อุทยานแห่งชาติแม่เงา ตั้งอยู่ในท้องที่ของอำเภอแม่สะเรียง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชื่อมรอยต่อด้วยจังหวัดตาก ในอำเภอท่าสองยาง มีพื้นที่ราว 257,650 ไร่ (เทียบเล่น ๆ กับสนามฟุตบอลได้ 58,556 สนาม วิ่งกันตีนแตก!)ในพื้นที่หลายแสนไร่นี้ มีเส้นทางเดินหลักของหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง ใช้เป็นเส้นทางเดินข้ามสันเขา แหล่งทำกินทั้งด้านการเกษตรและปศุสัตว์ รู้จักกันในชื่อ ‘เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา’ ระยะทางเดินรวม 50 กิโลเมตร ไต่ระดับความสูงขึ้นลง 2,155 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราออกเดินและแวะพักตามยอดดอยเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน 

แบกสัมภาระเอง แบกกองกลางเอง ไม่มีลูกหาบ มีแต่ลูกหอบ 

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

Day 1
จอลือคี หรือ ม่อนกองข้าว ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,150 เมตร

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

ออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่เคยเดินป่าจริงจังเลยสักครั้งในชีวิต ที่ใกล้เคียงป่าสุดคือ ป่าหลังบ้าน โตมาหน่อยก็ตอนเรียนลูกเสือหรือรักษาดินแดน ทริปเดินป่านี้จึงถือเป็นการเดบิวต์ในวงการนี้เลยก็ว่าได้ ผมจำคำที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวไว้ได้ว่า ‘ความเชื่อ คือการก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก แม้ยังมองไม่เห็นบันไดทุกขั้นก็ตาม’ 

ฟังแล้วใจมันขึ้นแปลก ๆ เอาวะ จะเดินทั้งทีก็เอาให้ลำบากสุดทางไปเลยละกัน

ผมเดินทางออกจากชลบุรี ถึงหน้าอุทยานแม่เงาเวลา 6 โมงครึ่งเห็นจะได้ หน้าอุทยานเป็นจุดนัดพบของเพื่อนร่วมทริปอีก 14 ชีวิต และในทริปเดินจะมีพี่ไกด์ชาวบ้านคอยนำทางและแนะนำจุดต่าง ๆ เดินร่วมกันตลอดทริป กลุ่มละ 2 คนต่อทริป (ไกด์ของเราชื่อ พี่ไม้และพี่ซู) พอถึงเวลา 9 โมงครึ่ง พวกเราออกเดินทางด้วยรถกระบะของชาวบ้าน เพื่อขึ้นไปที่จุดเริ่มเดินที่ระดับความสูง 900 เมตร ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง ไต่ระดับความสูง เส้นทางขรุขระขึ้นลงสันเขา เมารถ ปวดเข่า ขาสั่น หลังร้าว ราวนมสะเทือนยันไส้ติ่ง ในที่สุดเราก็มาถึง หมู่บ้านแม่ปะ จุดเริ่มเดิน 

ผมก้าวขาลงจากรถ ความคิดแวบแรกในหัว เอาละ ถ้าจะมีใครไม่รอดก็คงเป็นกูนี่แหละ!

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม
เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

อ้อยอิ่งอับอาย ถ่ายรูปร่วมกันอยู่สักพัก เราต่างเริ่มทยอยออกเดินไปในทิศทางที่พี่ไกด์ชี้บอก ในการเดินจะมีพี่ไกด์นำ 1 คนและปิดท้าย 1 คน ส่วนใครเดินเร็วหรือช้า ให้ไปตามจังหวะของตัวเอง เพียงแค่จุดนับก้าวแรก เราก็พบกับความชันที่เช็กจากสายตาแล้วน่าจะชันถึง 15 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว (ไม่ประนีแม่ประนอมน้ำจิ้มไก่อะไรกันทั้งนั้น) ราว 3.2 กิโลเมตร ถึงทางสามแยก… ทางแยกของชีวิต ซ้ายทางเรียบ ขวาชันสุดใจ 

เนื่องจากผมและแฟนเดินไม่ทันพี่ไกด์คนนำและเร็วกว่ากลุ่มด้านหลัง ตัวเราเองไม่รู้เส้นทางแน่นอน โจทย์เดียวที่มีตอนนั้นคือ สัญลักษณ์กิ่งไม้ที่วางไว้ผิดที่ผิดทางในเส้นทางขวามือ ประกอบกับมีพี่ที่หลุดจากแถวหน้า เลี้ยวขวานำไปก่อนแล้ว ผมหันไปคุยกับแฟนด้วยความมั่นใจว่า “เราเคยดู National Geographic กิ่งไม้ชี้ไปด้านขวา เลี้ยวขวาเลย ชัวร์”

