ดร.มหิศร ว่องผาติ เป็นวิศวกรชาวไทยวัย 40 ปี

เขาหลงใหลหุ่นยนต์จนช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อนเรียกเขาว่า ‘ช้างโรบอต’

เขาเปิดตัวสิ่งประดิษฐ์แรกในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยการประดิษฐ์กระทงที่มีตราพระเกี้ยวหมุนได้ สูง 1 เมตร ไปร่วมขบวนแห่งานประเพณีลอยกระทงของจุฬาฯ 

นิสิตผู้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในชมรมหุ่นยนต์ ชวนเพื่อนๆ ประดิษฐ์หุ่นยนต์ไปแข่งในรายการต่างๆ พวกเขาชนะนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วคว้าแชมป์ระดับประเทศตั้งแต่เรียนปี 2 สุดท้ายพอเรียนจบก็คว้าแชมป์โลกได้ตอน ค.ศ. 2008

ดร.มหิศร ว่องผาติ วิศวกรที่ไม่อยากทำอะไรนอกจากหุ่นยนต์ และอยากทำหุ่นยนต์ที่เมืองไทย

เขาสนใจเรื่องอิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่เด็ก 

เด็กชายผู้โตมาในจังหวัดภูเก็ต ต่อวงจรไฟฟ้าเป็นจากการอ่านนิตยสารตั้งแต่ ป.4 รู้จักคอมพิวเตอร์ยุค Intel 286 จากพี่ข้างบ้านผู้มีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มใหญ่กว่าที่เขาหาได้จากร้านหนังสือตรงข้ามบ้าน

เขาต่อเครื่องขยายเสียงขนาด 100 วัตต์ ด้วยการลองทำเองตอน ป.5 

ถ้าถามเรื่องชีวิตมัธยมต้น คำตอบจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ยุค Pentium 90 ส่วนชีวิตมัธยมปลาย จะมีฉากหลังเป็นระบบปฏิบัติการ Windows 98 

ตอนสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาเลือกแค่ 2 อันดับ คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ แบบไม่กำหนดภาควิชา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

เขาค้นพบความสุขจากการทำหุ่นยนต์ตัวแล้วตัวเล่าในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย

หลังเรียนจบ เขาไปเรียนต่อและทำงานด้านหุ่นยนต์ที่ประเทศญี่ปุ่น แบบไม่มีใครแปลกใจ

แล้วเขาก็กลับมาชวนเพื่อนเปิดบริษัททำหุ่นยนต์แบบที่เขาอยากทำซึ่งเมืองไทยยังไม่มี ชื่อบริษัท HiveGround 

คนในวงการหุ่นยนต์ยกย่องว่า HiveGround เป็นบริษัทหุ่นยนต์ที่ล้ำหน้าที่สุดในประเทศ

ดร.มหิศร บอกว่า พูดถึงบริษัททำหุ่นยนต์ของเขาแค่ ‘ไม่เหมือนใคร’ เพราะเน้นสร้างเทคโนโลยีที่เอาไปใช้ได้จริง ก็พอ

เขาพูดตลอดการสัมภาษณ์ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง

และนี่คือเรื่องราวของ ชายผู้บอกว่า “ไม่อยากทำอะไรนอกจากหุ่นยนต์ และอยากทำหุ่นยนต์ที่เมืองไทย”

ดร.มหิศร ว่องผาติ วิศวกรที่ไม่อยากทำอะไรนอกจากหุ่นยนต์ และอยากทำหุ่นยนต์ที่เมืองไทย
01

ห้องที่ไม่มีใครมาดับฝัน

“เด็กๆ บอกแม่ว่าอยากเป็นช่างไฟ” ดร.มหิศร เล่าความฝันในวัยเด็กซึ่งโตมาในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม จึงเห็นพี่ๆ ช่างไฟแวะเวียนมาซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่เสมอ

“ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวิศวกรคืออะไร จนเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก็มีรุ่นพี่จากวิศวะ จุฬาฯ มาพูดที่โรงเรียน ถึงได้รู้จักคณะนี้ แล้วก็เอ็นทรานซ์เข้าวิศวะ จุฬาฯ” เขาย้อนความหลัง

“ตอนอยู่ปีหนึ่งไปอาสาทำพระเกี้ยวยักษ์สูงหนึ่งเมตรที่หมุนได้ตอนงานลอยกระทง ใช้ความรู้ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เรื่องการตัดโฟม ต่อวงจร เลยมีโอกาสได้ไปยืมของจากชมรมหุ่นยนต์ ได้รู้จักพี่ๆ ในชมรมนั้น ได้เจอบรรยากาศเหมือนที่ตัวเองเป็นตอนเด็ก พี่ๆ เลยชวนให้มาทำหุ่นยนต์ด้วยกัน” 

ดร.มหิศร ฝังตัวอยู่ในชมรมหุ่นยนต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนแม้จะเรียนจบมาแล้วเนิ่นนาน แต่เขาก็ยังวนเวียนกลับไปเติมพลังให้น้องๆ อยู่ตลอด 

สิ่งที่ชมรมหุ่นยนต์มอบให้เขาคือ ทรัพยากรและโอกาส

“มันเป็นชมรม ไม่ใช่ชั้นเรียน ไม่มีใครมาดับฝันเราว่า ทำแบบนั้นไม่ดี หรือคอยชี้ทางว่าต้องทำแบบไหน มีแต่คนบอกให้ลองทำเลยว่าเป็นยังไง โชคดีที่มีเครื่องไม้เครื่องมือให้ใช้ มีความรู้ มีวิธีการที่แบ่งปันกันมากมาย แล้วก็มีแรงยุ แรงเชียร์ ให้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ผมเลยไม่กลัวพลาด ผิดก็แก้กันไป”

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชมรมหุ่นยนต์ไม่เคยสอนเขา

“ไม่มีใครบอกว่า แบบไหนเรียกว่ายาก ไม่มีใครตั้งมาตรฐานมาวัด” 

ดร.มหิศร ว่องผาติ วิศวกรที่ไม่อยากทำอะไรนอกจากหุ่นยนต์ และอยากทำหุ่นยนต์ที่เมืองไทย
02

เราไม่มีโหมดซูเปอร์ฮีไร่

หุ่นยนต์ที่ ดร.มหิศร ทำไปแข่งตัวแรกคือ หุ่นยนต์เล่นหมากรุก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Deep Blue หุ่นยนต์ตัวแรกของโลกที่เล่นหมากรุกชนะคนใน ค.ศ. 1997 

เขาอยากทำหุ่นยนต์แบบเดียวกับหุ่นรุ่นตำนานของโลกตั้งแต่เรียนปี 2

อย่างว่า ไม่มีใครบอกเขาว่า อะไรเรียกว่ายาก

“ทำไปแล้วถึงรู้ว่าโคตรยาก โจทย์คือทำหุ่นยนต์สำหรับผู้สูงอายุ คุยกับเพื่อนว่าอยากทำหุ่นที่เล่นหมากรุกเป็นเพื่อนคนแก่ เพื่อนก็เขียนโปรแกรมเล่นหมากรุก ส่วนผมทำวงจรกับแขนกลที่รู้ว่าต้องหยิบตรงไหน วางตรงไหน มันแอดวานซ์มากสำหรับเด็กปีหนึ่ง โชคดีที่เราไม่รู้ว่ามันยาก” 

ตอนปี 2 มหิศรต้องนั่งรถเมล์จากจุฬาฯ ไปดอนเมือง เพื่อไถ่ตัวอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ส่งมาจากอเมริกาจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร ความพยายามอันหนักหน่วงนั้นคุ้มค่า เพราะชิ้นส่วนนั้นทำให้ทีมหุ่นยนต์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปรียบ จนชนะการแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอล Robocup ระดับประเทศในปีนั้น 

หุ่นยนต์ที่พวกเขาสร้างขึ้นชื่อ Plasma-Z มีทั้งหมด 5 ตัว สร้างขึ้นโดยทีมงานด้าน Mechanic, Electronic, Software, User Interface และ Operation Procedure ทุกส่วนต้องมีอิสระในการออกแบบส่วนของตัวเอง แต่ต้องสอดคล้องทำงานร่วมกันได้ ทุกฝ่ายไม่มีใครสำคัญไปกว่ากัน

“สิ่งที่ทำให้ทีมจุฬาฯ ประสบความสำเร็จคือ เราไม่มีโหมดซูเปอร์ฮีโร่ สิ่งนั้นยังติดตัวผมมาจนโต ผมเชื่อในการทำงานเป็นทีม เชื่อว่าทุกคนมีส่วนในการสร้างความสำเร็จเท่าๆ กันทุกฝ่าย” 

การแข่ง Robocup ปีนั้นเขาชนะทีมของนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเก่งอะไร ทำไปก็เพราะความสนุก ใครมาขอแบ่งความรู้พวกเขาก็ยินดีถ่ายทอดให้ทุกคน

ทีมหุ่นยนต์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยลงแข่งขัน Robocup ทุกปี จน ค.ศ. 2008 ก็คว้าแชมป์โลก World Robocup มาครองได้ ในประเภทหุ่นยนต์กู้ภัย

03 

เราต้องมีเทคโนโลยีในมือ

บนเวที TEDxBangkok 2015 มหิศรพูดถึงหุ่นยนต์กู้ภัยของญี่ปุ่น ซึ่งดัดแปลงจาก ASIMO หุ่นยนต์ชื่อดังของบริษัท HONDA มันถูกส่งเข้าไปปิดวาล์วในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แบบที่ไม่เคยมีหุ่นยนต์ตัวไหนในโลกทำได้มาก่อน เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2011

“นี่เป็นตัวอย่างสำคัญที่บอกเราว่า เราต้องมีเทคโนโลยีในมือที่พร้อม สำหรับวันสำคัญที่สุด ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่” 

ดร.มหิศร ว่องผาติ วิศวกรที่ไม่อยากทำอะไรนอกจากหุ่นยนต์ และอยากทำหุ่นยนต์ที่เมืองไทย
04 

