2 กุมภาพันธ์ 2564
7 K

ภายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หากกางแผนที่เพื่อตามหาหอศิลป์และพื้นที่ทางศิลปะในประเทศไทย เราจะพบว่าไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในเขตกรุงเทพมหานครอีกต่อไป แต่กลับกระจายไปทั่วประเทศ

ในภาคเหนือ ทั้งขัวศิลปะที่จังหวัดเชียงรายหรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ ล้วนเป็นดั่งศูนย์กลางเพื่อจัดแสดงงานศิลปะของศิลปินล้านนา

ในภาคใต้ ปัตตานี อาร์ต สเปซ และหอศิลป์เดอลาแปร์ นราธิวาส ต่างร่วมกันอย่างขยันขันแข็งในการผลักดันผลงานของศิลปินจากภูมิภาคปาตานี

ในภาคอีสาน การเกิดขึ้นของเทศกาลศิลปะหัวขบถอย่างขอนแก่นมานิเฟสโต้ที่ขอนแก่น และในปีนี้เองเทศกาลศิลปะนานาชาติ Thailand Biennale จะจัดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา ทำให้บรรยากาศของการขับเคลื่อนศิลปะอบอวลไปทั่วประเทศ

หากใครสนใจท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม ทั้งยังมีความสนใจในศิลปะร่วมสมัย เมื่อมาเที่ยวเชียงใหม่แล้ว ต้องเคยได้ยินชื่อ ‘ใหม่เอี่ยม’ กันบ้างสักครั้ง พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยมตั้งอยู่บนถนนสันกำแพง ใกล้กับแยกบ่อสร้าง ชุมชนหัตถกรรมสร้างสรรค์ที่อยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่มายาวนาน

ราว 4 ปีแล้วที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว และกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญให้คนรักศิลปะได้มาแวะเยี่ยมเยียน ด้วยการจัดแสดงคอลเลกชันผลงานศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย ทั้งจากศิลปินไทยและศิลปินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไปจนถึงการแสดงนิทรรศการหมุนเวียนที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับสังคมการเมืองและวัฒนธรรมร่วมสมัย ตัวอย่างเช่น นิทรรศการภาพถ่ายFor Those Who Die Trying (and those who endure) แด่นักสู้ผู้จากไป (และผู้ที่ยังต่อสู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนอยู่ต่อไป)’ โดย ลุค ดัลเกิลบี (Luke Duggleby) หรือนิทรรศการปัจจุบัน ‘สัตว์ร้าย พระเจ้า และเส้นสายลายลาก’ นิทรรศการที่จัดแสดงผลงานศิลปะและวัตถุทางวัฒนธรรมจากศิลปินในเอเชียแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำเสนอภาวะของความร่วมสมัยที่ออกไปจากกรอบแนวคิดของขอบข่ายลัทธิอาณานิคมตะวันตก โดยรวบรวมนำเสนอศิลปินที่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายมารวมอยู่ด้วยกัน

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : PO-D Architects

ปีนี้ส่วนหนึ่งของคอลเลกชันผลงานศิลปะร่วมสมัยจากใหม่เอี่ยม จะได้ขยับออกจากพื้นที่ภาคเหนือไปยังภาคอีสาน ณ ‘ใหม่อีหลี’ พื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ข้างบึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมทางสังคมการเมืองที่ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์กระแสหลักในประเทศไทย รวมถึงทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับการชุมนุมสาธารณะ เปิดพื้นที่ในการถกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและการมีส่วนร่วมในสังคม

ที่สำคัญที่สุดคือเพื่อสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก และแน่นอนว่าเพื่อเปิดเป็นทางเลือกให้ผู้ชมในภาคอีสานได้เห็นงานศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงผู้ชมจากภายนอกภูมิภาคที่จะได้มีพื้นที่เข้าใจบริบทของภาคอีสานผ่านผลงานศิลปะ

คำว่าใหม่ที่อยู่ในชื่อทั้ง ใหม่เอี่ยม และ ใหม่อีหลี ต่างสะท้อนถึงความพยายามในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้แก่ผู้ชม ในอีกแง่หนึ่ง ทั้งสองพื้นนี้ต่างแสดงให้เราเห็นถึงการขยายพรมแดนขอบเขตพื้นศิลปะ ที่ไม่ใช่จากการรวมศูนย์กลางไว้ที่กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว แต่เน้นย้ำความจำเป็นในการกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง ความน่าสนใจของพื้นที่ศิลปะนี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในบทความนี้เราจึงอยากจะชวนคุยกับ เอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งทั้งใหม่เอี่ยมและใหม่อีหลี เพื่อทำความรู้จักกับที่ไปที่มาของพื้นที่ศิลปะที่เกิดขึ้นใหม่มากมากนี้ไปพร้อมๆ กัน

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : ปานวัตร เมืองมูล

ความสนใจในอีสาน ภูมิภาคที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง

เราเริ่มจากการถามถึงสาเหตุของการไปตั้งพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่นี้ เหตุใดถึงต้องเป็นที่อีสาน คุณเอริคเล่าให้ฟังว่า ความผูกพันที่เขามีต่ออีสานนั้นยาวนานกว่าเชียงใหม่เสียอีก

“เริ่มจากผมได้ไปอีสานครั้งแรกในช่วงปี 80 กับคุณแม่ (พัดศรี บุนนาค) และพ่อบุญธรรม (ฌอง มิเชล เบอร์เดอร์เลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยใหม่เอี่ยม) ในการเดินทางครั้งนั้นได้แวะเที่ยวปราสาทหินพิมาย พนมรุ้ง เมืองตาม จนประทับใจและสนใจภูมิภาคอีสานเรื่อยมา

“จนเมื่อได้เข้าทำงานกับบริษัทไหมไทย และได้รับมอบหมายให้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับโรงงานทอผ้าที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับชาวนากว่าพันชีวิตทั่วภาคอีสานที่ร่วมช่วยเราเลี้ยงหนอนหม่อนไหม ในเวลาเดียวกันนั้น ผมก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ผมมีความสนใจอย่างในปัจจุบัน เช่นการที่ คุณจิม ทอมป์สัน เคยมีความสนิทสนมกับ เตียง ศิริขันธ์ ขบวนการเสรีไทยในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขารู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งจากการที่เพื่อนพร้อมกับรัฐมนตรีอีสานอีกสี่คนถูกจับตัวไปฆาตกรรม

“ในเชิงวัฒนธรรม ผมได้ท่องเที่ยวตลอดหลายปีทั่วภูมิภาคนี้ สำหรับการทำงาน ผมคิดมาเสมอถึงการสะสม ซ่อมแซม และอนุรักษ์บ้านไม้แบบอีสานไว้ แน่นอนว่าแนวความคิดนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากคุณจิม ทอมป์สัน อีกเช่นกัน ตั้งแต่ยุค 50 ที่คุณจิมได้เริ่มเก็บบ้านไม้ในรูปแบบภาคกลาง หรือที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน” เขาเสริมความ

ปัจจุบัน นอกจากในส่วนพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงชุดสะสมส่วนตัว ทั้งวัตถุและจิตรกรรมโบราณ บริเวณเดียวกันนั้นยังมีหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย และห้องสมุดวิลเลี่ยม วอร์เรน ที่ผู้ชมเข้าไปใช้บริการอ่านหนังสือและชมงานศิลปะร่วมสมัยได้ใจกลางกรุงเทพฯ

“ในอดีต ที่ฟาร์มไหมจิม ทอมป์สัน เราเริ่มเปิดให้เข้าชม มีการพาทัวร์ท่องเที่ยว แต่เป็นเพียงการชมดอกไม้เท่านั้น เมื่อเล็งเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวมากมายมาเยี่ยมชมจากกรุงเทพฯ การจัดแสดงบ้านไม้โบราณเหล่านี้น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่จะแนะนำวัฒนธรรมอีสาน เราเริ่มเก็บสะสมบ้านไม้โบราณที่ถูกทิ้งร้าง และซ่อมแซมทั้งหมดกว่ายี่สิบหลัง รวมถึงเชื้อเชิญให้ช่างฝีมือจากทั่วทั้งภูมิภาคให้มาซ่อมแซมบ้านไม้เหล่านี้ให้สมบูรณ์อีกครั้งเป็นเวลาอีกหลายเดือน”

นอกเหนือไปจากส่วนที่เป็นเชิงวัฒนธรรมแล้ว เขายังได้เชื้อเชิญ กฤติยา กาวีวงศ์ จากภัณฑารักษ์หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ให้เข้ามาช่วยจัดโครงการศิลปินในพำนักและโครงการศิลปะในฟาร์ม โดยเป็นการผสมผสานทั้งวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับความร่วมสมัยไปพร้อมๆ กัน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด เขาเล่าให้เราฟังอย่างภูมิใจในความเป็นท่องราตรีตัวยง ทำให้คุณเอริคเป็นขาประจำที่ซอยคาวบอย ซอยพัฒพงศ์ และซอยนานา มาตั้งแต่สมัยครั้งยังวัยรุ่น เกิดเป็นความคุ้นเคยกับสาวสวยเหล่านั้น จนถึงตามพวกเธอไปเยี่ยมที่บ้านในแถบอีสานหลายต่อหลายครั้ง

ประสบการณ์เหล่านี้ส่งอิทธิพลให้เขาสนใจในวัฒนธรรมอีสาน รวมไปถึงความสนใจในยุคสงครามเย็น อันเป็นช่วงเวลาต้นกำเนิดของสถานบริการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ความสนใจในวัฒนธรรมบันเทิงอีสานนี้นำไปสู่การสนับสนุนให้เกิดโปรเจกต์นิทรรศการรถหมอลำ โดยมี อาทิตย์ มูลสาร เป็นทั้งผู้จัดการ ภัณฑารักษ์ และคนขับรถ

นิทรรศการเคลื่อนที่นี้นำเสนอทั้งสาระความรู้จากเนื้อหาของกลอนลำ อันเป็นดั่งหน้าบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่พัฒนาการจากความเชื่อศาสนาและชีวิตประจำวัน โดยเกี่ยวพันกับการเมืองและสะท้อนสภาพสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย ในเวลาเดียวกันรถบัสคันนี้ก็เป็นดั่งเวทีให้วงหมอลำทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ได้ขับเคลื่อนนำเอาอัตลักษณ์ความบันเทิงแบบอีสานไปทั่วทุกหนแห่ง

