2 กุมภาพันธ์ 2564
11 K

ภายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หากกางแผนที่เพื่อตามหาหอศิลป์และพื้นที่ทางศิลปะในประเทศไทย เราจะพบว่าไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในเขตกรุงเทพมหานครอีกต่อไป แต่กลับกระจายไปทั่วประเทศ

ในภาคเหนือ ทั้งขัวศิลปะที่จังหวัดเชียงรายหรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ ล้วนเป็นดั่งศูนย์กลางเพื่อจัดแสดงงานศิลปะของศิลปินล้านนา

ในภาคใต้ ปัตตานี อาร์ต สเปซ และหอศิลป์เดอลาแปร์ นราธิวาส ต่างร่วมกันอย่างขยันขันแข็งในการผลักดันผลงานของศิลปินจากภูมิภาคปาตานี

ในภาคอีสาน การเกิดขึ้นของเทศกาลศิลปะหัวขบถอย่างขอนแก่นมานิเฟสโต้ที่ขอนแก่น และในปีนี้เองเทศกาลศิลปะนานาชาติ Thailand Biennale จะจัดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา ทำให้บรรยากาศของการขับเคลื่อนศิลปะอบอวลไปทั่วประเทศ

หากใครสนใจท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม ทั้งยังมีความสนใจในศิลปะร่วมสมัย เมื่อมาเที่ยวเชียงใหม่แล้ว ต้องเคยได้ยินชื่อ ‘ใหม่เอี่ยม’ กันบ้างสักครั้ง พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยมตั้งอยู่บนถนนสันกำแพง ใกล้กับแยกบ่อสร้าง ชุมชนหัตถกรรมสร้างสรรค์ที่อยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่มายาวนาน

ราว 4 ปีแล้วที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว และกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญให้คนรักศิลปะได้มาแวะเยี่ยมเยียน ด้วยการจัดแสดงคอลเลกชันผลงานศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย ทั้งจากศิลปินไทยและศิลปินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไปจนถึงการแสดงนิทรรศการหมุนเวียนที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับสังคมการเมืองและวัฒนธรรมร่วมสมัย ตัวอย่างเช่น นิทรรศการภาพถ่ายFor Those Who Die Trying (and those who endure) แด่นักสู้ผู้จากไป (และผู้ที่ยังต่อสู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนอยู่ต่อไป)’ โดย ลุค ดัลเกิลบี (Luke Duggleby) หรือนิทรรศการปัจจุบัน ‘สัตว์ร้าย พระเจ้า และเส้นสายลายลาก’ นิทรรศการที่จัดแสดงผลงานศิลปะและวัตถุทางวัฒนธรรมจากศิลปินในเอเชียแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำเสนอภาวะของความร่วมสมัยที่ออกไปจากกรอบแนวคิดของขอบข่ายลัทธิอาณานิคมตะวันตก โดยรวบรวมนำเสนอศิลปินที่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายมารวมอยู่ด้วยกัน

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : PO-D Architects

ปีนี้ส่วนหนึ่งของคอลเลกชันผลงานศิลปะร่วมสมัยจากใหม่เอี่ยม จะได้ขยับออกจากพื้นที่ภาคเหนือไปยังภาคอีสาน ณ ‘ใหม่อีหลี’ พื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ข้างบึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมทางสังคมการเมืองที่ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์กระแสหลักในประเทศไทย รวมถึงทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับการชุมนุมสาธารณะ เปิดพื้นที่ในการถกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและการมีส่วนร่วมในสังคม

ที่สำคัญที่สุดคือเพื่อสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก และแน่นอนว่าเพื่อเปิดเป็นทางเลือกให้ผู้ชมในภาคอีสานได้เห็นงานศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงผู้ชมจากภายนอกภูมิภาคที่จะได้มีพื้นที่เข้าใจบริบทของภาคอีสานผ่านผลงานศิลปะ

คำว่าใหม่ที่อยู่ในชื่อทั้ง ใหม่เอี่ยม และ ใหม่อีหลี ต่างสะท้อนถึงความพยายามในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้แก่ผู้ชม ในอีกแง่หนึ่ง ทั้งสองพื้นนี้ต่างแสดงให้เราเห็นถึงการขยายพรมแดนขอบเขตพื้นศิลปะ ที่ไม่ใช่จากการรวมศูนย์กลางไว้ที่กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว แต่เน้นย้ำความจำเป็นในการกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง ความน่าสนใจของพื้นที่ศิลปะนี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในบทความนี้เราจึงอยากจะชวนคุยกับ เอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งทั้งใหม่เอี่ยมและใหม่อีหลี เพื่อทำความรู้จักกับที่ไปที่มาของพื้นที่ศิลปะที่เกิดขึ้นใหม่มากมากนี้ไปพร้อมๆ กัน

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : ปานวัตร เมืองมูล

ความสนใจในอีสาน ภูมิภาคที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง

เราเริ่มจากการถามถึงสาเหตุของการไปตั้งพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่นี้ เหตุใดถึงต้องเป็นที่อีสาน คุณเอริคเล่าให้ฟังว่า ความผูกพันที่เขามีต่ออีสานนั้นยาวนานกว่าเชียงใหม่เสียอีก

