ชาวพระนครย่านสีลมจำนวนไม่น้อย ต่างรู้แล้วว่าในตรอกเล็ก ๆ ที่พรางตัวหลบมุมอยู่บนถนนปั้น คือที่ตั้งของ ‘Suananda’ ร้านอาหารมังสวิรัติโดย สุเกช จันทร์ศรีชวาลา แม่บ้านชาวอินเดียที่ปรุงอาหารตามหลักอายุรเวทฉบับชาวภารตะขนานแท้ 

เพราะอายุรเวทศาสตร์ยังมีอะไรให้ค้นหาและลึกซึ้งกว่าที่คาดคิดไว้มาก การเปิดร้านอาหารมังสวิรัติที่ทำหน้าที่แบ่งปันความรู้ด้านอายุรเวทและสอนโยคะไปพลาง ๆ จึงยังไม่จุใจ ครอบครัวจันทร์ศรีชวาลา นำทีมโดย สุเกช และ ลูกสาวคนเก่งอย่าง สิรินทร์ จันทร์ศรีชวาลา จึงขยายรั้วรอบขอบชิดจากร้านอาหารย่านสีลม สู่สถานที่รีทรีตอันสงบเงียบกลางเมืองเชียงใหม่ในนาม ‘Mahi Retreat’ ที่พื้นที่กว้างกลางขุนเขาผุดขึ้นสำหรับใช้เป็นสถานที่บำบัดและเยียวยากายใจด้วยศาสตร์อายุรเวทเป็นเวลากว่า 2 ปีเศษแล้ว 

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

ไม่รอช้า เรายกหูโทรศัพท์ต่อสายตรงไปยังสิรินทร์ เพื่อขอทำความรู้จักสถานที่แห่งนี้ให้ดียิ่งขึ้น แม้จะไม่ได้ไปเยือนสถานที่จริงให้เห็นกับตา แต่ความหรรษาที่ซ่อนไว้ในความเงียบสงบ ณ เมืองเชียงใหม่ ก็ส่งผ่านมายังเสียงปลายสายได้อย่างชัดเจน

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

จากร้านอาหาร สู่สถานรีทรีต

“ธรรมชาติเป็นอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้น”

นี่คือประโยคอธิบายคำตอบอย่างง่ายของสิรินทร์ เมื่อเราเอ่ยถามอย่างซื่อ ๆ ว่าอายุรเวทศาสตร์คืออะไร เพราะเราเชื่อเหลือเกินว่าก่อนจะข้ามไปทำความรู้จักสถานรีทรีตของเธอ เราต้องทำความรู้จักเจ้าศาสตร์ที่ว่านี้เสียก่อน

“อายุรเวทคือการรู้จักธาตุตัวเอง ของทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงตัวเราเองด้วย ล้วนมาจากห้าธาตุในธรรมชาติ เราจึงต้องอยู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ รู้ว่าตัวเราทำด้วยธาตุอะไร จากนั้นจึงรู้ว่าเราจะต้องกินอะไร จะอยู่อย่างไรให้สมดุลกับธรรมชาติได้”

สิรินทร์เสริมว่า อายุรเวทและโยคะ ก็เหมือนอาหารอินเดียกับเครื่องเทศ เป็นสองสิ่งที่อยู่คู่กันอย่างแยกไม่ออก จึงไม่แปลกที่ร้านอาหาร Suananda จะมีคลาสสอนหลักอายุเวทเชิงลึก ควบคู่ไปกับการสอนโยคะแบบส่วนตัวไว้คอยบริการแก่ลูกค้าที่สนใจ

“แต่เดิมเรามีคลาสเวิร์กชอปสอนหลักอายุรเวทที่ร้านอาหารอยู่แล้ว คุณแม่เป็นคนสอนเอง เพราะเขาสนใจและศึกษาทางด้านนี้มานาน นอกจากนี้ก็มีคลาสสอนโยคะและคลาสทำอาหารมังสวิรัติด้วย อย่างบ้านเราทานอาหารมังสวิรัตมาเป็นรุ่นที่ห้าแล้ว เรารู้สึกว่าการทานอาหารแบบนี้ ร่างกายเราไม่ได้ขาดอะไร เลยอยากจะถ่ายทอดให้คนอื่น ๆ ได้รู้จักกับอาหารมังสวิรัติด้วย

