แม่ริม เซรามิค สตูดิโอ คือ โรงงานเซรามิกในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผลิตกระเบื้องและถ้วยชามเซรามิกมามากกว่า 50 ปี และเคยต้อนรับบุคคลมีชื่อเสียงจำนวนมากที่เดินเข้าในโรงงานเพื่ออุดหนุนฝีไม้ลายมือของพวกเขา ตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ, Francis Ford Coppola (ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา) ผู้กำกับชื่อดังจากภาพยนตร์ The Godfather, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ท่านมุ้ย-หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล, ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ และร่วมงานกับโปรเจกต์ใหญ่ๆ ของประเทศจำนวนมาก 

ผลงานทั้งหมดนี้ล้วนมาจากฝีมือช่างมือดีในโรงงานที่มีจำนวนเพียง 20 คน ซึ่งช่างหลายคนอยู่มาตั้งแต่โรงงานก่อตั้ง แม่ริม เซรามิค ตั้งใจว่าจะยังคงทำงานเซรามิกทุกชิ้นแบบแฮนด์เมด ทำให้โรงงานแห่งนี้ใช้เวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าโรงงานอื่นที่ใช้ระบบเครื่องจักร กระทั่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เคยเอ่ยปากแซวไว้ด้วยอารมณ์ขันว่า 

“โรงงานแห่งนี้ปิ้งเซรามิกทีละแผ่น ไม่ต่างอะไรกับการทำขนมปังปิ้ง”

แม่ริม เซรามิค โรงงานกระเบื้องแฮนด์เมดเชียงใหม่ที่มีลูกค้าเป็น ผกก. The Godfather

ในเมื่อทำงานได้ช้ากว่าคนอื่น และผลิตคราวละจำนวนมากๆ เท่าโรงงานที่ใช้ระบบเครื่องจักรไม่ได้ แล้วอะไรที่ทำให้ผลงานของ แม่ริม เซรามิค ถูกใจผู้คนมีชื่อเสียงจำนวนมาก เสน่ห์แบบไหนในชิ้นงานของพวกเขาที่ทำให้โรงงานแห่งนี้เคยทำงานให้กับโปรเจกต์ใหญ่ๆ ระดับประเทศ ได้ร่วมงานกับนักออกแบบรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน และยังเคยได้รับเกียรติจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงใช้ที่นี่เป็นสถานที่สร้างสรรค์ผลงานเซรามิกของพระองค์หลายครั้ง โดยมี ประดิษฐ์ ศรีวิชัยนันท์ ผู้ก่อตั้งเป็นผู้คอยให้คำแนะนำ

แม่ริม เซรามิค โรงงานกระเบื้องแฮนด์เมดเชียงใหม่ที่มีลูกค้าเป็น ผกก. The Godfather

บัดนี้ประตูโรงงานเปิดออกแล้ว หม่าว-ดลใจ ศรีวิชัยนันท์ ทายาทรุ่นสองกำลังยืนยิ้มแป้นอย่างอารมณ์ดี เชื้อเชิญให้เราก้าวเข้าไปในโรงงานพร้อมฟังเรื่องราวของ แม่ริม เซรามิค สตูดิโอ

บนเส้นทางระหว่างตัวเมืองเชียงใหม่ไปหรือกลับอำเภอแม่ริมอยู่บ้าง เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นตากับป้ายที่ปูพื้นหลังด้วยกระเบื้องสีขาว มีกระเบื้องเซรามิกแกะเป็นรูปตัวอักษรสีดำคำว่า ‘แม่ริม เซรามิค’ ป้ายนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าโรงงาน ตั้งอยู่ที่แห่งนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2515 โดยประดิษฐ์ ศรีวิชัยนันท์ ศิลปินเซรามิกชื่อดังของประเทศ ผู้เคยเล่าเรียนศิลปะจากการเป็นศิษย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร

“คุณพ่อเคยเรียนศิลปะกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ศิลปากร รุ่นเดียวกับ อาจารย์อวบ สาณะเสน พอจบก็มีโอกาสทำงานกับกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนจะได้ทุนโคลัมโบ (Colombo Plan) เป็นทุนที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศญี่ปุ่นต้องชดใช้จากการพ่ายแพ้สงครามด้วยการให้ทุนการศึกษากับนักศึกษาในประเทศที่ตนเองไปบุกรุก ซึ่งเซ็นสัญญาที่กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เลยใช้เป็นชื่อทุน ส่วนคุณพ่อเดินทางไปเรียนเซรามิก ประเทศญี่ปุ่น พอกลับมาก็ใช้ความรู้ที่เรียนไปช่วยพัฒนาเทคนิคต่างๆ กับไทยศิลาดล” หม่าวเล่าเรื่องราวการเดินทางในชีวิตของพ่อ

“หลังจากทำงานที่ไทยศิลาดลอยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นที่กรุงเทพฯ กำลังมีโปรเจกต์สร้างโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัลขึ้นมา ปัจจุบันกลายเป็นห้างพารากอนไปแล้ว ตอนนั้นโรงแรมมีสถาปนิกชาวอิตาลีเป็นผู้ออกแบบ เป็นอาคารทรง Low-rise ถือว่าทันสมัยมาก และเขาตั้งใจออกแบบรูปทรงหลังคาให้คล้ายคลึงกับหมวกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทีนี้เขาพยายามหาคนที่จะทำกระเบื้องหลังคา ก็มีคนแนะนำชื่อคุณพ่อขึ้นมา ท่านเลยตัดสินใจออกจากไทยศิลาดลมาสร้างสตูดิโอของตัวเองที่แม่ริม โดยผลงานแรกของโรงงานคือ กระเบื้องหลังคาโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล”

แม่ริม เซรามิค จึงเกิดขึ้นมาโดยเลือกที่ตั้งบริเวณอำเภอแม่ริม เนื่องจากใกล้กับแหล่งดินดีที่นำมาใช้ทำงานเซรามิก และเลือกคนในท้องที่มาเป็นช่างในโรงงาน อยู่กันแบบพี่น้อง และยังคงทำงานกับโรงงานมาถึงวันนี้

นอกจากนั้นที่นี่ยังถือเป็นโรงงานแรกๆ ของประเทศที่นำภูมิปัญญาการทำกระเบื้องเซรามิกมาใช้กับงานออกแบบร่วมสมัย ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน

แม่ริม เซรามิค โรงงานกระเบื้องแฮนด์เมดเชียงใหม่ที่มีลูกค้าเป็น ผกก. The Godfather
แม่ริม เซรามิค โรงงานกระเบื้องแฮนด์เมดเชียงใหม่ที่มีลูกค้าเป็น ผกก. The Godfather
แม่ริม เซรามิค โรงงานกระเบื้องแฮนด์เมดเชียงใหม่ที่มีลูกค้าเป็น ผกก. The Godfather

“คุณพ่อได้รับอิทธิพลจากคำสอนของอาจารย์ศิลป์เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขยัน อ่านหนังสือให้เยอะ ซึ่งสิ่งที่พ่อได้มากที่สุดคือเรื่องรสนิยม ก่อนพ่อจะได้เรียนกับอาจารย์ศิลป์ก็เป็นแค่เด็กต่างจังหวัดธรรมดา แต่พอคลุกคลีอยู่กับอาจารย์ ทำให้ท่านได้รับรสนิยมต่างๆ ของอาจารย์ศิลป์มาด้วย คุณพ่อเป็นคนที่ชอบฟังเพลงคลาสสิก ก็เพราะอาจารย์ศิลป์เปิดฟังสมัยที่ท่านเรียนอยู่ ท่านเปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับแนวคิดศิลปะต่างๆ ก็เพราะอาจารย์ศิลป์ ศิลปะเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาอยู่ตลอด แม่ริม เซรามิค จึงชอบทุกครั้งเวลาได้ทำงานกับนักออกแบบ ได้ร่วมพัฒนางานไปด้วยกัน”