“เริ่มจากผมได้ไปอีสานครั้งแรกในช่วงปี 80 กับคุณแม่ (พัดศรี บุนนาค) และพ่อบุญธรรม (ฌอง มิเชล เบอร์เดอร์เลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยใหม่เอี่ยม) ในการเดินทางครั้งนั้นได้แวะเที่ยวปราสาทหินพิมาย พนมรุ้ง เมืองตาม จนประทับใจและสนใจภูมิภาคอีสานเรื่อยมา

“จนเมื่อได้เข้าทำงานกับบริษัทไหมไทย และได้รับมอบหมายให้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับโรงงานทอผ้าที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับชาวนากว่าพันชีวิตทั่วภาคอีสานที่ร่วมช่วยเราเลี้ยงหนอนหม่อนไหม ในเวลาเดียวกันนั้น ผมก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ผมมีความสนใจอย่างในปัจจุบัน เช่นการที่ คุณจิม ทอมป์สัน เคยมีความสนิทสนมกับ เตียง ศิริขันธ์ ขบวนการเสรีไทยในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขารู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งจากการที่เพื่อนพร้อมกับรัฐมนตรีอีสานอีกสี่คนถูกจับตัวไปฆาตกรรม

“ในเชิงวัฒนธรรม ผมได้ท่องเที่ยวตลอดหลายปีทั่วภูมิภาคนี้ สำหรับการทำงาน ผมคิดมาเสมอถึงการสะสม ซ่อมแซม และอนุรักษ์บ้านไม้แบบอีสานไว้ แน่นอนว่าแนวความคิดนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากคุณจิม ทอมป์สัน อีกเช่นกัน ตั้งแต่ยุค 50 ที่คุณจิมได้เริ่มเก็บบ้านไม้ในรูปแบบภาคกลาง หรือที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน” เขาเสริมความ

ปัจจุบัน นอกจากในส่วนพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงชุดสะสมส่วนตัว ทั้งวัตถุและจิตรกรรมโบราณ บริเวณเดียวกันนั้นยังมีหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย และห้องสมุดวิลเลี่ยม วอร์เรน ที่ผู้ชมเข้าไปใช้บริการอ่านหนังสือและชมงานศิลปะร่วมสมัยได้ใจกลางกรุงเทพฯ

“ในอดีต ที่ฟาร์มไหมจิม ทอมป์สัน เราเริ่มเปิดให้เข้าชม มีการพาทัวร์ท่องเที่ยว แต่เป็นเพียงการชมดอกไม้เท่านั้น เมื่อเล็งเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวมากมายมาเยี่ยมชมจากกรุงเทพฯ การจัดแสดงบ้านไม้โบราณเหล่านี้น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่จะแนะนำวัฒนธรรมอีสาน เราเริ่มเก็บสะสมบ้านไม้โบราณที่ถูกทิ้งร้าง และซ่อมแซมทั้งหมดกว่ายี่สิบหลัง รวมถึงเชื้อเชิญให้ช่างฝีมือจากทั่วทั้งภูมิภาคให้มาซ่อมแซมบ้านไม้เหล่านี้ให้สมบูรณ์อีกครั้งเป็นเวลาอีกหลายเดือน”

นอกเหนือไปจากส่วนที่เป็นเชิงวัฒนธรรมแล้ว เขายังได้เชื้อเชิญ กฤติยา กาวีวงศ์ จากภัณฑารักษ์หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ให้เข้ามาช่วยจัดโครงการศิลปินในพำนักและโครงการศิลปะในฟาร์ม โดยเป็นการผสมผสานทั้งวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับความร่วมสมัยไปพร้อมๆ กัน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด เขาเล่าให้เราฟังอย่างภูมิใจในความเป็นท่องราตรีตัวยง ทำให้คุณเอริคเป็นขาประจำที่ซอยคาวบอย ซอยพัฒพงศ์ และซอยนานา มาตั้งแต่สมัยครั้งยังวัยรุ่น เกิดเป็นความคุ้นเคยกับสาวสวยเหล่านั้น จนถึงตามพวกเธอไปเยี่ยมที่บ้านในแถบอีสานหลายต่อหลายครั้ง

ประสบการณ์เหล่านี้ส่งอิทธิพลให้เขาสนใจในวัฒนธรรมอีสาน รวมไปถึงความสนใจในยุคสงครามเย็น อันเป็นช่วงเวลาต้นกำเนิดของสถานบริการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ความสนใจในวัฒนธรรมบันเทิงอีสานนี้นำไปสู่การสนับสนุนให้เกิดโปรเจกต์นิทรรศการรถหมอลำ โดยมี อาทิตย์ มูลสาร เป็นทั้งผู้จัดการ ภัณฑารักษ์ และคนขับรถ