“แต่บางครั้งการมาเวิร์กชอปแค่หนึ่งถึงสองชั่วโมง อาจจะได้อะไรกลับไปไม่มากเท่าไหร่ เราเลยอยากขยับขยายให้กลายเป็นสเปซที่ใหญ่ขึ้น เป็นสถานที่รีทรีตให้คนพักผ่อน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง อยู่กับธรรมชาติให้นานขึ้น แน่นอนว่าเมื่อเรามีเวลานานขึ้น เราก็จะได้เรียนรู้อะไรที่เยอะกว่าและลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมมาก” น้ำเสียงของสิรินทร์ ช่วยขับเน้นถึงความตั้งใจและความเป็นไปได้ที่ครอบครัวจันทร์ศรีชวาลามองเห็น ในการเนรมิต Mahi Retreat แห่งนี้ขึ้นเมื่อราว 2 ปีก่อนได้เป็นอย่างดี 

จากสีลม สู่เชียงใหม่

สีลมกับเชียงใหม่ ไม่ได้อยู่ใกล้ในระยะโบกแท็กซี่ไปถึง

คำถามข้อต่อไปที่คับข้องใจมาตั้งแต่เริ่มสนทนาปราศรัย เหตุใดเธอจึงปักหมุดหมายออกไปไกลถึงอำเภอดอยสะเก็ด

“เราเคยไปเที่ยวเชียงใหม่กันแล้วชอบค่ะ” ลูกสาวหัวเราะ “คุณพ่อไปเจอทำเลตรงนั้นโดยบังเอิญ จริง ๆ เคยเป็นปางช้างเก่าที่ตั้งอยู่บนภูเขาเตี้ย ๆ ที่สำคัญคืออยู่นอกเมือง ค่อนข้างเงียบสงบ ทุกอย่างเหมาะเจาะมาก คุณแม่ก็อยากทำที่รีทรีตอยู่แล้วด้วย”

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท
Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

สิรินทร์ใช้คำว่า ‘ลอง’ เพื่อบอกเป็นนัยว่า โปรเจกต์ในการรีโนเวตพื้นที่จากปางช้างเก่าสู่สถานรีทรีตของครอบครัวนั้น ยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่เธอคาดการณ์ไว้หลายตลบ เนื่องจากในบริเวณพื้นที่กว้างกว่า 33 ไร่ มีโครงสร้างอาคารของเดิมตั้งตระหง่านวางท่าเป็นเจ้าถิ่นอยู่แล้ว ระยะเวลาและเงินทุนในการปัดฝุ่นแปลงโฉมที่ดินผืนนี้จึงค่อย ๆ ยักย้ายขยายตัวขึ้นตามกัน ลูกครึ่งตาคมผู้เรียนจบด้านการออกแบบมาโดยตรงอย่างสิรินทร์ มองว่าควรใช้การรีโนเวตแทนการก่อสร้างใหม่ จึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีและเหมาะสมที่สุด

“เราเลือกทำงานกับช่างในท้องถิ่น อย่างลุงช่างไม้ที่เคยทำงานกับเรา ทุกวันนี้เขาก็ยังทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นใหม่ ๆ เก๋ ๆ ให้เราตลอด เหมือนเป็นคนในครอบครัวเราด้วยอีกคน อย่างที่บอก เราไม่ได้คิดว่าที่นี่เป็น Business ขนาดนั้น”

สิรินทร์ชี้แจงแถลงไขตัวอาคารแต่ละส่วนให้เราฟังอย่างใจเย็น ชวนให้เรามองเห็นโครงสร้างของสถานรีทรีตท่ามกลางผืนป่า ขุนเขา และใบไม้ใบหญ้าเขียวขจีผ่านเสียงใส ๆ เริ่มกันที่ตัวอาคารบ้านไม้ 4 หลัง สำหรับเป็นห้องพักของแขกผู้มาเยือน วิวด้านหน้าคือคุ้งน้ำใสแจ๋วเย็นเฉียบ เหมาะแก่การนั่งสมาธิและทำโยคะยามเช้า เมื่อเห็นรูปภาพ ขอกระซิบว่าที่นี่ตกแต่งห้องพักอย่างประณีตทุกซอกทุกมุม หากไม่บอกก็นึกว่าเป็นรีสอร์ตระดับหลายดาว แต่สิ่งที่แปลกไปจนชวนให้สงสัย คือขวดแก้วใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหัวเตียง

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท
Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

“ที่นี่เราให้ความสำคัญกับเรื่อง Zero Waste เลยพยายามลดขยะที่ไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุด อย่างน้ำดื่มไว้บริการลูกค้า เราก็จะมีโหลที่ติดฟิลเตอร์กรองน้ำจากแสงยูวี ใช้ใส่น้ำสะอาด ลูกค้าเอาขวดแก้วในห้องพักมาเติมน้ำกลับไปดื่มได้ ไม่ต้องใช้ขวดพลาสติก

“รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด อย่างสบู่ แชมพู ที่เรามีไว้ให้ในห้องพัก กับผลิตภัณฑ์ซักล้างทั้งหมด เราก็เลือกใช้แบบ Non-chemical เพราะจริง ๆ แล้วทั้งการกิน การอยู่ ทุกอย่างมันก็เกี่ยวข้องกันหมด เราทำแค่ปลายทางไม่ได้”

