อุทยานแห่งชาติแม่เงา ตั้งอยู่ในท้องที่ของอำเภอแม่สะเรียง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชื่อมรอยต่อด้วยจังหวัดตาก ในอำเภอท่าสองยาง มีพื้นที่ราว 257,650 ไร่ (เทียบเล่น ๆ กับสนามฟุตบอลได้ 58,556 สนาม วิ่งกันตีนแตก!)ในพื้นที่หลายแสนไร่นี้ มีเส้นทางเดินหลักของหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง ใช้เป็นเส้นทางเดินข้ามสันเขา แหล่งทำกินทั้งด้านการเกษตรและปศุสัตว์ รู้จักกันในชื่อ ‘เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา’ ระยะทางเดินรวม 50 กิโลเมตร ไต่ระดับความสูงขึ้นลง 2,155 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราออกเดินและแวะพักตามยอดดอยเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน 

แบกสัมภาระเอง แบกกองกลางเอง ไม่มีลูกหาบ มีแต่ลูกหอบ 

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

Day 1
จอลือคี หรือ ม่อนกองข้าว ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,150 เมตร

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

ออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่เคยเดินป่าจริงจังเลยสักครั้งในชีวิต ที่ใกล้เคียงป่าสุดคือ ป่าหลังบ้าน โตมาหน่อยก็ตอนเรียนลูกเสือหรือรักษาดินแดน ทริปเดินป่านี้จึงถือเป็นการเดบิวต์ในวงการนี้เลยก็ว่าได้ ผมจำคำที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวไว้ได้ว่า ‘ความเชื่อ คือการก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก แม้ยังมองไม่เห็นบันไดทุกขั้นก็ตาม’ 

ฟังแล้วใจมันขึ้นแปลก ๆ เอาวะ จะเดินทั้งทีก็เอาให้ลำบากสุดทางไปเลยละกัน

ผมเดินทางออกจากชลบุรี ถึงหน้าอุทยานแม่เงาเวลา 6 โมงครึ่งเห็นจะได้ หน้าอุทยานเป็นจุดนัดพบของเพื่อนร่วมทริปอีก 14 ชีวิต และในทริปเดินจะมีพี่ไกด์ชาวบ้านคอยนำทางและแนะนำจุดต่าง ๆ เดินร่วมกันตลอดทริป กลุ่มละ 2 คนต่อทริป (ไกด์ของเราชื่อ พี่ไม้และพี่ซู) พอถึงเวลา 9 โมงครึ่ง พวกเราออกเดินทางด้วยรถกระบะของชาวบ้าน เพื่อขึ้นไปที่จุดเริ่มเดินที่ระดับความสูง 900 เมตร ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง ไต่ระดับความสูง เส้นทางขรุขระขึ้นลงสันเขา เมารถ ปวดเข่า ขาสั่น หลังร้าว ราวนมสะเทือนยันไส้ติ่ง ในที่สุดเราก็มาถึง หมู่บ้านแม่ปะ จุดเริ่มเดิน 

ผมก้าวขาลงจากรถ ความคิดแวบแรกในหัว เอาละ ถ้าจะมีใครไม่รอดก็คงเป็นกูนี่แหละ!

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม
เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

อ้อยอิ่งอับอาย ถ่ายรูปร่วมกันอยู่สักพัก เราต่างเริ่มทยอยออกเดินไปในทิศทางที่พี่ไกด์ชี้บอก ในการเดินจะมีพี่ไกด์นำ 1 คนและปิดท้าย 1 คน ส่วนใครเดินเร็วหรือช้า ให้ไปตามจังหวะของตัวเอง เพียงแค่จุดนับก้าวแรก เราก็พบกับความชันที่เช็กจากสายตาแล้วน่าจะชันถึง 15 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว (ไม่ประนีแม่ประนอมน้ำจิ้มไก่อะไรกันทั้งนั้น) ราว 3.2 กิโลเมตร ถึงทางสามแยก… ทางแยกของชีวิต ซ้ายทางเรียบ ขวาชันสุดใจ 

เนื่องจากผมและแฟนเดินไม่ทันพี่ไกด์คนนำและเร็วกว่ากลุ่มด้านหลัง ตัวเราเองไม่รู้เส้นทางแน่นอน โจทย์เดียวที่มีตอนนั้นคือ สัญลักษณ์กิ่งไม้ที่วางไว้ผิดที่ผิดทางในเส้นทางขวามือ ประกอบกับมีพี่ที่หลุดจากแถวหน้า เลี้ยวขวานำไปก่อนแล้ว ผมหันไปคุยกับแฟนด้วยความมั่นใจว่า “เราเคยดู National Geographic กิ่งไม้ชี้ไปด้านขวา เลี้ยวขวาเลย ชัวร์”

โดยหารู้ไม่ว่า ความฉิบหายได้มาเยือนแล้ว 

ด้วยความรู้ผิด ๆ ของผม เราหลงทางไป 2 กิโลเมตรครับ โชคยังดีที่เราสองหิวคอนเวอร์เซชันประมาณหนึ่ง เมื่อพบชาวบ้านที่ขับมอเตอร์ไซค์สวนทางมา จึงกล่าวเซย์ไฮ โบกมือทักทาย พี่ชาวบ้านเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “จะไปไหนกัน!?” และนั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นของการเดินกลับ ไต่ความชันอีก 2 กิโลเมตร โง่ไม่แบ่งใคร แถมพาคนอื่นเหนื่อยไปด้วย 

ด้วยเวลาที่เสียไปประกอบกับเป็นกลุ่มรั้งท้าย เราจึงไล่หวดกวดทุกเนินเพื่อให้ทันกลุ่ม ซึ่งก็ไล่กันทันที่จุดชมวิวระหว่างทางพอดี เหมาะเจาะกับการพักเหนื่อย พักขาที่ร้าวล้า โดยมีวิวทิวเขาอยู่ด้านหน้ากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ได้นั่งคุยกันเรื่องหลง ทับถมกันเล็กน้อยเป็นน้ำจิ้ม ถือเป็นการคลายเหนื่อยที่น่ายินดี ซึ่งพี่ไม้บอกผมว่า การเดินในเส้นทางป่าแบบนี้ ถ้าเห็นกิ่งไม้วางอยู่ทางด้านไหน ให้เดินไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือ สัญลักษณ์บอกว่า ห้ามไปโว้ย! ไม่ใช่ให้เลี้ยวไป