นิทรรศการเคลื่อนที่นี้นำเสนอทั้งสาระความรู้จากเนื้อหาของกลอนลำ อันเป็นดั่งหน้าบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่พัฒนาการจากความเชื่อศาสนาและชีวิตประจำวัน โดยเกี่ยวพันกับการเมืองและสะท้อนสภาพสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย ในเวลาเดียวกันรถบัสคันนี้ก็เป็นดั่งเวทีให้วงหมอลำทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ได้ขับเคลื่อนนำเอาอัตลักษณ์ความบันเทิงแบบอีสานไปทั่วทุกหนแห่ง

ใหม่อีหลี พื้นที่ศิลปะที่อยากช่วยขับเคลื่อนสังคม

นอกจากขอนแก่นจะเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคอีสาน มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองที่น่าสนใจ อีกทั้งยังส่งต่อจิตวิญญาณของนักสู้มาถึงปัจจุบัน ในด้านศิลปะร่วมสมัย นอกจากจะมีคณะคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่คอยบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ุศิลปะแล้ว ยังมีพื้นที่ศิลปะเชิงทดลอง และพื้นที่ศิลปะทางเลือกที่น่าสนใจอีหลายแห่ง ทั้ง HUAK Society, YMD อาร์ต สเปซ

และที่สำคัญ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 มีการจัดเทศกาลศิลปะขอนแก่นเมนิเฟสโต้ที่ริเริ่มโดย ถนอม ชาภักดี ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเอริคติดตามอย่างชื่นชม และกล่าวว่าตัวเขาเองภูมิใจเสมอที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมนี้ นี่คือจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างพื้นที่ทางศิลปะในขอนแก่น จนเกิดเป็น ‘ใหม่อีหลี’ ด้วยความหวังที่จะทำงานร่วมกับศิลปิน ภัณฑารักษ์ชาวอีสาน หรือแม้กระทั่งกับศิลปินไทยในภูมิภาคอื่นที่สนใจทำงานเกี่ยวกับบริบทของความเป็นอีสาน

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : PO-D Architects

ใหม่อีหลีเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก สูง 2 ชั้น ตั้งอยู่กับติดบึงแก่นนคร ห่างกันเพียงหนึ่งถนนกั้น ขณะที่ใหม่เอี่ยมเป็นจุดมุ่งหมายที่ต้องตั้งใจไปชม ใหม่อีหลีกลับปักหลักอยู่ท่ามกลางชุมชน

อาคารแห่งนี้ประกอบรวมด้วยพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ คาเฟ่ และร้านหนังสือ ออกแบบโดย พหลไชย เปรมใจ สถาปนิกชาวอีสาน ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิก พอดี จำกัด และนอกจากจัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยแล้ว การบรรยาย การฉายภาพยนตร์ การแสดงสด และการแสดงดนตรี จะถูกจัดสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ชมอย่างต่อเนื่อง

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : PO-D Architects

การเปิดตัวใหม่อีหลีในครั้งนี้เป็นไปพร้อมกับเทศกาลศิลปะขอนแก่นมานิเฟสโต้ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อเฮือนแม่จ้าง ข้างอนุสาวรีย์นางงามที่ บขส. โดยใหม่อีหลีได้จัดแสดงผลงานของศิลปินกว่า 8 คน ผลงานที่คัดสรรมาจัดแสดงในอาคารจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยการตั้งคำถาม ทั้งเรื่องของอัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์พื้นที่ความเป็นอีสาน โดยจัดแสดงผลงานของทั้งศิลปินอีสานและจากภูมิภาคอื่น ทั้งวิลาวัณย์ เวียงทอง, ชมพูนุท พุทธา, นพวรรณ สิริเวชกุล โดยที่ทั้งสามคนได้จัดแสดงศิลปะแสดงสดในวันเปิดงานเทศกาลด้วย อีกทั้งยังมีผลงานจิตรกรรมโดย ประทีป สุธาทองไทย และผลงานภาพถ่ายของ อําพรรณี สะเตาะ

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune

เมื่อเดินมาถึงชั้นสองแว่วเสียงบทกลอนขับขานกลายเป็นบรรยากาศของพื้นที่ ระหว่างทางเดินโครงกระดูกร่างกายมนุษย์วางขวางอยู่กับพื้น ตรงกันข้ามกันมีหุ่นถูกแขวนอยู่ บทกวีที่ขับกล่อมนี้เสมือนสะท้อนเสียงจากโครงกระดูกของภูติผี เศษซากของโครงกระดูกที่โหยหาความยุติธรรมนี้เป็นผลงานของ วรพันธุ์ อินทรวรพัฒน์ ผู้ล่วงลับ ในห้องขนาดเล็กขวามือนั้น ทาทั้งห้องให้เป็นสีเหลืองสว่างไสว ตรงกลางห้องมีขนนกสีแดงทำมาจากเซรามิกแขวนลอยค่อยๆ แกว่งไหวไปมา

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune
พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune
พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Fabian Drahmoune