ความตั้งใจ ติดเครื่องขยายเสียง

ดร.มหิศร อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นตอนเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนั้น

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย เขาเสนอโปรเจกต์หุ่นยนต์ที่เดินตามทิศทางที่กำหนด หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ และระบุตำแหน่งตัวเองได้แบบเรียลไทม์ (แบบเดียวกับหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นที่ไม่เดินสะเปะสะปะ) ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้เรียกว่า SLAM (Simultaneous Localization and Mapping) ดร.มหิศร มองเห็นความเป็นไปได้นี้ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว 

แต่หัวหน้าบอกเขาว่า ยากเกินไป

นั่นทำให้เขาพบโอกาสที่จะเปิดบริษัททำหุ่นยนต์ของตัวเองที่ประเทศไทย ดร.มหิศร เลยลงเรียนปริญญาเอกที่ Keio University มหาวิทยาลัยเอกชนอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ซึ่งมีแล็บหุ่นยนต์อันโด่งดัง เขาโชว์ฝีไม้ลายมืออยู่ที่นั่นไม่นาน ก็มีอาจารย์ช่วยแนะนำจนเขาได้เป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่น 

วิทยานิพนธ์ของเขาคือ การใช้กล้อง Kinect ที่ถ่ายภาพได้ 3 มิติควบคุมหุ่นยนต์โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม แล้วออกคำสั่งด้วยการเคลื่อนไหว 

“คอนเซปต์คือ ถ้าอยู่คนเดียวแล้วต้องบัดกรีวงจร แต่มือไม่พอ อยากให้มีมือที่สามมาช่วยจะได้ทำงานต่อได้” เขาสร้างมือมาช่วยบัดกรีวงจรอยู่ 3 ปี แล้วจึงกลับมาเมืองไทยพร้อมปริญญาเอก 

เขาบอกว่าดีใจที่ตัดสินใจเรียนปริญญาเอกมา เพราะการมีคำนำหน้าว่าดอกเตอร์มันก็ทำให้มีคนฟังเขามากขึ้นอีกหน่อย

05 

หุ่นยนต์เป็นสินค้าที่มีตลาด

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ดร.มหิศร และเพื่อนเปิดบริษัทสตาร์ทอัพ HiveGround ตามที่คุยกันไว้เมื่อ 2 – 3 ปีก่อนหน้า

พวกเขาตั้งใจทำบริษัทที่พัฒนาหุ่นยนต์เพื่อใช้งานจริง เน้นการวิจัยและสร้างเทคโนโลยีเอง ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ จะได้ยืดหยุ่นกับความต้องการและความจำเป็น

ดร.มหิศร เชื่อว่า ประเทศไทยต้องมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง และเขาน่าจะมีรายได้จากการทำสิ่งนี้ได้

“หุ่นยนต์แบบฟังก์ชันมีตลาดอยู่แล้ว เพราะมันทำเรื่องที่คนไม่อยากทำ” 

เรื่องที่คนไม่อยากทำคือ 3D ประกอบด้วย Demanding, Dirty และ Dangerous

“เมื่อหุ่นยนต์ทำงานได้ครบ 3D เราจะรู้สึกว่ามันมีประโยชน์มาก เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่น มี Demand กับ Dirty ถ้าไม่มีหุ่นตัวนี้เราก็ไม่เดือดร้อนมาก แต่โดรนพ่นสารเคมีทางการเกษตรมีครบ 3D ลดการใช้แรงงานคนทำสิ่งซ้ำๆ ในปริมาณมากๆ สารเคมีก็อันตราย อากาศก็ร้อน บางทีก็ฝนตก บางทีคนพ่นยาสองปีปอดก็พัง ค่าจ้างก็ถูก แบบนี้สมควรใช้หุ่นยนต์ไปแทนอย่างยิ่ง เพราะชีวิตคนมีค่ามากกว่าค่าแรงที่ถูกเกินไป” ดร.มหิศร เล่าถึงพื้นที่ที่เขาจะเข้าไปทำงาน

06

โดรนเพื่อเกษตรกรไทย

Tiger Drone เป็นโดรนการเกษตรของ HiveGround ที่ไม่เหมือนโดรนการเกษตรของบริษัทอื่น

“มันถูกสร้างขึ้นมาให้เกษตรกรไทยใช้งานแบบไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรใหม่มากนัก มีฟังก์ชันตอบความต้องการของเกษตรกรไทยได้ดี เพราะเราศึกษาวิธีทำงานของเกษตรกรไทย สารเคมีที่ใช้ แล้วก็ให้วิศวกรชาวไทยออกแบบ เขียนโปรแกรมเอง จึงปรับให้เข้ากับความต้องการใช้งานได้ตลอด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นกับการใช้งานการเกษตรของไทย” ดร.มหิศร เล่าถึงหนึ่งในผลงานชิ้นที่น่าภูมิใจ

นอกจากประโยชน์ที่ทำให้การฉีดยาฆ่าแมลงปลอดภัย แม่นยำ รวดเร็ว และสม่ำเสมอแล้ว HiveGround พบว่าเกษตรกรไทยไม่นิยมซื้ออุปกรณ์ชิ้นใหญ่แบบนี้ไว้ใช้เอง แต่ในชุมชนจะมีร้านรับจ้างที่จะลงทุนซื้ออุปกรณ์ชิ้นใหญ่ๆ แล้วแบ่งกันใช้

Tiger Drone จึงมีฟังก์ชันเก็บข้อมูลว่าไปบินที่ไหนมาบ้าง พ่นยาตรงไหนไปเท่าไหร่ ออกรายงานสรุปให้เป็นหลักฐานการทำงานกับเจ้าของได้

เนื่องจากพืชผลแต่ละชนิดแตกต่างกัน และลักษณะพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน จึงมีการวางโปรแกรมการฉีดพ่นพื้นฐานไว้ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจะเป็นการปรับให้เข้ากับการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

การเขียนโปรแกรมสำหรับหุ่นยนต์คือ การเขียนคำสั่งเพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานรับมือกับสถานการณ์ (Senario) ต่างๆ เช่น โดรนการเกษตร ต้องเขียนโปรแกรมให้โดรนป้องกันตัวเองจากการดิ่งพื้น ต้องปรับใบพัดเมื่อเจอลมที่มาในทิศทางต่างๆ หรือต้องหลบสิ่งกีดขวาง การประมวลผลนี้เกิดขึ้นประมาณ 500 ครั้งต่อวินาทีในแต่ละสถานการณ์ มีการเขียนคำสั่งอย่างละเอียดทีละขั้นตอน ตามลำดับที่ถูกต้อง ป้องกันหุ่นยนต์สับสนว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง 

‘งานเขียนโค้ดคืองานคราฟต์’ เพราะถ้ารายละเอียดพลาดไปเพียงเล็กน้อย หุ่นยนต์อาจทำความผิดพลาดขนานใหญ่ ทีมงาน HiveGround จึงใช้เวลาถึงปีกว่าๆ ในการนำซอฟต์แวร์จาก Open Source มาพัฒนาต่อเพื่อใช้กับ Tiger Drone ซึ่งเขามองว่าคุ้มกว่าซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป

“ถ้าหากเราซื้อซอฟต์แวร์มาจากที่อื่น เซิร์ฟเวอร์ก็อยู่ที่อื่น มันจะยืดหยุ่นและปรับตามหน้างานไม่ได้ละเอียดเท่านี้ เหมือนซื้อรถที่ผลิตจากโรงงาน มันก็ขับบนถนนมาตรฐานได้ แต่อาจจะตอบความต้องไม่ได้ทั้งหมด และที่สำคัญเราจะไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเลย”

ในแง่ฮาร์ดแวร์ กลุ่มลูกค้าเกษตรกรคาดหวังเรื่องความทนทานของอุปกรณ์สูงมาก โดรนเกษตรใหญ่กว่าโดรนปกติ 5 – 10 เท่า ต้องรับน้ำหนักมาก ต้องใช้งานกลางแจ้ง และมักถูกใช้อย่างสมบุกสมบัน 

“แค่ขนใส่รถขับเข้าไปในท้องนาก็เสี่ยงจะพังเพราะแรงกระแทกได้แล้ว มันเป็น Field Robotic มีความคาดหวังความทนทานเท่าอุปกรณ์ทางการทหาร ซึ่งไม่ใช่แค่ไม่พัง แต่ว่าต้องซ่อมได้

“แต่เราขายราคาทหารไม่ได้” เขาบอก

เขาจึงต้องเลือกใช้วัสดุที่แข็งแรง ราคาถูก ซ่อมได้ และออกแบบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมาย เพื่อให้ Tiger Drone รับหน้าที่รับความเสี่ยงในการพ่นยาตามไร่นาแทนคนให้ดีที่สุด

07

ไทยทำได้ ทำส่งขายทั่วโลกด้วย

งานชิ้นใหม่ล่าสุดที่ ดร.มหิศร ภูมิใจนำเสนอคือ อากาศยานไร้คนขับหน้าตาหล่อเหลาชื่อ VETAL หุ่นยนต์อากาศยานตัวนี้ใช้เวลาทำนานถึง 4 ปี แม้จะไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ของโลก แต่วันนี้คนไทยก็สร้างเองได้ และกำลังจะส่งขายทั่วโลก

VETAL เป็นอากาศยานขึ้นลงแนวดิ่ง (VTOL) ที่ใช้ในการสำรวจ เทียบให้เห็นภาพโดรนมัลติมอเตอร์แบบ Tiger Drone เหมือนผึ้งที่ใช้พลังงานในการบินเยอะและทำงานหนัก ส่วน VETAL เหมือนเหยี่ยวที่มีปีกใหญ่ บินลู่ลมได้โดยไม่ใช้พลังงานมากนัก