โดยหารู้ไม่ว่า ความฉิบหายได้มาเยือนแล้ว 

ด้วยความรู้ผิด ๆ ของผม เราหลงทางไป 2 กิโลเมตรครับ โชคยังดีที่เราสองหิวคอนเวอร์เซชันประมาณหนึ่ง เมื่อพบชาวบ้านที่ขับมอเตอร์ไซค์สวนทางมา จึงกล่าวเซย์ไฮ โบกมือทักทาย พี่ชาวบ้านเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “จะไปไหนกัน!?” และนั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นของการเดินกลับ ไต่ความชันอีก 2 กิโลเมตร โง่ไม่แบ่งใคร แถมพาคนอื่นเหนื่อยไปด้วย 

ด้วยเวลาที่เสียไปประกอบกับเป็นกลุ่มรั้งท้าย เราจึงไล่หวดกวดทุกเนินเพื่อให้ทันกลุ่ม ซึ่งก็ไล่กันทันที่จุดชมวิวระหว่างทางพอดี เหมาะเจาะกับการพักเหนื่อย พักขาที่ร้าวล้า โดยมีวิวทิวเขาอยู่ด้านหน้ากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ได้นั่งคุยกันเรื่องหลง ทับถมกันเล็กน้อยเป็นน้ำจิ้ม ถือเป็นการคลายเหนื่อยที่น่ายินดี ซึ่งพี่ไม้บอกผมว่า การเดินในเส้นทางป่าแบบนี้ ถ้าเห็นกิ่งไม้วางอยู่ทางด้านไหน ให้เดินไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือ สัญลักษณ์บอกว่า ห้ามไปโว้ย! ไม่ใช่ให้เลี้ยวไป

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

หลังจากนั่งซึมซับบรรยากาศตรงหน้าจนอิ่มหนำ พวกเราออกเดินทางกันต่อ อีกราว 3 กิโลเมตรก็ถึงจุดหมายประมาณบ่าย 3 โมง ตลอดเส้นทางเดินวันนี้เป็นการเดินผ่านเส้นทางทำกินของชาวบ้าน บางจุดจึงเป็นเขาโล่งกว้างที่มีเพียงหญ้าสำหรับวัวเติบโตอยู่ บางจุดก็เป็นขั้นบันไดที่อดีตเคยเป็นจุดทำเกษตรกรรมมาก่อน

‘ม่อนกองข้าว’ เป็นจุดพักกางเต็นท์คืนแรกของพวกเรา เป็นจุดกางเต้นท์โล่งกว้าง มีหญ้าสีเหลืองปูพื้นและอึวัวแทรกอยู่บ้าง มีจุดชมวิวที่ต้องเดินขึ้นไปอีกราว 150 เมตร เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นรอบข้างได้ 360 องศา หลังจากจัดการที่หลับที่นอนเสร็จสรรพ ปล่อยกายพักผ่อนตามอัธยาศัย และกลับมาร่วมวงกินข้าวเย็นด้วยกัน

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

อาหารเย็นมื้อแรกเป็นหมูทอดข้าวเหนียว มาม่า รวมกับอากาศที่เริ่มเย็นขึ้น มาม่าอร่อยขึ้นทันตาเมื่ออยู่บนยอดดอย พี่ไม้ช่วยก่อกองไฟให้พวกเรา ล้อมวงนั่งพูดคุยกันสัพเพเหระและทำความรู้จักกัน เนื่องจากบางคนไม่เคยร่วมทริปกันมาก่อน บรีฟเรื่องเส้นทางพรุ่งนี้กันเล็กน้อย คุยขิงกันบ้างเรื่องใครเดินช้าเร็ว ปล่อยบทสนทนาไหลยาว 

แหงนหน้ามองฟ้าพบหมู่ดาว ดาว! ดาวลอยเต็มท้องฟ้า สวยจนเติมแต่งเรื่องราววันนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น

  เราพบว่าบางทีชีวิตอาจเรียบง่ายแค่นี้ คือ การออกเดินทางไปในเส้นทางใหม่ ๆ ได้ผิดพลาด ได้แก้ไขแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ เสพปัจจุบันขณะ แล้วเริ่มกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ให้เรื่องราวของวันพรุ่งนี้เป็นการก้าวขึ้นบันไดขั้นต่อไป 