ผลงานชิ้นนี้เป็นของศิลปินหนุ่มจากกรุงเทพฯ ณัฐดนัย จิตต์บรรจง The Royal Standard (พ.ศ. 2563) ผลงานศิลปะจัดวางชิ้นนี้เสมือนพาเราเข้าไปอยู่ในผืนธงมหาราชในเวอร์ชันที่ลดทอนลงมาเป็นนามธรรมอย่างมีนัยยะสำคัญ ธงมหาราชเป็นธงพระอิสริยยศประเภทหนึ่ง รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส พื้นสีเหลืองตรงกลางมีรูปครุฑพ่าห์สีแดง สำหรับศิลปิน สัญลักษณ์ของครุฑเป็นดังการเปรียบเปรยถึงอำนาจการปกครองจากส่วนกลางที่แพร่เข้าไปในภาคอีสาน ดินแดนที่มีความเชื่อพื้นเมืองเรื่องพญานาค อันเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพญาครุฑ เช่นเดียวกับที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ที่จังหวัดขอนแก่นนี้ จึงไม่มีที่ใดที่เหมาะเจาะไปกว่าพูดเรื่องการเข้ามาของการรวมศูนย์อำนาจไปกว่าที่ขอนแก่น

ขยับขึ้นบันไดไปอีกนิดจะเจอชั้นลอยที่เป็นโถงยาว มีผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่กว่า 6 เมตรต้อนรับเราอยู่ ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบนั้น ‘ไม่มีชื่อ’ (พ.ศ. 2555 – 2556) จิตรกรรมนี้มีฉากหลังเป็นท่าเรือสักแห่ง รายละเอียดในภาพ มีกลุ่มคนทั้งชายหญิงรายล้อมทั้งฝั่งซ้ายและขวาของภาพ แต่กลับไม่มีประธานของภาพปรากฏอยู่ องค์ประกอบภาพแบบนี้เมื่อพินิจดูแล้วอาจจะคุ้นตาดูอยู่บ้าง เนื่องจากศิลปินได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของ กาลิเลโอ กินี (Galileo Chini) ภาพจิตรกรรมบนโดมที่พระที่นั่งอนันตสมาคม จากฉากสมเด็จพระปิยมหาราชทรงเลิกระบบทาสในสยาม ภาพเดียวกันนี้เองที่ปรากฏอยู่บนมุมซ้ายของธนบัตรใบละ 100 บาท รุ่นรัชกาลที่ 5

พลังอีสานรุ่นใหม่ใน 'ใหม่อีหลี' แกลเลอรี่ คาเฟ่ และร้านหนังสือข้างบึงแก่นนคร ขอนแก่น
ภาพ : Many Cuts Art Space

จิตรกรรมไม่มีชื่อชิ้นนี้เป็นของ วีรยุทธ โพธิ์ศรี เขาสนใจการใช้ภาพของประชาชนหรือชาวบ้านในกิริยาการกราบไหว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของรูปวาดในฉากภาพประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับการตั้งคำถามต่องานศิลปกรรมแบบไทยนิยมที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ช่วงเวลาที่งานศิลปกรรมในประเทศไทยได้หวนกลับมาสู่รูปแบบไทยนิยม และในสมัยเดียวกันนี้เองที่เป็นยุคเริ่มต้นของการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ และกลายเป็นรากฐานความเป็นไทยที่มีอิทธิพลต่อศิลปินและคนเรียนศิลปะจวบจนปัจจุบัน

เมื่อหน้ากระดาษไม่อาจบรรยายถึงผลงานที่จัดแสดงทั้งหมด เราจึงอยากเชิญชวนท่าน ให้เข้ามาแวะมาเยี่ยมชมใหม่อีหลีด้วยตนเอง สุดท้ายนี้เราทิ้งคำถามปิดท้ายให้คุณเอริค ขอเขาให้แง้มบอกแผนในอนาคตอันใกล้ของใหม่อีหลีให้เราฟังเสียหน่อย เผื่อใครที่จะเดินทางไปขอนแก่นในปีนี้

“เราวางแผนจะมีนิทรรศการหมุนเวียนระยะสั้น อาจจะเป็นนิทรรศการละสามเดือน โดยในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ เราจะจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับและศิลปินที่เป็นคนขอนแก่น

“ในอนาคต เราอยากแสดงผลงานศิลปะในคอลเลกชันอีกหลายชิ้นจากศิลปินชาวอีสาน หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากบริบทของสังคมอีสาน ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ผลงานภาพเคลื่อนไหวบันทึกบทเพลงของหมอลำที่จัดแสดงในเทศกาล Documenta ครั้งที่ 14 หรือแม้แต่ พินรี สัณฑ์พิทักษ์ ก็เคยเติบโตและเรียนหนังสือที่จังหวัดขอนแก่นเช่นกัน รวมถึงเราอยากทำงานร่วมกับศิลปินและภัณฑารักษ์อีกหลายท่าน เช่น ปรัชญา พิณทอง, วรเทพ อรรคบุตร หรือศิลปินภัณฑารักษ์รุ่นใหม่คนอื่นๆ ผมหวังว่าเขาอยากจะทำงานร่วมกันกับใหม่อีหลีด้วยเช่นกัน

“แม้ว่าจะรู้ว่าเชียงใหม่เป็นเมืองของศิลปิน แต่ผมแทบจะไม่รู้จักใครที่เชียงใหม่เลยในตอนที่ผมเริ่มทำใหม่เอี่ยม แต่วันนี้ผมมีเพื่อนที่ดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือนักสร้างสรรค์ที่อยู่ที่เชียงใหม่ และหวังว่ามิตรภาพอันดีจะเกิดขึ้นในแบบเดียวกันที่ขอนแก่น”

สุดท้ายนี้ เขาบอกเราว่า “มันจะสนุกมากกว่าที่จะลงมือทำ มากกว่าพูดพล่ามไปเรื่อยๆ !”