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

หลังจากนั่งซึมซับบรรยากาศตรงหน้าจนอิ่มหนำ พวกเราออกเดินทางกันต่อ อีกราว 3 กิโลเมตรก็ถึงจุดหมายประมาณบ่าย 3 โมง ตลอดเส้นทางเดินวันนี้เป็นการเดินผ่านเส้นทางทำกินของชาวบ้าน บางจุดจึงเป็นเขาโล่งกว้างที่มีเพียงหญ้าสำหรับวัวเติบโตอยู่ บางจุดก็เป็นขั้นบันไดที่อดีตเคยเป็นจุดทำเกษตรกรรมมาก่อน

‘ม่อนกองข้าว’ เป็นจุดพักกางเต็นท์คืนแรกของพวกเรา เป็นจุดกางเต้นท์โล่งกว้าง มีหญ้าสีเหลืองปูพื้นและอึวัวแทรกอยู่บ้าง มีจุดชมวิวที่ต้องเดินขึ้นไปอีกราว 150 เมตร เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นรอบข้างได้ 360 องศา หลังจากจัดการที่หลับที่นอนเสร็จสรรพ ปล่อยกายพักผ่อนตามอัธยาศัย และกลับมาร่วมวงกินข้าวเย็นด้วยกัน

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

อาหารเย็นมื้อแรกเป็นหมูทอดข้าวเหนียว มาม่า รวมกับอากาศที่เริ่มเย็นขึ้น มาม่าอร่อยขึ้นทันตาเมื่ออยู่บนยอดดอย พี่ไม้ช่วยก่อกองไฟให้พวกเรา ล้อมวงนั่งพูดคุยกันสัพเพเหระและทำความรู้จักกัน เนื่องจากบางคนไม่เคยร่วมทริปกันมาก่อน บรีฟเรื่องเส้นทางพรุ่งนี้กันเล็กน้อย คุยขิงกันบ้างเรื่องใครเดินช้าเร็ว ปล่อยบทสนทนาไหลยาว 

แหงนหน้ามองฟ้าพบหมู่ดาว ดาว! ดาวลอยเต็มท้องฟ้า สวยจนเติมแต่งเรื่องราววันนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น

  เราพบว่าบางทีชีวิตอาจเรียบง่ายแค่นี้ คือ การออกเดินทางไปในเส้นทางใหม่ ๆ ได้ผิดพลาด ได้แก้ไขแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ เสพปัจจุบันขณะ แล้วเริ่มกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ให้เรื่องราวของวันพรุ่งนี้เป็นการก้าวขึ้นบันไดขั้นต่อไป 

แม้ว่าเรายังคงมองไม่เห็นขั้นบันไดทั้งหมดก็ตาม

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

Day 1 – จอลือคี หรือ ม่อนกองข้าว ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,150 เมตร ระดับความสุข 10 เลกเตอร์ (Legter)

Day 2 
ม่อนกองข้าว-ดอยธง ระยะทาง 9 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,650 เมตร

เมื่อคืนหนาวมาก เพราะพื้นที่เปิดโล่งรับลมและมีน้ำค้างลงเพิ่มความเย็น เรารอดตายด้วยฟอยล์ 1 ผืน (ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปแนะนำให้พกมา) ที่ห่อเราไว้ประหนึ่งปลาเผา เคียงด้วยผักเล็กน้อย เหยาะน้ำจิ้มหน่อย อร่อยเลย เดี๋ยว!

7 โมงครึ่งเริ่มทยอยเก็บเต็นท์ ระหว่างพูดคุยและชมทะเลหมอกเคล้าบรรยากาศเย็น ๆ กาแฟดริปที่พกไปดูจะเป็นสินค้าขายดีในบรรยากาศแบบนี้ ถ้าไม่ติดว่าต้องเดินหลายวัน ผมคงพกมาขายเพื่อน ๆ แน่นอน (ชาร์จ 10 เปอร์เซ็นต์ ค่าแบก) หลังจากกินข้าวเสร็จ เราออกเดินทางจากม่อนกองข้าว ราว 9 โมง จุดหมายคือยอดดอยธงที่มีความสูงที่สุดในทริป

หลังจากเดินเมื่อวาน อุปกรณ์สำคัญที่ผมคิดว่าทุกคนควรพกไป คือ ไม้เทร็กกิ้ง ช่วยค้ำยันเวลาเดินและพยุงตัวเราไม่ให้ไถลตกเขา เป็นของสำคัญที่แน่นอนว่า ผมไม่ได้พกไป! เพราะอยากทำเท่ใช้มีดเดินป่าที่พกมา ตัดไม้ทำไม้เทร็กกิ้งเท่ ๆ ด้วยตัวเอง ตัดภาพมาที่ต้องขอไม้ค้ำจากพี่ไม้ที่ทำไว้เป็นไม้ค้ำเองตั้งแต่เมื่อคืน อนิจจา หมดกันความเท่

เส้นทางเดินช่วงแรกยังคงมีพื้นที่ทำกินของชาวบ้านอยู่บ้าง เป็นทางเดินที่ไม่ลำบากมาก สบายกว่าเมื่อวาน เนื่องจากพี่ที่ร่วมกลุ่ม 2 คน กับพี่ซู ไกด์อีกคน ค่อนข้างเดินเร็วกว่าปกติ กลุ่มจึงแยกเป็น 2 ส่วนอีกครั้ง โดยมีผมอยู่เกาะกลุ่มไปด้วย พวกเราเดินกันจนถึงจุดพักกินข้าวเที่ยง นั่งพูดคุยที่มาที่ไปของความเดินว่องไวของพี่ที่ร่วมทริปอีก 2 คน ได้ใจความว่า พี่ ๆ เคยวิ่งเทรลกันมาก่อน ปรากฏว่าช่วงครึ่งหลังของการเดิน ที่เริ่มไต่เนินชันและเข้าป่า คล้ายการแข่งขันวิ่งเทรลของคน 3 คนไปโดยปริยาย ใช่ครับ รวมพี่ซู ไกด์ของเราด้วย! ที่ยิ่งจี้ พี่เขายิ่งไว ไม่รอมนุษย์ธรรมดา 2 คนด้านหลังเลย (พี่ลืมรึเปล่าว่าเป็นคนนำทาง)

