หากเรามองไปรอบๆ ตัว สำรวจคนใกล้ชิดและคนรู้จักที่ผ่านมาตลอดชีวิต ความเป็นไปได้ที่เราจะค้นพบคือในบรรดาคนเหล่านั้น มีคนจำนวนหนึ่งอยู่ในกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQI เขาคนนั้นอาจเป็นสมาชิกในครอบครัวเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่แวะเวียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ตลอดช่วงชีวิตของเรา คำถามในใจที่ควรถามตัวเองต่อไปก็คือ แล้วเรารู้จักและเข้าใจพวกเขามากแค่ไหน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความเข้าใจที่เรามีนั้นถูกต้องและเหมาะสมตรงตามสิ่งที่พวกเขาต้องการ

The Cloud ชวนทุกคนไปหาคำตอบร่วมกัน ผ่านโครงการพัฒนาข้อเสนอแนะต่อการพัฒนารูปแบบและระบบสนับสนุนสมาชิกครอบครัว เพื่อน คู่ชีวิต และผู้ให้บริการสุขภาพ เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีความตั้งใจสำคัญคือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ทุกคนในสังคม เข้าถึงกลุ่มความหลากหลายทางเพศอย่างเข้าใจ

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

เปิดวงสนทนากับตัวแทนคณาจารย์จากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะกำลังสำคัญของการศึกษาตลอดโครงการนี้ นำโดย ดร.อดิศร จันทรสุข หัวหน้าโครงการ พร้อม อาจารย์สกล โสภิตอาชาศักดิ์, อาจารย์ติโหมะ ตะปะหนิ โอะหยะเน็น (Timo Tapani Ojanen) และ อาจารย์คริสเตียน ดาโกตา ฟรีแมน (Christian Dakota Freeman) ร่วมด้วย

“ปัญหาเรื่อง Gender Equality ในกลุ่มความหมากหลายทางเพศคือการไม่ค่อยถูกพูดถึง และไม่มีระบบดูแลที่จะช่วยให้พวกเขาดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความเป็นมนุษย์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าทำไมโครงการที่พวกเรากำลังช่วยกันทำถึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะในสังคมของเราตอนนี้”

สิ่งที่อาจารย์อดิศรเริ่มต้นเกริ่นขึ้นมา เปิดโอกาสให้เราได้ทบทวนถึงมุมมอง ความจริง และมายาคติ ที่ประจักษ์อยู่ในสังคมไทย ภาพของกลุ่มหลากหลายทางเพศที่ถูกล้อเลียน ถูกเลือกปฏิบัติ และไม่ได้รับการยอมรับ ร้ายแรงกว่านั้นคือการถูกกลั่นแกล้งหรือถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งหมดคือการกระทำที่กำลังลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เราทุกคนไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

บทสนทนาต่อไปนี้จึงไม่เพียงช่วยทำให้คำถามในใจของเรากระจ่างขึ้น แต่ยังมีพลังมากพอที่ทำให้ทุกคนตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันด้วยเคารพความหลากหลายทางเพศ รวมถึงเปลี่ยนแปลงมุมมอง และวิธีการปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีข้อแม้ในใจหรือเงื่อนไขเรื่องเพศใดๆ

01

เชื่อมช่องว่างระหว่าง LGBTQI และ 4P

อาจารย์อดิศรเล่าจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า “ที่ผ่านมา ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคมเอง ต่างพยายามทำงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเหมาะสม ลดการใช้ความรุนแรง สร้างเสริมสุขภาวะและสิทธิทางกฎหมายให้กับประชากรกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมาโดยตลอด เมื่อผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนัก 9 ถึงแนวทางที่จะขยายการทำงานกับกลุ่ม LGBTQI ผมจึงมองต่อไปว่ายังมีประเด็นหรือมิติไหนอีกบ้าง ที่อาจารย์อย่างพวกเราจะเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ โดยเฉพาะการลดช่องว่างและระยะห่างให้ทุกคน”

อย่างที่เราทุกคนทราบกันดีว่า ‘สถาบันครอบครัว’ คือหน่วยพื้นฐานของสังคมที่สำคัญที่สุด แต่สำหรับกลุ่ม LGBTQI ส่วนใหญ่ พวกเขาไม่สามารถเปิดเผยตัวตนออกมาอย่างสะดวกใจ อาจเป็นเพราะเงื่อนไขและความคาดหวังบางอย่างของสมาชิกในครอบครัว กลุ่มเพื่อน รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง เมื่อไม่มีใครมองเห็นตัวตนที่พวกเขาเป็นอย่างเข้าใจ ความต้องการของกลุ่ม LGBTQI จึงไม่ได้รับการตอบสนองและสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น

การมองไปยังฐานรากหรือก้นบึ้งของช่องว่าง ทำให้อาจารย์อดิศรค้นพบสาเหตุซึ่งจะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่ไม่ใช่แค่สร้างสะพานเพื่อเชื่อมต่อระยะห่าง แต่เป็นความพยายามร่วมกันของทุกคน ทุกฝ่าย เพื่อสมานช่องว่างเหล่านั้น

