หากเรามองไปรอบๆ ตัว สำรวจคนใกล้ชิดและคนรู้จักที่ผ่านมาตลอดชีวิต ความเป็นไปได้ที่เราจะค้นพบคือในบรรดาคนเหล่านั้น มีคนจำนวนหนึ่งอยู่ในกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQI เขาคนนั้นอาจเป็นสมาชิกในครอบครัวเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่แวะเวียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ตลอดช่วงชีวิตของเรา คำถามในใจที่ควรถามตัวเองต่อไปก็คือ แล้วเรารู้จักและเข้าใจพวกเขามากแค่ไหน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความเข้าใจที่เรามีนั้นถูกต้องและเหมาะสมตรงตามสิ่งที่พวกเขาต้องการ

The Cloud ชวนทุกคนไปหาคำตอบร่วมกัน ผ่านโครงการพัฒนาข้อเสนอแนะต่อการพัฒนารูปแบบและระบบสนับสนุนสมาชิกครอบครัว เพื่อน คู่ชีวิต และผู้ให้บริการสุขภาพ เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีความตั้งใจสำคัญคือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ทุกคนในสังคม เข้าถึงกลุ่มความหลากหลายทางเพศอย่างเข้าใจ

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

เปิดวงสนทนากับตัวแทนคณาจารย์จากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะกำลังสำคัญของการศึกษาตลอดโครงการนี้ นำโดย ดร.อดิศร จันทรสุข หัวหน้าโครงการ พร้อม อาจารย์สกล โสภิตอาชาศักดิ์, อาจารย์ติโหมะ ตะปะหนิ โอะหยะเน็น (Timo Tapani Ojanen) และ อาจารย์คริสเตียน ดาโกตา ฟรีแมน (Christian Dakota Freeman) ร่วมด้วย

“ปัญหาเรื่อง Gender Equality ในกลุ่มความหมากหลายทางเพศคือการไม่ค่อยถูกพูดถึง และไม่มีระบบดูแลที่จะช่วยให้พวกเขาดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความเป็นมนุษย์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าทำไมโครงการที่พวกเรากำลังช่วยกันทำถึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะในสังคมของเราตอนนี้”

สิ่งที่อาจารย์อดิศรเริ่มต้นเกริ่นขึ้นมา เปิดโอกาสให้เราได้ทบทวนถึงมุมมอง ความจริง และมายาคติ ที่ประจักษ์อยู่ในสังคมไทย ภาพของกลุ่มหลากหลายทางเพศที่ถูกล้อเลียน ถูกเลือกปฏิบัติ และไม่ได้รับการยอมรับ ร้ายแรงกว่านั้นคือการถูกกลั่นแกล้งหรือถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งหมดคือการกระทำที่กำลังลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เราทุกคนไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

บทสนทนาต่อไปนี้จึงไม่เพียงช่วยทำให้คำถามในใจของเรากระจ่างขึ้น แต่ยังมีพลังมากพอที่ทำให้ทุกคนตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันด้วยเคารพความหลากหลายทางเพศ รวมถึงเปลี่ยนแปลงมุมมอง และวิธีการปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีข้อแม้ในใจหรือเงื่อนไขเรื่องเพศใดๆ

01

เชื่อมช่องว่างระหว่าง LGBTQI และ 4P

อาจารย์อดิศรเล่าจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า “ที่ผ่านมา ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคมเอง ต่างพยายามทำงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเหมาะสม ลดการใช้ความรุนแรง สร้างเสริมสุขภาวะและสิทธิทางกฎหมายให้กับประชากรกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมาโดยตลอด เมื่อผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนัก 9 ถึงแนวทางที่จะขยายการทำงานกับกลุ่ม LGBTQI ผมจึงมองต่อไปว่ายังมีประเด็นหรือมิติไหนอีกบ้าง ที่อาจารย์อย่างพวกเราจะเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ โดยเฉพาะการลดช่องว่างและระยะห่างให้ทุกคน”

อย่างที่เราทุกคนทราบกันดีว่า ‘สถาบันครอบครัว’ คือหน่วยพื้นฐานของสังคมที่สำคัญที่สุด แต่สำหรับกลุ่ม LGBTQI ส่วนใหญ่ พวกเขาไม่สามารถเปิดเผยตัวตนออกมาอย่างสะดวกใจ อาจเป็นเพราะเงื่อนไขและความคาดหวังบางอย่างของสมาชิกในครอบครัว กลุ่มเพื่อน รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง เมื่อไม่มีใครมองเห็นตัวตนที่พวกเขาเป็นอย่างเข้าใจ ความต้องการของกลุ่ม LGBTQI จึงไม่ได้รับการตอบสนองและสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น

การมองไปยังฐานรากหรือก้นบึ้งของช่องว่าง ทำให้อาจารย์อดิศรค้นพบสาเหตุซึ่งจะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่ไม่ใช่แค่สร้างสะพานเพื่อเชื่อมต่อระยะห่าง แต่เป็นความพยายามร่วมกันของทุกคน ทุกฝ่าย เพื่อสมานช่องว่างเหล่านั้น

“โครงการนี้จึงเป็นการทำงานทั้งกับกลุ่ม LGBTQI เอง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก และกลุ่มคนใกล้ชิดกับประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือที่เรียกว่า 4P ได้แก่ Parents and Family (พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครอบครัว) Pairs (เพื่อน) Partners (คนรักและคู่ชีวิต) และ Professional Healthcare (ผู้ให้บริการทางสุขภาพ) เพื่อสร้างความเข้าใจและการตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาวะทางกายและอารมณ์ของกันและกัน”