เดินต่อจากห้องพักไม่เกิน 20 ก้าวก็พบกับห้องครัวและห้องอาหารขนาดกว้าง สิรินทร์ลากเสียงยาวจนเราเข้าใจว่ากว้างมากจริง ๆ เพราะนอกจากใช้เป็นที่รับประทานอาหารร่วมกันแล้ว ห้องครัวและห้องอาหารแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่สำหรับเรียนคุกกิ้งคลาสอาหารมังสวิรัติอีกด้วย เยื้องกันคือ Mahi Shala ที่มีฟังก์ชันเป็นเลาจน์และล็อบบี้อย่างเป็นทางการ แต่พอเอาเข้าจริง สิรินทร์ก็เคยใช้พื้นที่ตรงนี้สำหรับการสอนโยคะ ฉายหนัง และจัดแคมป์ไฟดูดาวตอนกลางคืนในคอร์สต่าง ๆ อยู่เหมือนกัน

“เราไม่ได้จำกัดว่ากิจกรรมนี้ต้องจัดตรงไหน เวลามีคนมาเช่าพื้นที่ทำรีทรีตของตัวเอง เขาใช้พื้นที่ของเราได้ทั้งหมดเลย เขาอยากทำกิจกรรมตรงไหนก็ทำเลย ถ้าจะทำอาหารเอง ขอแค่เป็นมังสวิรัติเท่านั้น” สิรินทร์ย้ำพร้อมเสียงหัวเราะ

ส่วน Sangha Shala คืออาคารหลังเดียวที่เป็นแบบอินดอร์และมีเครื่องปรับอากาศ เมื่อมองปราดไปจะสังเกตได้ไม่ยาก เพราะเจ้าอาคารหลังน้อยแห่งนี้ปลีกตัวตั้งอยู่คนละฝั่งกับเพื่อน ๆ ที่เหลือทั้งหมด ใช้เป็นห้องประชุมหรือจัดคลาสกิจกรรมที่ต้องการใช้พื้นที่ในอาคารได้ ส่วนพื้นที่ที่เหลือทั้งหมด แวดล้อมไปด้วยศาลาน้อยใหญ่ที่อดีตเคยใช้เป็นที่ขึ้นช้าง แต่ปัจจุบันถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องกลายเป็นลานกว้างสำหรับทำโยคะ ออกกำลังกาย และนั่งสมาธิไปเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีคุ้งน้ำ บ่อเลี้ยงห่าน คอกม้า และสวนผักออร์แกนิกที่ครอบครัวของเธอช่วยกันบรรจงหว่านเมล็ดทีละเล็กละน้อย จนทุกวันนี้ได้ผลผลิตมากพอจะเอามาทำอาหารให้แขกผู้มาเยือนรับประทาน ความน่ารักคือบางครั้งก็มีลูกค้ามาขอแจม เก็บผักไปเข้าครัวทำอาหารทานเองด้วยเหมือนกัน

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

จากธรรมชาติ สู่ร่างกาย

เราตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่าเจ้าบ้านคนเก่งกำลังจะเล่าถึงคอร์สรีทรีตที่เคยเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้

น้ำเสียงของเธอบ่งบอกและขับเน้นถึงความสนุกหรรษาที่ผสมลงตัวเข้ากับความเงียบสงบได้อย่างกลมกล่อม

“คอร์สรีทรีตแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณสามถึงสี่วันค่ะ เราดูแลทุกอย่างให้ กิจกรรม ที่พัก อาหารการกิน แต่ละคอร์สมีกิจกรรมไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าครั้งนั้นเราอยากนำเสนออะไร เช่น คอร์สสอนอายุรเวท เป็นคอร์สโยคะ คุกกิ้งคลาส หรือการทำดีท็อกซ์”

อย่างคอร์สแรก ๆ ที่ได้ Art of Living Foundation มาเป็นกูรูช่วยจัดกิจกรรม คือกิจกรรมสอนเทคนิคการหายใจเข้าออกให้รู้สึกผ่อนคลาย ร่างกายปลอดโปร่ง โดยการหายใจเร็ว-ช้าเป็นจังหวะ แนะนำว่าควรทำเป็นประจำ 10 – 15 นาทีทุกวัน 

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ
สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