เขาอธิบายว่าเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งในแง่โครงสร้างที่เป็นคอมโพสิตให้น้ำหนักเบา การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ทำให้ไม่ต้องแบกแบตเตอรี่หนักๆ เพียงเพื่อใช้ในการออกตัวและลงจอด กะทัดรัด ใช้พื้นที่ในการขึ้นลงน้อยมาก ใช้งานง่ายมาก เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมได้หลากหลาย บินได้เร็ว ไกล และนานกว่าโดรนแบบมัลติมอเตอร์

ถ้าคิดว่ามันทำง่าย ไม่ต่างจากโดรนทั่วไป ลองนึกภาพ VETAL ลอยตัวขึ้นตามแนวตั้ง แล้วก็พลิกตัวเพื่อบินต่อในแนวนอนแบบเครื่องบิน จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

08

ช่วยหมอด้วยการทำให้รถเข็นอาหารเดินได้และคุยได้

ดร.มหิศร เป็นคนที่หน่วยงานต่างๆ ติดต่อไปขอความเห็นเรื่องหุ่นยนต์อยู่เสมอ

คิดถึงหุ่นยนต์ คิดถึงมหิศร

หุ่นยนต์ ‘ปิ่นโต’ ที่ส่งเข้าไปช่วยบุคลากรทางการแพทย์ดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในโรงพยาบาล ก็เป็นหนึ่งในงานที่ดร.มหิศร เข้าไปช่วยในฐานะอาสาสมัคร 

“ตอนโควิด-19 ระลอกแรก รุ่นพี่โทรมาบอกว่าน่าจะหนักนะ หุ่นยนต์ทำอะไรได้บ้าง ผมเลยขอคุยกับหมอที่ดูแลเรื่องนี้ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ว่าอยากได้อะไร เขาบอกว่าชุด PPE มันเปลี่ยนยาก และการส่งข้าวส่งน้ำวันละหลายรอบต้องใส่ PPE เข้าไปส่ง อยากได้อะไรเข้าไปส่งแทนโดยไม่ต้องใส่ชุดนี้และทำความสะอาดง่าย ผมเห็นรถเข็นส่งอาหารที่เขาใช้อยู่เลยถามว่า ถ้ารถเข็นนี้เดินได้เองล่ะ จะช่วยไหม เขาก็บอกว่าน่าจะช่วยนะ แล้วถ้ามันคุยได้ด้วยก็น่าจะดี” ดร.มหิศร เล่าบรีฟของงานนี้ให้ฟัง 

ปิ่นโตออกแบบเสร็จใน 3 วันโดยใช้เทคโนโลยีจากโดรนมาประกอบร่างเข้ากับรถเข็นอาหารและยาที่ใช้ในโรงพยาบาล แล้วก็ติดกล้องและหน้าจอให้มันด้วย

“ปิ่นโตคือรถบังคับ ใช้โครงอะลูมิเนียมที่ผมไปขอให้บ้านเพื่อนช่วยทำให้ ตั้งใจออกแบบให้ผลิตง่าย ใช้ง่าย เป้าหมายคือยื่นรีโมตให้แล้วคนที่โรงพยาบาลใช้ได้เลย” 

ปิ่นโตช่วยให้โรงพยาบาลประหยัดชุด PPE ได้ราววันละ 300 ชุด และช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อให้บุคลากรทางการแพทย์อย่างประเมินค่าไม่ได้มาปีกว่าๆ แล้ว

ทุกวันนี้มีหุ่นยนต์ปิ่นโตทำหน้าที่อยู่ 200 ตัวทั่วประเทศ และมีความต้องการอยู่อีก 400 ตัว เขามอบวิธีการผลิตและวิธีการให้เป็น Open Source ใน Public Domain ใครจะเอาไปผลิตก็ได้เพื่อให้นวัตกรรมนี้มีประโยชน์สูงสุด

09

การซื้อมาขายไป ไม่ได้ทำให้เราไปไกลขึ้นเลย

ดร.มหิศร ยอมรับว่างานอาสาแบบนี้ช่วยเร่งเสียงของเขาให้ดังยิ่งขึ้น เขาใช้เสียงนั้นช่วยผลักดันให้รัฐสนับสนุนการพัฒนาหุ่นยนต์ เพื่อทดแทนแรงงานที่ค่าแรงถูกหรือต้องทำงานอันตราย จะได้เพิ่มประสิทธิภาพให้ประเทศ และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทย 

“วันหนึ่งที่เสียงบ่นของผมมีน้ำหนัก ผมอยากโน้มน้าวให้เกิดอะไรบางอย่างในระดับประเทศ ผมอยากให้คนทั่วประเทศเห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องอยู่กับเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งการซื้อมาขายไป เพราะไม่ได้สร้างนวัตกรรมอะไรให้โลก หรือทำให้เราไปไกลกว่าจุดที่เราอยู่ในปัจจุบันเลย” เขาฝากประโยคนี้บอกทุกคน

10

เอาหุ่นยนต์มาใช้งานแทนคน คุณภาพชีวิตคนจะดีขึ้น 

ดร.มหิศร เชื่อว่า หุ่นยนต์ไม่ใช่ความจำเป็น แต่คุณภาพชีวิตของคนจะเป็นตัวชี้วัดว่า สังคมนี้ควรมีหุ่นยนต์หรือไม่

อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ญี่ปุ่นมีสัดส่วนหุ่นยนต์ราว 600 – 1,000 ตัว ต่อมนุษย์ 10,000 คน ประเทศสิงค์โปรมีสตาร์ทอัพที่สร้างรถแท็กซี่ไร้คนขับได้เป็นที่แรกในโลก (ออกแบบโดยวิศวกรชาวไทย) สิ่งที่มีร่วมกันของสองประเทศนี้คือ ค่าแรงแพงมาก 

“ญี่ปุ่นค่าแรงชั่วโมงละหนึ่งพันเยน (ประมาณ 300 บาท) แต่ของไทยคือค่าแรงต่อวัน ต้นทุนในการใช้งานแรงงานไทยมันถูก ระบบเศรษฐกิจและกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำที่จ่ายค่าแรงเขาน้อย แต่ถ้าไม่ทำเขาก็ไม่มีข้าวกิน และคนที่จ้างเขาด้วยเงินน้อยนิดนั้นก็ไม่ผิดกฎหมาย 

“สังคมบ้านเราเลยไม่มีปัจจัยส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีมาแทนคน ซึ่งต้องทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ อย่างคนที่ต้องตัดต้นไม้ริมถนน โดยมีแสงไฟไม่เพียงพอ มีแค่กรวยตั้งแบบคร่าวๆ รถก็ขับกันเร็ว อันตรายมาก แต่ได้ค่าแรงแค่สามร้อย สี่ร้อยบาท”

ดร.มหิศร ยืนยันว่า เมื่อเอาหุ่นยนต์มาใช้งานแทนคน คุณภาพชีวิตของคนในสังคมจะดีขึ้น “เทคโนโลยีไม่ได้มาแย่งงาน แต่มาทำให้คุณภาพชีวิตทุกคนดีขึ้น อย่างแท็กซี่อัตโนมัติในสิงค์โปร์ เอามาแทนคนขับแท็กซี่ที่ต้องทำงานหนัก โดนกดค่ามิเตอร์ จนเราทุกคนก็เคยเจอความอารมณ์ไม่ดีของพวกเขาอยู่บ่อยๆ หรือจริงๆ แล้ว เขาก็ไม่ได้อยากทำงานเหล่านั้นเหมือนกัน” 

แต่คนขับแท็กซี่ดีๆ ที่รักในอาชีพ และบริการอย่างเต็มความสามารถก็มีอยู่มาก พวกเขาสมควรได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น นั่นคือสิ่งที่หุ่นยนต์เข้ามาช่วยแบบอ้อมๆ

“มันจะมาผลักดันมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ ทำให้สิ่งที่ทำโดยมนุษย์มีมูลค่า” 

อย่างที่เรายอมจ่ายให้เสื้อยืดที่เพนต์ด้วยมือโดยศิลปินดัง ไม่เท่ากับเสื้อที่สกรีนเหมือนๆ กันจากโรงงาน

“ตอนนี้การใช้หุ่นยนต์มาแทนแรงงานราคาถูกเป็นปัญหาที่เหมือนไก่กับไข่ คุณบอกว่าหุ่นยนต์จะมาแย่งงาน แต่คุณก็สร้างคนที่ไม่มีคุณภาพ พอคนไม่มีคุณภาพ นายทุนก็ไม่อยากจ่ายค่าแรงสูง และก็ต้องทนใช้แรงงานมนุษย์ที่ไม่ได้สบายใจกับสิ่งที่ตัวเองได้รับ ซึ่งก็ทำให้ประสิทธิภาพลดลง” เขาทิ้งท้ายให้เราไปคิดต่อ

11

ถ้าหุ่นยนต์ครองโลก เราก็ต้องพัฒนาตัวเองไปครองสิ่งที่ดีกว่า

หุ่นยนต์จะครองโลกจริงไหม

“ถ้าหุ่นยนต์จะครองบางส่วนของโลก มนุษย์ก็ต้องไปครองอะไรที่ดีกว่าสิ ต้องพัฒนาตัวเอง อย่าเป็นหุ่นยนต์” ดร.มหิศร ชวนคิดว่า หลายอย่างที่เราทำอยู่ ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรทำอยู่ไหม

“อย่างอาชีพนักเขียน เขียนข่าวแล้วอาจจะทำให้รัฐบาลไม่พอใจ ก็เข้าข่ายงานอันตราย ถ้าใช้หุ่นยนต์ทำ รัฐบาลลงโทษหรือกดดันหุ่นยนต์ไม่ได้ ก็น่าจะดีเหมือนกัน” เขายกตัวอย่างพร้อมเสียงหัวเราะ แล้วเล่าต่อ