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

02

ฟังเสียงของใจจากชีวิตที่หลากหลาย

ในขั้นตอนการทำงานของโครงการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือการทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) และศึกษาเครื่องมือที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ส่วนที่สองเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างประชากร LGBTQI และ 4P เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ชีวิต ซึ่งหลักสำคัญที่สุดของการสัมภาษณ์ คือการพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหาและสิ่งที่ปรารถนาในชีวิตที่สังคมมองข้ามไป

“สังคมไทยปัจจุบันก็ยังมีความเข้าใจต่อพวกเขาที่หลากหลายมาก กลุ่มเป้าหมาย LGBTQI แต่ละกลุ่มจึงอยู่ในบริบทและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้แต่ละคนมีประสบการณ์ชีวิตต่างกัน ดังนั้นในระหว่างสัมภาษณ์ ข้อมูลที่เราให้ความสนใจอย่างมาก จึงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเผชิญสภาวะยากลำบาก ที่ทำให้พวกเขาเข้าถึงบริการทางสุขภาพไม่ได้ รวมไปถึงความต้องการให้ช่วยเหลือดูแลและสนับสนุนในด้านที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีเท่าเทียมกับคนอื่นในสังคม

“ส่วนกลุ่ม 4P เราจะเข้าไปทำความเข้าใจกับเขาก่อนว่าเขาเข้าใจกลุ่ม LGBTQI ในแง่มุมไหนบ้าง คิดว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องการอะไร แล้วตัวเขาเองจะให้การสนับสนุนคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร” อาจารย์อดิศรเน้นยำถึงหัวใจของการสัมภาษณ์

ข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการสัมภาษณ์จะกลายเป็นฐานมั่นที่แข็งแรง เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเครื่องมือใหม่สำหรับสนับสนุนสุขภาวะของกลุ่ม LGBTQI ในมิติต่างๆ อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ทางร่างกาย แต่รวมถึงทางจิตใจ ทางสังคม และทางปัญญา

“โครงการนี้เป็นการศึกษานำร่อง คาดว่าจะเก็บข้อมูลเสร็จภายในสิ้นปี และได้ผลการศึกษาช่วงต้นปีหน้า แล้วเราจะนำเครื่องมือใหม่ที่ได้ไปขยายผลต่อ โดยทดลองใช้งานจริงกับประชากรกลุ่ม LGBTQI และ 4P หวังว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่สำเร็จออกมาจะนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอให้กับหน่วยงานของรัฐ ในการสร้างกลไกหรือเครือข่ายเพื่อดูแลกลุ่ม LGBTQI และ 4P อย่างเป็นรูปธรรม” อาจารย์สกลอธิบายเพิ่มเติม

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

03

ยอมรับความจริงและตัวตนที่ทุกคนเป็น

ในประเทศไทยมีงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มความหลากหลายทางเพศประสบปัญหาการถูกรังแกและกลั่นแกล้งเสมอ ทั้งจากคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ในสถานศึกษา ในสถานที่ทำงาน แม้กระทั่งในสถานที่สาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้นคือคนที่ดูเหมือนหรือมีลักษณะการแสดงออกคล้ายกับคนกลุ่มนี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช่ประชากรกลุ่มนี้หรือเปล่า ก็จะถูกเหมารวมและกลั่นแกล้งไปด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทัศนคติของคนในสังคมยังมองว่ากลุ่ม LGBTQI อยู่ในสถานะไม่เท่าเทียม ทำให้คนกลุ่มนี้มีแนวโน้นเป็นโรคซึมเศร้าและมีอัตราฆ่าตัวตายในระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาวิกฤตในสังคม

อาจาย์ติโหมะ ตะปะหนิ โอะหยะเน็น ยกตัวอย่างทฤษฎีเพื่อให้เห็นสาเหตุที่ชัดเจนมากขึ้น “ถ้ามองในเชิงทฤษฎีมนุษย์ทุกคนย่อมมีความเครียดอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเขาเป็นชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะด้วยชาติพันธุ์ สีผิว หรือเพศ เขาจะมีความเครียดมากกว่าคนกลุ่มอื่น การได้รับความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง จะช่วยให้คนคนนั้นมีความเข้มแข็งทางใจ และจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้

“แล้วความเข้าใจผิดส่วนหนึ่งมาจากทฤษฎีสายจิตวิเคราะห์ที่เชื่อว่า LGBTQI เกิดจากการเลี้ยงดู ซึ่งทำให้พ่อแม่หลายคนรู้สึกผิด เพราะเข้าใจว่าตนเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเป็น LGBTQI พ่อแม่จะโทษกันไปมา จนเกิดเป็นปัญหาครอบครัวที่ไม่ได้รับการแก้ไข นี่คือประเด็นใหญ่ที่เห็นได้บ่อยในการประชุมวิชาการนานาชาติ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ต้องหาทางออกร่วมกัน”

ย้อนกลับมามองในประเทศ หลายคนอาจบอกว่าสังคมไทยเปิดกว้างและมีพื้นที่ให้กับกลุ่ม LGBTQI แต่อาจารย์อดิศรยืนยันว่าเป็นการเปิดกว้างแบบมีเงื่อนไข

