The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

โชคดี ปรโลกานนท์ หรือ ลุงโชค คือชายหนวดขาวยาวเฟิ้มเจ้าของ ‘สวนลุงโชค’ สวนวนเกษตรบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ แห่งบ้านคลองทุเรียน ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

เขาใจดี และรักไผ่มาก ดูได้จากกอไผ่ใหญ่น้อยที่ปลูกเรียงรายตั้งแต่ทางเข้าอย่างกับเป็นเจ้าเรือน 

ที่นี่มีไผ่ทั้งหมดกว่า 100 สายพันธุ์ เขามักได้รับสายพันธุ์ไผ่อันหลากหลายจากแขกผู้มาเยือน มีเจ้าไผ่เลี้ยงเป็นตัวเอก ลักษณะกอสูง สง่า สีเขียวเข้มสด และแข็งแรง ไผ่ชนิดนี้เติบโตได้ดีในภาคอีสาน 

ลุงโชคคือผู้ใช้ชีวิตด้วยภูมิปัญญาการใช้ไผ่มาหลายสิบปี และพลิกผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยการทำวนเกษตร หรือการทำเกษตรบนพื้นที่ป่าด้วยการปลูกพืชหลากหลายชนิด แล้วให้พืชพันธุ์เหล่านั้นได้เติบโตอย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันตามธรรมชาติ 

เขาตั้งใจลดรอยเท้าทางนิเวศด้วยการผลิตสินค้าจากไผ่ หนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่คุ้มค่ายั่งยืนที่สุด เพราะโคนจรดปลายของไผ่ 1 ต้น ทุกส่วนล้วนนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่เป็นอาหาร ทำข้าวของเครื่องใช้ ไปจนถึงสร้างอาคารขนาดมหึมาได้เป็นหลังๆ 

ทุกครั้งที่ไผ่สักต้นถูกตัด จะไม่มีส่วนใดถูกทิ้งขว้าง ถือเป็นรูปแบบการผลิตที่สร้างทั้งเศรษฐกิจและความยั่งยืนให้เติบโตงอกงาม สวนไผ่ลุงโชคจึงไม่ได้มีแค่ไผ่ แต่มีภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพที่เขาเรียนรู้ สั่งสม และส่งต่อ มาตลอดชีวิต

โต๊ะปูนสีเทาตั้งอยู่กลางสวนพร้อมโคมไฟเล็กๆ คือที่นั่งพูดคุยระหว่างเรากับชายวัย 62 ปี มีฉากหลังเป็นกอไผ่เลี้ยงในจำนวนที่เกินจะนับไหว แสงแดดอุ่นยามเช้า ลมเอื่อยพัดมาไม่ขาดสาย พร้อมน้ำฝางใบเตยอุ่นๆ ช่วยให้ใจรู้สึกสงบลง ก่อนบทสนทนาใต้เงาไผ่อันร่มเย็นจะเริ่มขึ้น เสียงยอดไผ่กระทบกันดังกังวานเหมือนพวกมันกำลังบอกเราอย่างดีใจว่า 

“ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนจากเมืองใหญ่ สู่สวนไผ่ลุงโชค”

01

โชคดีที่มีไผ่

พื้นเพเดิมของลุงโชคเป็นคนพัทลุง เขาเดินทางไปเรียนไกลบ้านเกิดตามค่านิยมของคนใต้สมัยก่อน หลังจากที่เรียนจบ ปวส. ช่างกลเกษตรจากวิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา ลุงโชคก็ออกเดินทางอีกครั้งไปยังแดนเหนือ ร่ำเรียนวิชาเกษตรพืชไร่จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่หลังเรียนจบ เขาก็ไม่กลับพัทลุงตามที่พ่อหวัง 

โชคตัดสินใจมาปักหลักที่โคราชในปี 2525 ช่วยงานขายรถพี่ชายคนโตอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะเริ่มลงทุนปลูกข้าวโพดบนที่ดิน 100 ไร่ ตามความตั้งใจไฟแรงของเด็กหนุ่มเกษตร 

“ทำๆ ไปมันไม่เหมือนที่เราเรียนมาเลย มีปัจจัยที่คุมไม่ได้เยอะแยะ ปัญหาดินฟ้าอากาศ ดินไม่ดี ราคาไม่ได้ ลุงทำอยู่สี่ปีก็เลิกเลย แล้วมาแต่งงานกับป้าที่เป็นชาวบ้านอยู่ที่นี่ ย้ายเข้ามาอยู่ที่ดินแปลงนี้ขนาดห้าสิบไร่ ภาษาอีสานเขาเรียกที่ดินตรงนี้ว่า มูลมัง หมายถึงสมบัติบรรพบุรุษ เป็นสินสมรสที่ครอบครัวเขายกให้” ลุงโชคเล่าให้ฟัง พลางจิบน้ำฝางจากแก้วใบน้อย  

หลังแต่งงาน ลุงโชคเริ่มปลูกผลไม้ แต่สุดท้ายก็ตายหมดเพราะเมื่อก่อนไม่มีระบบน้ำรองรับในฤดูแล้ง จนเขาได้พบจุดหักเหของชีวิตเมื่อได้รู้จักกับ พ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่ต้องการแก้ปัญหาความล้มเหลวในระบบเกษตรเชิงเดี่ยว นั่นทำให้โชคในวัย 30 ปี ได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำเกษตรใหม่ เป็นรูปแบบวนเกษตรในผืนที่ดินของตน

“แรกๆ ลุงไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเราเรียนในห้องเรียนมาอีกอย่างหนึ่ง พ่อผู้ใหญ่วิบูลย์พูดเรื่องของฐานชีวิต การพึ่งตนเอง แต่เราเรียนมาเพื่อทำเงิน ทำเกษตรต้องให้ได้ปริมาณเยอะ ต้องได้คุณภาพดี ต้องใช้เคมี เครื่องมือ เครื่องจักร และเงินทุน เราถูกสอนมาอย่างนั้น แต่พ่อผู้ใหญ่วิบูลย์บอกว่า ต้องมีกินก่อน เขาบอกว่า ที่โชคทำอยู่ตอนนี้ โชคไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลยนะ ถ้าทำเพื่อตัวเองจริงๆ มันต้องกินได้สิ คุณทำเพื่อไปขายแล้วก็ไปซื้อของกิน เราเข้าใจเลยว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยดูแลตัวเองเลย 

“สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตนอกจากการหายใจคือเรื่องกิน ทำไมเรามีที่ดินแต่เราไม่ปลูกของกินล่ะ ปัจจัยสี่เราต้องสร้างขึ้นมาก่อน มีของกิน มีพืชที่เป็นยาสมุนไพร มีไม้ใช้สอย หลังจากนั้นลุงปรับหมดเลย ผืนดินที่ปลูกอะไรไม่ขึ้น ลุงก็เอาไผ่มาปลูกก่อน เพราะเห็นพ่อตาปลูกไผ่ตรงนี้แล้วมันรอด เราค้นพบว่าที่ดินของเรา อากาศของเรา นิสัยของเรา เหมาะกับไผ่ เพราะไม่ต้องไปยุ่งตัดแต่งรดน้ำ แต่ไม้ผลที่เราเคยหวังนี่ไม่ใช่ แล้วมาดูไผ่สิ ทั่วประเทศเจอปรากฏการณ์เอลนีโญ ไผ่เรายังอยู่ได้” เขาจึงตั้งใจปลูกไผ่และเพาะพันธุ์ไผ่มาเรื่อยๆ จนปัจจุบัน 

