3 กุมภาพันธ์ 2565
1.92 K

1. Architect to Artist

“ผมรู้สึกกังวลมากที่จะเปิดตัวงานศิลปะของผมสู่โลกใบนี้ เพราะผมรู้สึกว่าศิลปะเป็นการเอาจิตวิญญาณออกมาจัดแสดง” บิล เบนสลีย์ (Bill Bensley) กล่าวตรงทางเข้านิทรรศการ LOVE CAMP EXPLORE DREAMS ของเขา “ผมกังวลว่าจะถูกเรียกว่าเป็นตัวตลก หรือไม่ดีพอ… แต่คุณรู้ไหม ถ้าหากคุณจะสร้างงานศิลปะที่ตรงใจทุกคนล่ะก็ สุดท้ายคุณก็จะมีแค่ผ้าใบว่างเปล่า” 

แน่นอนว่าในห้องจัดแสดงขนาดใหญ่ 4 ห้องของบิล ปราศจากผ้าใบว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง ตรงกันข้าม มันอัดแน่นไปด้วยสรรพสีสันความสนุกสนานตระการตา งานกว่า 150 ชิ้นในหลากหลายเทคนิค ตั้งแต่จิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบ ไปจนถึงประติมากรรมรูปตัวละครหมุนได้ขนาดยักษ์ ล้วนเล่าเรื่องผู้คนและสถานการณ์จากมุมมองและอารมณ์ขันของบิล ประหนึ่งว่าผู้ชมกำลังเดินเล่นอยู่ในหัวสมองของเขา อีกทั้งเขามีสไตล์ที่ชัดเจนมาก (ชวนให้คิดถึงลัทธิ Fauvism) จนหลาย ๆ ครั้งเราเกือบลืมไปว่า ผู้ชายอายุ 60 กว่าที่กำลังนำชมแต่ละภาพบนฝนังอย่างกระตือรือร้นคนนี้ ที่จริงแล้วเป็นสถาปนิกชื่อดังระดับโลก และเพิ่งหันมาจับพู่กันวาดรูปอย่างจริงจังมาเพียง 3 ปีเท่านั้น!

LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า
LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า

2. Imagination

ถ้าเราจะทำความเข้าใจโลกของบิล ก็ต้องย้อนกลับไปดูพื้นหลังเขาสักนิด บิล เบนสลีย์ เป็นชาวอเมริกันโดยกำเนิด เกิดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ซึ่งตามโหราศาสตร์จะบอกว่าได้รับอิทธิพลจากทั้ง 2 ราศี คือมีความมุมานะแบบชาวราศีมังกร และช่างฝันแบบชาวราศีกุมภ์ ซึ่งก็ไม่ผิดนัก เขาเติบโตท่ามกลางสวนส้มในรัฐแคลิฟอร์เนียกับคุณพ่อผู้เป็นนักวิจัยวิศวกรรมให้นาซ่า 

หลังจบการศึกษาที่ฮาร์วาร์ด บิลได้ย้ายมาทำงานที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งเขาตกหลุมรักกับผู้คน วัฒนธรรม และภูมิประเทศ จนตัดสินใจตั้งรกราก เปิดบริษัท Bensley Design สาขาแรกที่กรุงเทพฯ ในปี 1989 และที่บาหลีปี 1990 โปรเจกต์แรก ๆ ของสตูดิโอเขาเป็นงานภูมิสถาปัตย์และออกแบบสวนต่าง ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายไปทำตกแต่งภายใน จนได้ออกแบบทั้งโรงแรมเลยในที่สุด 

“คำขวัญของผมคือ Lebig gila, Lebih Baik” บิลชิ้นให้เราดูป้ายภาษาอินโดนีเซียที่ห้อยอยู่เยื้อง ๆ กับงานของเขา “มันแปลว่า ยิ่งแปลกยิ่งดี… เราไม่ควรจะหยุดอยู่กับสิ่งดาษดื่น ถ้าเราทำสิ่งที่ต่างไปจากคนอื่น ๆ ได้ ยิ่งถ้ามันเป็นสิ่งที่คนไม่เคยเห็นมาก่อนยิ่งดี” 

LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า

บิลบอกว่าเขาต้องการเปลี่ยนนิยามของความ ‘หรูหรา’ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จากวัตถุที่สิ้นเปลืองมาเป็นประสบการณ์ที่รักษ์โลก เขายึดมั่นในปรัชญานี้ในการเนรมิตรีสอร์ตกว่า 200 แห่ง ใน 30 ประเทศทั่วโลกตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แต่ละโปรเจกต์ของเขาล้วนไม่ธรรมดา อาทิ Four Seasons Tented Camp Golden Triangle ในจังหวัดเชียงราย ที่นอกจากเป็นโรงแรมสไตล์แคมป์ปิ้งระดับหรูหราแห่งแรกของบิลแล้ว ยังเป็นพื้นที่อนุรักษ์ช้างป่าด้วย