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม
เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

บ่ายโมงครึ่งเราเดินถึงยอดดอยธง เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ตั้งชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอก) ปลดกระเป๋า มองหาทำเลกางเต็นท์รอเพื่อน ๆ กลุ่มหลัง จากประสบการณ์รับลมเมื่อวาน เราจึงเลือกจุดที่โดนลมพัดน้อยที่สุด เวลาวิ่งผ่านจนถึงบ่าย 3 โมง ทุกคนเริ่มทยอยมาถึง ลงหลักปักฐานที่หลับนอน ช่วงเวลาแจกจ่ายของกินเล่นเติมพลัง วุ่นวายกับหยูกยา นั่งนุ้งนิ้งเตรียมของทำกับข้าว ยกน้ำกรอกน้ำ ก่อกองไฟ เตรียมพร้อมสำหรับมื้อเย็นวันนี้

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ดอยธงในยามพระอาทิตย์อัศดง เป็นช่วงเวลาน่าอภิรมย์ราวกับมีมนต์วาดไว้ ทิวเขาสูงต่ำตัดสลับ ป้ายแต้มเฉดสีท้องฟ้าวานิลลาสกาย ภาพบรรยายของคำตอบที่เรายอมทุ่มแรงกายปีนป่ายขึ้นมา เสพภาพชั่วคราวอย่างอิ่มเอม เก็บภาพทรงจำใส่สมอง บ้างบันทึกลงโทรศัพท์เผื่อรำลึกถึงในวันหนึ่ง กับข้าวซองพร้อมแล้ว ข้าวอุ่น ๆ พร้อมแล้ว นั่งกินข้าวล้อมวงข้างกองไฟ แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างทางแก่กัน รักกองไฟอุ่น ๆ นี้มาก

พรุ่งนี้เส้นทางยาวที่สุดของทริป 21 กิโลเมตร ไต่ระดับความสูงลงมาที่ 925 เมตร หมายความว่าเราจะต้องเดินลงเยอะมาก ๆ และต้องตื่นเช้าเก็บของให้พร้อมเดินตั้งแต่ 7 โมง เผื่อเวลาเดินให้ถึงก่อนมืด ลดความอันตรายของเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ความหนาวเร่งสูง ผมแบ่งสัมภาระสำหรับพรุ่งนี้เตรียมไว้ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน 

วันนี้ที่เส้นทางดูเรียบง่ายและไม่ยากเกินไป ก็มีเรื่องราวระหว่างทางดี ๆ แบ่งปันความสนุกให้กันตลอดทาง การเดินป่ากับคนที่มีนิสัยคล้ายกัน มันมีเสน่ห์ดีเหมือนกันนะ กลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกันดี เริ่มกลมเกลียวผ่านเส้นทางและเรื่องเล่ารอบกองไฟในแต่ละวัน ไม่ว่าพรุ่งนี้ระยะทางจะไกลแค่ไหน แต่พวกเราจะไปถึงยังจุดหมายเดียวกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Day 2 – ม่อนกองข้าว – ดอยธง ระยะทาง 9 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,650 เมตร ระดับความกลมเกลียว 10 เลกเตอร์

Day 3
ดอยธง-โรงเรียนบ้านแม่หาด (หมื่อหะคี) ระยะทาง 21 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 925 เมตร

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เวลาประมาณตี 5 เราตื่นขึ้นจากเสียงเพื่อน ๆ ที่เริ่มเก็บของ เก็บเต็นท์ ร่างกายเริ่มหนักขึ้น ลุกขึ้นด้วยความงัวเงียและงอแง ด้วยความที่เมื่อคืนหลับ ๆ ตื่น ๆ พะว้าพะวัง ของก็ต้องเก็บ ขี้ก็ปวด น้ำก็ยังไม่ได้เติม 

พวกเรารวมตัวชักภาพกันไป 82 รูป บอกลาดอยธงที่วิวยามเช้าสวยงาม ทิวเขาตัดสลับในความสลัวของยามพระอาทิตย์กำลังเริ่มฉายแสง มีสายหมอกเคล้าแกล้มอยู่เวิ้งล่าง ช่วงเวลาโมงยามพิเศษที่เกิดเพียงชั่วขณะ เป็นสถานที่พิเศษที่ถ้าไม่แบกสังขารขึ้นมาดูคงไม่มีวันได้เห็น เวลาล่วงเข้า 7 โมงครึ่ง พวกเราเริ่มออกเดินทาง แบ่งออกเป็นกลุ่มเหมือนเมื่อวานนี้ โดยมีพี่ตากล้องประจำกลุ่มเพิ่มเข้ามาในกลุ่มหน้าหนึ่งคน หลังผ่าน 3 กิโลเมตรแรก เป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ มีวิวด้านขวาเป็นทะเลหมอกประกอบฉากเดิน เป็น 3 กิโลเมตรที่โรแมนติกชิบเป๋งเลย

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ตัดภาพเข้าการเดิน วันนี้เป็นการเดินที่เร็วกว่าเมื่อวาน โดยเฉพาะจังหวะเส้นทางเดินลง พวกพี่ ๆ เร่งจนแทบจะวิ่งกันอยู่แล้ว โดยมีเสียงปลุกเร้าลั่นครามในป่าของแม่บ้านชะนีที่คงออกมาตลาดเช้า จับกลุ่มเม้าเรื่องผัว ๆ หนีเที่ยวเมื่อคืน และพี่ไม้บอกให้พวกเราหยุดพัก “พักกินข้าวเช้าก่อน เดินเร็วกันขนาดนี้ รอเปลี่ยนคนนำนะ รอซูเลย รอซูเลย”

ไม่นานกลุ่มหลังก็มาถึง จังหวะเดียวกับที่เรากินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย พี่ไม้เปลี่ยนให้พี่ซูเดินนำ