จุดเด่นอย่างหนึ่งของแม่ริม เซรามิค คืองาน Custom Made หรืองานตามสั่ง เช่น การพัฒนารูปทรง สีของกระเบื้องต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ และแม่ริม เซรามิค ก็ให้เกียรติลูกค้าด้วยการตั้งชื่อกระเบื้องตามชื่อลูกค้า

แต่ละชื่อสนุกมาก ขอยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น กระเบื้องสีหม่อมดา เป็นสีกระเบื้องที่เกิดจากความต้องการของ หม่อมหลวงสุดาวดี เกรียงไกร นักออกแบบตกแต่งภายในชื่อดังของไทย กระเบื้องสีเขียวเชียงราย จากลูกค้าชาวเชียงรายคนแรกของโรงงาน กระเบื้องสีเหลืองมัณฑะเลย์ ของโรงแรมดาราเทวี เป็นชื่อเมืองที่โรงแรมนำมาใช้เป็นต้นแบบในการออกแบบ และสีดำฟรานซิส สีดำที่มาจากความต้องการของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า (Francis Ford Coppola) ผู้กำกับหนังชื่อดังจากผลงาน The Godfather ที่กลายเป็นหนังอมตะขึ้นหิ้งของวงการภาพยนตร์โลก

แม่ริม เซรามิค โรงงานกระเบื้องแฮนด์เมดเชียงใหม่ที่มีลูกค้าเป็น ผกก. The Godfather
เบื้องหลังโรงงานกระเบื้องเซรามิกแฮนด์เมด จังหวัดเชียงใหม่ ที่เชื่อในคุณค่าการสร้างงานด้วยสัมผัสของมนุษย์

“ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า เป็นหนึ่งในลูกค้าที่เราประทับใจมาก ด้วยความที่เราเป็นแฟนหนังของเขา แกเดินทางมาที่โรงงานเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เพื่อมาหากระเบื้องไปตกแต่งภายในโรงแรมที่กำลังสร้าง แต่ใครจะคิดใช่มั้ยว่า จู่ๆ ผู้กำกับในดวงใจจะเดินเข้ามาในโรงงานของเรา วันนั้นเขาใส่ผ้าขาวม้ามาด้วย พอเห็นหน้าปุ๊บ เราเข้าไปทักอย่างสนิท นึกว่าเพื่อนมาหา เพราะคุ้นหน้าเขามาก ด้วยความที่เรามีเพื่อนเยอะ ก็คิดว่าอาจจะเป็นเพื่อนของเพื่อนก็ได้มั้งถึงได้คุ้นหน้า ก็ทักเขาอย่างสนิทเลย ภรรยาเขาหันมาถามเรา นี่รู้จักกันเหรอ เราก็ตอบเต็มปากเต็มคำเลยว่า Yes! 

“แต่ฟรานซิสบอก No!” หม่าวหยุดหัวเราะอย่างสนุกสนาน “ตอนนั้นเราก็ยังคิดนะ เพื่อนจำเราไม่ได้หรือเปล่าวะ เพราะเราคุ้นหน้าเขามาก จนกระทั่งคุยเรื่องสีกระเบื้องกันเสร็จ เขากลับไป บอกว่าจะส่งอีเมลกลับมาคุยรายละเอียดกันต่อ ทีนี้แหละพออ่านถึงท้ายอีเมลเขาลงชื่อไว้ว่า F.F. Coppola เราหงายหลังตกเก้าอี้ลงไปนั่งกับพื้นเลย อายมาาาาาาาก” เธอลากเสียงยาวเน้นคำ “ใครจะไปนึกไปฝันว่าเขาจะมาโผล่ที่โรงงานเรา ก็ว่าหน้าคุ้น นึกแล้วก็โคตรอายเลย” 

นี่จึงเป็นที่มาของกระเบื้องสีดำฟรานซิสที่แสดงอยู่ท่ามกลางกระเบื้องสีอื่นๆ ในส่วนห้องแสดงผลงาน

เบื้องหลังโรงงานกระเบื้องเซรามิกแฮนด์เมด จังหวัดเชียงใหม่ ที่เชื่อในคุณค่าการสร้างงานด้วยสัมผัสของมนุษย์
เบื้องหลังโรงงานกระเบื้องเซรามิกแฮนด์เมด จังหวัดเชียงใหม่ ที่เชื่อในคุณค่าการสร้างงานด้วยสัมผัสของมนุษย์

“ตอนนั้นที่คุณฟรานซิสมาไทย เขาไม่ได้สั่งแค่กระเบื้องเซรามิกจากเรา แต่ยังสั่งทำตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าเพื่อเอากลับไปไว้ใช้ที่โรงแรมด้วย ทีนี้เราก็ลุ้นกันฉิบหายเลย ใครจะพัฒนาได้เสร็จก่อนกัน ถ้าเราทำเสร็จช้ากว่าการพัฒนาตุ๊กตุ๊กไฟฟ้านี้ฉิบหายแน่ๆ ” หม่าวหัวเราะสนุก “แต่สุดท้ายเราก็ทำเสร็จเร็วกว่านะคะ รอดตัวไป” เธอหัวเราะอย่างร่าเริง

พวกเขาตั้งใจไว้ว่าจะทำงานของพวกเขาแบบแฮนด์เมด โดยไม่ใช้เครื่องจักร และด้วยจำนวนช่างฝีมือดีที่มีเพียง 20 คนเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลให้งานของพวกเขาค่อนข้างช้ากว่าโรงงานที่ผลิตด้วยระบบอุตสาหกรรม

“เรามองว่านี่เป็นเอกลักษณ์ที่เราตั้งใจเก็บไว้ แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องมาช่วยทุ่นแรง แต่เราก็จะยังเก็บขั้นตอนการตกแต่งที่ทำด้วยมือของช่างเอาไว้ เพราะการที่เราแต่งงานเซรามิกด้วยมือ มันมีน้ำหนัก มีสัมผัสของความเป็นมนุษย์ มันคือ Human Touch ไม่เหมือนงานที่ตัดออกมาด้วยเครื่องจักร ซึ่งแน่นอนว่าเร็วกว่าคนทำเยอะมาก งานก็ออกมาเนี้ยบทุกชิ้นเหมือนกันเป๊ะๆ แต่เรามองว่ามันขาดเสน่ห์ความเป็นมนุษย์ในชิ้นงานไป

“มีครั้งหนึ่งคนอิตาลีมาที่โรงงาน เขาเห็นโอ่ง แล้วถามเราว่าอยากได้โอ่งแบบนี้สักสองร้อยห้าสิบใบ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ เราก็หัวเราะ บอกเขารอเดี๋ยวนะ ไปหยิบเครื่องคิดเลขแป๊บ โอเค สองร้อยห้าสิบใบ ใช้เวลาทั้งหมดสี่ปีกับอีกสามสิบเอ็ดวัน เขาตกใจ บอกกลับมา What kind of business is this!? (นี่เธอทำธุรกิจแบบไหนกันเนี่ย) 