คอร์สต่อมาที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะแขกไปใครมาก็ต่างติดใจกันยกใหญ่ คือคอร์สรีทรีตโดยการทำดีท็อกซ์ด้วยน้ำเกลือ แม้จะมีชื่อที่ออกเสียงยากและไม่คุ้นหูคนไทยอย่าง Shank Prakshalana Detox แต่รับรองว่ากระบวนวิธีไม่ยากตามชื่ออย่างแน่นอน สาวเจ้ากระซิบบอกว่าดีท็อกซ์ชนิดนี้ถือเป็น Recommend Detox ที่ถูกบอกต่อกันหนาหูในแวดวงคนเล่นโยคะ ทำเพียงแค่ครั้งเดียวต่อปีแต่ดีต่อร่างกายอย่างชะงัด 

นั่นคือการดื่มน้ำเกลือเพื่อล้างลำไส้ให้ใสกิ๊ง จากนั้นทานอาหารสูตรเฉพาะที่เรียกว่า Kitchari (คิตชารี) ซึ่งทำมาจากข้าวบาสมาติ ถั่วเหลืองเลาะเปลือก กี (เนยอินเดีย) และสมุนไพร เพื่อให้อาหารเหล่านั้นเข้าไปทำหน้าที่ปูพื้นรสชาติและรสสัมผัสใหม่ให้ลำไส้เราทั้งหมด เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี ที่เหลือคือการทานอาหารเบา ๆ ปรุงรสน้อย ๆ และดีต่อลำไส้ตลอด 3 – 4 วันเพื่อรักษาสมดุลให้กับร่างกาย จบคอร์สนี้ไปแล้ว แขกที่เข้าร่วมรีทรีตจะรู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายเบาโปร่งขึ้นอย่างเหลือเชื่อ 

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

“อาหารที่ใส่กีเยอะ ๆ ไม่อร่อยหรอกค่ะ” เธอหัวเราะ “แต่พอเราล้างพวกสิ่งตกค้างออกไปจากลำไส้ทั้งหมดแล้ว มันอร่อยขึ้นได้เฉยเลย เพราะร่างกายจะรับรสชาติของอาหารทุกอย่างได้เร็วและดีขึ้นมาก” สิรินทร์ให้เหตุผล

ส่วนดาวเด่นของ Mahi Retreat เห็นทีจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากคุกกิ้งคลาสอาหารมังสวิรัติ 

เป็นที่รู้กันในบรรดานักชิมย่านสีลมว่า อาหารอินเดียฝีมือของคุณแม่สุเกชนั้นไม่เป็นสองรองใคร ลูกค้าจากร้านสุอนันดาเกินกว่าครึ่งจึงขอลงคอร์สตามมาเรียน และจดสูตรการทำอาหารมังสวิรัติของเธอกันถึง Mahi Retreat จังหวัดเชียงใหม่

“ทุกคนชอบมาก เพราะแม่สอนเข้าใจง่าย คนทั่วไปก็เข้าใจมากขึ้นว่ามังสวิรัติคืออะไร การปรุงแบบอายุรเวทคืออะไร และคุณแม่ไม่ได้สอนแค่วิธีการคุกกิ้งอย่างเดียว แต่สอนถึงทฤษฎีในเชิงลึกด้วย เช่น วัตถุดิบหลักในวันนี้คือถั่ว ก็จะเริ่มจากอธิบายว่าถั่วมีแบบไหนบ้าง คนแต่ละธาตุเหมาะจะทานถั่วอะไร มีเทคนิควิธีการทำอาหารตามหลักอายุรเวท ที่ช่วยทำให้กินเข้าไปแล้วรู้สึกสบายท้อง อย่างเวลาต้มถั่วต้องไม่ปิดฝา เพราะจะช่วยทำให้แก๊สออกจากเมล็ดถั่วได้ดีขึ้น เมื่อทานเข้าไปท้องก็จะไม่อืด”

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ
สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

เจ้าบ้านอธิบายต่อว่า การปรุงอาหารตามหลักอายุรเวทให้ความสำคัญกับรสชาติ โดยต้องมีครบ 6 รสชาติในมื้อเดียว คือ หวาน เปรี้ยว เค็ม ฝาด ขม และ ฉุน คุณแม่สุเกชจะสอนลงลึกถึงรายละเอียดว่า แต่ละรสชาติมีธาตุอะไรเป็นส่วนประกอบ รสนี้มีสรรพคุณช่วยเรื่องอะไร คนแต่ละธาตุควรกินรสไหน หรือกินรสใดได้มากกว่ารสอื่น ๆ สิรินทร์บอกว่าแม้จะเป็นเพียงเรื่องอาหารการกิน แต่หากเลือกชิมไม่ถูกรส ไม่ถูกธาตุ ก็อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้เหมือนกัน ยกตัวอย่าง สิรินทร์เป็นคนธาตุลม ซึ่งมีรสขมเป็นรสประจำธาตุ ถ้าหากเธอกินอาหารรสขมมาก ๆ ภายในร่างกายก็จะมีแก๊สมากเกินไป ส่งผลให้เธออาจเกิดอาการปวดหัวตามมาได้

