ชาวพระนครย่านสีลมจำนวนไม่น้อย ต่างรู้แล้วว่าในตรอกเล็ก ๆ ที่พรางตัวหลบมุมอยู่บนถนนปั้น คือที่ตั้งของ ‘Suananda’ ร้านอาหารมังสวิรัติโดย สุเกช จันทร์ศรีชวาลา แม่บ้านชาวอินเดียที่ปรุงอาหารตามหลักอายุรเวทฉบับชาวภารตะขนานแท้ 

เพราะอายุรเวทศาสตร์ยังมีอะไรให้ค้นหาและลึกซึ้งกว่าที่คาดคิดไว้มาก การเปิดร้านอาหารมังสวิรัติที่ทำหน้าที่แบ่งปันความรู้ด้านอายุรเวทและสอนโยคะไปพลาง ๆ จึงยังไม่จุใจ ครอบครัวจันทร์ศรีชวาลา นำทีมโดย สุเกช และ ลูกสาวคนเก่งอย่าง สิรินทร์ จันทร์ศรีชวาลา จึงขยายรั้วรอบขอบชิดจากร้านอาหารย่านสีลม สู่สถานที่รีทรีตอันสงบเงียบกลางเมืองเชียงใหม่ในนาม ‘Mahi Retreat’ ที่พื้นที่กว้างกลางขุนเขาผุดขึ้นสำหรับใช้เป็นสถานที่บำบัดและเยียวยากายใจด้วยศาสตร์อายุรเวทเป็นเวลากว่า 2 ปีเศษแล้ว 

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

ไม่รอช้า เรายกหูโทรศัพท์ต่อสายตรงไปยังสิรินทร์ เพื่อขอทำความรู้จักสถานที่แห่งนี้ให้ดียิ่งขึ้น แม้จะไม่ได้ไปเยือนสถานที่จริงให้เห็นกับตา แต่ความหรรษาที่ซ่อนไว้ในความเงียบสงบ ณ เมืองเชียงใหม่ ก็ส่งผ่านมายังเสียงปลายสายได้อย่างชัดเจน

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

จากร้านอาหาร สู่สถานรีทรีต

“ธรรมชาติเป็นอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้น”

นี่คือประโยคอธิบายคำตอบอย่างง่ายของสิรินทร์ เมื่อเราเอ่ยถามอย่างซื่อ ๆ ว่าอายุรเวทศาสตร์คืออะไร เพราะเราเชื่อเหลือเกินว่าก่อนจะข้ามไปทำความรู้จักสถานรีทรีตของเธอ เราต้องทำความรู้จักเจ้าศาสตร์ที่ว่านี้เสียก่อน

“อายุรเวทคือการรู้จักธาตุตัวเอง ของทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงตัวเราเองด้วย ล้วนมาจากห้าธาตุในธรรมชาติ เราจึงต้องอยู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ รู้ว่าตัวเราทำด้วยธาตุอะไร จากนั้นจึงรู้ว่าเราจะต้องกินอะไร จะอยู่อย่างไรให้สมดุลกับธรรมชาติได้”

สิรินทร์เสริมว่า อายุรเวทและโยคะ ก็เหมือนอาหารอินเดียกับเครื่องเทศ เป็นสองสิ่งที่อยู่คู่กันอย่างแยกไม่ออก จึงไม่แปลกที่ร้านอาหาร Suananda จะมีคลาสสอนหลักอายุเวทเชิงลึก ควบคู่ไปกับการสอนโยคะแบบส่วนตัวไว้คอยบริการแก่ลูกค้าที่สนใจ

“แต่เดิมเรามีคลาสเวิร์กชอปสอนหลักอายุรเวทที่ร้านอาหารอยู่แล้ว คุณแม่เป็นคนสอนเอง เพราะเขาสนใจและศึกษาทางด้านนี้มานาน นอกจากนี้ก็มีคลาสสอนโยคะและคลาสทำอาหารมังสวิรัติด้วย อย่างบ้านเราทานอาหารมังสวิรัตมาเป็นรุ่นที่ห้าแล้ว เรารู้สึกว่าการทานอาหารแบบนี้ ร่างกายเราไม่ได้ขาดอะไร เลยอยากจะถ่ายทอดให้คนอื่น ๆ ได้รู้จักกับอาหารมังสวิรัติด้วย

“แต่บางครั้งการมาเวิร์กชอปแค่หนึ่งถึงสองชั่วโมง อาจจะได้อะไรกลับไปไม่มากเท่าไหร่ เราเลยอยากขยับขยายให้กลายเป็นสเปซที่ใหญ่ขึ้น เป็นสถานที่รีทรีตให้คนพักผ่อน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง อยู่กับธรรมชาติให้นานขึ้น แน่นอนว่าเมื่อเรามีเวลานานขึ้น เราก็จะได้เรียนรู้อะไรที่เยอะกว่าและลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมมาก” น้ำเสียงของสิรินทร์ ช่วยขับเน้นถึงความตั้งใจและความเป็นไปได้ที่ครอบครัวจันทร์ศรีชวาลามองเห็น ในการเนรมิต Mahi Retreat แห่งนี้ขึ้นเมื่อราว 2 ปีก่อนได้เป็นอย่างดี 

จากสีลม สู่เชียงใหม่

สีลมกับเชียงใหม่ ไม่ได้อยู่ใกล้ในระยะโบกแท็กซี่ไปถึง

คำถามข้อต่อไปที่คับข้องใจมาตั้งแต่เริ่มสนทนาปราศรัย เหตุใดเธอจึงปักหมุดหมายออกไปไกลถึงอำเภอดอยสะเก็ด