“โครงการนี้จึงเป็นการทำงานทั้งกับกลุ่ม LGBTQI เอง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก และกลุ่มคนใกล้ชิดกับประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือที่เรียกว่า 4P ได้แก่ Parents and Family (พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครอบครัว) Pairs (เพื่อน) Partners (คนรักและคู่ชีวิต) และ Professional Healthcare (ผู้ให้บริการทางสุขภาพ) เพื่อสร้างความเข้าใจและการตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาวะทางกายและอารมณ์ของกันและกัน”

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

02

ฟังเสียงของใจจากชีวิตที่หลากหลาย

ในขั้นตอนการทำงานของโครงการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือการทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) และศึกษาเครื่องมือที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ส่วนที่สองเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างประชากร LGBTQI และ 4P เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ชีวิต ซึ่งหลักสำคัญที่สุดของการสัมภาษณ์ คือการพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหาและสิ่งที่ปรารถนาในชีวิตที่สังคมมองข้ามไป

“สังคมไทยปัจจุบันก็ยังมีความเข้าใจต่อพวกเขาที่หลากหลายมาก กลุ่มเป้าหมาย LGBTQI แต่ละกลุ่มจึงอยู่ในบริบทและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้แต่ละคนมีประสบการณ์ชีวิตต่างกัน ดังนั้นในระหว่างสัมภาษณ์ ข้อมูลที่เราให้ความสนใจอย่างมาก จึงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเผชิญสภาวะยากลำบาก ที่ทำให้พวกเขาเข้าถึงบริการทางสุขภาพไม่ได้ รวมไปถึงความต้องการให้ช่วยเหลือดูแลและสนับสนุนในด้านที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีเท่าเทียมกับคนอื่นในสังคม

“ส่วนกลุ่ม 4P เราจะเข้าไปทำความเข้าใจกับเขาก่อนว่าเขาเข้าใจกลุ่ม LGBTQI ในแง่มุมไหนบ้าง คิดว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องการอะไร แล้วตัวเขาเองจะให้การสนับสนุนคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร” อาจารย์อดิศรเน้นยำถึงหัวใจของการสัมภาษณ์

ข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการสัมภาษณ์จะกลายเป็นฐานมั่นที่แข็งแรง เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเครื่องมือใหม่สำหรับสนับสนุนสุขภาวะของกลุ่ม LGBTQI ในมิติต่างๆ อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ทางร่างกาย แต่รวมถึงทางจิตใจ ทางสังคม และทางปัญญา

“โครงการนี้เป็นการศึกษานำร่อง คาดว่าจะเก็บข้อมูลเสร็จภายในสิ้นปี และได้ผลการศึกษาช่วงต้นปีหน้า แล้วเราจะนำเครื่องมือใหม่ที่ได้ไปขยายผลต่อ โดยทดลองใช้งานจริงกับประชากรกลุ่ม LGBTQI และ 4P หวังว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่สำเร็จออกมาจะนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอให้กับหน่วยงานของรัฐ ในการสร้างกลไกหรือเครือข่ายเพื่อดูแลกลุ่ม LGBTQI และ 4P อย่างเป็นรูปธรรม” อาจารย์สกลอธิบายเพิ่มเติม

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

03

ยอมรับความจริงและตัวตนที่ทุกคนเป็น

ในประเทศไทยมีงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มความหลากหลายทางเพศประสบปัญหาการถูกรังแกและกลั่นแกล้งเสมอ ทั้งจากคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ในสถานศึกษา ในสถานที่ทำงาน แม้กระทั่งในสถานที่สาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้นคือคนที่ดูเหมือนหรือมีลักษณะการแสดงออกคล้ายกับคนกลุ่มนี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช่ประชากรกลุ่มนี้หรือเปล่า ก็จะถูกเหมารวมและกลั่นแกล้งไปด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทัศนคติของคนในสังคมยังมองว่ากลุ่ม LGBTQI อยู่ในสถานะไม่เท่าเทียม ทำให้คนกลุ่มนี้มีแนวโน้นเป็นโรคซึมเศร้าและมีอัตราฆ่าตัวตายในระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาวิกฤตในสังคม

อาจาย์ติโหมะ ตะปะหนิ โอะหยะเน็น ยกตัวอย่างทฤษฎีเพื่อให้เห็นสาเหตุที่ชัดเจนมากขึ้น “ถ้ามองในเชิงทฤษฎีมนุษย์ทุกคนย่อมมีความเครียดอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเขาเป็นชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะด้วยชาติพันธุ์ สีผิว หรือเพศ เขาจะมีความเครียดมากกว่าคนกลุ่มอื่น การได้รับความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง จะช่วยให้คนคนนั้นมีความเข้มแข็งทางใจ และจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้

