‘Maddy Hopper’ คือแบรนด์รองเท้าอายุครึ่งปี ก่อตั้งโดยบัณฑิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชาญ สิทธิญาวณิชย์ และ ป๊อบ-ภาคิน โรจนเวคิน สองเพื่อนซี้ตั้งแต่ชั้นประถม จากคอนเซปต์และคำถามว่า แบรนด์รองเท้ารักษ์โลกเป็นไปได้จริงหรือ 

แม้ไม่ได้เรียนจบทางด้านการออกแบบ หรือเชี่ยวชาญเรื่องงานดีไซน์เกี่ยวกับรองเท้ามาก่อน พวกเขาตั้งต้นด้วยภาพของธุรกิจในอุดมคติที่อยากจะเป็น ก่อนเดินทางเพื่อสืบเสาะลัดเลาะหาวัตถุดิบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผ้าจากขวดพลาสติก หรือพื้นรองเท้าจากเศษยางเหลือใช้ในการผลิตเตียงยางพารา จนกลายมาเป็นรองเท้ารุ่นแรกของแบรนด์อย่าง Polly ที่ตอบโจทย์ทั้งคนชอบรองเท้าและคนใส่ใจสิ่งแวดล้อม

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

หยิบความตั้งใจในอดีตมาทำให้เป็นรูปเป็นร่าง

“เราทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ ป.1 ชอบคุยกันเรื่องธุรกิจตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย มีโปรเจกต์ในหัวเต็มไปหมดแต่ไม่เคยเริ่มทำจริงจังสักที”

หลังจากเรียนจบสาขาการเงินจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งชาญและป๊อปต่างแยกย้ายไปทำงานในสายที่ตัวเองถนัด จนถึงจังหวะหนึ่งที่ทั้งคู่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง เห็นตรงกันว่ายังไม่มีรองเท้าในแบบที่พวกเขาชอบในตลาด และทั้งคู่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เลยตั้งคำถามว่าจะทำรองเท้าที่ไม่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติได้หรือไม่ 

“เราเริ่มจากการคุยกันว่าอยากทำธุรกิจแบบไหน เราอยากเป็นแบรนด์แบบไหน เราอยากทำให้มันถูกต้อง อยากให้คนมาเห็นว่าแบบนี้ก็ทำได้นะ เรารับผิดชอบทั้งลูกค้า ทั้ง Supplier และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เราทำให้ทุกคนแฮปปี้และดีกับโลก”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

การทำ Maddy Hopper จึงไม่ใช่การสร้างรายได้ให้ธุรกิจขึ้นมาอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ลูกค้า ช่างเย็บรองเท้า โรงงานที่ขึ้นรูปรองเท้าและคู่ค้าอื่นๆ ต้องพัฒนา ทดลองทำสิ่งใหม่ไปพร้อมกัน รวมไปถึงการแบ่งปันเทคนิคและร่วมกันต่อยอดไอเดียให้เป็นรูปเป็นร่าง 

ทั้งสองคนใช้เวลากว่า 1 ปีในการก่อร่างธุรกิจ ทุ่มทั้งเวลาและแรงกายแรงใจในการทดลอง ทดสอบ เก็บข้อมูล และพัฒนาสินค้าต้นแบบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ทำขึ้นมานั้นตรงตามที่พวกเขาอยากให้เป็นจริง ๆ อาศัยการที่ทั้งคู่ไม่ได้มีความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มาเป็นสนามทดลองแบบไร้ขีดจำกัด 

“เราถือว่าเราไม่ได้มีความรู้มาก่อน เพราะฉะนั้น เราจะมี Fresh Mind ว่าการที่คนอื่นทำแบบนี้มา เราต้องทำตาม เราเลยเริ่มจากความใหม่หมดเลย เราตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วก็เปลี่ยนไปตามที่เราต้องการ”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

ผลิตให้ทุกคนได้ใช้

ที่มาของคอนเซปต์รักษ์โลกมาจากความใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมของทั้งชาญและป๊อบ 

ป๊อบในวัยเด็กคลุกคลีอยู่กับการเดินป่า ดำน้ำ ขับ Off Road 

ส่วนชาญซึบซับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมจากสภาพแวดล้อมรอบตัวที่แย่ลงทุกวัน 

เมื่อเอาความสนใจของทั้งคู่มารวมกัน จึงเกิดคอนเซปต์รองเท้ารักษ์โลกที่ไม่ได้มุ่งขายแค่เฉพาะกับคนรักษ์โลกกลุ่มเดียว 

