รถโดยสารจอดให้ลงฝั่งตรงข้ามของคริสตจักรไมตรีจิต เราเดินต่อไปเพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นป้ายซอยนานาตั้งเด่นอยู่หน้าที่ทำการไปรษณีย์ไทย 

เรานัดพบกับนักวาดภาพเมือง หลุยส์-ศุภชัย วงศ์นพดลเดชา หรือที่รู้จักกันในนาม Louis Sketcher เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งออกมาได้ไม่นานอย่าง ‘Bangkok Shophouses – ตึกแถวกรุงเทพฯ และชีวิตชาวย่าน’ ซึ่งอาคารร้าน Wallflowers Cafe ที่เรากำลังจะไปนั่งพูดคุยกัน ก็ถูกบันทึกอยู่ในหนังสือรวมภาพสีน้ำเล่มนี้ด้วย

ท่ามกลางตึกเก่าและชาวย่านที่กำลังเริ่มต้นวันทำงาน เรามองเห็นชายคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หน้าประตูบ้านที่ปิดสนิท แวบแรกเราคิดว่าเขาคงจะเป็นเจ้าของบ้านที่มานั่งสูดอากาศยามเช้า แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ขึ้น จึงเห็นว่ามือข้างหนึ่งของเขากำลังประคองไอแพดที่เปิดโปรแกรมวาดภาพเอาไว้ และมืออีกข้างก็จรดปากกาสร้างลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์

ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นลงระหว่างแบบกับภาพร่าง เราไม่กล้าเข้าไปรบกวนสมาธิจนใกล้ถึงเวลาพูดคุย หลุยส์จึงลุกจากเก้าอี้ตามคำเชิญชวนของเราเข้าไปในร้าน และเริ่มเล่าการเดินทางของหนังสือเล่มใหม่นี้ให้ฟัง

'Bangkok Shophouses' บันทึกตึกเก่าและชีวิตชาวย่านผ่านหนังสือสีน้ำของ Louis Sketcher
'Bangkok Shophouses' บันทึกตึกเก่าและชีวิตชาวย่านผ่านหนังสือสีน้ำของ Louis Sketcher

01
Moments

Bangkok Shophouses ถือเป็นหนังสือรวมผลงานเล่มที่ 2 ของหลุยส์ เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยออกหนังสือเรื่อง ‘Moments in Bangkok’ มาก่อนแล้วใน พ.ศ. 2562 โดยใช้ประสบการณ์จากการเดินวาดภาพเล่นกว่า 6 ปี (พ.ศ. 2555 – 2561) มารวบรวมเป็นไดอารี่ บันทึกช่วงเวลาอันหลากหลายในกรุงเทพมหานคร

ความแตกต่างระหว่างหนังสือทั้งสองเล่มคือ Moments in Bangkok เป็นการสเก็ตช์ภาพเมืองกรุงมีตั้งแต่สตาร์บัคส์ในสยามสแควร์วัน การนั่งเรือด่วนเจ้าพระยา ไปจนถึงพระราชวังพญาไท และชั่วโมงรถติดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขณะโมเมนต์ในเมืองหลวงมีทั้งช่วงเร่งรีบและผ่อนคลาย หนังสือ Bangkok Shophouse กลับนำเสนอภาพอีกมุมของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ ผ่านลายเส้นที่ให้ความรู้สึกเนิบช้า ละมุน อบอุ่น และคิดถึงอย่างน่าประหลาด

'Bangkok Shophouses' บันทึกตึกเก่าและชีวิตชาวย่านผ่านหนังสือสีน้ำของ Louis Sketcher

“เราเริ่มวาดภาพจริง ๆ ตอนปี 4 ตอนนี้ก็ 9 ปีแล้ว โห! 9 ปีแล้วหรอ!?” เขาทำหน้าเหลือเชื่อก่อนจะเล่าต่อ