“เราเคยไปเที่ยวเชียงใหม่กันแล้วชอบค่ะ” ลูกสาวหัวเราะ “คุณพ่อไปเจอทำเลตรงนั้นโดยบังเอิญ จริง ๆ เคยเป็นปางช้างเก่าที่ตั้งอยู่บนภูเขาเตี้ย ๆ ที่สำคัญคืออยู่นอกเมือง ค่อนข้างเงียบสงบ ทุกอย่างเหมาะเจาะมาก คุณแม่ก็อยากทำที่รีทรีตอยู่แล้วด้วย”

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท
Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

สิรินทร์ใช้คำว่า ‘ลอง’ เพื่อบอกเป็นนัยว่า โปรเจกต์ในการรีโนเวตพื้นที่จากปางช้างเก่าสู่สถานรีทรีตของครอบครัวนั้น ยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่เธอคาดการณ์ไว้หลายตลบ เนื่องจากในบริเวณพื้นที่กว้างกว่า 33 ไร่ มีโครงสร้างอาคารของเดิมตั้งตระหง่านวางท่าเป็นเจ้าถิ่นอยู่แล้ว ระยะเวลาและเงินทุนในการปัดฝุ่นแปลงโฉมที่ดินผืนนี้จึงค่อย ๆ ยักย้ายขยายตัวขึ้นตามกัน ลูกครึ่งตาคมผู้เรียนจบด้านการออกแบบมาโดยตรงอย่างสิรินทร์ มองว่าควรใช้การรีโนเวตแทนการก่อสร้างใหม่ จึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีและเหมาะสมที่สุด

“เราเลือกทำงานกับช่างในท้องถิ่น อย่างลุงช่างไม้ที่เคยทำงานกับเรา ทุกวันนี้เขาก็ยังทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นใหม่ ๆ เก๋ ๆ ให้เราตลอด เหมือนเป็นคนในครอบครัวเราด้วยอีกคน อย่างที่บอก เราไม่ได้คิดว่าที่นี่เป็น Business ขนาดนั้น”

สิรินทร์ชี้แจงแถลงไขตัวอาคารแต่ละส่วนให้เราฟังอย่างใจเย็น ชวนให้เรามองเห็นโครงสร้างของสถานรีทรีตท่ามกลางผืนป่า ขุนเขา และใบไม้ใบหญ้าเขียวขจีผ่านเสียงใส ๆ เริ่มกันที่ตัวอาคารบ้านไม้ 4 หลัง สำหรับเป็นห้องพักของแขกผู้มาเยือน วิวด้านหน้าคือคุ้งน้ำใสแจ๋วเย็นเฉียบ เหมาะแก่การนั่งสมาธิและทำโยคะยามเช้า เมื่อเห็นรูปภาพ ขอกระซิบว่าที่นี่ตกแต่งห้องพักอย่างประณีตทุกซอกทุกมุม หากไม่บอกก็นึกว่าเป็นรีสอร์ตระดับหลายดาว แต่สิ่งที่แปลกไปจนชวนให้สงสัย คือขวดแก้วใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหัวเตียง

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท
Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

“ที่นี่เราให้ความสำคัญกับเรื่อง Zero Waste เลยพยายามลดขยะที่ไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุด อย่างน้ำดื่มไว้บริการลูกค้า เราก็จะมีโหลที่ติดฟิลเตอร์กรองน้ำจากแสงยูวี ใช้ใส่น้ำสะอาด ลูกค้าเอาขวดแก้วในห้องพักมาเติมน้ำกลับไปดื่มได้ ไม่ต้องใช้ขวดพลาสติก

“รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด อย่างสบู่ แชมพู ที่เรามีไว้ให้ในห้องพัก กับผลิตภัณฑ์ซักล้างทั้งหมด เราก็เลือกใช้แบบ Non-chemical เพราะจริง ๆ แล้วทั้งการกิน การอยู่ ทุกอย่างมันก็เกี่ยวข้องกันหมด เราทำแค่ปลายทางไม่ได้”

เดินต่อจากห้องพักไม่เกิน 20 ก้าวก็พบกับห้องครัวและห้องอาหารขนาดกว้าง สิรินทร์ลากเสียงยาวจนเราเข้าใจว่ากว้างมากจริง ๆ เพราะนอกจากใช้เป็นที่รับประทานอาหารร่วมกันแล้ว ห้องครัวและห้องอาหารแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่สำหรับเรียนคุกกิ้งคลาสอาหารมังสวิรัติอีกด้วย เยื้องกันคือ Mahi Shala ที่มีฟังก์ชันเป็นเลาจน์และล็อบบี้อย่างเป็นทางการ แต่พอเอาเข้าจริง สิรินทร์ก็เคยใช้พื้นที่ตรงนี้สำหรับการสอนโยคะ ฉายหนัง และจัดแคมป์ไฟดูดาวตอนกลางคืนในคอร์สต่าง ๆ อยู่เหมือนกัน

“เราไม่ได้จำกัดว่ากิจกรรมนี้ต้องจัดตรงไหน เวลามีคนมาเช่าพื้นที่ทำรีทรีตของตัวเอง เขาใช้พื้นที่ของเราได้ทั้งหมดเลย เขาอยากทำกิจกรรมตรงไหนก็ทำเลย ถ้าจะทำอาหารเอง ขอแค่เป็นมังสวิรัติเท่านั้น” สิรินทร์ย้ำพร้อมเสียงหัวเราะ