แม่ริม เซรามิค โรงงานกระเบื้องแฮนด์เมดเชียงใหม่ที่มีลูกค้าเป็น ผกก. The Godfather
แม่ริม เซรามิค โรงงานกระเบื้องแฮนด์เมดเชียงใหม่ที่มีลูกค้าเป็น ผกก. The Godfather

“เราบอกกึ่งหัวเราะกลับไปว่า ‘นี่แหละ ธุรกิจแบบของฉัน’ แม่ริม เซรามิค ตั้งใจจะทำงานแฮนด์เมดตลอดไป เพราะมันคือกระเบื้องแฮนด์เมด เป็นกระเบื้องที่ทำกันแบบสตูดิโอ เราเชื่อว่ามีคนที่ชื่นชอบงานแบบนี้อยู่ เรามีตลาดของเรา โอ่งนั้นเราก็ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อจะขายแค่ใบเดียว เหมือนงานศิลปะ เราไม่ต้องการจะขายเยอะตั้งแต่แรก

“เราเชื่อว่ากระเบื้องหรืองานเซรามิกที่มีสัมผัสของความเป็นมนุษย์ มันอาจจะไม่เนี้ยบ แต่ก็มีเสน่ห์ของงานฝีมือ ของสิ่งที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ กระเบื้องแต่ละแผ่นมีเรื่องราว สมมติว่ากระเบื้องแผ่นนั้นทำตอนที่พี่คนหนึ่งกำลังชุบสี เวลาทำงานแกชอบเล่าเรื่องสามีไปด้วย ไม่ก็เรื่องละครที่ดูเมื่อคืน เวลาชุบสีจะมีน้ำหนักมืออยู่ ถ้าถึงช่วงเล่าเรื่องที่เข้มข้นมากๆ แกก็จะเค้นหนักมือหน่อย แต่ที่อื่นที่ใช้สเปรย์ ใช้เครื่องจักร มันจะไม่มีอารมณ์ตรงนี้ 

“เรามองว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้นมันคือเสน่ห์ ที่กระเบื้องแต่ละแผ่น ถ้วยชามเซรามิกแต่ละใบไม่เหมือนกัน มันไม่สมบูรณ์หรอก เพราะมีส่วนเสี้ยวของความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ทำอยู่ในงานแต่ละชิ้น เราตั้งใจเก็บตรงนี้ไว้

“เพราะฉะนั้น เวลาที่เราจะรับงาน เราต้องถามพี่ช่างที่ทำในโรงงานก่อนว่า เขาทำให้เสร็จได้เมื่อไหร่ พ่อของเราสนิทกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาก ตอนท่านย้ายมาอยู่เชียงใหม่ก็สั่งกระเบื้องจากเราไปใช้เยอะมาก ท่านก็เคยแซวความช้าของกระเบื้องเราเอาไว้ว่า เป็นกระเบื้องปิ้งทีละแผ่น” หม่าวหัวเราะให้กับวันวาน

“พอต้องใช้เวลาในการทำตามออเดอร์ต่างๆ เราเลยไม่มีสต็อก ไม่เคยเปิดตลาดอะไรกับเขา เพราะมีออเดอร์เข้ามาตลอด เราไม่มีเวลาไปทำอะไรแบบนั้นจริงๆ เราโชคดีที่เจอลูกค้าที่เข้าใจ เขารู้ว่างานแฮนด์เมดมันมีคุณค่ากับการรองานจากฝีมือของคนทำ หลายคนตั้งใจมากที่จะได้งานจากโรงงานของเรา ซึ่งคุณพ่อสอนเราเสมอว่า ไม่ว่าลูกค้าจะรายใหญ่หรือรายเล็ก เราก็ต้องดูแลเขาให้เท่ากัน บางคนเขาเก็บตังค์แทบตายเพื่อซื้อกระเบื้องเราไปไว้ที่บ้าน 

“บางคนมาวางมัดจำ เขามีสมุดบัญชีตั้งหกเจ็ดเล่มเพื่อไปถอนเงินมาใช้เป็นค่าจ้างเรา ต่อให้เขาขอให้เราทำแค่หนึ่งตารางเมตร เราก็ทำให้ เพราะลูกค้ามีความตั้งใจ มีความต้องการงานของเราจริงๆ ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าน่ารัก เขารอได้ พอได้ชิ้นงานกลับไปก็ดีใจกับกระเบื้องที่ได้ สงสัยเพราะรอนานจนได้สักที” เธอหัวเราะสนุก “ล้อเล่นนะคะ”

กระเบื้องของแม่ริม เซรามิค เป็นงานแฮนด์เมดที่ทำอย่างประณีตทุกแผ่น และผ่านมือช่างฝีมือที่มีประสบการณ์มานานตั้งแต่โรงงานเปิด นับแล้วก็เป็นเวลามากกว่า 50 ปี เมื่อเทียบราคากับคุณภาพที่ได้รับก็ถือว่าไม่สูงเลย โดยจะคิดสีปกติตารางเมตรละ 950 บาท สีพิเศษตารางเมตรละ 1,000 กว่าบาทเท่านั้นเอง

อีกเอกลักษณ์หนึ่งของแม่ริม เซรามิค ก็คือเรื่องของสีกระเบื้องที่ไม่เท่ากัน

เบื้องหลังโรงงานกระเบื้องเซรามิกแฮนด์เมด จังหวัดเชียงใหม่ ที่เชื่อในคุณค่าการสร้างงานด้วยสัมผัสของมนุษย์

“อันนี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนที่มาหาเรา เขาจะเข้าใจธรรมชาติของโรงงานเรา ว่ามันเป็นกระเบื้องแฮนด์เมด มันไม่เนี้ยบนะ และสีมันจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ซึ่งเกิดจากตำแหน่งวางกระเบื้องในเตา อันที่แก่ไฟโดนไฟเยอะ ก็จะออกมาคนละสีกับที่โดนไฟน้อยกว่า กระเบื้องของเราจึงต้องวางแบบคละสี ไม่ได้เหมือนกันหมด ซึ่งเรามองว่าเป็นเสน่ห์ มีความเป็นธรรมชาติบางอย่าง แต่บางคนที่ไม่เข้าใจเขาก็จะบอกว่าห่วย ซึ่งเราก็จะเอากระเบื้องของเราคืนมา สุดท้ายพอมีคนทราบข่าว แป๊บเดียวก็มีคนมาซื้อต่อแล้ว เราถึงบอกว่า เรารู้สึกโชคดีเสมอมาที่มีลูกค้าที่เข้าใจงานของเรา”

ปัจจุบันโรงงานแม่ริม เซรามิค ดูแลบริหารโดยทายาทรุ่นที่ 2 สองพี่น้อง หม่าว และ หมึก-กิติกร ศรีวิชัยนันท์ ศิลปินเซรามิก อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เป็นพี่ชาย

ทั้งคู่เลือกเรียนศิลปะที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจจะกลับมาทำแม่ริม เซรามิค ต่อ โดยหมึกได้ทุนไปศึกษาด้านเซรามิกที่อิตาลี ส่วนหม่าวเรียนต่อด้านบริหารการออกแบบจากประเทศอังกฤษ

“ด้วยความที่เราสามคน พ่อและลูกๆ จบกันมาคนละแนวเลย เวลาคุยงานกันก็จะไปคนละแนว พี่ชายก็อีกแนว พ่อก็อีกแนว ส่วนเราคอยวิจารณ์ทั้งคู่ เพราะเราเรียนการบริหารการออกแบบมา สุดท้ายพ่อชนะ” หม่าวหัวเราะแซวคุณพ่อ “ล้อเล่นนะคะ จริงๆ มันทำให้งานออกแบบของเรามีความหลากหลายและสมดุลมากขึ้น เพราะเรามีหลายมุมมอง