“คนเรามีความเชื่อตามสัญชาตญาณว่า อะไรที่มีแขนมีขาหน้าตาคล้ายๆ เราจะต้องฉลาด และทำตัวเหมือนเราได้ เวลาคนเห็นหุ่นยนต์ที่เหมือนมนุษย์เลยคิดว่า นั่นคือความล้ำยุค เกิดความคาดหวัง แต่พอหุ่นยนต์เริ่มพูดมันจะดูโง่ลงทันที เพราะหุ่นยนต์ยังไม่สามารถเลียนแบบการพูดของคนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“หุ่นยนต์ยังต้องพัฒนาอีกเยอะกว่าจะไปถึงจุดที่เหมือนมนุษย์ มนุษย์มีพัฒนาการมาเป็นล้านปี แต่เรากลับคาดหวังให้หุ่นยนต์ที่พัฒนามาห้าสิบปีทำได้เท่ากัน น่าสงสารหุ่นยนต์ที่โดนคาดหวังขนาดนั้นนะ” 

12

เราต้องรู้เท่าทันคนที่อยู่เบื้องหลังหุ่นยนต์ และต้องควบคุมเทคโนโลยีนี้เอง

ดร.มหิศร บอกว่าหุ่นยนต์เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ต้องใช้ทั้งเงินและเวลาในการพัฒนา รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในความเป็นจริง นอกจากรัฐจะไม่ค่อยสนใจการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนแล้ว รัฐยังไม่ช่วยปกป้ององค์ความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศด้วย

“เราเป็นประเทศเกษตรกรรม การเกษตรเป็นความภาคภูมิใจของเรา ปัจจุบันมีวิศวกรไทยที่ผลิตโดรนเพื่อการเกษตรเองได้แล้ว แต่รัฐยังปล่อยให้โดรนจีนที่ราคารวมภาษีนำเข้าแล้วถูกกว่า เข้ามาขายในประเทศไม่หยุดหย่อน เพราะรัฐบาลไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างการนำเข้าเทคโนโลยีกับการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเอง เขาไม่เข้าใจว่านวัตกรรมเหล่านี้คือทรัพยากรของชาติ การที่จะมีคนทำอะไรเองเป็น ทำอะไรเองได้ คือสิ่งที่ประเทศนี้ต้องการ

“รัฐบาลไม่มีแผนในการพัฒนาเทคโนโลยี งบประมาณทุกอย่างไปเน้นไปที่การซื้อของที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นของดี แต่เมื่อไหร่ที่เขาเลิกขาย เราจะไม่มีของ แล้วเราก็จะทำอะไรไม่ได้ การที่ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีอยู่กับตัวเองมันน่ากลัว” ดร.มหิศร พูดถึงสิ่งที่น่ากังวลของประเทศ

เขาบอกว่า ในอนาคตอันใกล้หุ่นยนต์ที่เป็น Bidirectional Communication (การสื่อสารสองทาง) จะมีให้เห็นทั่วไป และจะมีอิทธิพลกับเรามากกว่าเทคโนโลยีทั้งหมดที่เคยมีมา 

“เราอาจจะโดนหุ่นยนต์ปั่นหัวจนเหนื่อยกว่าปัญหาเฟกนิวส์ทุกวันนี้ ถ้าการจัดการเรื่องข้อมูลที่อยู่ในโดเมนของหุ่นยนต์นั้นทำได้ไม่ดี การตรวจสอบเนื้อหาจะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่มีอำนาจเหนือเนื้อหาเล่านี้ก็จะยิ่งมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ลองคิดดู สมมติว่าทุกบ้านมีหุ่นยนต์ที่ทำโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง แล้วประเทศนั้นใส่ข้อมูลเข้าไปเป่าหูคนทั้งโลกพร้อมกัน มันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราจะต้องพึ่งพาผู้ผลิตที่อยู่นอกประเทศเหล่านั้นตลอดไป เราก็จะตกเป็นทาสพร้อมๆ กันทั้งโลก”

ที่ญี่ปุ่นมีการทดลองที่สรุปผลได้ว่า เด็กเล็กๆ กล้าคุยหรือบอกความลับกับหุ่นยนต์มากกว่าพ่อแม่ และเด็กเชื่อหุ่นยนต์มากกว่าครู 

“น่าคิดว่า สิ่งที่เด็กซึมซับมาจากหุ่นยนต์จะมาจากใคร เราจะเอาข้อมูลชุดไหนใส่เข้าไปในหุ่นยนต์ เราควบคุมมันได้ไหม ความมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจะยังมีอยู่ไหม หรือมนุษย์ก็จะเหมือนๆ กันไปหมดทั้งโลก”

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มนุษย์ก็สุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นหุ่นยนต์เหมือนอย่างที่เขาว่า แถมเป็นหุ่นยนต์สัญชาติเดียวกันอีกต่างหาก

ดร.มหิศร ย้ำว่า “เราต้องเข้าใจ และรู้เท่าทันคนที่อยู่เบื้องหลังหุ่นยนต์ ต้องศึกษา พัฒนา และมีองค์ความรู้นี้ในประเทศของเราเอง ถ้าคนในประเทศไม่มีอำนาจควบคุมเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็อาจจะเกิดปัญหาความมั่นคงได้” 

13

เราต้องพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง

ดร.มหิศร รู้ดีว่าธุรกิจที่เขาทำมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ และสิ่งที่เขาอยากเห็น คงยังไม่เกิดขึ้นจริงเร็วๆ นี้

แต่เขายังยืนยันว่า เขาอยากทำให้คนเห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีเองมีประโยชน์ เทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องเป็นของนอก และไม่จำเป็นต้องเป็นของแพง

“สิ่งที่อยากทำในวันข้างหน้า ก็แค่อยากเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่ลืมสิ่งที่เราอยากจะเป็น และถ้าจะมีเงินทำของแปลกๆ ได้เรื่อยๆ ก็คงจะมีความสุขมาก” นักทำหุ่นยนต์ทิ้งท้าย

ดร. มหิศร เน้นย้ำเรื่องทรัพยากรและโอกาส อันนำมาสู่ทุกวันนี้ของเขาอยู่หลายครั้ง 

คนที่เขาอยากขอบคุณแบบออกสื่อก็คือ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมหุ่นยนต์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ให้ทั้งต้นทุน ทรัพยากร คำแนะนำ และแรงบันดาลใจในการทำหุ่นยนต์ รวมทั้งบริษัท Seagate Technology และอาจารย์กลุ่ม Thai Robot Society ที่จัดรายการต่างๆ ให้นักประดิษฐ์อย่างเขาไปแข่งไปเปิดโลก จนทำให้มีโอกาสดีๆ แบบทุกวันนี้

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นอกจากต้นไม้และหม้อทอดไร้น้ำมัน ก็คงเป็นการลงทุนนี่แหละ ที่มีคนแห่กันเข้าสู่วงการเยอะเป็นประวัติการณ์ในช่วงโควิด-19 ซึ่งเราเห็นกันได้จากปรากฏการณ์จองหุ้น PTTOR และกระแสที่ใครๆ ก็ซื้อ Cryptocurrency (และใจหายใจคว่ำราวกับนั่งรถไฟเหาะ)

การลงทุนในกองทุนรวม เป็นอีกอย่างที่คนสนใจกันเยอะมาก สถานการณ์นี้ช่วยส่งให้ FINNOMENA แพลตฟอร์มซื้อขายกองทุนกลายเป็นที่พูดถึง และเป็นที่รักของนักลงทุนด้วยความรวดเร็ว

ทีแรกผมคิดว่า FINNOMENA คือสื่อที่ทำเนื้อหาด้านการลงทุน เพราะเขาเล่าเรื่องการลงทุนได้สนุกและมีเสน่ห์ ทั้งผ่านตัวหนังสือ เสียง และวิดีโอ ไลฟ์รายวันก็ทำให้เราเห็นว่า ผู้ชมของพวกเขาแน่นหนาและน่ารักมาก

แต่จริงๆ แล้ว FINNOMENA คือสตาร์ทอัพด้านฟินเทค ทีมงานเกือบทั้งหมดในจำนวนร่วม 200 คน เป็นคนสายเทค ไม่ใช่นักลงทุน

ถ้าไม่เคยรู้จัก ผมขอแนะนำ FINNOMENA ด้วยตัวเลขชุดนี้

ตอนนี้มีคนเปิดบัญชีซื้อกองทุนกับ FINNOMENA กว่า 100,000 คน

ถ้านับเป็นจำนวนเงิน รอบครึ่งปีที่ผ่านมา ยอดเงินลงทุนขยับจาก 14,000 ล้านบาท เป็น 32,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 90 เปอร์เซ็นต์

ช่วงโควิด-19 มีคนหลายสาขาอาชีพศึกษาเรื่องการลงทุนจนช่ำชอง แล้วมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนให้กับลูกค้าของ FINNOMENA เกือบ 2,000 คน

รายการ Morning Brief รวมทุกข่าวสารเพื่อการลงทุน และให้คำแนะนำเรื่องกองทุน มียอดผู้ชมราว 20,000 คน เกินหน้ารายการวิเคราะห์การลงทุนของสื่อออนไลน์อื่น บางวันก็มากกว่ารายการข่าวช่องดังด้วยซ้ำ

เนื้อหาของ FINNOMENA ในทุกช่องทางเข้าถึงคนแบบออร์แกนิกเดือนละกว่า 60,000,000 Reach

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ เจษฎา สุขทิศ CEO แบงค์-ชยนนท์ รักกาญจนันท์ และ กิ๊ก-กสิณ สุธรรมนัส ผู้ร่วมก่อตั้ง

เจษฎารู้ตัวว่าชอบการลงทุนตั้งแต่ ม.ต้น หลังจากนั้นชีวิตเขาก็ไม่เคยวอกแวกไปทางอื่น

เขาเรียนจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วเริ่มทำงานในสายการลงทุนตอนอายุ 20 ปี แล้วเติบโตแบบก้าวกระโดด เขารับตำแหน่งผู้จัดการกองทุนด้วยวัย 23 ปี แล้วก็นั่งเก้าอี้ CIO (Chief Investment Officer) ที่ CIMB-Principal ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของสายอาชีพนี้ตอนอายุ 30 ปี