ส่วน Sangha Shala คืออาคารหลังเดียวที่เป็นแบบอินดอร์และมีเครื่องปรับอากาศ เมื่อมองปราดไปจะสังเกตได้ไม่ยาก เพราะเจ้าอาคารหลังน้อยแห่งนี้ปลีกตัวตั้งอยู่คนละฝั่งกับเพื่อน ๆ ที่เหลือทั้งหมด ใช้เป็นห้องประชุมหรือจัดคลาสกิจกรรมที่ต้องการใช้พื้นที่ในอาคารได้ ส่วนพื้นที่ที่เหลือทั้งหมด แวดล้อมไปด้วยศาลาน้อยใหญ่ที่อดีตเคยใช้เป็นที่ขึ้นช้าง แต่ปัจจุบันถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องกลายเป็นลานกว้างสำหรับทำโยคะ ออกกำลังกาย และนั่งสมาธิไปเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีคุ้งน้ำ บ่อเลี้ยงห่าน คอกม้า และสวนผักออร์แกนิกที่ครอบครัวของเธอช่วยกันบรรจงหว่านเมล็ดทีละเล็กละน้อย จนทุกวันนี้ได้ผลผลิตมากพอจะเอามาทำอาหารให้แขกผู้มาเยือนรับประทาน ความน่ารักคือบางครั้งก็มีลูกค้ามาขอแจม เก็บผักไปเข้าครัวทำอาหารทานเองด้วยเหมือนกัน

Mahi Retreat สถานรีทรีตไทย-อินเดียกลางเมืองเชียงใหม่ รักษากายใจผู้คนด้วยหลักอายุรเวท

จากธรรมชาติ สู่ร่างกาย

เราตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่าเจ้าบ้านคนเก่งกำลังจะเล่าถึงคอร์สรีทรีตที่เคยเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้

น้ำเสียงของเธอบ่งบอกและขับเน้นถึงความสนุกหรรษาที่ผสมลงตัวเข้ากับความเงียบสงบได้อย่างกลมกล่อม

“คอร์สรีทรีตแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณสามถึงสี่วันค่ะ เราดูแลทุกอย่างให้ กิจกรรม ที่พัก อาหารการกิน แต่ละคอร์สมีกิจกรรมไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าครั้งนั้นเราอยากนำเสนออะไร เช่น คอร์สสอนอายุรเวท เป็นคอร์สโยคะ คุกกิ้งคลาส หรือการทำดีท็อกซ์”

อย่างคอร์สแรก ๆ ที่ได้ Art of Living Foundation มาเป็นกูรูช่วยจัดกิจกรรม คือกิจกรรมสอนเทคนิคการหายใจเข้าออกให้รู้สึกผ่อนคลาย ร่างกายปลอดโปร่ง โดยการหายใจเร็ว-ช้าเป็นจังหวะ แนะนำว่าควรทำเป็นประจำ 10 – 15 นาทีทุกวัน 

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ
สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

คอร์สต่อมาที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะแขกไปใครมาก็ต่างติดใจกันยกใหญ่ คือคอร์สรีทรีตโดยการทำดีท็อกซ์ด้วยน้ำเกลือ แม้จะมีชื่อที่ออกเสียงยากและไม่คุ้นหูคนไทยอย่าง Shank Prakshalana Detox แต่รับรองว่ากระบวนวิธีไม่ยากตามชื่ออย่างแน่นอน สาวเจ้ากระซิบบอกว่าดีท็อกซ์ชนิดนี้ถือเป็น Recommend Detox ที่ถูกบอกต่อกันหนาหูในแวดวงคนเล่นโยคะ ทำเพียงแค่ครั้งเดียวต่อปีแต่ดีต่อร่างกายอย่างชะงัด 

นั่นคือการดื่มน้ำเกลือเพื่อล้างลำไส้ให้ใสกิ๊ง จากนั้นทานอาหารสูตรเฉพาะที่เรียกว่า Kitchari (คิตชารี) ซึ่งทำมาจากข้าวบาสมาติ ถั่วเหลืองเลาะเปลือก กี (เนยอินเดีย) และสมุนไพร เพื่อให้อาหารเหล่านั้นเข้าไปทำหน้าที่ปูพื้นรสชาติและรสสัมผัสใหม่ให้ลำไส้เราทั้งหมด เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี ที่เหลือคือการทานอาหารเบา ๆ ปรุงรสน้อย ๆ และดีต่อลำไส้ตลอด 3 – 4 วันเพื่อรักษาสมดุลให้กับร่างกาย จบคอร์สนี้ไปแล้ว แขกที่เข้าร่วมรีทรีตจะรู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายเบาโปร่งขึ้นอย่างเหลือเชื่อ 

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

“อาหารที่ใส่กีเยอะ ๆ ไม่อร่อยหรอกค่ะ” เธอหัวเราะ “แต่พอเราล้างพวกสิ่งตกค้างออกไปจากลำไส้ทั้งหมดแล้ว มันอร่อยขึ้นได้เฉยเลย เพราะร่างกายจะรับรสชาติของอาหารทุกอย่างได้เร็วและดีขึ้นมาก” สิรินทร์ให้เหตุผล

ส่วนดาวเด่นของ Mahi Retreat เห็นทีจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากคุกกิ้งคลาสอาหารมังสวิรัติ 

