01

ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล เป็นบรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ข่าวกีฬา Main Stand

เขาชอบกีฬา ชอบเล่าเรื่อง และเห็นว่าข่าวกีฬาน่าจะให้อะไรกับสังคมได้มากกว่ารายงานผลการแข่งขัน การเตรียมตัวก่อนแข่ง และความรู้สึกหลังแข่ง

เขาอยากทำข่าวกีฬาที่สร้างแรงบันดาลใจ ใกล้ตัว สะท้อนให้เห็นปัญหาของสังคม ไม่เน้นความเร็ว อ่านเมื่อไหร่ก็ยังสนุกและมีประโยชน์

Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล

ฟังดูเหมือนเป็นสื่อกีฬาอินดี้ แต่กลับโดนใจแฟนกีฬาจำนวนมากที่เชื่อเหมือนกันว่ากีฬาให้อะไรมากกว่าแค่ความบันเทิงจากผลการแข่งขัน

Main Stand มีผู้ติดตามเพจกว่าครึ่งล้าน เนื้อหาจำนวนมากมียอดอ่านแตะหลักหมื่น ทะลุถึงแสนก็มี

บรรณาธิการวัย 32 ปีคนนี้เป็นแฟนฟุตบอลทีมลิเวอร์พูล น่าแปลก ในช่วงเวลาที่ลิเวอร์พูลเล่นดีที่สุดในรอบ 30 ปี เขากลับสนุกกับการดูลิเวอร์พูลเล่นน้อยลง

เขาสูญเสียความสนุกในการดูฟุตบอลไป แต่ได้บางอย่างกลับมาที่ถือว่าคุ้มค่ามาก

ซึ่งสิ่งนั้นคือ…

Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล
Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล

02

ชีวิตของดราก้อนคล้ายนักกีฬาอาชีพผู้ใช้ชีวิตตามทางที่ควรจะเป็นอย่างมีวินัย ไม่เหลวไหลวอกแวกออกนอกลู่

เขาร่ำเรียนด้าน Broadcast Journalism จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ระหว่างเรียนก็ฝึกงานเป็นนักข่าวกีฬากับช่อง 5 และสยามกีฬาทีวี จบมาก็ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวของสยามกีฬาทีวี เรียนรู้งานข่าวสารพัด ทั้งแปลข่าว พากย์ฟุตบอล ทำรันดาวน์ ทำข่าวภาคสนามตั้งแต่การแข่งขันกีฬาธรรมดาไปจนถึงทัวร์นาเมนต์อย่างโอลิมปิก

“ผมทำข่าวซีเกมส์ที่อินโดนีเซีย ปี 2011 เป็นทัวร์นาเมนต์แรก ผมตื่นตาตื่นใจกับความแปลกใหม่ของบ้านเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต อาหารการกิน เห็นอะไรก็น่าทำสกู๊ปไปหมด” นั่นคือจุดที่ทำให้เขาเริ่มเห็นว่า ข่าวกีฬามีอะไรมากกว่าผลการแข่งขัน

จากนั้นเขาก็ตะลุยเดี่ยวทำสกู๊ปข่าวโอลิมปิก ลอนดอนเกมส์ ปี 2012 ด้วย iPhone 4 ทางสถานีซื้อลิขสิทธิ์ภาพการแข่งขันมาแล้ว เขาจึงรายงานส่วนที่ไม่ใช่ผลการแข่งขัน เน้นสีสันของมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรื่องที่เขายังจำได้คือ การสัมภาษณ์นักข่าวชาวอิตาลีวัยเกือบ 90 ปี ผู้ทำข่าวโอลิมปิกมาแล้ว 12 ครั้ง

“ผมพบว่า ข่าวกีฬาไม่ใช่แค่เรื่องที่นักกีฬาคนนี้ได้เหรียญอะไร การที่นักกีฬาสักคนประสบความสำเร็จได้เหรียญทอง ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนอยากรู้ มันไม่ใช่เนื้อหาที่ส่งผลกับคนในวงกว้าง ผมเริ่มคิดว่าถ้าเราทำข่าวที่เอากีฬามาผูกกับบริบททางสังคมได้ น่าจะสนุกมากแน่ๆ” ดราก้อนเล่าที่มาของความคิดในการทำข่าวกีฬาที่ต่างออกไป

Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล

03

พอทำงานไปสักพัก เขาเริ่มจับทางได้ว่า การทำข่าวมหกรรมกีฬาสักรายการ ผู้สื่อข่าวจะเล่นประเด็นซ้ำไปซ้ำมาแค่ความพร้อมของนักกีฬา การเตรียมตัวฝึกซ้อม สถานที่เก็บตัว งบประมาณเตรียมทีม และเงินอัดฉีด เป็นรูปแบบข่าวกีฬาดึกดำบรรพ์ที่เขาไม่เห็นด้วย แต่ก็เด็กเกินว่าจะเปลี่ยนแปลงได้

“การทำข่าวกีฬาก็เหมือนคุณต่อยอยู่บนเวทีมวยด้วยแพตเทิร์นเดิมๆ ซ้ำๆ เราพลิกแพลงมันให้เป็น Mixed Martial Arts ได้ ทำให้มันสนุกกว่าบอกผลการแข่งขัน หรือโค้ชพูดอะไรหลังจบเกมได้”

ข่าวกีฬาที่ดราก้อนอยากเห็นคือ ข่าวที่เล่าเรื่องอย่างมีประเด็น และน่าติดตามเหมือนภาพยนตร์หรือนิยาย

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อสื่อฟุตบอลชื่อดังของโลกจากอังกฤษเปิดตัวเว็บไซต์ภาษาไทย ดราก้อนได้รับเลือกให้เป็นบรรณาธิการบริหารคนแรกของ FourFourTwo Thailand ใน พ.ศ. 2558 เขามองว่า FourFourTwo โดดเด่นเรื่องบทสัมภาษณ์เชิงลึกก็จริง แต่ยังทำให้ดีขึ้นได้อีก โดยเฉพาะการเล่าเรื่องให้สนุก

บรรณาธิการหนุ่มวัย 27 ปี จัดทัพให้ลูกทีม 3 คน ทำงานแปลและเขียนงานด้วยการเรียบเรียงข้อมูลจากสื่อต่างๆ ส่วนตัวเขาออกไปลุยทำเนื้อหาที่เป็น Original Content ซึ่งทุกเรื่องเขาจะตั้งใจลำดับพล็อตเรื่องให้เหมือนภาพยนตร์

05

ผลงานสร้างชื่อของ FourFourTwo Thailand คือ Once upon a time in Europe ซีรีส์รวมบทสัมภาษณ์ของนักฟุตบอลไทยที่เคยไปค้าแข้งที่ยุโรป เช่น โค้ชเฮง-วิทยา เลาหกุล, มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา, ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย, ซิกล้วย-โกวิทย์ ฝอยทอง, อาจพล ระดมเล็ก และ โค้ชป้ำ-วรวรรณ ชิตะวณิช ซึ่งเคยประสบความสำเร็จที่เดนมาร์ก

“ผมให้เขาเล่าเรื่องราวทุกๆ บริบทตอนอยู่ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตนอกสนาม ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม อย่างช่วงที่มุ้ยยังไม่มีรถก็มีเพื่อนผู้รักษาประตูชาวสเปนขับรถมารับส่งทุกวัน เป็นเพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาด้วยกันทั้งคู่ โค้ชเฮงก็เล่าว่า เยอรมนีในยุคที่ยังแบ่งเป็นตะวันตกกับตะวันออกเป็นยังไง โค้ชป้ำพูดถึงการใช้ชีวิตของชาวเดนมาร์ก ฟุตบอลที่นั่นในยุคนั้นเป็นยังไง”

ดราก้อนบอกว่า กระแสตอบรับของเนื้อหาชุดนี้ดีมาก ถึงขนาดมีคนบอกว่า FourFourTwo Thailand ได้ก้าวข้ามความเป็นสื่อฟุตบอลแบบเดิมๆ ของไทยไปแล้ว มีการเล่าเรื่องไม่เหมือนสื่อกีฬา ทำให้บรรณาธิการหนุ่มเริ่มมั่นใจว่า เขามาถูกทางแล้ว

Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล

06

การสัมภาษณ์นักกีฬาให้ได้บทสัมภาษณ์ที่คมคาย ลึกซึ้ง และกลมกล่อม ไม่ใช่งานง่าย ผู้คนในวงการสื่อต่างรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ การที่ดราก้อนทำบทสัมภาษณ์นักกีฬาออกมาได้ดีจึงถือว่า เขามีฝีไม้ลายมือที่ไม่ธรรมดา

“คุยไปแล้วไม่รอดก็มีครับ” ดราก้อนหัวเราะ “ผมเลยต้องคุยนานๆ ประมาณสองชั่วโมงครึ่งถึงสามชั่วโมง บางคนก็สี่ ผมจะไม่นั่งสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ ไม่คุยที่สโมสร เพราะไม่อยากให้เขาคิดว่ากำลังทำงาน แต่จะนัดคุยที่ร้านกาแฟ คุยตะล่อมไปเรื่อยให้เขารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนเขา คุยกันจนหัวเราะ แล้วเรื่องสนุกๆ ในชีวิตเขาก็จะออกมาเอง”

ถ้าได้อ่านนบทสัมภาษณ์ฝีมือของดราก้อน จะพบว่าเขาคงมีอะไรสักอย่างที่ทำให้ผู้ให้สัมภาษณ์ยอมเล่าแบบหมดเปลือก อย่างบทความ 2 ชิ้นนี้

จากปาก ยูเซน มิ้ว “เรื่องคืนนั้นที่ทำให้ผมไม่ได้ไปเอเชียนเกมส์ 2018 นะเหรอ?”

แบงค์-เธียรชัย : กาแฟแก้วนั้น ที่กรุยทางพา ‘ศรีสะเกษ’ เป็นแชมป์โลก

น่าสนใจว่าในการนั่งคุยหลายๆ ชั่วโมงนั้น เขาตั้งใจนวดบทสนทนาเพื่อตามหาเรื่องราวประเภทไหน

“การได้ฟังเรื่องความขัดแย้งระหว่างนักกีฬากับสโมสรหรือกับใคร ถือเป็นโบนัส เราเห็นสิ่งนี้ในสื่อกีฬาเยอะมาก ทั่วโลกด้วย ผมไม่คิดว่ามันจะให้อะไรกับสังคมหรือเพิ่มคุณค่าให้วงการ Sport Marketing โอเคว่าเราทำเรื่องตีแผ่ได้ ในแง่ที่เราสืบสวนแล้วเห็นว่ามีคนผิด แต่การไปสัมภาษณ์นักฟุตบอลคนหนึ่งเพื่อให้เขาบอกว่าอีกคนไม่ดี มันไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ผมอยากทำมากกว่า คือเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจ” ดราก้อนเล่าด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น

07

เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงสุดท้ายในการทำงานที่ FourFourTwo ดราก้อนมองวงการสื่อกีฬาว่า

“แข่งกันที่ความเร็ว ปัญหาที่ตามมาคือ มีข่าวไม่จริงเยอะมาก ไม่มีการเช็กข้อมูลซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญของการทำสื่อ แล้วก็ยังเป็นการก๊อปปี้ต่อๆ กัน ทุกวันนี้ข่าวสารเยอะมาก แต่กลับมีคนรวบรวมเรียบเรียงให้เป็นเรื่องที่สนุกได้น้อยลง ผมอยากก้าวออกจาก Red Ocean ที่แข่งกันอย่างดุเดือดในเรื่องความเร็ว มาทำสื่อกีฬาที่ไม่เน้นเร็ว แต่เน้นลึก ช้าแต่ชัวร์ เป็นเนื้อหาที่เหนือกาลเวลา ไม่บูด อ่านเมื่อไหร่ก็ได้ อ่านเมื่อไหร่ก็สนุก ผมอยากอยู่ใน Blue Ocean มากกว่า”