“หากเข้าไปถามคนอื่นๆ ว่า รับได้ไหมเมื่อลูก พี่น้อง หรือเพื่อนสนิท เปิดเผยว่าเป็น LGBTQI คนจำนวนหนึ่งจะชะงักทันที นั่นแปลว่าหากกลุ่มคน LGBTQI เป็นคนที่อยู่ไกลตัวออกไป เขายอมรับได้ไม่มีปัญหา สิ่งนี้กำลังอธิบายความจริงของสังคมที่ดูผิวเผินเหมือนจะเปิดกว้าง แต่จริงๆ แล้วยังมีกำแพงบางอย่างปิดกั้นอยู่ตลอดเวลา คนใกล้ชิดหรือคนที่อยู่รอบตัวจึงมีแนวโน้มผลักความรับผิดชอบที่ตัวเองต้องรับรู้พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ แกล้งทำเป็นไม่รู้ เลือกที่จะไม่พูดถึงเลย หรือคนที่เป็นคู่รักเป็นเพศเดียวกัน จะรู้สึกไม่สะดวกใจหากต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ในที่สาธารณะ เพราะรู้สึกว่าอาจไม่ได้รับการต้อนรับหรือถูกเลือกปฏิบัติ เพื่อทำลายกำแพงเหล่านั้น ผมคิดว่าพวกเรายังคงต้องทำงานกันอีกค่อนข้างเยอะ”

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

04

เตรียมเครื่องมือผ่าตัดความคิดอคติกีดกัน

ในต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่ม LGBTQI จะมีเครื่องมือมาตรฐานกลางที่เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับสหวิชาชีพหรือผู้ให้บริการสาธารณสุข ซึ่งอธิบายรายละเอียดเป็นลำดับขั้นตอนว่าควรและไม่ควรทำอะไรบ้าง รวมถึงการตั้งกลุ่มผู้ปกครองและผู้สนับสนุนกลุ่มหลากหลายทางเพศให้ได้รับสิทธิอย่างเสมอภาค เพราะเขาตระหนักในคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทุกคนจึงต้องได้รับการปฏิบัติที่ดีเหมือนกัน

สำหรับเครื่องมือในประเทศไทยก็พอมีอยู่บ้าง แต่ยังไม่ครอบคลุม อย่างคู่มือของมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยฯ ใช้วิธีสัมภาษณ์พ่อแม่ที่มีลูกเป็นกะเทย ร่วมกับทำเวิร์กช็อปแบ่งปันประสบการณ์ แล้วสรุปออกมาเป็นคำแนะนำและแนวทางปฏิบัติสำหรับครอบครัวที่มีลูกเป็นกะเทย จุดประสงค์สำคัญของโครงการนี้ คือการสร้างเครื่องมือที่ช่วยลดอคติในใจ และเปิดมุมมองของทุกคนในสังคมไทย

“ที่ประเทศนิวซีแลนด์มีเครื่องมือเกี่ยวกับการใช้ภาษากับคนกลุ่ม LGBTQI เพื่อระวังการใช้คำ ไม่ให้กดทับหรือสร้างความรู้สึกแบ่งแยกหรือเหยียด หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Spectrum เพื่อสื่อความหลากหลายของเพศ ขณะที่ระบบในสังคมไทยยังพยายามจับคนเข้ากล่องเพศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องสร้างเครื่องมือให้ความรู้กับคนในสังคมต่อไป รวมทั้งกับตัวกลุ่ม LGBTQI ด้วยว่า เขาเป็นอะไรก็ได้เท่าที่เขาอยากเป็น โดยไม่จำเป็นต้องพาตัวเองตกลงไปอยู่ในกล่องใดกล่องหนึ่ง” 

อาจารย์อดิศรเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างก่อนอธิบายต่อ “อีกเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญ คือ PFLAG ซึ่งอาจารย์ติโหมะและอาจารย์คริสเตียนได้ศึกษากับกลุ่มประชากรในเอเชีย”

PFLAG เริ่มต้นจากการเป็นกลุ่มสนับสนุนสมาชิกครอบครัวและเพื่อนของกลุ่ม LGBTQI ซึ่งมีเป้าหมายการทำงานหลักๆ 3 ด้าน คือ สนับสนุนตัวบุคคล ให้การศึกษา และผลักดันให้เกิดกฎหมายที่ตอบสนองความต้องการประชากรกลุ่ม LGBTQI นอกจากนี้ PFLAG ยังเป็นพื้นที่ชุมชนที่ให้คนกลุ่มนี้ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ คอยสนับสนุนทางความคิดและความรู้สึกระหว่างกัน ลดความกังวลใจและการเผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยว

อาจารย์ติโหมะอธิบายว่า “ในประเทศไทยยังไม่มีกลุ่มสนับสนุนลักษณะนี้อย่างเป็นทางการ สาเหตุสำคัญคือครอบครัวคนไทยยึดโยงกับความเชื่อทางวัฒนธรรมค่อนข้างเยอะ อย่างครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนหรือครอบครัวคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม ลูกชายคือความหวังที่จะสืบเชื้อสายของตระกูลต่อไป การเป็น LGBT จึงขัดต่อธรรมเนียมของครอบครัวและหลักศาสนา”

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

05

เพียงแค่ลงมือทำ ทุกคนคือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง

เมื่อถามถึงความท้าทายในการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อ อาจารย์ทุกคนพูดตรงกันว่า ความยากคือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและการได้รับความไว้วางใจ เพื่อให้เขาเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวมากๆ ในชีวิตอย่างความต้องการทางเพศและความรู้สึกอื่นๆ ที่พวกเขาเก็บงำไว้ในใจเพียงผู้เดียวเสมอมา เพราะกลุ่ม LGBTQI บางกลุ่มเป็นประชากรที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ โอกาสที่คณะทำงานจะได้เข้าไปทำความรู้จักก็ยากขึ้นไปอีก เช่น Intersex หรือคนที่มีสรีระร่างกายหรืออวัยวะเพศที่กำกวม