แม้ว่าเรายังคงมองไม่เห็นขั้นบันไดทั้งหมดก็ตาม

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

Day 1 – จอลือคี หรือ ม่อนกองข้าว ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,150 เมตร ระดับความสุข 10 เลกเตอร์ (Legter)

Day 2 
ม่อนกองข้าว-ดอยธง ระยะทาง 9 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,650 เมตร

เมื่อคืนหนาวมาก เพราะพื้นที่เปิดโล่งรับลมและมีน้ำค้างลงเพิ่มความเย็น เรารอดตายด้วยฟอยล์ 1 ผืน (ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปแนะนำให้พกมา) ที่ห่อเราไว้ประหนึ่งปลาเผา เคียงด้วยผักเล็กน้อย เหยาะน้ำจิ้มหน่อย อร่อยเลย เดี๋ยว!

7 โมงครึ่งเริ่มทยอยเก็บเต็นท์ ระหว่างพูดคุยและชมทะเลหมอกเคล้าบรรยากาศเย็น ๆ กาแฟดริปที่พกไปดูจะเป็นสินค้าขายดีในบรรยากาศแบบนี้ ถ้าไม่ติดว่าต้องเดินหลายวัน ผมคงพกมาขายเพื่อน ๆ แน่นอน (ชาร์จ 10 เปอร์เซ็นต์ ค่าแบก) หลังจากกินข้าวเสร็จ เราออกเดินทางจากม่อนกองข้าว ราว 9 โมง จุดหมายคือยอดดอยธงที่มีความสูงที่สุดในทริป

หลังจากเดินเมื่อวาน อุปกรณ์สำคัญที่ผมคิดว่าทุกคนควรพกไป คือ ไม้เทร็กกิ้ง ช่วยค้ำยันเวลาเดินและพยุงตัวเราไม่ให้ไถลตกเขา เป็นของสำคัญที่แน่นอนว่า ผมไม่ได้พกไป! เพราะอยากทำเท่ใช้มีดเดินป่าที่พกมา ตัดไม้ทำไม้เทร็กกิ้งเท่ ๆ ด้วยตัวเอง ตัดภาพมาที่ต้องขอไม้ค้ำจากพี่ไม้ที่ทำไว้เป็นไม้ค้ำเองตั้งแต่เมื่อคืน อนิจจา หมดกันความเท่

เส้นทางเดินช่วงแรกยังคงมีพื้นที่ทำกินของชาวบ้านอยู่บ้าง เป็นทางเดินที่ไม่ลำบากมาก สบายกว่าเมื่อวาน เนื่องจากพี่ที่ร่วมกลุ่ม 2 คน กับพี่ซู ไกด์อีกคน ค่อนข้างเดินเร็วกว่าปกติ กลุ่มจึงแยกเป็น 2 ส่วนอีกครั้ง โดยมีผมอยู่เกาะกลุ่มไปด้วย พวกเราเดินกันจนถึงจุดพักกินข้าวเที่ยง นั่งพูดคุยที่มาที่ไปของความเดินว่องไวของพี่ที่ร่วมทริปอีก 2 คน ได้ใจความว่า พี่ ๆ เคยวิ่งเทรลกันมาก่อน ปรากฏว่าช่วงครึ่งหลังของการเดิน ที่เริ่มไต่เนินชันและเข้าป่า คล้ายการแข่งขันวิ่งเทรลของคน 3 คนไปโดยปริยาย ใช่ครับ รวมพี่ซู ไกด์ของเราด้วย! ที่ยิ่งจี้ พี่เขายิ่งไว ไม่รอมนุษย์ธรรมดา 2 คนด้านหลังเลย (พี่ลืมรึเปล่าว่าเป็นคนนำทาง)

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม
เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

บ่ายโมงครึ่งเราเดินถึงยอดดอยธง เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ตั้งชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอก) ปลดกระเป๋า มองหาทำเลกางเต็นท์รอเพื่อน ๆ กลุ่มหลัง จากประสบการณ์รับลมเมื่อวาน เราจึงเลือกจุดที่โดนลมพัดน้อยที่สุด เวลาวิ่งผ่านจนถึงบ่าย 3 โมง ทุกคนเริ่มทยอยมาถึง ลงหลักปักฐานที่หลับนอน ช่วงเวลาแจกจ่ายของกินเล่นเติมพลัง วุ่นวายกับหยูกยา นั่งนุ้งนิ้งเตรียมของทำกับข้าว ยกน้ำกรอกน้ำ ก่อกองไฟ เตรียมพร้อมสำหรับมื้อเย็นวันนี้