การทำเนื้อหากีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน ไม่เน้นเร็ว แต่เป็นเนื้อหาคุณภาพที่อ่านแล้วได้อะไรดีๆ ทุกครั้งที่คลิกอ่าน เป็นสิ่งที่ใหม่มากในวงการสื่อกีฬาไทย ซึ่งหลายคนนึกภาพไม่ออกว่าจะเป็นแบบไหน

แต่ดราก้อนเห็นภาพฝันนี้ชัดมาก

Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล

08

ทำ FourFourTwo มาได้ 3 ปีครึ่ง ดราก้อนก็อยากเล่าเรื่องที่มากกว่าฟุตบอล เป็นจังหวะเดียวกับที่ โรจน์ พุทธคุณ นักกฎหมายผู้หลงใหลกีฬาอยากทำสื่อกีฬา พอได้ฟังความคิดของกันและกัน ทั้งคู่เลยจับมือกันเปิด Main Stand เว็บไซต์ข่าวกีฬารายใหม่ของประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2561 โรจน์ลงเงิน ดราก้อนลงแรง มีทีมงานประจำทั้งหมด 3 คน

เริ่มแรกดราก้อนตั้งใจจะเน้นข่าวฟุตบอลเป็นหลัก ตามด้วยบาสเกตบอล และมวยต่างประเทศ ซึ่งแทบไม่มีสื่อดิจิทัลไหนทำเรื่องนี้แบบจริงจัง ต่อมาก็ขยายเนื้อหามาถึง E-Sport และกีฬาที่อยู่ในป๊อปคัลเจอร์ทั้งหลาย

เนื้อหากีฬาของ Main Stand เลยขยับจากแง่มุมกีฬาแบบเดิมไปสู่มิติของแฟชั่น ธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ ป๊อปคัลเจอร์ และวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น

ซันยะ : บ้านเกิด โจ สิงห์สังเวียนที่รัฐบาลญี่ปุ่นอยากลบออกจากแผนที่

รยู ฮยอนจิน : นักกีฬาอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ ที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่า ซน ฮึงมิน และ BLACKPINK

โมเดลธุรกิจ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ทีมฟุตบอลชั้นนำที่ไม่มีหนี้แม้ยูโรเดียว

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ดราก้อนอยากเห็นในสื่อกีฬา

“ผมอยากทำให้เรื่องกีฬาอิมแพคกับคนในวงกว้างมากกว่านี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าคิดจะทำสื่อกีฬาแล้วหวังคนอ่านแค่กลุ่มผู้ชายเราก็จะเป็นได้แค่สื่อกีฬาเดิมๆ” เนื้อหาที่หวังว่าจะสร้างอิมแพคกับสังคมได้ก็อย่างเช่น

โคลิน แคเปอร์นิค : นักฟุตบอลที่ต้องจ่ายอนาคตตัวเอง เพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคม

โครินเธียนส์ ยุค 80s : ทีมฟุตบอลที่ใช้ประชาธิปไตยในวงเหล้าสู่ชัยชนะเหนือเผด็จการบราซิล

อลิสัน เฟลิกซ์ : ไต้ฝุ่นสาวผู้ทำลายสถิติ ยูเซน โบลต์ กับการสู้เพื่อสิทธิของคนเป็นแม่

จอร์จ บุช ก็หยุดไม่อยู่ : เมื่อ อาลี เข้าประจันหน้า ซัดดัม เพื่อขอชีวิตตัวประกัน 15 คน

Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล

09

ดราก้อนวางสูตรในการเขียนเนื้อหาทุกชิ้นของ Main Stand ว่าต้องสนุก ทุกคนเข้าถึงได้ ให้ความรู้ และเขียนจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

เรื่องที่ดราก้อนคิดว่าน่าจะบอกเล่าความเป็น Main Stand ได้ดีคือ พวกเขาเป็นใคร? : เปิดตำนาน “รถแห่ลิเวอร์พูล” จากสถานที่จริง – บุคคลจริง เป็นการตามหาเจ้าของภาพรถแห่ซาเล้งของแฟนบอลลิเวอร์พูลที่แห่เก้อเมื่อปี 2014 จนพบว่า พวกเขาคือแฟนบอลในจังหวัดปัตตานี เรื่องนี้ก็เลยมีทั้งการตามหาความจริงจนพบเป็นสื่อแรก รวมไปถึงการเล่าชีวิตของแฟนบอลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