ใหม่อีหลี พื้นที่ศิลปะที่อยากช่วยขับเคลื่อนสังคม

นอกจากขอนแก่นจะเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคอีสาน มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองที่น่าสนใจ อีกทั้งยังส่งต่อจิตวิญญาณของนักสู้มาถึงปัจจุบัน ในด้านศิลปะร่วมสมัย นอกจากจะมีคณะคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่คอยบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ุศิลปะแล้ว ยังมีพื้นที่ศิลปะเชิงทดลอง และพื้นที่ศิลปะทางเลือกที่น่าสนใจอีหลายแห่ง ทั้ง HUAK Society, YMD อาร์ต สเปซ

และที่สำคัญ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 มีการจัดเทศกาลศิลปะขอนแก่นเมนิเฟสโต้ที่ริเริ่มโดย ถนอม ชาภักดี ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเอริคติดตามอย่างชื่นชม และกล่าวว่าตัวเขาเองภูมิใจเสมอที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมนี้ นี่คือจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างพื้นที่ทางศิลปะในขอนแก่น จนเกิดเป็น ‘ใหม่อีหลี’ ด้วยความหวังที่จะทำงานร่วมกับศิลปิน ภัณฑารักษ์ชาวอีสาน หรือแม้กระทั่งกับศิลปินไทยในภูมิภาคอื่นที่สนใจทำงานเกี่ยวกับบริบทของความเป็นอีสาน

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : PO-D Architects

ใหม่อีหลีเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก สูง 2 ชั้น ตั้งอยู่กับติดบึงแก่นนคร ห่างกันเพียงหนึ่งถนนกั้น ขณะที่ใหม่เอี่ยมเป็นจุดมุ่งหมายที่ต้องตั้งใจไปชม ใหม่อีหลีกลับปักหลักอยู่ท่ามกลางชุมชน

อาคารแห่งนี้ประกอบรวมด้วยพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ คาเฟ่ และร้านหนังสือ ออกแบบโดย พหลไชย เปรมใจ สถาปนิกชาวอีสาน ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิก พอดี จำกัด และนอกจากจัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยแล้ว การบรรยาย การฉายภาพยนตร์ การแสดงสด และการแสดงดนตรี จะถูกจัดสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ชมอย่างต่อเนื่อง

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : PO-D Architects

การเปิดตัวใหม่อีหลีในครั้งนี้เป็นไปพร้อมกับเทศกาลศิลปะขอนแก่นมานิเฟสโต้ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อเฮือนแม่จ้าง ข้างอนุสาวรีย์นางงามที่ บขส. โดยใหม่อีหลีได้จัดแสดงผลงานของศิลปินกว่า 8 คน ผลงานที่คัดสรรมาจัดแสดงในอาคารจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยการตั้งคำถาม ทั้งเรื่องของอัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์พื้นที่ความเป็นอีสาน โดยจัดแสดงผลงานของทั้งศิลปินอีสานและจากภูมิภาคอื่น ทั้งวิลาวัณย์ เวียงทอง, ชมพูนุท พุทธา, นพวรรณ สิริเวชกุล โดยที่ทั้งสามคนได้จัดแสดงศิลปะแสดงสดในวันเปิดงานเทศกาลด้วย อีกทั้งยังมีผลงานจิตรกรรมโดย ประทีป สุธาทองไทย และผลงานภาพถ่ายของ อําพรรณี สะเตาะ

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune

เมื่อเดินมาถึงชั้นสองแว่วเสียงบทกลอนขับขานกลายเป็นบรรยากาศของพื้นที่ ระหว่างทางเดินโครงกระดูกร่างกายมนุษย์วางขวางอยู่กับพื้น ตรงกันข้ามกันมีหุ่นถูกแขวนอยู่ บทกวีที่ขับกล่อมนี้เสมือนสะท้อนเสียงจากโครงกระดูกของภูติผี เศษซากของโครงกระดูกที่โหยหาความยุติธรรมนี้เป็นผลงานของ วรพันธุ์ อินทรวรพัฒน์ ผู้ล่วงลับ ในห้องขนาดเล็กขวามือนั้น ทาทั้งห้องให้เป็นสีเหลืองสว่างไสว ตรงกลางห้องมีขนนกสีแดงทำมาจากเซรามิกแขวนลอยค่อยๆ แกว่งไหวไปมา

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune
พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune
พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune

ผลงานชิ้นนี้เป็นของศิลปินหนุ่มจากกรุงเทพฯ ณัฐดนัย จิตต์บรรจง The Royal Standard (พ.ศ. 2563) ผลงานศิลปะจัดวางชิ้นนี้เสมือนพาเราเข้าไปอยู่ในผืนธงมหาราชในเวอร์ชันที่ลดทอนลงมาเป็นนามธรรมอย่างมีนัยยะสำคัญ ธงมหาราชเป็นธงพระอิสริยยศประเภทหนึ่ง รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส พื้นสีเหลืองตรงกลางมีรูปครุฑพ่าห์สีแดง สำหรับศิลปิน สัญลักษณ์ของครุฑเป็นดังการเปรียบเปรยถึงอำนาจการปกครองจากส่วนกลางที่แพร่เข้าไปในภาคอีสาน ดินแดนที่มีความเชื่อพื้นเมืองเรื่องพญานาค อันเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพญาครุฑ เช่นเดียวกับที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ที่จังหวัดขอนแก่นนี้ จึงไม่มีที่ใดที่เหมาะเจาะไปกว่าพูดเรื่องการเข้ามาของการรวมศูนย์อำนาจไปกว่าที่ขอนแก่น

ขยับขึ้นบันไดไปอีกนิดจะเจอชั้นลอยที่เป็นโถงยาว มีผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่กว่า 6 เมตรต้อนรับเราอยู่ ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบนั้น ‘ไม่มีชื่อ’ (พ.ศ. 2555 – 2556) จิตรกรรมนี้มีฉากหลังเป็นท่าเรือสักแห่ง รายละเอียดในภาพ มีกลุ่มคนทั้งชายหญิงรายล้อมทั้งฝั่งซ้ายและขวาของภาพ แต่กลับไม่มีประธานของภาพปรากฏอยู่ องค์ประกอบภาพแบบนี้เมื่อพินิจดูแล้วอาจจะคุ้นตาดูอยู่บ้าง เนื่องจากศิลปินได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของ กาลิเลโอ กินี (Galileo Chini) ภาพจิตรกรรมบนโดมที่พระที่นั่งอนันตสมาคม จากฉากสมเด็จพระปิยมหาราชทรงเลิกระบบทาสในสยาม ภาพเดียวกันนี้เองที่ปรากฏอยู่บนมุมซ้ายของธนบัตรใบละ 100 บาท รุ่นรัชกาลที่ 5

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Many Cuts Art Space

จิตรกรรมไม่มีชื่อชิ้นนี้เป็นของ วีรยุทธ โพธิ์ศรี เขาสนใจการใช้ภาพของประชาชนหรือชาวบ้านในกิริยาการกราบไหว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของรูปวาดในฉากภาพประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับการตั้งคำถามต่องานศิลปกรรมแบบไทยนิยมที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ช่วงเวลาที่งานศิลปกรรมในประเทศไทยได้หวนกลับมาสู่รูปแบบไทยนิยม และในสมัยเดียวกันนี้เองที่เป็นยุคเริ่มต้นของการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ และกลายเป็นรากฐานความเป็นไทยที่มีอิทธิพลต่อศิลปินและคนเรียนศิลปะจวบจนปัจจุบัน

เมื่อหน้ากระดาษไม่อาจบรรยายถึงผลงานที่จัดแสดงทั้งหมด เราจึงอยากเชิญชวนท่าน ให้เข้ามาแวะมาเยี่ยมชมใหม่อีหลีด้วยตนเอง สุดท้ายนี้เราทิ้งคำถามปิดท้ายให้คุณเอริค ขอเขาให้แง้มบอกแผนในอนาคตอันใกล้ของใหม่อีหลีให้เราฟังเสียหน่อย เผื่อใครที่จะเดินทางไปขอนแก่นในปีนี้

“เราวางแผนจะมีนิทรรศการหมุนเวียนระยะสั้น อาจจะเป็นนิทรรศการละสามเดือน โดยในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ เราจะจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับและศิลปินที่เป็นคนขอนแก่น

“ในอนาคต เราอยากแสดงผลงานศิลปะในคอลเลกชันอีกหลายชิ้นจากศิลปินชาวอีสาน หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากบริบทของสังคมอีสาน ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ผลงานภาพเคลื่อนไหวบันทึกบทเพลงของหมอลำที่จัดแสดงในเทศกาล Documenta ครั้งที่ 14 หรือแม้แต่ พินรี สัณฑ์พิทักษ์ ก็เคยเติบโตและเรียนหนังสือที่จังหวัดขอนแก่นเช่นกัน รวมถึงเราอยากทำงานร่วมกับศิลปินและภัณฑารักษ์อีกหลายท่าน เช่น ปรัชญา พิณทอง, วรเทพ อรรคบุตร หรือศิลปินภัณฑารักษ์รุ่นใหม่คนอื่นๆ ผมหวังว่าเขาอยากจะทำงานร่วมกันกับใหม่อีหลีด้วยเช่นกัน

“แม้ว่าจะรู้ว่าเชียงใหม่เป็นเมืองของศิลปิน แต่ผมแทบจะไม่รู้จักใครที่เชียงใหม่เลยในตอนที่ผมเริ่มทำใหม่เอี่ยม แต่วันนี้ผมมีเพื่อนที่ดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือนักสร้างสรรค์ที่อยู่ที่เชียงใหม่ และหวังว่ามิตรภาพอันดีจะเกิดขึ้นในแบบเดียวกันที่ขอนแก่น”

สุดท้ายนี้ เขาบอกเราว่า “มันจะสนุกมากกว่าที่จะลงมือทำ มากกว่าพูดพล่ามไปเรื่อยๆ !”