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ดอยธงในยามพระอาทิตย์อัศดง เป็นช่วงเวลาน่าอภิรมย์ราวกับมีมนต์วาดไว้ ทิวเขาสูงต่ำตัดสลับ ป้ายแต้มเฉดสีท้องฟ้าวานิลลาสกาย ภาพบรรยายของคำตอบที่เรายอมทุ่มแรงกายปีนป่ายขึ้นมา เสพภาพชั่วคราวอย่างอิ่มเอม เก็บภาพทรงจำใส่สมอง บ้างบันทึกลงโทรศัพท์เผื่อรำลึกถึงในวันหนึ่ง กับข้าวซองพร้อมแล้ว ข้าวอุ่น ๆ พร้อมแล้ว นั่งกินข้าวล้อมวงข้างกองไฟ แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างทางแก่กัน รักกองไฟอุ่น ๆ นี้มาก

พรุ่งนี้เส้นทางยาวที่สุดของทริป 21 กิโลเมตร ไต่ระดับความสูงลงมาที่ 925 เมตร หมายความว่าเราจะต้องเดินลงเยอะมาก ๆ และต้องตื่นเช้าเก็บของให้พร้อมเดินตั้งแต่ 7 โมง เผื่อเวลาเดินให้ถึงก่อนมืด ลดความอันตรายของเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ความหนาวเร่งสูง ผมแบ่งสัมภาระสำหรับพรุ่งนี้เตรียมไว้ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน 

วันนี้ที่เส้นทางดูเรียบง่ายและไม่ยากเกินไป ก็มีเรื่องราวระหว่างทางดี ๆ แบ่งปันความสนุกให้กันตลอดทาง การเดินป่ากับคนที่มีนิสัยคล้ายกัน มันมีเสน่ห์ดีเหมือนกันนะ กลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกันดี เริ่มกลมเกลียวผ่านเส้นทางและเรื่องเล่ารอบกองไฟในแต่ละวัน ไม่ว่าพรุ่งนี้ระยะทางจะไกลแค่ไหน แต่พวกเราจะไปถึงยังจุดหมายเดียวกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Day 2 – ม่อนกองข้าว – ดอยธง ระยะทาง 9 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,650 เมตร ระดับความกลมเกลียว 10 เลกเตอร์

Day 3
ดอยธง-โรงเรียนบ้านแม่หาด (หมื่อหะคี) ระยะทาง 21 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 925 เมตร

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เวลาประมาณตี 5 เราตื่นขึ้นจากเสียงเพื่อน ๆ ที่เริ่มเก็บของ เก็บเต็นท์ ร่างกายเริ่มหนักขึ้น ลุกขึ้นด้วยความงัวเงียและงอแง ด้วยความที่เมื่อคืนหลับ ๆ ตื่น ๆ พะว้าพะวัง ของก็ต้องเก็บ ขี้ก็ปวด น้ำก็ยังไม่ได้เติม 

พวกเรารวมตัวชักภาพกันไป 82 รูป บอกลาดอยธงที่วิวยามเช้าสวยงาม ทิวเขาตัดสลับในความสลัวของยามพระอาทิตย์กำลังเริ่มฉายแสง มีสายหมอกเคล้าแกล้มอยู่เวิ้งล่าง ช่วงเวลาโมงยามพิเศษที่เกิดเพียงชั่วขณะ เป็นสถานที่พิเศษที่ถ้าไม่แบกสังขารขึ้นมาดูคงไม่มีวันได้เห็น เวลาล่วงเข้า 7 โมงครึ่ง พวกเราเริ่มออกเดินทาง แบ่งออกเป็นกลุ่มเหมือนเมื่อวานนี้ โดยมีพี่ตากล้องประจำกลุ่มเพิ่มเข้ามาในกลุ่มหน้าหนึ่งคน หลังผ่าน 3 กิโลเมตรแรก เป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ มีวิวด้านขวาเป็นทะเลหมอกประกอบฉากเดิน เป็น 3 กิโลเมตรที่โรแมนติกชิบเป๋งเลย

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ตัดภาพเข้าการเดิน วันนี้เป็นการเดินที่เร็วกว่าเมื่อวาน โดยเฉพาะจังหวะเส้นทางเดินลง พวกพี่ ๆ เร่งจนแทบจะวิ่งกันอยู่แล้ว โดยมีเสียงปลุกเร้าลั่นครามในป่าของแม่บ้านชะนีที่คงออกมาตลาดเช้า จับกลุ่มเม้าเรื่องผัว ๆ หนีเที่ยวเมื่อคืน และพี่ไม้บอกให้พวกเราหยุดพัก “พักกินข้าวเช้าก่อน เดินเร็วกันขนาดนี้ รอเปลี่ยนคนนำนะ รอซูเลย รอซูเลย”