ใหม่อีหลีจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 นี้ โดยเปิดให้เข้าทุกวันยกเว้นวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. และไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

Writer

กิตติมา จารีประสิทธิ์

วิญญาณขี้เมาสิงสู่อยู่ในมิวเซียม ติดตามผลงานการหลอกหลอนได้ผ่าน www.waitingyoucuratorlab.com

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

23 พฤศจิกายน 2565
2 K

“การทำยางกับการทำกาแฟ มันมีบางอย่างคล้ายกัน”

เป็นหนึ่งในประโยคบทสนทนาของ เติ้ล-รังสิมันตุ์ ร่วมชาติ เจ้าของร้านกาแฟ The Rubberer หรือทายาทรุ่นสามธุรกิจทำยางในจังหวัดระยองที่สืบทอดต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

คาเฟ่ยางพาราแฝงตัวอยู่ในระยอง ไม่ได้ขายยางพาราและไม่ได้ขายกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่นำสองสิ่งนี้มารวมกันเป็นหนึ่ง ยางกับกาแฟเชื่อมโยงกันอย่างไร การทำสองสิ่งนี้คล้ายกันตรงไหน ที่สำคัญ ระยองมีสวนยางด้วยเหรอ เพราะจังหวัดนี้ขึ้นชื่อเรื่องทุเรียนและผลไม้นานาชนิด รวมไปถึงทะเลสวย ๆ แต่กลับแทบไม่มีภาพจำของสวนยางเลย

เช้าตรู่วันศุกร์ เรารีบออกเดินทางปักหมุดไปยังตำบลมาบข่า อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เพื่อไขข้อข้องใจ แต่ไม่นานความสงสัยก็หายไป เมื่อล้อรถหยุดหมุนจอดอยู่หน้าร้าน พร้อมเสียงของพี่คนขับตะโกนมาว่า “ถึงแล้ว” ความสงสัยได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความประทับใจแรกต่อร้านกาแฟขนาดใหญ่ ลานกว้าง โล่ง โปร่ง สบาย 

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

ด้วยการออกแบบอิงจากโรงยาง ทั้งรูปทรงและวัสดุจากอิฐก้อนใหญ่ รวมทั้งหลังคายาวยื่นพิเศษซึ่งผสมความชอบญี่ปุ่นเล็กน้อยของเติ้ล จึงทำให้ The Rubberer มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์สมชื่อ

เพียงแค่ข้างนอกยังคล้ายโรงยาง แล้วภายในร้านกาแฟพร้อมเสิร์ฟความอร่อยนี้จะมีอะไรเกี่ยวกับยางอีก ไม่รีรอ รีบจ้ำอ้าวเข้าไปดูกัน

ต้นยาง

เติ้ลเป็นคนระยองตั้งแต่เกิด มีธุรกิจติดตัวตั้งแต่วัยเยาว์ ผูกพันกับยางตั้งแต่จำความได้ เพราะทำมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยคุณตาเป็นเกษตรกร มีทั้งสวนผลไม้และสวนยาง ขายส่งมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน จนถึงคราคุณตาได้ถ่ายทอดมอบประสบการณ์ต่อให้คุณพ่อรวมถึงตัวเติ้ลเอง จึงทำให้เขารู้จักกระบวนการและวิธีกรีดยางเป็นอย่างดี 

“ตอนเด็กคุณพ่อชอบพาไปดูว่าทำอะไรยังไง วิธีการกรีดยาง การดูหน้ายาง”

ความสนุก ความสุขของเขาไม่ใช่การทำสวนยาง ทว่าเป็นการได้เข้าไปวิ่งเล่น และใช้เวลาอยู่กับคุณพ่อในสวน เวลาผ่านไป เด็กน้อยซุกซนวิ่งเล่นในสวนคนนั้น ก็ได้รับบทมาช่วยคุณพ่อดูแลธุรกิจครอบครัวและดูแลลูกน้อง ให้ทุกอย่างเรียบร้อยมากขึ้นกว่าเดิม โดยธุรกิจของเขาทำตั้งแต่ปลูกยาง กรีดยาง มาทำเป็นยางแผ่น และนำจำหน่ายทั้งรูปแบบของยางแผ่นและน้ำยางสด แต่ไม่ได้นำไปแปรรูปเป็นหมอนหรืออะไร ส่วนถ้าถามถึงนักทำยางมือทองล่ะก็ คุณพ่อยังคงดำรงตำแหน่งเช่นเคย