ส่วนวัตถุดิบที่นำมาเข้าครัวแต่ละครั้ง คุณแม่สุเกชก็เสาะหาจากแปลงผักออร์แกนิกรอบบ้านบ้าง พืชผลตามฤดูกาลบ้าง หรืออาศัยการถามจากแขกผู้เยือนว่า อยากเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารชนิดใดมากเป็นพิเศษบ้าง เมนูที่นักเรียนคุกกิ้งคลาสต่างทึ่งและชอบมาก คือน้ำจิ้มจากเปลือกบวบที่สุเกชคิดสูตรเอง แม้ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะตัวให้จดลงในเมนู แต่ความน่าสนใจอยู่ที่การนำเปลือกบวบ ชิ้นส่วนของผักพื้นบ้านไทยที่เราไม่คาดคิดว่าจะนำมาทำอาหารได้ มาปรุงให้กลายเป็นเครื่องจิ้มรสอร่อย ใช้ทานกับข้าวก็ได้ จิ้มกับโรตีก็ดี

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

จากวันนี้ สู่ Mahi Retreat ในอนาคต 

เท่าที่ฟังมา เราทั้งตื่นหูและตื่นตาเมื่อได้รู้ว่าการทำรีทรีตไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำสมาธิหรือนั่งโยคะเพียงอย่างเดียว เพราะที่นี่ได้รังสรรค์ความสนุกสนานและความแปลกใหม่ลงในคลาสกิจกรรมได้อย่างเหลือเชื่อ จนเราเกือบลืมว่านี่คือสถานรีทรีต

ในอนาคต Mahi Retreat มีแพลนขยับขยายพื้นที่สำหรับคลาสรีทรีทอื่น ๆ อีกไหม – เราถาม

“มีเยอะแยะเลยค่ะ อย่างที่เริ่มทำไปแล้วคือคอร์สของ คุณหมอแอดริช (Dr. Adrish Brahmadatta) ท่านเป็นหมอสอนอายุรเวทและโยคะอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เราเองก็เคยไปเรียนกับเขา เขาเคยมาจัดรีทรีตของตัวเองครั้งแรกที่ Mahi Retreat เรากับคุณหมอเลยไปปรึกษากับทางมหาวิทยาลัยมหิดลด้วย ว่าอยากให้นักเรียนที่เรียนกับอาจารย์ มาทำกิจกรรมที่นี่กันต่อ

“ส่วนเราสนใจการเต้นแบบอินเดีย ความพิเศษคือการที่ต้องมีจุดเชื่อมต่อกันในร่างกาย อย่างนั่งสมาธิหรือทำโยคะ เราต้องเอานิ้วหรือเอามือมาชนกัน การเต้นแบบอินเดียก็มีเทคนิคแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากถ่ายทอดให้คนเข้าใจเรื่องนี้ด้วย”

เพราะโควิด-19 เจ้ากรรม จึงทำให้โปรแกรมเปิดคอร์สน้องใหม่อีกหลายรายการต้องหยุดชะงักไปเสียก่อน แต่รับรองว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว สิรินทร์และครอบครัวจันทร์ศรีชวาลา ไม่รอช้าที่จะรังสรรค์ความหรรษาครั้งใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ใครแวะไปลองคอร์สไหนกันแล้วบ้าง อย่าลืมแวะมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะ 

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

จากครอบครัวจันทร์ศรีชวาลา สู่ผู้อ่าน

เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงตอนท้าย เราต่างสัมผัสได้ว่าอายุรเวทศาสตร์และ Mahi Retreat มีอะไรให้น่าค้นหาไม่รู้จบอย่างที่เธอพูดไว้ไม่มีผิด แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าศาสตร์การดูแลสุขภาพทางเลือกในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกเรียนรู้และทดลองอีกมาก 

เอกลักษณ์และความพิเศษที่ทำให้อายุรเวทศาสตร์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 5,000 ปี แขนงนี้ ยังได้รับความนิยมและสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เราเห็นตรงกันกับสิรินทร์ว่าคือการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเข้าใจและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“มันคือการดูแลสุขภาพที่เราไม่ต้องพึ่งอะไรจากภายนอกเลย เพราะเราทำให้สมดุลและดีจากภายใน เราไม่เคยต้องไปหาหมอด้วยอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาล เจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน เราก็พยายามหาวิธีแก้จากต้นเหตุก่อน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็กินยาอย่างเดียว เหมือนกันกับการทำรีทรีต บางคนอาจมองว่าทำยากและต้องฝืนร่างกาย แต่จริง ๆ แล้วมันคือการกลับไปสู่วิถีการกินอยู่ตามแบบธรรมชาติเดิม ๆ นี่เอง ถ้ามาด้วยความตั้งใจจริง เราว่าไม่มีอะไรยากเกินนะคะ”