ใหม่อีหลีจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 นี้ โดยเปิดให้เข้าทุกวันยกเว้นวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. และไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

2 กุมภาพันธ์ 2564
7 K

ภายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หากกางแผนที่เพื่อตามหาหอศิลป์และพื้นที่ทางศิลปะในประเทศไทย เราจะพบว่าไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในเขตกรุงเทพมหานครอีกต่อไป แต่กลับกระจายไปทั่วประเทศ

ในภาคเหนือ ทั้งขัวศิลปะที่จังหวัดเชียงรายหรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ ล้วนเป็นดั่งศูนย์กลางเพื่อจัดแสดงงานศิลปะของศิลปินล้านนา

ในภาคใต้ ปัตตานี อาร์ต สเปซ และหอศิลป์เดอลาแปร์ นราธิวาส ต่างร่วมกันอย่างขยันขันแข็งในการผลักดันผลงานของศิลปินจากภูมิภาคปาตานี

ในภาคอีสาน การเกิดขึ้นของเทศกาลศิลปะหัวขบถอย่างขอนแก่นมานิเฟสโต้ที่ขอนแก่น และในปีนี้เองเทศกาลศิลปะนานาชาติ Thailand Biennale จะจัดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา ทำให้บรรยากาศของการขับเคลื่อนศิลปะอบอวลไปทั่วประเทศ

หากใครสนใจท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม ทั้งยังมีความสนใจในศิลปะร่วมสมัย เมื่อมาเที่ยวเชียงใหม่แล้ว ต้องเคยได้ยินชื่อ ‘ใหม่เอี่ยม’ กันบ้างสักครั้ง พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยมตั้งอยู่บนถนนสันกำแพง ใกล้กับแยกบ่อสร้าง ชุมชนหัตถกรรมสร้างสรรค์ที่อยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่มายาวนาน

ราว 4 ปีแล้วที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว และกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญให้คนรักศิลปะได้มาแวะเยี่ยมเยียน ด้วยการจัดแสดงคอลเลกชันผลงานศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย ทั้งจากศิลปินไทยและศิลปินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไปจนถึงการแสดงนิทรรศการหมุนเวียนที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับสังคมการเมืองและวัฒนธรรมร่วมสมัย ตัวอย่างเช่น นิทรรศการภาพถ่ายFor Those Who Die Trying (and those who endure) แด่นักสู้ผู้จากไป (และผู้ที่ยังต่อสู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนอยู่ต่อไป)’ โดย ลุค ดัลเกิลบี (Luke Duggleby) หรือนิทรรศการปัจจุบัน ‘สัตว์ร้าย พระเจ้า และเส้นสายลายลาก’ นิทรรศการที่จัดแสดงผลงานศิลปะและวัตถุทางวัฒนธรรมจากศิลปินในเอเชียแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำเสนอภาวะของความร่วมสมัยที่ออกไปจากกรอบแนวคิดของขอบข่ายลัทธิอาณานิคมตะวันตก โดยรวบรวมนำเสนอศิลปินที่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายมารวมอยู่ด้วยกัน

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : PO-D Architects

ปีนี้ส่วนหนึ่งของคอลเลกชันผลงานศิลปะร่วมสมัยจากใหม่เอี่ยม จะได้ขยับออกจากพื้นที่ภาคเหนือไปยังภาคอีสาน ณ ‘ใหม่อีหลี’ พื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ข้างบึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมทางสังคมการเมืองที่ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์กระแสหลักในประเทศไทย รวมถึงทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับการชุมนุมสาธารณะ เปิดพื้นที่ในการถกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและการมีส่วนร่วมในสังคม

ที่สำคัญที่สุดคือเพื่อสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก และแน่นอนว่าเพื่อเปิดเป็นทางเลือกให้ผู้ชมในภาคอีสานได้เห็นงานศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงผู้ชมจากภายนอกภูมิภาคที่จะได้มีพื้นที่เข้าใจบริบทของภาคอีสานผ่านผลงานศิลปะ

คำว่าใหม่ที่อยู่ในชื่อทั้ง ใหม่เอี่ยม และ ใหม่อีหลี ต่างสะท้อนถึงความพยายามในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้แก่ผู้ชม ในอีกแง่หนึ่ง ทั้งสองพื้นนี้ต่างแสดงให้เราเห็นถึงการขยายพรมแดนขอบเขตพื้นศิลปะ ที่ไม่ใช่จากการรวมศูนย์กลางไว้ที่กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว แต่เน้นย้ำความจำเป็นในการกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง ความน่าสนใจของพื้นที่ศิลปะนี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในบทความนี้เราจึงอยากจะชวนคุยกับ เอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งทั้งใหม่เอี่ยมและใหม่อีหลี เพื่อทำความรู้จักกับที่ไปที่มาของพื้นที่ศิลปะที่เกิดขึ้นใหม่มากมากนี้ไปพร้อมๆ กัน

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : ปานวัตร เมืองมูล

ความสนใจในอีสาน ภูมิภาคที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง

เราเริ่มจากการถามถึงสาเหตุของการไปตั้งพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่นี้ เหตุใดถึงต้องเป็นที่อีสาน คุณเอริคเล่าให้ฟังว่า ความผูกพันที่เขามีต่ออีสานนั้นยาวนานกว่าเชียงใหม่เสียอีก

“เริ่มจากผมได้ไปอีสานครั้งแรกในช่วงปี 80 กับคุณแม่ (พัดศรี บุนนาค) และพ่อบุญธรรม (ฌอง มิเชล เบอร์เดอร์เลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยใหม่เอี่ยม) ในการเดินทางครั้งนั้นได้แวะเที่ยวปราสาทหินพิมาย พนมรุ้ง เมืองตาม จนประทับใจและสนใจภูมิภาคอีสานเรื่อยมา

“จนเมื่อได้เข้าทำงานกับบริษัทไหมไทย และได้รับมอบหมายให้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับโรงงานทอผ้าที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับชาวนากว่าพันชีวิตทั่วภาคอีสานที่ร่วมช่วยเราเลี้ยงหนอนหม่อนไหม ในเวลาเดียวกันนั้น ผมก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ผมมีความสนใจอย่างในปัจจุบัน เช่นการที่ คุณจิม ทอมป์สัน เคยมีความสนิทสนมกับ เตียง ศิริขันธ์ ขบวนการเสรีไทยในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขารู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งจากการที่เพื่อนพร้อมกับรัฐมนตรีอีสานอีกสี่คนถูกจับตัวไปฆาตกรรม

“ในเชิงวัฒนธรรม ผมได้ท่องเที่ยวตลอดหลายปีทั่วภูมิภาคนี้ สำหรับการทำงาน ผมคิดมาเสมอถึงการสะสม ซ่อมแซม และอนุรักษ์บ้านไม้แบบอีสานไว้ แน่นอนว่าแนวความคิดนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากคุณจิม ทอมป์สัน อีกเช่นกัน ตั้งแต่ยุค 50 ที่คุณจิมได้เริ่มเก็บบ้านไม้ในรูปแบบภาคกลาง หรือที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน” เขาเสริมความ

ปัจจุบัน นอกจากในส่วนพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงชุดสะสมส่วนตัว ทั้งวัตถุและจิตรกรรมโบราณ บริเวณเดียวกันนั้นยังมีหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย และห้องสมุดวิลเลี่ยม วอร์เรน ที่ผู้ชมเข้าไปใช้บริการอ่านหนังสือและชมงานศิลปะร่วมสมัยได้ใจกลางกรุงเทพฯ

“ในอดีต ที่ฟาร์มไหมจิม ทอมป์สัน เราเริ่มเปิดให้เข้าชม มีการพาทัวร์ท่องเที่ยว แต่เป็นเพียงการชมดอกไม้เท่านั้น เมื่อเล็งเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวมากมายมาเยี่ยมชมจากกรุงเทพฯ การจัดแสดงบ้านไม้โบราณเหล่านี้น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่จะแนะนำวัฒนธรรมอีสาน เราเริ่มเก็บสะสมบ้านไม้โบราณที่ถูกทิ้งร้าง และซ่อมแซมทั้งหมดกว่ายี่สิบหลัง รวมถึงเชื้อเชิญให้ช่างฝีมือจากทั่วทั้งภูมิภาคให้มาซ่อมแซมบ้านไม้เหล่านี้ให้สมบูรณ์อีกครั้งเป็นเวลาอีกหลายเดือน”

นอกเหนือไปจากส่วนที่เป็นเชิงวัฒนธรรมแล้ว เขายังได้เชื้อเชิญ กฤติยา กาวีวงศ์ จากภัณฑารักษ์หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ให้เข้ามาช่วยจัดโครงการศิลปินในพำนักและโครงการศิลปะในฟาร์ม โดยเป็นการผสมผสานทั้งวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับความร่วมสมัยไปพร้อมๆ กัน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด เขาเล่าให้เราฟังอย่างภูมิใจในความเป็นท่องราตรีตัวยง ทำให้คุณเอริคเป็นขาประจำที่ซอยคาวบอย ซอยพัฒพงศ์ และซอยนานา มาตั้งแต่สมัยครั้งยังวัยรุ่น เกิดเป็นความคุ้นเคยกับสาวสวยเหล่านั้น จนถึงตามพวกเธอไปเยี่ยมที่บ้านในแถบอีสานหลายต่อหลายครั้ง

ประสบการณ์เหล่านี้ส่งอิทธิพลให้เขาสนใจในวัฒนธรรมอีสาน รวมไปถึงความสนใจในยุคสงครามเย็น อันเป็นช่วงเวลาต้นกำเนิดของสถานบริการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ความสนใจในวัฒนธรรมบันเทิงอีสานนี้นำไปสู่การสนับสนุนให้เกิดโปรเจกต์นิทรรศการรถหมอลำ โดยมี อาทิตย์ มูลสาร เป็นทั้งผู้จัดการ ภัณฑารักษ์ และคนขับรถ

นิทรรศการเคลื่อนที่นี้นำเสนอทั้งสาระความรู้จากเนื้อหาของกลอนลำ อันเป็นดั่งหน้าบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่พัฒนาการจากความเชื่อศาสนาและชีวิตประจำวัน โดยเกี่ยวพันกับการเมืองและสะท้อนสภาพสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย ในเวลาเดียวกันรถบัสคันนี้ก็เป็นดั่งเวทีให้วงหมอลำทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ได้ขับเคลื่อนนำเอาอัตลักษณ์ความบันเทิงแบบอีสานไปทั่วทุกหนแห่ง

ใหม่อีหลี พื้นที่ศิลปะที่อยากช่วยขับเคลื่อนสังคม

นอกจากขอนแก่นจะเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคอีสาน มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองที่น่าสนใจ อีกทั้งยังส่งต่อจิตวิญญาณของนักสู้มาถึงปัจจุบัน ในด้านศิลปะร่วมสมัย นอกจากจะมีคณะคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่คอยบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ุศิลปะแล้ว ยังมีพื้นที่ศิลปะเชิงทดลอง และพื้นที่ศิลปะทางเลือกที่น่าสนใจอีหลายแห่ง ทั้ง HUAK Society, YMD อาร์ต สเปซ