เราออกเดินทางกันต่อ เมื่อพี่ซูนำ ผมนี่เห็นชะตากรรมการเดินเลยครับ

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เส้นทางวันนี้จะพาเราเข้าไปใกล้ป่าที่สัตว์อยู่จริง ๆ มากขึ้นกว่า 2 วันที่ผ่านมา ด้วยภาพป่าที่หนาทึบขึ้น เส้นทางที่ยากขึ้นกว่าเมื่อวาน เสียงชะนีที่ใกล้ตัวเรา เสียงนกที่เพิ่มมากขึ้นบวกกับขี้ช้างที่ฝากทิ้งไว้ตามทางเดิน นั่นทำให้เราประทับใจมาก เพราะทางเดินที่แคบและเล็กเพียงพอให้คนแค่ 1 คนเดินผ่านเป็นแถว ช้างยังพาตัวเองเดินผ่านได้ และยิ่งน่าประทับใจขึ้นไปอีก เมื่อเราเห็นป่ากล้วยถูกรื้อ เศษกิ่งไม้ที่ถูกหักมาเหวี้ยงเล่น ดูเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกว่ามีลูกช้างอยู่ในฝูงนี้อย่างแน่นอน น่ายินดีนะ แอบอยากเห็นเหมือนกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อผ่านการเดินมาสักระยะ เราเริ่มจับจังหวะการเดินของวันนี้ได้ ถ้าขึ้นเดี๋ยวต้องลง ถ้าลงยาว ๆ เตรียมตัวไต่เขาได้เลย สลับกันไปแบบนี้เรื่อย ๆ เมื่อจับจังหวะได้คล้ายสมาธิพุ่งสูงขึ้น การเดินจะเหนื่อยน้อยลงและเลือกก้าวต่อไปได้มั่นคงขึ้น เราเลยไม่ชอบหยุดเดิยนบ่อย ๆ และมุ่งตรงไปยังทิศทางต่อไป

ตอนนี้ถือว่าเราค่อนข้างทำเวลาได้ดี เมื่อถึงจุดพักที่ปกติเป็นจุดพักกินข้าวเที่ยงตอนเวลา 10.30 เนสตัดสินใจเดินต่อโดยไม่พักเพื่อไปให้ไกลที่สุดและเมื่อถึงช่วงเที่ยงค่อยหยุดพักอีกที หลังจากพ้นจุดพักราวครึ่งชั่วโมง เราพบจุดไต่ความชันสันเขาที่ประมาณกิโลเมตรที่ 11 – 12 เป็นจุดที่เหนื่อย หนักและท้ออยู่ในที เพราะเป็นทางเดินชันที่แคบมาก ด้านซ้ายเป็นหุบลึกลงไป ด้านหน้าเป็นทางดินแดงที่ต้องใช้มือจับไต่เดินขึ้นสู้กับแรงโน้มถ่วง ล้าขา ล้าสมองที่ต้องคอยระแวดระวังไม่ให้ลื่นหลุด (พลาดหลุดคงตกเขาแน่นอน) พอพ้นช่วงนี้ได้ ความโล่งใจก็วิ่งแล่นเข้ามา แทนที่พลังงานที่วิ่งแล่นออกไป

พักเที่ยงกิโลเมตรที่ 14 เติมพลัง เติมน้ำ นั่งคุยกันว่าช่วงครึ่งหลังจะเป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ ผมค่อนข้างนึกภาพทางลงออกเลย เมื่อเราพึ่งพ้นช่วงปีนชันเมื่อสักครู่นี้มา แล้วเป็นดั่งภาพที่คิดไว้ มันเป็นทางลงที่ดิ่งหนักมาก ต้องใช้พลังต้นขาเบรกตัว ชะลอความเร็วตลอดเวลา บางช่วงเป็นทางลงและโค้งหักศอก เข่าที่เริ่มกร๊อบแกร๊บแสดงอาการ ถึงนาทีนี้วิวอะไรไม่ได้สนใจแล้ว เอาแค่ไม่กลิ้งเป็นลูกขนุนหลุน ๆ ได้ก็พอ อ่า วันที่ 3 ที่เขาว่าโหดมันเป็นแบบนี้นี่เอง

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ในที่สุดก็พ้นช่วงทางลงหฤโหดที่คนสร้างคงโกรธเมียมา จุดพัก 3 กิโลเมตรก่อนถึงหมู่บ้านมีก๊อกน้ำประปาตั้งอยู่ หล่อเลี้ยงความชุ่มชื่นให้แก่ร่างกายด้วยน้ำเย็นฉ่ำ หล่อเลี้ยงหัวใจด้วยรู้ว่า ถ้ามีน้ำประปาเท่ากับเราใกล้จุดหมายเข้าไปเรื่อย ๆ 3 กิโลเมตรสุดท้าย จึงเป็นการเดินเหยาะแหยะและหยอกล้อให้กำลังใจกันไปตลอดทาง 

จนผมเห็นหลังคาบ้านคน หลังคา หลังคา (โว้ยยยย) เกิดมาในชีวิตไม่เคยคิดว่าการได้เห็นหลังคาบ้านคนจะเป็นเรื่องน่าดีใจขนาดนี้มาก่อน เรียกได้ว่าขุดพลังที่เหลือทั้งหมด ลืมความเหนื่อยจนแทบจะวิ่งลงเขาเลยทีเดียว 

ถึงร้านค้าที่หมู่บ้านตอนบ่ายโมงครึ่ง พวกเรากระดกน้ำอัดลมซาบซ่าคนละกระป๋อง ชาวบ้านชื่นชมว่าเดินมาถึงเร็วมาก (ปกติประมาณบ่าย 3) ไม่ได้อยากจะคุย ถ้าผมฟิตเหมือนแต่ก่อน เที่ยงก็ถึงแล้ว ผมไม่ได้เบียว ผมแค่เป็นหนึ่งเดียวกับผืนป่า

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ณ โรงเรียนบ้านแม่หาด ปลดกระเป๋าและเอาเต็นท์ออกมาตากแดด หลังจากอาบแห้งกันมา 2 วัน วันนี้ได้อาบน้ำเย็น ๆ เติมความสดชื่นให้ร่างกาย พักผ่อนนั่งเล่นกับหมาโบ้ โดยมีนักเรียนชะโงกหน้าสนใจพวกเราอยู่เป็นระยะ ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด นึกถึงตัวเองตอนเด็ก ๆ ที่สนใจทุกอย่างยกเว้นเรื่องเรียน โรงเรียนแม่หาดเป็นโรงเรียนใหญ่ในละแวกหมู่บ้านแถวนี้ มีชั้นเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถม 6 จึงมีเด็ก ๆ ครบทุกช่วงวัย