เจษฎารักการสื่อสารเรื่องการลงทุนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาใช้นามปากกา FunTalk เขียนเรื่องการลงทุนผ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ เปิดเว็บไซต์ Fundmanagertalk.com ของตัวเอง พอมีเฟซบุ๊กก็เปิดเพจ ซึ่งช่วงหนึ่งถือเป็นเพจการลงทุนที่มีคนติดตามมากที่สุดในประเทศ

เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนอายุ 34 ปี เขาตัดสินใจลาออกมาทำสตาร์ทอัพของตัวเองที่ชื่อ FINNOMENA แปลว่า ปรากฏการณ์ทางการเงิน

วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขคนซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ตัวเลขนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผมทำเรื่องการลงทุนมายี่สิบปีแล้ว ทำอยู่อย่างเดียว เมื่อก่อนคนลงทุนน้อยมาก คนไทยที่มีรายได้มีอยู่สามสิบสามล้านคน ซื้อสลากกินแบ่งฯ ประมาณสิบห้าล้านคน หรือครึ่งหนึ่ง ก่อนโควิดมีพอร์ตลงทุนในหุ้นที่ยังแอคทีฟไม่ถึงล้านคน ซื้อกองทุนรวมล้านกว่าคน คิดเป็นห้าเปอร์เซ็นต์ของผู้มีรายได้ แต่ถ้าอเมริกาคือตัวเลขจะสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนมาเลเซียประมาณยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

พอเกิดโควิดก็มีการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal สู่ Post-pandemic World ซึ่งเกิดขึ้นในโลกของการลงทุนด้วย Wealth Management กลายเป็นส้มหล่น คนอยู่บ้านเยอะ คนรู้สึกไม่มั่นคง ถ้าโลกเลวร้ายขนาดนี้ ฉันต้องหารายได้เพิ่ม แหล่งรายได้ที่สองก็สำคัญขึ้นมา คนเลยสนใจลงทุนจริงจัง

สุดท้าย แรงกระตุ้นที่อยู่ในยีนของมนุษย์หลักๆ มีสองอย่าง คือความรัก กับ เงิน สถิติอาชญากรรมทั่วโลกอันดับสองคือเรื่องชู้สาว สิ่งที่ทำให้คนฆ่ากันตายมากที่สุดในโลกคือเงิน เงินจึงเป็นสิ่งกระตุ้นที่รุนแรงที่สุดในใจมนุษย์อยู่แล้ว คนอยากรวยก็เสพเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนเยอะขึ้นมากๆ ผมจัดไลฟ์เมื่อหกปีก่อน คนดูหลักร้อย เดี๋ยวนี้สองหมื่น ด้วยการเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของโควิด การ Disrupt ต่างๆ และแรงกระตุ้นจากข้างในของคน ทำให้ช่วงนี้คนสนใจลงทุนเยอะมาก

นักลงทุนหน้าใหม่กลุ่มไหนที่คุณสนใจเป็นพิเศษ

เข้ามากันทุกช่วงอายุเลย คนอายุเยอะๆ ก็เพราะกิจการถูกกระทบ เอาเงินมาลงทุนดีกว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเติบโตมหาศาล ลงทุนแล้วก็ประสบความสำเร็จ พอสำเร็จก็บอกต่อ เลยไหลกันเข้า

กลุ่มที่น่าสนใจคือ น้องๆ รุ่นใหม่ Cryptocurrency ใช้เวลาสั้นมาก ปีสองปีมีนักลงทุนล้านกว่าคนแล้ว เท่ากับที่กองทุนใช้เวลายี่สิบปี เด็กปีสามปีสี่เดี๋ยวนี้มี Crypto Wallet กันหมดแล้ว นี่เป็นอีกกระแส แต่ก็มีกฎหมายน่ารักๆ เกี่ยวกับการลงทุนที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ เขาบอกว่าจะซื้อกองทุนรวมได้ต้องอายุยี่สิบปีขึ้นไป เด็กเรียนเรื่องการเงินตั้งแต่มัธยม สุดท้ายก็ต้องเก็บเงินในบัญชีเงินฝาก ดอกเบี้ยศูนย์จุดกว่าๆ เปอร์เซ็นต์ ไปเรื่อยๆ จริงๆ ม.3 ม.4 ควรลงทุนพอร์ตง่ายๆ ได้แล้ว เก็บเงินค่าขนมร้อยบาท ก็ควรลงทุนได้

พอกระแส Cryptocurrency มา ก็ส่งผลบวกไปหาตัวอื่น ทำให้คนอยากลงทุนมากขึ้น ต้นปีที่ผ่านมา PTTOR เปิดให้จองหุ้น เกิดกระแสแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประเทศไทย คือมีจำนวนคนจอง ถ้าผมจำไม่ผิดแปดแสนคน แทบจะเท่าบัญชีหุ้นทั้งประเทศ หลายคนที่จองก็ไม่มีบัญชีหุ้น จองๆ ไปก่อน แล้วค่อยเปิดบัญชีหุ้น พอมีกองทุนอะไรใหม่ๆ คนก็สนใจตามๆ กัน ผมทำกองทุนก็ได้รับกระแสนี้ด้วย น้องๆ หลายคนลงคริปโตฯ แล้วรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้าจะหมดข้ามคืนก็หมดเลย พอกดดูเจอ FINNOMENA มีเนื้อหาลงทุนด้วย ยากดีเว้ย ศึกษากันเถอะ ก็เกิดเป็นกระแสแบบนี้ครับ

ตำแหน่งสุดท้ายของคุณก่อนลาออกมาทำ FINNOMENA คือ CIO ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของสายอาชีพนี้ และเป็นความฝันของคุณมาตลอด อะไรทำให้ยอมทิ้งมาทำสตาร์ทอัพ

ผมเคยคิดว่าจะเกษียณด้วยการเป็น Fund Manager จริงๆ นะ เพราะมันโอเคแล้ว มั่นคง ผมก็ทำมาสิบห้าปี จนเมื่อหกปีก่อน ผมเห็นความเปลี่ยนแปลง สาขาของธนาคารเริ่มปิดตัวลง อีกอย่างคนต่างประเทศถึงกับมาดูงานที่เมืองไทย ว่าทำไมผลิตภัณฑ์การลงทุนถึงขายผ่านสาขาธนาคาร แทนที่จะขายผ่านบริษัทแบบที่ปรึกษาการลงทุน ผมเห็น Mega Trend ที่กำลังเปลี่ยน ผมเชื่อว่าเทรนด์ของการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุนจะเปลี่ยนจากสาขาธนาคารไปสู่บริษัทที่ปรึกษา แล้วก็เริ่มเป็นแบบนั้นจริงๆ ช่วงโควิดภาพรวมของอุตสาหกรรมบริหารเงินลงทุนติดลบนะ แต่ธุรกิจของ FINNOMENA โตประมาณหนึ่งเท่าตัว แสดงว่าสิ่งที่เราเชื่อมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

คุณชอบอะไรในอาชีพผู้จัดการกองทุน

ข้อดีอย่างหนึ่งคือ เราต้องกำหนดมุมมองต่อธุรกิจตลอดเวลาว่า ธุรกิจไหนจะเป็นขาขึ้น หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเกือบพันบริษัท ถ้าผมอยากรู้ว่า ธุรกิจธนาคารเป็นยังไงก็นัด คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ คุยในฐานะนักลงทุนสถาบันได้ อยากรู้ว่าธุรกิจค้าปลีกเป็นยังไง ผมก็นัด คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ คุย ผมทำได้เพราะผมซื้อหุ้นบริษัทเขาทีละมากๆ เป็นหลักร้อยล้าน พันล้าน เวลาผมอยากเจอเขา เขาก็อยากให้เจอ ผมเลยได้คุยกับคนเก่งๆ ระดับประเทศ ได้ฟังความคิดเขา

ผู้บริหารในดวงใจของผมท่านหนึ่งคือ คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ เจ้าของปั๊ม PT โอ้โห ฟังทีไรขนลุกทุกที เราก็มีมุมมองว่า Mega Trend คืออะไร เราจะทำ FINNOMENA ด้วยความเชื่อในเทรนด์อะไร ในโอกาสนั้น อะไรคือจุดแข็งของเราที่คนอื่นไม่มี เราจะไปทำสิ่งนั้น ถ้าถามว่า ทำไมถึงกล้า ก็เพราะมั่นใจจากความรู้ จากมุมมองที่เราเชื่อว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ขออนุมัติภรรยาลาออกยากไหม

ตอนนั้นอายุสามสิบสี่ ก็คุยกับแฟน ยากนะ ต้นทุนค่าเสียโอกาสมันเยอะไง กว่าจะพาตัวเองขึ้นมาถึงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุน เงินเดือนเยอะกว่าตอนนี้อีก มีห้องทำงานมองออกไปเห็นตึกสวยๆ มีคนขับรถ มีเลขาฯ ในขณะที่บ้านก็ต้องผ่อน ลูกอ่อนๆ สามคน ถ้าออกมาคือต้องใช้เงินเก็บตัวเอง โชคดีที่ผมซื้อกองทุนตั้งแต่ยังเด็ก เงินเก็บก็โตหลายเท่าตัวเหมือนกัน ตอนออกมาก็คิดว่าอยู่ได้สักสองสามปี ไม่ถึงกับทำให้ครอบครัวลำบาก ไปคุยกับผู้ใหญ่ในวงการธนาคาร เขาว่าถ้าอยากกลับมาเอางานดีๆ ของโลกมนุษย์เงินเดือน สักสองปียังกลับมาได้ เขายังไม่ลืมเธอหรอก แต่ถ้าเลยสองปีไม่ต้องกลับมาแล้ว ไม่มีคนรู้จักแล้ว

แฟนเห็นหน้าผมแบบอยากมาก เขารู้นิสัยผมไง เวลาผมเจอฉันทะ อิคิไก แพสชัน จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นแบบนี้ทุกทีเลย จนช่วงหลังผมสงบลงเยอะ เพราะพาร์ตเนอร์ผมเขาสอนผมทำสมาธิ ผมเป็นคริสต์ แต่ไปบวชมาแล้วนะ ไปอยู่วัด หลวงพ่อปราโมทย์ (ปราโมทย์ ปาโมชฺโช) วิธีคิดก็เปลี่ยนไป เริ่มแก่แล้วด้วยมั้ง ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆ แฟนก็เลยให้ทำ