และที่สำคัญ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 มีการจัดเทศกาลศิลปะขอนแก่นเมนิเฟสโต้ที่ริเริ่มโดย ถนอม ชาภักดี ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเอริคติดตามอย่างชื่นชม และกล่าวว่าตัวเขาเองภูมิใจเสมอที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมนี้ นี่คือจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างพื้นที่ทางศิลปะในขอนแก่น จนเกิดเป็น ‘ใหม่อีหลี’ ด้วยความหวังที่จะทำงานร่วมกับศิลปิน ภัณฑารักษ์ชาวอีสาน หรือแม้กระทั่งกับศิลปินไทยในภูมิภาคอื่นที่สนใจทำงานเกี่ยวกับบริบทของความเป็นอีสาน

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : PO-D Architects

ใหม่อีหลีเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก สูง 2 ชั้น ตั้งอยู่กับติดบึงแก่นนคร ห่างกันเพียงหนึ่งถนนกั้น ขณะที่ใหม่เอี่ยมเป็นจุดมุ่งหมายที่ต้องตั้งใจไปชม ใหม่อีหลีกลับปักหลักอยู่ท่ามกลางชุมชน

อาคารแห่งนี้ประกอบรวมด้วยพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ คาเฟ่ และร้านหนังสือ ออกแบบโดย พหลไชย เปรมใจ สถาปนิกชาวอีสาน ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิก พอดี จำกัด และนอกจากจัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยแล้ว การบรรยาย การฉายภาพยนตร์ การแสดงสด และการแสดงดนตรี จะถูกจัดสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ชมอย่างต่อเนื่อง

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : PO-D Architects

การเปิดตัวใหม่อีหลีในครั้งนี้เป็นไปพร้อมกับเทศกาลศิลปะขอนแก่นมานิเฟสโต้ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อเฮือนแม่จ้าง ข้างอนุสาวรีย์นางงามที่ บขส. โดยใหม่อีหลีได้จัดแสดงผลงานของศิลปินกว่า 8 คน ผลงานที่คัดสรรมาจัดแสดงในอาคารจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยการตั้งคำถาม ทั้งเรื่องของอัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์พื้นที่ความเป็นอีสาน โดยจัดแสดงผลงานของทั้งศิลปินอีสานและจากภูมิภาคอื่น ทั้งวิลาวัณย์ เวียงทอง, ชมพูนุท พุทธา, นพวรรณ สิริเวชกุล โดยที่ทั้งสามคนได้จัดแสดงศิลปะแสดงสดในวันเปิดงานเทศกาลด้วย อีกทั้งยังมีผลงานจิตรกรรมโดย ประทีป สุธาทองไทย และผลงานภาพถ่ายของ อําพรรณี สะเตาะ

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune

เมื่อเดินมาถึงชั้นสองแว่วเสียงบทกลอนขับขานกลายเป็นบรรยากาศของพื้นที่ ระหว่างทางเดินโครงกระดูกร่างกายมนุษย์วางขวางอยู่กับพื้น ตรงกันข้ามกันมีหุ่นถูกแขวนอยู่ บทกวีที่ขับกล่อมนี้เสมือนสะท้อนเสียงจากโครงกระดูกของภูติผี เศษซากของโครงกระดูกที่โหยหาความยุติธรรมนี้เป็นผลงานของ วรพันธุ์ อินทรวรพัฒน์ ผู้ล่วงลับ ในห้องขนาดเล็กขวามือนั้น ทาทั้งห้องให้เป็นสีเหลืองสว่างไสว ตรงกลางห้องมีขนนกสีแดงทำมาจากเซรามิกแขวนลอยค่อยๆ แกว่งไหวไปมา

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune
พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune
พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune

ผลงานชิ้นนี้เป็นของศิลปินหนุ่มจากกรุงเทพฯ ณัฐดนัย จิตต์บรรจง The Royal Standard (พ.ศ. 2563) ผลงานศิลปะจัดวางชิ้นนี้เสมือนพาเราเข้าไปอยู่ในผืนธงมหาราชในเวอร์ชันที่ลดทอนลงมาเป็นนามธรรมอย่างมีนัยยะสำคัญ ธงมหาราชเป็นธงพระอิสริยยศประเภทหนึ่ง รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส พื้นสีเหลืองตรงกลางมีรูปครุฑพ่าห์สีแดง สำหรับศิลปิน สัญลักษณ์ของครุฑเป็นดังการเปรียบเปรยถึงอำนาจการปกครองจากส่วนกลางที่แพร่เข้าไปในภาคอีสาน ดินแดนที่มีความเชื่อพื้นเมืองเรื่องพญานาค อันเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพญาครุฑ เช่นเดียวกับที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ที่จังหวัดขอนแก่นนี้ จึงไม่มีที่ใดที่เหมาะเจาะไปกว่าพูดเรื่องการเข้ามาของการรวมศูนย์อำนาจไปกว่าที่ขอนแก่น

ขยับขึ้นบันไดไปอีกนิดจะเจอชั้นลอยที่เป็นโถงยาว มีผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่กว่า 6 เมตรต้อนรับเราอยู่ ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบนั้น ‘ไม่มีชื่อ’ (พ.ศ. 2555 – 2556) จิตรกรรมนี้มีฉากหลังเป็นท่าเรือสักแห่ง รายละเอียดในภาพ มีกลุ่มคนทั้งชายหญิงรายล้อมทั้งฝั่งซ้ายและขวาของภาพ แต่กลับไม่มีประธานของภาพปรากฏอยู่ องค์ประกอบภาพแบบนี้เมื่อพินิจดูแล้วอาจจะคุ้นตาดูอยู่บ้าง เนื่องจากศิลปินได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของ กาลิเลโอ กินี (Galileo Chini) ภาพจิตรกรรมบนโดมที่พระที่นั่งอนันตสมาคม จากฉากสมเด็จพระปิยมหาราชทรงเลิกระบบทาสในสยาม ภาพเดียวกันนี้เองที่ปรากฏอยู่บนมุมซ้ายของธนบัตรใบละ 100 บาท รุ่นรัชกาลที่ 5

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Many Cuts Art Space

จิตรกรรมไม่มีชื่อชิ้นนี้เป็นของ วีรยุทธ โพธิ์ศรี เขาสนใจการใช้ภาพของประชาชนหรือชาวบ้านในกิริยาการกราบไหว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของรูปวาดในฉากภาพประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับการตั้งคำถามต่องานศิลปกรรมแบบไทยนิยมที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ช่วงเวลาที่งานศิลปกรรมในประเทศไทยได้หวนกลับมาสู่รูปแบบไทยนิยม และในสมัยเดียวกันนี้เองที่เป็นยุคเริ่มต้นของการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ และกลายเป็นรากฐานความเป็นไทยที่มีอิทธิพลต่อศิลปินและคนเรียนศิลปะจวบจนปัจจุบัน

เมื่อหน้ากระดาษไม่อาจบรรยายถึงผลงานที่จัดแสดงทั้งหมด เราจึงอยากเชิญชวนท่าน ให้เข้ามาแวะมาเยี่ยมชมใหม่อีหลีด้วยตนเอง สุดท้ายนี้เราทิ้งคำถามปิดท้ายให้คุณเอริค ขอเขาให้แง้มบอกแผนในอนาคตอันใกล้ของใหม่อีหลีให้เราฟังเสียหน่อย เผื่อใครที่จะเดินทางไปขอนแก่นในปีนี้

“เราวางแผนจะมีนิทรรศการหมุนเวียนระยะสั้น อาจจะเป็นนิทรรศการละสามเดือน โดยในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ เราจะจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับและศิลปินที่เป็นคนขอนแก่น

“ในอนาคต เราอยากแสดงผลงานศิลปะในคอลเลกชันอีกหลายชิ้นจากศิลปินชาวอีสาน หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากบริบทของสังคมอีสาน ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ผลงานภาพเคลื่อนไหวบันทึกบทเพลงของหมอลำที่จัดแสดงในเทศกาล Documenta ครั้งที่ 14 หรือแม้แต่ พินรี สัณฑ์พิทักษ์ ก็เคยเติบโตและเรียนหนังสือที่จังหวัดขอนแก่นเช่นกัน รวมถึงเราอยากทำงานร่วมกับศิลปินและภัณฑารักษ์อีกหลายท่าน เช่น ปรัชญา พิณทอง, วรเทพ อรรคบุตร หรือศิลปินภัณฑารักษ์รุ่นใหม่คนอื่นๆ ผมหวังว่าเขาอยากจะทำงานร่วมกันกับใหม่อีหลีด้วยเช่นกัน

“แม้ว่าจะรู้ว่าเชียงใหม่เป็นเมืองของศิลปิน แต่ผมแทบจะไม่รู้จักใครที่เชียงใหม่เลยในตอนที่ผมเริ่มทำใหม่เอี่ยม แต่วันนี้ผมมีเพื่อนที่ดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือนักสร้างสรรค์ที่อยู่ที่เชียงใหม่ และหวังว่ามิตรภาพอันดีจะเกิดขึ้นในแบบเดียวกันที่ขอนแก่น”

สุดท้ายนี้ เขาบอกเราว่า “มันจะสนุกมากกว่าที่จะลงมือทำ มากกว่าพูดพล่ามไปเรื่อยๆ !”

ใหม่อีหลีจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 นี้ โดยเปิดให้เข้าทุกวันยกเว้นวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. และไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

Writer

กิตติมา จารีประสิทธิ์

วิญญาณขี้เมาสิงสู่อยู่ในมิวเซียม ติดตามผลงานการหลอกหลอนได้ผ่าน www.waitingyoucuratorlab.com

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

12 มิถุนายน 2564
1 K

ฉันลงบีทีเอสสถานีบางจาก เดินเล่นเข้ามาในตลาด ผ่านความจอแจ เสียงรถจากถนนใหญ่ เสียงบีทีเอสปนกับเสียงมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า ลัดเลาะลึกเข้ามาจนเจอชุมชน เสียงค่อยๆ เงียบลง กลายเป็นเสียงเด็กวิ่งเล่นและคุณตากวาดหน้าบ้าน แม้จะเป็นตึกแถว แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ร้านรวง ทว่าเป็นบ้านคน ซอยหนึ่งในตึกแถวเหล่านั้น ฉันพบร้านหนังสือเล็กๆ แอบอยู่ ร้านหนังสือที่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนเวทมนตร์อยู่เสมอ 

ประตูกระจกมองเห็นข้างในตรงข้ามกับตึกแถวหลังอื่นที่มักปิดประตูเหล็กไว้ แสงสีส้มในร้านดูอบอุ่น ชั้นไม้ดูสนิทสนมเหมือนบ้านเพื่อน หนังสือบนชั้นที่โชว์หน้าปกทุกเล่มไม่ใช่แค่สันแบบร้านหนังสืออื่น และชื่อหนังสือที่ฉันไม่คุ้นเคยนัก เมื่อเปิดเข้าไป จะได้กลิ่นหอมสดชื่น หากเป็นตอนเย็น หลายครั้งที่เปิดเข้าไปแล้วได้กลิ่นอาหาร