บ่าย 3 โมง เพื่อน ๆ ทยอยเดินมาถึง พร้อมด้วยทีท่าเหน็ดเหนื่อยและหิวโซ  ผมและแฟนที่พลังเริ่มกลับมาอาสาเดินกลับลงไปร้านค้า ซื้อมาม่า ไข่ มาเป็นแหล่งพลังงานให้ทุกคน ทุกคนดูอิดออดและเกรงใจ โดยการฝากซื้อของกันชุดใหญ่ (เดินออกมาได้ครึ่งทาง บ่นกันสองคนว่า กลับไหม ไกลเหมือนกันเนอะ ตอนมามันดีใจจนลืมระยะทาง)

ค่ำนี้เรามีที่หลับนอนเป็นห้องเรียน เนื่องจากคุณครูใจดีทุกคน เด็ก ๆ ที่ไม่ซุกซนแบบพวกเราก็ไม่บ่ายเบี่ยงที่จะรีบตอบรับ เพราะขี้เกียจเก็บเต็นท์เหมือนกัน จัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ต้มยำไก่ กับข้าวจากชาวบ้านและเบียร์เย็น ๆ นั่งเม้ามอยไปเรื่อย ๆ เรื่องชีวิต เรื่องงาน เรื่องนู้น เรื่องนี้ ทางตรงนั้นชันชิบเป๋ง ทางลงโหดฉิบหาย พี่ไม้พาลัดเส้นทาง (อ้าวพี่ซู แล้วทำไมพวกผมไม่ได้ลัดวะพี่) กับข้าวไม่แซ่บเท่าไหร่ อยากกินชาบูจังโว้ย…

ปล่อยให้บทสนทนาไหลยาว ช่วงเวลาสนุกทั้งทริปคงเป็นตอนนั่งกินมาม่า การล้อมวงกินข้าวดูจะเฮฮากันมากที่สุด ซึ่งแอบคิดว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายก็คงดี เราคงมีเวลาคุยกันได้ยาวกว่านี้

เกอเธ่ กล่าวว่า “ชีวิตเป็นเรื่องของทิศทาง มิใช่ความเร็ว” เรายกมือเห็นด้วยและอยากขยายความอีกเล็กน้อย

เอาเข้าจริงชีวิตไม่ได้แปรผันกับความเร็วโดยตรง ใครเร็วกว่าหรือช้ากว่าอาจไม่ใช่สาระสำคัญ ถึงเร็วกว่าแต่ผิดที่ผิดทางก็อาจเสียเวลา ถึงช้ากว่าจนทุกอย่างโรยราแล้วก็หมดความหมาย การรู้จักตัวเองและทิศทางที่มั่นใจจะมุ่งไปต่างหากที่สำคัญ ส่วนเรื่องถึงเร็วหรือช้า ให้การก้าวเล็ก ๆ ไปยังจุดหมายมอบคำตอบให้เราเอง 

เหมือนวันนี้ที่เราเดินลากไกลยาวนาน ราวกับทิศทางที่มุ่งไปไม่มีจุดสิ้นสุด แต่พอเมื่อเรามุ่งไปยังทิศทางที่ถูกต้องทีละเล็กละน้อย เรากลับถึงหมุดหมายได้เร็วกว่าที่ตั้งใจ พวกเราไม่มีใครถึงเร็วหรือช้าเกินไป เราออกตัวพร้อมกันและเดินถึงปลายทาง ได้นั่งชมพระอาทิตย์ตกพร้อมกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Day 3 – ดอยธง – โรงเรียนบ้านแม่หาด (หมื่อหะคี) ระยะทาง 21 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 925 เมตร ระดับความขาร้าว 10 เลกเตอร์ (เอารถมารับผมที)

Day 4
โรงเรียนบ้านแม่หาด-สบโขง ระยะทาง 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 245 เมตร

วันสุดท้ายก่อนแยกย้ายกลับไปใช้ชีวิตต่อ หมุดหมายของวันนี้คือที่ทำการอุทยานสบโขง จุดพักอีกจุด ซึ่งเป็นจุดทางเลือกวิธีเดินทางกลับอุทยานแม่เงา หนึ่ง คือล่องแพกลับใช้เวลา 3 ชั่วโมง กระโดดเล่นน้ำได้ตลอดทาง แต่มันช้า เสียเวลาวัยรุ่น เราเลือกวิธีที่สอง นั่งรถกลับใช้เวลา 1 ชั่วโมง ระยะทาง 35 กิโลเมตร

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ราวตี 5 เพื่อนร่วมทริปทยอยลุกบิดขี้เกียจไล่ความหนาว เก็บที่นอนหมอนมุ้ง ขยับตัวงัวเงียออกไปล้างหน้าแปรงฟัน วันนี้ไม่ต้องเก็บเต็นท์แต่ต้องรีบเคลียร์ห้องให้น้อง ๆ พร้อมใช้เรียนเร็วที่สุด วันนี้ที่จุดชมวิวตรงโรงเรียน มีทะเลหมอกให้ชื่นชมเหมือนทุก ๆ วัน เวิ้งเขาทำหน้าที่ไข่ขาวและไข่แดงตรงกลางเป็นทะเลหมอก  ทิวทัศน์สวยงามที่คนเมืองอย่างพวกเรา มองเห็นอาจเป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดาของชาวบ้านที่นี่

หากไม่เติมแต่งความหมายให้สิ่งใด ทุกสิ่งคงเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติธรรมดาสามัญ 

(ปรัชญาทำไม ออกเดินทางกันดีกว่า)