เป็นที่รู้กันในบรรดานักชิมย่านสีลมว่า อาหารอินเดียฝีมือของคุณแม่สุเกชนั้นไม่เป็นสองรองใคร ลูกค้าจากร้านสุอนันดาเกินกว่าครึ่งจึงขอลงคอร์สตามมาเรียน และจดสูตรการทำอาหารมังสวิรัติของเธอกันถึง Mahi Retreat จังหวัดเชียงใหม่

“ทุกคนชอบมาก เพราะแม่สอนเข้าใจง่าย คนทั่วไปก็เข้าใจมากขึ้นว่ามังสวิรัติคืออะไร การปรุงแบบอายุรเวทคืออะไร และคุณแม่ไม่ได้สอนแค่วิธีการคุกกิ้งอย่างเดียว แต่สอนถึงทฤษฎีในเชิงลึกด้วย เช่น วัตถุดิบหลักในวันนี้คือถั่ว ก็จะเริ่มจากอธิบายว่าถั่วมีแบบไหนบ้าง คนแต่ละธาตุเหมาะจะทานถั่วอะไร มีเทคนิควิธีการทำอาหารตามหลักอายุรเวท ที่ช่วยทำให้กินเข้าไปแล้วรู้สึกสบายท้อง อย่างเวลาต้มถั่วต้องไม่ปิดฝา เพราะจะช่วยทำให้แก๊สออกจากเมล็ดถั่วได้ดีขึ้น เมื่อทานเข้าไปท้องก็จะไม่อืด”

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ
สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

เจ้าบ้านอธิบายต่อว่า การปรุงอาหารตามหลักอายุรเวทให้ความสำคัญกับรสชาติ โดยต้องมีครบ 6 รสชาติในมื้อเดียว คือ หวาน เปรี้ยว เค็ม ฝาด ขม และ ฉุน คุณแม่สุเกชจะสอนลงลึกถึงรายละเอียดว่า แต่ละรสชาติมีธาตุอะไรเป็นส่วนประกอบ รสนี้มีสรรพคุณช่วยเรื่องอะไร คนแต่ละธาตุควรกินรสไหน หรือกินรสใดได้มากกว่ารสอื่น ๆ สิรินทร์บอกว่าแม้จะเป็นเพียงเรื่องอาหารการกิน แต่หากเลือกชิมไม่ถูกรส ไม่ถูกธาตุ ก็อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้เหมือนกัน ยกตัวอย่าง สิรินทร์เป็นคนธาตุลม ซึ่งมีรสขมเป็นรสประจำธาตุ ถ้าหากเธอกินอาหารรสขมมาก ๆ ภายในร่างกายก็จะมีแก๊สมากเกินไป ส่งผลให้เธออาจเกิดอาการปวดหัวตามมาได้

ส่วนวัตถุดิบที่นำมาเข้าครัวแต่ละครั้ง คุณแม่สุเกชก็เสาะหาจากแปลงผักออร์แกนิกรอบบ้านบ้าง พืชผลตามฤดูกาลบ้าง หรืออาศัยการถามจากแขกผู้เยือนว่า อยากเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารชนิดใดมากเป็นพิเศษบ้าง เมนูที่นักเรียนคุกกิ้งคลาสต่างทึ่งและชอบมาก คือน้ำจิ้มจากเปลือกบวบที่สุเกชคิดสูตรเอง แม้ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะตัวให้จดลงในเมนู แต่ความน่าสนใจอยู่ที่การนำเปลือกบวบ ชิ้นส่วนของผักพื้นบ้านไทยที่เราไม่คาดคิดว่าจะนำมาทำอาหารได้ มาปรุงให้กลายเป็นเครื่องจิ้มรสอร่อย ใช้ทานกับข้าวก็ได้ จิ้มกับโรตีก็ดี

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

จากวันนี้ สู่ Mahi Retreat ในอนาคต 

เท่าที่ฟังมา เราทั้งตื่นหูและตื่นตาเมื่อได้รู้ว่าการทำรีทรีตไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำสมาธิหรือนั่งโยคะเพียงอย่างเดียว เพราะที่นี่ได้รังสรรค์ความสนุกสนานและความแปลกใหม่ลงในคลาสกิจกรรมได้อย่างเหลือเชื่อ จนเราเกือบลืมว่านี่คือสถานรีทรีต

ในอนาคต Mahi Retreat มีแพลนขยับขยายพื้นที่สำหรับคลาสรีทรีทอื่น ๆ อีกไหม – เราถาม

“มีเยอะแยะเลยค่ะ อย่างที่เริ่มทำไปแล้วคือคอร์สของ คุณหมอแอดริช (Dr. Adrish Brahmadatta) ท่านเป็นหมอสอนอายุรเวทและโยคะอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เราเองก็เคยไปเรียนกับเขา เขาเคยมาจัดรีทรีตของตัวเองครั้งแรกที่ Mahi Retreat เรากับคุณหมอเลยไปปรึกษากับทางมหาวิทยาลัยมหิดลด้วย ว่าอยากให้นักเรียนที่เรียนกับอาจารย์ มาทำกิจกรรมที่นี่กันต่อ

“ส่วนเราสนใจการเต้นแบบอินเดีย ความพิเศษคือการที่ต้องมีจุดเชื่อมต่อกันในร่างกาย อย่างนั่งสมาธิหรือทำโยคะ เราต้องเอานิ้วหรือเอามือมาชนกัน การเต้นแบบอินเดียก็มีเทคนิคแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากถ่ายทอดให้คนเข้าใจเรื่องนี้ด้วย”