จำวันสุดท้ายที่ทำงานได้ไหม

แรงกระตุ้นอย่างหนึ่งของผมคือหนังสือเรื่อง Dare to do ของ คุณกรณ์ จาติกวณิช เรื่องการเมืองผมไม่ได้อยู่ฝั่งไหนนะ ช่วงทวิตเตอร์มาปีแรก ผมก็ทวีตคุยกับคุณกรณ์ คุณสุทธิชัย หยุ่น ตลอด เราก็ปลื้มนะ รัฐมนตรีคลังมาตอบเราได้ไง ในหนังสือของคุณกรณ์เล่าเรื่องกบห้าตัวที่ตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อหาชีวิตแบบใหม่ พอตัดสินใจแล้ว สุดท้ายบนขอนไม้ก็ยังมีกบห้าตัวเหมือนเดิม เพราะไม่ลงมือทำสักที ผมอ่านแล้วก็ เฮ้ย ไม่ได้แล้ว อ่านประวัติของ เมย์ After You (กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ) บอย ท่าพระจันทร์ หมูทอดเจ๊จง ก็ยิ่งฮึกเหิม เอาวะ กูต้องลงมือทำแล้ว กระโดดแม่งเลย

ผมทำงานวันสุดท้าย 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 วันนั้นคุณกรณ์จัดงานเปิดตัวหนังสือที่โรงแรมดุสิตฯ พอดี พอผมเก็บของใส่กล่อง ถอดหัวโขนแล้ว ผมก็ไปงาน เจอคุณกรณ์ตัวเป็นๆ ครั้งแรก ผมแนะนำตัวว่า ผม FundTalk ที่ทวีตคุยกัน ผมอ่าน Dare to do แล้วลาออกเลย เขาถามว่า ก่อนหน้านี้ทำอะไร ผมบอกว่า เป็น CIO อยู่ที่ CIMB Principal เขาถามว่า แล้วลาออกมาทำไมเนี่ย ก็ผมอ่านหนังสือพี่ กบมันต้องกระโดดลงน้ำไม่ใช่เหรอ คุณกรณ์บอก ชิบหายแล้ว ถ้าไปแล้วไม่รุ่งไม่เกี่ยวกับพี่นะ (หัวเราะ) ผมคิดในใจว่า อ้าว กูลาออกมาแล้วนะเว้ย (หัวเราะ)

สรุปคือ แรงกระตุ้นที่ทำให้ผมทำ FINNOMENA คือ หนังสือเล่มหนึ่ง บวกมุมมอง และความเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชัน ก็จับพลัดจับผลูมาครับ

พอถอดหัวโขน ทิ้งเงินเดือนเยอะๆ แล้ว ชีวิตเป็นยังไงบ้าง

ผู้จัดการกองทุนดูเป็นอาชีพที่หรูหรา แต่ผมเชื่อว่า มันคือหัวโขนทั้งนั้น มนุษย์เราก็มีสองแขน สองขาเหมือนกันหมด ก่อนลาออก ผมดูแลเงินแสนล้าน ซึ่งไม่ใช่เงินผม เป็นเงินนักลงทุน เอาเงินคนโน้นคนนี้มารวมกัน เลยเป็นกองทุนรวม แล้วผมก็บริหาร พอดูแลเงินเยอะๆ ธนาคารต่างประเทศอย่างโกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) หรือเมอร์ริล ลินช์ (Merrill Lynch) ก็เข้ามาหาเรา ตอนผมเป็น CIO ผมเคยกินอาหารอย่างดี บิลออกมาทั้งโต๊ะมื้อละแสน ซึ่งผมไม่ได้จ่ายนะ

ตอนมาทำ FINNOMENA ใหม่ๆ ออฟฟิศอยู่ตรงข้ามสีลมคอมเพล็กซ์ จำได้เลยว่าเวลานั้นต้องประหยัด เงินเดือนตัวเองหมื่นห้า เราต้องเขียมไว้ ปกติเรากินข้าวแกงมื้อละสี่สิบบาท หรูสุดก็ฮะจิบังชามละร้อย มีวันหนึ่ง ตอนเย็นก่อนจัดไลฟ์ ผมข้ามถนนมากับพี่แบงค์ คู่หูของผม เหนื่อยจังเลยว่ะ หาอะไรดีๆ กินหน่อยไหม เรายืนดูโปรโมชันหน้าหมูเกาหลี 359 บาท แล้วก็คุยกันนานมากว่าแพงไปไหมวะ เป็นภาพที่ผมจำได้แม่นเลย

ทำไมคุณถึงทำแต่กองทุน

ผมเปรียบแบบนี้ ถ้าเป็นคริปโตฯ คือน้ำเดือด หุ้นเป็นน้ำร้อน กองทุนเป็นน้ำอุ่น ฝากแบงค์เป็นน้ำเย็น ผมเคยอยู่มาหลายอุณหภูมิแล้ว ผมเลือกที่จะอยู่น้ำอุ่น ไม่อยากไปเล่นกับความโลภของคนมากเกินไป มันน่าเบื่อ ถ้าอยู่น้ำร้อน วิธีทำคอนเทนต์จะเป็นอีกแบบเลย ซื้อหุ้นตัวนี้เดี๋ยวจะขึ้น เดี๋ยวจะรวย ได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในสามเดือน มันมีวิธีพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่วัยรุ่นชอบน้ำเดือดๆ แต่ก็ต้องมีที่สำหรับน้ำอุ่นแบบที่อยู่แล้วพอดีๆ

ตอนผมอายุยี่สิบกับสี่สิบก็มีวิธีคิดที่เปลี่ยนไปเยอะ ผมเลือกน้ำอุ่น ลงเงินไปแล้ว อยากตื่นเช้ามาไม่ต้องทนฟังคนด่าเยอะๆ (หัวเราะ) หวังผลตอบแทนปีละแปดเปอร์เซ็นต์ สิบเปอร์เซ็นต์ สิบปีเงินขึ้นเท่าตัว ไม่ใช่เดือนหนึ่งเงินขึ้นเท่าตัว มันคนละเกมกัน อย่าลืมว่าทำธุรกิจแบบนี้ต้องรับผิดชอบเงินของคนเยอะมากๆ แล้วยิ่งเขาเชื่อเรา มันอาจจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดของเขา ผมเลือกที่จะไม่ให้ผลตอบแทนเยอะเกินไป ไม่เสี่ยงเกินไป กองทุนเป็นแบบนั้น กองทุนมีขนาดห้าหกล้านล้านบาท ถือว่าใหญ่ประมาณหนึ่งในสามของฐานเงินฝากของประเทศเลยนะ ใหญ่มาก

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อดีตนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทยรุ่นแรกอย่างคุณ วางแผนการทำฟินเทคของตัวเองแบบไหน

ผมได้เจอผู้ประกอบการเยอะ ทั้งรุ่นผม รุ่นใหม่ หลายคนมีฝันแต่ไม่เคลียร์ คิดว่าเราจะทำอะไรก็ได้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยหรูแบบนั้น หลายคนมีไอดอลเป็น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เป็น สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เป็น เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เลยมีแนวคิดแบบ Change The World เยอะมาก แต่ตอนนี้ซาลงแล้วนะ แนวคิดแบบนี้ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องมีเส้นทางเดินที่ชัดเจน แล้วมีสิ่งที่เรียกว่า Unfair Advantage จริงๆ

ถ้าเป็นศัพท์ของ ไมเคิล พอร์เตอร์ (Michael Porter) โปรเฟสเซอร์ฮาร์วาร์ดที่รัฐบาลไทยเคยจ้างมาพูดชั่วโมงละล้าน เขาใช้คำว่า Durable Comparative Advantage ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ถ้ามีโอกาสสูงที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นค่อยทำ นี่เป็นสิ่งที่ต้องเติมเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ประกอบการรุ่นใหม่เลยครับ

อะไรทำให้บริษัทที่ไม่มีใครรู้จัก ขายสินค้าที่น่าเชื่อถืออย่างกองทุนแข่งกับธนาคารได้

พฤติกรรมการรับคุณค่า (Value) ของคนเปลี่ยนไป เมื่อก่อนเวลาคนจะใช้บริการ Wealth Managemnet เขาคาดหวังสิทธิพิเศษ ได้สมาชิกฟิตเนสฟรี ได้ส่วนลด แต่ตอนนี้เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งที่ผมขอเรียกว่า Value Creation Content มากขึ้น

ในช่วงโควิดนี้ผมพยายามปรับ Work-life Balance ของชีวิต สิ่งหนึ่งที่ผมทำคือ อยากมีเวลาเล่นกับลูกสามคน ผมเลยหัดเล่นเกม ปกติผมไม่เล่นเลยนะ พอเล่นแล้วก็ติด ก็ดูสตรีมเกม เมื่อก่อนผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระมาก ใครจะมานั่งดูเกมเมอร์สตรีมเกมวะ แต่พอผมเล่นเกมสแลมดังก์ต้องฝึกทำท่าโน้นท่านี้ มันต้องไปดูเกมเมอร์เก่งๆ ทำ พอดูไปเยอะๆ ผมก็เริ่มเติมตังค์ในเกม แบบไม่ไหวแล้ว ผมต้องเก่งกว่านี้จะได้ชนะลูกได้ การเติมตังค์เนี่ยเติมผ่านแอปฯ อะไรก็ได้ แต่ผมเลือกซื้อคูปองผ่าน Boysick Channel เพราะผมดูเขาไปสิบกว่าชั่วโมง จนเป็นแฟนคลับเขา ผมได้ Value Creation Content จาก Boysick ผมมีทางเลือกระหว่างจ่ายเงินเติมเกมให้ Google กับลำบากหน่อยไปซื้อโค้ดโอนเงินผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ผมยอมลำบากเพื่ออุดหนุน Boysick