‘Books & Belongings’ คือข้อความที่เขียนบนป้ายหน้าร้าน 

“หนังสือและสิ่งของ เป็นชื่อที่พี่ชอบมากอยู่แล้ว ก่อนจะมีร้านด้วยซ้ำ” โย-กิตติพล สรัคคานนท์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง และนั่นเป็นที่มาของชื่อร้านซึ่งถือกำเนิดขึ้นประมาณ 7 ปีที่แล้ว เป็นเวลาขวบปีที่ ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก่อร่างเติบโตในจินตนาการ ก่อนจะกลายเป็นร้านหนังสือที่ปากซอยสุขุมวิท 91 และในเดือนที่ผ่านมา Books & Belongings ก็ย้ายเข้ามาในสถานที่ใหม่ แม้จะเล็กลงและลึกกว่าร้านเดิม แต่กลับสวมจิตวิญญาณเดิมอย่างลงตัวยิ่งขึ้น จิตวิญญาณของการเป็นบ้าน เป็นพื้นที่แห่งบทสนทนา และในอีกแง่ เป็นแกลเลอรี่เล็กๆ ที่คัดเลือกหนังสือมาจัดแสดงไม่เหมือนกับที่ไหน 

“พี่เห็นหน้าที่ของ Books & Belongings มากกว่าเอาหนังสือมาขาย มันคือพื้นที่แลกเปลี่ยนที่ผู้คนจะได้แรงบันดาลใจจากการพูดคุย และเป็นจุดที่ผู้คนจะมาตกตะกอนความคิด” วิกกี้-วิชุตา โลหิตโยธิน เจ้าของร้านอีกท่านเสริม

การทำร้านหนังสือ Stand Alone ที่มีความตั้งใจใหญ่โตและแรงกล้าในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ฉันจึงอยากชวนเจ้าของร้านทั้งสองคนมาคุยทั้งเรื่องของเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

ทั้งอุปสรรค ความพยายาม และความฝัน

หนังสือและการย้ายของ

“เริ่มมาจากเจ็ดปีก่อนพี่ทำบริษัท พอจะย้ายจาก The Racquet Club เลยถามพนักงานว่าอยากให้ย้ายไปที่ไหน ผลโหวตก็มาออกที่บางจาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่อยู่แถวนี้ สุดท้าย ถึงบริษัทไม่อยู่ ร้านหนังสือก็ยังอยู่” โยเล่าถึงการย้ายครั้งแรก

ร้านแรกอยู่ติดถนนใหญ่ เมื่อใครสักคนเปิดประตู จะได้ยินเสียงรถยนต์และรถไฟฟ้าดังทั้งวัน แต่เมื่อประตูปิดสนิท เวทมนตร์ของร้านก็ยังเข้มข้น 

“พอชั้นบนเป็นออฟฟิศ เราเลยมีพื้นที่ชั้นล่างที่พอทำร้านหนังสือได้ คอนเซปต์แรกเลยคือ พอข้างบนเป็นดิจิทัลหมด ข้างล่างเลยอยากให้เป็นอะไรที่ออฟไลน์ พี่ย้อนคิดไปถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรษที่ 20 คิดถึงเวิร์กช็อป บรรยากาศร้านเลยผสมโรงนากับเวิร์กช็อปเข้าด้วยกัน 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“อย่างเก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้เขียนแบบ พวกไม้ก็เลือกให้เหมือนอยู่ในห้องตัดไม้ เหมือนเป็นพื้นที่ทำงานยุคโบราณ เพราะเอาเข้าจริง กิจกรรมของวรรณกรรม ศิลปะ งานสร้างสรรค์ มันก็มีการออกแรงเหมือนการเวิร์กช็อป”

แรกเริ่มร้านหนังสือแห่งนี้ ดำเนินมาได้โดยโยคนเดียวเป็นเวลา 4 ปี ฉันเองได้ไปเยี่ยมเยียนร้านเดิมหลายครั้ง แม้ภายนอกดูรื่นรมย์ แต่เพิ่งมารู้วันนี้ว่าข้างหลังไม่ได้สวยงามเหมือนหน้าร้านสักนิด ในตอนนั้น ร้านอยู่ในสภาวะที่โยอธิบายด้วยคำว่า “เห็นแต่ปัญหา ไม่ค่อยสร้างรายได้เลย” 

จนกระทั่ง COVID-19 ที่กระทบทุกอย่าง โยจึงตัดสินใจว่า ร้านคงต้องปิดตัวลง แต่นั่นคือก่อนพบวิกกี้ “ถ้าเป็นแค่ร้านแล้วมีหนังสือขาย ปิดไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่ามันเป็นมากกว่านั้น” วิกกี้เล่าถึงเหตุผลที่เข้ามามีส่วนร่วมในร้าน 

“เรากลับไปทำการบ้านว่าร้านเคยทำอะไรมาบ้าง เลยเห็นว่า Books & Belongings มีสัมมนา มีกิจกรรมเกี่ยวกับวรรณกรรมและภาพยนตร์เยอะมาก เราเห็นความสำคัญ เลยถามพี่โยว่าขอเข้ามาช่วยได้ไหม” คงกล่าวได้ว่า วิกกี้เป็นอีกเหตุผลที่ความรื่นรมย์ของ Books & Belongings คงอยู่ได้จนถึงวันนี้

การย้ายครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 อาจไม่ใช่การย้ายทางกายภาพ แต่เป็นการย้ายทางดิจิทัล

COVID-19 ทำให้หน้าร้านต้องปิดลง วิกกี้ซึ่งตอนนั้นเข้ามาช่วยเต็มตัวแล้ว จึงขยายจากหน้าร้านทางกายภาพสู่หน้าร้านออนไลน์ โดยทุกอย่างควรจะเสร็จภายในเวลา 1 เดือน เป็นที่มาของความท้าทายใหม่ที่ตอนนั้นวิกกี้กลับไปอยู่กับสามีที่อเมริกาพอดี ส่วนโยประจำอยู่ที่หน้าร้านประเทศไทย ความสะลึมสะลือจากการทำงานคนละไทม์โซนเป็นอีกอุปสรรค จนกลายมาเป็นเรื่องตลกที่วิกกี้เล่าว่า “พี่โยหลับคาจอ Zoom เลย” 

วันนี้อาจหัวเราะได้ แต่เชื่อว่าวันนั้นมันคงหามรุ่งหามค่ำและหนักหนาเอาการ หน้าร้านออนไลน์ของ Books & Belongings เปิดตัวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้ฉันได้จับจ่ายพร้อมกับดู Books & Belongings Talk รายการใหม่ที่โยกับวิกกี้จัดบ่อยๆ ทาง Facebook Live 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery
Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Passive เราต้องแอคทีฟและเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างแล้ว โดยการใช้แพลตฟอร์มที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในช่วงเวลาที่ทุกคนออกไปไหนไม่ได้”

แต่แล้ว การย้ายครั้งที่ 3 อย่างไม่คาดคิดที่สุดก็เกิดขึ้น “เหมือนเราเคยมั่นใจว่าเราจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ แล้วแพลนจะพัฒนาจากชั้นสองถึงดาดฟ้า เจ้าของที่ก็รับคำ เราเตรียมทุกอย่าง ปรากฏเขาแจ้งก่อนสิ้นเดือนไม่นานว่าต้องย้ายออกทันทีเพราะไม่ต่อสัญญา” โยเล่า

การย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายสู่ร้านปัจจุบัน เมื่อได้รับคำขาดจากเจ้าของที่ โยกับวิกกี้เดินตามหาสถานที่ใหม่ และพบกับตึกแถวเล็กๆ ติดป้ายว่างในซอยชุมชน ซึ่งโยโทรตามเบอร์ในป้ายก่อนนายหน้าจะชี้ให้ดูด้วยซ้ำ 

“เราพบว่าเจ้าของรู้จักร้านเราอยู่แล้ว และตอนเขาออกแบบที่นี่ เขาไปดูร้านเราเป็นตัวอย่าง” โยเล่า “พอเราบอกว่าเราเป็นร้านหนังสือ เขาก็ดีใจ ถึงขนาดให้ย้ายของเข้ามาก่อนเซ็นสัญญาก็ได้ ถึงอย่างนั้น เรามาทำร้านก็ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งเป็นอีกบทเรียน เพราะที่นี่เล็กกว่าร้านเก่า หายไปหนึ่งในสามของร้านเดิม ต้องจัดของใหม่หมด ต้องบริหารพื้นที่ กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลา

“แต่พี่เองก็บอกพี่โยว่าร้านก็เหมือนบ้าน” วิกกี้กล่าว “ไม่มีทางที่จัดครั้งเดียวเสร็จหรอก มันจะเติบโตไปพร้อมกับคนอยู่” ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

Books & Belongings เหมือนบ้านมากกว่าเดิม และนอกจากจะเป็นบ้านสำหรับสมาชิกเก่าอย่างเราแล้ว ร้านก็ยังเป็นพื้นที่ของสมาชิกใหม่อย่างเด็กชาย 3 คนแถวร้านที่มาประเดิมเป็นลูกค้ากลุ่มแรก และเป็นบ้านที่หลายคนในชุมชนบางจากดีใจที่ได้เห็น

วิกกี้เสริมว่า “ตอนย้ายเข้ามาในชุมชนบางจาก สิ่งที่รู้สึกได้เลยคือทุกคนตื่นเต้น ปั่นจักรยานมาถามว่าทำอะไรกัน ร้านเปิดเมื่อไหร่ เพื่อนบ้านแวะเวียนมาดูแล้วบอกเขาชอบนะ แม้แต่ช่างที่ทำเขาก็มายืนดูด้วยแววตาภูมิใจ มันมีหลายๆ ฝ่ายที่เขาอยู่แถวนี้แล้วเขาภูมิใจและดีใจที่มีร้านเราในชุมชน เหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นว่า ชุมชนบางจากมีพื้นที่ใหม่ๆ และเราเองก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ชุมชนตรงนี้มีบทบาทมากกว่าแค่อยู่อาศัย” 

ทั้งตัวร้าน ชุมชน และผู้คน ฉันคิดว่านี่เป็นพื้นที่ที่เหมาะเหลือเกินกับร้านหนังสือร้านนี้ ร้านที่เคยล่องลอยในจินตนาการ เคยมีที่ที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด เคยอกหัก และกลับมาชื่นชูใจอีกครั้ง