อีกชิ้นคือ ยีวัง พินดาริกา : เจ้าหญิงแห่งภูฏานและความรักของพระองค์ เป็นการเดินทางไปสัมภาษณ์เจ้าหญิงเจ้าของทีมฟุตบอลที่ประเทศภูฏาน ซึ่งมีที่มาจาก

“วันหนึ่งผมคุยกับ แดน อิโตะ เจ้าของสถิติในกินเนสส์บุ๊กว่าเป็นนักฟุตบอลที่ตระเวนเล่นฟุตบอลมาหลายประเทศที่สุดประมาณ 20 ประเทศ เขาเคยไปเล่นให้ทีมของเจ้าหญิง เขาเล่าเรื่องเจ้าหญิงให้ฟัง น่าสนใจมาก ผมอยากรู้ว่าแพสชันของพระองค์คืออะไร เพราะผู้หญิงกับฟุตบอลในเอเชียไม่ใช่เรื่องปกตินัก เขาทำแล้วได้อะไร ประชาชนได้อะไร แล้วก็พบว่า พระองค์เป็นแฟนบอลแมนยูตัวยง วันที่สัมภาษณ์ใส่เสื้อแมนยูมา สนใจฟุตบอลก็เพราะชอบเดวิด เบคแฮม มาก”

10

เนื้อหาบางส่วนของ Main Stand เป็นแนวไขข้อสงสัย อย่างเช่น ทำไม Touch จึงเป็นมังงะกีฬาสุดฮิตในบ้านเรา ทั้งที่คนไทยไม่นิยมเบสบอล? หรือทำไมซึบาสะถึงต้องไปเล่นฟุตบอลที่เมือง เซา เปาโล ประเทศบราซิล บทความ เหตุเกิดเพราะกาแฟ? : สืบตำนานจากเรื่องจริง…ทำไม ‘ซึบาสะ’ ต้องไปบราซิล อธิบายว่า ร้อยกว่าปีก่อนคนญี่ปุ่นอพยพเข้าไปเป็นแรงงานในไร่กาแฟที่บราซิลเยอะมาก ปัจจุบันมีชาวญี่ปุ่นอยู่ในบราซิลเกือบ 2 ล้านคน โดย 1 ใน 3 อยู่ที่เมืองเซา เปาโล จนกลายเป็นชุมชนชาวญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ซึบาสะก็เลยไปเล่นฟุตบอลที่เมืองเซา เปาโล ด้วยเหตุผลนี้

11

สำหรับแฟนบอล การรู้เรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในวงการฟุตบอลไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจนัก แต่กับกีฬาอื่นๆ ก็น่าสงสัยว่า คนเขียนเขาไปรู้เรื่องนี้มาได้ยังไง เช่น

บิลลี่ จีน คิง : นักเทนนิสผู้เปลี่ยนโลกกีฬาหญิงแต่ถูกเพลง ไมเคิล แจ็คสัน บดบัง

ก้านยาวยอดกังฟู : วิชาลับจาก บรูซ ลี ที่ทำให้ คารีม อับดุล-จาบาร์ กลายเป็นตำนาน NBA

บ๊อบบี้ ฟิชเชอร์ : นักหมากรุกอัจฉริยะที่ถูก “รุกฆาต” ด้วยความโดดเดี่ยวและเกมการเมือง

“น้องในทีมผมมีความสนใจกีฬาที่หลากหลาย ผมรับเขาเข้ามาโดยไม่ถามว่าเขาชอบกีฬาอะไรบ้าง เพราะถ้าเขาสมัครงานกับเราเขาต้องสนใจกีฬาอยู่แล้ว แต่ผมจะถามว่า เขาสนใจเรื่องอะไรอีก ผมอยากได้คนที่ทำได้มากกว่าแค่เล่าเรื่องกีฬา แต่ต้องมีความรู้และสนใจบริบททางสังคม ชอบการ์ตูน หนัง การเมือง ประวัติศาสตร์ด้วย” ดราก้อนพูดถึงทีมงานที่ช่วยกันคิดเนื้อหาที่คนอ่านคาดไม่ถึง