ที่โรงแรม Four Seasons เกาะสมุย เขาใช้แนวคิด Minimal Intervention คือออกแบบรอบ ๆ ต้นไม้และภูมิทัศน์เดิมทั้งหมด เพื่อคงเส้นทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติไว้

ที่ประเทศกัมพูชา เขากว้านซื้อที่ดินในแทบเถือกเขาคาร์ดามอน เพื่อสร้าง Shinta Mani Wild โรงแรมที่แขกต้องโหนตัวจากเส้นสลิง Zipline 380 เมตร ผ่านยอดไม้และน้ำตกเพื่อเข้าไปที่พัก (พร้อมรับจินโทนิกเป็น Welcome Drink) แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ รายได้ทั้งหมดจากโรงแรมบริจาคให้มูลนิธิเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้และฆ่าสัตว์ อีกทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอีกด้วย 

LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า

 3. Outsider

“ในทุก ๆ วันตลอด 40 ปีที่ผ่านมา กุญแจสำคัญในการทำงานของผม คือการรายล้อมตัวเองด้วยคนที่เก่งกว่าผม” พวกเขาเหล่านั้นเป็นแรงบันดาลใจบิลพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ 

หนึ่งในคนเก่งที่บิลพูดถึงนี้คือ ศิลปินชื่อ เคท เสปนเซอร์ (Kate Spencer) โดยบิลเลือกภาพของเธอมาตกแต่งห้องแต่ละห้องในโปรเจกต์ที่ Kittitian Hill “งานของเธอมหัศจรรย์มาก” เธอเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เขาจับพู่กันและวาดภาพอย่างจริงจัง “เมื่อผมได้เริ่มแล้วผมก็หยุดไม่ได้ ทำให้ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปไซต์งานสถานที่ต่าง ๆ ต้องติดเหล่าดินสอและพู่กันไปด้วย” 

 และถึงแม้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาบิลจะเดินทางน้อยลงเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่การวาดรูปของเขายังดำเนินอย่างต่อเนื่อง (แถมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ!) บิลเล่าว่าพอตื่นนอนปุ๊บ เขาจะวาดรูปก่อนไปออฟฟิศ หลังเลิกงานเขาก็จะพาเจ้าสุนัขทั้ง 6 ของเขาไปวิ่ง จากนั้นกลับบ้านมาก็จะวาดรูปก่อนนอนเป็นกิจวัตรทุกวันไม่มีเว้น โดยแนวศิลปะที่บิลสนใจคือภาพเขียนที่ทำโดยชาติพันธุ์ท้องถิ่น หรือ Primitive Art เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าเขาเองก็ทำได้ และเป็นศิลปะที่เข้าถึงง่าย มีอารมณ์ขัน 

“ผมเรียกตัวเองว่าศิลปินคนนอก (Outsider Artist) เพราะผมเป็นคนนอกจริง ๆ สำหรับวงการวิจิตรศิลป์ และผมไม่เสแสร้งที่จะเป็นอย่างอื่น” 

4. Solo Exhibition

หลังจากที่เขาได้จัดการประมูลผลงานไปเมื่อปีที่แล้ว โชว์นี้เป็นงานนิทรรศการเต็มรูปแบบครั้งแรกที่ River City Bangkok ของบิล โดยงานของเขาถูกนำมาร้อยเรียงเป็น 4 ช่วงตามชื่ออย่างตรงไปตรงมา 

LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า

ส่วนแรกคือ ‘LOVE’ ที่บิลบอกว่า “พูดถึงความรักที่เรามีให้กันและกันระหว่างมนุษย์ ไปจนถึงความรักที่มีให้โลกใบนี้” ภาพแรกที่เราจะเห็นเมื่อเข้าไปด้านในเป็นภาพวาดลายเส้นขนาดใหญ่ “จริง ๆ แล้วมันเป็นกระดาษขนาด A3 จำนวน 44 แผ่นต่อกัน” บิลชี้ให้เราดู “มันเป็นขนาดที่ผมวางบนตักแล้ววาดได้ตอนที่อยู่บนรถตู้ บนเครื่องบิน หรือที่ไหนก็ได้ รวม ๆ แล้วใช้เวลาประมาณปีครึ่ง ภาพนี้เกี่ยวกับบ้านของเราในกรุงเทพฯ” 

