The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าภายในย่านการค้าของชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดของพระนครอย่างย่านสำเพ็ง ในพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์จะมีมัสยิด ศาสนสถานของชาวมุสลิมและสุสานตั้งอยู่ไม่ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

หากเริ่มต้นการเสาะหาสถานแห่งนี้โดยการขึ้นมาจากท่าเรือราชวงศ์ ก็ให้เดินเลี้ยวขวาเข้าถนนทรงวาด ผ่านตึกแถวอาคารเก่าแก่ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมและประดับแบบตะวันตกผสมจีนอย่างสวยงามทอดยาวตลอดแนว เมื่อเดินผ่านศาลเจ้าปุนเถ้ากงและโรงเรียนเผ่ยอิงมาอีกประมาณ 2 – 3 ซอย จะพบซอยเล็กๆ ทางซ้ายมือ ซึ่งเมื่อมองเข้าไปก็จะสะดุดกับอาคารทรงยุโรปสีเหลืองนวลหลังหนึ่งตั้งอยู่ดึงดูดสายตาให้เข้าไปเยี่ยมชมใกล้ๆ

ในแวบแรกหากไม่สังเกตป้ายบอกสถานที่คงไม่ทราบว่าอาคารหลังนี้คือมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก แฝงตัวอยู่ท่ามกลางตึกแถวและโกดังสินค้ามากว่าร้อยปี มัสยิดหลังนี้ได้ชื่อตาม หลวงโกชาอิศหาก ผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นขุนนางมุสลิมเชื้อสายมลายูในสมัยรัชกาลที่ 5

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

หลวงโกชาอิศหาก จากพ่อค้าเมืองไทรบุรี สู่ขุนนางมุสลิมยุครัตนโกสินทร์

ความเป็นมาของมัสยิดแห่งนี้น่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรียก คำว่า ‘โกชาอิศหาก’ เดิมเป็นบรรดาศักดิ์ของขุนนางมุสลิมในกรมท่าขวา (ดูแลด้านการพาณิชย์กับประเทศตะวันตก มีจุฬาราชมนตรีเป็นเจ้ากรม) ปรากฏมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ส่วนหลวงโกชาอิศหากคนที่ก่อตั้งมัสยิดแห่งนี้มีประวัติอยู่ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นและเป็นต้นตระกูล ‘สมันตรัฐ’ ซึ่งเป็นนามสกุลพระราชทานของลูกหลานท่าน

หลวงโกชาอิศหากมีชื่อจริงว่า เกิด บินอับดุลลาห์ บิดาของท่านเดินทางจากเมืองไทรบุรี (ปัจจุบันคือรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย) มายังกรุงเทพฯ เพื่อทำการค้าขาย ต่อมาได้รับราชการในสังกัดของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 3) และได้ลงหลักปักฐานแต่งงานกับภรรยาชาวจีน และเช่นเดียวกับบิดาของท่าน หลวงโกชาอิศหากเป็นนายเรือและพ่อค้าที่เรียกว่า นักโกด่า (Nakhoda)

ท่านยังได้รับราชการเป็นล่ามแปลภาษามลายูให้กับราชสำนักสยาม และทำหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อกับเจ้าหัวเมืองมลายูทางใต้ที่นำดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาถวายพระเจ้าอยู่หัว เหตุนี้ทำให้หลวงโกชาอิศหากมีศักดินาที่ดิน พร้อมประกอบค้าขายอาชีพสุจริตเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

ในสมัยก่อน ท่าน้ำราชวงศ์คับคั่งไปด้วยเรือที่มาเทียบขนถ่ายสินค้า มีทั้งคนไทย จีน แขก เข้ามาทำธุรกิจกันเป็นจำนวนมาก เมื่อพ่อค้าชาวมุสลิมที่เข้ามาประกอบธุรกิจย่านนี้เล็งเห็นว่าไม่มีศาสนถานสำหรับการละหมาด ครั้นจะข้ามเรือแม่น้ำไปยังย่านตึกแดง-ตึกขาว (ฝั่งท่าเรือดินแดง ย่านคลองสาน) ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีมัสยิดของพ่อค้ามุสลิมเชื้อสายอินเดียอยู่ 2 หลัง ไปมาก็คงจะลำบาก จึงรวมตัวกันขอร้องหลวงโกชาอิศหากเกี่ยวกับความจำเป็นดังกล่าว ท่านจึงจัดซื้อที่ดินใกล้กับท่าน้ำราชวงศ์และอุทิศเงินก่อสร้างมัสยิดขึ้น