“เราอยากให้ซื้อเพราะสินค้าตอบโจทย์เรื่องรองเท้าด้วย ถ้าซื้อไปเพราะอยากสนับสนุนแบรนด์รักษ์โลก แต่ไม่ได้ใส่รองเท้าก็ไม่เกิดผลอะไรอยู่ดี เราอยากให้ซื้อไปแล้วได้ใช้จริงๆ โจทย์ของเราคือ For People, For the Planet คนที่สนใจและมีอุดมคติแบบเรานั่นแหละคือทาร์เก็ตของเรา”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

การเสาะหาวัตถุดิบไกลตัว

เมื่อมีคอนเซปต์ มีที่มา และความตั้งใจชัดเจน วิธีการจึงค่อยๆ ตามมาเรื่อยๆ การขาดความรู้เฉพาะทางเป็นเรื่องยากในการเริ่มต้น ขณะเดียวกันความไม่รู้ก็เป็นเหมือนแรงพลังมหาศาลที่ทำให้กล้าตั้งคำถามกับดีไซน์เดิมๆ ตั้งแต่รองเท้าแต่ละข้างมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ตัวรองเท้า เชือก พื้นรองเท้า วิธีการตัดเย็บ ช่างทำรองเท้า โรงงานที่รับผลิต 

ทั้งคู่ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่างฝีมือและวัสดุหายากที่สุด

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

“คนตัดเย็บมีอยู่น้อย งานเนี้ยบในแบบที่เราต้องการ MOQ (Minimum Order Quantity) ไม่เยอะมาก เราอยากได้แบบ Sustainable ด้วย อยากได้แบบแฮนด์เมดด้วย เราจะไม่ใช้โรงงานเพราะมี Carbon Footprint เยอะ จากที่มีตัวเลือกน้อยอยู่แล้วก็น้อยลงไปอีก

“วัสดุก็หายากไม่แพ้กัน ผ้าที่ทำมาจากพลาสติกไม่ได้ซื้อได้ทั่วไป เราก็ค่อยๆ ไขทีละส่วน พอถึงส่วนที่เป็นแผ่นรองในระดับโรงงานเขาจะใช้โฟมหรือตัวพื้นรองเท้า Insole ข้างล่าง ที่ทำมาจากเศษเตียงยางพารา ในอุตสาหกรรมรองเท้าก็ไม่มีใครใช้กัน ฟองน้ำหรือพลาสติกไม่รักษ์โลก แต่ถ้าเป็นฝั่งที่รักษ์โลกก็เป็นคอร์กที่แข็งมากใส่ไม่ไหว มันเลยเหลือแค่ยางพาราที่พอจะไปได้ เราก็ไปหาโรงงานทำฟูกที่ไม่ได้เกี่ยวกับการทำรองเท้าเลย ไปคุยกับเขาว่า ถ้าผมจะเอายางมาทำแบบนี้ได้ไหม เขาก็งงอยู่นะ ก็ต้องลองซื้อของเขามาลองเหยียบกันดู”

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

ทุกส่วนของรองเท้าตั้งแต่กล่องจนถึงพื้นข้างใน

การดีไซน์เน้นความเรียบง่ายรองของเท้า ซ่อนดีเทลเล็กๆ น้อยๆ สื่อถึงความใส่ใจทั้งต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมไว้มากมาย 

มาดูกันว่า รองเท้า Madder Hopper หนึ่งคู่ที่ส่งถึงมือลูกค้า มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

แพ็กเกจจิ้ง

  • ซองไปรษณีย์พลาสติกพิมพ์ชื่อแบรนด์ Maddy Hopper ที่ห่อหุ้มของข้างใน แม้จะดูคล้ายถุงพลาสติก แต่จริงๆ แล้วทำมาจากมันสำปะหลังและข้าวโพด ย่อยสลายได้ภายใน 180 วัน ใช้กรรมวิธีการซีลถุงแทนการติดเทปพลาสติก 
  • เปิดออกมาเจอถุงกระดาษทำหน้าที่ปกป้องรองเท้าจากสิ่งสกปรก ทำมาจากกระดาษเคลือบ กันน้ำและย่อยสลายได้ นำไปใช้ซ้ำ ใส่ของ ใช้เป็นถุงช้อปปิ้งหรือนำไปปลูกต้นไม้ ปิดถุงด้วยกระดาษและรัดด้วยหนังยาง ซึ่งแน่นอนว่าเอาไปใช้ต่อได้เช่นกัน
  • ถัดเข้ามาคือกล่องใส่รองเท้า เปลี่ยนจากกล่องเต็มใบเป็นกล่องครึ่งใบดีไซน์แปลกตา ใช้กระดาษน้อยลงแต่ยังคงปกป้องรองเท้าให้ไม่เสียรูป นำไปใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะห้อยที่ข้างผนังไว้ใส่ของใช้กระจุกกระจิก หรือห้อยกระถางต้นไม้ไซส์เล็กน่ารัก
แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