ไม่นานกลุ่มหลังก็มาถึง จังหวะเดียวกับที่เรากินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย พี่ไม้เปลี่ยนให้พี่ซูเดินนำ

เราออกเดินทางกันต่อ เมื่อพี่ซูนำ ผมนี่เห็นชะตากรรมการเดินเลยครับ

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เส้นทางวันนี้จะพาเราเข้าไปใกล้ป่าที่สัตว์อยู่จริง ๆ มากขึ้นกว่า 2 วันที่ผ่านมา ด้วยภาพป่าที่หนาทึบขึ้น เส้นทางที่ยากขึ้นกว่าเมื่อวาน เสียงชะนีที่ใกล้ตัวเรา เสียงนกที่เพิ่มมากขึ้นบวกกับขี้ช้างที่ฝากทิ้งไว้ตามทางเดิน นั่นทำให้เราประทับใจมาก เพราะทางเดินที่แคบและเล็กเพียงพอให้คนแค่ 1 คนเดินผ่านเป็นแถว ช้างยังพาตัวเองเดินผ่านได้ และยิ่งน่าประทับใจขึ้นไปอีก เมื่อเราเห็นป่ากล้วยถูกรื้อ เศษกิ่งไม้ที่ถูกหักมาเหวี้ยงเล่น ดูเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกว่ามีลูกช้างอยู่ในฝูงนี้อย่างแน่นอน น่ายินดีนะ แอบอยากเห็นเหมือนกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อผ่านการเดินมาสักระยะ เราเริ่มจับจังหวะการเดินของวันนี้ได้ ถ้าขึ้นเดี๋ยวต้องลง ถ้าลงยาว ๆ เตรียมตัวไต่เขาได้เลย สลับกันไปแบบนี้เรื่อย ๆ เมื่อจับจังหวะได้คล้ายสมาธิพุ่งสูงขึ้น การเดินจะเหนื่อยน้อยลงและเลือกก้าวต่อไปได้มั่นคงขึ้น เราเลยไม่ชอบหยุดเดิยนบ่อย ๆ และมุ่งตรงไปยังทิศทางต่อไป

ตอนนี้ถือว่าเราค่อนข้างทำเวลาได้ดี เมื่อถึงจุดพักที่ปกติเป็นจุดพักกินข้าวเที่ยงตอนเวลา 10.30 เนสตัดสินใจเดินต่อโดยไม่พักเพื่อไปให้ไกลที่สุดและเมื่อถึงช่วงเที่ยงค่อยหยุดพักอีกที หลังจากพ้นจุดพักราวครึ่งชั่วโมง เราพบจุดไต่ความชันสันเขาที่ประมาณกิโลเมตรที่ 11 – 12 เป็นจุดที่เหนื่อย หนักและท้ออยู่ในที เพราะเป็นทางเดินชันที่แคบมาก ด้านซ้ายเป็นหุบลึกลงไป ด้านหน้าเป็นทางดินแดงที่ต้องใช้มือจับไต่เดินขึ้นสู้กับแรงโน้มถ่วง ล้าขา ล้าสมองที่ต้องคอยระแวดระวังไม่ให้ลื่นหลุด (พลาดหลุดคงตกเขาแน่นอน) พอพ้นช่วงนี้ได้ ความโล่งใจก็วิ่งแล่นเข้ามา แทนที่พลังงานที่วิ่งแล่นออกไป

พักเที่ยงกิโลเมตรที่ 14 เติมพลัง เติมน้ำ นั่งคุยกันว่าช่วงครึ่งหลังจะเป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ ผมค่อนข้างนึกภาพทางลงออกเลย เมื่อเราพึ่งพ้นช่วงปีนชันเมื่อสักครู่นี้มา แล้วเป็นดั่งภาพที่คิดไว้ มันเป็นทางลงที่ดิ่งหนักมาก ต้องใช้พลังต้นขาเบรกตัว ชะลอความเร็วตลอดเวลา บางช่วงเป็นทางลงและโค้งหักศอก เข่าที่เริ่มกร๊อบแกร๊บแสดงอาการ ถึงนาทีนี้วิวอะไรไม่ได้สนใจแล้ว เอาแค่ไม่กลิ้งเป็นลูกขนุนหลุน ๆ ได้ก็พอ อ่า วันที่ 3 ที่เขาว่าโหดมันเป็นแบบนี้นี่เอง