อีกประเด็นหนึ่งที่ท้าทายไม่แพ้กัน คือการทำงานสวนทางกับการนำเสนอของสื่อกระแสหลักในสังคม ซึ่งยังคงใช้อัตลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQI เพื่อความตลกขบขัน หรือสื่อว่าเป็นกลุ่มคนมีความต้องการทางเพศสูง เมื่อคนส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลจากสื่อ ก็ยิ่งทำให้เหมารวมว่าคนกลุ่มนี้ต้องเป็นแบบนี้ และไม่สนใจข้อมูลใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะเริ่มมีสื่อที่นำเสนอความเป็นคนธรรมดาทั่วไปของกลุ่ม LGBTQI แต่ก็ยังอยู่ในพื้นที่จำกัดเฉพาะกลุ่ม

ทุกครั้งไม่ว่าใครก็ตามลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม สิ่งที่ตามมาเสมอคือการถูกตั้งคำถาม รวมถึงการถูกต่อต้านจากคนที่มีความคิดเห็นต่าง ซึ่งคนที่ทำงานเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดีที่สุด อาจารย์อดิศรก็เป็นคนหนึ่งในนั้น

“เป็นเรื่องปกติถ้าจะมีคนมองว่าเป็นการทำงานเพื่อสนองต่อกลุ่มของตัวเอง เหมือนกับที่กลุ่มประชากรผู้หญิงข้ามเพศถูกมองว่าพวกเขาทำงานเพื่อช่วยเหลือคนกันเอง เราต้องพยายามเปลี่ยนวิธีการมองของคนในสังคมว่าสิ่งที่เราทำไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยคนทั้งสังคมลุกขึ้นมาร่วมกันแก้ไขความคิด อคติ และสร้างการเปลี่ยนแปลง 

“นี่คือสิ่งที่โครงการพยายามสร้างให้เกิดขึ้น เราถึงต้องการทำงานกับกลุ่ม 4P เพราะเรามองว่าคนรอบข้างเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศโดยตรง แต่อย่างน้อยเขาควรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างระบบสนับสนุนกลุ่ม LGBTQI ไม่ปล่อยให้คนกลุ่ม LGBT ทำงานอย่างหนักแต่เพียงฝ่ายเดียว เหมือนในต่างประเทศที่มี Straight Alliances หรือกลุ่มคนรักต่างเพศ ซึ่งรวมตัวกันเป็นเครือข่ายสนับสนุนการทำงานของคนกลุ่ม LGBTQI

“ในหลายๆ ประเทศมีก็การตั้งคำถามถึงความสำคัญของการทำงานหรือทำวิจัยเกี่ยวกับกลุ่ม LGBTQI เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วผลการศึกษาคือหลักฐานที่ยืนยันว่าพวกเขาประสบปัญหาเพราะสังคมที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะการถูกคุกคามไม่ว่าจะทางใดก็ตาม 

“ดังนั้น เราต้องการ Changemaker หรือคนธรรมดาที่มองเห็นปัญหา และลุกขึ้นมาลองผิดลองถูกเพื่อช่วยแก้ไขปัญหานั้น จนสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แล้วความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้ ก็จะขยายไปสู่คนรอบตัวเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ขับเคลื่อนสังคมและโลกไปในทางที่ดียิ่งขึ้นต่อไปได้” อาจารย์คริสเตียนบอกเหตุผลที่ทุกคนควรให้ความสำคัญกับกลุ่ม LGBTQI

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

06

เชื่อมั่นและเคารพในความเป็นมนุษย์

Human Rights หรือการดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับมนุษย์คนอื่น โดยไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเป็นเงื่อนไข คือประเด็นที่สังคมไทยยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงผลิตซ้ำชุดวิธีคิดเดิมๆ เพื่อกดทับคนไม่ให้ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

“ปัญหาเรื้อรังหนึ่งที่พบระหว่างทำงานคือ ประชากรกลุ่ม LGBTQI มักจะคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นความผิดของตัวเอง เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเรียกร้องอะไร หรือการถูกเลือกปฏิบัติจากคนรอบข้างก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว เขาต้องยอมรับสภาพหรือเงื่อนไขที่เกิดขึ้นให้ได้

“แล้วคำพูดที่ว่า ‘เป็นอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นคนดีก็พอ’ คือการลดทอนความเป็นคนลงว่าเขาควรมีชีวิตในแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น เวลาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่าเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป พยายามอย่าทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจ เขาเป็นแบบนี้ก็แย่อยู่แล้ว นี่คืออคติหรือมายาคติในสังคมที่เราต้องช่วยกันคลี่คลาย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องใหม่” อาจารย์อดิศรเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง Human Rights และกลุ่ม LGBTQI

อาจารย์คริสเตียนเล่าเพิ่มเติมถึงข้อควรระวังสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ซึ่งพบปัญหาระหว่างการศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้ว่า “ถึงแม้ทุกคนจะมีเจตนาช่วยเหลือกลุ่ม LGBTQI แต่ถ้าหากมีความเข้าใจที่ผิดหรือคลาดเคลื่อนไป ก็อาจส่งผลต่อวิธีการช่วยเหลือที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ตรงประเด็นได้เหมือนกัน ยิ่งทำให้กลุ่ม LGBTQI รู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะการแนะนำวิธีเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคม หากเปลี่ยนไม่ได้ก็จะกลายเป็นคนโทษตัวเอง การเปิดเผยตัวตนจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นสิทธิส่วนบุคคล ท้ายที่สุดแล้วด้วยความกลัวคนอื่นจะผิดหวัง หรือกลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับ กลุ่ม LGBTQI ส่วนใหญ่จึงเลือกเก็บและปิดบังตัวตนไว้ นำมาซึ่งความรู้สึกไม่ดีต่อตัวเองและคนรอบข้าง”