วิถีชีวิตส่วนตัวของลุงโชคในวัยที่กำลังเป็นคุณปู่นั้นเรียบง่ายมาก หลังจากที่เสียภรรยาไป ลุงก็ใช้ชีวิตกับลูกชายทั้งสอง ช่วยกันดูแลงานบ้านและกิจการในสวนไผ่ ลุงโชคคือคนที่พิถีพิถันในกิจวัตรประจำวันของตัวเองมากคนหนึ่ง ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาสอนให้เขาเป็นคนเช่นนี้

“เราชอบใช้ชีวิตสบายๆ แต่ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ชีวิตต้องมีกรอบและเป็นขั้นเป็นตอน ตื่นเช้าขึ้นมาต้องทำสิ่งที่ใกล้ตัวก่อนคือเอาลมหายใจดีๆ เข้าสู่ร่างกายให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอด ช่วยฟอกเลือดให้เป็นเลือดดีและไปหล่อเลี้ยงสมอง คนส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติกันเพราะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เสร็จแล้วก็ล้างหน้าแปรงฟัน ขับถ่าย แล้วก็กินน้ำ 

“พอเราเตรียมตัวเองเสร็จก็จะมาศาลานี้ก่อน ปัดกวาดที่ทำงานให้เรียบร้อย เพราะมันหมายถึงสิ่งแวดล้อม ต้องถูกสุขลักษณะ ถ้าฝนไม่ตกเราก็ไปรดน้ำต้นไม้ เพราะต้นไม้คือผู้ให้ เรามีเพื่อนเป็นต้นไม้ เรากิน เราอยู่กับเขามากกว่าอยู่กับคนซะอีก เราชอบสิ่งไหนเราต้องดูแลสิ่งนั้น ฝึกให้เป็นนิสัยจากสิ่งเล็กๆ ที่ใกล้ตัวในแต่ละวัน 

“ลุงทำงานไปจนถึงสี่โมงเย็น แล้วไปปั่นจักรยาน จะกลับมาอีกทีตอนหกโมงหรือทุ่ม อาบน้ำ ดูโทรศัพท์ ดูข่าวสาร สามทุ่มเข้านอน ลุงไม่กินข้าวเย็นเพราะไม่สบายตัว แต่ก่อนเราไม่ได้ต่างอะไรจากคนอื่นนะ กินเหล้า ดูดบุหรี่ แต่งตัวตามแฟชั่น ใส่กางเกงยี่ห้อแพงๆ รองเท้าแพงๆ แต่พอถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกเองว่าชีวิตแบบนั้นมันไม่ใช่ เราเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบนี้ร่วมสิบปีแล้ว

“คนรุ่นใหม่ ณ ปัจจุบันทำงานหนักมาก เช้ามาต้องรีบไปทำงาน ผ้าห่มที่นอนไม่เคยปัดเลย เรารีบเร่งกับบางอย่างแต่ว่าสูญเสียการดูแลสิ่งใกล้ตัวไป พอเข้าวัยกลางคนก็สุขภาพแย่ บางคนไม่เคยได้อยู่กับพ่อกับแม่เลย ลุงว่าเราต้องดูแลรากเหง้าหรือที่มาของชีวิตเรานะเพราะเขาคือครู ถ้าเราละเลยสังคมที่เล็กที่สุด แล้วจะอาจหาญไปดูแลสังคมใหญ่ได้ยังไง”

02

ไผ่ดีเพราะมีโชค

ไผ่เลี้ยง ไผ่รวก ไผ่มันหมู ไผ่ซางหม่น และไผ่ตง คือพันธุ์ไผ่หลักของสวนแห่งนี้ ลุงโชคเชื่อว่าไผ่เป็นพืชที่ไม่มีทางหายไปจากโลก เพราะโดยลักษณะ ไผ่คือพืชที่เกิดมาคุ้มครองโลก ระบบรากที่ดี ลำต้นสูงขึ้นไปรับแสง ทนต่อโรคและสภาพอากาศ ช่วงหน้าฝนทำหน้าที่เป็นฟองน้ำดูดซับน้ำ ช่วงหน้าแล้งหาวิธีเอาตัวรอดได้ด้วยการทิ้งใบแล้วมีชีวิตอยู่รอดจากคลอโรฟิลล์ตามลำต้น แถมยังอายุยืนตั้งแต่สามสิบปีจนถึงหนึ่งร้อยปี แล้วแต่สายพันธุ์

“ไผ่เป็นพืชมหัศจรรย์มาก เขาปรับตัวเก่ง แล้งแค่ไหนก็ไม่ตาย พวกเขาหยั่งรู้ได้ว่าปริมาณน้ำฝนจะมีขนาดไหน” ลุงโชคพูดขึ้นพร้อมสายตามองไปยังกอไผ่เลี้ยงข้างโต๊ะ

 “เมื่อก่อนลุงปลูกแบบนักอนุรักษ์ เคยมีคนมาขอซื้อไผ่ลุง ลุงบอกว่า ไผ่ผมเหมือนลูกสาว คนมาซื้อเหมือนคนมาสู่ขอจะแต่งงาน เราต้องรู้ว่าเอาไปทำอะไร ถ้าเอาไปอยู่ริมชายหาดไว้แขวนหอย ลุงไม่ขายหรอก มันไม่เกิดคุณค่าอะไร ถ้าเอาไปทำเก้าอี้หรือบ้านสวยๆ ให้ฟรียังได้เลย 

“สองปีที่ผ่านมาตอนลุงอายุครบหกสิบ มีคำถามจากสังคมว่า ลุงโชคให้ปลูกแต่ต้นไม้แล้วจะอยู่ได้ยังไง มีรายได้ยังไง ลุงเลยคิดว่าเราต้องทำให้ชัดเจนสักที เราปลูกต้นไม้จนสิ่งแวดล้อมมันโอเคแล้ว ดินได้รับการฟื้นฟูแล้ว พายุพัดมาสวนเราก็ไม่เป็นไรเพราะไผ่ป้องกันให้ได้ ช่วงหน้าแล้งใบก็ร่วงมาสร้างหน้าดินให้อุดมสมบูรณ์ มันชัดเจนมากเรื่องตัวชี้วัดสิ่งแวดล้อม”

“ด้านเศรษฐกิจล่ะทำยังไง เพราะเราอยู่ในโลกทุนนิยมนี่” 

“ลุงมานั่งคิดเลยนะ ถ้าจะตัดไผ่หนึ่งลำส่วนโคนจะเอาทำอะไร ส่วนกลางเอาไปทำอะไร ส่วนปลายจะเอาไปทำอะไร เพิ่มมูลค่าให้เขาดีกว่า ตัดเสร็จเอาไปแช่บอแรกซ์ป้องกันไม่ให้มอดกิน แล้วเอามาทำเป็นเก้าอี้ ที่ใส่เทียน กรอบรูป ไม้แขวนเสื้อ หลอดไผ่ หรือถ่านใบโอชาร์ อย่างน้อยลำหนึ่งขายได้สองร้อยบาท ถ้าตัดขายเฉยๆ ได้ยี่สิบบาทเอง ถ้าใครจะปลูกไผ่เพื่อขายลำ ไปเป็นยามดีกว่า ลุงเปิดโรงเรียนป่าไผ่เพื่อต้องการให้สังคมเข้าใจไผ่อย่างจริงจัง ไม่ใช่ปลูกตามกระแส” 

โรงเรียนป่าไผ่ของลุงโชคถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลข้อเดียว คือลุงโชคอยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเท่านั้น แล้วค่อยแสวงหากำไรสูงสุดจากความสุขในการเพิ่มมูลค่าให้ไม้ไผ่