“แต่ที่มาทำเป็นงานวาดรูปอย่างเดียว ปีนี้น่าจะปีที่ 5 เพราะก่อนหน้านี้เป็นสถาปนิก งานอดิเรกของเราคือการเดินวาดรูปในเมือง มันก็จะเห็นว่ามีตึกแถวสวย ๆ อยู่ เริ่มจากที่เราชอบ อยากจะวาด แต่ถ้าวาดเป็นวิวทิวทัศน์อาจจะเก็บรายละเอียดได้ไม่มาก เราอยากจะวาดปูนปั้น ช่องแสงต่าง ๆ จึงค่อย ๆ สะสมมา เห็นเยอะก็อยากรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ ประกอบกับไม่ค่อยมีคนทำจึงเกิดเป็นหนังสือเล่มนี้”

ตั้งแต่ออกหนังสือเล่มแรก หลุยส์ก็มีความคิดจะทำโปรเจกต์นี้แล้ว อาคารในคลังของเขาเพิ่มพูนกว่าแต่ก่อนมาก ยิ่งได้แรงบันดาลใจจากศิลปินสีน้ำชาวโปแลนด์ในประเทศญี่ปุ่นอย่าง Mateusz Urbanowicz ผู้สะบัดแปรงบันทึกภาพตึกรามบ้านช่องได้อย่างละเอียดงดงามในหนังสือ ‘Tokyo Storefront’ ยิ่งทำให้แพสชันของเด็กสถาปัตย์คนนี้พุ่งขึ้นจนฉุดไม่อยู่

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“เสน่ห์ของเมืองเก่าคือความเป็นท้องถิ่นของพื้นที่นั้น ๆ ทำให้เห็นวิถีชีวิตที่เก่ากว่าในเมืองสมัยใหม่ เป็นชีวิตที่เราคุ้นเคย ให้อารมณ์ Nostalgic และตัวตึกก็มีความทรงจำ เข้าถึงได้ง่าย เป็นมิตร การเรียนสถาปัตย์ทำให้เราชอบรายละเอียดของตัวตึก เห็นแล้วจะตั้งคำถามว่านี่มันสร้างปีอะไร เป็นศิลปะของยุคสมัยไหน จนเรารู้สึกว่าเมืองที่มีบรรยากาศแบบเก่าก็น่ารักดี ประกอบกับชีวิตชีวาในแถวนั้น มีร้านอาหาร มีแกลเลอรี่ โรงเรียน คาเฟ่ รวมกันแล้วมันมีเสน่ห์”

หลุยส์คัดเลือกตึกจากความชอบ จากนั้นจึงแบ่งเป็นย่าน โดยพยายามให้ครอบคลุมที่สุด เขาถึงขั้นซื้อแผนที่กรุงเทพฯ มาเพื่อปักหมุดสถานที่ที่คัดเลือกเอาไว้แล้ว

“มันมีกระจุกบ้าง เพราะเมืองชั้นในจะมีตึกเก่าเยอะ ถ้าตรงไหนยังโล่ง เราก็จะไปสำรวจดูว่ามีอะไรมาเติมได้ไหม ตึกหนึ่ง ย่านหนึ่งจะไม่ค่อยซ้ำ แต่สมัยก่อนจะวาดเยาวราชทั้งแถวเลยนะ แต่เก็บเอาไว้ก่อน อาจจะเป็น Side Project ในอนาคต”

ขณะที่เขาเริ่มเล่า ตึกด้านข้างก็มีเสียงเลื่อยไฟฟ้าดังแทรกเข้ามาจนเราชะงัก เมื่อหันไปมองจึงเห็นชาวย่านกำลังหั่นน้ำแข็งอย่างขยันขันแข็งอยู่ข้าง ๆ ห่างไม่เกิน 3 เมตร หลุยส์บอกว่า แบบนี้เรียลมาก แต่ถึงจะเสียงดังก็หยุดความสนุกของเบื้องหลังหนังสือเล่มนี้ไม่ได้

02
Methods

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“อันนี้คือดัมมี่-แบบร่างครับ” หลุยส์หยิบกองกระดาษหลากหลายไซส์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ กระดาษสีขาวแผนใหญ่ที่สุดมีภาพร่างขนาดเท่าหนังสือเล่มจริง รอยดินสอสีและรอยดินสอตวัดไปมาพอให้เจ้าตัวรู้ว่าจะจัดวางองค์ประกอบของหน้าหนังสืออย่างไร ส่วนกระดาษปอนด์แผ่นเล็กสีเหลืองนวลทำหน้าที่ต่างกัน เพราะนั่นคือภาพตึกที่วาดขึ้นด้วยสีน้ำ พู่กัน และดินสอของจริง ก่อนจะถูกนำมาสแกนย่อ-ขยายลงไปตอนจัดหน้า