“แล้วความเข้าใจผิดส่วนหนึ่งมาจากทฤษฎีสายจิตวิเคราะห์ที่เชื่อว่า LGBTQI เกิดจากการเลี้ยงดู ซึ่งทำให้พ่อแม่หลายคนรู้สึกผิด เพราะเข้าใจว่าตนเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเป็น LGBTQI พ่อแม่จะโทษกันไปมา จนเกิดเป็นปัญหาครอบครัวที่ไม่ได้รับการแก้ไข นี่คือประเด็นใหญ่ที่เห็นได้บ่อยในการประชุมวิชาการนานาชาติ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ต้องหาทางออกร่วมกัน”

ย้อนกลับมามองในประเทศ หลายคนอาจบอกว่าสังคมไทยเปิดกว้างและมีพื้นที่ให้กับกลุ่ม LGBTQI แต่อาจารย์อดิศรยืนยันว่าเป็นการเปิดกว้างแบบมีเงื่อนไข

“หากเข้าไปถามคนอื่นๆ ว่า รับได้ไหมเมื่อลูก พี่น้อง หรือเพื่อนสนิท เปิดเผยว่าเป็น LGBTQI คนจำนวนหนึ่งจะชะงักทันที นั่นแปลว่าหากกลุ่มคน LGBTQI เป็นคนที่อยู่ไกลตัวออกไป เขายอมรับได้ไม่มีปัญหา สิ่งนี้กำลังอธิบายความจริงของสังคมที่ดูผิวเผินเหมือนจะเปิดกว้าง แต่จริงๆ แล้วยังมีกำแพงบางอย่างปิดกั้นอยู่ตลอดเวลา คนใกล้ชิดหรือคนที่อยู่รอบตัวจึงมีแนวโน้มผลักความรับผิดชอบที่ตัวเองต้องรับรู้พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ แกล้งทำเป็นไม่รู้ เลือกที่จะไม่พูดถึงเลย หรือคนที่เป็นคู่รักเป็นเพศเดียวกัน จะรู้สึกไม่สะดวกใจหากต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ในที่สาธารณะ เพราะรู้สึกว่าอาจไม่ได้รับการต้อนรับหรือถูกเลือกปฏิบัติ เพื่อทำลายกำแพงเหล่านั้น ผมคิดว่าพวกเรายังคงต้องทำงานกันอีกค่อนข้างเยอะ”

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

04

เตรียมเครื่องมือผ่าตัดความคิดอคติกีดกัน

ในต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่ม LGBTQI จะมีเครื่องมือมาตรฐานกลางที่เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับสหวิชาชีพหรือผู้ให้บริการสาธารณสุข ซึ่งอธิบายรายละเอียดเป็นลำดับขั้นตอนว่าควรและไม่ควรทำอะไรบ้าง รวมถึงการตั้งกลุ่มผู้ปกครองและผู้สนับสนุนกลุ่มหลากหลายทางเพศให้ได้รับสิทธิอย่างเสมอภาค เพราะเขาตระหนักในคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทุกคนจึงต้องได้รับการปฏิบัติที่ดีเหมือนกัน

สำหรับเครื่องมือในประเทศไทยก็พอมีอยู่บ้าง แต่ยังไม่ครอบคลุม อย่างคู่มือของมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยฯ ใช้วิธีสัมภาษณ์พ่อแม่ที่มีลูกเป็นกะเทย ร่วมกับทำเวิร์กช็อปแบ่งปันประสบการณ์ แล้วสรุปออกมาเป็นคำแนะนำและแนวทางปฏิบัติสำหรับครอบครัวที่มีลูกเป็นกะเทย จุดประสงค์สำคัญของโครงการนี้ คือการสร้างเครื่องมือที่ช่วยลดอคติในใจ และเปิดมุมมองของทุกคนในสังคมไทย

“ที่ประเทศนิวซีแลนด์มีเครื่องมือเกี่ยวกับการใช้ภาษากับคนกลุ่ม LGBTQI เพื่อระวังการใช้คำ ไม่ให้กดทับหรือสร้างความรู้สึกแบ่งแยกหรือเหยียด หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Spectrum เพื่อสื่อความหลากหลายของเพศ ขณะที่ระบบในสังคมไทยยังพยายามจับคนเข้ากล่องเพศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องสร้างเครื่องมือให้ความรู้กับคนในสังคมต่อไป รวมทั้งกับตัวกลุ่ม LGBTQI ด้วยว่า เขาเป็นอะไรก็ได้เท่าที่เขาอยากเป็น โดยไม่จำเป็นต้องพาตัวเองตกลงไปอยู่ในกล่องใดกล่องหนึ่ง” 

อาจารย์อดิศรเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างก่อนอธิบายต่อ “อีกเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญ คือ PFLAG ซึ่งอาจารย์ติโหมะและอาจารย์คริสเตียนได้ศึกษากับกลุ่มประชากรในเอเชีย”