รองเท้า

  • รองเท้าและเชือกผูกรองเท้าทำด้วยผ้าจากขวดพลาสติก rPET หรือ Recycled Polyethylene Terephthalate 
  • พื้นรองเท้าหรือ Insole ทำมาจากเศษยางพาราเหลือใช้จากอุตสาหกรรมทำที่นอนยางพารา นำมาอัดขึ้นรูปเป็นแผ่นรองเท้าที่หนานุ่ม ใส่สบายไม่เมื่อยเท้า
  • ใช้วิธีการเย็บด้วยมือแทนการอบกาว เพื่อลด Carbon Footprint ที่เกิดจากการอบ ดีไซน์ภายนอกมองเห็นรอยเย็บที่ประณีต แตกต่างจากรองเท้าทั่วไป
  • รองเท้าทุกคู่มาพร้อมแผ่นกันกัดซิลิโคน สำหรับช่วงแรกที่ผู้ใช้ยังไม่คุ้นชินกับรองเท้า เหตุที่ทีมเลือกซิลิโคน เนื่องจากซิลิโคนทำมาจากธาตุซิลิคอน แหล่งที่มาของซิลิคอนคือทราย เป็นมิตรกับเท้าและเป็นมิตรกับโลก
  • ดีเทลเล็กๆ ที่ออกแบบขึ้นให้สื่อถึงแบรนด์คือ ตัวอักษร m และ h ที่ปักอยู่ด้านหลังของรองเท้า ทำให้รองเท้ายังคงมีเอกลักษณ์ แต่ยังคงคอนเซปต์เรียบง่าย ใส่ได้ทุกโอกาส

นอกจากนี้ เรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ใส่รองเท้าส่งจากโรงงานมาให้แบรนด์ก็ผ่านกระบวนการคิดอย่างดี จากที่เคยใช้ถุงพลาสติกใส่รองเท้าแยกเป็นคู่ๆ พอล็อตใหม่ก็ใส่ถุงใหม่ส่งมาอีก 

Maddy Hopper ตัดสินใจทำกล่องกระดาษขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งรองเท้าจากโรงงานโดยเฉพาะ ส่งมาครั้งนี้เสร็จแล้ว แบรนด์จะส่งกล่องกลับไปสำหรับล็อตหน้า ใช้ซ้ำอย่างนี้เพื่อลดถุงพลาสติกได้อีกจำนวนมาก

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

เรื่องที่ (เกือบจะ) เหนือความคาดหมาย

ไอเดียของ Maddy Hopper เกิดขึ้นก่อน COVID-19 แต่เริ่มขายในช่วงวิกฤต แม้จะไม่ใช่เวลาที่ดีในการเริ่มต้นธุรกิจสักเท่าไหร่ แต่พวกเขาถือคติ ‘เริ่มก่อน รู้ก่อน’ 

แม้จะเรียนจบทางด้านธุรกิจมาโดยตรง แต่ทั้งชาญและป๊อบกลับให้นิยามตัวของพวกเขาเองว่าเป็น ‘คนฟุ้งๆ’ ไม่ได้ทำตามตำราร้อยเปอร์เซ็นต์ อาศัยความรู้ที่ได้จากการเรียนมาช่วยในการเริ่มแผนธุรกิจไปจนถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ในทางทฤษฎี สิ่งที่พวกเขาทำแทบจะเป็นขั้วตรงข้ามกับเนื้อหาในตำราชั้นเรียนธุรกิจ แต่พวกเขารู้ว่าคุณค่าของแบรนด์นี้อยู่ที่อะไร

“ถ้าคิดต้นทุนของสินค้าและแพ็กเกจจิ้งมันแพงกว่าปกติประมาณสามถึงสี่เท่า แต่มันคือ Core Value ของเรา เราถึงยอมจ่าย ผิดกับที่เราเรียนมาซึ่งต้อง Maximize Profits และ Minimize Cost แต่ไม่เป็นไร เพราะเรายังมีอีกแกนหนึ่งที่สนใจ” 

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้
แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

Listening is the Key

การฟังและใช้เหตุผล คือคำตอบของทั้งคู่เมื่อเราถามว่าคิดอย่างไรกับคำกล่าว ‘ห้ามทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท’ 

ชาญตอบว่า “สมมติว่าอันนี้คือสิ่งที่ผมต้องการ ผมก็ต้องหาข้อเสียของมันด้วย ไม่ใช่ต้องการแบบนี้แล้วหาแต่ข้อดี อีกคนก็จะหาแค่ข้อเสีย ผมต้องหาข้อเสีย เขาก็ต้องหาข้อดี แล้วมาแลกเปลี่ยน เลยกลายเป็นการช่วยกันคิดมากกว่า” 

การเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ประถม 1 จนถึงจบปี 4 ช่วยให้ทั้งคู่รู้ทั้งนิสัยใจคอและสไตล์การทำงานของกันและกัน 

“ผมและชาญไม่ได้ทำงานแบบนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก เราเคยทำ TED Talks ด้วยกัน ทำละครคณะด้วยกัน อยู่ตำแหน่งเดียวกันตลอด ไม่ได้มีใครสั่งงานใคร จากประสบการณ์ทำให้เรารู้ว่าเราทำงานกับคนนี้ได้” ป๊อบเสริม

ทั้งคู่เลือกดูแลทุกกระบวนการของธุรกิจด้วยตัวเอง เพื่อให้รู้และเข้าใจทุกกระบวนการอย่างแท้จริง ตั้งแต่การทำโปรโตไทป์รองเท้าไปจนถึงรับตำแหน่งไรเดอร์ส่งของให้กับลูกค้าเองด้วย 

“หนึ่งอย่างที่เราเชื่อเหมือนกันคือ เจ้าของแบรนด์ควรรู้ทุก Process เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรพัฒนายังไงต่อ ถ้าในอนาคตมีคนในทีมเข้ามาเพิ่ม เราจะบอกเขาได้ว่า ทำอันนี้เสร็จแล้วต่อด้วยอันนี้ เราต้องกระโดดลงไปในน้ำก่อน แล้วค่อยให้คนอื่นกระโดดตาม”

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

ทิศทางและภาพฝัน

3 สิ่งที่ชาญและป๊อบปักธงไว้สำหรับแบรนด์ Maddy Hopper คือ หนึ่ง ทำให้แบรนด์ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยการการพัฒนาโปรดักต์เก่า เพิ่มโปรดักต์ไลน์ใหม่ และพาแบรนด์ไปสู่ระดับสากล 

สอง คือ การพัฒนาความยั่งยืนให้เป็นเรื่องจับต้องได้ เห็นผลเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทั้งในเรื่อง Sustainability และ Zero Waste และสาม คือ การพัฒนาคน 

เรื่องราวของพวกเขาก็เหมือนกับที่มาของชื่อแบรนด์

Mad คือความบ้าคลั่ง ความโกรธ ที่เห็นอยู่รอบๆ ตัว ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว เรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหามลภาวะ การเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ

Hop คือ การกระโดด

Maddy Hopper จึงเป็นการสะท้อนชีวิตของคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกันๆ ให้คนใส่รองเท้าของพวกเขาแล้วออกไปผจญภัย ท้าทายกับเรื่องวุ่นๆ หรือ ‘Hop around doing mad things’ นั่นเอง

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

Lessons Learned

  • เทคนิคการทำงานหรือทำธุรกิจกับเพื่อน คือการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ลดอีโก้ที่คิดว่าตัวเองต้องถูกกว่าอีกฝ่ายเสมอไป ดึงจุดแข็งของแต่ละคนมาพัฒนาให้เป็นจุดแข็งของธุรกิจ
  • ดีแล้วและยังดีได้อีก พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นได้โดยไม่ทิ้ง Core Value ที่เป็นหัวใจสำคัญ 
  • Test and Learn เรียนรู้ควบคู่ไปกับการพัฒนา อย่ากลัวที่จะลองในสิ่งที่ไม่รู้ เพราะคำตอบที่ได้มาอาจทำให้เห็นมิติของความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

29 พฤศจิกายน 2564
4K

Johnson & Johnson, P&G, Unilever, Colgate, Kao, Boots หรือแม้กระทั่งแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงอย่าง SNAILWHITE, อ้วยอันโอสถ, โอสถสภา, ห้าตะขาบ, ดอกบัวคู่ ชื่อที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมดนี้มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หนึ่งอย่าง ทั้งหมดเป็นลูกค้าของบริษัท ‘Specialty Natural Products’

Specialty Natural Products (SNP) คือผู้ผลิตสารสกัดและสารตั้งต้นจากสมุนไพรไทยสำหรับใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเวชสำอาง อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เป็นที่ยอมรับและเลือกใช้ของแบรนด์ระดับแนวหน้าของประเทศและโลกมากมาย

เมื่อเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา หลายครั้งสมุนไพรก็มักถูกลืมเลือน เพราะมีสารเคมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่บริษัทนี้ยอมให้เกิดขึ้น 

ด้วยการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับสมุนไพรไทย Specialty Natural Products จึงสร้างนวัตกรรมและเพิ่มคุณค่าให้กับสมุนไพรไทย จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

วันนี้ The Cloud จึงอยากเชิญชวนทุกท่านรู้จักกับ แพน-ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Specialty Natural Products ผู้อยู่เบื้องหลังการปลูกธุรกิจนี้ให้เติบโตจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