เพราะโควิด-19 เจ้ากรรม จึงทำให้โปรแกรมเปิดคอร์สน้องใหม่อีกหลายรายการต้องหยุดชะงักไปเสียก่อน แต่รับรองว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว สิรินทร์และครอบครัวจันทร์ศรีชวาลา ไม่รอช้าที่จะรังสรรค์ความหรรษาครั้งใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ใครแวะไปลองคอร์สไหนกันแล้วบ้าง อย่าลืมแวะมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะ 

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

จากครอบครัวจันทร์ศรีชวาลา สู่ผู้อ่าน

เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงตอนท้าย เราต่างสัมผัสได้ว่าอายุรเวทศาสตร์และ Mahi Retreat มีอะไรให้น่าค้นหาไม่รู้จบอย่างที่เธอพูดไว้ไม่มีผิด แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าศาสตร์การดูแลสุขภาพทางเลือกในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกเรียนรู้และทดลองอีกมาก 

เอกลักษณ์และความพิเศษที่ทำให้อายุรเวทศาสตร์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 5,000 ปี แขนงนี้ ยังได้รับความนิยมและสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เราเห็นตรงกันกับสิรินทร์ว่าคือการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเข้าใจและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“มันคือการดูแลสุขภาพที่เราไม่ต้องพึ่งอะไรจากภายนอกเลย เพราะเราทำให้สมดุลและดีจากภายใน เราไม่เคยต้องไปหาหมอด้วยอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาล เจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน เราก็พยายามหาวิธีแก้จากต้นเหตุก่อน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็กินยาอย่างเดียว เหมือนกันกับการทำรีทรีต บางคนอาจมองว่าทำยากและต้องฝืนร่างกาย แต่จริง ๆ แล้วมันคือการกลับไปสู่วิถีการกินอยู่ตามแบบธรรมชาติเดิม ๆ นี่เอง ถ้ามาด้วยความตั้งใจจริง เราว่าไม่มีอะไรยากเกินนะคะ”

ปลายสายปิดท้ายบทสนทนาด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว ไม่บอกก็รู้ว่าเธอดีใจไม่น้อยที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการดูแลสุขภาพในฉบับของตัวเองให้เราฟัง นอกจากนี้ เธอฝากเคล็ดลับจากศาสตร์อายุรเวทมายังคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านที่อาจต้อง Work from Home 

คุณผู้อ่านบางคนอาจมีอาการปวดหัว เหนื่อยล้า และเมื่อยตาจากกการจ้องคอมพิวเตอร์นาน ๆ

เธอว่าให้ลองนำผงเมล็ดยี่หร่าผสมน้ำและบีบมะนาวใส่ รับรองว่าได้ผลไม่แพ้กินยาแก้ปวดเลยทีเดียว 

สถานรีทรีตตามศาสตร์ชาวอินเดีย บำบัดเยียวยากายใจให้แข็งแรงได้ด้วยหลักสมดุลธรรมชาติ

Mahi Retreat

ที่ตั้ง : เลขที่ 55 ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 08 1405 7999Facebook : mahiretreat

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เดินลัดเลาะหาทางออกจากเสียงและกลิ่นควันรถยนต์ใจกลางเมืองกรุง ห่างจากสนามกีฬาแห่งชาติเพียงไม่กี่นาทีและห่างจากพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ไม่ถึงร้อยก้าว ก็พบอาคารอิฐเปลือยเรียงตัวเป็นลายผ้ามัดหมี่ ห่อหุ้มด้วยปูนและเหล็ก วัสดุซึ่งเผยผิวอย่างสัจจะ 

‘Jim Thompson Art Center’ ภายในตัวอาคาร 4 ชั้น ขนาด 3,000 ตารางเมตร ไม่ได้วางบทบาทของตัวเองเป็นเพียงพื้นที่ทางศิลปะที่เปิดกว้างต่อศิลปินทุกแขนงและขับเคลื่อนศิลปะร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังตั้งใจเป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับทุกคน มีทั้งคาเฟ่ ห้องสมุด อาร์ตแกลเลอรี่ พื้นที่ส่วนกลางและดาดฟ้า ซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมในอนาคตได้

ไม่รอช้า คอลัมน์ Share Location นัดหมายคุยกับ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการประจำ Jim Tompson Art Center และ มาลินา ปาลเสถียร สถาปนิกแห่งบริษัทดีไซน์-กว่า จำกัด (Design Qua) ผู้ออกแบบอาคาร ถึงเบื้องหลังการก่อตั้งอาร์ตสเปซแห่งใหม่ ไปจนถึงทิศทางต่อไปของศิลปะร่วมสมัย ในอาคารที่นำความได้เปรียบของภูมิอากาศเมืองไทย ผนวกเข้าการออกแบบอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

เชิญก้าวขึ้นบันไดเหล็กสีดำ แล้วนั่งลงฟังเรื่องราวของที่แห่งนี้ไปพร้อมกัน

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
ซ้าย : มาลินา ปาลเสถียร ขวา : กฤติยา กาวีวงศ์