ตรงกลางภาพมีผู้ชายเปลือยนอนนวยนาดอยู่ ล้อมรอบไปด้วยรายละเอียดยิบยับที่สื่อถึงตัวตนและความสนใจของผู้วาด เขาชี้ให้เราดูโซนที่เป็นรูปงานเลี้ยงดินเนอร์ในฝันของเขา รอบโต๊ะนั้นมีแขกเป็นคนดังมากมายอย่าง Basquiat, Andy Warhol, Picasso, Albert Einstein, Frank Lloyd Wright ฯลฯ ส่วนตรงหัวโต๊ะคือรูปตัวบิลเอง และที่ขาดไม่ได้ด้านขวามือติดกันคือ คุณหนึ่ง-จิระชัย เร่งทอง คู่รักคู่ชีวิตของคุณบิลที่รู้จักกันมากว่า 30 ปี 

LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า

“จิระชัยชอบปลูกสับปะรดสีมาก” บิลบุ้ยใบ้ไปที่ภาพที่เต็มไปด้วยพันธุ์พฤกษาสีสดทรงแปลกตาที่อยู่เยื้อง ๆ กัน “ที่สวนของเรานั้นแน่นเอี้ยดไปด้วยต้นไม้ อย่างรูปนี้จะเห็นคนสวนทูนต้นไม้ไว้เหนือหัว เหมือนจะถามว่า ให้ผมวางมันตรงไหนครับ จิระชัย” เราตั้งข้อสังเกตกับบิลว่าเขาสามารถนำหลากหลายสีสันมาผสมกันในภาพได้อย่างลงตัว 

“ผมชอบใช้สีเยอะ ๆ ในงานของผมนะ ผมเชื่อว่าสิ่งเดียวในโลกที่ควรถูกแยกสีคือการซักผ้า!” 

ในโซนที่สอง ‘CAMP’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเข้าค่าย แต่เป็นการ ‘เล่นใหญ่’ เป็นคำที่มักใช้พูดถึงลักษณะเฉพาะของชาวเพศสภาพที่หลากหลาย “จากการได้มาอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน ผมรักประเทศไทยด้วยหลาย ๆ เหตุผล โดยเฉพาะการเปิดกว้างของผู้คน” บิลค่อย ๆ เล่าเบื้องหลังของแต่ละภาพให้เราฟัง

LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า
LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า

 ไม่ว่าจะเป็น ‘Eva and Eve’ ภาพที่เขาวาดคู่หญิงรักหญิงในสวนสวรรค์ ‘Hasan just loves his new pair of Guccis’ รูปชาวมุสลิมที่คงความเปรี้ยวด้วยแว่นตาแฟนชั่นสุดเก๋ ‘Isan Diva’ เกย์อีสานสุดเลิศเชิด ภาพลูกครึ่งผิวสีผู้เป็นที่รักของทุกคนในตลาดปากคลองตลาด ‘Bangkok loves Me’, ‘It’s not who you marry that matter, it’s who you divorce’ ภาพนายแบบใส่บูทคาวบอยคู่โปรดของบิล ไปจนถึงภาพแอบสแตร็กต์ที่ได้แรงบันดาลใจจากแดร็กควีนชื่อดังอย่าง Rupaul ฯลฯ 

LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า
LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า
LOVE CAMP EXPLORE DREAMS นิทรรศการของ Bill Bensley สถาปนิกผู้จับพู่กันในวัย 60 กว่า

เรียกได้ว่าเป็นโซนที่เราได้เห็นคารมคมคาย การจิกกัด และอารมณ์ขันของศิลปินผ่านการใช้คำและข้อเขียน ทั้งที่อยู่บนผืนผ้าใบเอง ไปจนถึงการตั้งชื่องานด้วย “ภาพเหล่านี้เล่าเรื่องชุมชน LGBTQ ในประเทศไทยผ่านสายตาของผม โดยเฉพาะกลุ่มที่มักจะมาปาร์ตี้กันตอนสุดสัปดาห์ที่บ้านของผม”

นอกจากนี้บนผนังห้องโซนนี้ยังมีชุดงานเชิงทดลองที่น่าสนใจ โดยบิลบอกเราว่ามีช่วงหนึ่งเขาเลือกศิลปินที่เขาชอบวันละหนึ่งคน เพื่อเป็นโจทย์ในการสร้างภาพของวันนั้น ๆ ผลที่ได้คือภาพบางภาพก็มีการเล่นสีแบบโกแกง บางภาพมีทรงเรขาคณิตแบบปิกัสโซ่ และบางภาพมีการวาดรายละเอียดระยิบระยับแบบคลิมต์ 

“เวลาเป็นมัณฑกร ผมมักจะเปลี่ยนสไตล์ไปเสมอ ๆ เพื่อให้ลูกค้ากลับมาจ้างเราอีก การวาดภาพผมก็ทดลองหาสไตล์ใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน” 

“ผมกังวลว่าจะเป็นตัวตลก หรือไม่ดีพอ แต่ถ้าหากคุณจะสร้างงานศิลปะที่ตรงใจทุกคนล่ะก็ สุดท้ายคุณก็จะมีแค่ผ้าใบว่างเปล่า”