หลังจากฟังเรื่องมาทั้งหมด อาจไม่แปลกถ้าจะบอกว่า Books & Belongings เป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตผ่านปัญหาและในตอนนี้ได้พบสถานที่อันสุขใจแล้ว

หนังสือและการขายของ

ขอสารภาพว่าฉันยังเหลือหนังสือที่จองไว้กับ Books & Belongings อีก 1 เล่ม และฉันไม่อยากถามโยเลยว่ามีหนังสือแนะนำไหม เพราะเขาหยิบมาแนะนำกี่เล่ม ฉันจะจ่ายเงินโดยไม่รีรอไปเสียทุกที แต่วันนี้ด้วยความจำเป็นในฐานะผู้สัมภาษณ์จึงต้องถามคำถามนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้มาเสียทรัพย์กับฉันบ้าง

มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เขายืนเลือกอยู่นาน แล้วก็หยิบหนังสือชื่อ New Science ของ Giambattista Vico มาวางบนโต๊ะ มันเป็นหนังสือจากศตวรรษที่ 17 ที่โยหยิบมาแนะนำเพราะ ‘ความห้าวหาญ’ 

“Vico เป็นคนแรกที่พยายามปักหมุด สร้างหมุดหมายทางเวลาในเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่ในยุคนั้นเป็นเหมือนตำนานหรือเรื่องเล่า มันมีความผิดพลาดแน่นอน เพราะองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือโบราณคดี ยังไม่มี แต่เขาใช้วิธีอ่านตัวบทและเทียบเคียง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งสำหรับพี่ถึงมันจะผิดพลาด แต่มันห้าวหาญ”

นี่เป็นแค่หนึ่งในหลายเล่มของ Books & Belongings ที่ปกอาจดูเฉพาะทาง แต่พอได้ฟังเนื้อหาแล้วก็อยากหยิบทันที เมื่อฉันทั้งสองคนว่ามีวิธีเลือกหนังสืออย่างไร คำหนึ่งที่น่าประทับใจมากคือ วิกกี้พูดว่า “เราอยากให้คนเข้ามาแล้วเจอเล่มที่พูดกับเขา” 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน
ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เพราะฉะนั้น หนังสือทุกเล่มในร้านจึงเป็นเล่มที่พูดกับวิกกี้และโยมาแล้ว บรรดาหนังสือหลากหลายในร้านไม่ใช่หนังสือทั่วไปที่เจอได้ตามร้านอื่นๆ เหมือนรวมสิ่งหายากของแต่ละวงการมาไว้ เราเห็นวรรณกรรมแนวทดลองทั้งเก่าใหม่ หนังสือทฤษฎีศิลปะ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย อาหาร หรืองานบทละครต่างๆ จากความสนใจของโย รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัล เศรษฐกิจ การเงิน Social Science จากความสนใจของวิกกี้ 

Books & Belongings เป็นร้านที่ไม่รีรอจะแนะนำผู้ซื้อให้ไปซื้อหนังสือร้านอื่นหากราคาถูกกว่า และจะขอเป็นทางเลือกสำหรับหนังสือที่หาที่อื่นไม่ได้ และเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครเล่า 

“บทบาทของเราคือการ Curate เรื่องราวที่เราสนใจมานำเสนอ” โยเล่า 

ถ้าสังเกต จะเห็นว่าชั้นหนังสือหน้าร้านตามร้านอื่นๆ เป็นที่สำหรับหนังสือขายดี แต่ที่นี่กลับเป็นหนังสือรวมถึงข้าวของตามหัวข้อต่างๆ ในตอนนี้หัวข้อคือวรรณกรรมยุค Modernism ซึ่งนอกจากชั้นหนังสือ เรายังเห็นโปสเตอร์หน้าร้านที่เกี่ยวกับวรรณกรรมยุค Modernism เช่นกัน 

การมาร้าน Books & Belongings อีกนัยจึงเหมือนการเดินเข้าอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีการ Curate งาน เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดของคอลเลกชัน ซึ่งอาจเป็นตัวบุคคลหรือ Movement ทางศิลปะต่างๆ โดยการใช้องค์ประกอบในร้านทำให้เรื่องราวเด่นชัดขึ้น 

กลับไปที่คำถามเดิม เราหันไปถามวิกกี้ว่า มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

วิกกี้หยิบ Winter Journeys ของ George Perec and Oulipo ขึ้นมา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

“Oulipo เป็นกลุ่มนักเขียนสายทดลอง ความโดดเด่นคือแนวคิดที่ว่า ‘ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์เรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น’ เช่น เราจะเขียนหนังสือที่ไม่มีตัว e เลยได้อย่างไร ซึ่ง e เป็นสระที่สำคัญที่สุดในภาษาฝรั่งเศสด้วยซ้ำ 

“ส่วนเล่มนี้ มันเป็นถ้อยคำระลึก (Tribute) เพราะ George Perec บุคคลสำคัญในกลุ่ม Oulipo จากไปก่อนเวลาอันควร การละเล่นของกลุ่มแต่เดิม คือคนหนึ่งเขียนสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วคนในกลุ่มก็เขียนต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อระลึก คนในกลุ่มเลยเขียนหนังสือของ Perec เรื่อง Winter Journey ต่อจากเดิม มันเลยเปลี่ยนเป็น Winter Journeys เติม s 

“ร้านเราจะมีงานแนวประมาณนี้ ถ้าคุณรัก Perec คุณก็จะรักคนอื่นๆ และจริงๆ แนวคิด Oulipo ก็ยังใช้จนปัจจุบันนะ เช่น คุณ Jóhann Jóhannsson ผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Arrival ก็ใช้แนวคิดนี้มาผลิตงานดนตรี มันเลยเป็นแนวคิดที่เอามาผลิตงานใหม่ๆ และท้าทายตัวเองเชิงความคิดเรื่อยๆ”

ฉันไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดกับวิกกี้อย่างไร แต่ฉันรู้ว่า มันพูดกับฉันว่า Books & Belongings อาจเป็นหนึ่งในกลุ่ม Oulipo นี้ที่ไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นข้อจำกัด และในขณะเดียวกัน ร้านก็เป็นเหมือนการละเล่นของกลุ่มที่สร้างเรื่องราวมาเพื่อสานต่อ เรื่องเล่าที่โยกับวิกกี้เล่าเกี่ยวกับหนังสือน่าสนุกเสมอจนฉันต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นตาม ส่งต่อในเพื่อน ถกเถียง ตีความ สร้างเรื่องราวส่วนตัวต่อจากนั้น ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ 

ฉันว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่ Books & Belongings เป็นสำหรับฉัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านหรือสถานที่ แต่เป็นเรื่องราวและผู้คน 

เรื่องราวและผู้คนที่จะสร้างบทสนทนาขึ้นมาไม่รู้จบ

หนังสือ สิ่งของ และความรัก

เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต โยตอบมาในทันทีว่า ‘Pirate Edition’

“พี่พบว่ามีหนังสือบางจำพวกที่เป็น Public Domain (เป็นของสาธารณะ หมดลิขสิทธิ์) แล้ว บางเล่มคือ Pirate กันจนยอมรับแล้วว่ามันไม่มีผู้ถือครองโดยแท้จริง เราเลยคุยกับพี่วิกกี้ว่า ดูสิ หนังสือเล่มบางๆ เล่มเดียวสั่งมาจากต่างประเทศราคาตั้งสี่ร้อยกว่า ทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้ประโยชน์ ปกก็ไม่สวย แต่เราสนใจเนื้อหาข้างใน แล้วเราจะทำยังไงดี 

“เราเลยมีโครงการนี้ที่อยากทำมาสองสามปีแล้ว คือ Pirate Edition เอางานดีๆ พวกนี้มาพิมพ์ใหม่ ผ่านระบบ Digital Offset ให้คุณภาพการพิมพ์ดีขึ้น ตัวหนังสือชัดขึ้น บนกระดาษที่ย่อมเยา และกระบวนการพิมพ์บนปกที่ลดขั้นตอนเหลือสีเดียว เพื่อต้นทุนหนึ่งเล่มพอคำนวณแล้ว ไม่มีค่าขนส่งด้วย เราได้หนังสือดีๆ มาอีกชุดหนึ่งในราคาจับต้องได้”

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เราแอบเห็นรายชื่อหนังสือที่จะพิมพ์ พบว่าล้วนเป็นงานคลาสสิกเชิงปรัชญาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของ Immanuel Kant, Georg Wilhelm Friedrich Hegel หรือ Guy Debord แผนการคือวางขายที่หน้าร้าน Books & Belongings ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป 

สุดท้าย ฉันพบว่าเรี่ยวแรงทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ มันคงเป็นเรี่ยวแรงของความรักในงานวรรณกรรม ความรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองหลงใหลออกมาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรักที่จะให้ร้านคงอยู่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด และความรักที่จะส่งต่องานวรรณกรรมคุณภาพดีราคาถูกให้ผู้อ่าน ทุกสิ่งที่ Books & Belongings ทำออกมาทุ่มเทตั้งใจเสมอ 

หลายครั้งที่ฉันเดินเข้าร้านตอนแดดยังแยงตา และออกจากร้านตอนดึกดื่น ก่อนที่ร้านจะลับสายตา ฉันจะหันกลับมามอง บ้านตึกแถวหลังอื่นปิดบ้านปิดไฟมืดหมดแล้ว เหลือเพียงหลอดไฟสีส้มจากหน้าร้าน Books & Belongings ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกอุ่นใจและอิ่มเอมใจเสมอ อาจเป็นเพราะเวทมนตร์จากบทสนทนา เสียงหัวเราะ ความรู้ แรงใจที่ได้รับกลับมา และความรักนั่นเอง

ทุกองค์ประกอบเหล่านั้น ที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่งเปรียบเสมือนบ้าน

Books & Belongings

ที่ตั้ง : 502 ซอยสุขุมวิท 95 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260 (แผนที่)

เปิดทำการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1154 6456

เว็บไซต์ : booksandbelongings.com

Facebook : booksandbelongings

12 มิถุนายน 2564
1 K

ฉันลงบีทีเอสสถานีบางจาก เดินเล่นเข้ามาในตลาด ผ่านความจอแจ เสียงรถจากถนนใหญ่ เสียงบีทีเอสปนกับเสียงมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า ลัดเลาะลึกเข้ามาจนเจอชุมชน เสียงค่อยๆ เงียบลง กลายเป็นเสียงเด็กวิ่งเล่นและคุณตากวาดหน้าบ้าน แม้จะเป็นตึกแถว แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ร้านรวง ทว่าเป็นบ้านคน ซอยหนึ่งในตึกแถวเหล่านั้น ฉันพบร้านหนังสือเล็กๆ แอบอยู่ ร้านหนังสือที่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนเวทมนตร์อยู่เสมอ 