เบื้องหลังการปลูกธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจะต้องตั้งใจรดน้ำดูแลแค่ไหน เชิญชมกันได้เลย

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

หว่านเมล็ด

ธุรกิจนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ คุณแม่ของแพน ได้ทำธุรกิจไร่ชาพร้อมครอบครัว และเห็นโอกาสว่าเมื่อทรัพยากรจากธรรมชาติโดนแดด ฝน ลม อากาศ จะทำให้ทรัพยากรต่าง ๆ เปลี่ยนสภาพไป และหลายครั้งก็ทำให้คุณประโยชน์ที่ดีหายไปเช่นเดียวกัน 

ประกอบกับความสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพ ที่จะช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ซึ่งประเทศไทยเองมีจุดแข็งเรื่องการเกษตร มีความอุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชได้หลากหลายชนิด เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน จึงเกิดบริษัท Specialty Natural Products ขึ้นมา

“อะไรก็ตามที่ปลูกในประเทศไทย เราเชื่อว่าดีที่สุดในโลก เพราะไม่ว่าจะดิน น้ำ อากาศ สมบูรณ์มาก แล้วก็ยังต่อยอดหรือเพิ่มมูลค่าได้ อย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของประเทศเราคือภูมิปัญญาพื้นบ้าน มันคือเสน่ห์ คือวัฒนธรรม พอเอามาบวกกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว Specialty Natural Products เลยเน้นในเรื่องการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัยต่าง ๆ มาบวกกับทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นสิ่งที่แก้ไขปัญหาหรือลดความเจ็บป่วยของของมนุษย์ โดยที่ควบคุมคุณภาพได้จากต้นทางจนถึงปลายน้ำ”

แม้ว่าในวันนี้แพนจะเชื่อมั่นในสมุนไพรไทยเต็มที่ แต่เชื่อไหมว่าในวันแรกเริ่ม แพนก็เหมือนคนอื่น ๆ ที่ยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยขนาดนั้น 

“เราคิดว่ามันดีแหละ แต่ไม่น่าดีถึงขั้นเห็นผลขนาดนั้น ยังไงยานอกน่าจะเร็วกว่า น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า เราก็เลยไปพิสูจน์ พอวันนั้นลองใช้เอง เห็นว่ามันดีจริง ๆ แล้วก็สงสัยต่อว่าทำไมถึงดี อยากเข้าใจว่าทำไมใช้อันนี้ถึงดีกว่าใช้ของนำเข้าตั้งหลายอย่างด้วยซ้ำ 

“แล้วพอได้เข้ามาคลุกคลี ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจ ทุกวันนี้คือรักไปเลย หลงใหลไปเลย เห็นอะไรก็อยากให้เอามาใช้ อยากให้มันสร้างประโยชน์ได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รากงอก

ก่อนจะก้าวเข้ามาช่วยงานคุณแม่ในบริษัทนี้ แพนเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมีประยุกต์ อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่าเธอเลือกเรียนคณะนี้เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็นทายาทรุ่นสอง แต่ไม่ใช่

ย้อนกลับไปตอนที่ต้องเลือกคณะในมหาวิทยาลัย เธอยอมรับว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีความคิดจะรับช่วงต่อธุรกิจ แต่เพราะมองว่าเคมีเป็นสิ่งที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย 

จนกระทั่งก่อนจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวะชีวิตก็ได้พาเธอเข้ามาในบริษัท พร้อมกับนำความท้าทายมาให้อย่างไม่คาดคิด 

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

“ตอนนั้นเราทำแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ผู้บริหารในบริษัทลาออกไปพอดี จนไม่มีผู้บริหารมาหลายเดือน คุณแม่เลยบอกให้ลองเข้าไปช่วยหน่อย เราก็เข้าไปแบบชั่วคราว ระหว่างรอสมัครงานที่บริษัทต่างชาติ ข้อดีคือบ้านเราจะปล่อย ถ้าตรงนี้ให้เราทำ แม่ก็ไม่เข้าเลย แทนที่จะรีบไปสัมภาษณ์คนใหม่ เขาก็กล้าเสี่ยงกับเราระดับหนึ่ง ปล่อยให้เราลองผิดลองถูก ซึ่งก็ทำผิดเยอะนะ 

“ตอนนั้นบริษัทยังไม่ใหญ่ มีพนักงานอยู่ประมาณสามสิบต้น ๆ เราเข้าไปได้ไม่ถึงเดือน พนักงานลาออกหมดเลย เหลือไม่ถึงยี่สิบคน”

ในวัยเพียง 21 ปี ผู้บริหารสาวต้องเจอกับปรากฏการณ์ที่พนักงานลาออกไปกว่าครึ่งบริษัทด้วยเหตุผลส่วนตัว ทำให้เธอต้องสร้างทีมใหม่ ซึ่งแทบไม่ต่างจากการเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง 

“สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น คือให้เวลากับตัวเอง ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักแค่ไหน ตอนนั้นบริษัทขายของไม่ได้เพราะไม่มีคน ก็สัมภาษณ์ ค่อย ๆ เทรน เราทำไม่เป็นก็ลงไปทำกับเขาเลย เข้าไปลองจับเอง ทำเองกับทีมใหม่ที่เราเพิ่งสร้างขึ้นมา”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รดน้ำ พรวนดิน

ขั้นตอนต่อไปคือการวางรากฐาน อันจะเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงบริษัทให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

‘งานวิจัยขึ้นหิ้ง’ คือคำที่เราได้ยินบ่อย ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับ Specialty Natural Products งานวิจัยของที่นี่ไม่ใช่งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่เป็นความเชี่ยวชาญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสิ่งที่ขายได้จริง

“เราเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ทำงานวิจัยขึ้นหิ้งเหมือนกัน เพราะโตมาในวิธีการสอนที่ว่า วิทยาศาสตร์ถ้าจะให้เจ๋ง ต้องทำได้ดีที่สุดในห้องแล็บ ผลวิเคราะห์ต้องดีและประสบความสำเร็จ แล้ว Mindset นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้งานวิจัยแต่ละอันขึ้นหิ้ง เพราะคุณต้องการของที่บริสุทธิ์ ละเอียด และแปลกที่สุด แต่ถามว่าเอาไปใช้ทำอะไร 

“บางครั้งการทำงานวิจัยที่ดูดีและแตกต่าง มันนำกลับมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ยาก ดังนั้น ถ้าเราประนีประนอมลงมาหน่อย แต่คุณสมบัติยังอยู่ มันก็เอาไปประยุกต์ต่อได้ แค่เปลี่ยนวิธีคิดตอนทำการทดลอง ว่าไม่จำเป็นต้องดี แปลก หรือเท่ที่สุด แต่ต้องตอบโจทย์ ขยาย และเอาไปใช้ในชีวิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใช้ในการทำธุรกิจจนถึงทุกวันนี้”

การปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานวิจัย ทำให้แพนและทีมเปลี่ยนสมุนไพรหลายชนิด ให้กลายมาเป็นสารสกัดและนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เมื่อคิดได้ ก็ต้องลงมือทำได้ 

แพนเริ่มหาวิธีควบคุมการปลูกสมุนไพร ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสกัดที่มีคุณภาพ การทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพืชสมุนไพรธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ ในหลาย ๆ ครั้ง การเก็บเกี่ยวในเดือนเดียวกันแต่คนละปี ก็อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน 

“เราเริ่มจากเอาวิสาหกิจชุมชน กลุ่มหมู่บ้าน มาเป็นตัวกลาง ให้ซื้อวัตถุดิบจากจังหวัดเดิม แหล่งปลูกเดิมมาก่อน เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้ใกล้เคียงกันที่สุด เรามีองค์ความรู้ด้านการปลูก บางงานอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่างเหมือนชาวบ้าน แต่เราต่อยอดจากสิ่งที่เขาทำได้ การที่ทำงานคลุกคลีกับเขามากยิ่งขึ้น ทำให้เริ่มวางแผนการปลูกให้เขา เพื่อเราจะได้นำมาใช้ผลิตได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เมื่อเริ่มควบคุมการผลิตโดยการให้ความสำคัญกับชาวบ้าน เช่น เข้าไปช่วยตรวจดินและให้ความรู้ต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือทำให้ผลผลิตของชาวบ้านออกมาได้ดีกว่าเดิม 

แพนก่อตั้งโครงการ ‘แทนคุณไทย’ ขึ้นมา 

“กลุ่มพนักงานที่รักในการปลูกจะเข้าไปช่วยคิดวิธีการ ทำอย่างไรให้สารสำคัญสูงขึ้น เพราะว่าจะนำมาลดต้นทุนการผลิตได้ ในขณะเดียวกันก็ซื้อในราคาแพงขึ้นได้นะ เพราะว่าต้นทุนเราไม่ได้ขยับ ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรที่เริ่มเข้าโครงการก็จะทำงานน้อยลง และได้เงินเยอะขึ้น” 

นอกจากนี้ บริษัทยังทดลองปลูกเองเพื่อนำร่อง และค้นหาวิธีที่จะทำให้ได้สารสำคัญจากสมุนไพรมากขึ้น ก่อนจะนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