PFLAG เริ่มต้นจากการเป็นกลุ่มสนับสนุนสมาชิกครอบครัวและเพื่อนของกลุ่ม LGBTQI ซึ่งมีเป้าหมายการทำงานหลักๆ 3 ด้าน คือ สนับสนุนตัวบุคคล ให้การศึกษา และผลักดันให้เกิดกฎหมายที่ตอบสนองความต้องการประชากรกลุ่ม LGBTQI นอกจากนี้ PFLAG ยังเป็นพื้นที่ชุมชนที่ให้คนกลุ่มนี้ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ คอยสนับสนุนทางความคิดและความรู้สึกระหว่างกัน ลดความกังวลใจและการเผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยว

อาจารย์ติโหมะอธิบายว่า “ในประเทศไทยยังไม่มีกลุ่มสนับสนุนลักษณะนี้อย่างเป็นทางการ สาเหตุสำคัญคือครอบครัวคนไทยยึดโยงกับความเชื่อทางวัฒนธรรมค่อนข้างเยอะ อย่างครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนหรือครอบครัวคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม ลูกชายคือความหวังที่จะสืบเชื้อสายของตระกูลต่อไป การเป็น LGBT จึงขัดต่อธรรมเนียมของครอบครัวและหลักศาสนา”

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

05

เพียงแค่ลงมือทำ ทุกคนคือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง

เมื่อถามถึงความท้าทายในการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อ อาจารย์ทุกคนพูดตรงกันว่า ความยากคือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและการได้รับความไว้วางใจ เพื่อให้เขาเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวมากๆ ในชีวิตอย่างความต้องการทางเพศและความรู้สึกอื่นๆ ที่พวกเขาเก็บงำไว้ในใจเพียงผู้เดียวเสมอมา เพราะกลุ่ม LGBTQI บางกลุ่มเป็นประชากรที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ โอกาสที่คณะทำงานจะได้เข้าไปทำความรู้จักก็ยากขึ้นไปอีก เช่น Intersex หรือคนที่มีสรีระร่างกายหรืออวัยวะเพศที่กำกวม

อีกประเด็นหนึ่งที่ท้าทายไม่แพ้กัน คือการทำงานสวนทางกับการนำเสนอของสื่อกระแสหลักในสังคม ซึ่งยังคงใช้อัตลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQI เพื่อความตลกขบขัน หรือสื่อว่าเป็นกลุ่มคนมีความต้องการทางเพศสูง เมื่อคนส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลจากสื่อ ก็ยิ่งทำให้เหมารวมว่าคนกลุ่มนี้ต้องเป็นแบบนี้ และไม่สนใจข้อมูลใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะเริ่มมีสื่อที่นำเสนอความเป็นคนธรรมดาทั่วไปของกลุ่ม LGBTQI แต่ก็ยังอยู่ในพื้นที่จำกัดเฉพาะกลุ่ม

ทุกครั้งไม่ว่าใครก็ตามลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม สิ่งที่ตามมาเสมอคือการถูกตั้งคำถาม รวมถึงการถูกต่อต้านจากคนที่มีความคิดเห็นต่าง ซึ่งคนที่ทำงานเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดีที่สุด อาจารย์อดิศรก็เป็นคนหนึ่งในนั้น

“เป็นเรื่องปกติถ้าจะมีคนมองว่าเป็นการทำงานเพื่อสนองต่อกลุ่มของตัวเอง เหมือนกับที่กลุ่มประชากรผู้หญิงข้ามเพศถูกมองว่าพวกเขาทำงานเพื่อช่วยเหลือคนกันเอง เราต้องพยายามเปลี่ยนวิธีการมองของคนในสังคมว่าสิ่งที่เราทำไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยคนทั้งสังคมลุกขึ้นมาร่วมกันแก้ไขความคิด อคติ และสร้างการเปลี่ยนแปลง 

“นี่คือสิ่งที่โครงการพยายามสร้างให้เกิดขึ้น เราถึงต้องการทำงานกับกลุ่ม 4P เพราะเรามองว่าคนรอบข้างเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศโดยตรง แต่อย่างน้อยเขาควรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างระบบสนับสนุนกลุ่ม LGBTQI ไม่ปล่อยให้คนกลุ่ม LGBT ทำงานอย่างหนักแต่เพียงฝ่ายเดียว เหมือนในต่างประเทศที่มี Straight Alliances หรือกลุ่มคนรักต่างเพศ ซึ่งรวมตัวกันเป็นเครือข่ายสนับสนุนการทำงานของคนกลุ่ม LGBTQI

“ในหลายๆ ประเทศมีก็การตั้งคำถามถึงความสำคัญของการทำงานหรือทำวิจัยเกี่ยวกับกลุ่ม LGBTQI เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วผลการศึกษาคือหลักฐานที่ยืนยันว่าพวกเขาประสบปัญหาเพราะสังคมที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะการถูกคุกคามไม่ว่าจะทางใดก็ตาม 

“ดังนั้น เราต้องการ Changemaker หรือคนธรรมดาที่มองเห็นปัญหา และลุกขึ้นมาลองผิดลองถูกเพื่อช่วยแก้ไขปัญหานั้น จนสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แล้วความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้ ก็จะขยายไปสู่คนรอบตัวเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ขับเคลื่อนสังคมและโลกไปในทางที่ดียิ่งขึ้นต่อไปได้” อาจารย์คริสเตียนบอกเหตุผลที่ทุกคนควรให้ความสำคัญกับกลุ่ม LGBTQI