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน
The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่สร้างใหม่จึงออกแบบทรงคล้ายโรงยาง และเลือกใช้วัสดุเป็นอิฐสีเทา ส่วนข้างบนหลังคามีช่องใสเล็ก ๆ ให้แสงส่องลงมา อิงจากโรงยางที่ต้องใช้ความร้อนอบยาง เดิมที่นี่เคยเป็นพื้นที่ของสวนมะพร้าว โรงโม่มัน และโรงยางจริง ๆ มาก่อน การออกแบบคาเฟ่จึงไม่เพียงเน้นความสวยงามหรือความเสมือนจริง แต่อบอวลด้วยเรื่องราวความผูกพันของเติ้ลกับยางร่วมกันไปทั้งร้าน

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

โรงยางเดิมซึ่งเอาไว้ใช้อบยาง ทำยางแผ่น อยู่บนพื้นที่โซนด้านหลังร้าน แต่ตอนนี้ได้ทุบทิ้งไปแล้ว โรงยางใหม่สร้างใกล้ ๆ บริเวณโรงยางเดิมแทน 

ส่วนสวนยางจะเขยิบออกไปไกลหน่อย อยู่คนละที่กับโรงยาง ซึ่งสวนของเขาก็ติดกับสวนเพื่อนบ้านละแวกนี้ที่ปลูกยางเหมือนกัน เป็นอีกการการันตีว่าระยองมีคนปลูกยางมากพอสมควร เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นยางมากมายเลยทีเดียว

“ส่วนใหญ่ถ้านึกถึงระยองก็นึกถึงผลไม้ บางคนจะไม่รู้ว่าเรามียางพาราเหมือนกัน แต่ที่ระยองเขาก็ปลูกกันมานานแล้วครับ ตั้งแต่เด็กผมก็จำได้ว่าเป็นสวนยางแบบนี้เลย”

ลูกพี่ลูกน้องหรือญาติ ๆ ของเติ้ลในวัยนั้น หลายคนก็ทำอาชีพขายส่งน้ำยางเช่นเดียวกัน เวลาเลิกเรียนตอนเย็นก็มักมีผู้คนแวะเวียนมาเล่นกับเติ้ลในสวนอยู่บ่อยครั้ง 

“แต่ถ้าเทียบสมัยก่อน ตอนนู้นสวนยางมันก็เยอะกว่านะ มีช่วงหนึ่งยางราคาขึ้นกิโลเป็นร้อย เกษตรกรที่ทำสวนผลไม้อยู่แล้ว ก็เปลี่ยนมาทำสวนยางพาราเพราะราคาดีมาก” เขาพูดไปขำไป แต่ตอนนี้ด้วยพิษเศรษฐกิจทำให้ทุกอย่างกลับกัน เกษตรกรที่เคยทำสวนยาง ก็โค่นยางไปปลูกผลไม้ที่ราคาดีกว่า อย่างทุเรียน

แต่ในความโชคร้ายยังแอบมีสิ่งโชคดีเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ คือความพิเศษของยางที่ไม่อาจหาได้จากการปลูกผลไม้ชนิดไหน

“ยางเขามีอายุนาน 20 – 30 ปี”

นั่นแปลว่าการปลูกยางไม่จำเป็นต้องดูแลเยอะ “ถ้าไม่มีคนกรีดยางก็ไม่เป็นอะไร มันไม่เสียหาย แต่ถ้าเรามีคนกรีด เราก็ได้รายได้จากตรงนั้น” เติ้ลชี้ให้เห็นถึงข้อดีต้นยาง

แต่ก็ต้องเน้นความชำนาญด้วยเช่นกัน “ถ้าเรากรีดยางดี กรีดไม่เข้าแก่นต้น ก็จะทำให้ต้นยางให้น้ำยางเราไปได้นานเลย การกรีดยาง ดูแลหน้ายาง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ต้นยางผลิตน้ำยางออกมาได้นาน”

และความพิเศษอีกอย่าง ถ้าน้ำยางหมดต้นโดยเกิดจากการกรีดยางไม่ดี กรีดแล้วเข้าแก่นยาง ทำให้หน้ายางเสียหาย หรือต้นที่หมดอายุ ไปต่อไม่ไหว เขาสามารถตัดต้นยางนำไปขายได้ต่อแล้วก็ปลูกใหม่ มีความยืดหยุ่น แถมไม่ต้องฉีดยาเยอะแบบผลไม้ให้มากมาย นี่เป็นข้อดีเอกอุของการปลูกยาง

ต้นตอ

เห็นได้ชัดว่าเติ้ลเติบโตและผูกพันกับสวนยางมาตั้งแต่เล็ก จนถึงจุดหนึ่งเขาเริ่มสนใจอยากหาอะไรใหม่ ๆ ทำเพิ่มเติมจากสิ่งเดิมที่มีอยู่ มีความสุขพร้อมสร้างรายได้ไปด้วยกัน