“สิ่งที่เรากำลังทำก็คือการทำงานร่วมกัน เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง เขาปลูกเก่งกว่าก็ให้เขาปลูกไป โตไปด้วยกัน ถ้าทำเองทุกอย่างก็ตายพอดี” เธอหัวเราะ “แต่เราเอาทุกอย่างที่คนเก่งทำมารวมกันเพื่อเพิ่มมูลค่าตอนจบได้ ถ้าทำงานแล้วคนรอบ ๆ ตัวมีความสุขด้วย มันเหมือนเกิดมาแล้วมีคุณค่า ทุกวันนี้ หลายวิสาหกิจ หลายหมู่บ้าน เขาไม่ต้องเข้ามาทำงานโรงงานแล้ว เขามีอาชีพ เป็นเจ้าของธุรกิจปลูกสมุนไพรของตัวเอง 

“เรารู้สึกชื่นใจที่ทำให้เขามีอาชีพเลี้ยงชีวิต ซึ่งยั่งยืนกว่า” 

ณ วันนี้ โครงการแทนคุณไทยเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไปแล้วกว่า 200 ครัวเรือน และในอนาคตตัวเลขนี้ก็ยังจะเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เติบใหญ่

เปลี่ยนสมุนไพรให้เป็นสินค้าเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การขายและสร้างความเชื่อมั่นในสมุนไพรเป็นเรื่องยากกว่า และความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อความเข้าใจต้องใช้เวลา ในโลกธุรกิจ เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างมาก

“สิบกว่าปีที่แล้ว วัตถุดิบมักเป็นของนำเข้าหมดเลย เป็นวัตถุดิบที่จริง ๆ ไม่ต่างจากสารสกัดในประเทศไทยเลย ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากฝรั่งเศสกิโลกรัมละแสน ญี่ปุ่นกิโลกรัมละห้าหมื่น นำเข้ามาบวกภาษีเข้าไป หน้าที่ของเราคือเอามาผสม แปะแบรนด์เขา เขาเอาออกไป แล้วก็กลับเข้ามาขายในประเทศไทยอีก” แพนเล่าถึงสิ่งที่พบในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ

“ที่เรามองเห็นคือต้นไม้จากเทือกเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ข้างในนั้นมีสารเหมือนกับสิ่งที่ปลูกได้ในเขาค้อบ้านเรา แต่ว่าต้นทุนเราถูกกว่ามาก

“Made in Thailand ยี่สิบปีที่แล้วกับวันนี้ต่างกันมาก ปัญหาคือคำว่า ‘ผลิตในประเทศไทย’ คนไทยไม่เชื่อ แต่ญี่ปุ่นเชื่อนะ มันใช้เวลานานมากกว่าที่จะทำให้เขาเปิดใจรับ ซึ่งก็มีคนไทยส่วนหนึ่งที่รับ และส่วนต่างประเทศที่รับเร็วกว่า”

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

เป้าหมายของ Specialty Natural Products ในวันนี้คือการส่งออกได้เยอะที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้สมุนไพรไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยได้อีกด้วย

“ณ วันนั้นสิ่งที่เราทำคือ ถ้าคุณยังไม่เชื่อ งั้นเราส่งออกให้ดูก่อน ลูกค้าช่วงแรกก็จะมีต่างประเทศที่เราใช้เป็น Reference Brand หลาย ๆ ครั้ง ถามว่าเราขายได้กำไรไหม ณ วันนั้นคือแทบไม่ได้กำไรเลย แต่เราอยากได้ Reference เพื่อมาสื่อสารกับผู้บริโภคในไทย นั่นคือสิ่งที่เราทำ ทำไมคนไทยไม่ใช้ของที่ถูกกว่าแต่ดีเท่ากัน ในเมื่อต่างประเทศเขายังใช้เลย แล้วเขายังเอากลับมาขายด้วย นี่ก็คือสิ่งที่เราสื่อสารในช่วงแรก อีกสิ่งหนึ่งก็เหมือนกับสิ่งที่ทำให้เราเชื่อในสมุนไพรไทย คือเอาไปให้ลองใช้เลย ทำเป็นอะไรสักอย่างให้ไปลองดู ลองจับ ลองสัมผัส”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่มากมายเชื่อมั่นในบริษัทนี้ คือความตั้งใจที่อยากให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ

ลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ ธุรกิจต้องผลิตสิ่งที่ลูกค้าต้องการถึงจะขายได้ แต่แพนมองไปไกลกว่านั้น