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

06

เชื่อมั่นและเคารพในความเป็นมนุษย์

Human Rights หรือการดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับมนุษย์คนอื่น โดยไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเป็นเงื่อนไข คือประเด็นที่สังคมไทยยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงผลิตซ้ำชุดวิธีคิดเดิมๆ เพื่อกดทับคนไม่ให้ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

“ปัญหาเรื้อรังหนึ่งที่พบระหว่างทำงานคือ ประชากรกลุ่ม LGBTQI มักจะคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นความผิดของตัวเอง เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเรียกร้องอะไร หรือการถูกเลือกปฏิบัติจากคนรอบข้างก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว เขาต้องยอมรับสภาพหรือเงื่อนไขที่เกิดขึ้นให้ได้

“แล้วคำพูดที่ว่า ‘เป็นอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นคนดีก็พอ’ คือการลดทอนความเป็นคนลงว่าเขาควรมีชีวิตในแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น เวลาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่าเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป พยายามอย่าทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจ เขาเป็นแบบนี้ก็แย่อยู่แล้ว นี่คืออคติหรือมายาคติในสังคมที่เราต้องช่วยกันคลี่คลาย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องใหม่” อาจารย์อดิศรเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง Human Rights และกลุ่ม LGBTQI

อาจารย์คริสเตียนเล่าเพิ่มเติมถึงข้อควรระวังสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ซึ่งพบปัญหาระหว่างการศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้ว่า “ถึงแม้ทุกคนจะมีเจตนาช่วยเหลือกลุ่ม LGBTQI แต่ถ้าหากมีความเข้าใจที่ผิดหรือคลาดเคลื่อนไป ก็อาจส่งผลต่อวิธีการช่วยเหลือที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ตรงประเด็นได้เหมือนกัน ยิ่งทำให้กลุ่ม LGBTQI รู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะการแนะนำวิธีเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคม หากเปลี่ยนไม่ได้ก็จะกลายเป็นคนโทษตัวเอง การเปิดเผยตัวตนจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นสิทธิส่วนบุคคล ท้ายที่สุดแล้วด้วยความกลัวคนอื่นจะผิดหวัง หรือกลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับ กลุ่ม LGBTQI ส่วนใหญ่จึงเลือกเก็บและปิดบังตัวตนไว้ นำมาซึ่งความรู้สึกไม่ดีต่อตัวเองและคนรอบข้าง”

โครงการนี้จึงพยายามวิเคราะห์ข้อมูลและศึกษาเครื่องมือที่จะมาช่วยให้กลุ่ม LGBTQI ในสังคมไทย เปิดเผยตัวเองออกมาได้อย่างสบายใจมากที่สุด ด้านครอบครัวและคนรอบข้างเองก็วางท่าทีและช่วยสนับสนุนกลุ่ม LGBTQI ได้อย่างเหมาะสม ตามหลักสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต้องได้รับ

ความพยายามของโครงการ เริ่มต้นจากกลุ่มคนที่มองเห็นปัญหา แล้วหาทางแก้ไขอย่างมีระบบ โดยสรรหา รวบรวม และปรับใช้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงเผยแผ่ความรู้ที่ถูกต้อง ด้วยความหวังสูงสุดว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบการศึกษาที่นำไปสู่การพัฒนากลไก เพื่อช่วยดูแลประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศและคนรอบข้างได้ในอนาคต

นอกเหนือจากการช่วยเหลือเชิงกฎหมายและนโยบายจากภาครัฐและหน่วยงานที่ข้องเกี่ยว พวกเขาไม่ใช่คนกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นในสังคม เพราะการสร้างการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ย่อมต้องอาศัยระยะเวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นการทำงานที่หยุดไม่ได้ ไม่มีวันสิ้นสุดลง และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในสังคมด้วย

นั่นจึงหมายความว่า ในฐานะมนุษย์ เราทุกคนล้วนเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการประกอบสร้าง ผลักดัน และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ให้เกิดขึ้นและคงอยู่ต่อไปได้

LGBTQI 4P โปรเจกต์ที่ช่วยให้ทุกคนรอบตัวของ LGBTQI เข้าใจและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม

ขอขอบคุณ 

  • คณะวิจัยโครงการพัฒนาข้อเสนอแนะต่อการพัฒนารูปแบบและระบบสนับสนุนสมาชิกครอบครัว เพื่อน คู่ชีวิต และผู้ให้บริการสุขภาพเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศ
  • คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ดร.อดิศร จันทรสุข (หัวหน้าโครงการ), อาจารย์สกล โสภิตอาชาศักดิ์, ดร.นรุตม์ ศุภวรรธนะกุล, Mr.Timo Tapani Ojanen, Mr. Christian Dakota Freemen
  • คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อาจารย์รณภูมิ สามัคคีคารมย์
  • สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • คุณสุมาลี โตกทอง