โครงการนี้จึงพยายามวิเคราะห์ข้อมูลและศึกษาเครื่องมือที่จะมาช่วยให้กลุ่ม LGBTQI ในสังคมไทย เปิดเผยตัวเองออกมาได้อย่างสบายใจมากที่สุด ด้านครอบครัวและคนรอบข้างเองก็วางท่าทีและช่วยสนับสนุนกลุ่ม LGBTQI ได้อย่างเหมาะสม ตามหลักสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต้องได้รับ

ความพยายามของโครงการ เริ่มต้นจากกลุ่มคนที่มองเห็นปัญหา แล้วหาทางแก้ไขอย่างมีระบบ โดยสรรหา รวบรวม และปรับใช้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงเผยแผ่ความรู้ที่ถูกต้อง ด้วยความหวังสูงสุดว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบการศึกษาที่นำไปสู่การพัฒนากลไก เพื่อช่วยดูแลประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศและคนรอบข้างได้ในอนาคต

นอกเหนือจากการช่วยเหลือเชิงกฎหมายและนโยบายจากภาครัฐและหน่วยงานที่ข้องเกี่ยว พวกเขาไม่ใช่คนกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นในสังคม เพราะการสร้างการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ย่อมต้องอาศัยระยะเวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นการทำงานที่หยุดไม่ได้ ไม่มีวันสิ้นสุดลง และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในสังคมด้วย

นั่นจึงหมายความว่า ในฐานะมนุษย์ เราทุกคนล้วนเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการประกอบสร้าง ผลักดัน และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ให้เกิดขึ้นและคงอยู่ต่อไปได้

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

ขอขอบคุณ 

  • คณะวิจัยโครงการพัฒนาข้อเสนอแนะต่อการพัฒนารูปแบบและระบบสนับสนุนสมาชิกครอบครัว เพื่อน คู่ชีวิต และผู้ให้บริการสุขภาพเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศ
  • คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ดร.อดิศร จันทรสุข (หัวหน้าโครงการ), อาจารย์สกล โสภิตอาชาศักดิ์, ดร.นรุตม์ ศุภวรรธนะกุล, Mr.Timo Tapani Ojanen, Mr. Christian Dakota Freemen
  • คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อาจารย์รณภูมิ สามัคคีคารมย์
  • สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • คุณสุมาลี โตกทอง

Writer

ตนุภัทร โลหะพงศธร

ร่ำเรียนมาทางด้านจิตวิทยาคลินิก ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเป็นนักเขียนเต็มเวลา เชื่อมั่นว่าการพูดคุยและรับฟังอย่างใส่ใจความรู้สึกของกันและกันจะนำไปสู่บทสนทนาที่ดีและมีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิต

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จะดีแค่ไหน หากอาหารที่เรากินไม่เพียงอร่อยระดับแสงพุ่งออกจากปาก แต่ยังเป็นมิตรต่อสุขภาพและโลกด้วย

หากใครเคยดูสารคดี Food Inc. คงติดตากับภาพลูกไก่นับหมื่นตัวถูกลำเลียงไปตามสายพานเพื่อเข้าเครื่องเชือด หรือภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีสัตว์แออัดยัดเยียดเต็มพื้นที่ แต่ละตัวแทบไม่มีที่ว่างให้ขยับไปไหนมาไหน หน้าที่อย่างเดียวในชีวิตของพวกมันคือกิน กิน แล้วก็กิน ราวกับว่าเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

แน่นอนว่าคงไม่มีสัตว์ตัวไหนมีสุขภาพดีได้ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือยาปฏิชีวนะมากมายที่ถูกผสมในอาหารและฉีดให้พวกมัน ไปจนถึงฮอร์โมนเร่งโตเพื่อย่นระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยที่สุดและสร้างกำไรมากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่เนื้อสัตว์ที่ขายกันทุกวันนี้ทั่วโลกมีสารเคมีมากมายตกค้าง และโลกเราก็มีเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น ยังไม่นับรวมสารเคมีหรือยาที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น คำพูดที่ว่า การเลือกกินของเราช่วยกำหนดอนาคตโลกได้ จึงไม่ใช่คำพูดเกินจริงแต่อย่างใด

โชคดีที่ว่าทุกวันนี้เรามีทางเลือกในการกินมากขึ้น และหนึ่งในทางเลือกของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่เป็นมิตรต่อโลกและสุขภาพที่เราอยากชวนมารู้จักวันนี้ ก็คือผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีชื่อว่า Sloane’s

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความน่าสนใจของแบรนด์นี้ ไม่เพียงแต่ประวัติของเชฟผู้ก่อตั้งที่มีดีกรีเป็นถึงอดีตเชฟโรงแรม 5 ดาว และร้านอาหารมิชลินสตาร์มานานกว่า 20 ปีเท่านั้น แต่ความพิเศษมาก ๆ อีกอย่างก็คือความใส่ใจด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกที่มาของเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจในสวัสดิภาพสัตว์และไม่ใช้สารเคมี โรงฆ่าสัตว์ที่มีจริยธรรม ความพยายามในการลดรอยเท้าคาร์บอน ไปจนถึงการใช้ทุกส่วนของสัตว์แบบไม่เหลือทิ้ง

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

อะไรที่ทำให้เชฟชาวอังกฤษคนนี้ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนขนาดนี้ และเนื้อสัตว์ที่มาจากการผลิตที่ยั่งยืนจะมีรสชาติต่างจากสัตว์จากฟาร์มอุตสาหกรรมอย่างไร ไปฟังเชฟเล่ากันเลย

Happy Animals, Tasty Meat

“เนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีและรสชาติดี ต้องมาจากสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข”

นั่นคือแนวคิดหลักของ โจ สโลน (Joe Sloane) เชฟชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sloane’s และนั่นจึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขา ตั้งแต่เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ไส้กรอกหลากหลายสูตร แฮม เบคอน พาย เบอร์เกอร์ และอื่น ๆ อีกกว่า 300 รายการ ล้วนมีรสชาติพิเศษ