หลุยส์เริ่มคิดก่อนว่า เขาจะเดินทางไปยังย่านใดบ้าง โดยคิดจากภาพกว้างแล้วจึงตีกรอบให้เล็กลง เพื่อให้การเดินทางเก็บข้อมูลของเขาง่ายขึ้น เดิมทีเขาอยากจะเก็บภาพย่านเก่าทั่วกรุงเทพฯ ให้ครบ จากพระนครยาวไปถึงสยาม สีลม ทองหล่อ อ่อนนุช แต่ก็เกรงว่าหนังสือคงจะเสร็จประมาณ พ.ศ. 2600 เขาจึงเลือกเพียงแค่ย่านเก่าฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีก่อน

“เราใช้ระบบเดินสำรวจตามสถานที่จริง ถ่ายภาพ กิน ๆ ๆ ๆ และนำรูปกลับมาวาดที่บ้าน นั่งวาดในห้องแอร์ ไม่ได้ไปตรงนั้นและนั่งวาด จะไม่เหมือนเล่มก่อนที่สเก็ตช์ในที่จริง รายละเอียดจึงต่างกันแบบคนละเรื่อง เล่มนี้ละเอียดกว่ามาก”

เราเปิดหนังสือตามไปพร้อมฟังคำอธิบายจากเจ้าของผลงาน ความละเอียดนั้นราวกับผู้อ่านได้ไปยืนอยู่หน้าตึกในช่วงเวลาที่เขาวาดด้วย

ม้วนผ้าเรียงรายอยู่หน้าร้านค้าโดยมีเชือกเส้นเล็กผูกไว้ไม่ให้ล้มเกลื่อนถนน นั่นคือร้านอุษา ส่าหรี เซ็นเตอร์ แห่งย่านพาหุรัด

เพลาล้อ ยางรถยนต์ เศษเหล็ก และอะไหล่เชียงกงกองพะเนิน นั่นคือชุมชนตลาดน้อย

ป้ายไฟสีแดง-เขียวละลานตา ตักอักษรจีนลอยฟ้าเหนือร้านค้าสตรีทฟู้ดเจ้าเก่า นั่นคือย่านเยาวราช

เสื้อผ้าแขวนบนราวเรียงรายอยู่ตามทาง สลับกับร้านขายยา และร้านอาหารอันหลากหลาย นั่นคือตลาดวังหลังแห่งฝั่งธนบุรี

ผู้คนใส่หน้ากากอนามัยสะท้อนชีวิตช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด คือสิ่งที่หลุยส์ชั่งใจว่าจะใส่หรือไม่ เพราะในบางภาพ เขาก็ตัดสินใจไม่วาดผ้าปิดปาก เพื่อระลึกถึงคืนวันอันสดใสและวุ่นวาย เช่น ถนนข้าวสารที่เคยครื้นเคร้งกว่าในปัจจุบัน

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“มีบางโมเมนต์ที่ถ่ายไม่ทันก็เติมเข้าไปเองบ้าง เช่น เรือ รถเข็น รถสามล้อ แอบเหมือนทำธีสิส เพราะในช่วงท้ายของหนังสือ เราใส่รูปแบบสถาปัตยกรรมไปด้วยแบบคร่าว ๆ เป็นชื่อเรียกรวม ๆ นะ เพราะตึกแถวในไทยแบ่งอย่างชัดเจนยาก เรารีเสิร์ชเยอะ และให้รุ่นน้องที่เชี่ยวชาญช่วยตรวจ”

เราพลิกไปที่ด้านหลังของเล่มจนพบหัวข้อ Shophouse Styles ซึ่งจะบอกลักษณะตึกแถวในแต่ละรัชสมัยตั้งแต่รัชกาลที่ 4 – 7 พร้อมตัวอย่างภาพและที่ตั้งของตึกแต่ละแบบว่าหาดูได้ที่ไหน ตรงนี้ทำให้เราได้ลองประมาณเล่น ๆ ว่า ตึกแถวที่เราเติบโตมาน่าจะเป็นสถาปัตยกรรมประมาณรัชกาลที่ 5 แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการแบ่งแบบคร่าว ๆ เท่านั้น