Writer

ตนุภัทร โลหะพงศธร

ร่ำเรียนมาทางด้านจิตวิทยาคลินิก ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเป็นนักเขียนเต็มเวลา เชื่อมั่นว่าการพูดคุยและรับฟังอย่างใส่ใจความรู้สึกของกันและกันจะนำไปสู่บทสนทนาที่ดีและมีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิต

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จากการพูดคุยกันสั้น ๆ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษผ่านช่องทางออนไลน์ เราเรียนรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ กุล-กุลชาติ เค้นา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้การท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

กุลมีอาชีพหลักเป็น UX/UI Designer ทำงานแบบ Digital Nomad (กลุ่มคนที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เดินทางไปด้วย ทำงานไปด้วยจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก) เป็นผู้ปลุกปั้น ฟาร์มคิด ร้านอาหาร-กาแฟที่ขายความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวกินอร่อย เป็นหนึ่งในสามผู้สร้าง วิวผาม่าน ผู้ให้บริการพานักท่องเที่ยวไปดริปกาแฟหลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน ร่วมผลักดันการสร้าง มหา’ลัยไทบ้าน ร่วมกับกลุ่มมหาลัยเถื่อนและนักขับเคลื่อนในอำเภออื่น ๆ เพื่อเสริมพลังคนพื้นที่ที่ทำงานพัฒนาบ้านเกิด จนแตกหน่อออกมาเป็นโปรเจกต์เทคไทบ้าน’ ที่จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมกัน

ถ้าเล่าแค่ความดีงามของโปรเจกต์ที่เขาทำมันจะไปสนุกอะไร 

เมื่อความน่าสนใจของผู้ชายไทบ้านคนนี้มีซ่อนอยู่อีกหลากหลายมุม 

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Prototype ถึง MVP

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นักออกแบบหนุ่มชื่อกุลได้เริ่มนำไอเดียในการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่คุกรุ่นอยู่ในใจออกมา 

“โปรเจกต์แรกที่เริ่มคือ ฟาร์มคิด เป็นชื่อในอุดมคติของผมก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมไม่มี Business Model แค่อยากทำชุดปลูกผักคนเมือง เพื่อให้คนได้กินผักปลอดภัย ผมก็ให้พ่อตายิงไม้พาเลต ทำ Prototype ขึ้นมา ปรากฏว่าแค่กล่องก็หนัก 10 กก. เราไม่ได้คำนวณต้นทุนก่อน ก็เลยไม่เวิร์ก เลิกทำ” กุลเล่าจุดเริ่มต้นของฟาร์มคิดอย่างติดตลก

เมื่อโมเดลแรกไม่สำเร็จ เขาลองกลับไปทบทวนเป้าหมายจริง ๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ และพบว่าหนทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการสร้างงานให้ชุมชน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย จนถึงการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คุ้นชินกับเทคโนโลยี ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว 

เมื่อเวลาผ่านไป ไอเดียถูกตกผลึกเป็นร้านอาหารพื้นถิ่น ‘ฟาร์มคิด’ เปิดในอำเภอภูผาม่าน บ้านเกิดของเขา

“ร้านฟาร์มคิดตอนแรกเป็นร้านขายสเต๊ก ตอนนั้นก็ห้าว คิดว่าตัวเองชอบทำสเต๊กก็เลยทำขาย จริง ๆ ขายได้โอเคนะ แต่ชีวิตพังเพราะเราต้องเลี้ยงลูก ทำงาน ประชุม เตรียมของขาย ธาตุไฟเข้าแทรกเหมือนกัน” กุลเล่าถึงช่วงเวลาที่ยังหาสมดุลระหว่างงานประจำกับความฝัน แต่นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเดียวที่เขาต้องเจอ “เปิดร้านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน โควิด-19 ก็มา ซึ่งปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่เราเจอ คือการหมุนเวียนของเงินมันน้อย เพราะอำเภอภูผาม่านไม่มีคนมาท่องเที่ยวเลย เป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก” 

ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และปิดร้านอาหารไปแล้วใช่ไหม

แต่กุลไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เขากลับเลือกชวนเพื่อน ๆ สายเทคที่ทำงานด้วยกันมาจัดอีเวนต์ด้านเทคโนโลยีกลางทุ่งนา พร้อมไลฟ์สดอวดคนในเมืองด้วยว่าบ้านฉันมีวิวสวยขนาดนี้ จนใคร ๆ ก็อิจฉา เป็นที่มาของอีกหลายกิจกรรมที่เลือกภูผาม่านเป็นฉากหลัง

เมื่อภูผาม่านบ้านนาถูกค้นพบในฐานะ Hidden Gem สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เริ่มมีองค์กรรัฐและเอกชนให้ความสนใจ ดึงดูดให้ผู้คนใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงไอเดียในการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาถึงกุลด้วย