พูดถึงการค้นหา ห้องถัดไปมีธีมคือ ‘EXPLORE’ มีศิลปะที่เล่าถึงการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ของเขา ซึ่งบิลบอกว่าการเดินทางถือเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจหลักของเขา เราได้เห็นภาพสถาปัตยกรรมที่คุ้นตาจากหลายเมืองหลายประเทศ ทั้งโบสถ์จากโปรตุเกส ตึกจากหลวงพระบาง ตัวมอมและเจดีย์อย่างล้านนา เมืองในอเมริกาใต้ ฯลฯ แต่มีงานจำนวนไม่น้อยที่พูดถึงพูดคนหมู่เกาะปาปัว ที่บิลพบเจอในช่วงปี 2019 

“ผมกังวลว่าจะเป็นตัวตลก หรือไม่ดีพอ แต่ถ้าหากคุณจะสร้างงานศิลปะที่ตรงใจทุกคนล่ะก็ สุดท้ายคุณก็จะมีแค่ผ้าใบว่างเปล่า”
“ผมกังวลว่าจะเป็นตัวตลก หรือไม่ดีพอ แต่ถ้าหากคุณจะสร้างงานศิลปะที่ตรงใจทุกคนล่ะก็ สุดท้ายคุณก็จะมีแค่ผ้าใบว่างเปล่า”
“ผมกังวลว่าจะเป็นตัวตลก หรือไม่ดีพอ แต่ถ้าหากคุณจะสร้างงานศิลปะที่ตรงใจทุกคนล่ะก็ สุดท้ายคุณก็จะมีแค่ผ้าใบว่างเปล่า”

“ผมนั่งเรือที่ชื่อว่า Kudanil Explorer ไปสำรวจหมู่เกาะที่มีวิถีชีวิตอย่างดั้งเดิม ไร้การรบกวนจากโลกสมัยใหม่ เนื่องจากผมพูดภาษาอินโดนีเซีย นอกจากผมจะได้เรียนรู้เรื่องราวท้องถิ่นแล้ว พวกเขายังให้ผมสเก็ตซ์รูปของพวกเขาด้วย!” 

ส่วนห้องสุดท้ายชื่อว่า ‘DREAMS’ แปลตรงตัวว่า ‘ความฝัน’ ซึ่งเป็นห้องที่เราชอบที่สุดด้วยหลาย ๆ เหตุผล เริ่มจากชุดภาพในห้องนี้มีจินตนาการที่โลดโผนกว่าห้องอื่น แถมมีชุดภาพหนึ่งที่บิลบอกว่าอยากจะต่อยอดเป็นหนังสือนิทานเด็ก (เราคิดว่าเหมาะมาก ๆ) “ภาพเหล่านี้ผมเริ่มวาดกับหลาน ๆ ของผม พวกเขาอายุ 3 ขวบ 5 ขวบ และ 7 ขวบ การได้ฟังพวกเขาคุยกันเกี่ยวกับศิลปะ ช่วยปรับความคิดของผมให้ไม่ยึดติดกับสัดส่วนที่ถูกต้อง”

เยื้อง ๆ กันยังมีประติมากรรมหน้าคน 2 คนที่ห้อยลงมาจากเพดาน เราประทับใจแบกกราวนด์ของมัน เป็นภาพเขียนห้องนอนลายเส้นสีฟ้าที่สวยมาก ๆ ผนังนี้เหมือนเป็นการผสานทักษะทางมัณฑนศิลป์ของบิล เข้ากับวิจิตรศิลป์อย่างตัว นอกจากนั้นงานในห้องนี้ยังมีการลดทอนกว่าห้องอื่น ๆ บางชิ้นเป็นเส้นรูปดอกบัวซ้อนกัน บางชิ้นเป็นทรงธรรมดาแต่ชูเทคนิคที่บิลใช้ขี้ผึ้งและไฟ (!) ในการเผามันขึ้นมา อีกทั้งยังมีประติมากรรมลอยตัวทรงประหลาดกลางห้องอีกหลายชิ้น เมื่อมาอยู่รวมกันแล้วสร้างบรรยากาศของจักรวาลมหัศจรรย์ในหัวของบิลได้อย่างน่าสนใจ 

อ้อ อีกอย่างที่เราประทับใจมาก ๆ คือ ตลอดพื้นที่นิทรรศการนี้มีมุมเก้าอี้สวย ๆ ให้ผู้ชมนั่งดูงานอย่างชิลล์ ๆ ไม่เกร็งเหมือนหอศิลป์ทั่วไป สมแล้วกับการเป็นนักออกแบบพื้นที่มือหนึ่งจริง ๆ 