ออกเดินเท้ากันราว 8 โมง ตัดเข้าหมู่บ้านแม่หาด เดินเลาะเส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้เดินทาง วันนี้ถนนเปิดโล่งพร้อมรับแดดมากกว่าวันอื่นที่ผ่านมา ออกเดินไปได้ 3 กิโลเมตร ลูกหมาจากโรงเรียนเดินตามมาตอนไหนไม่รู้ ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป อาจเป็นเพราะเราขุนข้าวมันตั้งแต่เมื่อวาน ทุกครั้งที่ไล่ มันจะทำหน้าราวกับจะบอกว่า “กูไม่กลับ อยู่กับพวกมึงมีของกิน กูจะไปกับพวกมึงนี่แหละ” (สุดท้ายเพื่อนที่ขุนข้าวมัน ต้องอุ้มเดินไปตลอดทาง และได้บ้านใหม่ที่สบโขง)

ด้วยขาที่หมดแรงจากเมื่อวาน วันนี้จึงเป็นการเดินชมนกชมไม้ไปตลอดทาง ชื่นชมบ้านไม้ทรงโมเดิร์นของชาวบ้าน ไม้ที่ขัดมือจนเรียบเนียนสะอาดตา ดูเหมือนหมู่บ้านนี้จะเลี้ยงวัวเป็นกิจกรรมหลัก ประกอบการปลูกข้าวด้วย เราจึงพบเห็นได้ทั้งวัวและควายเดินสวนทางกันไปตลอดทาง สบตาข่มขู่บ้าง เขินอายบ้าง ขวางทางบ้างก็มี 

ถ้ามีสักตัววิ่งเข้าใส่ เราคงไม่วิ่งหนีไปไหน กูไม่มีขาแล้ว ชนกูเลย กูยอม

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

หนึ่งชั่วโมงครึ่งสุดท้าย เป็นถนนคอนกรีตประกอบทางลงที่ค่อนข้างถี่ ความร้อนที่สูงขึ้นทำให้เส้นทางโหดใช้เล่น พยายามทำตัวเล่นตลกกันไปให้ลืมระยะทาง ช่วยได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ไม่เป็นอะไร สุดท้ายก็พากันมาถึงอุทยาน อาบน้ำและกินก๋วยเตี๋ยวระหว่างรอรถมารับกลับ บ้างก็กระโดดเล่นน้ำสนุกสนานดี๊ด๊ากันใหญ่

โดยหารู้ไม่ว่าการเดินทางยังไม่จบ และมันทรมานสูงสุดก็ตอนนั่งรถกลับนี่แหละ 35 กิโลเมตร ลัดเลาะเขา ถนนขรุขระ คนขับที่หวดทุกหลุม ใส่ทุกเนิน สลับหยุดรอรถทำถนน โคลงเคลง ท้องไส้โหลงเหลง เมารถเละเทะ ไม่พูดไม่คุย ความสนใจเดียวคือยาดมตรงหน้า… พี่ครับ เลี้ยวรถกลับไปนั่งแพเถอะ ผมยอมเสียเวลา!

ในที่สุดก็ถึงหน้าอุทยานแม่เงา จุดเริ่มต้นและจุดบรรจบของทริป เซย์กู๊ดบาย โบกมือลาพี่ไม้ที่ต้องรีบกลับบ้านไปหาเมีย เก็บสัมภาระใส่รถ กระเป๋าที่หนักในวันแรกเบาลงในวันนี้ถนัดตา แต่ในส่วนของกระเป๋าประสบการณ์กับบรรจุเรื่องราวเพิ่มขึ้นมากมาย ผมจำที่พี่ไม้บอกได้ดี 

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

“พวกเราใช้ชีวิตกับป่าหมุนเวียน 7 ปีครั้งถึงจะขับเคลื่อนย้ายแหล่งทำกิน พวกเราไม่ได้ถางป่าอย่างมั่ว ๆ เราดูแลและเอาใจใส่บ้านของเรา ถ้าพวกเราทำลายป่าแบบที่หลายคนคิดจริง ๆ ป่านนี้คงไม่มีป่าเหลืออยู่แล้ว” ระยะทางตลอด 4 วัน พวกเราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เห็นและเข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้านและยืนยันภาพด้วยตาของตัวเองจริง ๆ

การเดินทางใกล้จบลงแล้ว บอกลาเพื่อน ๆ ที่ลำบากมาด้วยกัน กลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกันดี แต่เมื่อพบว่าเราเคมีเข้ากัน ทำให้การเดินป่าครั้งนี้สนุกสุด ๆ และเติมเต็มความหมายระหว่างกัน เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่หาได้เมื่อออกเดินทางด้วยกัน

ยินดีที่ได้รู้จักจริง ๆ ขอบคุณที่ชวนกันมา

หากไม่เติมแต่งความหมายให้สิ่งใด ทุกสิ่งคงเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ ธรรมดาสามัญ ทว่าเมื่อประกอบร่วมกับเหล่าคนสำคัญ เรื่องราวธรรมดากลับพิเศษขึ้นมา

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วิวัฒน์ แสงจันทร์

เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา หลงใหลการประกอบกิจกรรม จักรยาน วิ่ง ฟุตบอล เซิร์ฟ ดำน้ำ เดินป่า ทำทุกอย่างยกเว้นเก็บเงิน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็คุ้นหูคุ้นตากันดีในสื่อสากล แต่ถ้าว่ากันเรื่องธรรมชาติวิทยา ก็ออกจะชวนตื่นเต้นตาโตอยู่ไม่น้อย ด้วยความเป็นทวีปโดดเดี่ยวเหงา ๆ ในซีกโลกใต้ที่แผ่นดินเคลื่อนตัวแยกห่างไกลมานานหลายล้านปี ทำให้สิงสาราสัตว์ พืชพรรณบนทวีปมีวิวัฒนาการเป็นของตัวเอง

แถมมีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์จนต้องคว้ากล้องออกมาถ่ายกันแทบไม่ทัน

Bennetts wallaby  : Triabunna, Tasmania 
Bennetts wallaby (Notamacropus rufogriseus)
พบเจอกันโดยบังเอิญในเช้าวันหนึ่งที่ Triabunna, Tasmania 