“หลังจาก ททท. และ TCDC เข้ามาร่วมทำทริปโปรโมตการท่องเที่ยวให้ภูผาม่าน เราก็ได้รับไอเดียจากช่างภาพของ TCDC ท่านหนึ่ง เขาบอกให้ผมเฝ้ามองหนองสมอให้เขา หากในหนองจะมีน้ำเอ่อ ให้รีบบอกเขาเลย เขาจะมาถ่ายภาพภูเขาสะท้อนน้ำพร้อมแสงเช้า ซึ่งมันสวยมาก” ชายหนุ่มเล่าพลางอวดภาพวิวที่หนองสมอที่เป็นแบกกราวนด์ในโปรแกรม Zoom ของเขา

“แถมเขายังให้ไอเดียด้วยว่า เราน่าจะลองเอากาแฟมาดริปกันที่นี่ ผมกับน้องอีก 2 คน คือ พิมพ์กับต๋อง เลยสั่งชุดดริปกาแฟมาลองไลฟ์ลง Facebook ปรากฏว่าคนสนใจ หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็เปิดเพจรับจองคิวให้คนมาดริปกาแฟพร้อมชมวิวกับเราที่นี่เลย เป็นการทำ MVP (บริการตัวอย่าง) เหมือนที่ทำกันในวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละครับ เป็นที่มาของ วิวผาม่าน ที่เราพาคนมาชมวิวและดริปกาแฟด้วยกันที่หนองสมอ ทุกวันนี้คิวยังเต็มอยู่ตลอดเลย” กุลเล่าอย่างภาคภูมิใจ 

จาก Prototype เล็ก ๆ ที่ไม่เวิร์กในวันนั้น มาถึง MVP ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อการพัฒนาชุมชนในวันนี้ 

เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Network ถึง Infrastructure

แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้นของการผลักดันภูผาม่านเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย

กุลบอกกับเราว่าเขาผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบ้านพี่เมืองน้อง

“นอกจากอำเภอภูผาม่านแล้ว บ้านพี่เมืองน้องอย่างอำเภอสีชมพูเขาก็ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ด้วย เราเป็นเมล็ดพันธ์ุที่เติบโตมาด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยากโชว์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง จนมีโครงการหนึ่งที่รัฐสนับสนุน จัดให้คนรุ่นใหม่มาเจอกัน เราร่วมกับ ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์, คุณนุ-อนุวัตร บับพาวะตา แก๊งอำเภอสีชมพู ประชุมกับ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร จากมหาลัยเถื่อน ระดมความคิดกันกลายเป็นชื่อ มหา’ลัยไทบ้าน ขึ้นมา” กุลโยงใยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโปรเจกต์การท่องเที่ยวกับโปรเจกต์การศึกษาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม

“มหา’ลัยไทบ้านเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ คนไทบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาทอล์ก มาแชร์ มาเสริมพลังให้กัน ทำไมนักพูดต้องอยู่บนเวที TED เท่านั้น จะอยู่บนรถแต๊ก ๆ แบบไทบ้านเราได้มั้ย เพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนรู้ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็น Contributor” ชายหนุ่มอธิบายหน้าที่ของมหาลัยไทบ้าน

กุลชัดเจนแต่แรกว่าเขาต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในชุมชน เขาจึงสร้างสาขาย่อยของตัวเองขึ้นมาภายใต้ร่มของมหา’ลัยไทบ้าน ชื่อว่า เทคไทบ้าน มีฟังก์ชันในการค้นหาบทบาทและจุดยืนที่เหมาะสมของเทคโนโลยีต่อชุมชนแห่งนี้

“ช่วงนี้มีคำฮิตคำหนึ่ง คือคำว่า ชนบทดิจิทัล ซึ่งผมตั้งคำถามว่าเราพร้อมจริงหรือเปล่า” กุลเปรย “จริง ๆ พวกของหรืออุปกรณ์มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณ ไวไฟ แต่คนในชนบทเป็นเพียงผู้ใช้งาน ยังไม่ได้เป็นผู้สร้าง ผู้แบ่งปัน หรือผู้แก้ปัญหา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น
เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

“กรณีที่เจอล่าสุดคือหลานของผมเอง ผมสังเกตว่าเขาเรียนออนไลน์ติดปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เปิดไลน์ เข้าห้องเรียนไม่ทัน กรอกโค้ดไม่ได้ ต้องโหลด Google Classroom แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขนาดหลานอยู่กับผมที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีระดับหนึ่งยังเจอปัญหาขนาดนี้ แล้วเด็กในชุมชน ในหมู่บ้านที่อยู่กับตายาย ใครจะแก้ปัญหาให้เขา

“ผมเลยคิดได้ว่าเทคไทบ้านน่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เชื่อมได้ โดยเอาเด็ก ๆ มาฝึกให้เป็นไอทีซัพพอร์ต”

เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพาเด็ก ๆ ไปร่วมสำรวจและเก็บข้อมูลร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้ Google Document ที่มีฟังก์ชันแปลงเสียงเป็นภาพ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยี ข้อมูลที่เด็ก ๆ เก็บมาเหล่านั้น กุลไม่ได้ปล่อยให้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่นำมาเป็นต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นำเที่ยวชุมชนที่ชื่อ phuphaman.org เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้ รวมถึงได้สร้างแท่นแสกน QR Code ติดไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน เอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่