5. Conservationist Dream

ในห้องนี้บิลบอกเล่าถึง ‘ความฝัน’ อันสูงสุดของเขากับเราด้วย “โฟกัสหลักของผมตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือการได้ช่วยคนที่กัมพูชา และได้เป็นนักอนุรักษ์ที่แท้จริง (Real Conservationist) งานผมที่กัมพูชาเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง มันทำให้ชีวิตผมมีจุดหมาย” รายได้ทั้งหมดจากการขายงานในนิทรรศการนี้ บิลจะมอบให้กับการดำเนินงานของมูลนิธิ ShintaMani Foundation ที่กัมพูชาเพื่อพัฒนาและเลี้ยงชีพคนยากไร้ที่นั้น 

“ผมกังวลว่าจะเป็นตัวตลก หรือไม่ดีพอ แต่ถ้าหากคุณจะสร้างงานศิลปะที่ตรงใจทุกคนล่ะก็ สุดท้ายคุณก็จะมีแค่ผ้าใบว่างเปล่า”

ควบคู่ไปกับอีกโจทย์ที่บิลให้ความสำคัญมาก ๆ คือการป้องกันการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ ในป่าคาร์ดามอม ซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดารใหญ่แห่งสุดท้ายของเอเชีย โดยบิลบอกว่าเงินบริจาค 1,000 ดอลลาร์ สามารถจ้างงานหน่วยลาดตระเวนโดย The Wildlife Alliance ได้ 20 วัน ในเวลานั้นพวกเขายึดเลื่อยไฟฟ้าได้กว่า 3,000 ชิ้น และปกป้องรักษาพื้นที่ป่าได้หลายร้อยเฮกเตอร์ 

“น่าเศร้าที่ในช่วงการระบาดของโควิด เราต้องทำงานหนักขึ้น เนื่องจากกิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้เพิ่มขึ้นสูงมาก” เงินจำนวนนี้ยังสามารถเป็นทุกการศึกษาที่โรงเรียน ShintaMani Hospitality Training School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดขึ้นพร้อมกับโรงแรมของเขาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อสร้างโอกาสและหารายได้ให้กับคนด้อยโอกาสในท้องถิ่น ซึ่งตอนนี้มีนักเรียนที่จบไปแล้วเกือบ 300 คน ทุกคนหาอาชีพและเลี้ยงคนในครอบครัวตัวเองได้ ทำให้ต่อมามีการตั้งกองทุนและสหกรณ์เพื่อพัฒนาการกินอยู่ของคนในชุมชนด้วย

“ผมหวังว่าอนาคตจะได้ทำงานเกี่ยวกับการ Recycling, Upcycling และการสร้างโรงแรมที่ช่วยผู้คน ช่วยสังคม และช่วยการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

สุดท้ายการชมนิทรรศการนี้ทำให้เรารู้ว่า แม้เขาจะเปลี่ยนสื่อไป แต่แก่นสารหัวใจความเป็นนักอนุรักษ์ในงานของ บิล เบนสลีย์ ยังคงเดิมชัดเจน

“ผมกังวลว่าจะเป็นตัวตลก หรือไม่ดีพอ แต่ถ้าหากคุณจะสร้างงานศิลปะที่ตรงใจทุกคนล่ะก็ สุดท้ายคุณก็จะมีแค่ผ้าใบว่างเปล่า”

นิทรรศการ LOVE CAMP EXPLORE DREAMS โดย Bill Bensley

เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันที่ RCB Galleria 1 ชั้น 2 

ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/RiverCityBangkok
โทรศัพท์ 02 237 007

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

สิปปกร วงศ์ธนาภา

ช่างภาพที่หลงรักชุมชนต่าง ๆ ทั่วไทย จนอยากบอกเลิกกับกรุงเทพฯ รักตัวหนังสือที่ทำเห็นภาพ จนอยากบอกเลิกกับกล้องตัวเอง

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

23 มิถุนายน 2565
1.15 K

หากพูดถึงย่านเยาวราช หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงวัฒนธรรมของชาวจีนพื้นถิ่น อาทิ ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ชื่อดัง ร้านรวงเก่าแก่ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ไปจนถึงร้านอาหารสตรีทฟู้ดราคาประหยัด แต่ในวันนี้ OTI หรือ ‘Over the Influence Gallery’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงวงเวียนโอเดียน เขตสัมพันธวงศ์ กำลังนำศิลปะร่วมสมัยระดับโลกราคาหลักล้าน เพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งพลวัตสร้างสรรค์ของพื้นที่โบราณแห่งนี้