โรงเรียนป่าไผ่แห่งนี้ต้อนรับแขกแทบทุกวัน ชายผู้นี้ยินดีกับการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้คน ตั้งแต่การปลูกไผ่ การดูแลไผ่ต้นเล็กในโซนอนุบาล การเล่าเรื่องให้ความรู้พันธุ์ไผ่ต่างๆ ทั้งยังมีอาคารแปรรูปสินค้าจากต้นไผ่ที่ได้มาตรฐาน เป็นอาคารแปรรูปไม้ไผ่หลังใหญ่ลักษณะสูงโปร่ง ด้านในมีบ่อแช่ลำไผ่และลานตากแห้ง เพื่อเตรียมพร้อมก่อนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ตามแต่จะสร้างสรรค์ ลูกชายคนโตของเขากำลังดูแลงานในส่วนนี้อยู่

“ตอนนี้ถือว่าไผ่ตอบโจทย์เบ็ดเสร็จให้กับตัวลุงนะ ถ้าไม่มีไผ่ ลูกไม่ได้อยู่กับลุง ถึงแม้ว่าลุงจะมีที่เยอะแยะ มีไม้พยุง แล้วจะไปทำอะไรต่อ แต่ไผ่ทำให้ลูกลุงเอาไปต่อยอดงานได้ เพราะฉะนั้น ลุงไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ แต่ลุงอยากอยู่กับลูกต่างหาก อันนี้คือเรื่องใหญ่ในมุมมองของลุง เพราะตอนเด็กเราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เลย พอเราแก่เฒ่าก็ไม่อยากเป็นแบบนั้น ลูกชายลุงเขามีโชคชะตาที่ทำให้ต้องกลับมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน” 

03

การอนุรักษ์ที่กินได้

ไผ่แต่ละชนิดแปลงร่างเป็นได้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันบ้าน สวนลุงโชคแห่งนี้มีผลิตภัณฑ์จากไผ่หลายอย่าง เช่น ถ่านดูดกลิ่น เทียนไผ่ พวงกุญแจ แก้วไม้ไผ่ และที่เราสนใจที่สุดคือหลอดไม้ไผ่

หลอดไม้ไผ่กลิ่นหอมในซองผ้าฝ้าย มีจุดเริ่มต้นในวันที่ลุงโชคเห็นข่าวเต่าทะเลตายเพราะหลอดพลาสติก 

ต้นไผ่ลำเล็กหลายสายพันธุ์สามารถเอามาแปรรูปเป็นหลอดใช้ได้ดี โดยมี เก่ง-บริพัตร สุนทร เป็นลูกทีมคิดค้นหาวิธีการผลิตหลอดไม้ไผ่คุณภาพดีที่ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง

“ไผ่แต่ละสายพันธุ์ทำหน้าที่ต่างกัน เราจึงต้องเข้าใจธรรมชาติการใช้งานของเขา ไผ่จีนเอามาทำเป็นหลอดได้ ไผ่เลี้ยงเอาไปก่อสร้างบ้าน ไผ่ตงเอาไปกินหน่อ ไผ่มันหมูเอาไปทำไม้ตะเกียบหรือไม้เสียบลูกชิ้น และทุกไผ่ที่ลุงเก็บไว้สามารถเอาไปทำเป็นเชื้อเพลิงได้” ลุงโชคอธิบาย ก่อนที่เก่งจะเดินเข้ามาพร้อมผลิตภัณฑ์จากไผ่ที่เขาตั้งใจทำขึ้นมาอย่างประณีต 

ปกติหลอดไผ่สดจะมีอายุไม่เกินสัปดาห์ โจทย์สำคัญของพวกเขาจึงเป็นการยืดอายุการใช้งานวัสดุทดแทนพลาสติกให้ได้ เก่งเลยหาวิธีการทำหลอดไม้ไผ่ให้แห้งโดยไม่ต้องใช้สารเคมี และใช้ใบไผ่แห้งที่มีอยู่เป็นตัวให้ความร้อน

หลังจากตัดไผ่มาทำความสะอาดด้านนอกและด้านในเสร็จแล้ว เก่งจะเอาไผ่ไปต้ม แล้วอบเพื่อไล่ความชื้น ก่อนจะลำเลียงหลอดไผ่ไปตากแดดให้แห้งเพื่อขับสีให้สวย เขาจะเอาหลอดทั้งหมดไปอบอีกครั้งหนึ่ง แล้วแต่งหลอดให้สวยงามในขั้นสุดท้าย ก่อนเก็บในห่อผ้าอย่างดีเพื่อรอขาย ทั้งหมดนี้ใช้เวลาทำเจ็ดวัน ยืดอายุหลอดให้ใช้งานเป็นสามถึงหกเดือน

“มันเป็นแค่หลอดธรรมดาที่ช่วยบ่งบอกว่าคุณช่วยดูแลโลก ไผ่เป็นพืชที่ยั่งยืน มันเติบโตขึ้นมาทดแทนได้ ยิ่งคุณใช้เท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดกลุ่มผู้ปลูกไผ่เพิ่มมากขึ้น มลภาวะที่เกิดจากการใช้หลอดพลาสติกก็ลดลงทีละนิด และเป็นการสร้างวินัยให้เรารู้จักที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า” เก่งว่าอย่างนั้น ซึ่งเราก็เห็นด้วย

ปัจจุบัน เก่งยังคงผลิตหลอดไม้ไผ่ตามออร์เดอร์ที่รับจำนวนจำกัด เพราะเป็นงานทำมือที่ต้องอาศัยเวลาและความใส่ใจในการทำ ซึ่งละเลยขั้นตอนใดไม่ได้

“เราใช้เวลาและมีหลายขั้นตอนในการผลิต ทำให้หลอดมีราคาสูงกว่าท้องตลาด เราตั้งราคาไว้เท่ากับเป็นการส่งเสริมลดมลภาวะจากพลาสติกและส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในตัวด้วยครับ ที่สำคัญคือ คุณไม่ได้ใช้แค่ครั้งเดียว คุณใช้ได้หลายครั้ง แค่มีคนเปลี่ยนจากการใช้หลอดพลาสติกมาเป็นหลอดไม้ไผ่แทน เราก็ดีใจแล้ว” 

พวกเขาทำให้เห็นว่า การอนุรักษ์ที่แท้จริงคือการปลูกความเข้าใจในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกต้องต่างหาก

04

ดิน น้ำ ดง ไพร

สิ่งหนึ่งที่ลุงโชคพยายามบอกกับหลายคนคือ เกษตรกรจำเป็นต้องรู้ว่าที่ดินของตัวเองเป็นอย่างไร ไม่ใช่ทำเกษตรตามสูตร

“ที่จริงลุงใช้หลักของ ร.9 คือระเบิดจากภายใน ทำจากเล็กไปใหญ่ หมายถึงต้องรู้ตัวเจ้าของ ต้นทุนเราเป็นยังไง ที่ดินเราราบมาอย่างนี้ ตรงนั้นเป็นที่ตาน้ำ ตรงนั้นเป็นที่ดินไม่ดี พื้นที่แต่ละส่วนต้องรู้หมด เราวางระบบว่าพืชตัวไหนต้องการน้ำ ก็ให้มันอยู่ใกล้น้ำ ส่วนพวกไผ่ ไม้พะยูง ไม้ตะเคียน ไม่ต้องการน้ำมาก ก็ปลูกบนที่สูงห่างจากแหล่งน้ำออกมา” ต้นไม้ทั้งหมดอยู่ได้โดยธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น