ประตูกระจกมองเห็นข้างในตรงข้ามกับตึกแถวหลังอื่นที่มักปิดประตูเหล็กไว้ แสงสีส้มในร้านดูอบอุ่น ชั้นไม้ดูสนิทสนมเหมือนบ้านเพื่อน หนังสือบนชั้นที่โชว์หน้าปกทุกเล่มไม่ใช่แค่สันแบบร้านหนังสืออื่น และชื่อหนังสือที่ฉันไม่คุ้นเคยนัก เมื่อเปิดเข้าไป จะได้กลิ่นหอมสดชื่น หากเป็นตอนเย็น หลายครั้งที่เปิดเข้าไปแล้วได้กลิ่นอาหาร

‘Books & Belongings’ คือข้อความที่เขียนบนป้ายหน้าร้าน 

“หนังสือและสิ่งของ เป็นชื่อที่พี่ชอบมากอยู่แล้ว ก่อนจะมีร้านด้วยซ้ำ” โย-กิตติพล สรัคคานนท์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง และนั่นเป็นที่มาของชื่อร้านซึ่งถือกำเนิดขึ้นประมาณ 7 ปีที่แล้ว เป็นเวลาขวบปีที่ ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก่อร่างเติบโตในจินตนาการ ก่อนจะกลายเป็นร้านหนังสือที่ปากซอยสุขุมวิท 91 และในเดือนที่ผ่านมา Books & Belongings ก็ย้ายเข้ามาในสถานที่ใหม่ แม้จะเล็กลงและลึกกว่าร้านเดิม แต่กลับสวมจิตวิญญาณเดิมอย่างลงตัวยิ่งขึ้น จิตวิญญาณของการเป็นบ้าน เป็นพื้นที่แห่งบทสนทนา และในอีกแง่ เป็นแกลเลอรี่เล็กๆ ที่คัดเลือกหนังสือมาจัดแสดงไม่เหมือนกับที่ไหน 

“พี่เห็นหน้าที่ของ Books & Belongings มากกว่าเอาหนังสือมาขาย มันคือพื้นที่แลกเปลี่ยนที่ผู้คนจะได้แรงบันดาลใจจากการพูดคุย และเป็นจุดที่ผู้คนจะมาตกตะกอนความคิด” วิกกี้-วิชุตา โลหิตโยธิน เจ้าของร้านอีกท่านเสริม

การทำร้านหนังสือ Stand Alone ที่มีความตั้งใจใหญ่โตและแรงกล้าในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ฉันจึงอยากชวนเจ้าของร้านทั้งสองคนมาคุยทั้งเรื่องของเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

ทั้งอุปสรรค ความพยายาม และความฝัน

หนังสือและการย้ายของ

“เริ่มมาจากเจ็ดปีก่อนพี่ทำบริษัท พอจะย้ายจาก The Racquet Club เลยถามพนักงานว่าอยากให้ย้ายไปที่ไหน ผลโหวตก็มาออกที่บางจาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่อยู่แถวนี้ สุดท้าย ถึงบริษัทไม่อยู่ ร้านหนังสือก็ยังอยู่” โยเล่าถึงการย้ายครั้งแรก

ร้านแรกอยู่ติดถนนใหญ่ เมื่อใครสักคนเปิดประตู จะได้ยินเสียงรถยนต์และรถไฟฟ้าดังทั้งวัน แต่เมื่อประตูปิดสนิท เวทมนตร์ของร้านก็ยังเข้มข้น 

“พอชั้นบนเป็นออฟฟิศ เราเลยมีพื้นที่ชั้นล่างที่พอทำร้านหนังสือได้ คอนเซปต์แรกเลยคือ พอข้างบนเป็นดิจิทัลหมด ข้างล่างเลยอยากให้เป็นอะไรที่ออฟไลน์ พี่ย้อนคิดไปถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรษที่ 20 คิดถึงเวิร์กช็อป บรรยากาศร้านเลยผสมโรงนากับเวิร์กช็อปเข้าด้วยกัน 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“อย่างเก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้เขียนแบบ พวกไม้ก็เลือกให้เหมือนอยู่ในห้องตัดไม้ เหมือนเป็นพื้นที่ทำงานยุคโบราณ เพราะเอาเข้าจริง กิจกรรมของวรรณกรรม ศิลปะ งานสร้างสรรค์ มันก็มีการออกแรงเหมือนการเวิร์กช็อป”

แรกเริ่มร้านหนังสือแห่งนี้ ดำเนินมาได้โดยโยคนเดียวเป็นเวลา 4 ปี ฉันเองได้ไปเยี่ยมเยียนร้านเดิมหลายครั้ง แม้ภายนอกดูรื่นรมย์ แต่เพิ่งมารู้วันนี้ว่าข้างหลังไม่ได้สวยงามเหมือนหน้าร้านสักนิด ในตอนนั้น ร้านอยู่ในสภาวะที่โยอธิบายด้วยคำว่า “เห็นแต่ปัญหา ไม่ค่อยสร้างรายได้เลย” 

จนกระทั่ง COVID-19 ที่กระทบทุกอย่าง โยจึงตัดสินใจว่า ร้านคงต้องปิดตัวลง แต่นั่นคือก่อนพบวิกกี้ “ถ้าเป็นแค่ร้านแล้วมีหนังสือขาย ปิดไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่ามันเป็นมากกว่านั้น” วิกกี้เล่าถึงเหตุผลที่เข้ามามีส่วนร่วมในร้าน 

“เรากลับไปทำการบ้านว่าร้านเคยทำอะไรมาบ้าง เลยเห็นว่า Books & Belongings มีสัมมนา มีกิจกรรมเกี่ยวกับวรรณกรรมและภาพยนตร์เยอะมาก เราเห็นความสำคัญ เลยถามพี่โยว่าขอเข้ามาช่วยได้ไหม” คงกล่าวได้ว่า วิกกี้เป็นอีกเหตุผลที่ความรื่นรมย์ของ Books & Belongings คงอยู่ได้จนถึงวันนี้

การย้ายครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 อาจไม่ใช่การย้ายทางกายภาพ แต่เป็นการย้ายทางดิจิทัล

COVID-19 ทำให้หน้าร้านต้องปิดลง วิกกี้ซึ่งตอนนั้นเข้ามาช่วยเต็มตัวแล้ว จึงขยายจากหน้าร้านทางกายภาพสู่หน้าร้านออนไลน์ โดยทุกอย่างควรจะเสร็จภายในเวลา 1 เดือน เป็นที่มาของความท้าทายใหม่ที่ตอนนั้นวิกกี้กลับไปอยู่กับสามีที่อเมริกาพอดี ส่วนโยประจำอยู่ที่หน้าร้านประเทศไทย ความสะลึมสะลือจากการทำงานคนละไทม์โซนเป็นอีกอุปสรรค จนกลายมาเป็นเรื่องตลกที่วิกกี้เล่าว่า “พี่โยหลับคาจอ Zoom เลย” 

วันนี้อาจหัวเราะได้ แต่เชื่อว่าวันนั้นมันคงหามรุ่งหามค่ำและหนักหนาเอาการ หน้าร้านออนไลน์ของ Books & Belongings เปิดตัวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้ฉันได้จับจ่ายพร้อมกับดู Books & Belongings Talk รายการใหม่ที่โยกับวิกกี้จัดบ่อยๆ ทาง Facebook Live 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery
Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Passive เราต้องแอคทีฟและเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างแล้ว โดยการใช้แพลตฟอร์มที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในช่วงเวลาที่ทุกคนออกไปไหนไม่ได้”

แต่แล้ว การย้ายครั้งที่ 3 อย่างไม่คาดคิดที่สุดก็เกิดขึ้น “เหมือนเราเคยมั่นใจว่าเราจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ แล้วแพลนจะพัฒนาจากชั้นสองถึงดาดฟ้า เจ้าของที่ก็รับคำ เราเตรียมทุกอย่าง ปรากฏเขาแจ้งก่อนสิ้นเดือนไม่นานว่าต้องย้ายออกทันทีเพราะไม่ต่อสัญญา” โยเล่า

การย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายสู่ร้านปัจจุบัน เมื่อได้รับคำขาดจากเจ้าของที่ โยกับวิกกี้เดินตามหาสถานที่ใหม่ และพบกับตึกแถวเล็กๆ ติดป้ายว่างในซอยชุมชน ซึ่งโยโทรตามเบอร์ในป้ายก่อนนายหน้าจะชี้ให้ดูด้วยซ้ำ 

“เราพบว่าเจ้าของรู้จักร้านเราอยู่แล้ว และตอนเขาออกแบบที่นี่ เขาไปดูร้านเราเป็นตัวอย่าง” โยเล่า “พอเราบอกว่าเราเป็นร้านหนังสือ เขาก็ดีใจ ถึงขนาดให้ย้ายของเข้ามาก่อนเซ็นสัญญาก็ได้ ถึงอย่างนั้น เรามาทำร้านก็ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งเป็นอีกบทเรียน เพราะที่นี่เล็กกว่าร้านเก่า หายไปหนึ่งในสามของร้านเดิม ต้องจัดของใหม่หมด ต้องบริหารพื้นที่ กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลา

“แต่พี่เองก็บอกพี่โยว่าร้านก็เหมือนบ้าน” วิกกี้กล่าว “ไม่มีทางที่จัดครั้งเดียวเสร็จหรอก มันจะเติบโตไปพร้อมกับคนอยู่” ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

Books & Belongings เหมือนบ้านมากกว่าเดิม และนอกจากจะเป็นบ้านสำหรับสมาชิกเก่าอย่างเราแล้ว ร้านก็ยังเป็นพื้นที่ของสมาชิกใหม่อย่างเด็กชาย 3 คนแถวร้านที่มาประเดิมเป็นลูกค้ากลุ่มแรก และเป็นบ้านที่หลายคนในชุมชนบางจากดีใจที่ได้เห็น

วิกกี้เสริมว่า “ตอนย้ายเข้ามาในชุมชนบางจาก สิ่งที่รู้สึกได้เลยคือทุกคนตื่นเต้น ปั่นจักรยานมาถามว่าทำอะไรกัน ร้านเปิดเมื่อไหร่ เพื่อนบ้านแวะเวียนมาดูแล้วบอกเขาชอบนะ แม้แต่ช่างที่ทำเขาก็มายืนดูด้วยแววตาภูมิใจ มันมีหลายๆ ฝ่ายที่เขาอยู่แถวนี้แล้วเขาภูมิใจและดีใจที่มีร้านเราในชุมชน เหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นว่า ชุมชนบางจากมีพื้นที่ใหม่ๆ และเราเองก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ชุมชนตรงนี้มีบทบาทมากกว่าแค่อยู่อาศัย” 