FINNOMENA ทำแบบนั้น เราทำเนื้อหาด้วยวิธีคิดที่ต่าง ทำเนื้อหาที่ให้คุณค่ากับคน หวังว่าคุณค่าที่ให้ไปคนจะรู้สึกซาบซึ้ง ถ้าเขารู้ว่า FINNOMENA ทำอะไรที่เกี่ยวข้อง เขาจะมาอุดหนุนเราเอง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อะไรทำให้ยอดชมรายการ Morning Brief ของคุณแซงหน้าทุกสื่อธุรกิจ บางวันแซงรายการข่าวดังๆ ด้วยซ้ำ

ต้องให้เครดิตพี่แบงค์ เป็นคนที่บ้าการทำเนื้อหามากๆ ผมว่าเหตุผลหนึ่งคือ ค่ายอื่นเขาอาจจะมีธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นสปอนเซอร์ให้ทุกเดือน ก็มีเนื้อหาของธนาคารนั้นมาเต็มเลย ไปเชิญคนของธนาคารนั้นมาขายของ แต่ FINNOMENA ไม่ได้คิดกับเนื้อหาแบบนั้น เราคิดว่าจะทำเนื้อหายังไงให้คนชอบที่สุด เวลาไลฟ์ผมก็จะขำๆ ให้ลูกเตรียมมุกให้บ้าง เนื้อหาการเงินก็ฟังยากอยู่แล้ว ทำยังไงให้สนุก พอคนให้ค่ากับเนื้อหา ผสมกับ Mega Trend และช่องทางการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนไป บวกกับโมเดลการทำธุรกิจของเรา ก็เป็นโอกาสให้ FINNOMENA เติบโตขึ้นมาได้

อะไรทำให้คนเชื่อใจ FINNOMENA จนคนเอาเงินมาลงทุนด้วยสามหมื่นกว่าล้านบาท

หนึ่ง เราเป็นมิตรกับทุก บลจ. เพราะเราช่วยเอากองทุนเขามาขาย พอเรามีขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งเขาก็แฮปปี้กับเรา แล้วเราก็ไม่ได้เป็น บลจ. หรือคู่แข่งเขาด้วย

สอง เราเป็นกลาง ตอนผมอยู่ บลจ. ที่มีบริษัทแม่เป็นแบงก์ ก็มีทำสื่อบ้าง เวลาเขียนก็ต้องเชียร์แบงก์ตัวเอง จะบอกว่ากองทุนของคู่แข่งดีก็ไม่ได้ แต่พออยู่ FINNOMENA ผมแนะนำได้ทุกที่

อีกเรื่อง เป็นเรื่องง่ายๆ ที่มีความหมายจริงๆ นะ ตอนอยู่ในโลกเก่าของผม ผมแนะนำให้คนขายออกไม่ค่อยได้ ถ้าคนขายกองทุนออกกันหมด เดี๋ยวกองทุนปิด พอเราเป็นกลาง หลักในการแนะนำการลงทุนของเรามีข้อเดียวคือ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน ไม่ต้องสนใจเป้า กล้าแนะนำให้ขาย ไม่กลัวกองทุนมีปัญหา นักลงทุนที่อยู่กับเรานานๆ จะรู้ว่า ที่นี่มันตั้งใจเลือกจริงเว้ย พอบอกให้ขาย มันก็เอาจริงเว้ย

ตอนประกาศให้นักลงทุนเทขาย ผู้จัดการกองทุนเขาไม่โทรมาด่าคุณเหรอ

เวลา FINNOMENA เข้าไปลงทุนในกองทุน ถ้ากองแม่เขามีหมื่นล้าน ผมจะเข้าไม่เกินสามพันล้าน เวลาแนะนำให้ขาย ผมให้ขายหมดนะ ขายจนซีอีโอ บลจ. โทรมาบอกว่าใจเย็นๆ นะ ผมก็บอกว่า พี่ ผมเช็กแล้ว ผมขายไม่กระทบพี่นะ ตอนนี้ลูกค้าผมกำไรเยอะแล้ว ขอเอาเงินออกก่อน เดี๋ยวผมกลับเข้ามาใหม่นะพี่ เขาก็โอเค พี่พวกนี้เจ้านายเก่าผมทั้งนั้นเลย

เวลาเจอคนที่อยากลงทุนแต่ไม่อยากหาข้อมูล ให้บอกมาเลยว่าให้ซื้ออะไร คุณจะตอบเขายังไง

การลงทุนเป็นความสัมพันธ์ของ ความรู้ กับ ผลตอบแทน ยิ่งคุณรู้ลึก รู้จริงมากเท่าไหร่ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เวลาคนถามว่าซื้ออะไรดี ผมก็บอกได้นะ แต่สุดท้ายคุณก็จะเฟล ถ้ายังลงทุนโดยการฟังว่าซื้ออะไรดี ผมอยากให้คุณลงทุนด้วยการเข้าไปรู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร ผมลงทุนก็ไม่ใช่ว่า ไม่ขาดทุนนะ ขาดทุนเป็นปกติ แต่ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

กลไกในการประคับประคองต่อเงินลงทุนของเราจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อระดับความรู้ของเราเพิ่มขึ้น ผมถึงเคี่ยวเข็ญคนที่มาดูไลฟ์แบบเข้มมาก ใครดูวันจันทร์กับพฤหัสนี่มึนตึ้บแน่นอน เพราะมันยากมาก ผมยังบอกทีมงานเลยว่ายากไปไหมวะ เอาขนาดนี้เลยเหรอ พอถามคนดูว่ายากไปไหม คนก็พิมพ์มาว่า เดี๋ยวไปดูซ้ำ ขอสไลด์ด้วย จนกลายเป็นนักเรียนกันหมด มุมหนึ่งก็ภูมิใจนะ มนุษย์เราก็อยากมีประโยชน์ ใจเราจะฟูๆ เวลาทำสไลด์ยากๆ แล้วคนบ่น อยากให้อธิบายใหม่ ผมจะรู้สึกว่าเรามีประโยชน์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

เวลา FINNOMENA ส่งสัญญาณ Tactical Call ให้เข้าลงทุนในกองไหนสักกองเพื่อเก็งกำไร มีเงินเข้ามาสักเท่าไหร่

ประมาณพันล้านบาท

แค่เด้งข้อความกับเขียนบทความสั้นๆ ก็มีเงินเข้ามาพันล้านบาทภายในไม่กี่ชั่วโมง แสดงว่ามุมมองของ FINNOMENA มีอิทธิพลต่อนักลงทุนมากเลยนะ

ตอนตั้ง FINNOMENA ใหม่ๆ ผมคุยกับพี่แบงค์ ผมขอเล่าประวัติพี่แบงค์หน่อยนะ เราอยู่ในวงการเดียวกันมาสิบห้าปี เขาอายุมากกว่าผมหกเดือน แต่ผมเรียกเขาว่าพี่ด้วยความเคารพ เมื่อก่อนเขาใช้ชื่อ Mr.Messenger อยู่ในห้องสินธรที่ Pantip ผมเป็นแฟนคลับเขา ผมชอบเขียนมาตั้งแต่ยังไม่มีบล็อก ไม่มีเฟซบุ๊ก ผมเขียนลงหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ กรุงเทพธุรกิจ พี่แบงค์เขียน Pantip ผมสร้างเฟซบุ๊กเพจให้พี่แบงค์ เพราะเฮียแกโลว์เทคเหลือเกิน ผมบอกว่าสร้างเพจชื่อ Sinthorn ให้แล้ว ลองหัดใช้ แล้วเอาไปทำต่อ ทำทวิตเตอร์ให้เขาด้วยนะ แป๊บเดียวเอง ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กของเขามีคนตามมากว่าผมประมาณห้าเท่า เขาเกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน เมื่อกี้เราคุยถึงไหนนะ

Tactical Call

ผมเคยคุยกับพี่แบงค์เมื่อหกปีที่แล้วว่า ถ้าเรากำหนดมุมมองไปเรื่อยๆ ตั้งใจทำให้ดี แล้ววันหนึ่งไลฟ์เราคนสนใจทั้งวงการ คนแห่ลงทุนตามที่เราแนะนำ มันคงฟินพิลึกนะ ตอนนี้มันชักจะเริ่มมีผลแล้วนะ ผมได้ยินว่า พวก RM (Relationship Manager) ตามธนาคารที่มีกันเป็นร้อยๆ พันๆ คน เขาดู Morning Brief กันหมด ตามดูไลฟ์ของเราตลอด หน่วยวิเคราะห์ของธนาคารก็ดู

คุณพูดอยู่เสมอว่า รายได้ของ FINNOMENA ไม่ได้เก็บจากผู้ลงทุน แต่ได้เปอร์เซ็นต์จาก บลจ.