“ฉันมั่นใจเต็มร้อยว่า OTI กำลังนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของวงการศิลปะในกรุงเทพฯ และฉันตื่นเต้นมากที่ได้เป็นผู้ชมแถวหน้าของปรากฏการณ์นี้!” Camilla Russell ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาดของหอศิลป์แห่งนี้กล่าวกับเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในโอกาสที่เธอเชื้อเชิญให้เราเข้าชมงานเปิดนิทรรศการล่าสุด เราจึงได้มีเวลาพูดคุยกับเธอถึงที่มาที่ไปของ OTI อย่างเป็นกันเอง อีกทั้งยังได้รวบรวมข้อมูลว่าด้วยโปรเจกต์อาร์ตสุดว้าวที่กำลังจะเกิดขึ้นในตึกสีเทา 5 ชั้นแห่งนี้มาฝากผู้อ่านกันด้วย

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช

OTI ถือเป็นแกลเลอรี่เชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมากในระดับสากล สาขาแรกของแกลเลอรี่นี้ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกง โดยนักลงทุนและนักสะสมชาวฝรั่งเศสในปี 2015 แกลเลอรี่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะนิทรรศการจัดแสดงสตรีทอาร์ตที่มักจะขายหมดในราคาสูงเป็นประวัติกาลในตลาดศิลปะ เป็นที่รู้กันว่าลูกค้าของแกลเลอรี่นี้คือมหาเศรษฐีของโลกหลายท่าน อีกทั้ง OTI เป็นมือปั้นศิลปินหน้าใหม่ให้มีมูลค่าเป็นแนวหน้าของวงการมาแล้วหลายคน ด้วยความสำเร็จแบบก้าวกระโดด จึงเปิดสาขาใหม่อย่างรวดเร็วที่เมืองลอสแอนเจลิสในปี 2018 และสาขากรุงเทพฯ ถือเป็นสาขาที่ 3 ซึ่งเปิดในช่วงปลายปี 2021 ก่อนสาขาที่ 4 ที่ปารีสกำลังจะตามมาภายในปีนี้ด้วย

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช

“วงการศิลปะเชิงพาณิชย์ที่ฮ่องกงนั้นเป็นวงการที่ค่อนข้างเสถียร ในแง่ว่าที่นั่นมีแกลเลอรี่และห้องประมูลงานศิลปะที่ทรงอิทธิพลอยู่มาก มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อผู้ซื้อและนักสะสม แต่อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพการเมืองและอื่น ๆ ทำให้ศิลปินท้องถิ่นแสดงออกและเติบโตได้ไม่เต็มที่ ในทางกลับกัน ฉันมองว่าวงการศิลปะที่กรุงเทพฯ เติบโตอย่างพุ่งพรวดในไม่กี่ปีมานี้ การเกิดขึ้นของ Bangkok Art Biennale 2018 นำมาซึ่งการจัดแสดงของศิลปินนานาชาติในเมืองไทย และพร้อม ๆ กันก็นำเสนอชุมชนศิลปะและงานสร้างสรรค์ของที่นี่ด้วย ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่วงการศิลปะไทยขับเคลื่อนด้วยศิลปินพื้นถิ่น ซึ่งรวมตัวกันเพื่อนำเสนอนิเวศน์ศิลปะของที่นี่

“แม้ว่าเราจะยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะในขนบของตะวันตกแบบ Tate Modern ที่ลอนดอน หรือ The Metropolitan Museum of Art ที่นิวยอร์ก แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยก็สนใจและพยายามมีส่วนร่วมกับวงการศิลปะในบ้านเมืองไม่น้อย ถ้ามองในปัจจุบัน ฉันว่าวงการศิลปะเมืองไทยขยับขึ้นมาแข่งขันกับฮ่องกงได้ ในแง่ของคุณภาพและความเป็นไปได้ของโปรแกรมนิทรรศการหรือกิจกรรมศิลปะ โดยหอศิลป์และสถาบันต่าง ๆ ผนวกกับเหล่าศิลปินที่เป็นกลไกของวงการนั้น เปี่ยมไปด้วยบุคลากรสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับอาจารย์ในอดีตอย่าง ถวัลย์ ดัชนี มาจนถึงรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าสนใจอย่าง ก้องกาน-กันตภณ เมธีกุล หรือ Alex Face เป็นต้น”

สำหรับคามิล่า เธอบอกว่าตัวเองเติบโตที่กรุงเทพฯ แต่ 7 ปีที่ผ่านมาเธอทำงานด้านศิลปะที่ฮ่องกง จนวันหนึ่งเพื่อนของเธอแนะนำเธอให้กับแกลเลอรี่ ตอนที่พวกเขากำลังวางแผนขยายสาขามาในกรุงเทพฯ ซึ่งเหมาะเจาะมากสำหรับเธอ