น่าตื่นเต้นทบทวีเมื่อผู้เขียนมีโอกาสเยี่ยมเยือนเกาะแทสเมเนีย (Tasmania) ที่แม้แต่คนออสเตรเลียยังบอกว่าช่างห่างไกลเหลือเกิน โดยเกาะดังกล่าวมีสถานะเป็นรัฐ (State) ภายใต้เครือรัฐออสเตรเลีย เมืองหลวงคือ โฮบาร์ต (Hobart) เป็นเกาะที่รุ่มรวยด้วยธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งไปกว่าแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลียเสียอีก แต่เนื่องจากเป็นทริปทำงาน เส้นทางที่เจ้าบ้านผู้จัดงานพาไปชมจึงเป็นอุทยานแห่งชาติ เดินง่าย จบในวันเดียว (เพื่อไม่ให้ผู้ร่วมงานเหนื่อยจนสลบเหมือดไปก่อนงานจะเริ่ม) เส้นทางที่ผู้เขียนไปเยือน คือ Maria Island (ออกเสียงว่า มา-ราย ตามคนท้องถิ่น) ที่นี่เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ห่างจากโฮบาร์ตไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางก็ง่ายดาย มีเรือข้ามฟากให้บริการหลายรอบต่อวัน โดยขึ้นเรือจากท่าเรือเมือง Triabunna ห่างไปเพียง 16 กิโลเมตร ใช้เวลา 45 นาทีโดยประมาณ

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
แผนที่แสดงตำแหน่งของ Tasmania และ Maria Island
ภาพ : http://exploringtheearth.com/2014/11/30/mariaisland 

การตั้งชุมชนบนเกาะมีมานานกว่า 35,000 ปี ชาวอะบอริจินในเกาะนี้มีชื่อว่า Puthikwilayti และ เกาะนี้มีชื่อภาษาพื้นเมืองว่า wukaluwikiwayna ส่วนชาวยุโรปเป็นผู้มาทีหลัง โดยใช้พื้นที่เกาะแห่งนี้เป็นสถานที่เนรเทศนักโทษในปี 1825 (เทียบได้กับเกาะตะรุเตาหรือเกาะเต่าในสมัยก่อน)

Maria Island อยู่ห่างจากเกาะแทสเมเนียไม่มาก จึงมีนักโทษว่ายน้ำหนีไปขึ้นฝั่งบนเกาะแทสเมเนียสำเร็จอยู่เป็นประจำ ปลายยุค 1800 จึงถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำเกษตรและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ แต่สุดท้ายก็สู้ราคาสินค้าที่ผลิตบนเกาะแทสเมเนียไม่ได้ (เพราะต้องบวกค่าขนส่งขึ้นฝั่งเข้าไปอีก) กิจกรรมต่าง ๆ ค่อย ๆ เลิกราในทศวรรษ 1960 เกาะแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งประสบความสำเร็จในปี 1971 ทำให้เกาะมารายเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาตินับแต่นั้นมา

กิจกรรมศึกษาธรรมชาติบนเกาะมีมากมาย ทั้งปีนเขา แคมป์ปิ้ง พายคายัค ดำน้ำดูปะการัง เดินชมธรรมชาติแบบสั้น ๆ ในกรณีที่มีเวลาเพียงวันเดียว แถมเป็นฤดูหนาว จึงเหลือเพียงการเดินเส้นทางระยะสั้นเท่านั้นที่ทำได้ ผู้เขียนพร้อมเพื่อนร่วมทางตกลงกันว่าจะเดินเท่าที่ไหว ไม่ฝืนสังขาร และแวะเพียงไม่กี่จุด ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราสนุกสนานและมีความทรงจำดี ๆ กับเกาะมารายได้แบบไม่รู้ลืม

ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ
ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ

เริ่มกันที่ Darlington จุดนี้เป็นท่าเรือหลักของเกาะ กลุ่มอาคารทั้งเก่าและใหม่ล้วนกระจุกตัวอยู่ที่นี่ มีทั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องน้ำ บ้านพัก รวมถึงซากอาคารเก่ายุคร้อยกว่าปีก่อน คณะทัวร์เฉพาะกิจของเราเดินเลี้ยวไปทางขวา จากท่าเรือ Darlington เลาะเลียบชายฝั่ง ระหว่างทางเจอเจ้าถิ่นที่ไม่กลัวผู้มาเยือนเลยแม้แต่นิด ให้ความรู้สึกถึงการเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติอย่างแท้จริง พอเราขึ้นจากเรือปุ๊บ ก็พบนก Australian pied cormorant (Phalacrocorax varius) นกชายฝั่งท้องถิ่นแถบออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มองไกล ๆ ตกใจนึกว่าเพนกวิน จนกระทั่งฝูงสยายปีกจึงแก้ไขความเข้าใจผิดไปได้

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินออกจากท่าเรือ Darlington ได้ไม่นานก็เจอกับ Tasmanian Pademelon (Thylogale billardierii) สัตว์ตระกูลเดียวกับจิงโจ้และวัลลาบี (Wallaby) พบเฉพาะในแทสเมเนียเท่านั้น เป็นสัตว์ขี้อาย ชอบหลบหลืบตามสุมทุมพุ่นไม้ และกระโดดหนีอย่างไวเมื่อพอเจอคณะของพวกเรา

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินไปอีกเล็กน้อยก็จ๊ะเอ๋กับ Common Wombat (Vombastus ursinus) สัตว์ท้องถิ่นขวัญใจชาวออสซี ด้วยรูปลักษณ์ต้วมเตี้ยมตะมุตะมิ ไม่วิ่งหนีคน วอมแบตเป็นสัตว์มีถุงหน้าท้อง (Marsupial) นับเป็นญาติใกล้ชิดกับโคอาลา และเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่มีพฤติกรรมการขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัย

แม้เจ้าวอมแบตจะดูเฉื่อยชิลล์ในภาวะปกติ แต่เมื่อมีภัย มันก็วิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง อีกเรื่องที่น่าสนใจ คืออุจจาระของวอมแบตมีรูปทรงลูกบาศก์ แม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทำไมวอมแบตผลิตอุจจาระออกมาเป็นรูปทรงนั้น แต่ค่อนข้างแน่ชัดว่ามันมีประโยชน์แง่ใช้สอย เนื่องจากวอมแบตใช้อุจจาระในการบอกอาณาเขตและดึงดูดเพศตรงข้าม รูปทรงดังกล่าวทำให้อุจจาระไม่กลิ้งหายหรืออยู่ผิดที่ผิดทางจากที่ควรจะเป็น ด้วยความสำคัญเช่นนั้น ทำให้วอมแบตผลิตอุจจาระออกมาจำนวนมากจนกองเกลื่อนไปทั่วทุ่งหญ้า เรียกได้ว่าเดินไปทางไหนก็เหยียบโดนแน่นอน โชคดีที่อาหารหลักของพวกมันคือหญ้า ทำให้อุจจาระเกาะเป็นก้อน ไม่เหลวหรือเหนียวจนติดรองเท้ากลับมาด้วย

