย์เจ้าของคลินิกเอกชน ปัญหาสุขภาพช่องปากของคนไทย ไปจนถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เป็นภาระของภาครัฐ ซึ่งมีแต่จะมากขึ้นทุกวัน” เอกพูดเสียงหนักแน่น

สำหรับเขา การทำธุรกิจมีหลายวิธี มีทั้งแบบกีฬาเทนนิส คือการทำทุกทางให้อีกฝ่ายลำบากที่สุด ตัวเองถึงชนะ หรือแบบกอล์ฟ ที่กดดันอีกฝั่งด้วยจิตวิทยา

CURAPROX ทำธุรกิจเหมือน The Voice รอบชิงชนะเลิศ

“ให้มวลชนโหวต ไม่ใช้กรรมการตัดสิน คู่แข่งอยากทำอะไร ทำเลย เราไปแย่งไมค์จากมือเขาไม่ได้ แต่เราจะชนะก็ต่อเมื่อเราร้องเพลงถูกใจมวลชนมากกว่า เท่านั้นเอง”

สิ่งนี้สะท้อนผ่านวิธีการทำงานของ CURAPROX ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาทันตแพทย์ต้องการโซลูชันที่แบรนด์อาจไม่มีคำตอบให้

“หมอฟันอยากได้ไหมขัดฟัน เรารู้ว่ายี่ห้อไหนดี เราก็แนะนำไปหรือผมรู้ว่าหมอตุ๊กตา-ทพญ.ปวีณา คุณนาเมือง ทำยาสีฟันเด็ก ของเราก็มีนะ แต่ของหมอตุ๊กตาก็ตอบโจทย์และมีคุณภาพ  ผมก็แนะนำต่อให้ร้านค้าที่เป็นพาร์ตเนอร์เรา”

เพราะไม่ได้ทำธุรกิจแบบ ‘เธอตาย แล้วฉันถึงรอด’ ต่างคนเลยต่างเติบโตไปด้วยกัน

14. จะตกลงขายก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์ต่อคนซื้อ 

ในอุตสาหกรรมทันตกรรมพูดถึง CURAPROX ว่าเป็นแบรนด์ที่เลือกคลินิก เอกอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าหมอมองสินค้าเป็นแค่แปรงสีฟันไว้ขายคนไข้ แต่ไม่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ก็จะไม่ยอมขายให้เด็ดขาด

วิธีการขายของแบรนด์ก็น่าสนใจมาก เขาไม่ขายขาด แต่ใช้วิธีฝากขาย ขายได้ 1 ด้าม วางบิลแค่ 1 ด้าม ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือใช้วิธีจำกัดจำนวน เพื่อไม่ต้องการให้เป็นภาระกับคลินิก

“เราอยากช่วยหมอ สมัยก่อนวิธีขายของ ถ้าซื้อเยอะจะมีส่วนลด มีของแถม แต่เราไม่อยากผลักภาระให้เขา ไม่อยากบีบให้ซื้อเยอะเพื่อเอาส่วนลด ทั้ง ๆ ที่ของขายไม่ได้ เมื่อเขาขายของเราไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์กับเขา ต่อให้ขายขาด เขาก็ซื้อเราแค่ครั้งเดียว เราเลยไม่ได้ขายทุกคลินิก ต้องมั่นใจก่อนว่ามันจะมีค่ากับเขา เราถึงขายให้”

15. แบรนด์แปรงสีฟันที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการทันตกรรมและสังคมไทย

ตั้งแต่ปี 2017 CURAPROX เข้ามาเปลี่ยนแวดวงทันตกรรมในหลายด้าน 

ด้านโปรดักต์ เราเริ่มเห็นแปรงสีฟันสี ๆ เห็นคนพูดถึงความสำคัญของความนุ่ม การจับแปรงแบบปากกา เริ่มเห็นแบรนด์อื่นในท้องตลาดใช้จุดขายคล้าย ๆ กัน

ด้านความสัมพันธ์กับทันตแพทย์ แบรนด์เปลี่ยนภาพจำจาก Supplier ที่เน้นขายเยอะ เป็นที่ปรึกษาที่อยากเติบโตไปด้วยกัน

ด้านทันตกรรม มีหมอฟันจากทั่วประเทศที่มุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) เพิ่มขึ้นทุกวัน 

ด้านผู้ใช้ เกิดคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพช่องปาก ที่สนุกกับการแปรงฟันอย่างถูกวิธีจนเป็นนิสัย

เอกนึกไปถึงวันที่ Ueli เดินทางมาพบที่เมืองไทย ภาพที่เขาเดินยิ้มลงจากรถตู้ยังชัดเจน

“วันนั้น ผมยังนึกกับตัวเองอยู่เลยว่าเขาจะรู้สึกยังไงนะ ถ้าวันหนึ่งผมเดินทางไปประเทศเล็ก ๆ แล้วมีหมอฟันในประเทศนั้นเดินมาจับมือผมแล้วบอกว่า เขา Appreciate กับสิ่งที่เราทำมาก ๆ 

“เป็นผม ก็คงเดินลงจากรถตู้ยิ้มกว้างเหมือน Ueli วันนั้นแหละ”

15 เรื่อง CURAPROX แบรนด์แปรงสีฟัน Made in Switzerland ที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load