“เวลาออกแบบงาน แม่ริม เซรามิค ไม่ใช่คนที่บ้าตามเทรนด์จนเกินไป ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมรับ เรารู้ว่าตอนนี้คนชอบอะไร ประมาณไหน แต่เราออกแบบอะไรที่ตอบรับกับความทันสมัยจ๋าไม่ได้ กระเบื้องเป็นอะไรที่ติดอยู่กับผนังบ้านหรืออาคารไปอีกนาน ทาสีทับไม่ได้ง่ายๆ จะเปลี่ยนทีก็เรื่องใหญ่ เราจึงพยายามทำอะไรที่ออกมาแล้วคลาสสิก มีความร่วมสมัย กระเบื้องบางแบบเราทำตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จนตอนนี้รุ่นลูกมาเห็นก็ยังรู้สึกชอบอยู่เลย

“เราต้องการให้มันยืนยาวอยู่เหนือกาลเวลา การออกแบบที่คลาสสิกขนาดนั้นจะต้องดูไม่แรงเกินไป ต้องมีความอบอุ่น ไม่ว่าจะลักษณะของสีหรือรูปทรงตัวกระเบื้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะคนที่อยู่ในโรงงานด้วย กระเบื้องของเราเลยมีสัมผัสของความเป็นมนุษย์ที่อบอุ่นอยู่ ดังนั้น เราเลยไม่เคยทำแคตตาล็อกกระเบื้องเลย เรารู้สึกว่าการมองกระเบื้องจากภาพ ไม่เท่ากับการที่เราส่งตัวอย่างกระเบื้องของจริงไปให้เขาสัมผัส ให้เขาเห็นด้วยตาจริงๆ

“คำที่บอกว่างานชิ้นนี้มีจิตวิญญาณ อาจดูเป็นคำที่ศิลปินมากๆ ดูเข้าใจยาก เข้าไม่ถึง แต่สำหรับกระเบื้องเซรามิก มันเป็นชิ้นงานที่อยู่ในบ้าน อยู่ใกล้ชิดกับตัวเรา และอยู่กับเราไปอีกนาน เราเชื่อว่าลูกค้าที่เห็นงานของแม่ริม เซรามิค ถ้าได้ลองสัมผัส เขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราพยายามทำ พยายามรักษาไว้ และความเป็นมนุษย์ในชิ้นงานมีคุณค่าของมันอยู่จริงๆ เราเชื่อว่าใครที่มาเห็นงานที่โรงงานก็จะรับรู้สิ่งนั้นได้เช่นกัน” เธอพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เบื้องหลังโรงงานกระเบื้องเซรามิกแฮนด์เมด จังหวัดเชียงใหม่ ที่เชื่อในคุณค่าการสร้างงานด้วยสัมผัสของมนุษย์

ผู้ที่สนใจดูงานใน แม่ริม เซรามิค สตูดิโอ โรงงานเปิดทำการตั้งแต่ 09.00 – 17.00 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์) 

โดยติดต่อนัดหมายล่วงหน้าที่เบอร์โทรศัพท์ 08 1993 9035 

สำหรับผู้ที่ชอบการ Mix & Match จับคู่กระเบื้องให้ไม่เหมือนใคร ที่แม่ริม เซรามิค สตูดิโอ มีกองกระเบื้องเซรามิกที่ไม่ผ่านเกณฑ์และถูกคัดออกอยู่มาก จึงยินดีให้เข้ามาเลือกซื้อได้ในราคาไม่แพง เพื่อไม่ให้งานที่พวกเขาทำต้องถูกทิ้ง อีกอย่างช่วยลดทรัพยากร และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการตกแต่งบ้านแบบ Zero Waste ด้วยนะ

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

17 มิถุนายน 2565
3.51 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตอนที่เราดูหนังแล้วรู้สึกว่า นักแสดงในเรื่องมีความน่าเชื่อถือทั้งบุคลิก หน้าตา และการแสดงในบทบาทต่าง ๆ หรือแม้แต่บางคนเห็นเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับรู้สึกว่าเขาเป็นคนคนนั้นได้อย่างสมจริง นั่นคืองานของ Casting Director ที่ทำการคัดเลือก ทดสอบ ผ่านขั้นตอนตามระบบกองถ่าย จนเข้าสู่การแสดงในภาพยนตร์

ผมอยากชวนทำความรู้จักกับคนทำงานตำแหน่งนี้ ซึ่งผ่านการทำงานยาวนานเกือบ 40 ปี กับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำในประเทศไทยและย่านอาเซียน เขาคือ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เคยร่วมงานกับผู้กำกับต่างประเทศ อย่าง Danny Boyle, Luc Besson, Oliver Stone และในภาพยนตร์-ซีรีส์สารพัดเรื่อง อาทิ Only God Forgives, Heaven & Earth, The Beach, The Lady, Buoyancy, The Rocket, Bangkok Breaking ฯลฯ และเธอก็รวมกลุ่มกับเพื่อนพี่น้องคนทำงานสร้างสรรค์ จัดตั้ง กลุ่ม CUT สหภาพแรงงานสร้างสรรค์ ขึ้นมาด้วย

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายบนเรือที่เขมร ตอนถ่ายทำภาพยนตร์ Buoyancy

“สวัสดีครับ ผม โป๋ย ศักดิ์ชาย ทำงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ เป็นหนังไทยแบบอินดี้หน่อยนะครับ ไม่ค่อยมีตำแหน่งCasting Directorแบบชัดเจนมาก พอดีทางเว็บเขาชวนมาทำสัมภาษณ์ ตอนนี้ผมเป็นผู้กำกับว่างงาน เลี้ยงวัวอยู่แถวบ้าน (สุรินทร์) เลยมาทำดูครับ เคยทำสัมภาษณ์ลงหนังสือเมื่อนานมาแล้ว เลยได้กลับมาลองดูอีกที”

ผมแนะนำตัวกับคุณหนอน ก่อนถามเธอต่อว่า “คุณหนอนอายุเท่าไหร่ครับ”

“58 เกือบจะ 59 แล้วค่ะ” เธอตอบ “ผม 52 แต่คุณดูเด็กกว่าผมอีกครับ” ผมตอบ

ระบบการทำงานของ Casting Director ในกองถ่ายภาพยนตร์ฝรั่งเป็นยังไงบ้างครับ

ในกองถ่ายทำหนังฝรั่ง ทางแคสติ้งจะปล่อยให้แผนกแคสติ้งทำ แบ่งเป็น Casting Director กับ Extra Casting ซึ่งคนทำCasting Directorต้องเก่งการจัดการ ต้องออดิชันเลือกคนที่เล่นเป็น ครีเอทีฟในการกระจายบท ตีความบท เลือกสคริปต์ เลือกว่าจะเอาซีนไหนให้เขาเล่น ส่วนแพลนการทำงานก็ชัดเจน เป็นระบบ

อาชีพนี้ เรามีหน้าที่หาความเป็นไปได้ของนักแสดงในแต่ละบทมาให้มากที่สุด โดยฟังจากความต้องการของผู้กำกับเป็นหลัก อาจแอบใส่สิ่งที่ตัวเองชอบหรือความคิดของตัวเองไปบ้างก็ได้ แต่อย่าให้เขาจับได้ (หัวเราะ) การมี Casting Director ช่วยให้ผู้กำกับทำงานสร้างสรรค์และต่อยอดไปได้อีก โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยหานักแสดงเอง

(คุณหนอนถามกลับ) ใน ‘หนังไทย’ ผู้กำกับจะใช้ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นแคสติ้งใช่ไหมคะพี่โป๋ย

บางบริษัทหรือหนังทุนเยอะ ๆ ก็อาจจะมีครับ แต่ในงบแบบที่ผมทำ นักแสดงหลัก ถ้าเป็นดาราก็ไม่ต้องมีแคสต์ แต่นักแสดงประกอบ พูด 2 – 3 ประโยค ก็อาจใช้ผู้ช่วยผู้กำกับทำหน้าที่แคสติ้ง บางทีเนื้อเรื่องหรือสถานที่ก็มีส่วนเหมือนกัน ถ้ากองถ่ายในกรุงเทพฯ ก็เอาคนมาได้เยอะ ถ้ากองถ่ายต่างจังหวัด มีทั้งค่าเดินทาง ค่าอื่น ๆ เลยต้องแคสต์คนท้องถิ่นมาเล่นทั้งหมด ผมเป็นบ่อยมาก ทุนไม่สูง ก็เอาทีมงานหรือทีมไฟมาเล่น เอาความใกล้เคียงกับคาแรกเตอร์ ซึ่งมันจะไม่เป็นระบบเหมือนหนังฝรั่งที่กองใหญ่ ๆ หรือทุนเยอะกว่า

Casting Director เป็นสายงานที่ผมไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ก็เลยอยากรู้ว่าหนังฝรั่ง เขาแคสต์บทเยอะขนาดไหน บทที่มีแค่ 2 – 3 ไดอะล็อกก็แคสต์ด้วยใช่ไหมครับ

ใช่ค่ะ ถ้าหนังฝรั่งมาถ่ายเมืองไทย เมื่อสมัยก่อนเขาเอาทีมงานฝรั่งมาเป็น Casting Director และมีผู้ช่วยเป็นคนไทย ส่วนใหญ่บทพูดเยอะ ๆ เขาหานักแสดงมาหมดแล้ว เหลือบทพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวก Featured Extras จะหาที่เมืองไทย

Casting Assistant ที่เป็นคนไทยก็ไปหาตัวเลือกมาให้เพื่อมาออดิชัน พอหลัง ๆ เขาเห็นว่าเมืองไทยเริ่มมีนักแสดงพูดภาษาอังกฤษได้ พอจะเล่นบทพูดได้บ้าง ก็หาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มจ้างเราเป็น Casting Director โดยไม่ต้องจ้างทีมงานฝรั่งมาเป็นเจ้านาย แล้วเราก็หาบทที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย

จริง ๆ ตัวเราก็ค่อนข้างอยากนำเสนอด้วยค่ะ (หัวเราะ) เวลามีบทมา สมมติเขาให้หานักแสดงเบอร์ 21, 22, 23, 26, 27 เราก็อาจจะสรรหาเบอร์ 14 มานำเสนอ เห้ย! ประเทศเราก็มี ไม่ต้องเอานักแสดงมาก็ได้ ลองดูประเทศเราไหม เราเริ่มจากตรงนั้น ค่อย ๆ เป็น Casting Director โดยที่เขาไม่ต้องส่งฝรั่งมา ประหยัดเงินเขา จ้างคนไทยแทน

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายตอนทำหนังเรื่อง The Beach หาตัวประกอบเป็นแบ็กแพกเกอร์จริง ๆ ที่ภูเก็ต กระบี่ เกาะพะงัน

การทำงาน Casting Director หมายถึง จัดบทมาแคสต์พระเอก นางเอก ตัวรอง ผู้ร้าย แล้วตำแหน่งนี้มีสิทธิ์ตีความบทขนาดไหน หรือผู้กำกับกำหนดมากน้อยแค่ไหนในกระบวนการทำงาน

แล้วแต่ผู้กำกับค่ะ  ผู้กำกับบางคนไม่กำหนดเลย บางคนอ่านบทแล้วให้เราหามาเลย หรือผู้กำกับบางคนก็บอกความต้องการมาเลย อายุเท่านี้ถึงเท่านี้ เป็นคนเชื้อชาตินี้ ต้องถูกต้องตามที่ผู้กำกับต้องการ

อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผมก็ได้ สมมติว่า หนังเตรียมงานเดือนกุมภาพันธ์ ถ่ายทำเดือนมีนาคม งานแคสติ้งไม่ได้จบตั้งแต่ตอนเตรียมงาน ตอนถ่ายก็ยังต้องไปทำงานอยู่ใช่ไหมครับ

สมมติถ่ายทำเดือนมีนาคม เราจะถูกจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม เพื่อให้ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเลือกนักแสดง เช่น โปรดิวเซอร์ ไดเรกเตอร์ และทำสัญญากับนักแสดงที่มีบทเยอะ ๆ เพราะบางครั้งต้องซ้อม ต้องฝึกความสามารถบางอย่าง เช่น ขี่ม้า พูดภาษาต่างประเทศ ฯลฯ หลังจากนั้น Extra Casting จะหาตัวประกอบทั้งหมดที่ไม่มีบทพูด ส่วน AD (Assistant Director หรือผู้ช่วยผู้กำกับ) ก็จะมี Breakdown มาให้วางแผนว่าจะไปจังหวัดนั้นในวันนี้ เพื่อหาตัวประกอบเตรียมไว้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แผนก ตามความถูกต้องจริง ๆ ของระบบหนังนะคะ ในตอนแรกที่เราทำให้หนังฝรั่ง เราทำเองหมดเลย ตั้งแต่ Casting Director จนถึง Extra Casting

สำหรับเรา การออดิชันสำคัญมาก การตัดต่อ การเลือกเทก บางครั้งตอนเราถ่าย เราบอกคนตัดต่อว่า เราชอบเทก 2 พอมานั่งดูจริง ๆ มาตัดต่อจริง ๆ เราจะพบอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่า ขอนำเสนอเทก 3 ดีกว่า เลยเป็นเหตุผลที่เมื่อก่อนเราทำเองทุกอย่าง เราชอบตัดเอง เราทำงานหนัก เรายอมอดนอน เราไม่กลัว (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้แก่แล้ว ก็มีผู้ช่วยที่รู้ใจช่วยตัดต่อให้บ้างในบางงานค่ะ

ยุคแรกของการทำงานได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ครับ

ตอนนั้นได้ค่าตอบแทนเป็นสัปดาห์ค่ะ เพียงแต่ค่าตัวเราอาจจะถูกกว่าเขาหน่อย (หัวเราะ) 25,000 ต่อสัปดาห์นะ ไม่ใช่ต่อเดือน เป็นค่าตัวสมัยก่อน เขาจ้างเราทั้งเรื่องเลย สำหรับฝรั่ง ค่าตัวคนทำงานในเมืองไทยถูกมากนะ ซึ่งคนฝรั่งที่ทำอาชีพแคสติ้ง ค่าตัวต่อสัปดาห์แพงมาก 5,000 เหรียญฯ ได้ ขอลองคูณ 30 นะ 150,000 บาท