ปลายสายปิดท้ายบทสนทนาด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว ไม่บอกก็รู้ว่าเธอดีใจไม่น้อยที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการดูแลสุขภาพในฉบับของตัวเองให้เราฟัง นอกจากนี้ เธอฝากเคล็ดลับจากศาสตร์อายุรเวทมายังคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านที่อาจต้อง Work from Home 

คุณผู้อ่านบางคนอาจมีอาการปวดหัว เหนื่อยล้า และเมื่อยตาจากกการจ้องคอมพิวเตอร์นาน ๆ

เธอว่าให้ลองนำผงเมล็ดยี่หร่าผสมน้ำและบีบมะนาวใส่ รับรองว่าได้ผลไม่แพ้กินยาแก้ปวดเลยทีเดียว 

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

Mahi Retreat

ที่ตั้ง : เลขที่ 55 ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 08 1405 7999Facebook : mahiretreat

Writer

Avatar

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เมื่อพูดถึงเวิ้งในจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกออกไม่มากก็น้อยตามแต่ที่เคยไป หรือนักศึกษารั้วม่วงอย่างผมคงหนีไม่พ้นเวิ้งคุณนลี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนมานี้มี Community Space แห่งใหม่สำหรับคนเชียงใหม่เกิดขึ้นในทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าHeng Station (เฮงสเตชั่น)’ เวิ้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟชนิดที่ระหว่างกำลังดื่มกาแฟอาจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถไฟเป็นฉากหลังได้ หรือถ้ามาทานอาหารมื้อหนักก็มีร้านรองรับ พร้อมด้วยของหวานตบท้าย จบด้วยร้านเครื่องหอมไว้เป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

วันนี้ คิม-วโรดม สหชัยเสรี เขาคือชายหนุ่มผู้เกิด เติบโต และศึกษาเล่าเรียนที่เชียงใหม่ ก่อนต้องโยกย้ายตัวเองไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี พร้อมกับเดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี จนซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสั่งสมเอาไว้ แล้วจึงนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อสานต่อธุรกิจที่บ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวการรื้อฟื้นสถานที่ซึ่งมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1960 ให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2023 

เปิดประตูเวิ้งใหม่เอี่ยมมาเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าแก่ 62 ปีพร้อมกันเลย

เสี่ยมเฮงพืชผล

สถานที่นี้มีเรื่องราวเริ่มต้นน่าสนใจ และต้อนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรุ่นอากงของคิม เพราะแรกเริ่มเดิมทีตามคำบอกเล่าของเขา อากงข้ามน้ำข้ามทะเลหนีสงครามมาจากประเทศจีน ระหกระเหินมายังกรุงเทพฯ จากนั้นเดินเท้าตามรางรถไฟมาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเชลแล็กสยามในช่วงปี 1960

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

แล้วเรื่องราวก็กระโดดข้ามมายังช่วงเวลาประมาณปี 1977 (พ.ศ. 2520) บริษัทเชลแล็กสยามปิดตัวลง โดยไม่แน่ใจว่าย้ายมายังสถานที่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ถึงอย่างนั้นอากงของคิมก็ซื้อที่ดินแปลงนี้แล้วเปิดกิจการของตัวเองในชื่อ ‘เสี่ยมเฮงพืชผล’ นับตั้งแต่ปี 1971-1992 (เสี่ยม มีความหมายว่า สยาม และเป็นที่มาของชื่อ เฮง สเตชั่น ในปัจจุบัน) โดยเปลี่ยนมาค้ากระเทียมเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเชลแล็กและพืชผลทางเกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งรับมาจากชาวสวนในภาคเหนือ และส่งขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ สถานที่ตรงนี้ที่ติดกับสถานีรถไฟ จึงเป็นทำเลอันเหมาะสมอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ช่วงปี 1991 อากงเสีย เหลือเพียงอาม่า ซึ่งแบกรับธุรกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว ส่วนคุณพ่อของคิมอยู่ในเส้นทางสายอาจารย์ และไม่มีความสนใจสานต่อสถานที่แห่งนี้ เสี่ยมเฮงจึงปิดตัวลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992 ซึ่งเป็นปีเกิดของคิมพอดี และถูกทิ้งเป็นโกดังร้างนับแต่นั้นมา

เฮงสเตชั่น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งคิมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 เขาค่อย ๆ รื้อฟื้นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องแถวเชิงพาณิชย์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าติดกับถนน อีกทั้งยังได้เรียนรู้และซึมซับการลงทุนจากคุณลุง และเมื่อถึงวัยทำงาน เขาจึงเริ่มฉุกคิดได้ว่า น่าจะเอาสถานที่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์แทนที่จะไม่ปล่อยให้ทิ้งร้าง

คิมคิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้ที่ดินตรงนี้ทำอะไรดี แต่ทุกครั้งก็มีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า พื้นที่นี้เป็นทางลึก หน้าแคบ และคุณพ่อตั้งเงื่อนไขเอาไว้ 1 ข้อ คือ ทุกอย่างต้องคงรูปร่างเดิมให้มากที่สุด การทุบเพื่อประกอบร่างใหม่หลายครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหากับคุณพ่อได้ จุดนี้เองที่คิมต้องนำความรู้ด้านวิศวกรรมที่เขาร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ในการรีโนเวตโกดังแห่งนี้ไม่ให้เป็นแค่ห้องแถวต่อ ๆ กัน

“ผมเริ่มก่อสร้างจริง ๆ คือมีนาคม ปี 2022 ใช้เวลารีเสิร์ชนานมาก ออกแบบ วางแปลน สลับแปลน จะมีสวนตรงไหนเพื่อให้ดูไม่อึดอัด พร้อมกับดูบริบทพื้นที่โดยรอบ”

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

คิมสร้างตึกหลังหนึ่งข้างในโกดังอีกที เทคานส่วนที่เป็นกำแพง วางตอม่อเสาใหม่ และก่อกำแพงขึ้นมาด้านใน แต่ด้านนอกยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นหลังคาเต็ม เขารื้อหลังคาออกครึ่งหนึ่ง และปรับพื้นที่ตรงนั้นออกเป็นสวน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเพิ่มพื้นที่ด้วยการขยายเข้ามาในพื้นที่ของเราเอง สร้างคอมมูนิตี้ให้คนมาใช้เวลาวันหยุดกับเพื่อน” ประโยคนี้เห็นจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

Community Space

“ผมว่าการใช้คำว่า คอมมูนิตี้ ดูเป็นสถานที่ที่ให้คนมาพบปะกันมากกว่าเป็นพื้นที่ขายของ ผมอยากให้คนมานั่งเล่น มาคุยกัน ใช้เวลานั่งเม้ากับเพื่อนในช่วงวันหยุด ก็เลยใช้คำนี้”

ในตอนนี้ เฮงสเตชั่น เปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

คิมไม่ได้ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นผับหรือบาร์ สาเหตุมาจากส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว เขาขอแค่ให้คนที่มาได้นั่งเล่น พูดคุย พบปะ ไม่จำเป็นต้องรับประสบการณ์ คิดเสียว่าที่นี่คือ ‘สวนหลังบ้าน’ ซึ่งทุกคนเข้ามาเดินเล่นได้อย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังมี 1 ร้านข้าว 1 ร้านกาแฟ 1 ร้านเครื่องหอม และ 2 ร้านเบเกอรี่ คอยรองรับความต้องการของเหล่าผู้คนที่เข้ามาเยือน

แล้วคิมก็พาเราทัวร์ตามร้านต่าง ๆ อย่างเป็นมิตร และให้พวกเขาอธิบายถึงจุดเด่นที่อยากนำเสนอ เราเริ่มต้นกันที่…

School Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการ เปรียบเสมือนพื้นที่รับแขกให้ผู้คนเข้ามาซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่มก่อนเดินสำรวจ ร้านกาแฟแห่งนี้มีคอนเซปต์ว่า สร้างความสุขให้ทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากธรรมชาติ แหล่งปลูกกาแฟ ต้นกาแฟสายพันธ์ุต่าง ๆ การแปรรูปกาแฟที่เป็นผลไม้ให้กลายเป็นสารกาแฟ ส่วนถัดมาเป็นบาริสต้า และจบลงที่ลูกค้าทุก ๆ ท่านได้รับผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากทางร้าน

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกคนในทุกภาคส่วนมีความสุข วงล้อแห่งการพัฒนาก็จะเริ่มเป็นไปตามแนวทางที่ทางร้านตั้งใจ และขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็ใส่พลังเข้าไปได้ในบางจังหวะ (ตามที่ทางร้านได้บอกกับเรา) เมื่อมาถึงร้าน School Coffee ลูกค้าเลือกกาแฟที่อยากจิบได้ตามต้องการ ตั้งแต่เมล็ด ระดับการคั่ว และกระบวนการชงกาแฟ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงมีตลอดไป นั่นคือ ยาคูลท์ปีโป้ปั่นและโอริโอ้ปั่น เพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาริสต้าคนแรกผู้คิดค้น 2 เมนูนี้ที่อยู่คู่กับร้านมาตั้งแต่ยังเปิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อ้อ ขอกระซิบดัง ๆ ว่าร้านนี้เจ้าของเดียวกับ ร้านสุขพอดี นะ