ถัดจากศาลาภูมิปัญญาไทยไปตามทางเดินเข้าสวน ข้างทางเป็นที่อยู่ของบ่อน้ำที่ลุงโชคขุดเอาไว้ เพราะพื้นที่บริเวณนี้ปลูกพืชไม่ได้เนื่องจากมีน้ำบ่ามาตลอด ลุงเลยต้องขุดบ่อแล้วฝังท่อลงนาข้าวไปตามลำดับ บริเวณนี้จะมีน้ำซึมมาเองตลอดในช่วงฤดูฝน แม้ปีนี้จะแล้งที่สุดในรอบ 50 ปี แต่น้ำในบ่อยังคงมีอยู่เพราะได้ต้นไม้รอบๆ ช่วยพยุงไว้ 

เราเริ่มเดินสำรวจสวนและสัมผัสได้ถึงแดดช่วงเที่ยงที่เริ่มร้อนขึ้น แต่อากาศในนี้ยังคงเย็นสบาย มีเงาจากต้นไม้ใหญ่ริมทางปกร่มให้

ลุงโชคปลูกไม้แดง ไม้พะยูง ตะเคียนทอง ไว้เป็นไม้ระยะยาว ส่วนใต้ไม้ใหญ่มีเหล่าต้นจั๋งใบเขียวสดอยู่เต็มไปหมด ในดงต้นจั๋ง เราสังเกตเห็นร่องน้ำเล็กๆ พร้อมหนองน้ำอีกด้านของทางเดิน

“ตรงนี้เป็นร่องคลองธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นตัวกรองน้ำ น้ำไหลมาตรงที่กักน้ำก็จะตกตะกอน ลุงปลูกพืชน้ำเป็นตัวดูดซับ ทำตามหลักของ ร.9 น้ำจะไหลลงไปข้างล่าง ตรงร่องที่เราขุดให้ลึกขึ้น” ลุงโชคอธิบาย

เราเดินต่อไปตามทางที่มีหญ้ารก อากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ พร้อมต้นไม้ข้างทางที่หนาทึบ กอดอกก้ามปูสีส้มสดขึ้นข้างทางสวยงาม ต้นชะอมที่ป้าชอบ ตอนนี้สูงชูยอดจนเลยหัวเราเล็กน้อย ส่วนกระท้อน มะเฟือง ลองกอง ที่ลุงเคยตั้งใจไว้ขาย ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งอาหารของกระรอกและกระแต ส่วนต้นไทรใหญ่ใกล้มุมทางโค้งทำหน้าที่เป็นโรงอาหารของเหล่านกป่า

“ลุงปลูกไทร เมื่อก่อนโดนคนหาว่าบ้า แต่เราเห็นว่าไทรเป็นระบบนิเวศให้กับนก นกมากินลูกไทรแล้วกินแมลงด้วย เอาเมล็ดพันธุ์ที่เขากินจากที่อื่นมาที่นี่ด้วย จุดเริ่มแรกของสวนมาจากตรงนี้แหละ ลุงสร้างศาลา ปลูกผัก ปลูกกล้วย ปลูกไม้ผลอยู่ตรงนี้ 

“อันนี้ต้นมะเดื่อปล้อง ส่วนต้นมะค่านี้อายุสามสิบปีแล้ว เมื่อก่อนปลูกจั๋งไว้เป็นไม้ประดับส่งขายในโคราชกับกรุงเทพฯ พร้อมดอกหน้าวัวของป้า แต่ตอนนี้ปลูกไว้เฉยๆ ให้เป็นระบบนิเวศแล้ว” ชายชุดม่อฮ่อมพูดเสร็จ ก็เดินนำเราไปตามทางซุ้มไม้ไผ่กลับไปยังศาลาเพื่อทานข้าว

“เมื่อก่อนตอนป้ายังอยู่ ถ้ามีคนมาหา ป้าจะทำกับข้าวให้กิน แต่ตอนนี้ป้าไม่อยู่แล้ว”  

ลมเย็นพัดผ่านมาอีกครั้งหลังลุงพูดจบ เสียงยอดไผ่กระทบดังระงมทั่วบริเวณ สายตาเราเหลือบไปเห็นกระรอกน้อย 2 ตัวกำลังกระโดดตามยอดไม้ หามื้อเที่ยงกินอย่างสบายใจ  

05

คน ป่า ไผ่

“ลุงว่าตอนนี้ชาวบ้านแถวนี้เขาอยู่กันแบบยั่งยืนหรือยัง” เราถามขึ้นหลังกินข้าวเสร็จ

“ชีวิตอยู่บนเส้นด้าย ไม่มีอะไรพึ่งตนเองเลย ทำอาชีพเหมือนกับเล่นการพนัน ไม่รู้ออกหัวหรือออกก้อย ใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับชีวิตในสังคมเมือง คือต้องมีเงิน เขาไม่ยอมเปลี่ยนมาทำแบบนี้เพราะเห็นผลช้า แต่ถ้าคิดดีๆ แบบของลุงก็ไวนะ ปลูกปีแรกอาจจะต้องลงทุน ยังไม่มีผลตอบแทน แต่พอปีที่สอง ไผ่เริ่มตั้งลำได้ ก็สามารถขยายพันธุ์ได้ เป็นรายได้แล้ว พวกเขาอยู่ในกระแสบริโภคนิยม และไม่รู้ว่าจะปรับตัวให้อยู่กับกระแสนี้ได้อย่างไร

“เราไม่รู้ตัวเลยว่า เราใช้ชีวิตที่ยึดโยงกับร้านค้าสะดวกซื้อไปแล้ว เราบริโภคยาสะดวกและยาสบาย จนคิดว่าการทำอะไรเองยุ่งยาก แค่หุงข้าว ทำกับข้าวยังยุ่งยาก เราเลยติดการซื้อ แล้วต้องเร่งทำงานเพื่อหาเงินให้มากขึ้น ลุงไม่ได้บอกว่าห้ามซื้อทั้งหมดนะ แต่อยากให้คนปรับตัวกัน ค่อยๆ ปรับทีละนิดทีละหน่อยเดี๋ยวก็เป็นไปเอง ถ้าเราไม่มีสติ ไม่รู้เท่าทัน เราจะกลายเป็นเหยื่อกระแสบริโภคนิยม สมัยก่อนไม่ได้รุนแรงขนาดนี้

“เวลาใครมาหาลุง ลุงจะบอกว่าคุณไม่ต้องทำอย่างผมหรอก คิดอย่างผมสิ แล้วเอาวิธีคิดของผมไปปรับใช้กับวิถีชีวิตของคุณในเมือง ผมไม่ได้บอกให้คุณทำนา แต่คุณกินอะไรก็ให้รู้รากเหง้าว่าสิ่งที่คุณกินมีประโยชน์ขนาดไหน มาจากไหน คุณใช้พลังงาน คุณก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ไม่ใช่สักแต่คิดว่าฉันมีปัญญาจ่ายค่าไฟ ฉันมีปัญญาซื้อน้ำมัน ฉันจะเปิดไฟกี่หลอดก็ได้ ใช้น้ำเท่าไหร่ก็ได้ คิดอย่างนั้นไม่ได้แล้วนะตอนนี้” ลุงโชคอธิบาย

ในช่วงชีวิตหนึ่ง ลุงโชคได้ลงแรงและลงใจฟื้นฟูเขาแผงม้าให้กลับคืนมาเขียวขจีเหมือนเดิม โดยใช้หลักวนเกษตร ความตั้งใจของลุงไม่มีอะไรมาก แค่อยากเห็นผืนป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์จากความรับผิดชอบต่อธรรมชาติของผู้คน