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ในที่สุดก็พ้นช่วงทางลงหฤโหดที่คนสร้างคงโกรธเมียมา จุดพัก 3 กิโลเมตรก่อนถึงหมู่บ้านมีก๊อกน้ำประปาตั้งอยู่ หล่อเลี้ยงความชุ่มชื่นให้แก่ร่างกายด้วยน้ำเย็นฉ่ำ หล่อเลี้ยงหัวใจด้วยรู้ว่า ถ้ามีน้ำประปาเท่ากับเราใกล้จุดหมายเข้าไปเรื่อย ๆ 3 กิโลเมตรสุดท้าย จึงเป็นการเดินเหยาะแหยะและหยอกล้อให้กำลังใจกันไปตลอดทาง 

จนผมเห็นหลังคาบ้านคน หลังคา หลังคา (โว้ยยยย) เกิดมาในชีวิตไม่เคยคิดว่าการได้เห็นหลังคาบ้านคนจะเป็นเรื่องน่าดีใจขนาดนี้มาก่อน เรียกได้ว่าขุดพลังที่เหลือทั้งหมด ลืมความเหนื่อยจนแทบจะวิ่งลงเขาเลยทีเดียว 

ถึงร้านค้าที่หมู่บ้านตอนบ่ายโมงครึ่ง พวกเรากระดกน้ำอัดลมซาบซ่าคนละกระป๋อง ชาวบ้านชื่นชมว่าเดินมาถึงเร็วมาก (ปกติประมาณบ่าย 3) ไม่ได้อยากจะคุย ถ้าผมฟิตเหมือนแต่ก่อน เที่ยงก็ถึงแล้ว ผมไม่ได้เบียว ผมแค่เป็นหนึ่งเดียวกับผืนป่า

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ณ โรงเรียนบ้านแม่หาด ปลดกระเป๋าและเอาเต็นท์ออกมาตากแดด หลังจากอาบแห้งกันมา 2 วัน วันนี้ได้อาบน้ำเย็น ๆ เติมความสดชื่นให้ร่างกาย พักผ่อนนั่งเล่นกับหมาโบ้ โดยมีนักเรียนชะโงกหน้าสนใจพวกเราอยู่เป็นระยะ ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด นึกถึงตัวเองตอนเด็ก ๆ ที่สนใจทุกอย่างยกเว้นเรื่องเรียน โรงเรียนแม่หาดเป็นโรงเรียนใหญ่ในละแวกหมู่บ้านแถวนี้ มีชั้นเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถม 6 จึงมีเด็ก ๆ ครบทุกช่วงวัย

บ่าย 3 โมง เพื่อน ๆ ทยอยเดินมาถึง พร้อมด้วยทีท่าเหน็ดเหนื่อยและหิวโซ  ผมและแฟนที่พลังเริ่มกลับมาอาสาเดินกลับลงไปร้านค้า ซื้อมาม่า ไข่ มาเป็นแหล่งพลังงานให้ทุกคน ทุกคนดูอิดออดและเกรงใจ โดยการฝากซื้อของกันชุดใหญ่ (เดินออกมาได้ครึ่งทาง บ่นกันสองคนว่า กลับไหม ไกลเหมือนกันเนอะ ตอนมามันดีใจจนลืมระยะทาง)

ค่ำนี้เรามีที่หลับนอนเป็นห้องเรียน เนื่องจากคุณครูใจดีทุกคน เด็ก ๆ ที่ไม่ซุกซนแบบพวกเราก็ไม่บ่ายเบี่ยงที่จะรีบตอบรับ เพราะขี้เกียจเก็บเต็นท์เหมือนกัน จัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ต้มยำไก่ กับข้าวจากชาวบ้านและเบียร์เย็น ๆ นั่งเม้ามอยไปเรื่อย ๆ เรื่องชีวิต เรื่องงาน เรื่องนู้น เรื่องนี้ ทางตรงนั้นชันชิบเป๋ง ทางลงโหดฉิบหาย พี่ไม้พาลัดเส้นทาง (อ้าวพี่ซู แล้วทำไมพวกผมไม่ได้ลัดวะพี่) กับข้าวไม่แซ่บเท่าไหร่ อยากกินชาบูจังโว้ย…

ปล่อยให้บทสนทนาไหลยาว ช่วงเวลาสนุกทั้งทริปคงเป็นตอนนั่งกินมาม่า การล้อมวงกินข้าวดูจะเฮฮากันมากที่สุด ซึ่งแอบคิดว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายก็คงดี เราคงมีเวลาคุยกันได้ยาวกว่านี้