KLĀY concept

ร้านเครื่องหอมที่เน้นเล่าเรื่องราวผ่านงานเซรามิก

เทียนหอมในถ้วยเทียนเซรามิกมาจากเทศบาลเมืองแม่โจ้ เนื่องจากทางร้านพยายามสนับสนุนผู้ประการรายย่อยให้ได้มากที่สุด สินค้านิยมคือเจ้าก้อนสี่เหลี่ยม วิธีใช้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนก้อนเซรามิก แล้วรอให้ดูดซึมน้ำหอม ซึ่งทางร้านดีไซน์ให้มีความกลมอยู่ภายใน จึงเกิดการถ่ายเทเข้า-ออกของอากาศผ่านเนื้อเซรามิก เป็นการกระจายกลิ่นหอมเบา ๆ

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ขณะเดียวกัน ทางร้านยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจ เป็นการผสมกลิ่มน้ำหอม ทำเทียนหอม และทำเครื่องหอม เน้นเรื่องของการพยายามให้ผ่อนคลายทุกประสาทสัมผัสผ่าน Therapy

เวิร์กช็อปเป็นกลุ่มได้ไม่เกิน 6 คน หากใครสนใจสอบถามหน้าร้านได้เลย 

The Dorm Bakery

หนึ่งในร้านเบเกอรี่ประจำ เฮงสเตชั่น ที่เปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกพร้อมกับโครงการ โดยภายในร้านประกอบด้วยเมนูเบเกอรี่ปกติและเมนูวีแกน (ทางร้านเรียกว่า สูตรเจ) ในราคาไม่แพง 

ทุกเมนูต่างประกอบด้วยความโฮมและแฮนด์เมด เมนูที่ทางร้านแนะนำว่าต้องลองลิ้มให้ได้ ได้แก่ เค้กแคร์รอต พายแอปเปิล และกราโนล่าบาร์ (ปราศจากกลูเต็น อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์)

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

Circle.Pound

ร้านเค้กวันเกิดที่ขายเค้กแบ่งชิ้นสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากทานเยอะมาก เมนูแนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่มีทุกวัน ส่วนเมนูพิเศษ ทางร้านขอแนะนำ เครมบรูเล่ ชีสเค้กท็อปด้วยน้ำตาลเผา เวลากินต้องใช้ช้อนเคาะด้านบน ลูกค้าสนุกด้วย อร่อยด้วย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

POHSOP local-rice eatery

ร้านอาหารจานข้าวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้าวอย่างแท้จริง เพราะร้านโพสพเลือกคัดสรรข้าวแต่ละชนิดตามแต่ฤดูกาล เพื่อยกระดับและเชิดชูข้าวให้กลายเป็นพระเอกของร้าน โดยทางร้านบอกว่าทุกเมนูปลอดเนื้อสัตว์ เพราะอยากให้ลูกค้าได้พักท้องจากการย่อยอาหารมื้อหนัก ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ และหวังว่าอาหารของทางร้านจะเป็น Comfort Food สำหรับใครหลายคน

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

นอกจากนี้ทางร้านยังไม่ได้เจาะจงสัญชาติหรือประเภทอาหารของตน เพราะด้วยความต้องการที่จะก้าวข้ามการถูกจำกัดความ อาหารของร้านโพสพจึงมีอาหารหลายสัญชาติ และผสมผสานจนเกิดเป็นอาหารหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น พิซซ่าดอย ใช้ผักดองเป็นหน้าพิซซ่า และแป้งทำจากข้าวปุกงา หรือ ข้าวแต๋นทาปาส เป็นการผสมผสานอาหารทานเล่นของสเปนกับไทย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ตามที่บอกไว้ตอนต้น คิมซึมซับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยจากการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัยหลายต่อหลายครั้ง แนวคิดในการสร้างสถานที่แห่งนี้จึงพยายามให้กลายเป็นสวนญี่ปุ่นที่ผู้คนมาเดินเล่น นั่งคุย หย่อนใจ รวมไปถึงพักเหนื่อยจากการเดินห้างสรรพสินค้าหรือท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นระดับไหล่นชนไหล่ ศอกชนศอก 

แม้เฮงสเตชั่น จะเปิดมาเพียง 2 เดือน แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสร้างสีสันให้พื้นที่คึกคักไม่ขาดสาย และคิมเองก็อยากขยับขยายพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงวางแผนจะรีโนเวตโกดังอีกหลังที่อยู่ติดกัน เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้า ขยายพื้นที่สีเขียว ลดจำนวนพื้นปูน และใกล้ความเป็นสวนที่สุด 

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
Heng Station
  • 142 ซอยรถไฟ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • 08 3765 0940
  • Heng Station

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load