หลังนอกเรื่องคุยถึงบ้านของตัวเอง หลุยส์ก็เล่าถึงทีมงานของเขาต่อ รวมแล้วหนังสือเล่มนี้มีทีมงานทั้งหมด 3 คน ได้แก่หลุยส์ รับหน้าที่ดูแลเนื้อหา วาดภาพ เรียบเรียง และออกแบบรูปเล่ม พัชรพงศ์ กุลกาญจนาชีวิน รับหน้าที่บรรณาธิการ และ คุณัชญ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์ รับหน้าที่ผู้แปลภาษาอังกฤษ

“เราว่ามันเป็นเรื่องที่คนต่างชาติเองก็อยากรู้ เรามองไปถึงว่ามันจะวางขายตามสนามบิน เหมือนเปิดประตูให้คนรู้จักหน้าตาของกรุงเทพฯ มีออเดอร์ของต่างประเทศเยอะเหมือนกัน”

นอกจากเนื้อหาที่อัดแน่นด้วยเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของชาวย่าน ซึ่งแขกจากต่างประเทศที่มาเยือนย่อมมีโอกาสได้สัมผัสของจริง ลายเส้นและการลงสีของหลุยส์ก็เป็นที่ชื่นชอบของคนหลากหลายกลุ่มเช่นกัน

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“เทคนิควิธีการวาดเมืองเก่ากับทิวทัศน์เมืองทั่วไปก็คล้าย ๆ กัน สังเกตและเขียนด้วยรูปร่างรูปทรง แต่การเปลี่ยน Subject จะเปลี่ยนอารมณ์ อุปกรณ์ก็เปลี่ยน ในหนังสือเล่มนี้จะเป็นปากกาหัวพู่กัน เส้นจะไม่สม่ำเสมอ สีน้ำจะได้อารมณ์ระหว่างทำ นอกจากนี้ก็มีใช้ดินสอ EE ที่ให้อารมณ์นุ่มกว่า ถ้าเป็น Landscape เราจะใช้ดินสอ ตึกจะใช้พู่กัน มันทำให้เรากลับไปชอบงานดินสอด้วย เพราะพิมพ์ออกมาแล้วนุ่มกำลังดี เทากำลังสวย บางทีงานปากกาจะรู้สึกสีตึ้บไปหน่อย”

เราถามเขาต่อว่าทำไมถึงไม่ใช้โปรแกรมวาด เพราะเห็นเขาพกไอแพดมาด้วยในวันนี้

“โปรแกรมในปัจจุบันก็วาดได้ แต่เรา Appreciate งานมือที่สุด และมันออกมามีชีวิต สัมผัสพู่กันกับการลงปากกาในโปรแกรมมันเทียบกันไม่ได้ แค่สะดวกสบายขึ้น ก็ต้องดูแล้วแต่งานไปว่าวันนี้เราจะไปไหนและวาดอะไร”

เขาหยิบดัมมี่ขึ้นมาเปิดให้เราดูอีกครั้ง พร้อมอธิบายถึงการจัดเรียงว่า ก่อนหน้านี้คิดจะย่อขนาดอาคารลง เพื่อใส่หลายอาคารในหนึ่งหน้า แต่พอมองแล้วกลับรู้สึกแน่นเกินไปจึงเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ส่วนลายเส้นที่เห็นบนกระดาษดัมมี่ก็เกิดจากการใช้สีไม้ร่างตึกไว้ก่อนเพื่อดูการจัดเรียง