พวกเขาผลิตบทความที่มีเนื้อหาเชิงลึกวันละ 4 – 5 ชิ้น โดยพยายามทำงานให้สนุก ไม่ทำงานเป็นเครื่องจักร มีเวลาให้หาข้อมูล ละเมียดกับการเรียบเรียง เฉลี่ยแล้วนักเขียนหนึ่งคนต้องเขียนงานให้ได้สัปดาห์ละ 4 ชิ้น

นอกจากนี้ Main Stand ก็ยังเล่าเรื่องผ่านวิดีโอและสื่อใหม่ๆ อย่างแอนิเมชันด้วย

Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล

12

วงการกีฬาไทยไม่ได้ใหญ่โต ตัวละครที่เด่นดังก็ไม่ได้มากนัก การอยู่ในวงการนี้มานานหลายปีควรจะทำให้ดราก้อนหมดมุก นึกหาคนสัมภาษณ์ไม่ออก แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น

“เรื่องของคนมันไม่มีที่สิ้นสุด คนที่เกี่ยวข้องกับกีฬามีเยอะแยะมากมาย ไม่ต้องเป็นนักกีฬาอาชีพก็ได้ เป็นนักกีฬา E-Sports ก็ได้ ผู้บุกเบิกจัดทัวร์นาเมนต์เล็กๆ ที่อิมแพคก็ได้ แต่ละคนมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน ถ้าทำเป็นหนังก็ได้หลายประเภทมาก ถ้าให้เล่าเรื่องชีวิตคน ผมเล่าได้ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ”

13

เนื้อหาใน Main Stand ซึ่งถือว่าแตกต่างและแปลกประหลาด เข้าถึงคนในกลุ่มที่กว้างมาก พวกเขามียอดติดตามในเพจถึง 5 แสนกว่าคน ถ้าดูจากยอดวิวประกอบก็จะเห็นว่า เรื่องราวที่ไม่มีสื่อกีฬาไหนเล่นหลายชิ้นมียอดวิวทะลุหลายหมื่น

เรื่องที่ยอดวิวเยอะสุดคือ โรงเรียนเกษตรคานาอาชิ : ปาฏิหาริย์แห่งโคชิเอ็งครั้งที่ 100 ที่ราวหลุดออกมาจากมังงะ เรื่องราวของโรงเรียนเล็กๆ ที่ทะลุเข้าชิงเบสบอลมัธยมปลายของญี่ปุ่น มียอดอ่านอยู่ราว 2 แสนกว่าวิว

ส่วนเรื่อง คิดต่างมุม : ฟุตบอลไม่ทำกำไร…แล้วบุรีรัมย์เข้าตลาดหุ้นทำไม? การมองกีฬาในมุมธุรกิจก็มียอดวิวเฉียดแสน

“วันที่ผมเริ่มต้นทำ Main Stand ผมไม่ได้คิดแบบนักธุรกิจ ผมคิดแค่ถ้าทำวันนี้ให้ดี คนก็จะเข้ามาเอง พอคนติด เราก็จะหาวิธีขายของได้ ผมพยายามขายของโดยใช้วิธี Native Advertising ไม่จำเป็นต้องขายของตรงไปตรงมา แต่ใช้วิธีเล่าเรื่อง ปูเรื่อง ในแบบของเรา แล้วค่อยหาความเชื่อมโยงไปยังโปรดักต์ แบรนด์ หรือ Tagline ท้ายที่สุดคนก็จะอินกับเนื้อหาและโปรดักต์ เมื่ออิน คุณก็อยากซื้อของชิ้นนั้นมาใช้”

ตอนนี้มีคนติดแล้ว ครองใจผู้อ่านได้แล้ว แต่ดูเหมือนพวกเขายังต้องทำงานอย่างหนักต่อเพื่อครองใจเอเจนซี่ให้ได้ด้วย