‘การกิน’ เป็นคำตอบของเติ้ล ผู้หลงใหลการได้ลิ้มรสอะไรอร่อย ๆ เอ็นจอยอาหารและเครื่องดื่ม ประจวบเหมาะเป็นช่วงที่ได้ชิมกาแฟรสชาติใหม่แบบที่เขาไม่เคยทานมาก่อน ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าทำไมกาแฟบางตัวถึงมีหลายรสชาติ มีรสต่างกัน ไม่ได้มีเพียงรสเข้ม ๆ ขม ๆ อย่างที่เขาคุ้นเคย

“เฮ้ย! เหมือนเรากินอะไรก็ไม่รู้ มันแปลกดี มีเปรี้ยว มีหอม” 

จากความแปลกกลายเป็นความสนใจ ทำให้หันมาศึกษาด้านนี้อย่างจริงจัง และเริ่มอยากเปิดคาเฟ่เพื่อส่งต่อกาแฟรสชาติในแบบที่ชอบ

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

หลังจากได้ไปลองชิมกาแฟร้านต่าง ๆ อยู่พักใหญ่ เติ้ลก็ได้ไปเจอเมล็ดกาแฟไทยที่ชอบมาจากโรงคั่ว Cozy Factory ที่ทางโรงคั่วได้ไปพัฒนา และดูแลเกษตรกรสวนแม่บู่หย่า จังหวัดเชียงราย เขาเลยมีโอกาสได้ลองศึกษา เรียนรู้ และทำงานร่วมกับโรงคั่ว Cozy Factory ให้ช่วยออกแบบกาแฟเฉพาะของร้าน เป็นกาแฟไทย มีคาแรกเตอร์เอกลักษณ์ ไม่หวือหวามาก แต่มีอาฟเตอร์เทสดี หวาน ทานง่ายในทุกวัน

“กาแฟไทยอร่อยครับ สู้ต่างชาติได้เลย”

และหนึ่งในความสนุกของการทำกาแฟ คือการได้ทดลองอะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอด เพราะคาแรกเตอร์ของกาแฟแต่ละตัวไม่เหมือนกัน มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น กาแฟบางตัวกลิ่นฟลอรัล บางตัวเป็นฟรุตตี้

แล้วระยองปลูกกาแฟได้ไหม – เราถาม

“ผมว่าน่าจะปลูกโรบัสต้าได้ แต่อาราบิก้า สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ ความสูงของระยอง ไม่เหมาะสมครับ” เขาตอบตามตรง

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

ต้นน้ำ-ปลายทาง

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

“แต่สุดท้ายเราก็ย้อนกลับมาอะไรที่เกี่ยวกับยางอยู่ดี” เขาพูดแซวตัวเอง

เติ้ลตั้งใจนำเรื่องราวยางมาเป็นคอนเซ็ปต์หลัก เพื่อแสดงให้เห็นตัวตนเขาและครอบครัว ให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสความทรงจำดี ๆ ที่มีร่วมกับยาง ผ่านบรรยากาศร้าน สิ่งของ หรือแม้แต่ผ่านกาแฟที่เขาทำ

“เราคิดว่าการทำยางกับการทำกาแฟมีบางอย่างคล้ายกัน ความตั้งใจในการทำ ความประณีต ความใส่ใจ

“เรากรีดยางก็ต้องเป็นคนมีฝีมือกรีด หน้ายางถึงจะสวย ไม่ลึกเข้าไปในเนื้อยาง กาแฟก็เหมือนกัน เราต้องหาสารกาแฟจากต้นน้ำ มันมีความใส่ใจในกระบวนการทำครับ”

หากจิบกาแฟเสร็จ เดินออกมาหลังร้านสักนิด จะเจอมุมให้นั่งพินิจกับความทรงจำก้อนใหญ่ของเติ้ล เพราะสิ่งนั้นคือเครื่องรีดยางสมัยโบราณที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยคุณตา ซึ่งยังคงระบบแมนนวล ต้องใช้มือหมุน มีให้เลือก 2 ลาย และยังใช้งานได้ในปัจจุบัน เครื่องนี้ยังหมุนได้จริง แต่ตอนนี้ล็อกเอาไว้ให้คงอยู่ในสถานะเก็บความทรงจำ

“ยังใช้ได้ แต่อย่าใช้เลย” เติ้ลหัวเราะ

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน
The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

“เหมือนเครื่องบดปลาหมึกยักษ์!” เสียงของพี่ที่มากับเราพูดขึ้นมา

 “มีคนบอกแบบนี้เสมอครับ” เขาตอบกลับอย่างชอบใจ

เจ้าเครื่องบดปลาหมึกยักษ์หรือเครื่องรีดยางนี้ถือว่าเป็นแรร์ไอเท็มมาก น้อยคนที่เคยเห็นและเคยได้ลองใช้ เพราะตอนเติ้ลเกิดมาก็เหลือเพียงเครื่องดั้งเดิมที่ถูกเก็บไว้ และมาใช้เครื่องรีดยางที่มีมอเตอร์แทนในการทำงานแล้ว

“กระบวนการทำยางแผ่น เรานำน้ำยางสดมากรองแล้วใส่ในแบบ ใส่น้ำกรด รอเขาเซ็ตตัว แล้วเอาออกมาจากแบบ นำมาอัดให้แบนยาว แล้วนำไปเข้าเครื่องรีดยางเรียบและลายต่อ ออกมาเป็นแผ่นยางพารา ตากแดดแล้วก็นำมาเก็บเข้าโรงอบยางต่อ”