“เราไม่ต้องการเห็นรัฐปลูกป่าที่เป็นแถวเป็นแนว เราอยากเน้นการมีส่วนร่วม เน้นความยั่งยืน เราเหมือนจะปลูกสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ปลูกทิ้งปลูกขว้าง เราดูแล เฝ้าสังเกตธรรมชาติ ฤดูไหนควรทำอะไร สักพักป่าก็กลับคืนมา สัตว์ป่าก็กลับคืนมา เพราะมีอาหาร มีน้ำ มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย”

“ลุงเรียนรู้อะไรจากไผ่บ้าง” เราถามขึ้นพร้อมสังเกตเห็นสีหน้าชื่นใจของลุงโชค 

“เยอะแยะ ดูลำไผ่นะ สีเขียวใช่ไหม หน้าฝนก็เขียว หน้าร้อนก็เขียว แล้งก็เขียว มันไม่เปลี่ยนสีเลยนะ เพราะงั้นคนก็อยากเปลี่ยนสีตาม จะในสถานะหรือฤดูกาลไหนก็ให้เป็นอย่างนั้น ให้คงเส้นคงวา ซื่อสัตย์ซื่อตรงเหมือนไม้ไผ่ ไผ่มันอ่อนน้อมถ่อมตน เราต้องเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนไผ่ และไผ่อยู่กันเป็นกอ เขาเป็นพืชสังคม มีหลายอายุอยู่ด้วยกัน แต่ไม่เคยทะเลาะกัน (หัวเราะ)”

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ถ้าวันนี้คุณให้กำเนิดลูก แล้วตรวจพบว่าเด็กน้อยมีโครโมโซมมากกว่าคนทั่วไป 1 ตัว โครโมโซมที่เพิ่มขึ้นมาจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต และส่งผลให้เขาเป็นเด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรม คุณจะรู้สึกอย่างไร

เชื่อว่าคุณคงท้อแท้หมดกำลังใจในการเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบโต เพราะความเข้าใจผิดที่อยู่กับสังคมไทยมาเนิ่นนานว่า เด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรม และเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้านพัฒนาการและพฤติกรรมอื่นๆ เช่น ภาวะออทิซึมหรือสมาธิสั้น ไม่สามารถมีพัฒนาการได้ 

ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง

เด็กที่มีความต้องการพิเศษ สามารถเติบโตและมีพัฒนาการได้อย่างไม่มีขีดจำกัด หากได้รับการเสริมสร้างพัฒนาการอย่างเหมาะสม เพราะเด็กทุกคนมีศักยภาพที่สามารถกระตุ้นได้อยู่ในตัว โดยเด็กแต่ละคนจะพัฒนารุดหน้าไปได้เร็วมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่พลังความคิดของพ่อแม่เป็นสำคัญ

The Rainbow Room จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อสร้างพลังความคิดเหล่านั้นให้พ่อแม่ที่ท้อแท้หมดกำลังใจ

ที่นี่ไม่ใช่สถานรับดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่เป็นคอมมูนิตี้ของกลุ่มพ่อแม่ ครอบครัว และเพื่อนของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ทำหน้าที่เป็นศูนย์ให้คำปรึกษา ทำความเข้าใจเรื่องความต้องการพิเศษแบบองค์รวม โดยมุ่งส่งเสริมความเข้าใจด้านบวก เพราะพ่อแม่ต้องใช้พลังกายและพลังใจมหาศาลในการเลี้ยงดูลูกน้อย

จากความเข้าใจของพ่อแม่สู่ความเข้าใจของสังคม ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา The Rainbow Room ทำงานอย่างแข็งขันจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมไทยเข้าใจผู้ที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น ว่าทุกคนในสังคมเต็มไปด้วยความแตกต่างที่น่าภาคภูมิใจ

ดร.เพลิน-ประทุมมาศ พรชำนิ

เราจึงมาเคาะประตูเยี่ยมคอมมูนิตี้เล็กที่สร้างพลังยิ่งใหญ่แห่งนี้ เพื่อพูดคุยกับ ดร.เพลิน-ประทุมมาศ พรชำนิ อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษและการกระตุ้นพัฒนาการเด็กเล็กที่มีความต้องการพิเศษ และที่ปรึกษามูลนิธิ The Rainbow Room

พัฒนาการที่มาจากการฝึกฝนของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต้องมาจากความเข้าใจและไม่ย่อท้อของพ่อแม่ อีกทั้งทัศนคติของคนในสังคมก็ต้องช่วยกันสร้างความตระหนักและปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดสังคมที่พร้อมโอบรับความแตกต่างของทุกคนอย่างเท่าเทียมในอนาคต

01

Children with Special Needs

เด็กที่มีความต้องการพิเศษ

“เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือ Children with Special Needs คือเด็กที่เราต้องทำความเข้าใจพัฒนาการของเขาโดยเฉพาะ เพราะเขาไม่ได้มีพัฒนาการอย่างเด็กส่วนใหญ่ อาจจะมีอะไรที่เราต้องดูแลหรือทำความเข้าใจเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาพิเศษไปกว่าเด็กทั่วไป เพราะเด็กทุกคนในโลกมีความพิเศษเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน” 

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เพลินสนใจและเริ่มทำงานด้านเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เธอเล่าว่าเมื่อก่อน เวลาพูดถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คนส่วนใหญ่รวมถึงตัวเธอเองมักจะนึกถึงความแตกต่างทางกายภาพ เช่น การมองเห็น การได้ยิน ไปจนถึงการเคลื่อนไหว ทั้งที่จริงแล้วยังมีเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ที่มีความแตกต่างด้านสติปัญญาอย่างดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ออทิซึม (Autism) และความแตกต่างด้านพัฒนาการและพฤติกรรมอื่นๆ 

ซึ่งสังคมต้องทำความเข้าใจว่าเด็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้แตกต่างจากเด็กทั่วไป เขาสามารถเติบโตและมีพัฒนาการได้อย่างไม่มีขีดจำกัด หากได้รับการเสริมสร้างพัฒนาการที่เหมาะสม

The Rainbow Room

‘เด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรม’ เหมือนกับเด็กทั่วไป เพียงแต่มีรหัสโครโมโซมเพิ่มมา 1 ตัว เรียกว่า ‘สภาวะ Trisomy 21’ ส่งผลให้เด็กมีสภาวะแตกต่างกันไป บางคนอาจมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อพัฒนาได้ช้า บางรายอาจมีอาการผิดปกติของต่อมไทรอยด์ หรือหูรับฟังได้ไม่ปกติ ทำให้รับรู้และพัฒนาช้ากว่าคนรุ่นเดียวกัน แต่ไม่ได้แปลว่าพัฒนาไม่ได้

‘เด็กที่มีภาวะออทิซึม’ ไม่ได้ป่วย เขาแค่มีสมองที่ทำงานแตกต่างจากคนทั่วไป เขาอาจจะเห็น ได้ยิน รู้สึก ได้กลิ่น และมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่พวกเขาก็มีจุดแข็งที่ทำได้ดี แม้ว่าเด็กที่มีภาวะออทิซึมจะรู้สึกลำบากในการบอกคนอื่นว่าเขาคิดหรือรู้สึกอย่างไร แต่เขาก็สามารถใช้รูปภาพเพื่อช่วยสื่อสารและทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รวมถึงการมีความตั้งใจทำบางอย่างเพียงเรื่องเดียว 