“นี่คือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนครับ” กุลสรุปรวบความ 

“นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ ชาวบ้านไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ ซึ่งเราตั้งใจจะเปิดให้เว็บไซต์นี้เป็น Open Source ทุกอำเภอเอาโค้ดของเว็บนี้ไปทำเว็บของตัวเองได้เลย มีวิธีการทั้งหมดตั้งแต่การเก็บข้อมูลจนถึงเอาข้อมูลเข้าระบบ”

หากมองในภาพรวมแล้ว การทำงานของกุลเริ่มจากความไม่มี ความไม่พร้อม ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนเครือข่ายของผู้คน จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนชุมชนบ้านเกิดของเขา ทั้งการสร้างเด็ก ๆ ให้มีความพร้อม จนถึงสร้างช่องทางให้ข้อมูล

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Zero ถึง Hero

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ชายชื่อกุลปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเขาทำไม่ได้

“ผมมองว่าก่อนหน้านี้ภูผาม่านเองก็ไม่พร้อม แล้วใครเป็นคนทำให้มันพร้อม” เขาตอบสั้น ๆ เมื่อเราถามว่า ไอเดียลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้อย่างไร “ผมมีโควตหนึ่งประจำใจว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดในทัศนคติของคุณคืออะไร… มันควรจะเป็นคุณนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น ผมพูดกับทุกคนว่า ถ้าคุณอยากเห็น คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

คำตอบของกุลไม่ได้ออกมาแบบคนโลกสวย เขาเข้าใจอย่างดีถึงความยากและข้อจำกัดของคนทำงานขับเคลื่อนชุมชน

“ปากท้องเป็นข้อจำกัดสำคัญ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระโดยที่ตัวเองไม่ปลอดภัย” กุลเสริมอย่างเรียบง่าย “คุณภาพชีวิตเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อสังคมสำหรับผม ถ้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ มีหน้าที่การงานหรือ Ecosystem ที่ทำให้เราทำงานที่บ้านและเติบโตได้ ผมว่าคนทำงานเพื่อสังคมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมถึงจริงจังเรื่องการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องรอด

“ช่วงแรกก็หมดไฟเหมือนกันนะ เคยคิดว่าเลิกทำดีกว่าไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราเลิกทำไม่ได้ เพราะบริบทสังคมที่อยากเห็นมันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่น่ารอดแน่ ต่อให้เราเลี้ยงลูกดี ส่งลูกไปเรียนดี ๆ แต่บริบททางสังคมไม่เอื้อให้ลูกเรามีความสุขในพื้นที่ที่เขาอยู่หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เขามีความสุข มีอิสระในการคิด ถ้าตัวผมคนเดียวอาจจะทำงานไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ สื่อสารไปก็ได้ แต่เด็ก ๆ ทั้งลูกหลานของเราเขารอไม่ได้”

นั่นคือแรงผลักดันในใจที่พาให้ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอุดมคติให้เกิดขึ้นได้จริงในบ้านเกิดของเขาเอง

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Local ถึง Global

เราอดถามกุลไม่ได้ว่า ทำงานขับเคลื่อนมาแล้วหลายปี เห็นพื้นที่ภูผาม่านเข้าใกล้อุดมคติที่เคยมีมากขนาดไหน

“หลังจากทำงานมา 6 ปี ภูผาม่านเข้าใกล้พื้นที่ในอุดมคติของผมมาก จนผมเริ่มคิดว่าต่อให้ไม่มีตัวเรามันก็น่าจะไปต่อได้ ผมไม่ชอบทำอะไรที่ยึดโยงกับตัวเองเยอะ ๆ เพราะมันกดดัน ผมเลยทำเทคไทบ้านเป็น Open Source เป็นชุมชน เป็นต้นไอเดีย แต่แก่นของมันคือการนำเทคโนโลยีมาทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเก็บภารกิจนี้ไว้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมกับเขา

“อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Digital Nomad จากทั่วโลกที่จะเข้ามาในภูผาม่าน เป็นเมืองที่รองรับพลเมืองโลกแล้ว หลัง ๆ มีฝรั่งมาฟาร์มคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเขาเสิร์ช Google และดูรีวิวใน Google Maps

“อีกอย่าง ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่อินเทอร์เน็ตดีมากจากการโหวตของ Digital Nomad ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีหลายคนที่กำลังพยายามทำเพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในหลายพื้นที่ ต้องลองติดตามกันต่อไปครับ” กุลกล่าวปิดท้าย

คำตอบที่ไม่ลังเลใจของกุลเป็นสิ่งที่เสริมแรงใจให้เราเป็นอย่างดี และสะกิดให้เราคิดได้ว่า 

‘ถ้าพนักงานประจำที่ควบตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งอย่างเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เกิดขึ้นได้ เราก็ทำได้เช่นกัน’

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load