“ถ้าสัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีที่นอนที่สบาย ไม่ใช่คอกแคบ ๆ มีพื้นที่ให้เดินอย่างอิสระ ก็จะเป็นสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข ซึ่งทำให้รสชาติและคุณภาพของเนื้อสัตว์ดีกว่ามาก ๆ”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความใส่ใจในที่มาของเนื้อสัตว์ของเชฟโจมีความละเอียดถึงขนาดว่า เขาต้องลงพื้นที่ไปดูฟาร์มทุกแห่งที่เขาทำงานด้วย ตั้งแต่ดูว่าสัตว์มีชีวิตอย่างไร กินอะไร นอนแบบไหน คอกเป็นยังไง คุณภาพชีวิตของสัตว์เป็นยังไง ก่อนจะตัดสินใจซื้อสัตว์จากฟาร์มเหล่านั้น และไม่ใช่แค่ขั้นตอนการเลี้ยงเท่านั้นที่สำคัญ แม้กระทั่งโรงฆ่าสัตว์ เขาก็ต้องลงพื้นที่ไปเลือกด้วยตัวเองเช่นกัน

“นอกจากต้องเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบรับรองอย่างถูกต้องและมีห้องเก็บความเย็นแล้ว วิธีการฆ่าก็ต้องมีจริยธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือทำอย่างรวดเร็วจนสัตว์ไม่ทันได้รู้สึก และต้องเข้าห้องทีละตัว เพื่อสร้างความเครียดให้พวกมันน้อยที่สุด แล้วโรงฆ่าก็ต้องอยู่ใกล้ฟาร์ม เพื่อที่สัตว์จะได้ไม่ต้องเครียดจากการเดินทางไกล”

เชฟโจเล่าว่าการให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ของเขา ไม่เพียงแต่มาจากเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากให้สัตว์ต้องเจ็บปวดทรมาน อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเรื่องคุณภาพของเนื้อสัตว์ด้วย เพราะสัตว์ที่ผ่านโรงเชือดแบบอุตสาหกรรมที่สร้างความเครียดสูงจะมีคุณภาพและรสชาติที่แย่กว่ามาก

“เมื่อสัตว์เครียด ร่างกายมันจะปล่อยอะดรีนาลีน เช่น ในหมูจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า PSE นั่นคือ Pale (ซีด) Soft (นิ่ม) Exudative (มีน้ำเยิ้ม) ซึ่งในบางกรณีที่แย่มาก ๆ เนื้อเหล่านั้นจะนำมาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากบดหรือนำไปทำไส้กรอกราคาถูก หรือต่อให้อาการไม่ได้หนักมาก มันก็ยังมีความแตกต่างอยู่ดี เพราะเมื่อเนื้อหมูสูญเสียความชื้น เนื้อที่ได้ก็จะแห้งและไม่อร่อย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่หมูเท่านั้น แต่สัตว์อื่น ๆ ที่ถูกฆ่าในสภาวะเครียดก็ส่งผลต่อคุณภาพเช่นกัน อย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะมีเทคนิคฆ่าปลาที่เรียกว่า Ike-Jime ที่จะทำให้ได้เนื้อปลาคุณภาพสูงสุดด้วยเหตุผลเดียวกัน ความเครียดส่งผลแย่ต่อเราทุกคน และการที่ผมเป็นเชฟ ผมย่อมต้องการเนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีที่สุด รสชาติดีที่สุด”

นอกจากจะเลือกที่มาของสัตว์เพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุดและดีต่อสวัสดิภาพสัตว์มากที่สุดแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ Sloane’s คือ เขาจะเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ในประเทศเป็นหลัก ยกเว้นเครื่องปรุงบางชนิดที่ไม่มีในไทยจริง ๆ จึงจะนำเข้า ทั้งนี้ก็เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนในการขนส่ง

“ผมไม่ได้ต่อต้านการนำเข้า เพียงแต่ว่าตัวเลือกแรกของผมจะเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่น ผมจะนำเข้าทำไมในเมื่อผมหาวัตถุดิบที่ดีกว่าได้ที่นี่ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Export Quality (คุณภาพระดับส่งออก) ผมไม่ต้องการคุณภาพระดับนั้น แต่ผมต้องการคุณภาพในระดับที่ว่าถ้ามีปัญหาอะไร ผมยกหูโทรศัพท์คุยกับเจ้าของฟาร์มได้โดยตรง แทนที่จะต้องโทรหาใครไม่รู้จากอีกซีกโลก การทำงานกับผู้เลี้ยงสัตว์โดยตรงย่อมดีกว่า และเท่ากับเป็นการสนับสนุนฟาร์มท้องถิ่นด้วย”

แม้ว่าฟาร์มหลายแห่งในไทยที่เขาทำงานด้วยจะไม่ได้มีตรารับรองความเป็นออร์แกนิกจากองค์กรใด ๆ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ใช้คำว่า ‘ไส้กรอกออร์แกนิก’ ในการประชาสัมพันธ์แบรนด์ อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เขาลงพื้นที่ไปเยี่ยมฟาร์มด้วยตนเอง และผ่านการพูดคุยกับเจ้าของฟาร์ม ทำให้เขามั่นใจว่าเนื้อสัตว์ทั้งหมดที่ได้มาล้วนมีที่มาอย่างใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

“ฟาร์มส่วนใหญ่ที่เราทำงานด้วย เขามีแนวคิดและความตั้งใจแบบเดียวกับเราอยู่แล้ว นั่นคือการเลี้ยงสัตว์แบบใส่ใจ เพื่อให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่เราตั้งไว้ แล้วเราก็มีการสุ่มตรวจสารเคมีในเนื้อสัตว์เป็นระยะด้วย”