The Rainbow Room

เพลินบอกว่าทัศนคติในการทำงานด้านเด็กที่มีความต้องการพิเศษของเธอ เติบโตขึ้นตามประสบการณ์ 

“วันแรกๆ ที่ทำงานด้านนี้ เรากลับบ้านไปร้องไห้เลยนะ เพราะรู้สึกสงสารเขาเหลือเกิน เจ้านายของเราตอนนั้นก็เข้ามาอธิบายว่า ความสงสารมาจากความรู้สึกว่าเขาขาด เขาไม่มีสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันจะสร้างสเปซระหว่างเราและเขาทันที เราต้องก้าวข้ามความรู้สึกสงสารไปสู่ความเชื่อมั่นในศักยภาพของเขา ถ้าอยากช่วย ก็ไปเรียนรู้และทำความเข้าใจการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แล้วกลับมาช่วยฝึกฝนเขา

“เราเลยไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปริญญาโททางการศึกษาพิเศษและวิธีกระตุ้นพัฒนาการเด็กเล็ก และปริญญาเอก ในสาขาวิชาเดิม แต่เน้นไปในเรื่องของปัญหาพัฒนาการและปัญหาสุขภาพจิตของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 

“ช่วง 10 ปีที่อยู่ที่นั่น ก็ได้ทำงานด้านนี้ไปด้วย โดยเป็นผู้อำนวยการทางด้านการเรียนและกระตุ้นพัฒนาการร่วมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ Felton Institute ซึ่งมีทั้งเด็กทั่วไปที่มีพัฒนาการตามปกติ เด็กที่มีความเสี่ยงจะมีความต้องการพิเศษ และเด็กที่มีความต้องการพิเศษอยู่ร่วมกัน

“มากกว่า 100 ครอบครัวที่เราได้พบเจอให้คำปรึกษา ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากเด็กๆ ที่มีความต้องการพิเศษและครอบครัว ทำให้เรามีมุมมองที่เปลี่ยนไป เราค้นพบว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคนจะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน พลังความคิดของพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ และที่กว้างไปกว่านั้นคือสังคมรอบข้าง

“สังคมที่ไม่ยอมรับ สังคมที่ไม่เข้าใจ สังคมที่ไม่ให้โอกาส และมัวแต่มองว่าเขาน่าสงสาร ทั้งที่จริงๆ แล้วเขามีศักยภาพที่จะพัฒนาและใช้ชีวิตในสังคมได้ สังคมต่างหาก พร้อมจะเปิดรับความแตกต่างและให้โอกาสเขามาอยู่ร่วมกันไหม” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

02

Medical and Social Model

พัฒนาการจากการฝึกฝน

เพลินอธิบายต่อถึงช่วงเวลาและพัฒนาการทางสมอง เมื่อแรกเกิดเด็กจะมีเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ที่รอการเก็บสะสมประสบการณ์การเรียนรู้ มาพัฒนาโครงสร้างเซลล์ในสมอง ถ้าเด็กเล็กที่อายุไม่เกิน 5 ขวบ ได้รับประสบการณ์อะไรบ่อยๆ ซ้ำๆ สิ่งเหล่านั้นจะไปเชื่อมเซลล์ในสมองเข้าหากันเป็นโครงข่าย ยิ่งได้รับประสบการณ์นั้นมากเท่าไหร่ โครงข่ายก็จะแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น 

ดังนั้น สิ่งที่เราฝึกฝนให้เด็กเล็กจะมีผลระยะยาวต่อพัฒนาการของเขา ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะไม่สามารถเรียนรู้ได้หลัง 5 ขวบ เพียงแต่ช่วง Critical Period ที่เราสามารถเปลี่ยนโครงสร้างและโครงข่ายในสมองของเขาได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เดิมการฝึกฝนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จะเป็นไปตามฐานคิดเชิงการแพทย์ (Medical Model of Disability) ซึ่งมีแนวคิดว่า ความแตกต่างไม่ว่าจะทางกายภาพหรือสติปัญญาเป็นเรื่องส่วนบุคคล เกิดขึ้นกับตัวบุคคลและเป็นความผิดของบุคคล ดังนั้นผู้ที่มีความแตกต่างต้องฟื้นฟูความสามารถ ให้กลับมาอยู่บนความคาดหวังของสังคมที่เรียกว่าคนปกติ จึงจะอยู่ในสังคมได้

The Rainbow Room
The Rainbow Room

“พูดง่ายๆ คือ แนวคิดแบบ Medical Model มองความแตกต่างที่บุคคลมีว่าผิดปกติเท่ากับป่วย เมื่อป่วยก็ต้องรักษาให้หาย เมื่อมองผู้ที่มีความแตกต่างด้วยทัศนคติแบบนั้นตั้งแต่แรก ทำให้การฝึกฝนบนฐานคิดนี้มักเป็นการพยายามรักษาให้เขากลับมาเป็นปกติ สำหรับเรา Medical Model สำคัญในการวินิจฉัยความบกพร่อง แต่เมื่อไปถึงขั้นตอนการฝึกฝน เราเชื่อมั่นในฐานคิดเชิงสังคม (Social Model of Disability) มากกว่า”

เพลินอธิบายว่า Social Model คือแนวคิดที่มองว่าผู้ที่มีความแตกต่างเป็นเจ้าของสิทธิ์และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับคนปกติในสังคม สิ่งที่ใหญ่กว่าความแตกต่างคือความเหลื่อมล้ำ การละเมิดสิทธิ และการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ทุกคนมีความแตกต่าง ไม่มีใครดีไปกว่ากัน ทุกคนล้วนมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน จึงจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้ 

“ดังนั้น การฝึกฝนเด็กที่มีความต้องการพิเศษตาม Social Model จึงไม่ได้เน้นการรักษา เพราะเราไม่ได้มองว่าเขาผิดปกติมาตั้งแต่แรก แต่จะเน้นการสนับสนุน เพราะเราเชื่อว่าทุกคนพัฒนาได้ ทุกคนมีความหมายต่อโลกใบนี้ ซึ่งการฝึกฝนแบบนี้จะเต็มไปด้วยพลังบวกและนำไปสู่พัฒนาการของเด็ก

“ทุกครั้งที่ให้คำปรึกษากับครอบครัวที่ต้องการฝึกฝนลูกที่มีความต้องการพิเศษ เราต้องทำความรู้จัก ทำความเข้าใจครอบครัวนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง และนำความรู้ที่เรียนทั้งหมดมาปรับใช้ โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้านที่สุด เช่นแม้ว่างานวิจัยจะชี้ว่า การให้แม่ฝึกลูกที่มีความต้องการพิเศษเองจะได้ผลดีที่สุด แต่คุณแม่บังเอิญเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องทำงานประจำ การที่เราจะไปบอกให้เขาลาออกจากงานมาฝึกลูกก็ทำไม่ได้ เราก็ต้องประเมินสถานการณ์เพื่อให้คำปรึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละครอบครัวที่สุด”

เพลินเล่าว่า การทำงานในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เห็นการสนับสนุนสวัสดิการต่างๆ จากภาครัฐต่อครอบครัวที่ลูกมีความต้องการพิเศษ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสามารถทำหนังสือยื่นต่อภาครัฐ เพื่อขอการสนับสนุนให้คุณแม่ที่มีรายได้น้อยและต้องทำงาน ในการส่งลูกมาเข้าฝึกฝนพัฒนาการที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