หน้าที่เราทำตั้งแต่หานักแสดงมีบทพูด จนถึงหาเอ็กซ์ตร้า ซึ่งการหาเอ็กซ์ตร้าเป็นงานที่เราชอบมาก ไปภูเก็ต พังงา ถือกล้อง 1 ตัว แล้วก็ไปเดินหาเอ็กซ์ตร้า บางทีหาบทพูดเล็ก ๆ ในท้องถิ่นหรือในโลเคชัน ซึ่งงานแบบนี้เขาเรียกว่า Street Casting ทำงานมาจนถึงตอนนี้ก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นตามเครดิตและประสบการณ์ค่ะ

ก่อนเริ่มต้นทำงาน Casting Director คุณหนอนค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จากงานอื่นมาก่อน

เราเรียนสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนเกี่ยวกับ Visual Communication พอจบออกมาก็ทำงานเอเจนซี ตำแหน่งครีเอทีฟ จนเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ พอมีโอกาสออกกองหนังโฆษณาในฐานะครีเอทีฟในตอนนั้น ก็รู้สึกว่าชอบทำงานโปรดักชันมากกว่า เลยลาออกจากเอเจนซีไปสมัครงานโปรดักชันที่สยามสตูดิโอ

เริ่มทำตั้งแต่แผนกอาร์ตจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ได้เป็นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณาที่นี่อยู่ 3 ปี พอดีช่วงนั้นมีหนังฝรั่งเข้ามาถ่ายเมืองไทยเยอะ ที่โปรดักชันเฮาส์เขาก็ส่งพวกแผนกกล้อง แผนกไฟไปออกกองหนังฝรั่ง ให้เช่าเครื่องมือเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็อยากไปดูว่ากองฝรั่งเขาทำงานกันยังไง ก็ไปขอเจ้านาย เจ้านายไม่ให้ไป ก็เลยลาออก มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฟรีแลนซ์ แล้วไปสมัครงานกองหนังฝรั่ง

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ภาพตอนหาตัวประกอบที่พังงา ตอนนั้นทำหนังฝรั่งเรื่องแรก ชื่อ Heaven & Earth ของ Oliver Stone

ในงานแต่ละงาน คุณมีสังกัดที่รู้จักแล้วชวนกันต่อ หรือว่าชื่อของคุณถูกรีเควสต์ครับ

ระบบโปรดักชันจากเมืองนอก เวลายกกองมาประเทศไทย มี 2 แบบ เรียกว่า Service Company เช่น Living Film, Indochina, Santa International กรณีนี้เขาจะมีคนที่ใช้งานกันประจำอยู่แล้ว แต่ถ้ากองถ่ายมาแบบอินดี้ ไม่รู้จักใคร ไม่มีตังค์ หรือไม่ใช่บริษัทใหญ่ ๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Internet Movie Database (IMDb) เป็นแหล่งข้อมูลของคนทำหนังจากทั่วโลก เขาจะรู้เลยว่าประเทศไทยมีใครเคยทำตำแหน่งอะไรบ้าง เขาก็อาจจะติดต่อหาเราโดยตรง ซึ่งคนที่ทำงานกับหนังฝรั่งในเมืองไทย ส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์กันหมดค่ะ

มีกองถ่ายหนังเรื่องไหนที่ทำงานด้วยแล้วประทับใจไหมครับ

เรื่อง Only God Forgives ค่ะ เป็นหนังอินดี้นิด ๆ ผู้กำกับไม่ใช่ผู้กำกับฮอลลีวูด แต่พอดีเขาได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่อง Drive จากคานส์ แล้วค่อยมาทำ Only God Forgives เราประทับใจตรงที่ผู้กำกับค่อนข้างเป็นอาร์ติสต์ เขาบอกเราว่าไม่ต้องไปทำเทสต์เยอะแยะ เลือกคนมาสัมภาษณ์ก่อน ถ้าไอชอบชีวิตเขา ไอจะเลือก ช่วยไปหาคนจริง ๆ นะ อย่างตำรวจเนี่ย ก็ไปหาตำรวจจริง ๆ ถ้าเป็นมือปืน หนอนไปหาคนเป็นมือปืนมาเลย ไออยากรู้ว่ามันมีท่าทียังไง

เรารู้สึกว่ามันเป็นงานแคสติ้งที่ได้โจทย์เหมือนเขาเอาเงินมาให้เราเล่น ได้เงิน ได้ทำงาน แล้วก็ได้หาคนประหลาด ๆ มาด้วย ซึ่งฝรั่งที่เล่นเป็นตัวประกอบที่โดนทรมานในหนัง ดังไปเลยนะ หลังจากนั้นมีงานที่อังกฤษเพียบเลย

แล้วอย่างหนังเรื่อง The Lady ล่ะครับ

เรื่องนี้เป็นของผู้กำกับ Luc Besson เขาเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่งของฝรั่งเศสค่ะ ซึ่งเราเป็นแฟนเขาจากเรื่อง Nikita, Léon, The Fifth Element ซึ่งหนังเรื่อง The Lady เราแคสต์นักแสดงทุกคนที่ไม่ใช่ Michelle Yeoh แฟน Michelle Yeoh และครอบครัวในเรื่อง นั่นเขาแคสต์มาจากฝรั่งเศสกับอังกฤษแล้ว ที่เหลือแคสต์ในเมืองไทยค่ะ

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับพม่า เราก็อยากหาคนที่พูดภาษาพม่าได้จริง ๆ ในประเทศไทย เพราะยกกองไปถ่ายที่พม่าไม่ได้ ก็พยายามเจาะทุกทาง เจาะเข้าไปหาคนในชุมชนพม่า แต่เขาไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ เราใช้เวลาอยู่นานมาก จากคนไม่รู้จักกลายเป็นคนรู้จัก เราใช้เวลาประมาณ 4 – 5 สัปดาห์ กว่าจะเจาะได้ 1 คน พอเจาะได้ 1 คน เขาไว้ใจเราแล้ว เขาก็จะบอกต่อ สนุกมาก แล้วคนพม่าเป็น Non-actor ที่เล่นหนังเก่งทุกคน ให้ร้องไห้ก็ร้อง

มีหนึ่งฉากที่น่าสนใจ คือตอนที่ Michelle Yeoh เล่นเป็น อองซานซูจี แล้วขึ้นไปกล่าวปราศรัย ตอนนั้นเธอไม่มีเวลาพอที่จะฝึกภาษาพม่าจริง ๆ แต่ฝึกพูดจากการศึกษาเทปของอองซานซูจีตอนกล่าวปราศรัย เธอฝึกพูดจนเหมือนมาก พอต้องเข้าฉากขึ้นปราศรัย นักแสดงตัวประกอบพม่าร้องไห้เลย โอ้ ประทับใจมาก เก่งมาก

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ทีมแคสติ้งไทยถ่ายภาพกับ Luc Besson เป็นที่ระลึกในวันถ่ายวันสุดท้ายของภาพยนตร์ The Lady

นอกจากงานในประเทศ คุณยังขยายการทำงานของอาชีพ Casting Director ในอาเซียนด้วย

มีไปประเทศกัมพูชา ลาว แต่เรื่องที่กัมพูชา เขาขอถ่ายเมืองไทยไม่ได้ เลยต้องไปที่นู่น (กัมพูชา) เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงงานประมง สมัยหนึ่งที่ The Guardian ออกข่าวว่า ประเทศไทยใช้แรงงานทาสในเรือประมง คนที่มาคุยกับเราเป็นคนออสเตรเลีย แล้วเราต้องไปหาตัวเอกเป็นเด็กเขมรที่ถูกหลอกมาขายเป็นทาสบนเรือ มีไต้ก๋งเป็นคนไทย