หลังจากคัดสรรที่มาของเนื้อสัตว์ที่ได้คุณภาพแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการแล่และนำมาทำอาหาร ซึ่งหัวใจหลักของความยั่งยืนในขั้นตอนนี้ก็คือการมีเศษหลือทิ้งให้น้อยที่สุด ซึ่งสำหรับเชฟโจแล้ว เขาล้ำไปอีกขั้นด้วยการซื้อสัตว์จากฟาร์มมาทั้งตัว และนำมาทำอาหารทุกส่วนแบบที่ไม่เหลือเศษทิ้งแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า Nose-to-Tail หรือการใช้ทุกส่วนของสัตว์อย่างคุ้มค่าตั้งแต่หัวจรดหาง ทั้งผิวหนัง ไขมัน ยันกระดูก

“ทุกส่วนเราใช้ได้หมด เช่น กระดูกเราเอาไปทำซุปและน้ำสต็อก เลือดเอาไปทำไส้กรอกแบล็กพุดดิง ส่วนหัวหมูใช้ทำ Porchetta De Testa ส่วนไตนำไปทำสเต๊กเนื้อและไต บางส่วนใช้ทำพาย ทุกส่วนจะถูกใช้อย่างดีที่สุด ทำให้เรามีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไปจนกระทั่งเหลือส่วนที่ไม่ดีพอสำหรับนำมาทำไส้กรอกหรือเบอร์เกอร์ ก็จะนำไปทำอาหารสุนัขหลาย ๆ แบบ ซึ่งได้รับความนิยมมาก”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

เขาเล่าถึงแนวทางการทำงานที่ทำให้เราทึ่ง แต่แค่นั้นยังไม่พอ แม้ในวันที่แบรนด์ Sloane’s เติบโตขยายตลาดไปมากถึง 86 แห่ง มีโรงแรมที่เป็นลูกค้าประจำนับร้อยโรงแรม แต่ไส้กรอกทุกชิ้นก็ยังผลิตด้วยมือ ซึ่งเขายืนยันว่าจะทำแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าธุรกิจจะเติบโตไปมากแค่ไหนก็ตาม

“ไส้กรอกส่วนใหญ่ของเราเป็นสูตรบริทิชหรืออิตาเลียน ซึ่งต้องทำทีละน้อย เพราะมีเครื่องปรุงและส่วนผสมหลายอย่าง แล้วเราก็ไม่ได้ใส่สารกันเสีย นอกจากนั้นเรายังมีไส้กรอกที่สั่งผลิตพิเศษ (Custom-made) จากเชฟโรงแรม ซึ่งเขาจะระบุมาเลยว่าอยากได้แบบไหน ขนาดไหน เพื่อให้เข้ากับเมนูที่เขาจะทำ ทำให้การทำไส้กรอกด้วยมือตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเรื่องความยั่งยืนอีกอย่างที่เขายังคงมองหาทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือเรื่องของบรรจุภัณฑ์

“เรื่องนี้ยังเป็นปัญหา เพราะเรายังต้องใช้พลาสติกเพื่อสุขอนามัย ซึ่งผมพยายามมองหาทางเลือกทดแทนอยู่แต่ก็ยังมีไม่มากนัก เพราะอย่างพลาสติกชีวภาพที่มีขาย ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบที่ย่อยสลายในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งที่นี่ยังไม่มีโรงงานสำหรับย่อยสลายพวกนี้โดยเฉพาะ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sustainable Food, Sustainable World

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว คำว่า ‘ความยั่งยืน’ ยังห่างไกลจากการเป็นคำยอดฮิตอย่างทุกวันนี้ และคำว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากเหมือนในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น เชฟโจก็สนใจเรื่องความยั่งยืนทางอาหารมาตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพเชฟใหม่ ๆ

“ที่อังกฤษ ผมได้เรียนเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่สมัยเรียน แล้วพอทำงาน เชฟที่เราทำงานด้วยก็ใส่ใจเรื่องนี้ ทำให้เราได้รับการปลูกฝังเรื่องนี้เรื่อยมา ซึ่งผมก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ”

จากการทำงานเป็นเชฟในโรงแรมหรูและร้านอาหารมิชลินสตาร์มา 3 ทวีปทั่วโลก วันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจย้ายตามภรรยามาที่ประเทศไทย เนื่องจากภรรยาของเขาเป็นครูที่โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ซึ่งแม้เขาจะยังคงอาชีพเชฟในโรงแรมเหมือนเดิม แต่ความท้าทายใหม่ก็คือโจทย์เรื่องที่มาของวัตถุดิบ

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“ช่วงที่ผมมาเมืองไทยใหม่ ๆ สิ่งหนึ่งที่ต่างอย่างชัดเจนมากก็คือ เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่มาของวัตถุดิบเลย ซึ่งต่างจากตอนอยู่ลอนดอนที่เรารู้หมดว่าหมูนี้มาจากฟาร์มไหน เป็นหมูพันธุ์อะไร แต่พอมาเป็นเชฟในโรงแรมที่ไทย วัตถุดิบแทบทุกอย่างนำเข้าจากทั่วโลก ผมเคยถามบริษัทที่มาส่งหมูว่าเป็นหมูจากไหน เขาบอกแค่ว่า ก็หมูน่ะ มาจากหลายที่ ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย”

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนกระทั่งเขาได้มารู้จักกับ เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ เจ้าของร้านอาหาร โบ.ลาน หนึ่งในเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนทางอาหารของเมืองไทย ซึ่งเชฟโบได้แนะนำให้เขารู้จักฟาร์มท้องถิ่นหลายแห่งที่เลี้ยงสัตว์ในวิถีธรรมชาติ ทำให้เขาเลือกที่มาของวัตถุดิบได้อย่างที่ต้องการมากขึ้น