“งานพิมพ์ทำกี่ครั้งก็เหมือนเรียนใหม่ทุกรอบ (หัวเราะ) แก้เยอะมากครับ ทำดัมมี่อย่างเดียวน่าจะ 1 ปี เพราะทำหนังสือด้วย ทำงานด้วย สอนด้วย พอโควิด-19 ระบาดรอบแรก งานยุ่ง ๆ ก็หายไปจนได้มาทำหนังสือ ช่วงวาดจริง 1 หน้าคู่ใช้เวลาประมาณ 1 วัน ต้องมีวินัยหนักมาก พอโควิด-19 รอบ 2 ก็พัก ๆ ไป ค่อยกลับมาทำ ตอนจบบทแรก (บทพระนคร) แอบพักไป 2 – 3 เดือน ประมาณครึ่งเล่มคือช่วงที่ท้อที่สุด แต่เราก็ทำเพื่อให้ทุกวันงานเดินต่อได้ เราอยากเห็นหนังสือเล่มนี้ออกมา เอาจริง ๆ อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือตัวของเราเองว่า เราจะรักษาวินัยได้มากแค่ไหน”

หลังฝ่าฟันจนทำดัมมี่เสร็จเรียบร้อย ศิลปินก็ได้เวลาสะบัดแปรงสร้างงานจริง โดยช่วงที่เขาวาดภาพตึกและอาคารในย่านเก่า เขาจะปล่อยใจให้ลื่นไหลไปกับอารมณ์ ณ ช่วงเวลานั้น ไม่คิดอะไรในหัวจนมีเวลาสังเกตรายละเอียดบนภาพที่ไม่เคยมองเห็น

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“สำหรับเนื้อหา เราเป็นคนไม่ค่อยเจ๊าะแจ๊ะ ในหนังสือเล่มนี้จึงน้อยมากที่มาจากการสัมภาษณ์ ส่วนมากเป็นการรีเสิร์ชเอา เน้นการสังเกตของเราด้วย มันจะไม่เหมือนตอนที่ทำ Moments in Bangkok ชุมชนป้อมมหากาฬ อันนั้นได้คุยกับชาวบ้าน”

เมื่อเตรียมข้อมูลและวาดภาพเสร็จแล้วจึงนำไปสแกน (ความคมชัด 300 dpi) เพื่อจัดเลย์เอาต์ครั้งสุดท้าย ซึ่งกินเวลาไปอีกประมาณ 3 เดือน หลุยส์แนะนำว่าหากวาดงานปากกา ขนาดชิ้นงานขั้นต่ำควรเท่ากับขนาดที่พิมพ์ เพื่อที่เวลาสแกน สเกลเส้นจะได้ไม่โตผิดปกติ หลังจากนั้นจึงส่งพิมพ์และส่งมอบความทรงจำของผู้เขียนสู่อ้อมกอดของผู้อ่านเป็นอันจบงาน

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

03
Memories

หนุ่มจรัญฯ ผู้มีชีวิตประจำวันอยู่แถวเมืองเก่า เริ่มเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่วัดราชบพิธฯ จนเข้ามหาวิทยาลัยจึงศึกษาในสาขาสถาปัตยกรรมไทยและรู้จักวัดเยอะขึ้น ต่อมาได้เป็นนักวาดภาพเมือง (Urban Sketcher) เลยทำให้ใช้ชีวิตอยู่ละแวกย่านเก่าบ่อยกว่าก่อน ทั้งร้านหนังสือ ร้านอาหาร และร้านกาแฟประจำก็อยู่แถวนี้ เราจึงไม่แปลกใจนักหากความทรงจำที่เขาได้สัมผัสโดยตรงและโดยอ้อม จะแปรเปลี่ยนเป็นแพสชันอันแรงกล้าในการเผยแพร่อีกหลายมุมเมืองที่ผู้คนไม่เคยดื่มด่ำ

“ภาพที่เราชอบที่สุดคือตลาดน้อย ชอบที่นี่ เราเดินไปใช้ชีวิตแถวนั้นบ่อยเลยรู้สึกผูกพันกับตัวย่าน เป็นตึกที่อยากวาดมานาน งานปูนปั้นตรงนี้ (ชี้ไปที่หลังคาบ้านจีน) ค่อนข้างสมบูรณ์ มีอีกฝั่งสวยมาก แต่เราเลือกตรงนี้เพราะอยากเก็บเชียงกง ได้ข่าวว่าเขาขายเหล็กกองนี้ไปแล้ว”