คงต้องเท้าความกันไกล

กฤติยากล่าวออกมาเป็นประโยคแรก เมื่อเราถามถึงที่มาที่ไปของอาคารหลังใหม่แห่งนี้ ก่อนเล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นเมื่อครั้งที่ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) ยังไม่หายตัวไป เขาเปิดบ้านเรือนไทยสัปดาห์ละ 2 ครั้งให้คนเข้าชมของสะสม ส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม และชามเบญจรงค์ โดยมีผู้เข้าเป็นชนชั้นสูง หลังจากนั้น เมื่อ Henry B. Thompson ผู้เป็นหลานได้รับมรดก มองเห็นความตั้งใจของจิมที่เก็บของเหล่านั้นด้วยความสนใจว่าเมืองไทยมีงานศิลปะแบบไหน และเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ จึงตั้งมูลนิธิ The James H.W. Thompson Foundation ขึ้นใน พ.ศ. 2513 เกิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ให้คนมาเก็บเกี่ยวความรู้ เสพศิลปวัฒนธรรม ซึ่งช่วงแรกผู้แวะเวียนมาเยี่ยมชมส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือแขกบ้านแขกเมือง

กระทั่ง พ.ศ. 2546 จึงขยับมาเป็นศูนย์ศิลปะผ้าของไทยและศิลปะร่วมสมัย ภายใต้ชื่อแรกว่า Jim Thompson Center for Art and Textiles ภายหลังใน พ.ศ. 2549 จากเดิมที่มีเพียงนิทรรศการแสดงผ้าสลับกับศิลปะร่วมสมัย ก็ขยายมาจัดโปรแกรมการเรียนรู้ ให้มีพื้นที่เสวนาสำหรับนักศึกษา นักวิชาการ และขยับมาพูดเรื่องศิลปะในโซนอาเซียน ซึ่งตัวแกลเลอรี่เดิมนี้ อยู่ภายใต้ร่มเงาของบ้านไทย บนร้าน Jim Thompson Shop

เมื่อพูดถึงบ้านจิม ทอมป์สัน คนมักนึกถึงนิทรรศการเกี่ยวกับผ้าและบ้านไทยเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงพื้นที่เพื่อสร้าง Jim Tompson Art Center ด้วยโจทย์การพูดถึงประเด็นร่วมสมัยผ่านงานศิลปะหลายหลายมิติ ทั้งศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และกลายเป็นพื้นที่สร้างคอมมูนิตี้ให้กับผู้คน

ไม่ใช่แค่ศูนย์ศิลปะ แต่อยากให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เรามักมองภาพลักษณของพิพิธภัณฑ์ว่าเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ ไม่ใช่พื้นที่พักผ่อน Jim Thompson Art Center จึงมุ่งเน้นให้พื้นที่แห่งนี้เป็นคอมมูนิตี้มากกว่าเป็นเพียงพื้นที่ทางศิลปะ เพราะเชื่อว่าการส่งต่อความรู้ที่ดีที่สุด คือการแลกเปลี่ยนและพูดคุยโดยมีตัวเชื่อมบทสนทนาเป็นนิทรรศการศิลปะ นอกจากนั้นเครื่องมือที่จะยืนยันความเป็นอารยธรรมได้มากที่สุด ก็คือ ‘พื้นที่สาธารณะ’

“โรงเรียนที่เราเรียนตอนเด็ก มีพิพิธภัณฑ์ใหญ่มาก ชื่อ The Art Institute of Chicago มีห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งอยู่ในหมวด Asian Art สร้างโดย Tadao Ando เป็นห้องที่อยู่ในโซนญี่ปุ่น มันไม่มีใครเลย ทุกครั้งที่คิดถึงบ้านหรือคิดงานไม่ออก เราจะแอบไปนอน เราเลยอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นแบบนั้น”

กฤติยาเล่าสิ่งที่เธอพบเจอแทนการอธิบายถึงความตั้งใจที่อยากให้ Jim Thompson Art Center เป็น อยากให้ทุกคนนึกถึงและมาใช้งานด้วยความผ่อนคลาย นั่นทำให้เรารู้ว่าสุดท้ายพื้นที่นี้จะไม่เป็นแค่พื้นที่สำหรับการเรียนรู้งานศิลปะ แต่อาจมานั่งพัก ถ่ายรูป หรือพบปะเพื่อน ๆ ก็ได้

ก่อนแวะมา เราขอเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ว่า ภายในหอศิลป์แห่งนี้มีทั้งหมด 5 ชั้น รวมที่จอดรถชั้น G แต่ละโซนก็จะแบ่งออกตามชั้น อย่างชั้นแรกโซน ARTZY CAFE มีคาเฟ่ให้มาพักผ่อนหย่อนใจ พูดคุยกับเพื่อนฝูง พร้อมขนมและเครื่องดื่มทั้งกาแฟหอมกรุ่น โซดาและสมูทตี้ มีร้าน JTAC MUSEUM SHOP X MASS ART PROJECT ให้เลือกสรรสินค้าหลากหลายจากงานดีไซน์ของศิลปินที่หมุนเวียนกันไป ไม่ว่าจะถุงผ้า กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ หนังสือ และเสื้อผ้า 

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

ถัดมาชั้นที่ 2 มี WILLIAM WARREN LIBRARY และ MULTI- FUNCTION SPACE เป็นโซนที่คุณจะได้ใช้เวลากับหนังสือหลายแขนงและแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ในห้องสมุดของ WILLIAM WARREN ชายผู้เขียนชีวประวัติของจิมป์ ทอมป์สัน ที่นี่ให้บริการหนังสือ นิตยสาร และดีวีดีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของจิม ทอมป์สัน รวมถึงรองรับการจัดกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การบรรยายและเวิร์กชอป หากเดินออกมายังลานกว้างก็จะเห็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน เป็นการเชื่อมพื้นที่กันทางสายตา