03

Parents to Parents

จากพ่อแม่สู่พ่อแม่

“เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการรุดหน้าเร็วมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่พลังความคิดของพ่อแม่เป็นสำคัญ” โรส-โรสซาลีน่า อเล็กซานเดอร์ แมคเคย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการมูลนิธิ The Rainbow Room มาร่วมวงสนทนาด้วย

โรสมีลูกสาว 2 คนคือ จอร์จีนาและกาเบรียล น้องกาเบรียลมีอาการดาวน์ซินโดรม ตรวจพบตั้งแต่วันแรกๆ ที่ลืมตาดูโลก “ตอนนั้นถ้าอยู่ที่เมืองไทย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง เพราะที่สหรัฐอเมริกา ถ้าครอบครัวไหนพบว่าลูกมีความเสี่ยงจะมีความต้องการพิเศษ เขาจะมีนักบำบัดเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงมาช่วยดูแลทั้งเรื่องสุขภาพ พัฒนาการ ครบทุกด้าน เพื่อให้ลูกเติบโตเหมือนเด็กทั่วไป ตั้งแต่เกิด น้องกาเบรียลมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไม่แข็งแรง คุณหมอก็ให้น้องกินวิตามินและทำกายภาพบำบัด ต้องดูแลกล้ามเนื้อให้แข็งแรงก่อน เขาจะได้มีแรงไปเรียนรู้เรื่องอื่นๆ” 

นอกจากมีผู้เชี่ยวชาญมาดูแลอย่างใกล้ชิด โรสยังได้ไปร่วมกับกลุ่มสนับสนุนครอบครัวที่ลูกมีอาการดาวน์ซินโดรม ชื่อว่า GiGi’s Playhouse ที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนในกลุ่มเต็มไปด้วยพลังงานบวก มีการพบปะพูดคุยและทำกิจกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวการดูแลไปจนถึงพัฒนาการของลูกระหว่างพ่อแม่ ประสบการณ์เหล่านี้เสริมสร้างกำลังใจมหาศาลในการดูแลน้องกาเบรียลให้กับโรส

The Rainbow Room

“ที่ GiGi’s Playhouse เราเห็นเด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรมและเด็กทั่วไปวิ่งเล่นอยู่ด้วยกัน เราได้ฟังเรื่องราวพัฒนาการของเด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรมที่เริ่มอ่านหนังสือได้ตอน 3 ขวบแบบลูกสาวคนโตของเราเป๊ะ เรารู้สึกว่ามันก็ไม่เห็นจะต่างจากเด็กทั่วไปตรงไหนนี่ เขาก็แค่มีพัฒนาการที่อาจจะช้าไปนิด แต่ถ้าเราช่วยเสริมเพิ่มพลังให้กับเขา ก็จะสามารถช่วยให้เขาได้เติบโต และมีพัฒนาการที่ใกล้เคียงกับเด็กในวัยเดียวกันได้

“ความคิดเชิงบวกของพ่อแม่ จะเป็นพลังอันไร้ขีดจำกัดที่ช่วยให้ลูกเสริมสร้างพัฒนาการได้ดีที่สุด ถ้าเปรียบลูกเป็นกล้าไม้ ความรักความเอาใจใส่ก็คือปุ๋ย กล้าไม้ต้นน้อยจะผลิใบเติบโตสวยงามได้ มาจากการดูแลและการให้ปุ๋ยที่ดี” โรสเอ่ยยิ้มๆ

เพลินเสริมว่า “องค์กรระดับโลกอย่าง Autism Speaks ก่อตั้งโดยคุณพ่อคุณแม่ของเด็กที่มีอาการออทิซึม เพราะเขาอยากให้ลูกอยู่ในสังคมที่ดี สังคมที่เปิดโอกาส และทำความเข้าใจว่าทุกคนแตกต่าง ตอนนี้มูลนิธิขยายใหญ่ แข็งแรง และมีอิทธิพลในการสนับสนุนนโยบายสาธารณะของภาครัฐด้วย”

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่โรส คุณแม่อีก 7 คน และเพลินในฐานะที่ปรึกษา ร่วมกันก่อตั้ง The Rainbow Room ขึ้นมา เพราะโรสอยากให้เมืองไทยมีพื้นที่ให้คุณพ่อคุณแม่ที่ลูกมีความต้องการพิเศษได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์ รับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพลังงานบวกระหว่างกัน

04

The Rainbow Room

ห้องหัวใจสีรุ้ง

The Rainbow Room ไม่ใช่สถานรับดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่เป็นศูนย์ให้คำปรึกษา สร้างความเข้าใจเรื่องความต้องการพิเศษแบบองค์รวม ผ่านการแบ่งปันประสบการณ์และข้อมูลแบบพ่อแม่สู่พ่อแม่ โมเดลแบบนี้มีพลังมาก เพราะไม่มีใครจะเข้าใจพ่อแม่ที่ลูกมีความต้องการพิเศษไปมากกว่าพ่อแม่คนอื่นๆ ที่ลูกมีความต้องการพิเศษเช่นกัน

“สำหรับตัวเพลินเองในฐานะผู้เชี่ยวชาญ การดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษต้องใช้ข้อมูล 2 ส่วน คือ ทั้งงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญควบคู่ไปกับประสบการณ์ตรงของพ่อแม่ท่านอื่น ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กัน เราทำวิทยานิพนธ์เรื่องประสบการณ์ของพ่อแม่ ได้สัมภาษณ์หลากหลายครอบครัวที่พูดตรงกันว่า 

“จากที่ไม่มีหวัง เศร้า หมดกำลังใจ ทำอะไรไม่ถูกเมื่อทราบว่าลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การได้มาพบ The Rainbow Room และพบผู้ปกครองท่านอื่นๆ ที่มีประสบการณ์เหมือนกัน คือความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ทำให้มีกำลังใจที่จะเลี้ยงดูลูกและสู้ต่อไปกับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเรื่อยๆ” 

อย่างที่เพลินอธิบาย ว่าการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษต้องใช้ข้อมูลทั้ง 2 ส่วน ดังนั้น นอกจากจะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงของเหล่าคุณพ่อคุณแม่แล้ว สิ่งที่ The Rainbow Room ทำมาตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีคือ การเป็นพื้นที่แบ่งปันความรู้ ความเข้าใจ ในห้องเรียนเชิงปฏิบัติการที่มีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับพฤติกรรม นักกิจกรรมบำบัด นักฝึกพูด และกลุ่มจิตวิทยาอาสา หมุนเวียนกันมาให้ความรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กเป็นประจำทุกเดือน 

The Rainbow Room

โรสเล่าต่อว่า “ทฤษฎีก็คือทฤษฎี และมันต้องอาศัยความสร้างสรรค์ของพ่อแม่อย่างมหาศาล เพื่อทำให้ทฤษฎีเหล่านั้นเวิร์กในชีวิตจริง (ยิ้ม) แม้มีประสบการณ์ตรงจากการดูแลฝึกฝนลูก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้มีความรู้ทางด้านวิชาการ 

“ดังนั้นการที่ The Rainbow Room มี ดร.เพลิน และ ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์ นักจิตวิทยาด้านการบำบัดเด็กที่มีภาวะออทิซึม เป็นที่ปรึกษาของมูลนิธิ มันทำให้เราสามารถครอสเช็กได้ว่า สิ่งที่เราเข้าใจและปฏิบัติกับลูกเรา มันถูกต้องตามหลักหรือขัดกับงานวิจัยใดทางวิชาการหรือเปล่า 