เดิมมัสยิดหลวงโกชาอิศหากถูกเรียกว่า ‘สุเหร่าวัดเกาะ’ เพราะว่าตั้งอยู่ไม่ไกลกับ ‘วัดเกาะ’ หรือวัดสัมพันธวงศ์ นั่นเอง

การเรียก ‘สุเหร่า’ ซึ่งมีความหมายเดียวกับ ‘มัสยิด’ ผสมกับคำว่า ‘วัด’ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ดังจะเห็นว่ามีมัสยิดเก่าแก่หลายแห่งในกรุงเทพมหานครที่มีชื่อเดิมในลักษณะนี้ เช่น ‘สุเหร่าวัดตองปุ’ (มัสยิดจักรพงศ์ บางลำพู-ส่วนวัดตองปุก็คือวัดชนะสงคราม) ‘สุเหร่าวัดม่วงแค’ (มัสยิดฮารูณในซอยตรอกโรงภาษีเก่าเจริญกรุง 36) ‘สุเหร่าวัดสุวรรณ’ (มัสยิดสุวรรณภูมิ ซอยถนนเจริญนคร 7 ตามชื่อวัดสุวรรณ คลองสาน) เป็นต้น เป็นรูปแบบการเรียกชื่อลำลองโดยใช้แลนด์มาร์กสำคัญของพื้นที่ที่ผสมผสานกันทั้งสองศาสนาได้อย่างไม่มีที่ใดเหมือน

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

มัสยิดแห่งนี้หลังแรกสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารไม้ ต่อมาได้ขยายสร้างใหม่เป็นหลังที่เราเห็นในปัจจุบันในช่วงรัชกาลที่ 5 ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอ-คลาสสิก (Neo-classic) ซึ่งเป็นที่นิยมกันในสมัยนั้น ทั้งตัวอาคาร ลวดลายประดับ ฉลุไม้กรอบหน้าต่าง มีความแปลกตากว่ามัสยิดที่เราเคยคุ้นเคยกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้มัสยิดแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นกว่าที่อื่นแล้ว ก็ยังเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่ามัสยิดไม่จำเป็นต้องมีโดมเหมือนมัสยิดรุ่นใหม่ๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอิสลามจากตะวันออกกลาง แต่สามารถสร้างโดยรูปแบบที่นิยมและดีที่สุดในยุคนั้นเพื่อให้สมเกียรติฐานะเป็น ‘บ้านของพระเจ้า’ ได้

อาคารมัสยิดมี 2 ชั้น ชั้นล่างใช้ละหมาดทั่วไป 5 เวลา ส่วนชั้นบนจะเปิดเฉพาะเวลาละหมาดวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันชุมนุมใหญ่ของชาวมุสลิมในการฟังเทศนาธรรม ด้านบนมีซุ้มเว้าบนกำแพง (เมียฮ์หรอบ) ทรงวิมานอย่างไทย ใช้บอกทิศที่ตั้งของเมืองเมกกะในการผินหน้าละหมาด กรอบซุ้มประดับประดาด้วยศิลปกรรมลายดอกไม้เทศแบบตะวันตกอย่างวิจิตรสวยงาม

ปัจจุบัน ทั้งมัสยิดหลวงโกชาอิศหากได้รับการดูแลโดยตระกูลสมันตรัฐ อาจเรียกได้ว่าเป็นมัสยิดประจำตระกูล ทั้งนี้มัสยิดก็ไม่เคยปิดเป็นที่หวงห้าม และยังคงบริการให้สำหรับบุคคลทั่วไปได้เข้ามาประกอบศาสนกิจตามปกติทุกวัน

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

ที่พำนักของผู้วายชนม์

เราสามารถเดินเข้ามาด้านหลังมัสยิดซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสาน (กุโบร์) ขนาดเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ร่มรื่น สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังของหลวงโกชาอิศหากและทายาทลูกหลานคนในตระกูลของท่าน แต่ก็เปิดอนุญาตให้คนทั่วไปให้ฝังร่างได้เช่นเดียวกัน ดังปรากฏป้ายหินเหนือหลุมศพซึ่งจารึกนามของผู้วายชมน์เรียงรายอยู่มากมาย ป้ายเหล่านี้บอกเรื่องราวของผู้คนที่หลากหลายที่พำนักอยู่ในย่านนี้ได้เป็นอย่างดี บ้างเป็นชื่อภาษาอาหรับปนภาษาจีนจารึกไว้ บ้างเป็นชื่อของมุสลิมเชื้อสายอินเดีย บ้างมีรูปทรงแปลกตาคล้ายใบเสมาหรือโกฐ บ้างมีการก่อเป็นโลงหิน แต่ใต้ลงไปทุกคนล้วนกลับลงสู่ดินเช่นเดียวกันทั้งหมด เป็นความยุติธรรมและเมตตาของพระเจ้าที่มอบให้มนุษย์ได้เสมอเท่าเทียมกันไม่ว่ายากดีมีจนในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตในโลกนี้