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

เดินขึ้นบันไดอีกหน่อย เข้าชมงานศิลปะในโซนจัดแสดงชั้นที่ 3 มี JIM THOMPSON ART CENTER GALLERY 1 & 2 ที่ตอนนี้จัดแสดงนิทรรศการ ‘Future Tense’ จากศิลปิน 14 คน ให้คุณขยายกรอบความรู้ของตัวเองด้านประวิตศาสตร์การต่อสู้และการเมืองของประเทศต่าง ๆ ผ่านการเสพศิลป์ ทั้งในรูปแบบภาพวาดและวีดิทัศน์ คุณจะเห็นและฟังความเป็นไปของการต่อสู้เพื่อการอยู่รอด งานส่วนใหญ่ที่จัดแสดงคืองานศิลปะร่วมสมัยทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเปลี่ยนไปทุก ๆ 3 – 4 เดือน (มีค่าเข้าชม 50 บาท)

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

ชั้นสุดท้าย ROOF TOP ดาดฟ้า ขึ้นไปแล้วคุณจะพบกับวิวใจกลางกรุง เราเองที่ไปมาหลายครั้ง สังเกตเห็นว่าโซนนี้แหละที่เป็นจุดรวมตัวของผู้คนหลากหลายอย่างแท้จริง

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

แม้ว่าจะเป็นอาคาร 4 ชั้น แต่เราที่เลือกเดินสำรวจทุกพื้นที่โดยไม่ใช่ลิฟต์ก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด แถมยังมีลมเย็นสบายพัดตลอดเวลาที่อยู่ข้างนอก เพราะการออกแบบด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้น (Tropical Architecture) ที่เอื้อต่อภูมิกาศของประเทศบ้านเรานั่นเอง

เราอยากให้ตึกนี้อยู่ได้ หลังจากที่เราไม่ได้อยู่แล้ว

เกริ่นไปขนาดนี้ ไม่พูดถึงการออกแบบอันโดดเด่นคงไม่ได้ นอกจากการออกแบบด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรมสไตล์ทรอปิคัลอันเป็นลายเซ็นของ มาลินา สถาปนิกแห่งดีไซน์-กว่า ที่เธอเล่าด้วยความสนุกว่า โจทย์เรื่องงบประมาณ รวมถึงอยากให้พื้นที่แกลเลอรี่ใหญ่กว่าเดิม และเรื่องที่จอดรถ ทำให้เกิดความคิดหาวิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนมากที่สุด

ผลที่ออกมาจึงเป็นอาคารที่วางฟังก์ชันให้พื้นที่ต่าง ๆ อยู่ได้ด้วยตัวเองมากกว่า 20 – 50 ปี จากโจทย์ที่ตั้งต้นจากการอยากได้ห้องจัดนิทรรศการใหญ่ขึ้นขึ้นจาก 230 เมตร เป็นราว ๆ 300 ตารางเมตร และมีส่วนสำหรับกิจกรรมภายใต้พื้นที่ทั้งหมด 3,000 ตารางเมตร ทำให้อาคารแห่งนี้ต้องมีที่จอดรถให้ได้ถึง 50 คันตามกฎหมาย

“เราต้องคิดหนักและรับผิดชอบด้วย ถ้าเราใช้เงิน 50 เปอร์เซ็นต์ไปกับที่จอดรถ มันจะเหลืออะไรข้างบน” เธอเริ่มต้นเล่า

ด้วยความคิดที่จะสร้างหอศิลป์แห่งใหม่เกิดขึ้นเกือบ 10 ปีก่อน ทำให้มีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ และอีกจุด ซึ่งต่อมากลายเป็นข้อดี คือหน้ากว้างของพื้นที่น้อยไปประมาณ 1.20 เมตรที่จะทำทางลาดสำหรับจอดรถ ซึ่งกินพื้นที่ของตึกไปมาก

“ตอนนี้มี Pallet Parking (ระบบที่จอดรถแบบอาคารสูง) เข้ามา เราเลยลองออกแบบไป เราดีใจมากที่ได้ใช้การออกแบบอย่างยั่งยืน เพราะอยากใช้ปูนให้น้อยที่สุดในสิ่งที่มันไม่คงทนถาวร ในเมื่อพวกเราไม่จำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวกันแล้ว ในอนาคตที่ไม่ได้ต้องการที่จอดรถ ก็ทำเป็นแกลเลอรี่เพิ่มได้”

เมื่อที่จอดรถลงตัว ต่อมาคือการสร้างแกลเลอรี่ที่ต้องออกแบบทุกอย่างให้อยู่ร่วมกันได้ ในโจทย์ความท้าทายอื่น ๆ เช่น ความแคบของซอย ถ้าไม่เงยหน้าก็จะไม่เห็นตึก จึงต้องสะดุดตา ตัวอาคารเลยมีรูปทรงเหมือนโคม พอเปิดไฟจะสง่างามมาก

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง

อีกความท้าทายใหญ่ที่ใหญ่ที่สุด สถาปนิกหญิงพูดติดตลกว่า “ใครจะเดิน 3 ชั้นขึ้นมาดูงานศิลปะ” 

เธอจึงออกแบบให้พื้นที่รองรับการเดินอย่างสบายที่สุด รวมถึงมีจุดดึงดูดความสนใจตลอดทาง เช่น Facade ด้านหน้าที่นอกจากสวยงามทางการมองเห็น เป็นจุดหยุดถ่ายภาพแล้ว ยังช่วยไหลเวียนอากาศด้วย 

อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง

ข้อแตกต่างที่เรามองเห็นอีกอย่างคือ พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่มักเป็นทรงเป็นกล่อง ไม่มีที่ให้คนหายใจ ต่างไปจากที่นี่ เพราะมีพื้นที่โล่ง เป็นมิตรต่อสถานการณ์โรคระบาด ทำให้คนกล้ามาใช้พื้นที่ และเมื่อ 2 ใน 3 ของอาคารเป็นพื้นที่ Open Air จึงเหลือพื้นที่ที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศเพียง 1 ส่วน เป็นการรับผิดชอบต่อเมืองเรื่องการปล่อยความร้อน ซึ่งเป็นการเพิ่มปัญหา Climate Change ตามความตั้งใจของทีมผู้ออกแบบ

“เราออกแบบให้มันยั่งยืน ตั้งแต่วางอาคารแต่ละก้อน ว่าแสงมาจากไหน ร่มอยู่ตรงไหน อันนี้ช่วยเรื่องแสงธรรมชาติที่จะเข้าแต่ละห้องโดยตรง ส่วนตึกโมเดิร์น เราไม่อยากให้มันเป็นอาคารแบบ Brutalist เพราะจริง ๆ วัฒนธรรมเรามีความนุ่มนวล เลยเติมลายทอผ้าเข้าไปที่การเรียงอิฐ พวกนี้เป็นแรงบันดาลใจจากการที่เราอยู่โซนเดียวกับบ้านจิม ทอมป์สัน และการใช้อิฐก็ยั่งยืน ทำให้นึกถึงวัฒนธรรมของเรา อิฐก็คือดิน เรามีปูนเยอะแล้ว อิฐเป็น Amazing Material ในอนาคต สมมติโลกหายไป อิฐก็กลายเป็นดินอีกครั้ง มันเป็นความสมดุลของการใช้วัสดุ แล้วสีมันก็เหมือนหลังคาของบ้านจิม ทอมป์สัน ด้วย” 

อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง
อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง

Unknow Future

ก่อนจบบทสนทนา เราถามถึงอนาคตที่จะเกิดใน Jim Tompson Art Center กฤติยาผายมือไปยังนิทรรศการ ‘Future Tense’ แทนคำตอบ

“มันคือ Unknow Future เป็นสภาวะที่ทุกคนต้องเผชิญ เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไร รู้อย่างเดียวว่ามันจะ Tense มาก ๆ ทีนี้จะทำยังไงให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ก่อนจะมีโควิด-19 คำว่า Digital Disruption มันทำให้ชีวิตเรายุ่งเหยิงพออยู่แล้ว ยิ่งเจอโควิดก็ยุ่งเหยิงอีก แถมไม่พอ สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราพวกคุณก็รู้อยู่ เราเลยรู้สึกว่ามันต้องตั้งหลัก 

“สุดท้ายพอมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันเคยเกิดขึ้นในยุคสงครามเย็นหมดเลย เพราะฉะนั้น เซนส์ในประวัติศาสตร์ของพวกเรา เราไม่ค่อยสนใจ แต่ว่าช่วงหลัง โดยเฉพาะคนรุ่นพวกคุณที่กลับไปอ่านประวัติศาสตร์และดูสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดคนไม่ย้อนกลับไปจุดนั้น เราก็ไม่สามารถ Move On ได้ นี้แหละคือคำตอบของโชว์นี้ คือคำตอบที่ไม่ตอบไม่ได้ ว่าเราต้องอยู่ด้วยกัน ต้องรู้ว่าเรามาจากไหน ปัญหามันคืออะไร ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่า สุดท้ายเราจะเลือกอะไรให้กับตัวเองในสังคมบ้า ๆ แห่งนี้”

คำพูดของกฤติยาสะท้อนออกมาให้เห็นว่าเราแค่ต้องผ่านมันไป เรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีตดังเช่นนิทรรศเบื้องหน้า สะท้อนให้เห็นช่วงสงครามเย็นจากประเทศอื่น ๆ นอกจากชาติของตัวเอง เป็นตัวอย่าง เพื่อตั้งคำถามและเรียนรู้ถึงปัญหา ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งทุกคนมาเรียนรู้หรือมาหาประสบการณ์อื่น ๆ ตามที่ได้กล่าวไปทั้งหมด เพียงมาเยือน Jim Tompson Art Center สักครั้งครา ที่นี่อาจกลายเป็นที่พักพิงใจแห่งใหม่ของคุณก็ได้ 

Jim Tompson Art Center

ที่ตั้ง : 10/1 ซอยเกษมสันต์ 2 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 

JIM THOMPSON ART CENTER : เปิด 10.00 – 18. 00 น. (ยกเว้นวันอังคาร)

WILLIAM WARREN LIBRARY : เปิด 10.00 – 18. 00 น. (ยกเว้นวันจันทร์และวันอังคาร)

โทรศัพท์ : 0 2216 7368

Website : JIM THOMPSON ART CENTER

YouTube : Jim Thompson Art Center_Channel

Facebook : The Jim Thompson Art Center, William Warren Library

Writer

ปุณณ กาญจนะโภคิน

นักฝึกเขียน ผมไม่ค่อยมีเวลาว่างเพราะไม่ได้หวี ศิลปะยืนยาว ชีวิตขอนั่งก่อนเมื่อย เป็นคนชอบกิน เพื่อนเลยไม่ให้เป็นเจ้ามือ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load