“บางครั้งเราอยากเอาองค์ความรู้ทางตะวันตกมาใช้ ก็ต้องศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของบ้านเราด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่ การร่วมมือกันพัฒนาระหว่างผู้เชี่ยวชาญและพ่อแม่ที่มีประสบการณ์จริง จะช่วยเปิดมุมมองและความเข้าใจต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้กว้างมากขึ้น”

05

To Make A Big Impact, Go Small

จากครอบครัวสู่สังคม

สังคมไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทต่างๆ เช่นคนมักมีความเชื่อว่าเด็กที่มีภาวะออทิซึมก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งผิดมหันต์ จริงๆ แล้วเด็กที่มีภาวะออทิซึมมีหลายรูปแบบ หลายประเภทมาก เมื่อคนไม่เข้าใจก็ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าเรียนในห้องเรียนหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ ครอบครัวจึงเลือกเก็บลูกไว้ในบ้าน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้คนในสังคมไม่ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

กิจกรรมของ The Rainbow Room ส่วนใหญ่ เป็นกิจกรรมที่ทั้งเด็กทั่วไปและเด็กที่มีความต้องการพิเศษมาร่วมสนุกด้วยกันได้

“เราเห็นการแลกเปลี่ยนกันในด้านมุมมองความคิดและพัฒนาการของเด็กทั้งคู่ จากการทำกิจกรรมเหล่านั้นมันงดงาม เพราะไดนามิกของการเรียนรู้ความแตกต่างซึ่งกันและกันของพวกเขา มันเป็นไปโดยธรรมชาติ เมื่อได้คลุกคลีทำความรู้จักและเล่นกันตามประสาเพื่อน เด็กทั่วไปจะเรียนรู้และทำความเข้าใจว่าเพื่อนคนนี้ไม่ได้ป่วย เขาแค่แตกต่างจากตัวเองเท่านั้น 

“เมื่อเด็กปกติเหล่านี้ออกไปใช้ชีวิตในสังคม เจอเพื่อนเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษคนอื่นในโรงเรียน เขาจะรู้วิธีการเข้าหา รู้วิธีการทำความรู้จัก และมองอย่างเพื่อนคนหนึ่งที่เล่นด้วยกันได้ บางโรงเรียนที่มีความเข้าใจและสนับสนุนการเรียนร่วมกันของเด็กทั่วไปและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เราจะเห็นเลยว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสุขและสนุกในสังคมในโรงเรียนได้ ดังนั้น ทัศนคติของคนในสังคมจึงต้องได้รับการปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดสังคมที่พร้อมโอบรับความแตกต่างของผู้คน แต่เราก็เข้าใจนะว่ากว่าจะไปถึงจุดนั้น ก็คงต้องเดินทางกันอีกยาวไกลประมาณหนึ่ง” โรสกล่าว

โครงการรณรงค์ (Social Campaign) จึงเป็นอีกภารกิจของ The Rainbow Room ที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจในการใช้ชีวิตร่วมกันบนความแตกต่างของทุกคนในสังคม 

The Rainbow Room

Words Matter Speak Kindly คือแคมเปญที่ทำขึ้นเพื่อเป็นการขานรับนโยบายของ Special Olympics สากล เพื่อรณรงค์เลิกใช้คำพูดที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น เปลี่ยนจากการใช้คำว่า ‘ปัญญาอ่อน’ มาใช้คำพูดสร้างสรรค์เชิงบวกอย่าง ‘ความแตกต่างทางเชาว์ปัญญา’ แทน เพื่อเพิ่มคุณค่าและให้เกียรติบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ

เพราะคำพูดแต่ละคำของเรามีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด และการกระทำของเราต่อคนรอบข้าง หากเราพูดบวกคิดบวก การกระทำของเราก็จะสร้างสรรค์ โรสอธิบายว่า “หลายครั้งคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกมีความต้องการพิเศษรู้สึกหมดหวังและท้อแท้จากคำพูดของคนรอบตัวที่ยังไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยที่ผู้พูดไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกระทบใจคนที่ต้องการกำลังใจ” 

The Rainbow Room
The Rainbow Room

Rainbow Fun Run คืองานเดินวิ่งการกุศลที่จัดขึ้นเพื่อชวนทุกคนที่มีความแตกต่างไปร่วมสนุก แชร์พื้นที่ทางสังคม สร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจกันและกัน เพราะเราทุกคนถูกสร้างมาให้แตกต่างกันอยู่แล้ว อยู่ที่จะเปิดรับและทำความเข้าใจหรือเปล่า งานปีนี้จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม โรสฝากบอกว่าใครลงทะเบียนไม่ทัน สามารถมาซื้อ Bib Number (หมายเลขวิ่ง) และเสื้อที่หน้างานได้ โดยธีมงานที่ทั้งเท่และน่ารักของปีนี้คือ Care Kind Cool 

กระเป๋าผ้าใบน้อยพร้อมหูหิ้วสีรุ้ง ที่เหล่านักเดิน-วิ่งจะได้รับแจกในงาน ผลิตโดยชุมชนเพื่อนพัฒนสุข จังหวัดสระบุรี ชุมชนของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีของ The Rainbow Room โรสเล่าพร้อมรอยยิ้มว่าหูหิ้วสายรุ้งนี้ เป็นโปรเจกต์ที่ช่วยกันถักทั้งชุมชน ใครแวะไปเยี่ยมเยียนต่างก็ได้ร่วมด้วยช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ 

งาน Rainbow Fun Run เป็นการระดมทุนครั้งเดียวในรอบปีของ เพื่อนำเงินไปจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี ทั้งพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์ของกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ กิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการโดยผู้เชี่ยวชาญ บำรุงมีห้องสมุดขนาดเล็ก ที่มีหนังสือ นิตยสาร วิดีทัศน์เกี่ยวกับความต้องการพิเศษ สนับสนุนโครงการรณรงค์ต่างๆ

และกิจกรรม Rainbow Room On The Road ที่ทางมูลนิพาผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปเยี่ยมคุณครอบครัวที่มีลูกมีความต้องการพิเศษตามต่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน The Rainbow Room เคยเดินทางไปไกลถึงประเทศเมียนมาและลาวมาแล้ว

06

Different is the New Normal

ความแตกต่างที่เหมือนกัน

บนเสื้อยืดของเพลินมีข้อความว่า ‘Different is the New Normal’ 

“ที่ผ่านมาเราทำงานวิจัยและให้คำปรึกษากับครอบครัวที่มีลูกมีความต้องการพิเศษ ด้วยมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ จนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว น้องเจล่า หลานสาวของเราเกิดมามีอาการดาวน์ซินโดรม เขาค่อยๆ เติบโตขึ้นและความสัมพันธ์ระหว่างน้าหลาน ก็ช่วยสร้างมุมมองในแง่ครอบครัวของเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้กับเรา

“เรารู้สึกว่ามุมมองของเราครบ เห็นทั้ง 360 องศา ทำให้งานของเรารอบด้านขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะเป้าหมายของสิ่งที่เราทำไปทั้งหมด คือการสร้างประโยชน์สูงสุดให้พ่อแม่ที่ลูกมีความต้องการพิเศษ เพื่อในอนาคต เราจะเห็นสังคมที่ไม่มีคำว่าแตกต่างอีกต่อไป เพราะทุกคนล้วนแตกต่างเหมือนกัน”

ทำความเข้าใจโลกของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และเส้นทางสู่สังคมที่พร้อมโอบรับความแตกต่างของทุกคนอย่างเท่าเทียม กับ The Rainbow Room

Facebook : The Rainbow Room | A Special Needs Awareness Centre

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load