เราไปหานักแสดงเด็กตัวเอกในพนมเปญ ไปหาในวิทยาลัยการแสดงก็ได้ตัวเลือกมาส่วนหนึ่ง แล้วเราก็ไปเสียมเรียบไปถึงก็ไปเจอ NGO Organization ที่ดูแลรับเลี้ยงเด็กข้างถนนที่เสียมเรียบ มีเด็กคนหนึ่งน่ารักมากเลย อายุ 15 เราเทสต์เด็กในนั้นทุกคน แล้วคนนี้โดดเด่นมากที่สุด เลยได้เป็นพระเอกในหนังเรื่อง Buoyancy แล้วก็มีไปถ่ายในประเทศพม่าบ้าง เป็นพวกหนังโฆษณาค่ะ

คุณหนอนมีวิธีหาคนมาแคสต์จากไหนบ้างครับ

เราทำอาชีพนี้ สะสมคนไว้เยอะค่ะ เวลาไปเจอใคร เพื่อน เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของพี่ เพื่อนของพี่คนนั้นคนนี้ เขารู้ว่าเราเป็นแคสติ้งก็จะแนะนำมาอยู่แล้ว จากนั้นเราก็จะเก็บไว้ใน Database พอมีเฟซบุ๊กเราก็ไปติดตามเขา แล้วก็ติดตามเพื่อนของเขา (ในเฟซบุ๊ก) เพราะเพื่อนกันจะมีไทป์หรือความสนใจที่คล้ายกัน จนเรารู้สึกว่า Mark Zuckerberg แม่งต้องมีญาติทำแคสติ้ง เพราะว่าตั้งแต่มีเฟซบุ๊ก ชีวิตแผนกแคสติ้งก็ดีขึ้นนะคะ

เมื่อก่อนกว่าคุณจะหาเบอร์นักแสดงสักคน หาไม่ได้หรอก คุณต้องค่อย ๆ หา ค่อย ๆ ถามคนนู้นคนนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เปิดอินสตาแกรมทีเดียว คุณได้เบอร์ทุกคนเลย จบ สมมติอยากเช็กว่าเขาเป็นแบบไหน เคยทำอะไรมาบ้าง ก็เช็กได้จากยูทูบ กูเกิล เหมือนกัน เราก็ไปเช็กมาว่าพี่โป๋ยทำหนังอะไรมาบ้าง (หัวเราะ)

นอกจาก Casting Director เคยเปลี่ยนไปทำตำแหน่งอื่นไหมครับ

จากที่ทำมาหลายเรื่อง มีช่วงหนึ่งที่หนังฝรั่งเข้ามา แต่ไม่มีบทที่น่าสนใจเลย เป็นหนังบู๊เสียส่วนใหญ่ เขาก็จะให้เราหาตัวประกอบ หาคนกล้ามใหญ่ ๆ เราว่ามันน่าเบื่อ พอดีมีหนัง Rambo 4 เข้ามา เราเลยบอกโปรดิวเซอร์ว่า ไม่อยากทำแล้วนะ เบื่อ ไม่อยากคุยกับฝรั่งกล้ามใหญ่ ให้ทำผู้ช่วยผู้กำกับได้ไหม

เขาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่าง มาเป็น UPM (Unit Production Manager) ของกอง 2 ให้ได้ไหม ซึ่ง UPM คือผู้จัดการกองถ่าย ถ้าเทียบกับหนังไทย คือ ธุรกิจการจัดการในกองถ่าย เราก็ถามกลับว่า “หนอนจะทำได้เหรอ ไม่เคยทำ” เขาบอกว่า “กองเล็กนิดเดียว เธอเคยเป็น AD มาแล้ว ทำได้อยู่แล้ว ถ่ายแค่ 2 สัปดาห์เอง” เราก็เลยรับทำ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับนักแสดงอังกฤษที่แคสต์มาเล่นภาพยนตร์เรื่อง Mechanic: Resurrection

พอตกลงทำ UPM แล้วเป็นยังไงบ้างครับ

พอทำไปทำมา กอง 1 ดันขี้เกียจ ซึ่งกอง 1 ผู้กำกับคือ Sylvester Stallone เขากำกับเอง เล่นเอง ถ่ายตัวเอง แสดงไปนิดเดียวแล้วก็เลิก ที่เหลือทิ้งให้กอง 2 มันเป็นแบบนี้ทุกวัน กอง 2 ก็เลยยาวและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จาก 2 สัปดาห์ ก็เป็น 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ 5 สัปดาห์ 6 สัปดาห์ กลายเป็นถ่ายอยู่ 2 – 3 เดือน (หัวเราะ)

ด้วยทุนสร้างที่เยอะ กองถ่ายหนังฝรั่งเลยมีความพร้อมในการทำงานมากกว่า

กอง Rambo 4 ส่วนที่สำคัญที่สุด คือสตั๊นท์ สตั๊นท์ในหนังฝรั่งเป็นเรื่องทางเทคนิคมาก มันมีสิ่งที่เรียกว่า Stunt Adjustment บางครั้งบางฉากที่เสี่ยงอันตรายมาก ๆ เขาจะคิดราคาเป็นเทก พอคิดเป็นเทก ก็จะต้องผ่านการอนุมัติจากคนหลายคน ดังนั้น การที่เราจะจ่ายเงินคนคนนี้เท่าไหร่ เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่

กองถ่ายหนังที่มีทุน มีเงินเยอะ เขาจ้างคนเยอะ กองก็ใหญ่ กลายเป็นอุปสรรคตรงกันข้ามกับหนังที่มีเงินน้อย คนมีเงินน้อยก็จะกองเล็ก ๆ เคลื่อนย้ายง่าย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนเยอะ ไม่ต้องรอคำตอบนาน พอกองใหญ่ เจ้านายเยอะ กว่าจะอนุมัติต้องผ่านหลายขั้นตอน เคลื่อนย้ายไปไหนก็เป็นเรื่องใหญ่ เช่น เดินทาง ขนคน เตรียมพื้นที่ จัดที่ให้นั่งพัก ฯลฯ นี่เป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่ หนอนชอบทำกองเล็ก ๆ มากกว่า ชีวิตมีความสุข มีเจ้านายคนเดียว

ถ้าอยากทำอาชีพ Casting Director ต้องเริ่มต้นจากอะไรครับ

เริ่มได้หลายทาง อย่างตัวเราเริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งปัจจุบันทุกคนเรียนได้เท่ากันจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้น มาเป็นผู้ช่วยแคสติ้งสักเรื่องหนึ่งก็พอแล้ว ถ้าชอบจริง ๆ ทำได้จริง ๆ เป็น Casting Director เลยก็ได้ เพียงแต่งานนี้ไม่ได้ประกอบไปด้วยงานครีเอทีฟอย่างเดียว ต้องรู้จักการจัดการ เข้าใจเทคนิคการตัดต่อ การอัปโหลด ดาวน์โหลด ซึ่งประกอบด้วย 2 อย่าง ทั้งทางครีเอทีฟ ทั้งทางบริหารเงิน บริหารเวลา บริหารการนำเสนอ เสร็จแล้วก็มาบริหารการทำสัญญา เพราะมีสัญญาแบบต่าง ๆ จากสตูดิโอ เราก็ต้องเป็นหูเป็นตาให้นักแสดง ในฐานะที่นักแสดงเราอาจไม่เก่งภาษา เราเองก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องการทำสัญญาอะไรสักเท่าไหร่หรอก แต่ก็มาช่วยเขาดูว่ามันยุติธรรมไหม ก็คือต้องทำหน้าที่เป็น Lawyer นิด ๆ ด้วย