เกอเธ่ กล่าวว่า “ชีวิตเป็นเรื่องของทิศทาง มิใช่ความเร็ว” เรายกมือเห็นด้วยและอยากขยายความอีกเล็กน้อย

เอาเข้าจริงชีวิตไม่ได้แปรผันกับความเร็วโดยตรง ใครเร็วกว่าหรือช้ากว่าอาจไม่ใช่สาระสำคัญ ถึงเร็วกว่าแต่ผิดที่ผิดทางก็อาจเสียเวลา ถึงช้ากว่าจนทุกอย่างโรยราแล้วก็หมดความหมาย การรู้จักตัวเองและทิศทางที่มั่นใจจะมุ่งไปต่างหากที่สำคัญ ส่วนเรื่องถึงเร็วหรือช้า ให้การก้าวเล็ก ๆ ไปยังจุดหมายมอบคำตอบให้เราเอง 

เหมือนวันนี้ที่เราเดินลากไกลยาวนาน ราวกับทิศทางที่มุ่งไปไม่มีจุดสิ้นสุด แต่พอเมื่อเรามุ่งไปยังทิศทางที่ถูกต้องทีละเล็กละน้อย เรากลับถึงหมุดหมายได้เร็วกว่าที่ตั้งใจ พวกเราไม่มีใครถึงเร็วหรือช้าเกินไป เราออกตัวพร้อมกันและเดินถึงปลายทาง ได้นั่งชมพระอาทิตย์ตกพร้อมกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Day 3 – ดอยธง – โรงเรียนบ้านแม่หาด (หมื่อหะคี) ระยะทาง 21 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 925 เมตร ระดับความขาร้าว 10 เลกเตอร์ (เอารถมารับผมที)

Day 4
โรงเรียนบ้านแม่หาด-สบโขง ระยะทาง 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 245 เมตร

วันสุดท้ายก่อนแยกย้ายกลับไปใช้ชีวิตต่อ หมุดหมายของวันนี้คือที่ทำการอุทยานสบโขง จุดพักอีกจุด ซึ่งเป็นจุดทางเลือกวิธีเดินทางกลับอุทยานแม่เงา หนึ่ง คือล่องแพกลับใช้เวลา 3 ชั่วโมง กระโดดเล่นน้ำได้ตลอดทาง แต่มันช้า เสียเวลาวัยรุ่น เราเลือกวิธีที่สอง นั่งรถกลับใช้เวลา 1 ชั่วโมง ระยะทาง 35 กิโลเมตร

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ราวตี 5 เพื่อนร่วมทริปทยอยลุกบิดขี้เกียจไล่ความหนาว เก็บที่นอนหมอนมุ้ง ขยับตัวงัวเงียออกไปล้างหน้าแปรงฟัน วันนี้ไม่ต้องเก็บเต็นท์แต่ต้องรีบเคลียร์ห้องให้น้อง ๆ พร้อมใช้เรียนเร็วที่สุด วันนี้ที่จุดชมวิวตรงโรงเรียน มีทะเลหมอกให้ชื่นชมเหมือนทุก ๆ วัน เวิ้งเขาทำหน้าที่ไข่ขาวและไข่แดงตรงกลางเป็นทะเลหมอก  ทิวทัศน์สวยงามที่คนเมืองอย่างพวกเรา มองเห็นอาจเป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดาของชาวบ้านที่นี่

หากไม่เติมแต่งความหมายให้สิ่งใด ทุกสิ่งคงเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติธรรมดาสามัญ 

(ปรัชญาทำไม ออกเดินทางกันดีกว่า)

ออกเดินเท้ากันราว 8 โมง ตัดเข้าหมู่บ้านแม่หาด เดินเลาะเส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้เดินทาง วันนี้ถนนเปิดโล่งพร้อมรับแดดมากกว่าวันอื่นที่ผ่านมา ออกเดินไปได้ 3 กิโลเมตร ลูกหมาจากโรงเรียนเดินตามมาตอนไหนไม่รู้ ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป อาจเป็นเพราะเราขุนข้าวมันตั้งแต่เมื่อวาน ทุกครั้งที่ไล่ มันจะทำหน้าราวกับจะบอกว่า “กูไม่กลับ อยู่กับพวกมึงมีของกิน กูจะไปกับพวกมึงนี่แหละ” (สุดท้ายเพื่อนที่ขุนข้าวมัน ต้องอุ้มเดินไปตลอดทาง และได้บ้านใหม่ที่สบโขง)