“ฉันเป็นลูกครึ่งนะ ฉันชอบอาหารไทยมาก โดยเฉพาะที่เผ็ด ๆ แล้วก็แน่นอน ข้าวเหนียวมะม่วง!” เธอหัวเราะ “นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้ฉันสนใจทำงานที่นี่คือ เราได้ทำงานกับกลุ่มศิลปินที่เป็นตัวแทนของวงการศิลปะร่วมสมัยอันน่าทึ่งจากทั่วโลก มีทั้งคนที่มีชื่อเสียงรุ่นใหญ่อย่าง Shepard Fairey ไปจนถึงหน้าใหม่ที่กำลังเขย่าวงการอย่าง ก้องกาน และ Camilla Engström ที่ทางเราเปิดพื้นที่ให้เขาได้จัดแสดงในหลายประเทศ และได้ไปเชื่อมต่อกับผู้ชมใหม่ ๆ ฉันรักความมีชีวิตชีวาของศิลปินเหล่านี้ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ที่จะเล่าเรื่องและตกตะกอนสิ่งที่พวกเขาได้ประสบบนโลกใบนี้ มันเป็นเหมือนบทสนทนาที่กำลังดำเนินไปอย่างน่าตื่นเต้น”

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
ภาพ : Over the Influence Bangkok

แม้จะขึ้นชื่อในด้านสตรีทอาร์ต แต่ OTI ตั้งใจนำเสนอศิลปินหลากหลายแขนงที่ทำงานในหลากหลายเทคนิค โดยเหล่าศิลปินจะมีแกลเลอรี่นี้เป็นตัวแทน นอกจากจะได้รับโอกาสจัดแสดงในพื้นที่ของเขาในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ยังได้ไปโชว์ในงาน Art Fair และโปรเจกต์พิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย

คามิล่าบอกว่าตั้งแต่เปิดมาเมื่อปีที่แล้ว OTI สาขากรุงเทพฯ นี้ก็มีการจัดโชว์ศิลปินที่แตกต่างกันถึง 5 ท่านด้วยกัน เปิดด้วยโชว์ภาพวาดสไตล์กราฟิกลดทอนสีสดใสชื่อ ‘Clean Jellybean’ ของศิลปินชาวอเมริกัน Todd James ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีมาก จากนั้นมีงานแนวป๊อบอาร์ตสื่อผสมของศิลปินชาวอิตาเลียน Marco Pagani ที่ผสมผสานมังงะอาร์ตจากญี่ปุ่นเข้ากับศิลปะจัดวางแบบดาด้า และภาพนูนต่ำของกรีก-โรมันอย่างสนุกสนาน สอดรับกันได้ดีกับโชว์ต่อมาของ Adlane Samet ศิลปินจากแอลจีเรีย ผู้หลงใหลการเพนต์คาแรกเตอร์สัตว์ประหลาดสีสันฉูดฉาด ในท่วงท่ากำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่ด้วยฝีแปรงที่ดิบหยาบเป็นเอกลักษณ์

และล่าสุดมีโชว์ ‘Durag Activities’ ของ Devin Troy Strother ศิลปินจากลอสแอนเจลิส ที่สร้างจิตรกรรมแนว Expressionism อ้างอิงไปกับศิลปินรุ่นบุกเบิกก่อนหน้าอย่าง Philip Guston แต่ก็เสนอเรื่องการเมืองหนัก ๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นกลุ่มคนผิวสี น่าสนใจที่งานของเขาทั้งดูยียวนและชวนคนดูให้ตั้งคำถามขบคิดไปได้อย่างพร้อม ๆ กัน

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

“การแสดงออกทางศิลปะนั้นเป็นสิ่งสากล ถึงแม้ว่าศิลปินแต่ละคนจะนำเสนอผ่านกรอบและมุมมองของวัฒนธรรมตนเอง แต่ผู้ชมจากทุก ๆ ที่ควรจะเสพและเข้าถึงได้ การนำโชว์ของศิลปินต่างชาติมานำเสนอให้ผู้ชมท้องถิ่นที่นี่ ถือเป็นการทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกด้วย อย่างโชว์ของ Devin Troy Strother ที่มาจากความขบถต่อขนบการเรียนรู้แบบดั้งเดิม และความพยายามที่จะเขียนประวัติศาสตร์ศิลป์ใหม่ในแบบของเขาเอง ฉันว่ามันน่าสนใจมากนะ แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวกับบริบทการเมืองของที่นี่โดยตรงก็ตาม”