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

พหุวัฒนธรรมในซอยวานิช 1 ย่านการค้าของนายห้างแขก

ในย่านการค้าของชาวจีนบริเวณนี้ยังมีห้องแถวห้างร้านของชาวมุสลิมอยู่หลายร้านในซอยวานิช 1 ไม่ห่างจากมัสยิดหลวงโกชาอิศหากมากนัก โดยเดินเลาะมาทางเดียวกับที่จะไปวัดสัมพันธวงศ์ จะมีความรู้สึกสะดุดเหมือนหลุดออกมาจากย่านคนจีนนิดหน่อย เพราะป้ายร้านมีชื่อเป็นมุสลิม อย่างร้านอี.แอม. อาลี, ฮามิด, เอม.เอ. มาริการ์, เอม.เอ. ฮุเซน ฯลฯ (มีทั้งภาษาไทย-อังกฤษ-จีน สมเป็นนักธุรกิจ) ห้างร้านเหล่านี้โดยมากขายเพชรพลอย ดำเนินกิจการโดยเจ้าร้านชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดีย บางร้านเปิดกิจการมาเป็นร้อยปีแล้ว ดังจะเห็นได้จากรูปถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ของซอยวานิช 1

ปัจจุบัน พ่อค้ามุสลิมในซอยวานิช 1 และชาวมุสลิมที่ทำงานอยู่ย่านในคนจีนเขตสัมพันธวงศ์นี้ก็นับเป็นสัปปุรุษที่ไปใช้งานมัสยิดหลวงโกชาอิศหากอยู่เป็นประจำทุกวัน

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

Writer & Photographer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลาม (ประเทศไทย)

เสียงอะซานดังแว่วตามลมป่าวประกาศเรียกชาวมุสลิมผู้ศรัทธาทั่วบริเวณซอยตรอกโรงน้ำแข็งยามตะวันเริ่มลับขอบฟ้า พลันปรากฏยอดมัสยิดรูปทรงหลังคาซ้อนชั้นเรียวแหลมแลดูแปลกตาเป็นเงาทะมึน สลับกับแสงไฟระยิบระยับจากอาคารสำนักงานสูงที่รายล้อมย่านธุรกิจใจกลางกรุงอย่างสาทร ที่นี่คือ ‘มัสยิดยะวา’ ศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยมุสลิมในย่านที่มีประวัติยาวนานนับร้อยปีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

นอกจากนั้น ที่นี่ยังเป็นชุมชนชาวไทยมุสลิมเชื้อสายยะวาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ชื่อเรียก ‘ยะวา’ หรือ ‘ยะหวา’ แบบที่เรียกกันติดปาก อาจไม่คุ้นหูสำหรับคนไทยนัก แต่นี่คือคำศัพท์ที่คนเหล่านี้เรียกตนเอง บ่งบอกตัวตนของกลุ่มคนจากเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย

ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งที่เกิดและอาศัยอยู่ในย่านนี้ แม้ว่าจะเป็นรุ่นหลังและไม่ได้มีเชื้อสายยะวาก็ตาม แต่เรื่องของขนบประเพณี การแต่งกาย อาหาร ภาษา ของชาวยะวาก็เป็นสิ่งที่คุ้นเคยและรับรู้ ไม่ว่าจากเรื่องเล่าของของคนรุ่นผู้ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเปรียบเสมือนญาติสนิท ซึ่งทราบว่าในอดีตบรรพบุรุษพวกเขามีความสามารถและมีหน้าที่การงานดีและหลากหลาย ไม่ว่าจะทำงานกับบริษัทฝรั่ง ทำงานสถานทูต สรั่งเดินเรือ ทำถนน สถาปนิก และที่น่าสนใจมากคือ ‘ช่างตกแต่งสวน’ ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งที่ถูกบอกเล่าโดยชาวยะวาอย่างภาคภูมิใจ

มะขามสนามหลวงที่ยืนต้นเรียงรายและสวนดอกไม้งดงามในพระราชวังสมัยก่อน มีความเชื่อมโยงกับความเป็นมาของชาวมุสลิมในประเทศไทยกลุ่มนี้อย่างที่เราอาจจะคาดไม่ถึง…