ทั้งตัวร้าน ชุมชน และผู้คน ฉันคิดว่านี่เป็นพื้นที่ที่เหมาะเหลือเกินกับร้านหนังสือร้านนี้ ร้านที่เคยล่องลอยในจินตนาการ เคยมีที่ที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด เคยอกหัก และกลับมาชื่นชูใจอีกครั้ง

หลังจากฟังเรื่องมาทั้งหมด อาจไม่แปลกถ้าจะบอกว่า Books & Belongings เป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตผ่านปัญหาและในตอนนี้ได้พบสถานที่อันสุขใจแล้ว

หนังสือและการขายของ

ขอสารภาพว่าฉันยังเหลือหนังสือที่จองไว้กับ Books & Belongings อีก 1 เล่ม และฉันไม่อยากถามโยเลยว่ามีหนังสือแนะนำไหม เพราะเขาหยิบมาแนะนำกี่เล่ม ฉันจะจ่ายเงินโดยไม่รีรอไปเสียทุกที แต่วันนี้ด้วยความจำเป็นในฐานะผู้สัมภาษณ์จึงต้องถามคำถามนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้มาเสียทรัพย์กับฉันบ้าง

มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เขายืนเลือกอยู่นาน แล้วก็หยิบหนังสือชื่อ New Science ของ Giambattista Vico มาวางบนโต๊ะ มันเป็นหนังสือจากศตวรรษที่ 17 ที่โยหยิบมาแนะนำเพราะ ‘ความห้าวหาญ’ 

“Vico เป็นคนแรกที่พยายามปักหมุด สร้างหมุดหมายทางเวลาในเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่ในยุคนั้นเป็นเหมือนตำนานหรือเรื่องเล่า มันมีความผิดพลาดแน่นอน เพราะองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือโบราณคดี ยังไม่มี แต่เขาใช้วิธีอ่านตัวบทและเทียบเคียง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งสำหรับพี่ถึงมันจะผิดพลาด แต่มันห้าวหาญ”

นี่เป็นแค่หนึ่งในหลายเล่มของ Books & Belongings ที่ปกอาจดูเฉพาะทาง แต่พอได้ฟังเนื้อหาแล้วก็อยากหยิบทันที เมื่อฉันทั้งสองคนว่ามีวิธีเลือกหนังสืออย่างไร คำหนึ่งที่น่าประทับใจมากคือ วิกกี้พูดว่า “เราอยากให้คนเข้ามาแล้วเจอเล่มที่พูดกับเขา” 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน
ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เพราะฉะนั้น หนังสือทุกเล่มในร้านจึงเป็นเล่มที่พูดกับวิกกี้และโยมาแล้ว บรรดาหนังสือหลากหลายในร้านไม่ใช่หนังสือทั่วไปที่เจอได้ตามร้านอื่นๆ เหมือนรวมสิ่งหายากของแต่ละวงการมาไว้ เราเห็นวรรณกรรมแนวทดลองทั้งเก่าใหม่ หนังสือทฤษฎีศิลปะ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย อาหาร หรืองานบทละครต่างๆ จากความสนใจของโย รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัล เศรษฐกิจ การเงิน Social Science จากความสนใจของวิกกี้ 

Books & Belongings เป็นร้านที่ไม่รีรอจะแนะนำผู้ซื้อให้ไปซื้อหนังสือร้านอื่นหากราคาถูกกว่า และจะขอเป็นทางเลือกสำหรับหนังสือที่หาที่อื่นไม่ได้ และเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครเล่า 

“บทบาทของเราคือการ Curate เรื่องราวที่เราสนใจมานำเสนอ” โยเล่า 

ถ้าสังเกต จะเห็นว่าชั้นหนังสือหน้าร้านตามร้านอื่นๆ เป็นที่สำหรับหนังสือขายดี แต่ที่นี่กลับเป็นหนังสือรวมถึงข้าวของตามหัวข้อต่างๆ ในตอนนี้หัวข้อคือวรรณกรรมยุค Modernism ซึ่งนอกจากชั้นหนังสือ เรายังเห็นโปสเตอร์หน้าร้านที่เกี่ยวกับวรรณกรรมยุค Modernism เช่นกัน 

การมาร้าน Books & Belongings อีกนัยจึงเหมือนการเดินเข้าอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีการ Curate งาน เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดของคอลเลกชัน ซึ่งอาจเป็นตัวบุคคลหรือ Movement ทางศิลปะต่างๆ โดยการใช้องค์ประกอบในร้านทำให้เรื่องราวเด่นชัดขึ้น 

กลับไปที่คำถามเดิม เราหันไปถามวิกกี้ว่า มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

วิกกี้หยิบ Winter Journeys ของ George Perec and Oulipo ขึ้นมา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

“Oulipo เป็นกลุ่มนักเขียนสายทดลอง ความโดดเด่นคือแนวคิดที่ว่า ‘ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์เรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น’ เช่น เราจะเขียนหนังสือที่ไม่มีตัว e เลยได้อย่างไร ซึ่ง e เป็นสระที่สำคัญที่สุดในภาษาฝรั่งเศสด้วยซ้ำ 

“ส่วนเล่มนี้ มันเป็นถ้อยคำระลึก (Tribute) เพราะ George Perec บุคคลสำคัญในกลุ่ม Oulipo จากไปก่อนเวลาอันควร การละเล่นของกลุ่มแต่เดิม คือคนหนึ่งเขียนสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วคนในกลุ่มก็เขียนต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อระลึก คนในกลุ่มเลยเขียนหนังสือของ Perec เรื่อง Winter Journey ต่อจากเดิม มันเลยเปลี่ยนเป็น Winter Journeys เติม s 

“ร้านเราจะมีงานแนวประมาณนี้ ถ้าคุณรัก Perec คุณก็จะรักคนอื่นๆ และจริงๆ แนวคิด Oulipo ก็ยังใช้จนปัจจุบันนะ เช่น คุณ Jóhann Jóhannsson ผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Arrival ก็ใช้แนวคิดนี้มาผลิตงานดนตรี มันเลยเป็นแนวคิดที่เอามาผลิตงานใหม่ๆ และท้าทายตัวเองเชิงความคิดเรื่อยๆ”

ฉันไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดกับวิกกี้อย่างไร แต่ฉันรู้ว่า มันพูดกับฉันว่า Books & Belongings อาจเป็นหนึ่งในกลุ่ม Oulipo นี้ที่ไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นข้อจำกัด และในขณะเดียวกัน ร้านก็เป็นเหมือนการละเล่นของกลุ่มที่สร้างเรื่องราวมาเพื่อสานต่อ เรื่องเล่าที่โยกับวิกกี้เล่าเกี่ยวกับหนังสือน่าสนุกเสมอจนฉันต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นตาม ส่งต่อในเพื่อน ถกเถียง ตีความ สร้างเรื่องราวส่วนตัวต่อจากนั้น ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ 

ฉันว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่ Books & Belongings เป็นสำหรับฉัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านหรือสถานที่ แต่เป็นเรื่องราวและผู้คน 

เรื่องราวและผู้คนที่จะสร้างบทสนทนาขึ้นมาไม่รู้จบ

หนังสือ สิ่งของ และความรัก

เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต โยตอบมาในทันทีว่า ‘Pirate Edition’

“พี่พบว่ามีหนังสือบางจำพวกที่เป็น Public Domain (เป็นของสาธารณะ หมดลิขสิทธิ์) แล้ว บางเล่มคือ Pirate กันจนยอมรับแล้วว่ามันไม่มีผู้ถือครองโดยแท้จริง เราเลยคุยกับพี่วิกกี้ว่า ดูสิ หนังสือเล่มบางๆ เล่มเดียวสั่งมาจากต่างประเทศราคาตั้งสี่ร้อยกว่า ทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้ประโยชน์ ปกก็ไม่สวย แต่เราสนใจเนื้อหาข้างใน แล้วเราจะทำยังไงดี 

“เราเลยมีโครงการนี้ที่อยากทำมาสองสามปีแล้ว คือ Pirate Edition เอางานดีๆ พวกนี้มาพิมพ์ใหม่ ผ่านระบบ Digital Offset ให้คุณภาพการพิมพ์ดีขึ้น ตัวหนังสือชัดขึ้น บนกระดาษที่ย่อมเยา และกระบวนการพิมพ์บนปกที่ลดขั้นตอนเหลือสีเดียว เพื่อต้นทุนหนึ่งเล่มพอคำนวณแล้ว ไม่มีค่าขนส่งด้วย เราได้หนังสือดีๆ มาอีกชุดหนึ่งในราคาจับต้องได้”

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เราแอบเห็นรายชื่อหนังสือที่จะพิมพ์ พบว่าล้วนเป็นงานคลาสสิกเชิงปรัชญาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของ Immanuel Kant, Georg Wilhelm Friedrich Hegel หรือ Guy Debord แผนการคือวางขายที่หน้าร้าน Books & Belongings ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป 

สุดท้าย ฉันพบว่าเรี่ยวแรงทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ มันคงเป็นเรี่ยวแรงของความรักในงานวรรณกรรม ความรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองหลงใหลออกมาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรักที่จะให้ร้านคงอยู่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด และความรักที่จะส่งต่องานวรรณกรรมคุณภาพดีราคาถูกให้ผู้อ่าน ทุกสิ่งที่ Books & Belongings ทำออกมาทุ่มเทตั้งใจเสมอ 

หลายครั้งที่ฉันเดินเข้าร้านตอนแดดยังแยงตา และออกจากร้านตอนดึกดื่น ก่อนที่ร้านจะลับสายตา ฉันจะหันกลับมามอง บ้านตึกแถวหลังอื่นปิดบ้านปิดไฟมืดหมดแล้ว เหลือเพียงหลอดไฟสีส้มจากหน้าร้าน Books & Belongings ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกอุ่นใจและอิ่มเอมใจเสมอ อาจเป็นเพราะเวทมนตร์จากบทสนทนา เสียงหัวเราะ ความรู้ แรงใจที่ได้รับกลับมา และความรักนั่นเอง

ทุกองค์ประกอบเหล่านั้น ที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่งเปรียบเสมือนบ้าน

Books & Belongings

ที่ตั้ง : 502 ซอยสุขุมวิท 95 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260 (แผนที่)

เปิดทำการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1154 6456

เว็บไซต์ : booksandbelongings.com

Facebook : booksandbelongings

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load