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

นอกจากนี้แกลเลอรี่ OTI ยังมีการนำเสนอโชว์ของศิลปินไทย อย่าง วีรภัทร สิทธิพล ศิลปินรุ่นใหม่จากรั้วศิลปากร ผู้นำเสนอชุดผลงาน ‘Blessings from the Forest’ เป็นจิตรกรรมภาพวาดธรรมชาตินิยมสีสันสวยสด โดยเขาได้แรงบันดาลใจจากอุทยานแห่งชาติหลาย ๆ แห่ง อีกทั้งสถานที่ทำงานของเขาที่กาญจนบุรี ตัดทอนจนเป็นเสมือนภาพกึ่งนามธรรมดูง่ายสบายตา แต่ก็มีลูกเล่นขององค์ประกอบที่จี๊ดจ๊าดอยู่ด้วย เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า สีต่าง ๆ ในภาพของเขาถูกขับให้เด่นชัดด้วยแบ็กกราวนด์สีดำเสมอ แถมในข้อเขียนประกอบนิทรรศการ ได้อ้างอิงถึงผลงานหนังสือ Walden ของ Henry David Thoreau ซึ่งมักจะเขียนเชิดชูความงามและความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์ธรรมชาติผ่านหน้ากระดาษของเขา มันชวนให้เรานึกต่อไปว่าวีรภัทรก็กำลังทำสิ่งเดียวกันบนผืนผ้าใบ

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
ภาพ : Over the Influence Bangkok

“วีรภัทรเป็นศิลปินไทยคนแรกที่เราเลือกมาจัดแสดงที่แกลเลอรี่สาขากรุงเทพฯ ส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าผู้ชมนานาชาติเข้าถึงการตีความภาพทิวทัศน์ของเขาได้ง่ายมาก สุดท้ายงานของเขาก็ขายหมด เป็นนิทรรศการ Sold Out และฉันก็ตื่นเต้นมากที่จะได้ทำงานสนับสนุนเขาบนเส้นทางศิลปะในอนาคต”

อีกหนึ่งศิลปินไทยที่ได้จัดแสดงกับ OTI ก็คือ ก้องกาน ซึ่งได้ไปจัดนิทรรศการที่ OTI สาขาลอสแอนเจลิส ภายใต้โชว์ชื่อ ‘The Tip of the Iceberg’ เมื่อปีที่แล้วด้วย “งานของก้องกานได้รับการตอบรับดีมาก และเป็นอีกโชว์ของเราที่ขายหมดเกลี้ยง เขาเป็นศิลปินที่ทำงานได้หลากหลาย ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานกับเขา เดี๋ยวปีนี้เขาจะไปโชว์ที่ OTI สาขาใหม่ที่ปารีสด้วย ยังไงฉันจะส่งข่าวให้อีกทีนะ” คามิล่าบอกกับเราอย่างภาคภูมิ

สุดท้ายเราถามคามิล่าว่า เธอมองเห็นทิศทางในอนาคตของ OTI ที่เมืองไทยอย่างไรบ้าง เธอตอบกับเราว่า

“เริ่มตั้งแต่งาน Bangkok Art Biennale ครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมปีนี้ ฉันอยากให้ OTI สาขากรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานในชุมชนอย่างแท้จริง โดยการทำงานร่วมกับสถาบันและโรงเรียนที่จะนำพาชุมชนและเด็ก ๆ เข้ามาในพื้นที่นี้ และได้มีประสบการณ์ตรงกับศิลปะ ในเมื่อกรุงเทพฯ ยังขาดแคลนหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ที่ทำงานในมาตรฐานสากลอยู่มาก โอกาสการเข้าถึงศิลปะของสาธารณะ โดยเฉพาะเยาวชน สามารถมาจากหอศิลป์เอกชน และฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า OTI จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองในลักษณะนี้”

ที่ชั้นบนสุดของแกลเลอรี่ คามิล่ายังพูดถึงอีกหลายโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาทิ การจะมีศิลปินในพำนัก ไปจนถึงความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายกับแกลเลอรี่อื่น ๆ บริเวณเมืองเก่า ฯลฯ ทิ้งให้เป็นความหวังที่น่าจับตามองในอนาคตว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เกิดขึ้นในลักษณะใด แต่สิ่งที่เราเห็นได้ในปัจจุบันตอนนี้ คือภาพสะท้อนของฝีแปรงบนผ้าใบในแกลเลอรี่ ขนาบบนกระจก มองออกไปเห็นลวดลายมังกรจีนบนซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษาสีแดงสดกลางวงเวียนโอเดียน เคียงคู่กับสีทองของพระมหามณฑป วัดไตรมิตร และเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยตึกสูงของกรุงเทพฯ ทั้งหมดทั้งมวลผสมผสานกันเป็นภาพคอลลาจวัฒนธรรมที่ชวนฝัน น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกินสำหรับคนเมืองอย่างเรา

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

นิทรรศการ Durag Activities โดย Devin Troy Strother จัดแสดงถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2565

ติดตามข่าวล่าสุดของพื้นที่ศิลปะในเครือ OTI Gallery ทั้งหมดได้ที่ https://overtheinfluence.com

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load