ผมขอเท้าความสักนิดหนึ่งว่า ชวาเป็นหนึ่งในเกาะใหญ่ของอินโดนีเซียที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด เป็นแหล่งอารยธรรมของอาณาจักรฮินดู-พุทธเก่าแก่มาแต่ครั้งโบราณ มีความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และภาษา จนกระทั่งศาสนาอิสลามได้เข้ามาผ่านการค้าทางทะเล ซึ่งได้ ‘เปลี่ยนและปรับ’ เข้ากับวิถีดั้งเดิมของชนกลุ่มนี้จนเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของชาวยะวา

ส่วนการเข้ามาของชาวยะวาในดินแดนประเทศไทยมีมาช้านานแล้วผ่านการค้า แต่จุดเปลี่ยนเปลี่ยนสำคัญเกิดจากเงื้อมมือของชาวฮอลันดาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา เพราะชาวฮอลันดาเข้ามาตั้งอาณานิคมการค้า นำกองเรือแผ่ขยายอำนาจทางการเมืองและเข้ายึดครองทรัพยากรมากมายในหมู่เกาะอินโดนีเซีย การใช้นโยบายกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมของเจ้าอาณานิคมทำให้ชาวยะวาและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ มีส่วนผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานและแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ชื่อของชาวยะวานั้นปรากฏอยู่ในกฎมณเฑียรบาลรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา และในพงศาวดารในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เมื่อพระองค์ทรงยึดอำนาจจากพระปิตุลาใน พ.ศ. 2199 ความว่า “…ทรงมีบัญชาให้มิรยาฝัน เมาลามักเมาะตาด คุมไพร่ไปอยู่ ณ ด้านศาลาลูกขุน ให้รายาลิลา คุมศรีต่วนแขกชวา แขกจาม อยู่ ณ ด้านหน้าสรรเพชญ์ปราสาท…” ดังจะเห็นว่ามีกองทหารชวาร่วมก่อการจนนำราชบัลลังก์มาถวายขุนหลวงนารายณ์ได้สำเร็จ แต่ทั้งนี้ชื่อของชาวยะวาก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ปรากฏว่ามีบันทึกเกี่ยวกับชาวชวาอีกเลยจนสิ้นแผ่นดินอยุธยา

เมื่อเถลิงศักราชกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศไม่ได้โดนอิทธิพลของเจ้าอาณานิคมตะวันตกครอบงำ กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรและการค้าที่สำคัญ ด้วยพระมหากษัตริย์ของสยามทรงมีพระทัยกว้าง ต้อนรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาพึ่งบารมี ช่วงนี้เองที่มีเอกสารราชการซึ่งทำให้ทราบว่าเริ่มมีชาวยะวาเริ่มเดินทางเข้ามายังบางกอกเพื่อประกอบอาชีพต่างๆ แล้วในช่วงรัชกาลที่ 4 เช่น ประกอบอาชีพค้าขาย ครูสอนภาษาอาหรับ และช่างหยอดน้ำมันเครื่องจักร ฯลฯ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์เสด็จฯ ประพาสชวาซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้อาณานิคมอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (Dutch East Indies) ถึง 3 ครั้งด้วยกัน เพื่อทอดพระเนตรความทันสมัยแบบอารยประเทศที่ชาวยุโรปนำเข้ามาในเอเชียอาคเนย์ กล่าวกันว่าขณะที่พระองค์ประทับที่วังบุยเต็นซอร์ค (Buitenzorg) ใกล้กับเมืองจาร์กาตา ทรงโปรดความงดงามของสวนพฤกษชาติโบกอร์ (Bogor Botanical Garden) ซึ่งตกแต่งในแบบโคโลเนียลสไตล์โดยพืชพรรณท้องถิ่นและพืชนำเข้าจากดินแดนต่างๆ มาก จนเสด็จฯ ชมทุกๆ เย็นของแต่ละวัน

นี่เป็นข้อสันนิษฐานได้ว่าทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้สร้างสวนแบบเดียวกันในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่มาของ ‘สวนพระราชวังสวนดุสิต’ ซึ่งเป็นพระราชฐานใหม่ ประกอบด้วยวังและสวนต่างๆ มากมาย รวมถึง ‘เขาดินวนา’ ด้วยนั่นเอง

ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง

วังบุยเต็นซอร์คและสวนพฤษชาติโบกอร์

ในการเสด็จฯ ประพาสชวาครั้งที่ 3 ใน พ.ศ. 2444 ทรงนำนายเอเลนบาส ฝรั่งชาวฮอลันดาซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการเพาะปลูก และชาวยะวา 2 คน เข้ามา จาก ‘คำบอกเล่า’ ในหมู่ชาวยะวาจากรุ่นสู่รุ่นว่าหลังจากนั้นยังทรงโปรดฯ ให้นำชาวยะวาเข้ามาอีกราว 30 คน ในจำนวนนี้มีรายนามของนายกาเซ็ม นายกัสบี้ นายเก๊ะซามัน นายซาระซัน นายซะวัน นายโรสรัน นายอุนุส เป็นต้น

ชาวยะวาเหล่านี้ถือสัญชาติฮอลันดา มีฝีมือและถนัดการจัดสวนเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาได้เรียนรู้ศาสตร์ที่ถ่ายทอดมาจากเจ้าอาณานิคม ได้เข้ารับงานตกแต่งสวนในบริเวณพระบรมมหาราชวัง วังสราญรมย์ วังสวนสุนันทา พระราชวังบางปะอิน อีกทั้งยังทำสวนบริเวณโรงกษาปณ์ ตกแต่งไม้ประดับในแนวถนนราชดำเนินและปลูกต้นมะขามบริเวณท้องสนามหลวง สนามหลวงหรือทุ่งพระเมรุ ซึ่งถูกขยายใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และตบแต่งใหม่โดยได้รับอิทธิพลจากลานหน้าพระราชวังของเจ้าผู้ปกครองเมืองยอกยาการ์ตา (Yokyakarta) ที่ชวา

ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง

สนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5

ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง

พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 5 และสุสุฮุนันปากูบูโวโนที่ 10 (Pakubuwono X) ขณะเสด็จฯ ประพาสชวา

โชคดีที่ผมได้รู้จักกับอาจารย์ณัฐพล จันทน์งาม ผู้เป็นทั้งรุ่นพี่ อาจารย์ เพื่อนบ้านในซอย และเป็นชาวไทยเชื้อสายยะวา เลยถือโอกาสสอบถามเรื่องราวของคุณเทียดของอาจารย์คือ ‘นายกาเซ็ม บินมุฮัมมัดใย’ ว่าท่านมีต้นกำเนิดจากชวาภาคกลาง และมีความสามารถพิเศษในการผสมพันธุ์ดอกกุหลาบให้เป็นสีสันสวยงาม อีกทั้งสืบได้ความว่าท่านเคยไปจัดสวนในวังสวนดุสิต วังบางปะอิน และรอบๆ สนามหลวง ร่วมกับผองเพื่อนชาวยะวาจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 5

เหตุนี้จึงทรงตอบแทนความดีความชอบโดยการพระราชทานที่ดินให้ แต่นายกาเซ็มไม่รับ เนื่องจากต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมของตนเอง จึงได้รับพระราชทานจานทองแทน อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าภายหลังนายกาเซ็มแต่งงาน มีลูกหลาน สามารถเก็บหอมรอมริบจนสามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ จนได้ ‘ฮัจยี’ แล้วกลับมาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยจนกระทั่งเสียชีวิต ร่างของท่านฝังอยู่ที่สุสานไทยอิสลามอันร่มรื่นข้างๆ มัสยิดยะวานี้เอง และทุกวันนี้ที่ตั้งของหลุมศพก็เลือนหายไปตามกาลเวลาจนลูกหลานจำตำแหน่งที่แท้จริงไม่ได้แล้ว

ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง

ภาพถ่ายนายกาเซ็ม บินมุฮัมมัดใย
ภาพจาก: กรรณิการ์ จุฑามาศ. ยะวา-ชวาในบางกอก. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 2541. น. 57.

ถึงกาลเวลาจะล่วงเลยไปกว่าศตวรรษ บางช่วงบางตอนของประวัติศาสตร์ อาชีพและคำบอกเล่าของชุมชน หรือแม้แต่จะเป็นเรื่องราวของครอบครัว ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และการมีอยู่ของชาวยะวาในประเทศไทย ต่อจากนี้เมื่อมองต้นมะขามที่สนามหลวงหรือสวนในพระราชวังที่กล่าวมาข้างต้น แล้วนึกจินตนาการถึงเรื่องราวของคนจัดสวนชาวยะวาเหล่านี้ อาจทำให้เราเห็นมิติของความเป็นไทยแบบพหุวัฒนธรรมมากขึ้นก็เป็นได้

อ้างอิง

กรรณิการ์ จุฑามาศ. ยะวา-ชวาในบางกอก. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 2541.

ประยูรศักดิ์ ชลายนเดชะ. มุสลิมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : โครงการหอสมุดกลางอิสลาม, 2539.

สัมภาษณ์

อ.ณัฐพล จันทน์งาม คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

Writer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load