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

  เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของ Maria Island สัญจรได้ทั้งคนเดินและจักรยาน โดยจักรยานนำมาเองจากบ้านหรือเช่าจากท่าเรือ แล้วนำลงเรือเฟอร์รี่มาเองจากฝั่งแทสเมเนียก็ได้ การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกที่ดี หากต้องแข่งกับเวลาและมีความแข็งแรงมากพอ เพราะภูมิประเทศบนเกาะมารายเต็มไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ วิธีนี้เป็นทางเลือกที่ค่อนข้างท้าทาย คณะของผู้เขียนจึงเลือกเดินไปเท่าที่ทำได้ดีกว่า

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินจาก Darlington อย่างช้า ๆ ไม่เร่งรีบ ราว ๆ 1 ชั่วโมง ในที่สุดเราก็มาพักเที่ยงกันที่ The Painted Cliffs ประติมากรรมธรรมชาติจากหินทรายและออกไซด์ธาตุเหล็ก ผลงานสร้างสรรคจ์ากการกัดเซาะโดยน้ำทะเล น้ำฝน คลื่นลม และกาลเวลา ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะและเป็นหนึ่งในจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวหลัก ระยะทางเดินราว 2 กิโลเมตรเศษจาก Darlington

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
มุมมองจากบนหน้าผา เห็นเกาะแทสเมเนียอยู่ไม่ไกล พร้อมทะเลใสสีครามเข้มเห็นไปถึงโขดหินด้านล่าง
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
Maria Island ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณดึกดําบรรพ์จําพวกเฟิร์นที่เติบโตอัดแน่นกินบริเวณเป็นทุ่งกว้าง
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
เป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่มีความสําคัญในด้านการอนุรักษพันธุ์สัตว์ และไม่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

จาก Darlington ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงแบบเดินเร็ว ๆ ผู้เขียนพบกับ The Fossil Cliffs หน้าผาหินปูนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เป็นบริเวณที่มีการพบซากฟอสซิลดึกดําบรรพ์อายุประมาณ 100 ล้านปีของสัตว์ทะเลจําพวกหอย เพรียง และปะการัง ในอดีตหินปูนในบริเวณนี้เคยถูกสกัดและลำเลียงไปผลิตเป็นปูนซีเมนต์ในช่วงปี 1920 จึงมีร่องรอยรางของรถรางขนส่งในบริเวณใกล้เคียงอยู่ด้วย

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทุ่งหญ้ากว้างเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ ในจำนวนนี้ดูเหมือนว่าจิงโจ้ Forester Kangaroo (Macropus giganteus) ดูโดดเด่นกว่าผู้อาศัยสายพันธุ์อื่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ เป็นเวลาอาหารพอดี เราโชคดีได้เฝ้าสังเกตการณ์จากระยะไกล เห็นจิงโจ้ฝูงใหญ่นอนเอกเขนกสลับกับเล็มหญ้าบนพื้น แม้ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่รู้กันโดยทั่วว่า อันที่จริงแล้วจิงโจ้เป็นสัตว์ค่อนข้างอันตราย หากอยู่ใกล้ ๆ เกิดโชคร้ายโดนจิงโจ้หมายหัว คุณอาจโดนฟาดแข้ง ฟาดหางใส่ก็เป็นได้ การชมจากระยะไกลจึงปลอดยภัยกว่าสำหรับคนและจิงโจ้

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ในบริเวณทุ่งหญ้าเดียวกันนั้นเอง ผู้เขียนพบบ้านของวอมแบตเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งจะขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัยไว้ใต้พุ่มไม้ และพรางตัวจากศัตรูตามธรรมชาติ โพรงแรกเห็นเจ้าบ้านนั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้าราวกับกำลังระวังภัย ส่วนโพรงที่สอง เจ้าบ้านดูวุ่นวายอยู่กับภารกิจในโพรงที่ไม่แน่ใจว่าคืออะไร

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทริปนี้จบลงในช่วงเวลาโพล้เพล้ ผู้เขียนเดินทางกลับฝั่งแทสเมเนียพร้อมเพื่อน ๆ ทุกคนตื่นเต้น สนุกสนานกับประสบการณ์ที่พบเจอ หวังว่าทริปถัดไปในออสเตรเลียจะมีเรื่องสนุกอีกมากรอเราอยู่

ข้อควรรู้ 

  • การเดินทางจาก Hobart มายัง Triabunna เพื่อลงเรือเฟอร์รี่มา Maria Island มีเพียงวิธีเดียว คือ ขับรถส่วนตัว โดยมากนักท่องเที่ยวมักเช่ารถขับมาจากสนามบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • นอกจากนั่งเรือเฟอร์รี่แล้ว วิธีเดินทางที่ทำได้ คือเครื่องบินเล็กส่วนบุคคล โดยต้องทำเรื่องแจ้งทางอุทยานฯ ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
  • Maria Island เป็นเขตอนุรักษ์ จึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า และถังขยะ ควรพกเสบียง น้ำจืด และอุปกรณ์กันหนาว/ฝน/แดด ไปพร้อมกัน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง และ เก็บขยะทุกชิ้นด้วยตนเองเมื่อออกจากเกาะ

ข้อมูลอ้างอิง : parks.tas.gov.au/explore-our-parks/maria-island-national-park

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศุจีภรณ์ ตันติพงษ์

นักศึกษาไทยใน Sydney, Australia นักเดินทางมือสมัครเล่น ในมือถือกล้องกลางวันมองพื้น กลางคืนมองดาว มีความอยากรู้ อยากเห็น เป็นแพสชันหลักของชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load