หากนึกภาพไม่ออก ให้ลองแหงนมองข้างบน จะพบแผ่นยางพาราแขวนเรียงรายตากแดดอยู่บนราวเหล็ก รอการเก็บในตอนเย็น เพราะหากฝนตกอาจทำให้เกิดเชื้อราได้ หน้าฝนจึงไม่ค่อยเห็นแผ่นยางพาราตากอยู่หลังร้าน

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน
The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

คนส่วนใหญ่ที่แวะเวียนมาคาเฟ่แห่งนี้เป็นคนต่างที่ต่างถิ่นและไม่ค่อยคุ้นเคยกับยาง มุมนี้จึงกลายเป็นมุมโปรดของใครหลายคน กลายเป็นพื้นที่ของการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว

“ลูกค้าบางคนที่พาคุณพ่อคุณแม่มา เขาก็ประหลาดใจกับโซนนี้ ได้มาเห็นของโบราณ และทำความรู้จักยางพารา”

เติ้ลรู้สึกอิ่มเอมกับภาพบรรยากาศของผู้คนที่ได้มาลองชิมกาแฟฝีมือตน และมีความสุขร่วมไปกับความทรงจำของเขาที่มีต่อยาง ซึ่งอนาคตเติ้ลเผยว่าอาจจะมีอะไรใหม่ ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เขาได้เปิดร้านกาแฟทำตามฝัน แต่ไม่ทิ้งธุรกิจยางอย่างแน่นอน 

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน
The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

อย่างอร่อย

สุดท้าย ถ้ามา The Rubberer อย่าลืมสั่งกาแฟเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านไปลองชิม เมนูที่เติ้ลตั้งใจทำและคัดสรรมาแล้วว่าดีแน่นอน

‘กาแฟดำ Black’ และ ‘กาแฟนม White’ คาแรกเตอร์เมล็ดกาแฟชัดเจน และผ่านการคิดค้นอัตราส่วน ปริมาณนม ปริมาณกาแฟด้วยความประณีต ใส่ใจอย่างเต็มเปี่ยมในทุกขั้นตอนว่าเหมาะสมกับเมล็ดกาแฟสวนแม่บู่หย่ามากที่สุด

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

ขอแนะนำเมนู ‘BlackPink’ กาแฟลิ้นจี่สีชมพูสดใส ทานแล้วได้ความสดชื่นตามมาในทันที แถมด้วยเมนู ‘Larisa’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงลิซ่าอย่างใด แต่เป็นชื่อลูกของเติ้ล วัยกำลังซนที่ชื่นชอบการดื่มน้ำส้มยูซุเป็นชีวิตจิตใจ คุณพ่อเติ้ลจึงนำความชอบของลูกมาเป็นแรงบันดาลใจ และกลายเป็นกาแฟส้มยูซุแก้วนี้

เยือนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยของกาแฟ ผ่านบรรยากาศร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากยางพาราและของโบราณในวันวาน

หรือถ้าใครอยากได้กาแฟในรูปแบบเมล็ด ที่นี่ก็มีขายโดยตัวยอดนิยม คือ House Blend มีแบบคั่วกลางและคั่วอ่อน

คั่วกลางเป็นการเบลนด์ระหว่าง Washed Process, Honey Process และ Natural Process ให้รสชาติออกโทนดาร์กช็อกคาราเมล กลมกล่อม เปรี้ยวน้อย เป็นรสชาติที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เหมาะสำหรับนำไปทำเมนูกาแฟเย็น

  ส่วนคั่วอ่อน เป็นการเบลนด์ระหว่าง Washed Process และ Natural Process รสชาติออกโทนฟรุตตี้ สดชื่น เปรี้ยว ผลไม้อบอวล และมีอาฟเตอร์เทสหอมหวาน เหมาะสำหรับทำเมนูกาแฟร้อน ใครชื่นชอบรสผลไม้ต้องไม่พลาด

เยือนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยของกาแฟ ผ่านบรรยากาศร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากยางพาราและของโบราณในวันวาน
เยือนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยของกาแฟ ผ่านบรรยากาศร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากยางพาราและของโบราณในวันวาน

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตก ถึงเวลาต้องแยกย้ายกัน ระหว่างทางนั่งรถกลับกรุงเทพฯ เราเริ่มอยากทานกาแฟฝีมือบาริสต้าคนนี้ที่ The Rubberer อีกรอบแล้ว

The Rubberer

ที่ตั้ง : 41/1 ม.3 ตำบลมาบข่า อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์-ศุกร์, เวลา 07.00 – 16.00 น. และ วันเสาร์-อาทิตย์, เวลา 08.30 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 09 4964 8008Facebook : The Rubberer

Writer

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

Photographer

ชาคริสต์ เจือจ้อย

ช่างภาพอิสระและนักปั่นจักรยานฟิกเกียร์ ชอบสั่งกระเพราหมูสับเผ็ดน้อยหวานๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load