“ผมเคยคิดว่า Content is king. เท่านั้น แต่ในแง่การทำธุรกิจมีอะไรมากว่านั้น เราไม่สามารถทำให้ Main Stand เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้ทุกคน เราไม่สามารถยึดติดกับแนวทางเดิมๆ ของเราได้ตลอดไป เราอาจประสบความสำเร็จในฐานะสื่อ Sport and Life style ที่ทำเรื่องเชิงลึกได้สนุก แต่เราก็ต้องพยายามตัวให้ทันตามความต้องการของผู้เสพสื่อ อย่างเช่นเพิ่มการเล่าเรื่องด้วยแอนิเมชัน”

Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล

14

เราได้อะไรจากการอ่านข่าวกีฬา

“ถ้าอ่านข่าวกีฬาทั่วๆ ไปก็อาจจะได้แรงบันดาลใจ แต่เนื้อหาที่ผมต้องการทำคือ ทำให้คนเห็นปัญหาของสังคมให้ได้ เห็นเรื่องที่เขาไม่เคยรู้ในเชิงโครงสร้างของสังคม เช่น ผมให้น้องไปสัมภาษณ์นักฟุตบอลลูกครึ่งที่เกิดและเติบโตที่สวีเดนว่า เขามีมุมมองต่อรัฐสวัสดิการอย่างไร รัฐสวัสดิการทำให้ประชาชนมีคุณภาพอย่างไร ที่สวีเดนทุกๆ สามกิโลเมตรจะมีพื้นที่สำหรับเล่นกีฬา พอเล่าเรื่องพวกนี้ก็จะเห็นในแง่การบริหารบ้านเมือง ท้ายที่สุดจะเห็นว่า บ้านเรายังขาดอะไรอยู่ แล้วเราต้องผลักดันเรื่องการเมืองและสังคมในบ้านเรายังไง” บรรณาธิการเว็บไซต์ข่าวกีฬาอธิบาย

15

ดราก้อนเป็นแฟนฟุตบอลทีมลิเวอร์พูล ช่วงเรียนเขาเป็นคนที่บ้าบอลมาก แต่พอได้ทำงานใกล้ชิดวงการฟุตบอลมากขึ้น ความอินในการดูฟุตบอลกลับน้อยลง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลงานในสนามของทีมลิเวอร์พูลดีวันดีคืนและดีที่สุดในรอบ 30 ปี แต่ดราก้อนกลับรู้สึกว่า เขาไม่สนุกกับการตามเชียร์ลิเวอร์พูลแล้ว

เขาอยู่กับฟุตบอลทุกวัน ทั้งวัน ดูฟุตบอลเป็นงาน สนุกกับการเชียร์ฟุตบอลน้อยลง แต่สนใจมองฟุตบอลในมิติอื่นๆ มากขึ้น เช่น การบริหารทีม

ดราก้อนไม่เคยเสียใจกับความคลั่งไคล้ที่หายไป เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคุ้มค่ามาก

“สิ่งที่สนุกและท้าทายกว่าการดูบอลแล้วอินไปกับผลการแข่งขันคือ การสร้างทีมทำเนื้อหาที่ดีให้กับสื่อกีฬา ผมทำทีมด้วยหลักสามข้อ หนึ่ง ทุกคนต้องทำงานอย่างมีความสุขให้ได้ สอง คุณต้องมีเวลาไปใช้ชีวิต ท้ายที่สุดคุณจะกลับมาทำงานพร้อมกับไอเดียใหม่ๆ เสมอ สาม ธุรกิจต้องอยู่รอดให้ได้

“ถ้าถามถึงความสุขของผมตอนนี้ มันคือสิ่งที่น้องๆ กำลังทำ เห็นพวกเขามีพัฒนาการขึ้นทุกวัน เห็นเขาได้ทำเนื้อหาที่สนุก มีคนชื่นชม สิ่งนั้นมีค่ามากกว่าความสุขจากการดูฟุตบอล” ดราก้อนทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

Main Stand เว็บข่าวกีฬาที่ไม่เน้นผลการแข่งขัน แต่ทำให้เรื่องกีฬาสร้างอิมแพคจนเห็นปัญหาสังคม, ดราก้อน-กฤติกร ธนมหามงคล

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load