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับสตั๊นท์ไทยที่เล่นเป็นทหารพม่าในเรื่อง The Lady รอยสักบนหน้าคือของปลอม ช่างแต่งหน้าวาดให้

ต้องมีคุณสมบัติอื่นอีกไหมครับ

ต้องชอบหนัง อย่างเราชอบดูหนังมาก ๆ ชอบอ่านหนังสือ เพราะคนที่อ่านหนังสือไม่เก่ง จะอ่านบทไม่เข้าใจ บางทีเข้าใจแค่ผิวเผินก็ไม่ได้ เพราะคนเขียนบทเก่ง ๆ จะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ เขาไม่บอกตรง ๆ แต่จะมี Between the Lines เช่น ซีนที่ 16 มีบทพูดแบบนี้ แต่เขาไม่ได้พูดขึ้นมาเฉย ๆ นะ เขาพูดเพราะมีที่มา ถ้ามีทักษะเรื่องการอ่านก็ช่วยได้เยอะ ที่สำคัญต้องขยัน

ถ้าเราทำงานในแบบที่เราชอบ เราจะขยันโดยอัตโนมัติ เพราะมันสนุก พอสนุก เราจะไม่รู้สึกว่ากำลังทำงาน เราจะรู้สึกว่าเรากำลังเล่น มันสนุกดี I Love My Job! (พูดทันที)

ทำไมคุณหนอนถึงกล้าพูดเสียงดังเลยว่า I Love My Job!

สำหรับเรา มันเป็นอาชีพที่ชอบ ได้ทำหนังดี ๆ กับผู้กำกับดี ๆ หรือเวลาได้โจทย์ที่ท้าทาย เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่าเวลาชีวิตที่จะทุ่มเทและขยันทำงาน ซึ่งการทำ Casting Director ก็เหมือนผู้กำกับในกองเล็ก ๆ ของเราเอง โดยเรามีอำนาจทุกอย่าง ไม่มีใครเป็นเจ้านายเรานอกจากผู้กำกับ เราได้เจอผู้กำกับในดวงใจหลายคน เจอ Danny Boyle ใน The Beach เจอ Luc Besson ใน The Lady เจอ Oliver Stone ใน Heaven & Earth ผู้กำกับแต่ละคน ใครบ้างจะไม่อยากเจอตัวจริง เราก็อยากเจอตัวจริง (หัวเราะ) และอาชีพนี้มันเป็นส่วนประกอบของทุกอย่างในตัวเรา เราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออดิชัน การหาคน แล้วก็ใช้ความเป็นนักอ่าน ได้อ่านบท ได้อ่านสคริปต์แปลก ๆ

อีกอย่างเราเป็นคนแรกที่เปลี่ยนบทในกระดาษแผ่นนั้นให้ออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว

เกือบ 40 ปีของการทำงาน คุณหนอนเรียนรู้อะไรบ้างในตำแหน่ง Casting Director

เราเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มนุษย์ไม่ได้รู้จักตัวเองมากเหมือนกับที่คิด เมื่อคนอื่นมองเรา เขาจะเข้าใจตัวเรามากกว่าที่เราเข้าใจตัวเอง เราสังเกตจากการทำงาน บางทีผู้กำกับบอกว่าเขาเป็นคนแบบนี้ แต่จริง ๆ เขาไม่ได้เป็น การทำแคสติ้งทำให้เราเจอคนเยอะ ทำให้เราได้ออกค้นหามนุษย์ตั้งแต่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ลงมาถึงล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร จนถึงคนที่แม่งไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อาหารเลย แต่นั่นแหละ มันทำให้งานเราสนุกมาก

ยิ่งเป็นคนที่สนใจในเรื่องมนุษย์ด้วยนะ รับรองถูกใจ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับ Gaffer ไทยที่ไปถ่ายโฆษณาด้วยกันที่พม่า

คุณค่าของงานที่ทำมามากกว่าค่อนชีวิตสำหรับคุณหนอนคืออะไร

Casting Director พาเราไปสู่ข้อสรุปที่ว่า การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือ การตบตีกันก็ตาม แต่การพูดความจริงต่อกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์กระทำต่อกันได้

คุณหนอน ยุงไมเยอร์ มองอนาคตในอีก 5 ปี 10 ปี ไว้แบบไหนครับ

ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เพราะแก่แล้วค่ะ (หัวเราะ)

เรามองปีหน้า ปีมะรืน ถ้ายังสนุกอยู่ ถ้ายังมีงานให้ทำอยู่ ก็จะหางานทำไปเรื่อย ๆ ถ้าเรารู้สึกเหนื่อย ก็จะหยุด เราไม่คิดว่าตัวเลขมีผลกับเรา แต่เราจะดูเอเนอจี้ตัวเองเป็นหลัก ตอนนี้ก็อยู่ที่แม่ฮ่องสอนเป็นหลัก ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ พอหน้าร้อนก็ร้อนมาก แต่ไม่เป็นไร เพราะหน้าหนาวมันคุ้มมาก ในวันที่ไม่ต้องทำงาน เราก็ขี่จักรยาน ดูหนัง เดินขึ้นเขา ทำสวน เล่นกับหมาคนอื่น เพราะเราไม่เลี้ยงหมา ไปทำหนังทีหลายเดือน เดี๋ยวหมาตาย จะเลี้ยงของตัวเองไม่ได้จนกว่าเราจะเกษียณ ก็เลยไปเล่นกับหมาข้างบ้านแทน แต่หมาข้างบ้านมันทำตัวเหมือนเป็นหมาเราเลยนะ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้นอกจากทำแคสติ้งเป็น Casting Director ก็ขยับตัวเองไปเป็นครีเอเตอร์ของ Original Content และสิ่งที่อยากทำตอนนี้ คือ Thai Original Content บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มาเปิดในเมืองไทย ตอนนี้เขาเริ่มจ้างคนไทยเป็น Creative Head ทำให้เรามีความหวังว่า สตรีมมิ่งเซอร์วิสที่มาลงทุนจะช่วยให้วงการหนังไทยพัฒนา เราเชื่อแบบนั้นนะ

และท้ายนี้ เราอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกผู้กำกับที่สอนงานและให้งานเรามาทั้ง คุณคธา พี่ไมค์ พี่พล พี่ตุ้ม ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีงานไหนเลยที่ทำได้คนเดียว ผู้ช่วยของเราเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ ตั้งแต่โบว์ใหญ่ จมปู้ ปุ้มปุ้ม โบเล็ก ร่มไทร พี่กรองทอง พี่แมวป่า น้องเอ๋ปาป้า พี่อ้วนที่ตอนนี้ไม่อ้วนแล้ว พี่แดง นังปีเตอร์ แซมแซมที่เขมร น้องมิ้นท์ น้องอาร์ นุ๊กกี้ จนมาถึงผู้ช่วยคนสุดท้องตอนนี้ คือน้องโบโบ้ Couldn’t have done it without YOU!

ภาพ : ระวีพร ยุงไมเยอร์ 

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ศักดิ์ชาย ดีนาน

นักเขียนบท ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งค้นพบว่ามาเลี้ยงวัวที่สุรินทร์ (บ้านเกิด) ก็ทำหนังได้ แถมมีเวลาดื่มมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ อีก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load