ด้วยขาที่หมดแรงจากเมื่อวาน วันนี้จึงเป็นการเดินชมนกชมไม้ไปตลอดทาง ชื่นชมบ้านไม้ทรงโมเดิร์นของชาวบ้าน ไม้ที่ขัดมือจนเรียบเนียนสะอาดตา ดูเหมือนหมู่บ้านนี้จะเลี้ยงวัวเป็นกิจกรรมหลัก ประกอบการปลูกข้าวด้วย เราจึงพบเห็นได้ทั้งวัวและควายเดินสวนทางกันไปตลอดทาง สบตาข่มขู่บ้าง เขินอายบ้าง ขวางทางบ้างก็มี 

ถ้ามีสักตัววิ่งเข้าใส่ เราคงไม่วิ่งหนีไปไหน กูไม่มีขาแล้ว ชนกูเลย กูยอม

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

หนึ่งชั่วโมงครึ่งสุดท้าย เป็นถนนคอนกรีตประกอบทางลงที่ค่อนข้างถี่ ความร้อนที่สูงขึ้นทำให้เส้นทางโหดใช้เล่น พยายามทำตัวเล่นตลกกันไปให้ลืมระยะทาง ช่วยได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ไม่เป็นอะไร สุดท้ายก็พากันมาถึงอุทยาน อาบน้ำและกินก๋วยเตี๋ยวระหว่างรอรถมารับกลับ บ้างก็กระโดดเล่นน้ำสนุกสนานดี๊ด๊ากันใหญ่

โดยหารู้ไม่ว่าการเดินทางยังไม่จบ และมันทรมานสูงสุดก็ตอนนั่งรถกลับนี่แหละ 35 กิโลเมตร ลัดเลาะเขา ถนนขรุขระ คนขับที่หวดทุกหลุม ใส่ทุกเนิน สลับหยุดรอรถทำถนน โคลงเคลง ท้องไส้โหลงเหลง เมารถเละเทะ ไม่พูดไม่คุย ความสนใจเดียวคือยาดมตรงหน้า… พี่ครับ เลี้ยวรถกลับไปนั่งแพเถอะ ผมยอมเสียเวลา!

ในที่สุดก็ถึงหน้าอุทยานแม่เงา จุดเริ่มต้นและจุดบรรจบของทริป เซย์กู๊ดบาย โบกมือลาพี่ไม้ที่ต้องรีบกลับบ้านไปหาเมีย เก็บสัมภาระใส่รถ กระเป๋าที่หนักในวันแรกเบาลงในวันนี้ถนัดตา แต่ในส่วนของกระเป๋าประสบการณ์กับบรรจุเรื่องราวเพิ่มขึ้นมากมาย ผมจำที่พี่ไม้บอกได้ดี 

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

“พวกเราใช้ชีวิตกับป่าหมุนเวียน 7 ปีครั้งถึงจะขับเคลื่อนย้ายแหล่งทำกิน พวกเราไม่ได้ถางป่าอย่างมั่ว ๆ เราดูแลและเอาใจใส่บ้านของเรา ถ้าพวกเราทำลายป่าแบบที่หลายคนคิดจริง ๆ ป่านนี้คงไม่มีป่าเหลืออยู่แล้ว” ระยะทางตลอด 4 วัน พวกเราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เห็นและเข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้านและยืนยันภาพด้วยตาของตัวเองจริง ๆ

การเดินทางใกล้จบลงแล้ว บอกลาเพื่อน ๆ ที่ลำบากมาด้วยกัน กลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกันดี แต่เมื่อพบว่าเราเคมีเข้ากัน ทำให้การเดินป่าครั้งนี้สนุกสุด ๆ และเติมเต็มความหมายระหว่างกัน เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่หาได้เมื่อออกเดินทางด้วยกัน

ยินดีที่ได้รู้จักจริง ๆ ขอบคุณที่ชวนกันมา

หากไม่เติมแต่งความหมายให้สิ่งใด ทุกสิ่งคงเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ ธรรมดาสามัญ ทว่าเมื่อประกอบร่วมกับเหล่าคนสำคัญ เรื่องราวธรรมดากลับพิเศษขึ้นมา

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

วิวัฒน์ แสงจันทร์

เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา หลงใหลการประกอบกิจกรรม จักรยาน วิ่ง ฟุตบอล เซิร์ฟ ดำน้ำ เดินป่า ทำทุกอย่างยกเว้นเก็บเงิน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกได้และเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้ไม่มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ แต่เป็นค่าแรงในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load