“คือทุกวันนี้เราคิดแทนลูกค้าเลย เราเห็นลูกค้าเยอะมากว่าในแต่ละช่องทาง คนที่ประสบความสำเร็จเขามีกลุ่มลูกค้าเป็นยังไง ควรจะเป็นแบบไหน แล้วเราคิดแทนเขาต่อ เพราะต้องการให้ทุกคนที่มาผลิตกับเราประสบความสำเร็จ ของต้องดี อันนี้ชัวร์อยู่แล้ว เป็นพื้นฐาน แต่เราก็ช่วยคิดต่อด้วยว่า ถ้าจะขายลูกค้ากลุ่มนี้ มาร์เก็ตติ้งประมาณนี้ ใส่อะไรเพิ่มได้ในเรื่องของนวัตกรรม เราเชื่อว่าเราทำเต็มที่มาก ให้ลูกค้าเขาไปโฟกัสเรื่องตลาดเยอะ ๆ ไปสื่อสาร ไปเปิดตลาดใหม่ต่างประเทศ ไม่ต้องห่วงเรื่องผลิตภัณฑ์ มั่นใจได้เลย” 

ด้วยความตั้งใจที่ใส่ลงไปในสินค้านี้ จึงทำให้ลูกค้ารายหนึ่งที่นำเอาสารสกัดจาก Specialty Natural Products ไปใช้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสูตรของผลิตภัณฑ์เลยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าธุรกิจ และรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ได้อย่างยาวนาน 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย
กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

กิ่งก้านสาขา

เมื่อวางรากฐานและสร้างความเชื่อมั่นได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการขยายบริษัท เหมือนกับต้นไม้ที่เติบใหญ่และแผ่กิ่งก้านสาขาออกไป

แพนได้ก่อตั้งบริษัทลูกขึ้นมาถึง 4 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทแม่ให้ยั่งยืนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 

บริษัท Specialty Innovation รับจ้างออกแบบสูตรของสินค้าให้กับลูกค้าของ Specialty Natural Products เพื่อสร้างมูลค่าให้สมุนไพรไทยได้สูงที่สุด และทำให้สารสำคัญไม่ถูกทำลายไประหว่างกระบวนการผลิต 

บริษัท L-Solar ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สร้างพลังงานเพื่อนำกลับมาใช้ในโรงงานผลิต จนทำให้บริษัทได้รับมาตรฐาน LEED Gold จากสหรัฐอเมริกา 

บริษัท Kanae Innovation ร่วมกับบริษัท Kanae จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาแพ็กเกจจิ้งที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น และทำมาจากวัสดุรีไซเคิล 

และบริษัท WellNovation ร่วมกับ สวทช. เปิดตัวสินค้าภายใต้แบรนด์ Colosure ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดตัวธุรกิจสำหรับตลาด B2C ครั้งแรกของกลุ่มบริษัท

“เป้าหมายทางธุรกิจของเราก็กลับไปแบบช่วงแรก คืออยากเพิ่มมูลค่าผลิตผลการเกษตรในประเทศไทย โดยส่งออกให้ได้เยอะ เพราะจะเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดีที่สุด ในฝั่งของ Social Impact ก็อยากให้ยั่งยืน อยากให้คนที่เราทำงานด้วยมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นทีมของเราเอง หรือกลุ่มวิสาหกิจที่ทำงานด้วยกันมา” แพนกล่าวถึงอนาคตของกลุ่มบริษัทหลังจากนี้ 

“อีกส่วนหนึ่งคือ ถ้าวันหนึ่งเราสร้างระบบได้ การขยายก็อาจจะต้องใช้เงินทุน เราก็จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัว LiVE Platform ที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีความสามารถในการปรับตัว ย่นระยะเวลาในการเติบโตไปได้ ทั้งเรื่องเน็ตเวิร์ก เงินทุน หรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ”

การหาเงินทุนนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตของทุกธุรกิจ โดยสำหรับกลุ่มบริษัท Specialty Natural Products ก็ตั้งเป้าหมายที่จะนำ WellNovation เข้าในตลาด LiVE Exchange ด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างคุณค่าให้แก่สมุนไพรไทยต่อไป 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

Lessons Learned 

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหาร คือการสื่อสารและการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เพราะหัวใจของการบริหารก็คือผู้คน
  • การสร้างนวัตกรรมต้องไม่กลัวที่จะผิดพลาด มิเช่นนั้นเราจะไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังลูกค้าด้วย 
  • การทำธุรกิจต้องไม่ยึดติด ถ้าอะไรเป็นโอกาสที่ดีควรคว้าเอาไว้ แต่ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีก็ต้องไม่ยึดติด เพราะอย่างไรมันก็จะผ่านไป ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี
  • เปิดตาให้กว้าง ไม่ว่าอะไรเข้ามาก็จะมีทางออกเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อและความมั่นใจให้กับตนเอง ระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

Specialty Natural Products

Line ID : @snpthai  

โทรศัพท์ :  0 3845 8698 และ 08 6307 3610

Website : www.snpthai.com

Facebook : Specialty Natural Products – SNP

LiVE Platform แพลตฟอร์มเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับ SMEs และ Startups เติบโตและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน www.live-platforms.com

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load