หลังจากทำงานเป็นเชฟในโรงแรมชั้นนำของประเทศไทยได้ราว 2 ปี เขาก็ตัดสินใจยุติอาชีฟเชฟเพื่อมาดูแลลูกน้อยที่เพิ่งเกิดมา และใช้เวลาว่างทำไส้กรอกสไตล์อังกฤษขาย เนื่องจากเขาพบว่าไส้กรอกสไตล์อังกฤษแท้ ๆ ในเมืองไทยหายากมาก และที่มีขายอยู่ก็มักคุณภาพไม่ค่อยดี เนื่องจากผู้ผลิตพยายามทำให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากจุดเริ่มต้นกับลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติด้วยกัน แต่ด้วยจุดเด่นด้านคุณภาพและการผลิตอย่างใส่ใจ ทำให้ไส้กรอกแบรนด์ของเขาได้รับการบอกเล่าปากต่อปากจนมีคนรู้จักมากขึ้น จนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Sloane’s เริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้าง ถูกบรรจุอยู่ในเมนูของร้านอาหารชื่อดังหลายแห่ง มีเชฟจากโรงแรมหรูมากมายเป็นลูกค้าประจำ มีวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งเปิดหน้าร้านเพิ่มที่เชียงใหม่

“ผมไม่เคยคิดว่าเราจะเติบโตและมาไกลได้ขนาดนี้ ช่วงเริ่มใหม่ ๆ ใคร ๆ ก็ว่าเราบ้า บอกว่ามันไม่เวิร์กหรอก ไม่มีใครแคร์เรื่องความยั่งยืนที่นี่หรอก แต่มาถึงวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาคิดผิด คนที่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมยังมี ฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจและมีคุณภาพดีก็มีไม่น้อย แล้วตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในเรื่องความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีคนสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งผมก็ดีใจที่เห็นสิ่งเหล่านี้”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

แม้การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบที่เขาพูดถึงจะมีข้อดีในแง่จริยธรรมและสิ่งแวดล้อมแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็จะมีคนบางกลุ่มแย้งว่า หากโลกเราไม่มีการเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม เราก็จะมีเนื้อสัตว์ไม่พอเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้เขามองว่าปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณไม่พอเลี้ยงคน แต่อยู่ที่ว่าคนเราบริโภคมากเกินพอดีและมีของเหลือทิ้งเกินไปมากกว่า

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า คนเราควรกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง แต่ผมก็คิดว่าเราไม่ถึงขนาดที่จะต้องเป็นมังสวิรัติหรือกินเจถึงจะช่วยโลกได้ ขอแค่เรากินเนื้อสัตว์อย่างพอประมาณ กินอย่างสมดุล และให้ความสำคัญกับที่มาของเนื้อสัตว์เหล่านั้นให้มากขึ้น มันก็เป็นไปได้ที่จะพอเลี้ยงคนและช่วยโลกได้ การเลี้ยงสัตว์อาจไม่ถึงขนาดต้องเลี้ยงปล่อย (Free-ranged) ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฟาร์มบางแห่งที่เราทำงานด้วย เขาเป็นเพอร์มาคัลเจอร์ซึ่งก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างมาก แต่เขาก็เลี้ยงหมูด้วยระบบหมูหลุม ซึ่งหมูก็ยังมีพื้นที่ให้เดินไปไหนมาไหน และมีวัสดุธรรมชาติ เช่น แกลบรองพื้น ทำให้หมูมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาพดีได้”

แม้ว่าอาหารที่มาจากวิถีการผลิตแบบยั่งยืนเหล่านี้มักราคาแพงกว่าอาหารจากระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่วางขายมากมายในตลาด แต่เขามองว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะลงทุนจ่ายในเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะมองในแง่สุขภาพ ในแง่รสชาติ หรือในแง่สิ่งแวดล้อม สิ่งที่ได้ก็ถือว่าคุ้ม

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“เราทุกคนคงรู้กันดีว่าอาหารทุกวันนี้เต็มไปด้วยสารเคมี อย่างไส้กรอกในร้านสะดวกซื้อ บางแพ็กอยู่บนชั้นได้ 3 เดือน ซึ่งผมว่ามันน่ากลัวมาก เขาใส่อะไรลงไปถึงอยู่ได้นานขนาดนั้น มีสารเคมีอะไรบ้างก็ไม่รู้ ผมคงไม่อยากให้ลูกของผมกินอะไรแบบนี้ แต่นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว เรื่องรสชาติก็ต่างกันมาก ๆ ไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ผักผลไม้ออร์แกนิกก็มีรสชาติที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เพราะเมื่อผักออร์แกนิกมีแมลงมากัดใบ พืชจะปล่อยสารเคมีออกมาสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผักมีรสชาติ”

ด้วยเหตุผลที่ว่า รสชาติและคุณภาพของอาหารผูกโยงกับปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เขาจึงมองว่า นี่จึงเป็นหน้าที่ของเชฟโดยตรงที่ต้องใส่ใจเรื่องนี้

“ถ้าคุณเป็นเชฟแล้วไม่สนใจที่มาของวัตถุดิบ แปลว่าคุณเป็นเชฟที่ไม่ดี เพราะต่อให้คุณไม่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยคุณก็น่าจะแคร์เรื่องรสชาติอาหาร เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ของคุณ แล้วสัตว์ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติและมีสวัสดิภาพที่ดีนั้นมีรสชาติที่ดีกว่าจริง ๆ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sloane’s 

Website : sloanes.co.th

Facebook : Sloane’s

Instagram : sloanesbkk

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load