เจ้าของผลงานทราบดีว่า หนังสือเล่มนี้คือบันทึกประวัติศาสตร์และความทรงจำเล่มสำคัญ เขาเริ่มเปิดไปยังตึกที่กลายเป็นเพียงความทรงจำไปแล้วจริง ๆ ให้เราดู

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“ตึกนี้ ห้างทองโซวเซ่งเฮง กันสาดตรงนี้เขารื้อไปแล้ว กลายเป็นโครงเหล็กโล้น ๆ อันนี้ (ห้างทองเซ่งซุ่นหลี) ก็รื้อแล้ว หน้าต่างถอดออก ป้ายก็รื้อลง เราชอบป้ายนี้ที่สุดในเยาวราชเลยนะ มันสวย การใช้สีก็แปลกกว่าที่อื่น เพราะห้างทองอื่นจะสีเขียว ขาว แดง แต่อันนี้สีสวย มันทำให้เรารู้ว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ตึกแถวในกรุงเทพฯ มีหน้าตาแบบนี้ แต่ไม่ถือว่าเป็นพงศาวดาร มันคือการแคปเจอร์ช่วงเวลานั้น ๆ มาเป็นเหมือนไดอารี่”

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ตึกที่หลุยส์วาดหลายแห่งล้มหายตายจากไปไม่ต่างจากผู้คนที่ถูกกาลเวลาชะล้าง แต่นอกจากตึกที่ถูกทุบทิ้งแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พบคือการเปลี่ยนหน้าตาของตึก ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่น่าพึงพอใจสักเท่าไหร่

“หลัง ๆ เราก็เริ่มปลง ถ้าเป็นตึกที่ชอบจะแอบเสียดาย แต่ก็เข้าใจว่าเมืองมีพลวัตที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ส่วนใหญ่ที่เห็นปัญหาคือ เขาจะไม่ค่อยดูแล อาจเพราะหาช่างทำงานได้ยาก เช่น งานปูนปั้น หรืองานไม้ฉลุ จะโดนรื้อหรือทุบทิ้งเยอะ ไปจนถึงเรื่องสี มันค่อนข้างสำคัญนะ เพราะเป็นโทนของเมืองเก่า พอทาใหม่ก็ไม่รู้ไปเลือก Pantone ไหน มันจะแปร่ง ๆ หน่อย แต่เราก็เชื่อว่ายังมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลได้อยู่ ทุกปัญหาต้องมีการพูดคุยและแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วย” หลุยส์เน้นย้ำ

ถึงจะเปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยใจช่วงเวลาที่ตึกเหล่านั้นอยู่ในสายตาของศิลปินคนนี้ เขาก็บันทึกมันเอาไว้ในหนังสือหรือภาพวาดอื่น ๆ แล้ว

“อย่างน้อย อยากให้คนที่มาอ่านหนังสือเล่มนี้รู้ว่า ของเหล่านี้มีเรื่องราว มีที่มา และมีคุณค่า การที่ตึกเหล่านี้ค่อย ๆ ตายไป หมายถึงเมืองเราอาจจะทันสมัยมากขึ้น แต่เสน่ห์มันน้อยลง นี่คือจุดของเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาชมหรือเปล่า เพราะห้างสรรพสินค้าเขาก็มี ความทันสมัยเขาก็มี เราทันสมัยแต่มีเสน่ห์ไปด้วยกันก็ได้”

การเห็นคุณค่าของวิถีชีวิต อาคาร ตึกเก่า จำต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทั้งระบบ หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานนั้น อย่างน้อยคนอ่านอาจได้โอกาสมองหา และมองเห็นคุณค่าของตึกเก่ามากขึ้นเช่นเดียวกับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้

หลังจากพิชิตหนึ่งในไมล์สโตนได้อย่างน่าภาคภูมิใจแล้ว ในอนาคต นอกจากย่านเยาวราชที่เจ้าตัวชื่นชอบ เขาบอกว่าอยากจะเก็บย่านเจริญกรุง รวมถึงย่านอื่น ๆ ที่ยังมีเรื่องราวอันน่าสนใจเพิ่มเติมด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน ระหว่างผลงานในอนาคตกับพื้นที่ว่างเปล่าของตึกที่เคยตั้งอยู่

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load