ใช่ครับ เป็นรายได้ทั้งหมดเลย เพระว่าผมไม่ได้ชาร์ตจากลูกค้า

ถามจริงๆ เนื้อหาที่คุณแนะนำกองทุนต่างๆ ทั้งบทความและในรายการ ไม่มี Advertorial ที่ บลจ. มาจ่ายเงินจ้างให้เชียร์เลยหรือ

ก่อนหน้านี้ไม่มีเลย เป็นศูนย์ครับ แต่หลังๆ เราลองทำแบบนี้ พฤติกรรมการเสพข้อมูลของคน เขาไม่ได้อยากฟัง FINNOMENA อย่างเดียว เขาอยากฟัง Branded Content ด้วย แล้วก็เริ่มมี บลจ. ติดต่อมาว่าอยากแนะนำกองทุนนี้ พร้อมจะจ่ายเงินให้ ก่อนหน้านี้ผมไม่รับเลย แต่ตอนหลังผมรับ แต่ต้องลงเนื้อหาในนามแบรนด์นะ เช่น ผู้เขียนคือ บลจ. A ไม่ใช่ FINNOMENA ผมเป็นสื่อให้ เป็นผู้ดำเนินรายการให้ คุณเอาผู้เชี่ยวชาญมาพูดในนาม บลจ. ซึ่งผมจะไม่เชียร์ ถ้ามีคนถามว่า กองที่เขียนถึงในเว็บ คุณชอบหรือเปล่า ผมก็จะพูดตรงๆ ว่า ผมไม่ได้ชอบหรือชอบ นี่คือข้อตกลงกับทุก บลจ. ผมขอมีอิสระในการคอมเมนต์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

ตอนนี้คุณทำงานในบทบาทไหนเยอะสุด ผู้บริหาร ผู้จัดการกองทุน หรือสื่อมวลชน

น่าจะเป็นเหมือนที่ปรึกษา เป็นโค้ชให้ทีมงานครับ ตอนนี้ขยายทีมกว่าสองร้อยคนแล้ว ตอนเป็นพนักงานประจำ ผมต้องบริหารคนสักสามสิบคน เป็นสายเดียวกันคือ ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์การลงทุน แต่ปัจจุบันค่อนข้างท้าทายกว่า หลักคิดของผมคือ ให้ความสำคัญกับทีมงานอันดับหนึ่ง ลูกค้าอันดับสอง แล้วค่อยผู้ถือหุ้นอันดับสาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง เพราะผู้ถือหุ้นปลดเราได้

ตอนนี้ทีมงานอันดับหนึ่ง เพราะถ้าทีมทำงานด้วยความรัก จะทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายคุณค่าก็จะไปถึงลูกค้าหรือนักลงทุน พอลูกค้าแฮปปี้ ก็ซื้อเราเยอะ บริษัทก็รายได้ดี กำไรดี ผู้ถือหุ้นก็แฮปปี้ เป็นทอดๆ เราทำงานกับคนหลายกลุ่ม ต้องจัดลำดับให้ดีๆ

แต่ส่วนตัวลึกๆ ผมก็ยังชอบทำงานแบบนักวิเคราะห์มากกว่า ผมเขียนบทความหรือจัดพอร์ตการลงทุนให้ลูกค้าได้ทั้งวัน สนุกกว่าเยอะ แต่โดยบทบาทตอนนี้ต้องทำงานบริหารเป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษา คงต้องเป็นแบบนี้อีกพักใหญ่

ดูแลลูกทีมที่เป็นคนสายเทคยากไหม

คนรุ่นใหม่ซึ่งเก่งกว่าเรามากๆ เขาต้องการความเป็นเจ้าของ ต้องการเป้าหมาย แต่ไม่ต้องการให้บอกว่าทำยังไง วิธีการเขาจะไปโซโล่เอง คนรุ่นใหม่ไม่ชอบกลไกการ Approve ผมไม่มีการ Approve แต่ตกลงกันว่า แต่ละส่วน แต่ละทีม แต่ละโปรเจกต์ กติกาคืออะไร เป้าหมายคืออะไร กรอบที่เขาไปได้สุดแค่นี้นะ ถ้ายังอยู่ใน Sandbox นี้ลุยไปเลย แต่ถ้าเลยจุดนี้ไป ต้องมาคุยกัน มันจะไม่ได้อย่างที่เราถูกใจทั้งหมด แต่ถ้าจัดการดีๆ มันจะอะเมซิ่งมาก หลายอย่างที่เกิดที่ FINNOMENA วันนี้ ไม่ได้มาจากไอเดียผม บางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกทางนี้แล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไป แรกๆ ก็ทุกข์หน่อย ดูไม่ได้ดั่งใจเลย สักพักก็ดีเหมือนกันนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าดูข้อมูลบริษัทต่างๆ ดูราคาหุ้นได้ทั้งวันทั้งคืน มันสนุกตรงไหน

ผมชอบอ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทว่า เจ็ดร้อยบริษัทตอนนี้เขาทำอะไรอยู่ ขยายธุรกิจยังไง เหมือนคนโรคจิตนิดๆ คือ เวลาดูบริษัทประกาศงบการเงิน เหมือนลุ้นหวย ผมมีในใจว่าบริษัทนี้ต้องกำไรดีแน่ๆ เพราะกำลังทำสิ่งนี้อยู่ มั่นใจว่าต้องดีกว่าที่ตลาดคาด พอออกมาดีกว่าจริงๆ ฟินว่ะ อะไรแบบนี้

ทำไมคุณถึงชอบเล่าเรื่องการลงทุน

มันเป็นการเติมเต็มตัวเอง เขียนแล้วรู้สึกมีประโยชน์ รู้สึกได้รับการยอมรับตามทฤษฎี Maslow ผมอินกับอาชีพผู้จัดการกองทุนมาก FundTalk มาจาก Fund Manager Talk ผมมีเว็บไซต์ fundmanagertalk.com วันนี้ก็ยังอยู่นะ เป็นเว็บไซต์ยุคแรกๆ เลย ช่วงหนึ่งเฟซบุ๊กเพจของผมมียอดคนตามและ Engagement สูงที่สุดในหมวดการเงินการลงทุน แต่พอมีคนทำเยอะๆ ก็แซงผมไปกันหมดแล้ว (หัวเราะ) 

ยุคหนึ่ง Fund Manager เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น พื้นฐานมาจากตรงนั้น Fund Manager ก็เลยมา Talk ผมว่าตัวเองมีทักษะเล่าเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย เขียนเรื่องยากๆ ให้อ่านรู้เรื่อง พอทำแล้วก็ได้โปรโมตอาชีพตัวเอง ได้เติมเต็ม ง่ายๆ ก็คือ อยากให้คนรู้จัก แต่พอมองย้อนกลับไป การเขียนของผมมีผลต่ออาชีพ ต่ออะไรหลายๆ อย่างของเรา พาเราไปเจอคนเยอะมากๆ

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน
ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

คุณเติบโตในเส้นทางสายอาชีพเร็วมาก เคยได้รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งจากธรรมศาสตร์ แล้วก็ขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดของสายผู้จัดการกองทุนตอนอายุ 30 นิดๆ อะไรทำให้คุณโตเร็วขนาดนี้

ผมชอบงาน Fund Manager มาก พอชอบเราก็เปลี่ยนความชอบเป็นความเชี่ยวชาญ เพราะเราทำไปได้เรื่อยๆ ผมอ่านข้อมูลการลงทุนเหมือนอ่านนิยาย ผมอยู่กับมันได้ทั้งวัน แล้วแรงเราก็เยอะเลยทำงานที่ถีบตัวเองได้ไว ผมเริ่มทำงานตอนอายุยี่สิบ ทำงานถึงสี่ทุ่มทุกวัน แล้วก็เรียนปริญญาโทไปด้วย สอบ CFA (Chartered Financial Analyst) ไปด้วย หนึ่งเลเวลต้องอ่านหนังสือแปดเล่ม ผมทำทุกอย่างพร้อมกัน ถ้าถามว่าอะไรทำให้โตเร็ว ก็เพราะผมมีเป้าหมายที่ชัดมาก นั่นคือความโชคดีอันดับหนึ่ง แล้วก็น่าจะเป็นคนที่กิเลสหนามาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น ทะเยอทะยานสูง ก็เลยทำทุกอย่างเหมือนกินเอ็มร้อยห้าสิบตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งนะ จบปริญญาตรีเกรด 2.9 พอเป้าหมายชัด มีแรงฮึด อึดดี ก็เลยพุ่งๆๆ ชนเป้าหมายอย่างเดียว

การไปถึงเป้าหมายเร็ว มีข้อเสียไหม

นั่นคือจุดที่ผมเสียใจ ผมทำงานมาครบยี่สิบปีพอดี พอมองย้อนกลับไป ผมคงย้อนกลับไปเรียน ม.ปลาย สักสามปี ไม่ต้องรีบไขว่คว้าอะไรเร็วขนาดนี้ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมแลกอะไรไปเยอะเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่เราได้มาฟรีๆ ตอนยี่สิบลุยแหลก จนถึงวันนี้ผมยังไม่เคยหยุดเลยนะ ถ้าผมลาออกจากงานทีนึงวันศุกร์ ผมเริ่มที่ใหม่วันจันทร์เลย ไม่เคยหยุด ไม่เคยปิดเทอม

ถ้าโทรหาตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้นาทีนึงอยากบอกอะไร

กินเหล้าให้น้อยๆ หน่อย เดี๋ยวแก่แล้วไม่มีแรง ตอนเด็กๆ ผมเที่ยวหนักมาก ออกไปเที่ยวสองทุ่ม กลับถึงหอที่ธรรมศาสตร์รังสิตตีห้า หลับในห้องเรียนทุกวัน แล้วก็อยากจะบอกตัวเองตอนทำงานใหม่ๆ ว่า การที่เรามีแรงขับแบบนั้น ทำงานหักโหมแบบนั้น มันต้องแลกด้วยอะไรหลายๆ ในชีวิตนะ ช่วงที่ผมถีบตัวเองจัดๆ เพื่อนที่คบกันมาสมัยเด็กๆ ผมไม่คุยเลยนะ เหมือนเราไปเจออะไรบางอย่างที่อยากทำ เราก็สลัดทุกอย่างออกหมด ไม่มีเวลาให้ใครเลย เราอินของเราอยู่คนเดียว เพื่อนๆ เรียกผมว่า เจ็ทเดี๋ยวโทรกลับ ซึ่งผมก็ไม่เคยโทรกลับเลยด้วย ใครชวนไปไหนก็เดี๋ยวโทรกลับ แล้วหายไปเลย เพื่อนๆ ก็ค่อยๆ เลิกคบไปเยอะเหมือนกัน

มาถึงวันนี้ก็เสียดายนะ เรียน ม.ปลาย ก็เรียนแค่สองปีจบ มันไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ อายุยี่สิบก็เริ่มทำงานแล้ว รีบจังเลย ปกติเขาเป็น Fund Manager กันตอนอายุสามสิบ ผมยี่สิบสามก็เป็นแล้ว การได้เป็นเร็วมันตอบสนองความทะเยอทะยานของตัวเอง แต่บางครั้งการได้เป็น ได้มี ในสิ่งที่อยาก ก็ไม่ได้สนุกขนาดนั้น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load